Category: เศรษฐกิจ

  • แบงก์ชาติภาคเหนือ จัดงานสัมมนาสัญจรที่พิษณุโลก

    แบงก์ชาติภาคเหนือ จัดงานสัมมนาสัญจรที่พิษณุโลก

    แบงก์ชาติภาคเหนือ จัดงานสัมมนาสัญจรที่พิษณุโลก

    เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่ โรงแรมเดอะ ไพร์ด โฮเต็ล The Pride Hotel จ.พิษณุโลก  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคเหนือ ได้จัดงานสัมมนาสัญจร ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “เสริมแกร่งธุรกิจ SMEs เหนือล่าง ให้เท่าทันโลกยุคดิจิทัล”

    เพื่อสื่อสารการดำเนินนโยบายของ ธปท. และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นที่จะช่วยเสริมแกร่งให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SMES ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเหนือตอนล่าง แก่ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นพื้นที่

    นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการ ธปท. สำนักงานภาคเหนือ กล่าวเปิดงานสัมมนาโดยเน้นย้ำว่า ธปท. ยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อการทำงานร่วมกับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และจากการลงพื้นที่ภาคเหนือตลอดปีที่ผ่านมา พบว่า ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ถือเป็น “เครื่องยนต์” สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเหนือ มีจำนวนมากถึง 5.5 แสนราย คิดเป็นร้อยละ 99.8 ของธุรกิจทั้งหมดและเป็นแหล่งสร้างงานและรายได้ให้กับคนในพื้นที่ ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ 2 ประการ คือ (1) ข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจ SMEs และ (2) การปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลจึงเป็นที่มาของหัวข้องานสัมมนาสัญจรในครั้งนี้

    นอกจากนั้นได้มีการบรรยายในหัวข้อ “ยกระดับธุรกิจ ด้วย Digital Trans formation” โดยมีนายเจษฎา วานิชสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัน อิเล็กทรอนิกส์ บิลลิ่ง จำกัด(มหาชน) ซึ่งได้ฉายภาพความสำคัญของ Digital Transformation และเส้นทางของธุรกิจในการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตอบโจทย์แบบ end-to-end เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้เติบโตโดยชี้ให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการสร้าง Digital Footorint ซึ่งจะช่วยให้ธรกิจเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

    หลังจากนั้นได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในหัวข้อ “เสริมแกร่งธุรกิจ SMEs เหนือล่าง ให้เท่าทันโลกยุคดิจิทัล” ดำเนินรายการโดยนางสมิตานันช์ พรหมพินิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ธปท. สำนักงานภาคเหนือ เพื่อชวนคิดชวนคุยแลกเปลี่ยนมุมมองการปรับตัวเพื่อรับกระแสยุคดิจิทัล ผ่านการแชร์ประสบการณ์จากการปรับวิธีคิดสู่ “ลงมือทำจริง” ของผู้ประกอบการท้องถิ่น โดย นายจาตุรนต์ เหลืองสว่าง กรรมการผู้จัดการ สหแสงชัย ซุปเปอร์สโตร์ รวมทั้ง รับทราบแนวทาง หรือเครื่องมือที่จะช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจจากภาครัฐและสถาบันการเงิน โดยนางผกามาศ สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมลูกค้าและพัฒนาผู้ประกอบการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และ นายปรัชญา โกมณี ผู้จัดการสาขาภาคเหนือตอนบน และรักษาการผู้จัดการสาขาภาคเหนือตอนล่าง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) โดย ธปท. หวังว่าการจัดสัมมนาสัญจรในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ช่วยเสริมแกร่งให้ธุรกิจในพื้นที่เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางบริบทของโลกยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลง

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/11/14/191984&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xIqPxJIXF0L8tKhZrejNd

  • ทรัมป์ลดภาษีนำเข้าเนื้อวัว กาแฟ และสินค้าเกษตรหลายรายการ

    ทรัมป์ลดภาษีนำเข้าเนื้อวัว กาแฟ และสินค้าเกษตรหลายรายการ

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามคำสั่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ หลายรายการ รวมถึงเนื้อวัว กล้วย กาแฟ และมะเขือเทศ หลังจากรัฐบาลเผชิญแรงกดดันจากประชาชนที่ประสบปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    การยกเว้นภาษีมีผลย้อนหลัง

    สินค้าเกษตรเหล่านี้จะได้รับการยกเว้นจากภาษี “ตอบโต้” ที่นำมาใช้ในปีนี้ เพื่อจัดการกับพฤติกรรมที่ถือว่าไม่เป็นธรรม โดยรัฐบาลพิจารณาจากความสามารถในการผลิตภายในประเทศ หรือการขาดแคลนของสหรัฐฯ ในสินค้าบางประเภท การยกเว้นภาษีใหม่นี้มีผลย้อนหลังและเริ่มใช้ตั้งแต่วันพฤหัสบดี ตามคำสั่งที่ทำเนียบขาวเผยแพร่

    ความกดดันหลังการเลือกตั้งท้องถิ่น

    รัฐบาลทรัมป์เร่งความพยายามโน้มน้าวชาวอเมริกันเกี่ยวกับความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ หลังจากปัญหาความสามารถในการซื้อสินค้ากลายเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งเดือนนี้ สำหรับตำแหน่งนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก และผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์และเวอร์จิเนีย ซึ่งพรรคเดโมแครตชนะทั้งสามการเลือกตั้ง โดยมุ่งเน้นไปที่ปัญหาค่าครองชีพอย่างเข้มข้น

    ยกเว้นภาษีมีผลย้อนหลัง ลดภาระต้นทุนทันที

    คำสั่งดังกล่าวระบุว่า สินค้าเกษตรเหล่านี้จะถูก ยกเว้นจากภาษีตอบโต้ (countervailing duties) ที่บังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งมีเป้าหมายควบคุมพฤติกรรมการค้าที่ถือว่าไม่เป็นธรรม การยกเว้นภาษีมีผล ย้อนหลังตั้งแต่วันพฤหัสบดี เพื่อเร่งบรรเทาต้นทุนสินค้าบริโภคภายในประเทศทันที

    รัฐบาลชี้ว่า สินค้าส่วนใหญ่ในรายการเป็น สินค้าโภคภัณฑ์ที่สหรัฐฯ ผลิตไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อตอบสนองอุปสงค์ภายในประเทศ

    ราคากาแฟ–เนื้อวัวพุ่งแรง กระทบผู้บริโภคจำนวนมาก

    กาแฟส่วนใหญ่ของอเมริกามาจากต่างประเทศ และราคากาแฟพุ่งขึ้นประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในเดือนสิงหาคมและกันยายน ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ แต่ค่าใช้จ่ายยังได้รับผลกระทบจากภาษี Bill Murray ประธานสมาคมกาแฟแห่งชาติกล่าวว่า การเคลื่อนไหวของทำเนียบขาวจะช่วย “บรรเทาแรงกดดันด้านค่าครองชีพสำหรับชาวอเมริกันสองในสามที่ดื่มกาแฟทุกวัน” และรักษาความมั่นคงในการจัดหาสินค้าสำหรับบริษัทสหรัฐฯ

    ราคาเนื้อวัวเพิ่มขึ้นเช่นกันในปีนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากอุปทานวัวที่ลดลง ทำเนียบขาวกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า “สินค้าเกษตรที่มีคุณสมบัติเฉพาะบางรายการจะไม่อยู่ภายใต้ภาษีเหล่านั้นอีกต่อไป เช่น อาหารบางประเภทที่ไม่ได้ปลูกในสหรัฐฯ”

    เชื่อมดีลการค้าละตินอเมริกา เร่งลดภาษีสินค้าที่ผลิตไม่พอในประเทศ

    คำสั่งลดภาษีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังวอชิงตันเปิดเผยข้อตกลงการค้ากับประเทศคู่ค้าในลาตินอเมริกา ได้แก่ อาร์เจนตินา กัวเตมาลา เอกวาดอร์ และเอลซัลวาดอร์ ที่จะยกเลิกภาษีตอบโต้ในสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตเองได้เพียงพอ Kevin Hassett ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ กล่าวว่า “นี่คือสิ่งที่เราต้องแก้ไข และเราจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด”

    Bananas are another product that will now be exempt from certain US tariffs

    Bananas are another product that will now be exempt from certain US tariffs

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/trump-reduces-tariffs-beef-coffee-agricultural-products&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rNICEFBxJ4-BXy-sF3E9a

  • นายกฯ จีน เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง เน้นย้ำจีน-ไทยใกล้ชิดดุจญาติมิตร

    นายกฯ จีน เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง เน้นย้ำจีน-ไทยใกล้ชิดดุจญาติมิตร

    นายกฯ หลี่ เฉียง ของจีน เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันศุกร์ (14 พ.ย.) ที่ผ่านมา เนื่องในวโรกาสที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปักกิ่ง  

    “จีนและไทยมีความใกล้ชิดกันดุจญาติมิตร จีนยินดีที่จะรักษาการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับไทย เสริมสร้างมิตรภาพอันดีระหว่างเพื่อนบ้าน สนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างแน่นแฟ้น กระชับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศมากยิ่งขึ้น”

    — หลี่ เฉียง กล่าว 

    หลี่ เฉียง เน้นย้ำถึงความเกื้อกูลกันของเศรษฐกิจทั้งสองประเทศ โดยกล่าวว่า “จีนพร้อมที่จะขยายขอบเขตการค้าทวิภาคีและการลงทุนสองทางกับไทยต่อไป และขยายความร่วมมือในสาขาใหม่ๆ เช่น เศรษฐกิจสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ และการบินและอวกาศ” 

    “ด้วยความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม จึงเป็นโอกาสอันดีที่จีนและไทยจะกระชับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือในหลายๆ ด้าน เช่น วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ” หลี่ เฉียง กล่าวเสริม

    พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีนที่มีมาช้านาน และทรงกล่าวว่า “ความร่วมมือทวิภาคีในหลายด้านได้สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและมีอนาคตกว้างไกล” 

    “ประเทศไทยซาบซึ้งในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่จีนได้สร้างขึ้นในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และยินดีที่จะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนฉันมิตรกับจีน กระชับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และก้าวเดินเคียงข้างกันบนเส้นทางการพัฒนาร่วมกัน”

    — พระองค์ ตรัสเสริม 

    ภาพ : สำนักข่าวซินหัว (Xinhua) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/chinese-pm-meets-king-of-thailand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23sJccP0Xl0zniuLST7JKV

  • หลี่ เฉียงเข้าพบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง

    หลี่ เฉียงเข้าพบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง

    วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568 หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้เข้าพบพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ

    หลี่ เฉียง กล่าวว่าจีนและไทยนั้นผูกพันกันดังครอบครัว โดยจีนยินดีจะรักษาการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับไทย เสริมสร้างมิตรภาพการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี สนับสนุนกันและกันอย่างแน่วแน่ และกระชับความร่วมมืออันเป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อบรรลุผลลัพธ์เพิ่มเติมในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และส่งมอบผลประโยชน์แก่ประชาชนของสองประเทศอย่างดียิ่งขึ้น

    หลี่ เฉียง กล่าวถึงความเกื้อหนุนกันทางเศรษฐกิจของสองประเทศ โดยจีนพร้อมเดินหน้าขยับขยายการค้าทวิภาคีและการลงทุนสองทางกับไทยต่อไป รวมถึงขยับขยายความร่วมมือด้านใหม่ๆ เช่น เศรษฐกิจสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการบินอวกาศ

    ขณะที่ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และความรู้สึกร่วมทางวัฒนธรรมของจีนและไทยจะเป็นโอกาสในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านต่างๆ เช่น วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อวางรากฐานอันมั่นคงสำหรับมิตรภาพระหว่างประชาชนของสองประเทศ

    ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสว่า ไทยและจีนมีมิตรภาพอันดีกันมาอย่างยาวนาน และความร่วมมือทวิภาคีในด้านต่างๆ ได้สัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรม โดยไทยชื่นชมความสำเร็จอันโดดเด่นของจีนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตลอดหลายปีที่ผ่านมา และยินดีจะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนฉันมิตรกับจีน กระชับความร่วมมือเชิงปฏิบัติ และก้าวไปข้างหน้าด้วยกันบนวิถีทางของการพัฒนาร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZonP7kUeFwZ-ZRRmfB-8I

  • คลัง เตรียม ชง 3 แพ็กเกจใหญ่ อุ้ม SME เข้า ครม.เศรษฐกิจ 24 พ.ย.นี้

    คลัง เตรียม ชง 3 แพ็กเกจใหญ่ อุ้ม SME เข้า ครม.เศรษฐกิจ 24 พ.ย.นี้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมนำแพ็กเกจช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME จำนวน 3 แพ็กเกจใหญ่ เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.ศก.) ภายในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในเสาหลักของนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยในช่วงเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน

    สำหรับแพ็กเกจที่จะนำเสนอเข้าครม.เศรษฐกิจ ประกอบด้วย

    1. แพ็กเกจค้ำประกันสินเชื่อ ดึงแบงก์ปล่อยกู้เพิ่ม

    มาตรการทางการเงินเป็นหัวใจสำคัญของแพ็กเกจครั้งนี้ โดยจะจัดตั้งกลไกค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ผ่านการเสริมบทบาท บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พร้อมใช้เงินคงเหลือจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ตั้งเป็นกองทุนค้ำประกันรูปแบบใหม่ อาจทำงานคู่ขนานหรือ Top-up กลไกเดิมของ บสย. เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของธนาคาร

    “ขณะนี้ผู้ว่าธปท. กำลังพิจารณาแพ็กเกจลักษณะเข้ามาช่วย SME เสริมจาก บสย. โดยจัดตั้งเป็นกองทุน ซึ่งจะใช้เงินจากกองทุน FIDF ที่เหลืออยู่ กลไกค้ำประกันนี้จะ มีแพ็กเกจอย่างชัดเจน การค้ำประกันสินเชื่อถูกริเริ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหลัก เนื่องจากตามข้อเท็จจริงแล้ว SME ไม่ได้รับสินเชื่อเพราะ แบงค์ไม่ปล่อยสินเชื่อ เพราะแบงค์เป็นห่วงเรื่องความเสี่ยง ดังนั้น การที่มีกลไกค้ำประกันเนี่ยก็จะช่วยให้แบงก์กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพื่อทำให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยกลไกการดำเนินการกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะออกมาในรูปแบบ คู่ขนาน หรือ ท๊อปอัพ ให้กับ บสย.”นายเอกนิติ กล่าว

    2. เก็บภาษีนำเข้าสินค้าต่ำตั้งแต่ 1บาทแรก เพื่อปกป้อง SME ไทย

    ในด้านภาษี กรมศุลกากรเตรียมกลับมาเก็บภาษีนำเข้าสินค้าบนอีคอมเมิร์ซตั้งแต่ 1 บาทแรก มีผล 1 ม.ค. 2569 สำหรับสินค้าที่สั่งจากแพลตฟอร์มที่มีร้านค้าอยู่ต่างประเทศ ต้องชำระทั้งภาษีนำเข้าและ VAT 7% จากเดิมที่สินค้าราคาไม่เกิน 1,500 บาทได้รับการยกเว้นอากรและเสียเพียง VAT เท่านั้น ขณะเดียวกันจะมีมาตรการคืนภาษีให้ผู้ประกอบการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกรมสรรพากรด้วย

    โดย ปลาย พ.ย. 2568 กรมศุลกากรเตรียมลงนาม MOU กับแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อร่วมมือรายงานข้อมูลสินค้า ลดการเลี่ยงภาษี และคุ้มครองผู้ประกอบการ SME ไทยจากผลกระทบสินค้าต่างประเทศที่ไหลเข้ามาเพิ่ม 

    “กรมศุลกากรจะลงนาม MOU กับแพลตฟอร์มออนไลน์ให้รายงานข้อมูลสินค้าเป็นรายชิ้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างแม่นยำ ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามถูกต้องจะได้รับความสะดวก ขณะที่ผู้หลบเลี่ยงภาษีจะถูกเข้มงวดเป็นพิเศษ ” นายเอกนิติ กล่าว

    3.จะพัฒนาระบบดิจิทัลสำหรับการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและสนับสนุนสินค้าไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมบัญชีกลาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย

    นอกจากนี้ จะผลักดันการนำคำสั่งซื้อจากภาครัฐขึ้นระบบดิจิทัลของสมาคมธนาคารไทย เพื่อให้ SME ใช้เป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อได้สะดวกขึ้น 

    สำหรับ ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ นั้น 17 พ.ย. นี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนัดหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อเจรจาประเด็นภาษีการค้าทั้งหมด โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยยังคงขับเคลื่อนการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการ พร้อมเน้นว่าต้องแยกประเด็นการเมืองออกจากการเจรจาการค้าอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบผลประโยชน์ของประเทศ

    ” ทีมกระทรวงพาณิชย์ยังอยู่ระหว่างประสานงานกับ USTR เพื่อกำหนดวันหารืออย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า โดยจะเป็นการพูดคุยเชิงเทคนิคและบูรณาการแนวทางดำเนินงานร่วมกันในการแก้ไขประเด็นค้างคาและข้อเรียกร้องของฝ่ายสหรัฐฯ” นายเอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733476&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw195N9FoYC4_yG_yeI0LNaj

  • ญี่ปุ่นเตรียมอัดฉีดงบ 17 ล้านล้านเยน กระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรกของนายกฯทาคาอิจิ

    ญี่ปุ่นเตรียมอัดฉีดงบ 17 ล้านล้านเยน กระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรกของนายกฯทาคาอิจิ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ย. 68)

    ญี่ปุ่นเตรียมพิจารณาใช้เงินราว 17 ล้านล้านเยน (1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรกของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลต่อการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว

    หนังสือพิมพ์นิกเกอิ (Nikkei) รายงานในวันนี้ (15 พ.ย.) ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวรวมถึงการขยายการยกเว้นภาษีรายได้ การลดภาษีน้ำมัน การให้เงินอุดหนุนเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และการจัดสรรเงินทุนให้แก่จังหวัดต่าง ๆ สำหรับโครงการความช่วยเหลือด้านอาหาร

    หนังสือพิมพ์นิกเกอิยังระบุว่า งบประมาณเสริมเพื่อสนับสนุนมาตรการนี้มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 14 ล้านล้านเยน ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งการใช้จ่ายดังกล่าวอาจส่งผลให้หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกจากระดับที่สูงอยู่แล้ว

    นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนต.ค. ทาคาอิจิได้สัญญาว่าจะจัดทำมาตรการใช้จ่ายขนาดใหญ่เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และสนับสนุนการลงทุนในภาคส่วนที่เติบโต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์

    นอกจากนี้ นิกเกอิระบุด้วยว่า ขนาดของแพ็กเกจซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำโดยกระทรวงการคลังอาจมีการปรับเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับการเจรจาภายในพรรครัฐบาล

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAE0IQ66HMTNIRDO4QDUHIM0THVDA4P&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28WPgmkuvI57DLRvX3I3FM

  • เปิด 3 ชุดมาตรการช่วยเหลือ SME เตรียมเสนอเข้าครม.เศรษฐกิจ

    เปิด 3 ชุดมาตรการช่วยเหลือ SME เตรียมเสนอเข้าครม.เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    14 พ.ย. 2025 เวลา 17:28 น.

    ‘เอกนิติ’ เผยเตรียมออกแพ็คเกจมาตรการอุ้มเอสเอ็มอี เสนอเข้า ครม.เศรษฐกิจใน 2 สัปดาห์ เติมสภาพคล่อง ชงมาตรการภาษี พร้อมหนุนกลไกจัดซื้อภาครัฐ

    วันที่ 14 พ.ย.2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมแพ็คเกจมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ภายใน 2 สัปดาห์

    ซึ่งถือเป็นหนึ่งในห้าเสาหลักตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยจะแบ่งชุดมาตรการเป็น 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 

    1. มาตรการด้านการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SME ผ่านการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน)  และกลไกการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) รวมทั้งจะมีการตั้งกองทุนค้ำประกันเฉพาะกิจ ซึ่งจะใช้วงเงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ส่วนที่เหลือจากมาตรการแก้หนี้รายย่อย โดยเงื่อนไขการค้ำประกันนี้จะมีการผ่อนปรน และดีกว่าเงื่อนไขของบสย. 

    โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการกำหนดรายละเอียดของการตั้งกองทุนดังกล่าว ให้เป็นกลไกที่เสริมจากการค้ำประกันของบสย. ซึ่งจะเข้ามาช่วย SME เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น

    2.มาตรการด้านภาษี มุ่งเน้นการสร้างความเสมอภาคทางภาษีสำหรับ SME ไทย โดยแบ่งเป็นมาตรการภาษีศุลกากร จะมีการเก็บอากรสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 จุดประสงค์หลักคือเพื่อสร้างการค้าที่เป็นธรรมให้กับ SME ไทย

    และมาตรการภาษีสรรพากร โดยจะเร่งขั้นตอนการคืนภาษีได้เร็ว เพื่อคืนสภาพคล่องให้กับให้กับผู้ประกอบการ SME 

    3.มาตรการส่งเสริมดีมานด์ภาครัฐ โดยกรมบัญชีกลางจะได้มีการหารือกับภาคเอกชนได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาหอการค้าไทย เพื่อจัดทำมาตรการสนับสนุนการซื้อสินค้าไทยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่มีออเดอร์จัดซื้อของรัฐบาลจะนำเข้าสู่ระบบดิจิทัล และสามารถใช้หลักฐานดังกล่าวในการค้ำประกันนำไปขอสินเชื่อกับธนาคารได้ง่ายขึ้น

    นายเอกนิติ เปิดเผยความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐว่า กระบวนการเจรจากำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาษีและกฎระเบียบศุลกากร ซึ่งรัฐบาลไทยโดยทีมกระทรวงพาณิชย์กำลังเดินหน้าประสานงานเพื่อเจรจาเกี่ยวกับรายละเอียดการค้าและพยายามแยกประเด็นทางการเมืองออกจากประเด็นการเจรจาในครั้งนี้ 

    “โดยเบื้องต้นทางสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เตรียมกำหนดนัดหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นภายในวันจันทร์นี้ (17 พ.ย.)”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของกรมศุลกากรได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบ Framework ที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามไว้

    โดยจะมีการยกเลิกสินบนนำจับ โดยเฉพาะในส่วนของผู้บริหาร โดยมาตรการนี้ถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญที่ทางสหรัฐและผู้ประกอบการหลายรายได้เสนอมา

    ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่ต้องยกเลิกในส่วนของผู้บริหาร เพราะการรับสินบนนำจับก่อให้เกิด ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ในการพิจารณาอุทธรณ์ หรือการใช้อำนาจในการจับกุมและอนุมัติต่างๆ

    อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมาย แต่กรมศุลกากรจะออกระเบียบภายในเพื่อยกเลิกไม่ให้ผู้บริหารได้รับส่วนแบ่งจากสินบนนำจับภายในสิ้นเดือนพ.ย.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ke8srlKyy6UKxr5938D8s

  • สกนช.จ่อปรับเพดานอุ้มดีเซล 30 บาท-ก๊าซหุงต้ม 423 บาทสอดรับสภาพเศรษฐกิจ

    สกนช.จ่อปรับเพดานอุ้มดีเซล 30 บาท-ก๊าซหุงต้ม 423 บาทสอดรับสภาพเศรษฐกิจ

    นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า ได้มีการหารือภารกิจสำคัญของกองทุนน้ำมันฯ ที่ได้มีการหารือกับนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งประกอบด้วย

    การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ให้ครบถ้วนตามองค์ประกอบที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

    โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 4 ราย ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน 1 ราย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน 1 ราย และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการอีก 2 ราย

    สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัคร ต้องเป็นผู้มีอายุไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ และควรมีอายุไม่เกิน 65 ปีในวันยื่นใบสมัคร โดยอาจเป็นผู้ที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่หรือเกษียณอายุแล้วก็ได้ 

    สกนช.จ่อปรับเพดานอุ้มดีเซล 30 บาท-ก๊าซหุงต้ม 423 บาทสอดรับสภาพเศรษฐกิจ

    ส่วนการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการฯ  นั้น จะอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งจะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไป

    ทั้งนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและสนับสนุนคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันฯ ในการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ รวมถึงการพิจารณา ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุน เช่น มติการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อไป 

    นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันฯ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอแผนวิกฤตการด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับใหม่ปี 2568-72 หลังจากแผนฉบับเก่าปี 2563-67 จบลง โดยแผนใหม่ดังกล่าวจะกำหนดแนวทางบริหารจัดการราคาน้ำมันและก๊าซ LPG ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

    รวมถึงปรับนิยามวิกฤติราคาน้ำมันให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม ในส่วนของมาตรการควบคุมราคาขายปลีก กองทุนน้ำมันฯ จะมีการทบทวนเพดานราคาน้ำมันดีเซลที่กำหนดไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และก๊าซ LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    “ช่วงรัฐบาลก่อนได้มีการเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแล้วแต่ไม่ผ่านการพิจารณา ดังนั้นปัจจุบันจึงเร่งเสนอต่อนายอรรถพล ในฐานะประธานบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อเสนอคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป” 

    สกนช.จ่อปรับเพดานอุ้มดีเซล 30 บาท-ก๊าซหุงต้ม 423 บาทสอดรับสภาพเศรษฐกิจ

    นายพรชัย กล่าวอีกว่า จะเร่งออกประกาศและกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการลดการจ่ายเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งขณะที่มาตรการยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้กองทุนต้องยุติการชดเชยราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมจากพืชพลังงานทั้งกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 เป็นต้นไปนั้น กองทุนฯ จะยังคงดำเนินการตามแผนโดยจะเข้าอุดหนุนเฉพาะกรณีเกิดภาวะวิกฤตเท่านั้น 

    ส่วนความคืบหน้าการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ผอ.สกนช.) คนใหม่ นั้นปัจจุบันคณะอนุกรรมการสรรหาได้ดำเนินการสัมภาษณ์ผู้สมัครครบถ้วนแล้ว ยืนยันว่าการที่ยังไม่มีผอ.คนใหม่ ไม่กระทบต่อการบริหารงานหรือการจัดทำแผนของกองทุนฯ เนื่องจากมีคณะกรรมการฯดำเนินการพิจารณาเรื่องต่างๆระหว่างรอผอ.ใหม่อยู่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/643705&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xEmBiUq7foOsGDZCJBz2Z

  • IMF เตือนรัฐบาลไทยหนี้สูง แนะเร่งทำงบสมดุล ที่น่าเชื่อถือ

    IMF เตือนรัฐบาลไทยหนี้สูง แนะเร่งทำงบสมดุล ที่น่าเชื่อถือ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-49&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EJQd1Kg4kB4-UVdDAvfuD

  • วิธี “ฮ่องกง” ดึงคนรวย ปั้นธุรกิจเทคให้โต ไขเบื้องหลัง Cyberport แหล่งนวัตกรรมที่ดันเศรษฐกิจเมือง

    วิธี “ฮ่องกง” ดึงคนรวย ปั้นธุรกิจเทคให้โต ไขเบื้องหลัง Cyberport แหล่งนวัตกรรมที่ดันเศรษฐกิจเมือง

    ฮ่องกง เขตปกครองพิเศษของจีนที่ถูกขนานนามว่าเป็นศูนย์กลางทางการเงินแห่งเอเชีย ถูกเปรียบว่าเป็นดั่งประตูเชื่อมสู่ตลาดจีน ทั้งในแง่เทคโนโลยี บุคลากร และทรัพยากร ความได้เปรียบของฮ่องกงนอกจากจะเป็นเรื่องโลเคชันที่เชื่อมกับจีนแผ่นดินใหญ่แล้ว ยังมีส่วนของระเบียบการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการสร้างธุรกิจ เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจเล็กใหญ่จากทั่วโลกให้ความสนใจ

    นับตั้งแต่ปี 1997 ที่ฮ่องกงกับจีนใช้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ในการบริหารจัดการ โดยก่อนหน้านั้นฮ่องกงที่อยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปี 1842 ทำให้ได้รับอิทธิพลจนสามารถพัฒนามาเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเงินของเอเชีย จนกระทั่งกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ฮ่องกงก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์เดิมไว้ได้ต่อเนื่อง และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับแผ่นดินใหญ่เสมอมา

    จากรายงานของ CNBC ที่อ้างถึง Altrata แพลตฟอร์มจัดการด้านความมั่งคั่ง ระบุว่า ฮ่องกงกลายเป็นหนึ่งหมุดหมายสำคัญอันดับ 2 ของโลกที่เหล่าคน Ultra-Wealthy หรือคนที่ร่ำรวยมีทรัพย์สินสูงกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปอาศัยอยู่ เนื่องจากมีอุตสาหกรรมการเงินที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มูลค่าการระดมทุนจาก IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงก็เพิ่มขึ้นราว 8 เท่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 จนไปแตะระดับ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (นอกจากนี้ยังมีคาดการณ์ว่าในปี 2025 นี้ฮ่องกงจะเป็นฮับ IPO อันดับ 1 ของโลก หรือมีบริษัทเลือกไป IPO ที่นี่มากที่สุด)

    นอกจากเป็นฐานการเงินที่แข็งแกร่งในเอเชียแล้ว อีกหนึ่งในความก้าวหน้าของฮ่องกงคงหนีไม่พ้นด้านเทคโนโลยี ที่ทางรัฐบาลคอยกระตุ้นการลงทุนในนวัตกรรมล้ำสมัยเสมอมา จนในปี 2025 นี้ ฮ่องกงสามารถก้าวขึ้นมาติดลิสต์อันดับที่ 3 ของ World Digital Competitiveness Ranking จัดโดยสถาบัน IMD ขยับขึ้นมาจากอันดับ 5 ในปีก่อนหน้า ตามที่มีการปรับตัวในด้านนโยบายและการลงทุนจนสามารถขับเคลื่อนความสามารถทางการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศได้

    วางฐานนโยบายให้มั่นคง

    หนึ่งในความได้เปรียบของฮ่องกงคือมีการสนับสนุนจากมาตรการเชิงนวัตกรรมจากรัฐบาล หนุนให้มีบริษัทเทคโนโลยีเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเพิ่ม เปิดกว้างให้กับเทคโนโลยีขั้นสูง อย่าง AI และ Blockchain 

    ที่ผ่านมา ฮ่องกงเน้นหนักไปที่การพัฒนาเมืองตามพิมพ์เขียวที่เรียกว่า “Hong Kong Innovation and Technology Development” หรือแผนพัฒนา I&T Development ของรัฐบาลฮ่องกง โดยมุ่งเน้นภารกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่

    • ดันอุตสาหกรรมใหม่ (New Industrialisation): มุ่งเน้นการพัฒนาระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และส่งเสริมการเกิดอุตสาหกรรมใหม่ในฮ่องกง
       
    • ขยายฐานคนเก่ง (Talent Pool): เน้นการสร้าง ดึงดูด และรักษาบุคลากรที่มีความสามารถด้าน I&T เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนในการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง 
    • พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและ Smart City: ผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนาฮ่องกงให้เป็นเมืองอัจฉริยะ เพื่อความสะดวกสบายและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน 
    • เชื่อมโยงกับจีนและเป็นสะพานสู่โลก: บูรณาการเข้ากับแผนพัฒนาโดยรวมของประเทศจีนอย่างจริงจัง และใช้จุดแข็งของฮ่องกงในการเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับตลาดโลก

    นอกจากนี้ จีนแผ่นดินใหญ่เองยังมีการสนับสนุนนโยบาย I&T นี้ด้วยเช่นกัน ผ่านความร่วมมือทั้งด้านทรัพยากรเทคโนโลยี แรงงานคนเก่ง ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกตัวอย่างเช่น เขตความร่วมมือทางเทคโนโลยี ฮ่องกง-เซินเจิ้น ภายใต้โมเดล “หนึ่งเขต สองอุทยาน” ปั้นเป็นแหล่งผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีอีกหนึ่งแห่งของประเทศ

    “Cyberport” อีกหนึ่งเบื้องหลังนวัตกรรมของฮ่องกง

    เมื่อวันที่ 6-7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา Thairath Money มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมในงาน Cyberport Venture Capital Forum 2025 (CVCF 2025) ที่ฮ่องกง งานประจำปีที่จะรวมผู้เชี่ยวชาญด้านเวนเจอร์แคปิตอลระดับโลก ผู้ประกอบการ และผู้นำอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้ Cyberport มุ่งเน้นไปที่การหนุนรัฐบาลฮ่องกงให้มีความแข็งแกร่งขึ้นในแง่ของนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยเฉพาะ AI และ Blockchain ที่กำลังเป็นหน้าด่านสำคัญที่จะกำหนดทิศทางในการลงทุน

    Cyberport คือ อีกหนึ่งโปรเจกต์สำคัญของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการเงินของโลก โดย Cyberport คือ Technology Hub ภายใต้การดูแลของรัฐบาล ศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ของฮ่องกง แหล่งบ่มเพาะธุรกิจและแหล่งลงทุนสตาร์ทอัพ มีวิสัยทัศน์ในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริม เศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนา AI และสนับสนุนให้ฮ่องกงก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม เทคโนโลยี และ AI ระดับนานาชาติ

    ในปีที่ผ่านมาได้ช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการในประเทศผ่านเครื่องมือการลงทุนหลัก ได้แก่ Cyberport Investors Network (CIN) เครือข่ายนักลงทุนของ Cyberport เอง และกองทุน Cyberport Macro Fund อีกทั้งยังช่วยประเทศดึงดูดนักลงทุนระดับโลกให้เข้ามาช่วยหนุนสตาร์ทอัพให้ประสบความสำเร็จ

    Simon Chan ประธาน Hong Kong Cyberport
    Simon Chan ประธาน Hong Kong Cyberport

    Thairath Money มีโอกาสได้คุยกับ Simon Chan ประธานของ Hong Kong Cyberport ถึงแนวทางการดำเนินงาน และแผนที่จะผลักดันฮ่องกง เขาเล่าว่า Cyberport ดำเนินงานสอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของรัฐบาลฮ่องกงมาโดยตลอด ผ่านการมุ่งเน้นภารกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่

    • ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม: สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่พึ่งพาตนเองได้ และสร้างรายได้เข้าสู่ GDP ของฮ่องกง
    • ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล: สนับสนุนสตาร์ทอัพ ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจด้าน Smart Living และ Smart Mobility เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
    • สนับสนุนด้าน FinTech: พัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการเงินของฮ่องกง
    • พัฒนาบุคลากร: ผ่านโครงการบ่มเพาะธุรกิจ (Incubation Program) และให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปเพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เชื่อมโยงระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และตลาดโลก

    ตลอดปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นช่วงยากลำบากของหลายฝ่าย แม้สภาพแวดล้อมการลงทุนทั่วโลกจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ Cyberport มีการสนับสนุนจนสตาร์ทอัพสามารถระดมทุนรวมได้ถึง 3,400 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 14,200 ล้านบาท) นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2024 ถึงกันยายน 2025 ส่งผลให้ยอดระดมทุนสะสมของบริษัทในเครือ Cyberport สูงถึง 46,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (กว่า 190,000 ล้านบาท) นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่สามารถจดทะเบียนเพิ่มได้อีก 10 แห่ง และมียูนิคอร์นอีก 2 รายในปีที่ผ่านมา ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ 13 บริษัทจดทะเบียน และ 10 ยูนิคอร์น

    Simon Chan ประธาน Hong Kong Cyberport บนเวที CVCF 2025
    Simon Chan ประธาน Hong Kong Cyberport บนเวที CVCF 2025

    Simon Chan กล่าวในช่วงเปิดงานด้วยว่า “ในปีนี้ CVCF จะเน้นไปที่ ตลาดทุนร่วมลงทุน (VC) ที่กำลังเติบโต อย่างเช่น ตะวันออกกลาง อาเซียน และจีนแผ่นดินใหญ่ พร้อมใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นในประเทศและภูมิภาคตามแนว Belt and Road เป้าหมายคือการทำหน้าที่เป็น ‘ซูเปอร์คอนเน็กเตอร์’ ที่เชื่อมจีนแผ่นดินใหญ่กับตลาดโลก และเป็น ‘ซูเปอร์ตัวเพิ่มมูลค่า’ ที่ช่วยสร้างโอกาสและประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”

    เพื่อให้ตามทันกระแสการลงทุนเทคโนโลยีระดับโลก Cyberport ยังคงสร้างคอมมูนิตี้ด้านการลงทุนแบบเฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ AI และ Blockchain ซึ่งเป็นสองเทคโนโลยีที่กำลังดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนทั่วโลก

    โดยมีการตั้งกลุ่ม “Web3.0 Investors Circle” ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และ ณ ปัจจุบันนี้สามารถรวบรวมนักลงทุนเกือบ 50 ราย และสามารถผลักดันโปรเจกต์เกิดขึ้นแล้ว 9 โครงการ โดยมียอดเงินลงทุนรวมกว่า 260 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

    ปีนี้ Cyberport ยังได้เปิดตัวกลุ่ม “AI Investors Circle” เป็นการรวมตัวของบริษัทร่วมลงทุนและกองทุนที่มุ่งเน้นด้าน AI เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพสาย AI รุ่นใหม่ อำนวยความสะดวกด้านเงินทุนสำหรับ AI โดยเฉพาะ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศ AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของฮ่องกง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation/tech_companies/2895580&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gd39zov_BkElOYWL53qZp