Category: เศรษฐกิจ

  • พลังงานเร่งอัปเกรดระบบส่งไฟฟ้า EEC รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์ กว่า 1,150 เมกะวัตต์

    พลังงานเร่งอัปเกรดระบบส่งไฟฟ้า EEC รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์ กว่า 1,150 เมกะวัตต์

    นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานเพิ่มศักยภาพระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ประเภท Data Center สอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน

    นายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง กฟผ. กล่าวว่า การดำเนินงานเพิ่มศักยภาพระบบส่งไฟฟ้าของสถานีไฟฟ้าแรงสูงพานทอง จ.ชลบุรี เป็นไปโดยความเห็นชอบของประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในนามสภาฯ ที่ได้อนุมัติแผนลงทุนระยะยาวเพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ (LPLC) ของ กฟผ.

    เพื่อเสริมศักยภาพการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ EEC ให้เพียงพอ มั่นคง และมีเสถียรภาพ ให้สามารถรองรับการดำเนินการตามนโยบายภาครัฐจากการส่งเสริมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

    พลังงานเร่งอัปเกรดระบบส่งไฟฟ้า EEC รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์ กว่า 1,150 เมกะวัตต์

    โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ประเภท Data Center ในระยะเร่งด่วน รวม 1,150 MW ซึ่งประกอบด้วยการเพิ่มจุดจ่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จำนวน 3 จุด ได้แก่ สถานีไฟฟ้าแรงสูงระยอง 2 ขนาด 150 MW สถานีไฟฟ้าแรงสูงพานทอง และสถานีไฟฟ้าแรงสูงพานทอง 2 (ชั่วคราว) สถานีละ 250 MW

    พร้อมเพิ่มศักยภาพกำลังไฟฟ้าในพื้นที่โดยการเพิ่มหม้อแปลงไฟฟ้าที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงปลวกแดง เพิ่มกำลังไฟฟ้า 350 MW และที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 1 สถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 2 จำนวนรวม 150 MW

    พลังงานเร่งอัปเกรดระบบส่งไฟฟ้า EEC รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์ กว่า 1,150 เมกะวัตต์

    ปัจจุบัน กฟผ. ดำเนินการเพิ่มจุดจ่ายไฟฟ้าที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงระยอง 2 แล้วเสร็จ สำหรับการเพิ่มจุดจ่ายไฟฟ้าที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงพานทอง และสถานีไฟฟ้าแรงสูงพานทอง 2 (ชั่วคราว) มีกำหนดพร้อมจ่ายไฟฟ้าได้ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และธันวาคม 2569 ตามลำดับ และการเพิ่มหม้อแปลงไฟฟ้าที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงปลวกแดงกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกของปี 2570

    การดำเนินงานนี้ ย้ำการให้ความสำคัญของนโยบายรัฐบาล โดยกระทรวงพลังงานที่ต้องการยกระดับศักยภาพของระบบส่งไฟฟ้าไทย เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของกลุ่ม Data Center ที่มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณที่สูง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มนักลงทุน และเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าโดยรวมในพื้นที่ได้อย่างเพียงพอและมั่นคงอีกด้วย.

    พลังงานเร่งอัปเกรดระบบส่งไฟฟ้า EEC รับดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์ กว่า 1,150 เมกะวัตต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/738026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ym23yu-5x2omZ9ue8PepW

  • IMF ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำเหลือ 1.6% ห่วงการค้าโลกผันผวน

    IMF ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำเหลือ 1.6% ห่วงการค้าโลกผันผวน

    IMF ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำเหลือ 1.6% ห่วงการค้าโลกผันผวน

    คณะกรรมการบริหารของ International Monetary Fund (IMF) ได้สรุปผลการหารือตามมาตรา 4 (Article IV Consultation) ประจำปี 2025 กับประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงต่อเนื่องในปี 2569

    IMF ระบุว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอลงจาก 2.5% ในปี 2567 เหลือ 2.1% ในปี 2568 จากปัจจัยลบทั้งภายนอกและภายในประเทศ ได้แก่ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก การเติบโตของสินเชื่อที่จำกัด รวมถึงการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ช้ากว่าคาด ขณะที่ปี 2569 คาดว่า GDP จะขยายตัวเพียง 1.6%

    ด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลง รวมถึงอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว และการปล่อยสินเชื่อภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าสินเชื่อภาคเอกชนปี 2568 จะติดลบ 0.4% ก่อนฟื้นเล็กน้อยในปี 2569

    อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่า เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง โดยทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 281,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 คิดเป็นกว่า 11 เดือนของมูลค่านำเข้า และหนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับปานกลางที่ราว 36-37% ของ GDP

    ด้านเสถียรภาพการคลัง พื้นที่ทางการคลังของไทยเริ่มจำกัดมากขึ้น IMF คาดว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มจาก 63.2% ในปี 2567 เป็น 66.8% ในปี 2569 ขณะที่ดุลการคลังภาครัฐยังขาดดุลราว 2-2.5% ของ GDP ต่อปี คณะกรรมการบริหาร IMF จึงเน้นย้ำให้รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายการคลังแบบเจาะจงและระมัดระวัง ภายใต้กรอบวินัยการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือ พร้อมเพิ่มรายได้ภาครัฐเพื่อสร้างกันชนรองรับความเสี่ยงในอนาคต

    ในด้านนโยบายการเงิน IMF สนับสนุนท่าทีผ่อนคลายเพื่อพยุงอุปสงค์ในประเทศ และเห็นว่ายังมีช่องว่างสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมแบบพึ่งพาข้อมูล (data-dependent) ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยเน้นย้ำความสำคัญของการประสานนโยบายการคลังและการเงิน ภายใต้หลักการคงไว้ซึ่งความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

    สำหรับภาคการเงิน แม้ความเสี่ยงเชิงระบบยังอยู่ในระดับควบคุมได้ แต่ IMF แนะนำให้ติดตามความเสี่ยงสินเชื่ออย่างใกล้ชิด เสริมความเข้มแข็งการกำกับดูแลสถาบันการเงิน รวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ และเดินหน้าปรับปรุงกรอบป้องกันการฟอกเงิน (AML/CFT)

    ในเชิงโครงสร้าง IMF เห็นว่า สภาพแวดล้อมภายนอกที่เปราะบางยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ทั้งการยกระดับผลิตภาพแรงงาน ลดภาคเศรษฐกิจนอกระบบ เพิ่มความซับซ้อนของการส่งออก เสริมความแข็งแกร่งระบบสวัสดิการสังคม และผลักดันวาระด้านสภาพภูมิอากาศ

    ตารางประมาณการเศรษฐกิจของ IMF ยังระบุว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยจะเกินดุลต่อเนื่องที่ราว 2% ของ GDP ในปี 2568-2569 ขณะที่มูลค่า GDP ต่อหัวในปี 2567 อยู่ที่ 7,347 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราการว่างงานต่ำเพียง 1% และ FDI สุทธิปี 2567 อยู่ที่ 6.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    โดยสรุป IMF มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังมีฐานะต่างประเทศแข็งแรง แต่แนวโน้มการเติบโตระยะสั้นอ่อนแรงและความเสี่ยงยังเอนเอียงไปด้านลบ การดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบควบคู่การเร่งปฏิรูปโครงสร้าง จะเป็นกุญแจสำคัญต่อการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651572&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jlRXFu6tKjIdz0p88u9iC

  • กรุงศรีแต่งตั้งประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์

    กรุงศรีแต่งตั้งประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์

    กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) ประกาศแต่งตั้งนางสาวชญาน์ธิป พันธุ์มณี ดำรงตำแหน่งประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อ
    ยานยนต์คนใหม่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569

    นางสาวชญาน์ธิป ร่วมงานกับกรุงศรีมากว่า 20 ปี และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนให้ธุรกิจสินเชื่อ
    ยานยนต์ครบวงจรของกรุงศรีเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการบริหารความเสี่ยง การปฏิบัติการและสนับสนุนธุรกิจ รวมถึงการบริหารยอดขาย ส่งผลให้กรุงศรี ออโต้ เติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งในฐานะผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ของประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นางสาวชญาน์ธิปมีการบริหารงาน บริหารทีม และวางกลยุทธ์ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive Risk Management) โดยทำงานร่วมกับทีมการตลาดและทีมขายในการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อขยายโอกาสการเติบโตในตลาด ควบคู่กับการรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อให้เติบโตอย่างสมดุล ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย

    นอกจากนี้ นางสาวชญาน์ธิป ยังมีบทบาทสำคัญในการนำพาองค์กรก้าวผ่านช่วงวิกฤตโควิด-19 ด้วยนโยบายการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ควบคู่กับการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบและรัดกุม ส่งผลให้ในปี 2568 ผลิตภัณฑ์ประกันภัยของกรุงศรี ออโต้ มียอดขายมากกว่า 3,000 ล้านบาท และสินเชื่อรถจักรยานยนต์มียอดขายมากกว่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจสินเชื่อรถจักรยานยนต์

    ด้านการศึกษา นางสาวชญาน์ธิปจบการศึกษาระดับปริญญาตรีบริหารธุุรกิจ ด้านการเงิน จากมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และปริญญาโทบริหารธุุรกิจ ด้านการเงิน จากมหาวิทยาลัย The University of Toledo ประเทศสหรัฐอเมริกา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/278096&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w8KSd3eVOPa4ev8ewXqiK

  • ลุ้น  ‘ศุภจี ‘ คัมแบ็ก รมว.พาณิชย์สมัย 2 สร้างประวัติศาสตร์ ในรอบ 105 ปี

    ลุ้น ‘ศุภจี ‘ คัมแบ็ก รมว.พาณิชย์สมัย 2 สร้างประวัติศาสตร์ ในรอบ 105 ปี

    ผลการเลือกตั้ง 69 อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ“อนุทิน ชาญวีรกูล “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้คะแนนทิ้งคู่แข่งไม่เห็นฝุ่น ได้ ส.ส.เขตและส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเฉียด 200 ที่นั่ง กลายเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยหลายภาคส่วนคาดหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่ ภายในการนำของนาย”อนุทิน” จะพาประเทศเดินหน้า โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่ สื่อต่างชาติมองว่า ไทยอยู่ในสถานะ “เสือป่วย” แห่งเอเชีย

    ก่อนการเลือกตั้ง นายอนุทิน ได้ประกาศตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลหากได้รับการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  3 คน  คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะกลับเข้าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเดิม เรียกได้ว่า  3 เก้าอี้นี้ถูกจองไว้แล้ว แถมพ่วงอีก 1 ตำแหน่งคือ รองนายกรัฐมนตรี สะท้อนความชัดเจนว่า ทีมหลัก 3 เก้าอี้เศรษฐกิจถูก “จองไว้ ” ล่วงหน้า

    เมื่อโฟกัสเฉพาะ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ถือว่าได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงที่เข้ามารับตำแหน่ง จนถึงปัจจุบัน  เพราะในอดีตเคยแต่ทำงานบริหารด้านภาคเอกชน เมื่อเข้ามาเป็นรัฐมนตรีจะสามารถบริหารงานได้แค่ไหน แต่เวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า “ทำได้” และได้รับการยอมรับจากข้าราชการ ภาคเอกชน

    ลุ้น  'ศุภจี ' คัมแบ็ก รมว.พาณิชย์สมัย 2 สร้างประวัติศาสตร์ ในรอบ 105 ปี

    โดยหลังจากการประกาศยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่ นางศุภจีได้ร่วมงานกับ พรรคภูมิใจไทย อย่างเต็มตัว และได้เข้าสู่วงการการเมืองในฐานะหนึ่งหัวหอกทีมเศรษฐกิจของ พรรคภูมิใจไทยแล้ว โดยมีบทบาทสำคัญในการร่วมแถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 เช่น นโยบายสานต่อ คนละครึ่งพลัส และจีดีพี 3% พลัส  พร้อมถูกวางตัวให้คุมบังเหียนกระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง เพื่อสานต่อนโยบายแก้ปัญหาค่าครองชีพและผลักดันการค้าโลก

    หากว่า เป็นจริงดังที่”นายอนุทิน”ประกาศไว้  นางศุภจี กำลังจะกลายเป็น “รัฐมนตรีคนแรก” ที่เคยดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” แล้ว ได้กลับเข้ามา “ดำรงตำแหน่งเดิม” อีกเป็นสมัยที่ 2  ทำลายประวัติศาสตร์รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ในรอบ 105 ปี ที่ไม่เคยมีใครกลับเข้ามานั่งเก้าอี้อีกครั้ง 

    การกลับมาครั้งนี้ของนางศุภจี น่าอยู่ในตำแหน่งไม่น้อยกว่า 2 ปี  โดยคาดว่า นโยบายด้านพาณิชย์ น่าจะสานงานเดิมที่เคยทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลค่าครองชีพ  การส่งออก การรับมือภาษีสหรัฐฯ การเจรจา FTA การแก้ปัญหานอมินีบัญชีม้า ราคาสินค้าเกษตร การขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา การช่วยเหลือ SME การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การมุ่งสู่พาณิชย์ดิจิทัล

    นายธนาธร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สะท้อนความเห็นว่า ภาคเอกชนประเมินผลงานของนางศุภจีว่า “สอบผ่าน” และเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ด้วยพื้นฐานความรู้ด้านการค้าและประสบการณ์ทำงานในระดับนานาชาติ ทำให้เข้าใจมุมมองภาคธุรกิจได้อย่างใกล้ชิด

    ภาคเอกชนยังมองว่า แนวคิดการทำงานของรัฐมนตรีพาณิชย์มีมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แม้ช่วง “ฮันนีมูน” จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่หากรัฐบาลกำหนดทิศทางการเปิดการค้า (Direction) ชัดเจน ภาคเอกชนก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่

    ข้อเสนอสำคัญคือ การกำหนดตำแหน่งของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ให้ชัด เพื่อจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบทบาทของ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการผลักดันการส่งออกให้ตอบโจทย์ตลาดโลก

    เสียงสะท้อนของ “ผู้ส่งออก” ต่อการกลับมาอีกครั้งของนางศุภจี ได้รับการตอบรับจากภาคเอกชน โดยเฉพาะ “ผู้ส่งออก”ที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อผลักดัน “การส่งออก” ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญของ เศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลอนุทิน 2 ที่คาดว่าจะมี “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็นรมว.พาณิชย์สมัยที่ 2 และจะเป็นความหวังของภาคเอกชนในการฟันฝ่าวิกฤตการค้าและโลกแบ่งขั้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221078&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q7cmIC0yJDuD2Dvqjr8BF

  • ปลัดมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อน

    ปลัดมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อน

    ปลัดมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อน “One Plan” ผนึกกำลังทุกจังหวัด น้อมนำพระราชปณิธานสู่การสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน


    14/02/2569 | 63 |

    (14 ก.พ. 69) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในห้วงปี 2568 ทีผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้ขับเคลื่อนการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่และการสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริผ่านกระบวนการ One Plan ใน 9 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดน่าน, พิษณุโลก, เชียงใหม่, แพร่, เพชรบุรี, นครนายก, ปราจีนบุรี, นครศรีธรรมราช และนราธิวาส โดยมุ่งน้อมนำพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนถึงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่” พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ดำเนินการ Kick off และติดตามประเมินผลพบว่า สามารถดำเนินการ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม 

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในปี 2569 นี้ กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้บูรณาการส่วนราชการทุกกระทรวงในระดับพื้นที่ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้จัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ควบคู่การสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริผ่านกระบวนการ One Plan ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพด้านบุคลากรเพื่อทำให้ผลลัพธ์ของงานเกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อประชาชน พร้อมทั้งติดตามและรายงานผลการขับเคลื่อนมายังกระทรวงมหาดไทยอย่างต่อเนื่อง

    “สำหรับในด้านกระบวนการจัดทำแผน จะต้องมีการวางระบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ มีทิศทางที่ชัดเจน ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในแต่ละภูมิสังคมได้ โดยมีหัวใจสำคัญ คือ “การจัดทำแผนปฏิบัติการโครงการขยายผลการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของจังหวัด ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569 – 2571)” ในรูปแบบ Rolling Plan ที่มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และเชื่อมโยงแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาอำเภอ และแผนพัฒนาตำบล มีตัวชี้วัด (KPIs) และผลลัพธ์ (Outcomes) ที่มีความเป็นรูปธรรม วัดผลได้จริง เกิดการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า โดยในส่วนของจังหวัดนำร่องทั้ง 9 จังหวัดที่ถือเป็นต้นแบบในการประยุกต์ใช้กระบวนการ One Plan นั้น ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งจัดทำโครงการนำร่อง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตาม ร่วมแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ได้อย่างใกล้ชิด และเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ สามารถนำมาประยุกต์ดำเนินการในพื้นที่อีกด้วย เพื่อจะส่งผลให้การขับเคลื่อนภาพรวมของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดของการดำเนินงาน คือ การทำให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้รับการขยายผลสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถอยู่ดี กินดี พึ่งพาตัวเองได้ เกิดพลังขับเคลื่อนที่เข้มแข็งจากฐานราก และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/476350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw102uLwuAb5jNTbp2IPpaiG

  • IMF คาด GDP ปี 69 ไทย โต 1.6% แนะรัฐบาลใช้งบอย่างระมัดระวัง

    IMF คาด GDP ปี 69 ไทย โต 1.6% แนะรัฐบาลใช้งบอย่างระมัดระวัง

    เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการบริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสร็จสิ้นการหารือประจำปี (Article IV Consultation) สำหรับประเทศไทย โดยทางการไทยได้ยินยอมให้มีการเผยแพร่รายงานของเจ้าหน้าที่ที่จัดทำขึ้นสำหรับการหารือในครั้งนี้

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยผลการหารือประจำปี (Article IV Consultation) กับประเทศไทย โดยประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังน่าเป็นห่วง คาดการณ์การเติบโตชะลอตัวต่อเนื่องเหลือเพียง 1.6% ในปี 2569 ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ พร้อมแนะไทยเร่งปฏิรูปโครงสร้างและใช้นโยบายการเงิน-การคลังอย่างรัดกุม

    รายงานของ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับแรงต้าน (Headwinds) ที่เพิ่มขึ้น ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก การเติบโตของสินเชื่อที่ถูกจำกัด และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แผ่วลง ส่งผลให้ตัวเลข GDP ของไทยชะลอตัวลงตามลำดับ โดยปี 2567 เติบโต 2.5% ปี 2568 คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 2.1% และปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวลงอีกเหลือเพียง 1.6%

    ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ และความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาดการเงินโลก หรือสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม IMF มองว่าเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่ง ด้วยทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงและหนี้ต่างประเทศในระดับปานกลาง

    คณะกรรมการบริหารของ IMF ได้ให้คำแนะนำสำคัญต่อทางการไทยในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ได้แก่

    1. ภาคการคลัง ต้อง ‘ตรงจุด’ และ ‘ประหยัด’

    เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยแคบลง IMF แนะนำว่ามาตรการช่วยเหลือทางการคลังควรเป็นแบบ มุ่งเป้า (Targeted) และ ใช้อย่างประหยัด (Parsimonious) โดยยึดมั่นในวินัยทางการคลังระยะปานกลาง

    IMF เห็นด้วยกับความจำเป็นในการ “เพิ่มรายได้ภาครัฐ” เพื่อสร้างกันชน (Buffers) ทางการคลังกลับคืนมา และเปิดทางให้มีการลงทุนเพื่อกระตุ้นการเติบโตและสวัสดิการสังคมในอนาคต

    2. ภาคการเงิน ยังมีช่องให้ ‘ผ่อนคลาย’ เพิ่มเติม

    IMF เห็นด้วยที่ไทยใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และมองว่า “ยังมีช่องว่างให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้” โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนอุปสงค์และป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไป

    พร้อมย้ำว่า อัตราแลกเปลี่ยน ควรทำหน้าที่เป็นตัวรองรับแรงกระแทก (Shock Absorber) โดยควรแทรกแซงค่าเงินเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาความเป็นระเบียบของตลาดเท่านั้น และควรให้ความสำคัญของการประสานงานนโยบายการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

    3. ภาคการเงินและหนี้สิน

    แม้ความเสี่ยงเชิงระบบจะยังจำกัด แต่ IMF เตือนให้จับตาความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่สูงขึ้น และภาวะการเงินที่ตึงตัว โดยแนะให้เร่งแก้ปัญหา หนี้ครัวเรือน และสนับสนุน SMEs พร้อมกำชับเรื่องธรรมาภิบาลเพื่อป้องกันปัญหา Moral Hazard และเรียกร้องให้เข้มงวดการกำกับดูแล สหกรณ์ออมทรัพย์ ให้มากขึ้น พร้อมดำเนินการเสริมสร้างกรอบการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) อย่างต่อเนื่อง

    4. เร่งปฏิรูปโครงสร้าง

    ท้ายที่สุด IMF ย้ำว่าสภาพแวดล้อมภายนอกที่แย่ลง ทำให้ไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “เร่งปฏิรูปโครงสร้างอย่างเด็ดขาด” ทั้งการยกระดับผลิตภาพแรงงาน, การบูรณาการทางการค้าและการเงิน, การลดความการทำงานนอกระบบ และการขับเคลื่อนวาระด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-thailand-gdp-forecast-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ABI4AE1t3MYPu092FK5yc

  • วาเลนไทน์เชียงใหม่คึกคัก ดอกไม้ขายดี หนุนเศรษฐกิจพื้นที่

    วาเลนไทน์เชียงใหม่คึกคัก ดอกไม้ขายดี หนุนเศรษฐกิจพื้นที่

    ‘วาเลนไทน์’ ไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความรัก แต่ยังเป็น “วันพิเศษ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ” ของหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ ที่กิจกรรมส่งดอกไม้ มอบของขวัญ และการใช้เวลาร่วมกันของคู่รัก กลายเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้เงินหมุนเวียนในท้องถิ่น

    ทีมข่าว Spacebar Big City ลงพื้นที่ตลาดดอกไม้ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พบว่าบรรยากาศปีนี้เต็มไปด้วยสีสันของดอกกุหลาบ เยอบีร่า และทานตะวัน และบรรดาเหล่านักเรียน นักศึกษา และวัยรุ่นจำนวนมากต่างไปเดินเลือกซื้อดอกไม้ เพื่อมอบให้คนพิเศษ รวมถึงใช้เป็นพร็อพถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดีย

    สาคร วัฒนวงค์ ผู้ประกอบการร้านดอกไม้ เผย ปีนี้ถือว่าคึกคัก ลูกค้ามีทั้งสั่งจองล่วงหน้าและมาซื้อหน้าร้าน ส่วนใหญ่ยังเป็นวัยรุ่น พร้อมสะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ว่า ความต้องการดอกไม้ สอดคล้องเงินในกระเป๋า อยากได้ในราคาเท่าใดก็จะจัดให้ตามงบประมาณที่ลูกค้าตั้งไว้ เพราะทราบสภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยดี หลายคนจึงเลือกลดปริมาณดอกไม้หรือเลือกซื้อที่ไม่แพง ส่วนใหญ่ก็จะไม่เกิน 1000 บาท นอกจากนี้ ยังแบ่งขายเป็นดอก ในราคาตั้งแต่ 30-10 บาท ด้วย

    valentine-chiangmai-flower-economy-SPACEBAR-Photo06.jpg

    “เศรษฐกิจยังไม่ดี ลูกค้าหลายคนตั้งงบชัดเจน ร้านเลยจัดช่อให้ตามราคา ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1,000 บาท แต่ข้อดีคือกระแสโซเชียลช่วยดันยอดขาย เพราะวัยรุ่นนิยมซื้อดอกไม้ไปถ่ายรูป”

    — สาคร กล่าว

    ผู้ค้าหลายรายระบุว่า ดอกไม้ราคาย่อมเยาอย่างเยอบีร่าและทานตะวันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ขณะที่กุหลาบยังคงเป็น “ราชาแห่งวาเลนไทน์” แม้ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งหันไปเลือกกุหลาบนำเข้า

    ในมุมของต้นน้ำการผลิต แสนสุข ลีธนบดี เจ้าของสวนกุหลาบ สะท้อนภาพที่ต่างออกไป

    “ราคากุหลาบไทยปีนี้ตกลงชัดเจน จากเดิม 25 ดอก 120 บาท เหลือเพียง 80 บาท ถือว่าย่ำแย่ที่สุดในรอบ 20 ปี”

    — แสนสุข กล่าว

    valentine-chiangmai-flower-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เขายอมรับว่าการแข่งขันจากกุหลาบนำเข้า โดยเฉพาะจากจีน เป็นแรงกดดันสำคัญ

    “กุหลาบไทยคุณภาพไม่ได้ด้อย แต่ต้องแข่งกับสินค้านำเข้าที่สีสันหลากหลายและต้นทุนต่ำกว่า อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลสมดุลตลาด”

    — แสนสุข กล่าว

    ด้านผู้บริโภคอย่าง ภัควลัญชญ์ ไชยเชษฐ ชาวเชียงใหม่ มองจากมุมการใช้งานจริง โดยชี้ถึงลักษณะดอกไม้ของไทยและจีนว่า ส่วนตัวแยกไม่ออกว่ากุหลาบไทยหรือจีน แต่ถ้าพัฒนาให้สีสวยและอยู่นานขึ้น คนก็น่าจะหันมาสนับสนุนของไทยมากขึ้น

    valentine-chiangmai-flower-economy-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ภาพรวมวันแห่งความรักในเชียงใหม่จึงสะท้อนทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘ความท้าทาย’ ในเวลาเดียวกัน
    โดย ‘โอกาส’ คือ บรรยากาศจับจ่ายที่ช่วยเติมความคึกคักให้เศรษฐกิจท้องถิ่น
    ขณะที่ ‘ความท้าทาย’ คือ การแข่งขันและกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง

    อย่างน้อยที่สุด วาเลนไทน์ปีนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ‘พลังของความรัก’ ยังสามารถแปรเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นที่ได้ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็สร้างรอยยิ้มให้ทั้งผู้ค้าและผู้ซื้อได้ไม่น้อย

    valentine-chiangmai-flower-economy-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/valentine-chiangmai-flower-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jV1I3GG5HwUX7_rbo6aKx

  •  “ยศชนัน” รับผลเลือกตั้ง พร้อมหนุนภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล ย้ำสุจริตโปร่งใสต้องชัดเจน ขอโทษผู้ไม่สบายใจ ชูแก้เศรษฐกิจเป็นวาระเร่งด่วน

     “ยศชนัน” รับผลเลือกตั้ง พร้อมหนุนภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล ย้ำสุจริตโปร่งใสต้องชัดเจน ขอโทษผู้ไม่สบายใจ ชูแก้เศรษฐกิจเป็นวาระเร่งด่วน

    วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.33 น.

    “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กแจงท่าทีหลังทราบผลเลือกตั้งไม่เป็นทางการ ย้ำเคารพเสียงประชาชน พร้อมสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และยืนยันตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส ขอโทษผู้ไม่สบายใจ ชูแก้เศรษฐกิจเป็นวาระเร่งด่วน

     เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569  นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า ที่ผ่านมา ผมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนหลายกลุ่ม หลายองค์กรในทุกสถานการณ์ที่มีโอกาส รวมถึงการประชุมร่วมกับทีมงานทุกๆฝ่าย 

    จากการได้พูดคุยกับหลายๆ คน หลายๆ องค์กร ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าบริบทของสังคมโลกและสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ปัจจัยทางการเมืองในการเลือกตั้งคราวนี้มีความซับซ้อน และเป็นความจริงว่าการจัดการทางการเมือง การใช้ทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ มีบทบาทสูงมากต่อผลการเลือกตั้ง 

    จุดยืนของผมและพรรคเพื่อไทยคือเคารพ และน้อมรับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนอย่างที่ได้แถลงไปก่อนหน้านี้แล้ว มีบางประเด็นที่ผมอยากบอกกล่าวกับทุกท่านในขณะนี้

    1. ผมยังยึดความสุจริตโปร่งใสของการเลือกตั้งสำคัญที่สุด และเห็นว่าเสียงทักท้วงในหลายแง่มุมของพี่น้องประชาชน มีน้ำหนักที่ กกต.ในฐานะผู้รับผิดชอบต้องรับฟังและชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง รวมถึงให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบในทุกกระบวนการเพื่อรักษาความชอบธรรมของการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการเรื่องนี้ด้วยอีกทางหนึ่ง และจะติดตามความคืบหน้าจนกว่าจะมีข้อยุติ

    2. ผมจะรับผิดชอบต่อทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนให้ได้ดีที่สุด สิ่งที่ได้พูดคุย ปราศรัยหรือรับปากไว้ทุกพื้นที่ รวมถึงทุกปัญหาจากข้อมูลที่รับฟังจากผู้สมัครมา เราจะร่วมกับคนเก่งๆ ทุกฝ่าย ทั้งบุคลากรภายในพรรค กลไกรัฐ กลุ่มภาคเอกชน และภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้สุดความสามารถที่สุดจากสถานะทางการเมืองและศักยภาพของเรา ทุกปัญหาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่เรา ไม่จบไม่เลิก 

    หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ เรามี 2 ทางเลือก ที่ต้องตัดสินใจคือการเข้าร่วมรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นแกนนำรัฐบาล มีผลงานจากการบริหารประเทศเป็นที่ยอมรับของผู้คนมาอย่างยาวนาน 

    ผมทราบดีว่ามีทั้งคนเห็นด้วยและเห็นต่าง โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่เป็นพลังสนับสนุนพรรคมาตลอด ก็มีความเห็นไม่ตรงกันต่อทั้ง 2 แนวทาง เราขบคิด แลกเปลี่ยนความเห็น และรับฟังหลายฝ่ายในพรรค แม้จะมีเวลาพูดคุยกันไม่มากนัก แต่ส่วนใหญ่เห็นว่าควรเป็นพรรคร่วมรัฐบาล 

    ในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งยืนยันมาตลอดว่าจะร่วมทางในทุกสถานการณ์ ผมพร้อมจะก้าวเดินร่วมกับทุกคนในเส้นทางที่เราเลือก

    หากก้าวย่างในวันนี้ สร้างความไม่สบายใจต่อท่านใดก็แล้วแต่ ผมขอกราบขออภัยด้วยความจริงใจ ผมได้อ่าน ได้ยินเสียงความเห็นของทุกท่าน และรับฟังด้วยความเคารพเสมอมา

    การตอบรับคำเชิญของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเพื่อหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและมีการแถลงข่าวร่วมกัน โดยพรรคเพื่อไทยประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคอันดับ 1 เป็นแกนนำตามระบบรัฐสภา คือความคืบหน้าล่าสุดในขณะนี้ รายละเอียดต่างๆหลังจากนี้ ผมจะรายงานให้ทราบทุกขั้นตอนครับ 

    ส่วนตัวผมเห็นว่าเรื่องเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ทั่วถึงพี่น้องในทุกพื้นที่ บูรณาการความร่วมมือหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องไปช่วยกัน และสร้างโอกาสที่จะกำหนดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ 

    เราจะมุ่งมั่นทำงานอย่างไม่ย่อท้อ เต็มที่ทุกนาทีเพื่อยืนยันว่าพวกเราทำได้ และร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมาใหม่ ผมพร้อมรับผิดชอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น แม้ผมจะเดินเข้ามาในวันที่พ่ายแพ้ แต่ผมจะยืนอยู่ที่พรรคเพื่อไทยจนถึงวันที่เราชนะด้วยกันอีกครั้ง 

    ผมมั่นใจว่าผมทำได้ และพร้อมรับฟังทุกๆ ท่านเสมอ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างกัน ประชาธิปไตยยิ่งใหญ่และงดงามเสมอ 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/466096&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t6H09WMHSqe1mnGqvVdwZ

  • “สี จิ้นผิง” อวยพรตรุษจีนปีม้า ชูเศรษฐกิจแข็งแกร่ง รับมือโลกผันผวน : อินโฟเควสท์

    “สี จิ้นผิง” อวยพรตรุษจีนปีม้า ชูเศรษฐกิจแข็งแกร่ง รับมือโลกผันผวน : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน (ภาพ: thaigov.go.th)

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวอวยพรประชาชนเนื่องในเทศกาลตรุษจีนในวันนี้ (14 ก.พ.) ที่กรุงปักกิ่งในงานเลี้ยงรับรองต้อนรับปีใหม่จีนในปีมะเมีย (ปีม้า)

    ณ มหาศาลาประชาชน สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางได้กล่าวคำอวยพรปีใหม่ในนามของคณะกรรมการกลางพรรคฯ และคณะรัฐมนตรี ถึงประชาชนชาวจีนทั้งในและต่างประเทศ

    สี จิ้นผิง ระบุว่า ปีมะเส็งที่เพิ่งผ่านพ้นไปเป็นปีที่ไม่ธรรมดา โดยจีนเผชิญกับความยากลำบากอย่างไม่ย่อท้อ และสามารถสร้างความก้าวหน้าใหม่ ๆ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศที่ซับซ้อนและผันผวน ส่งผลให้ศักยภาพทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขีดความสามารถด้านกลาโหม และพลังอำนาจแห่งชาติในภาพรวมของจีนก้าวสู่ระดับใหม่

    นอกจากนี้ สียังกล่าวว่า ตลอดปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนสามารถรับมือกับแรงกดดันและยังคงเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งและพลังขับเคลื่อนที่โดดเด่นของประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/569166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tblg-b9Jn-chTawy8R_FN

  • IMF ชี้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูงขึ้น ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้าง การเงินยังผ่อนคลายได้อีก

    IMF ชี้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูงขึ้น ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้าง การเงินยังผ่อนคลายได้อีก

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)  เปิดเผยผลการประชุมหารือ Article IV Consultation ระหว่างคณะกรรมการบริหารของไอเอ็มเอฟกับประเทศไทย ประจำปี 2025 โดยมีผลการหารือดังนี้

    เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะชะลอตัวจาก 2.5% ในปี 2024 อยู่ที่ 2.1% ในปี 2025 จากแรงกดดันทั้งภายนอกและภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึง “ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า การเติบโตของสินเชื่อที่ถูกจำกัด และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ช้ากว่าคาด” อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่วนใหญ่เป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน เช่น ราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลง และบางส่วนสะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนแอ ส่วนการเติบโตของสินเชื่อยังถูกจำกัด และภาวะการเงินยังคงตึงตัว

    อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง จากทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงและหนี้ต่างประเทศในระดับปานกลาง

    ทางการไทยได้ตอบสนองต่อความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งขันเพื่อลดผลกระทบ โดยออกมาตรการต่างๆ เช่น นโยบายการคลังแบบมุ่งเป้าสนับสนุนกลุ่มเปราะบางและกระตุ้นการบริโภค การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โครงการอำนวยความสะดวกในการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน การสนับสนุนสภาพคล่องแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการดำเนินความพยายามใหม่ในการเสริมสร้างวินัยทางการคลัง

    ในระยะข้างหน้า การเติบโตคาดว่าจะชะลอลงอีกเหลือ 1.6% ในปี 2026 จากแรงกดดันภายนอกที่ยังคงอยู่และอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังถูกจำกัด “ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูงและเอนเอียงไปด้านลบ” ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าที่ยืดเยื้อ ความผันผวนในตลาดการเงินโลก และพัฒนาการทางการเมืองภายในประเทศ อาจกดดันการเติบโตและเงินเฟ้อเพิ่มเติม 

    อย่างไรก็ตาม หากความตึงเครียดด้านการค้าได้รับการคลี่คลายอย่างรวดเร็ว หรือความไม่แน่นอนภายในประเทศลดลง ก็อาจช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้

    การประเมินของคณะกรรมการบริหาร IMF

    เศรษฐกิจไทยได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่ไม่แน่นอนแล้ว แต่ขณะนี้กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีก และ “ภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่นโยบาย” IMF เน้นย้ำความสำคัญของการผสมผสานนโยบายอย่างรอบคอบ โดยต่อยอดจากแรงส่งการปฏิรูปที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวไปพร้อมกับกับการรักษาเสถียรภาพ และ “เร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” เพื่อยกระดับการเติบโตระยะกลางและปรับสมดุลภายนอก

    “ในด้านการคลัง” IMF ชี้ว่า ภายใต้พื้นที่ทางการคลังที่แคบลง การสนับสนุนทางการคลังควรมุ่งเป้าและใช้ทรัพยากรอย่างรอบคอบ โดยยึดโยงกับยุทธศาสตร์การปรับฐานะการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือ ซึ่ง IMF ยินดีกับความมุ่งมั่นด้านวินัยการคลังของไทยตามกรอบการคลังระยะกลาง และย้ำว่าการดำเนินการอย่างมีประสิทธิผลเป็นกุญแจสำคัญ 

    IMF เห็นพ้องถึงความจำเป็นที่ต้องเพิ่มรายได้รัฐเพื่อฟื้นฟูพื้นที่กันชนทางการคลัง และสร้างพื้นที่สำหรับการใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการเติบโตและการปกป้องทางสังคมที่เข้มแข็งขึ้น โดยการสร้างความแข็งแกร่งของกรอบระเบียบทางการคลัง รวมถึงการบริหารจัดการหนี้และการคลังสาธารณะ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิผลของนโยบาย

    “ในด้านการเงิน” IMF สนับสนุนทิศทาง “นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย” เพื่อพยุงอุปสงค์ภายในประเทศและลดความเสี่ยงด้านลบต่อเงินเฟ้อ ซึ่งจากข้อมูลทำให้เห็นว่า “ยังมีช่องว่างสำหรับการผ่อนคลายเพิ่มเติม” จากความพยายามอย่างต่อเนื่องในการส่งผ่านนโยบาย รวมถึงมาตรการจัดการหนี้ครัวเรือนในระดับสูง 

    IMF เน้นความสำคัญของ “การประสานนโยบายการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่อง โดยคงไว้ซึ่งความเป็นอิสระของธนาคารกลาง” พร้อมย้ำว่าอัตราแลกเปลี่ยนควรทำหน้าที่เป็นกลไกดูดซับแรงกระแทกหลัก โดยการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนควรจำกัดเฉพาะการฟื้นฟูสภาวะตลาดที่เป็นระเบียบภายใต้แรงกระแทกที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน

    สำหรับ “ความเสี่ยงเชิงระบบในภาคการเงิน” ยังอยู่ในระดับจำกัด แต่ก็จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดท่ามกลาง “ภาวะการเงินตึงตัวและความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้น” พร้อมเรียกร้องให้มีความพยายามเพิ่มเติมในการเสริมสร้างการกำกับดูแลและการตรวจสอบ รวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ อำนวยความสะดวกการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระเบียบ และสนับสนุน SMEs โดยคงไว้ซึ่งธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งและลดความเสี่ยงจริยวิบัติ moral hazard รวมถึงเดินหน้าส่งเสริมกรอบการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT)

    สุดท้าย IMF เห็นพ้องว่า สภาพแวดล้อมภายนอกที่ย่ำแย่ลงตอกย้ำความจำเป็นในการ “ดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อเร่งการปฏิรูปโครงสร้าง” โดยมีลำดับความสำคัญ ได้แก่ 

    • การยกระดับการเชื่อมโยงทางการค้าและการเงิน
    • การเพิ่มผลิตภาพแรงงานผ่านการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ 
    • การลดเศรษฐกิจนอกระบบ
    • การยกระดับความซับซ้อนของการส่งออก 
    • การเสริมความเข้มแข็งของตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม 
    • การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและธรรมาภิบาล 
    • และการผลักดันวาระด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

    ที่มา: IMF

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1221259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MReG3u4BigRmx9AZTA0Mk