Category: เศรษฐกิจ

  • สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ กับรัฐบาลใหม่ หนุนไทยเดินหน้า

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ กับรัฐบาลใหม่ หนุนไทยเดินหน้า

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทย แสดงความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมือง และการเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องจนครบวาระ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยได้นำเสนอชุดนโยบายสำคัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วน ภายใต้แนวคิด “ช้อปคุ้ม–เที่ยวปัง–ลงทุนท้องถิ่น–SMEs แข็งแรง–แรงงานมีทักษะ–แข่งขันอย่างเท่าเทียม” เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและผลักดันประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า “ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ภายหลังการจัดการเลือกตั้งทั่วไป และคาดว่าจะมีการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเข้าบริหารประเทศได้ในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และการใช้จ่ายในภาพรวม อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องเร่งสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักอย่างเป็นรูปธรรม

    สมาคมฯ คาดหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายที่มีประสิทธิผล และต่อยอดด้วยมาตรการใหม่ ๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการลดอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับการปราบปรามทุนเทาและการทุจริต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขัน ภายใต้กรอบการทำงานระยะ 4 ปีของทีมบริหารประเทศ

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงขอเสนอ ‘แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ’ ต่อรัฐบาลใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘ช้อปคุ้ม–เที่ยวปัง–ลงทุนท้องถิ่น–SMEs แข็งแรง–แรงงานมีทักษะ–แข่งขันอย่างเท่าเทียม’ ดังนี้”

    1. ช้อปคุ้ม : กระตุ้นกำลังซื้อทันที ให้เงินหมุนเวียนทั่วประเทศ

    • 1.1 มาตรการคนละครึ่งพลัส ปลดล็อกข้อจำกัดเดิมเพื่อให้ ครอบคลุมร้านค้าปลีกทุกขนาด รวมถึง โมเดิร์นเทรด เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการจับจ่าย โดยจากบทเรียน “คนละครึ่ง พลัส” ครั้งล่าสุด พบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ไม่เต็มวงเงินถึง 13 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือถึง 6,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศเสียโอกาสในการสร้าง Multiplier Effect หรือการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น
    • 1.2 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เสนอให้นำมาตรการปรับลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากอัตราปกติ 3% เหลือ 0% -1% กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนเงินสดและเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) มากขึ้น
    • 1.3 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยายให้ร้านค้าปลีกทุกขนาดสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น

    2. เที่ยวปัง : ยกระดับสู่จุดหมายแห่งการช้อปปิ้งและท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์

    • 2.1 มาตรการ Instant Tax Refund นำร่องคืนภาษี VAT 7% ทันที ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้งและแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้
    • 2.2 ปั้นไทยเป็น Shopping Paradise ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้าไลฟ์สไตล์นำเข้า (Import Tax) กลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ความงาม เครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บสูงถึง 20-30% รวมทั้งนำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคน และดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวให้กลับเข้าประเทศไทยมากขึ้น
    • 2.3 เที่ยวดีมีคืน เสนอให้ขยายขอบเขตมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในหมวดสินค้าของฝาก สินค้าชุมชน และสินค้าเอสเอ็มอี โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถเข้าร่วมโครงการ และนำยอดใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้

    3. ลงทุนท้องถิ่น : สร้างงาน สร้างรายได้ ลดกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ

    • 3.1 ลงทุนเมืองน่าเที่ยว กำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) โดยเฉพาะโครงการหรือธุรกิจที่ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในพื้นที่ และมีการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจฐานราก
    • 3.2 ลดค่าไฟฟ้า เสริมความสามารถในการแข่งขันผ่านการลดต้นทุน อาทิ การทบทวนและปรับลดโครงสร้างค่าไฟฟ้าในภาคค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่กับการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในเทคโนโลยีด้านการประหยัดพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

    4. SMEs แข็งแรง : เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    • 4.1 สนับสนุนสินค้าไทย ให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการได้รับการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ รวมทั้งขยายโอกาสในการส่งออก
    • 4.2 อุดหนุนภาษี ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสำหรับสินค้าในหมวด Sustainable เพื่อลดต้นทุนและจูงใจให้เกิดการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

    5. แรงงานมีทักษะ : ส่งเสริมแรงงานภาคค้าปลีก

    • 5.1 ยกระดับ Productivity ด้วย AI สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ในการลงทุนระบบ AI เชิงปฏิบัติการ (Agentic AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เช่น การนำเสนอสินค้าเฉพาะบุคคล การบริหารสต็อกและบัญชี เป็นต้น
    • 5.2 แก้ปัญหาแรงงานยั่งยืน เร่งนโยบาย Upskill และ Reskill แรงงานค้าปลีกให้เท่าทันเศรษฐกิจดิจิทัล และเสนอให้ใช้ “มาตรฐานวิชาชีพ” เป็นตัวกำหนดค่าจ้างแทนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบเหมารวม เพื่อรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน
    • 5.3 การจ้างงาน ได้แก่ การจ้างงานผู้สูงวัย จากการที่ไทยเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้ประกอบการสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สองเท่า, การจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน เพิ่มช่องทางให้ผู้มีรายได้น้อย เช่น ผู้สูงอายุ นักศึกษา และแรงงานนอกระบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น และ การจ้างแรงงานต่างด้าว ลดข้อจำกัดและขั้นตอนในการจ้างแรงงานต่างด้าว เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงกำลังคนในตำแหน่งงานที่ขาดแคลน หรือเป็นงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานไทย

    6. แข่งขันอย่างเท่าเทียม : ลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน

    • กำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบและคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เครื่องหมาย อย. หรือ มอก. รวมถึงสินค้าที่ไม่มีฉลากภาษาไทยอย่างถูกต้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลาให้ดำเนินการนำสินค้าออกจากแพลตฟอร์มภายใน 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการกำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่จัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนแทนผู้ขายรายย่อยจากต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการจัดเก็บภาษี

    ณัฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า “หากรัฐบาลชุดใหม่สามารถขับเคลื่อนมาตรการตามข้อเสนอดังกล่าว สมาคมฯ ประเมินว่าจะช่วย เพิ่ม GDP ให้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.5-1.0% จากคาดการณ์เดิม 1.6–2.0% ในปี 2569พร้อมทั้งกระตุ้นกิจกรรมด้านเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากการใช้จ่าย การท่องเที่ยว และการลงทุนราว มากกว่า 200,000 ล้านบาท และการจ้างงาน มากกว่า 100,000 ตำแหน่ง ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง”

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่าปี 2569 เป็นปีที่มีความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง แต่หากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะช่วยเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และพาประเทศกลับมาเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/947463/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nBlR8HTKgGXg-LuC1By-I

  • เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ทิสโก้ชี้ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจริงจัง

    เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ทิสโก้ชี้ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจริงจัง

    ‘เศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไรหลังเลือกตั้ง’ เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะแม้ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่ออกมา ‘พรรคภูมิใจไทย’ จะกวาดที่นั่งไปเกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากสุดในรอบหลายสิบปี แต่ไทยยังความกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรัง

    “เราต้องยอมรับถึงศักยภาพการเติบโตของไทยที่มีปัญหา โดยหากย้อนดูในอดีต ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งไทยมี GDP โต 7.3% แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2.3%คำถาม คือ ปัญหาที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงมากขนาดนี้มาจากอะไร” เมธัส รัตนซ้อน’ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าว พร้อมวิเคราะห์ว่า

    เมื่อดูเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบ้านเรา แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

    1.‘ภาคการส่งออก’ ที่มีการพูดถึงปัญหามาสักระยะแล้ว โดยสิ่งที่ไทยผลิตได้เก่งเป็นสิ่งที่โลกไม่ได้มีความต้องการมากนักในยุคปัจจุบัน เช่น รถยนต์สันดาป ฮาร์ดดิสไดร์ส ฯลฯ โจทย์สำคัญ คือ ไทยจะเกาะอุตสาหกรรมคลื่นลูกใหม่ไปได้อย่างไร

    2.‘ภาคท่องเที่ยว’ ก็ถูกคนอื่นแซง สะท้อนจากอัตราการเติบโตของภาคธุรกิจนี้ของไทยหดตัว ขณะที่คู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ มีการเติบโตค่อนข้างรวดเร็ว โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งปีที่ผ่านมาโตได้กว่า 20% และช่วงก่อนเกิดโควิดก็โตได้ราว 20%

    ดังนั้น หากไทยไม่มีการยกเครื่องใหม่ของธุรกิจท่องเที่ยวอย่างจริงจัง และหาแลนด์มาร์คหรือจุดสนใจใหม่ ๆ มากระตุ้นภาคธุรกิจท่องเที่ยว ในที่สุดเวียดนามจะแซงหน้าเราได้ในที่สุด

    นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย เป็นอีกประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะทำให้วัยแรงงานมีจำนวนลดลง และความสามารถในการผลิตลดลง รวมถึงความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ เช่น มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาชายแดน ฯลฯ

    ทั้งหมด เป็นปัญหา ‘เรื้อรัง’ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง โดยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

    “ตอนนี้เครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจของเราไปไม่ไหวแล้ว คำถาม คือ เราจะหาทางสู้ใหม่ได้อย่างไร”

    รอลุ้นรัฐบาลใหม่

    อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการที่พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งไปเกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากสุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลให้มองความเสี่ยงทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ภาพดังกล่าว ‘ไพบูลย์ นลินทรางกูร’ CEO บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ กล่าวว่า ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากสุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลให้มองความเสี่ยงทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ปิดตลาดที่ระดับ 1,400 จุด ปรับตัวขึ้น 3.65% ภายในวันเดียว และมีปริมาณซื้อขายทะลุแสนล้านบาทสูงสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่ 6 กันยายน 2567

    .

    และรัฐบาลใหม่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตเกิน 3% ตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ ต้องรอดูนโยบายที่จะการลงมือทำจริง และต้องโฟกัสเรื่องระยะยาว ปีนี้ดัชนี SET อาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุด

    สำหรับปัญหาเศรษฐกิจไทย ที่ไพบูลย์มองว่า ต้องเร่งแก้ ได้แก่

    1.ภาระหนี้ระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้รัฐบาล และหนี้ภาคเอกชนซึ่งอยู่ในระดับสูงคนไทยมีเงินออมต่ำ เมื่อมีเงินออมต่ำก็นำมาซึ่งปัญหาภาระหนี้สูง รวมถึงปัญหาสังคมสูงวัย เมื่อคนไทยแก่ตัวไปไม่มีเงินเก็บลงทุนต่ำ และผลิตภาพต่ำ

    2.เพิ่มศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม โดยเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย

    3.ส่งเสริมการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ เพราะเครื่องยนต์ชุดเดิม เช่น ส่งออก ภาคการผลิต การท่องเที่ยว ฯลฯ ไปต่อไม่ไหวแล้ว

    4.ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1559729&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DzbMAN8KMkYNAdWOsxQ-E

  • อดีตนายกฯ ‘เศรษฐา’ เสนอแนวทางแก้วิกฤตเศรษฐกิจไทย

    อดีตนายกฯ ‘เศรษฐา’ เสนอแนวทางแก้วิกฤตเศรษฐกิจไทย

    ประเทศไทยคือ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ อาจไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงของสำนักข่าวระดับโลกอย่าง Financial Times

    การตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ทำให้เกิดการตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนมุมมองในหลากหลายมุม

    ขณะเดียวกัน เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และผู้ก่อตั้ง บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้เขียนจดหมายถึงถึงบรรณาธิการ Financial Times เพื่อเสนอทางออกของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐาระบุว่า บทความที่ว่า ทำไมไทยถึงกลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ระบุอาการได้ถูกต้อง แต่การวินิจฉัยยังขาดเรื่องวิธีการรักษาที่อาจเป็นไปได้

    ประการแรก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นผู้บริโภค เราต้องทำลายวงจรอุบาทว์ของหนี้ครัวเรือน โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีตล้มเหลวในการสร้างผลทวีคูณทางเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญ เพราะผลกระทบเหล่านั้นถูกลดทอนด้วยภาระหนี้ที่มีอยู่เดิมและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ คนไทยไม่สามารถหนีพ้นกับดักหนี้ด้วยการแจกเงินเพียงอย่างเดียว

    สิ่งที่จำเป็นคือสิ่งที่ผมเรียกว่า “การรีเซ็ตครั้งใหญ่” (Big Reset) ด้วยการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้าไปรับซื้อหนี้เสียในเชิงรุก เพื่อให้ครัวเรือนที่มีหนี้สินมีช่องว่างให้หายใจที่จำเป็นในการกลับเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ความริเริ่มเช่นนี้จะช่วยแก้ปัญหาทั้งหนี้ครัวเรือนและการบริโภคภายในประเทศไปพร้อมกัน

    ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทาง ให้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของเศรษฐกิจโลก ซึ่งต้องใช้ยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานแบบสองทาง

    ประการแรก ประเทศต้องมุ่งเน้นไปที่สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น ระบบรถไฟสายเหนือ-ใต้ และแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ที่เชื่อมระหว่างทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ซึ่งจะช่วยยกระดับการไหลเวียนทางการค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ประการที่สอง กรอบข้อบังคับทางกฎหมายต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย การนำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreements) มาใช้จะเป็นตัวเปลี่ยนเกม สิ่งนี้จะอนุญาตให้นักลงทุนระดับโลกซื้อพลังงานสะอาดได้โดยตรง ซึ่งเป็นการขจัดอุปสรรคสำคัญสำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่มีข้อกำหนดด้าน ESG ที่เข้มงวด

    เมื่อผนวกกับนโยบาย “Go Cloud First” ของไทย เราได้ช่วยดึงดูดการลงทุนหลักในด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความเฟื่องฟูด้านผลิตภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI

    ในส่วนของการท่องเที่ยว ต้องเปลี่ยนจากเน้นปริมาณสู่เน้นคุณค่า ประเทศไทยมีสิ่งที่นำเสนอมากกว่าแค่ชายหาด และอุตสาหกรรมการพักผ่อนที่แข็งแกร่งและหลากหลายกว่าเดิมจะช่วยพลิกฟื้นการถดถอยของการท่องเที่ยวที่คุณได้เน้นย้ำไว้ได้มาก สุดท้าย ความยากง่ายในการทำธุรกิจจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นระบบเพื่อให้เป็นมิตรต่อนักลงทุนมากขึ้น นี่เป็นปัญหาระยะยาว แต่เราต้องเริ่มทำทันที

    แม้จะมีความท้าทายในปัจจุบัน แต่ไทยยังคงรักษาจุดแข็งในด้านค่าครองชีพที่เข้าถึงได้ สภาพอากาศ การท่องเที่ยว อาหาร บริการทางการแพทย์ และเวลเนส ด้วยการปฏิรูปที่ถูกต้อง เราสามารถทวงคืนตำแหน่งหุ้นส่วนที่ขาดไม่ได้ซึ่งโลกไม่อาจมองข้าม เราสามารถทำให้ “คนป่วย” กลับมาวิ่งได้อีกครั้ง และวิ่งได้อย่างรวดเร็วด้วย

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/srettha-proposes-thai-economy-recovery/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fICKcdDepDSpSN0fub2a-

  • เอกชน จี้รัฐบาลใหม่เร่งเครื่องดันเศรษฐกิจไทย 3 เดือนแรกต้องฟื้น

    เอกชน จี้รัฐบาลใหม่เร่งเครื่องดันเศรษฐกิจไทย 3 เดือนแรกต้องฟื้น

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ ฐานเศรษฐกิจ ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยภายหลังการเลือกตั้ง โดยสะท้อนมุมมองตรงไปตรงมาว่า รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก จำเป็นต้องเร่งแสดงบทบาทด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ เพราะเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะเปราะบาง “หนักที่สุดในรอบหลายสิบปี”

    ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมารวมถึงปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริงสะท้อนจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ แม้ GDP จะเป็นเพียงตัวเลข แต่ก็เป็นดัชนีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพการบริหารของรัฐบาลทั้งรัฐบาลในอดีตและรัฐบาลใหม่ในอนาคต

    รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเป็นระบบ ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยควรวางโครงสร้างนโยบายให้ชัดเจนครอบคลุม 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ

    ระยะสั้น อัดฉีดได้ แต่ต้องไม่ใช่คำตอบเดียว

    ในระยะสั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงมีความจำเป็น โดยเฉพาะการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อประคองกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลหลายชุดเคยใช้ อย่างไรก็ตาม นายสรเทพเตือนว่า มาตรการลักษณะนี้เป็นเพียง “ยาพยุงอาการ” หากไม่มีแผนระยะกลางและระยะยาวรองรับ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้

    ระยะกลาง เปลี่ยนรัฐราชการ สู่รัฐประชาชน

    หัวใจสำคัญอยู่ที่มาตรการระยะกลาง โดยรัฐบาลใหม่โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ต้อง “ปรับวิธีคิด” จากการบริหารแบบ รัฐราชการ ที่ภาครัฐเป็นศูนย์กลางในการกำหนดทิศทางและออกกฎหมายควบคุม มาเป็น รัฐประชาชน ที่ยึดประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

    โดยเสนอให้เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข หรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบและวางแผนพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการ เพราะกลุ่มเหล่านี้เข้าใจปัญหาเชิงลึก จุดอ่อน และข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทยได้ดีกว่าการกำหนดนโยบายจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว

    ในมิติภาคอุตสาหกรรมประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาโมเดล “รับจ้างผลิต” ต่อไปได้อีกแล้ว รัฐบาลใหม่ต้องยกเครื่องโครงสร้างอุตสาหกรรม หันไปสู่การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มีนวัตกรรม และมีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมใหม่อย่างชัดเจน

    ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของภาครัฐมักเป็นลักษณะเฉพาะหน้า ขาดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบบูรณาการ ทั้งด้านการส่งออก การรับมือมาตรการภาษีจากต่างประเทศ และการสร้างอุตสาหกรรมอนาคต ส่งผลให้ภาคธุรกิจขาดความเชื่อมั่นและไม่กล้าลงทุนระยะยาว

    สำหรับภาคเกษตรโครงสร้างเกษตรไทยแทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรยังยากจนต่อเนื่องหลายชั่วอายุคน ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้แรงงานภาคเกษตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    รัฐบาลจึงควรวางยุทธศาสตร์ใหม่ ปรับสู่ เกษตรสมัยใหม่ กำหนดพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสมกับชนิดสินค้า ลดปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ ซึ่งทั้งหมดควรถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะกลางแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งภาคการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ไม่แยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา

    ระยะยาว โครงสร้างพื้นฐาน–การศึกษา–ราชการ ต้องเดินพร้อมกัน

    ในระยะยาวรัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบคมนาคม เช่น รถไฟความเร็วสูง ที่ถูกพูดถึงมากว่า 10 ปีแต่ยังไม่คืบหน้า ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเดินหน้าไปไกลแล้ว

    แม้ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ จะมีการขยายเส้นทางจำนวนมาก แต่ยังขาดการเชื่อมโยงเป็นระบบเดียว ทั้งด้านเทคโนโลยีและระบบตั๋วโดยสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเริ่มแก้ไขได้ทันที หากมีการบริหารจัดการที่จริงจัง

    ด้านการศึกษาเห็นว่าต้องเริ่มปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ ทั้งการปรับระยะเวลาการเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานจริง เช่น สาขาการท่องเที่ยวหรือคหกรรมศาสตร์ รวมถึงการใช้งบประมาณด้านการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคุณภาพการศึกษาของไทยกำลังถดถอยและถูกหลายประเทศในอาเซียนแซงหน้าไปแล้ว

    รีเชฟระบบราชการ ลดภาระงบประจำ

    อีกโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญคือการปรับโครงสร้างระบบราชการ ปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินกว่า 70% ถูกใช้ไปกับเงินเดือน สวัสดิการข้าราชการ และนโยบายประชานิยม ทำให้เหลืองบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศในสัดส่วนจำกัด

    นายสรเทพเสนอให้รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการ “รีเชฟ” ระบบราชการ ลดจำนวนข้าราชการส่วนกลาง และกระจายทรัพยากรสู่ระดับภูมิภาค พร้อมยกตัวอย่างประเทศเวียดนามที่ลดขนาดภาครัฐและเปิดทางเกษียณก่อนกำหนด ส่งผลให้ประหยัดงบประมาณได้ถึง 15%

    เสถียรภาพการเมือง ต้องเดินคู่เศรษฐกิจ

    ท้ายที่สุด นายสรเทพเปรียบความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจว่าเป็น “ไก่กับไข่” หากมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดี แต่รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศในระยะยาวได้

    โดยมองว่าประเทศไทยติดหล่มทั้งปัญหาเสถียรภาพการเมืองและกฎหมายที่ล้าสมัย การแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญให้ทันสมัย เพื่อสร้างสมดุลอำนาจ ควบคู่กับการวางนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน จึงเป็นสิ่งที่ต้องเดินไปพร้อมกัน

    “ประเทศต้องมีทั้งเสถียรภาพและนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” นายสรเทพกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/651475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yPBIWXMi9wac_krFjRtYn

  • ธุรกิจผวา “สุญญากาศการเมือง” ฉุดเศรษฐกิจชะงัก เสี่ยงลากยาวไตรมาส 2

    ธุรกิจผวา “สุญญากาศการเมือง” ฉุดเศรษฐกิจชะงัก เสี่ยงลากยาวไตรมาส 2

    ธุรกิจผวา “สุญญากาศการเมือง” ฉุดเศรษฐกิจชะงัก เสี่ยงลากยาวไตรมาส 2

    ภาคธุรกิจส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงเปราะบางท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางการเมืองระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจกินเวลานานราว 2 เดือน หรือยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 2 ของปี ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐชะลอตัว การลงทุนใหม่หยุดนิ่ง และกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ

    นาย สรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ช่วงสุญญากาศทางการเมืองถือเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการทำงานของภาครัฐถูกจำกัด ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเพิ่มสูง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเริ่มสั่นคลอน

    แบ่งผลกระทบ 3 ระยะ เสี่ยงลามจากระยะสั้นสู่โครงสร้างเศรษฐกิจ

    นายสรเทพประเมินว่า ผลกระทบจากสุญญากาศทางการเมืองสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งแต่ละระยะมีความรุนแรงและความเสี่ยงแตกต่างกัน

    ระยะแรก ยุบสภา–เลือกตั้ง (ราว 60 วัน)

    ในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการไม่สามารถเดินหน้าได้ โดยเฉพาะโครงการใหม่ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เคยเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการก่อนหน้ากลับชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างชัดเจนคือ เมื่อมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่าง “คนละครึ่งพลัส” หยุดลงกำลังซื้อในระบบก็หายไปทันที กระทบผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหาร และธุรกิจบริการโดยตรง

    นาย สรเทพ โรจน์พจนารัช

    อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกในระยะนี้คือการที่ช่วงยุบสภาตรงกับฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเฉลี่ยวันละกว่า 1 แสนคน ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร แม้จะเป็นเพียงแรงประคองชั่วคราว

    ระยะกลาง หลังเลือกตั้ง–รอความชัดเจนนโยบาย

    ความน่ากังวลในระยะนี้คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น ภาคใต้และอำเภอหาดใหญ่ รวมถึงจังหวัดที่ประสบอุทกภัยรุนแรงก่อนหน้านี้ มาตรการฟื้นฟู SME การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตประชาชนยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่

    ขณะเดียวกันสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและเศรษฐกิจของ 6 จังหวัดที่พึ่งพาการค้าข้ามแดนเป็นหลัก เมื่อมีการปิดด่านหรือจำกัดการผ่านเข้าออก ย่อมกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่โดยตรง อีกทั้งการเจรจาระหว่างประเทศด้านการค้า ภาษี และมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจมักชะลอ เพราะยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือก “ชะลอการตัดสินใจ” เพื่อรอดูทิศทางนโยบาย ส่งผลให้การลงทุนใหม่หยุดนิ่ง

    ระยะปลาย รอจัดตั้งรัฐบาล–ถวายสัตย์ปฏิญาณ

    ระยะนี้ถูกมองว่าน่ากังวลมากที่สุด หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 2 ข้าราชการในหลายกระทรวงมักอยู่ในโหมด “เกียร์ว่าง” เพื่อรอดูนโยบายและตัวรัฐมนตรีใหม่ การอนุมัติโครงการ การเบิกจ่ายงบประมาณ และการผลักดันนโยบายสำคัญจึงชะลอลงหรือหยุดไปโดยปริยาย กระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ชี้ 3 ภารกิจเร่งด่วน รัฐบาลใหม่ต้องทำทันที

    หากได้รัฐบาลใหม่ นายสรเทพเสนอ 3 เรื่องเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจที่ควรดำเนินการทันที เพื่อประคองเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่น

    1.อัดฉีดและฟื้นฟู SME โดยเฉพาะ Micro และ Nano SME

    เศรษฐกิจที่ซบเซายาวนานทำให้ SME จำนวนมากขาดสภาพคล่อง มาตรการที่ผ่านมาเข้าถึงเพียง SME ที่อยู่ในระบบภาษี ขณะที่ Micro SME ซึ่งมีมากกว่า 1.8 ล้านราย กลับเข้าไม่ถึงแหล่งทุน ทั้งที่ต้องการเงินกู้เพียงหลักหมื่นถึงแสนบาทเพื่อประคองธุรกิจ

    2.ผลักดันการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง

    การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักอันดับ 2 ของประเทศ มีแรงงานกว่า 3.9 ล้านคน และสร้างรายได้มากกว่า 1.7 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ที่ผ่านมา นโยบายยังขาดความต่อเนื่องและชัดเจน มักเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น

    3.ดูแลธุรกิจร้านอาหารอย่างเป็นระบบ

    ธุรกิจร้านอาหารมีห่วงโซ่อุปทานกว้าง ตั้งแต่เกษตรกร ตลาดสด แรงงาน ไปจนถึงผู้บริโภค มีแรงงานอยู่ในระบบราว 1.75 ล้านคน แต่กลับไม่ได้รับการดูแลเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะร้านอาหาร SME และ Micro SME

    ทั้งนี้ความเร็วและความชัดเจนของรัฐบาลใหม่จะเป็นปัจจัยชี้ขาด หากปล่อยให้สุญญากาศทางการเมืองยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียโอกาสฟื้นตัว และความเสียหายอาจลุกลามจากระยะสั้นไปสู่เชิงโครงสร้างในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/651473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zVEdhygNTt_8vGvM3ICcu

  • วาเลนไทน์คนโสด ดัน “เศรษฐกิจประสบการณ์” โตแรงรับกุมภาฯ

    วาเลนไทน์คนโสด ดัน “เศรษฐกิจประสบการณ์” โตแรงรับกุมภาฯ

    เดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้บรรยากาศวันวาเลนไทน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนมีคู่เท่านั้น เพราะผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนโสด หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองผ่านแนวคิด Self-Love และไลฟ์สไตล์ “Solo Dating” ไม่ว่าจะเป็นการออกไปรับประทานอาหาร ท่องเที่ยว ดูคอนเสิร์ต หรือทำกิจกรรมที่ชื่นชอบเพียงลำพัง

    เทรนด์ดังกล่าวสอดคล้องกับโครงสร้างสังคมเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าคนโสดมีแนวโน้มกระจุกตัวในเขตเมืองมากขึ้น

    ขณะที่ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสะท้อนว่า นักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยเลือกเดินทางและทำกิจกรรมแบบอิสระ ให้ความสำคัญกับประสบการณ์เฉพาะตัว และตัดสินใจใช้จ่ายเพื่อความสุขในปัจจุบันมากขึ้น

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนการเติบโตของ “เศรษฐกิจประสบการณ์” ที่ผู้บริโภคให้คุณค่ากับความรู้สึกและช่วงเวลามากกว่าสิ่งของ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองที่มีอิสระในการตัดสินใจใช้จ่าย และเลือกลงทุนกับความสุขของตนเอง

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลอย่างวันวาเลนไทน์ ซึ่งเต็มไปด้วยแรงกระตุ้นทางอารมณ์และโปรโมชั่นจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจท่องเที่ยว ความท้าทายของคนโสดยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการเลือกว่าจะใช้จ่ายกับอะไร แต่คือการวางแผนว่าจะใช้จ่ายอย่างไรให้มีความหมาย และไม่กลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว

    ในโอกาสนี้ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” ชวนผู้บริโภคออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง ผ่านไลฟ์สไตล์ Solo Dating พร้อมย้ำแนวคิด “ใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า” โดยแนะนำให้ใช้บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือบริหารการเงิน วางกรอบค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่เกิน 10% ของรายได้ ใช้สิทธิประโยชน์ให้คุ้มค่า และบริหารการชำระเงินอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถเพลิดเพลินกับประสบการณ์ได้เต็มที่โดยไม่สร้างภาระหนี้ในอนาคต

    ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเลือกเฉลิมฉลองความรักในรูปแบบใด หากมีการวางแผนทางการเงินที่ดี ความสุขที่ได้จะไม่ใช่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เป็นความสุขที่สามารถอยู่กับเราได้อย่างสบายใจ ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/268505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EuvQtND22zPbLbfod8fuJ

  • นายกฯ ควง “สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี-วราวุธ” ประชุมเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ การเมือง สร้างความเชื่อมั่นเวทีโลก

    นายกฯ ควง “สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี-วราวุธ” ประชุมเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ การเมือง สร้างความเชื่อมั่นเวทีโลก

    เมื่อเวลา 11.42 น. วันที่ 13 ก.พ. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้ากระทรวงฯ เพื่อรับประทานอาหารมื้อเที่ยงร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ก่อนเป็นประธานประชุมหารือกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายสีหศักดิ์รอต้อนรับ

    จากนั้นนายกฯ ได้ร่วมประชุมกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และยังมีนายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมด้วย โดยนางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้รายงานประวัติความเป็นมาของกระทรวงการต่างประเทศและภารกิจ โดยระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศพร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ภายใต้หลักการทีมประเทศไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากนี้ไปภารกิจต่างประเทศที่สำคัญ หลังจากมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ไทยให้ความสำคัญกับต่างประเทศ คือ การสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะเสถียรภาพของไทยจากห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงและผันผวนทางการเมืองไทย ภารกิจต่อไป คือ การสร้างความเชื่อมั่นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเสถียรภาพทางการเมืองไทย จะนำมาซึ่งการแสดงบทบาทที่เข้มแข็งด้านการเมืองและเศรษฐกิจต่อไป

    นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังให้ความสำคัญด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ เพราะการเมืองเน้นด้านความมั่นคง อันดับแรกที่ให้ความสำคัญ คือ ความมั่นคงและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นหลักในการจัดการปัญหา ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดเรา เช่น กัมพูชา เมียนมา ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/129137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cp7SBSwmCFNA1fSWjHkgS

  • ชูนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    ชูนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาสิ่งทอ” ว่า  ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำจุดแข็งจาก 3 หน่วยงานมาร่วมบูรณาการ โดยกรมหม่อนไหมมุ่งเน้นการรักษามรดกทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้เกษตรกรผ่านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งปัจจุบันได้ขยายผลสู่หลายมิติ อาทิ การพัฒนาพันธุ์หม่อนไหมให้ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัยเส้นไหมคุณสมบัติพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อให้ผ้าไหมไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    “ความร่วมมือกับ สวทช. และ ธ.ก.ส. คือการสร้างอนาคตให้กับอุตสาหกรรมหม่อนไหมไทยอย่างแท้จริง โดยกรมหม่อนไหมจะทำหน้าที่ชี้เป้าหมาย สวทช. เป็นผู้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ ธ.ก.ส. เป็นแรงขับเคลื่อนด้านเงินทุนและโอกาสเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำนวัตกรรมไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ เปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตวัตถุดิบสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมที่สามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิใจในเวทีโลก” นายศรัญญู กล่าว

    ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการขยายผลสำเร็จจากการดำเนินงานของสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และศรีสะเกษ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมทอมือที่มีภูมิปัญญาและลวดลายเอกลักษณ์ แต่ที่ผ่านมาประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงและคุณภาพยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สวทช. จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ และธ.ก.ส. นำนวัตกรรมเข้าไปแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่การผลิต สอดคล้องภารกิจสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้กลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand ที่มุ่งนำงานวิจัยลงไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

    “สวทช. นำเทคโนโลยีพร้อมใช้ด้านสิ่งทอเข้าไปถ่ายทอดให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่โรงเลี้ยงหนอนไหมวัยอ่อน เอนไซม์ลอกกาวไหม การสกัดและการย้อมสีธรรมชาติ การพัฒนาลวดลายอัตลักษณ์ชุมชุน และนาโนเทคโนโลยีสำหรับเคลือบเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งช่วยให้ผ้าไหมทอมือมีคุณภาพมาตรฐาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยการลงนามในครั้งนี้จะเป็นการขยายผลการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยในวงกว้าง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5598852/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-WtFdSItQC0AfOR6xOp5f

  • ลมหายใจสะอาดด้วยพลังงานสีเขียว: พลิกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 สู่โอกาสเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดล BCG

    ลมหายใจสะอาดด้วยพลังงานสีเขียว: พลิกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 สู่โอกาสเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดล BCG

    ลมหายใจสะอาดด้วยพลังงานสีเขียว: พลิกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 สู่โอกาสเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดล BCG


    14/02/2569 | 48 |

    ท่ามกลางความท้าทายด้านสภาวะแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่มักวิกฤตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ประเทศไทยภายใต้วิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน” ได้กำหนดให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวภายใต้โมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม

    1. เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy): การบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดมลพิษที่ต้นทาง

    ปัญหาการเผาในที่โล่งซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของมลพิษทางอากาศ ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมชีวภาพ

    • การสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานชีวภาพ: การสนับสนุนให้เกษตรกรแปรสภาพวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ใบอ้อย และซังข้าวโพด ให้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานชีวมวล (Biomass) และพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic)

    • การยกระดับรายได้เกษตรกร: มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ลดการเกิดจุดความร้อน (Hotspots) ในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังเป็นการสร้างกลไกรายได้ใหม่ให้กับภาคเกษตรกร สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    2. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): การเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากรและอุตสาหกรรมปลอดมลพิษ

    การมุ่งเน้นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณของเสียและมลพิษจากการผลิต (Zero Waste) โดยส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวสู่มาตรฐานสีเขียว

    • มาตรฐานโรงงานสีเขียว (Green Industry): การนำเทคโนโลยีการดักจับฝุ่นและระบบบำบัดอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้ในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรแบบหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    • การส่งเสริมการลงทุนสีเขียว: รัฐบาลได้กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมาตรการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลตามเกณฑ์ ESG (Environmental, Social, and Governance)

    3. เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy): การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเป้าหมาย Net Zero

    หัวใจหลักของการแก้ไขปัญหามลพิษอย่างยั่งยืนคือการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการคมนาคมขนส่ง

    • การขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem): ในปี 2569 ประเทศไทยได้ยกระดับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในภาคขนส่งมวลชนและส่วนบุคคล เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียในเขตเมือง

    • นโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality): การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั่วโลก

    บทสรุป

    การบูรณาการโมเดล BCG เข้ากับยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในปี 2569 ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาค ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยคืนอากาศบริสุทธิ์และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชน แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบต่อโลก สอดรับกับค่านิยมความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสืบไป

    เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูลสารสนเทศ:


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/476143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gaIpT20mB3jVOepNKFQih

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำเดือนมกราคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำเดือนมกราคม 2569

    โดย

    kanthima

    ลงเมื่อ

    13 กุมภาพันธ์ 2569 13:58

    สคต. ณ กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) (TTC, Manila (Philippines))

    7

    รายงานเศรษฐกิจ มกราคม 2569 RV.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qlqx50ln73awv2o28rm7nz8p&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ajz5BN3OrTj6i29cz9FP8