Category: เศรษฐกิจ

  • อิหร่านจะโต้กลับยังไงได้บ้างถ้าสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี

    อิหร่านจะโต้กลับยังไงได้บ้างถ้าสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี

    อิหร่านเตรียมพร้อมสำหรับสงครามกับสหรัฐฯ มาเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว แต่เนื่องจากไม่สามารถเทียบแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐฯ ได้ อิหร่านจึงหันมามุ่งเน้นไปที่วิธีการสร้างความเสียหายอย่างหนักที่อาจสั่นสะเทือนตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกแทน

    แม้ว่าการเจรจากับอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไป กองทัพสหรัฐฯ ก็ยังคงเร่งเสริมกำลังทางอากาศและทางทะเลในตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเป็นนัยถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และเตือนว่า สหรัฐฯ อาจโจมตีอิหร่าน ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อสงครามที่อาจขยายวงกว้างขึ้น

    แม้จะอ่อนแอลงอย่างมากจากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว และความไม่สงบภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลัง ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า อิหร่านยังคงมีทางเลือกมากมายในการตอบโต้ ตั้งแต่การโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ไปจนถึงการระดมกลุ่มพันธมิตร และการก่อกวนทางเศรษฐกิจที่อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วโลก

    ฟาร์ซิน นาดีมี นักวิจัยอาวุโสของสถาบันวอชิงตัน ซึ่งเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศของอิหร่านมองว่า “อิหร่านมีศักยภาพมากมายที่จะใช้ หากพวกเขาเห็นว่านี่คือสงครามเพื่อความอยู่รอด หากพวกเขาเห็นว่านี่คือสงครามครั้งสุดท้าย พวกเขาอาจทุ่มทุกอย่างที่มี”

    ต่อไปนี้คือทางเลือกที่อิหร่านต้องเผชิญหากถูกโจมตี

    ขีปนาวุธและโดรน

    เชื่อกันว่าอิหร่านมีขีปนาวุธและโดรนหลายพันลูกอยู่ในระยะทำการของกองทัพสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในหลายประเทศในตะวันออกกลาง และอิหร่านก็ขู่ว่าจะโจมตีทั้งกองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล

    เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หลังจากที่อิสราเอลโจมตีอิหร่านอย่างไม่ทันตั้งตัว อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีอิสราเอลเป็นระลอกๆ ซึ่งสร้างความเสียหายไม่น้อย เนื่องจากขีปนาวุธของอิหร่านสามารถหลบเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัยของอิสราเอล

    แผนที่แสดงระยะทำการของขีปนาวุธพิสัยกลางหลักของอิหร่าน และที่ตั้งของฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสหรัฐฯ (จุดสีแดง) (ระยะทำการเป็นเพียงค่าประมาณ เนื่องจากจะแตกต่างกันไปตามน้ำหนักของหัวรบ) Infographic by AFP / Sylvie HUSSON AND Valentina BRESCHI

    แผนที่แสดงระยะทำการของขีปนาวุธพิสัยกลางหลักของอิหร่าน และที่ตั้งของฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสหรัฐฯ (จุดสีแดง) (ระยะทำการเป็นเพียงค่าประมาณ เนื่องจากจะแตกต่างกันไปตามน้ำหนักของหัวรบ) Infographic by AFP / Sylvie HUSSON AND Valentina BRESCHI

    เจ้าหน้าที่อิหร่านอ้างว่า อาวุธจำนวนมากที่ใช้ในสงครามครั้งนั้นได้รับการเติมเต็มแล้ว และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เชื่อว่า อาวุธที่ผ่านการทดสอบในสมรภูมิเหล่านี้ รวมถึงเครื่องบินรบของรัสเซียและสหรัฐฯ ที่ล้าสมัย ยังคงเป็นภัยคุกคามอยู่

    ตัวอย่างเช่น โดรนโจมตีพลีชีพ Shahed ของอิหร่าน ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือทำลายล้างในสงครามของรัสเซียในยูเครน อิหร่านยังพัฒนา ทดสอบ หรือใช้งานขีปนาวุธมากกว่า 20 ชนิด รวมถึงระบบระยะสั้น กลาง และไกล ที่สามารถคุกคามเป้าหมายได้ไกลถึงยุโรปตอนใต้

    info-iran-missile-arsenal-3.jpg

    “เรามีทหารอเมริกัน 30,000-40,000 นายประจำการอยู่ทั่ว 8-9 แห่งในภูมิภาคนั้น” มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว “ทั้งหมดอยู่ในระยะทำการของโดรนโจมตีทางเดียวของอิหร่านหลายพันลำ และขีปนาวุธระยะสั้นของอิหร่านที่คุกคามการประจำการของกองกำลังของเรา”

    เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองคนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า แม้ว่าศักยภาพทางทหารของเตหะรานจะด้อยกว่าและล้าสมัยกว่าระบบที่ทันสมัยของสหรัฐฯ มาก แต่ก็ทำให้การโจมตีเตหะรานอย่างเด็ดขาดเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

    เตหะรานเตือนหลายครั้งว่า จะตอบโต้พันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคหากถูกโจมตี หลังเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในช่วงฤดูร้อน อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีกาตาร์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพอากาศอัล-อูเดอิด ซึ่งเป็นฐานทัพทหารที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

    แผนที่แสดงที่ตั้งของฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารหลักของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง Infographic by AFP / Valentina BRESCHI

    แผนที่แสดงที่ตั้งของฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารหลักของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง Infographic by AFP / Valentina BRESCHI

    ระดมกำลังกลุ่มตัวแทน

    ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อิสราเอลโจมตีเครือข่ายกลุ่มตัวแทนของอิหร่านในภูมิภาคอย่างหนัก ทำให้ความสามารถของอิหร่านในการขยายอำนาจออกไปนอกพรมแดนลดลงอย่างมาก

    ถึงอย่างนั้นกลุ่มตัวแทนเหล่านี้ก็ยังคงให้คำมั่นว่าจะปกป้องอิหร่าน กลุ่มในอิรัก เช่น กาตาอิบ เฮซบอลเลาะห์และฮารากัต อัล-นูจาบา ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่เคยโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในอดีต รวมถึงฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ต่างกล่าวว่าจะให้ความช่วยเหลืออิหร่านหากถูกโจมตี

    เมื่อเดือนที่แล้ว อาบู ฮุสเซน อัล-ฮามิดาวี ผู้บัญชาการของกาตาอิบ เฮซบอลเลาะห์ เรียกร้องให้ผู้ภักดีต่ออิหร่าน “ทั่วโลก…เตรียมพร้อมสำหรับสงครามเต็มรูปแบบเพื่อสนับสนุนสาธารณรัฐอิสลาม”

    แม้จะมีการข่มขู่ แต่กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านก็เผชิญกับข้อจำกัด ในเลบานอน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่เคยทรงอิทธิพลกลับอ่อนแอลงอย่างมากหลังจากความขัดแย้งกับอิสราเอลนาน 13 เดือน และขณะนี้กำลังเผชิญกับการรณรงค์ปลดอาวุธภายในประเทศ ในอิรัก กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านมีอำนาจ แต่พวกเขาก็เผชิญกับอุปสรรคจากรัฐบาลกลางที่อยู่ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจำกัดอิทธิพลของอิหร่าน

    กลุ่มฮูษีในเยเมนตกเป็นเป้าหมายของทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทำลายล้างที่ร้ายแรงที่สุดของอิหร่า และยังแสดงให้เห็นว่าจะปกป้องผู้สนับสนุนของตัวเองด้วย ในช่วงปลายเดือนมกราคม กลุ่มฮูษีได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงภาพเรือที่ถูกไฟไหม้ พร้อมคำบรรยายสั้นๆ ว่า “เร็วๆ นี้”

    ด้วยการสนับสนุนจากอิหร่านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลุ่มฮูษีโจมตีซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิสราเอล รวมถึงเรือของสหรัฐฯ ในทะเลแดงด้วย

    จมเรือรบสหรัฐฯ

    กัปตันเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียเผยกับ BBC ว่า หนึ่งในภัยคุกคามจากอิหร่านที่เขากังวลมากที่สุดคือ “การโจมตีแบบฝูง” (swarm attack) ซึ่งอิหร่านจะปล่อยโดรนระเบิดแรงสูงและเรือตอร์ปิโดเร็วจำนวนมากโจมตีเป้าหมายเดียวหรือหลายเป้าหมาย จนแม้แต่ระบบป้องกันระยะประชิดที่แข็งแกร่งของกองทัพเรือสหรัฐฯ ก็ไม่สามารถกำจัดพวกมันทั้งหมดได้ทันเวลา

    กองทัพเรือพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้เข้ามาแทนที่กองทัพเรืออิหร่านแบบดั้งเดิมในอ่าวเปอร์เซียมานานแล้ว โดยผู้บัญชาการบางคนได้รับการฝึกฝนที่ดาร์ทมัธในสมัยของชาห์

    ลูกเรือของกองทัพเรืออิหร่านมุ่งเน้นการฝึกฝนส่วนใหญ่ไปที่สงครามแบบไม่ธรรมดาหรือ “แบบไม่สมมาตร” โดยมองหาวิธีเอาชนะหรือหลีกเลี่ยงข้อได้เปรียบทางเทคนิคที่คู่ต่อสู้หลักของพวกเขาคือ กองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ มี

    การจมเรือรบสหรัฐฯ พร้อมกับการจับกุมผู้รอดชีวิตในหมู่ลูกเรือได้นั้น จะเป็นความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวงสำหรับสหรัฐฯ

    แม้ว่าสถานการณ์นี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่เรือพิฆาตมูลค่าพันล้านดอลลาร์อย่างยูเอสเอส โคล (USS Cole) ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีพลีชีพของกลุ่มอัลกออิดะห์ในท่าเรือเอเดนเมื่อปี 2000 ทำให้ลูกเรือชาวอเมริกันเสียชีวิต 17 นาย

    ก่อนหน้านั้น ในปี 1987 นักบินเครื่องบินรบชาวอิรักยิงขีปนาวุธ Exocet  2 ลูกใส่เรือรบของสหรัฐฯ คือ ยูเอสเอส สตาร์ก (USS Stark) ในอ่าวเปอร์เซียโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 37 นาย

    สงครามเศรษฐกิจ

    อิหร่านเตือนหลายครั้งว่า สงครามที่เกิดขึ้นกับอิหร่านจะไม่จำกัดอยู่แค่ในตะวันออกกลาง แต่จะส่งผลกระทบไปทั่วโลก แม้ว่าจะมีกำลังทางทหารด้อยกว่า แต่อิหร่านก็มีอำนาจต่อรองในการทำลายตลาดพลังงานและการค้าโลกจากหนึ่งในภูมิภาคที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    อิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งอยู่บนช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางน้ำแคบๆ ที่มีน้ำมันมากกว่า 1 ใน 5 ของโลกและก๊าซธรรมชาติเหลวส่วนใหญ่ไหลผ่าน รัฐบาลอิหร่านขู่ว่า จะปิดช่องแคบหากถูกโจมตี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อาจทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงนอกอิหร่านพุ่งสูงขึ้น และกระตุ้นให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การโจมตีเศรษฐกิจโลกผ่านช่องแคบอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดของอิหร่าน และยังเป็นทางเลือกที่อันตรายที่สุดด้วย เนื่องจากมีผลกระทบในวงกว้าง

    อูมุด โชกรี นักยุทธศาสตร์ด้านพลังงานประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนักวิจัยอาวุโสรับเชิญจากมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน กล่าวว่า การปิดช่องแคบเป็นเวลานานจะเป็น “สถานการณ์อันตราย แม้แต่การหยุดชะงักเพียงบางส่วนก็อาจทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขัดขวางห่วงโซ่อุปทาน และทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์เช่นนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้จริง”

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับอิหร่าน เนื่องจากจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการค้าของตัวเองและของประเทศอาหรับเพื่อนบ้าน ซึ่งหลายประเทศได้ล็อบบี้ทรัมป์ไม่ให้โจมตีอิหร่านและให้คำมั่นว่าจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ ใช้ดินแดนของตัวเองเพื่อโจมตีอิหร่าน

    อิหร่านมีฐานทัพเรืออยู่ใต้ดินลึกตามแนวชายฝั่งของประเทศ พร้อมด้วยเรือโจมตีเร็วหลายสิบลำพร้อมที่จะประจำการในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย กองทัพอิหร่านใช้เวลา 3 ทศวรรษในการสร้างกองเรือและเรือดำน้ำของตัวเอง โดยเร่งการผลิตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าทางทะเลที่อาจเกิดขึ้น

    พลเรือโท โรเบิร์ต ฮาร์เวิร์ด อดีตหน่วยซีลของกองทัพเรือสหรัฐฯ และรองผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า ขีดความสามารถทางทะเลและกลุ่มตัวแทนของอิหร่านเป็นความท้าทายต่อการขนส่งทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่ง “สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว” แต่เครื่องมือ “แบบไม่สมมาตร” เช่น ทุ่นระเบิด โดรน และยุทธวิธีอื่นๆ อาจเป็นความท้าทายต่อการขนส่งทางเรือและการไหลของน้ำมัน

    ความสามารถของอิหร่านในการก่อกวนการขนส่งทางเรือทั่วโลกและสร้างความตกใจให้กับเศรษฐกิจโลกนั้นมีตัวอย่างในอดีต

    ในช่วงปลายสงครามที่ยืดเยื้อกับอิรักในทศวรรษ 1980 อิหร่านได้วางทุ่นระเบิดในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงบริเวณใกล้ช่องแคบ ซึ่งหนึ่งในนั้นเกือบทำให้เรือยูเอสเอส แซมูเอล บี. โรเบิร์ตส์ (USS Samuel B. Roberts) จมเมื่อปี 1988 ขณะที่คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันของคูเวตในช่วงที่รู้จักกันในชื่อ “สงครามเรือบรรทุกน้ำมัน”

    ปี 2019 เรือบรรทุกน้ำมันหลายลำถูกโจมตีในอ่าวโอมาน ระหว่างที่ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียเพิ่มสูงขึ้น หลังจากการถอนตัวของทรัมป์จากข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ซึ่งเชื่อกันว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลัง

    เมื่อไม่นานมานี้ ในช่วงสงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาส กลุ่มฮูษีได้ขัดขวางการขนส่งสินค้าทางทะเลที่ช่องแคบบับอัลมันดับในทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางที่การค้าทางทะเลประมาณ 10% ของโลกผ่านไปมา เมื่อรวมกับความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านจึงมีอำนาจมหาศาลในการสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับโลก

    นาดิมิจากสถาบันวอชิงตันกล่าวว่า “สงครามครั้งต่อไปอาจไม่ได้เริ่มต้นในใจกลางกรุงเตหะราน แต่ในช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวเปอร์เซีย”

    Photo by ATTA KENARE / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/how-iran-could-strike-back-if-trump-attacks&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28fe_16BbW5foYglhTqec3

  • “กอบศักดิ์” เตือนสงครามการค้าโลกยก 2 ส่อแรง ทรัมป์จ่อขึ้นภาษี 15% ทั่วโลก ชี้ไทยเสี่ยงความไม่แน่นอนพุ่ง

    “กอบศักดิ์” เตือนสงครามการค้าโลกยก 2 ส่อแรง ทรัมป์จ่อขึ้นภาษี 15% ทั่วโลก ชี้ไทยเสี่ยงความไม่แน่นอนพุ่ง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/130692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O0Mb9SAd9hh-q9s-LrLA_

  • บาร์โค้ดสะเทือนเลือกตั้ง ส่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ เดิมพันเศรษฐกิจไทย

    บาร์โค้ดสะเทือนเลือกตั้ง ส่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ เดิมพันเศรษฐกิจไทย

    บาร์โค้ดสะเทือนเลือกตั้ง ส่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ เดิมพันเศรษฐกิจไทย

    บาร์โค้ดสะเทือนเลือกตั้ง ส่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ เดิมพันเศรษฐกิจไทย

    ** การเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านพ้นไปแล้ว แต่บรรยากาศ “หลังหีบ” กลับร้อนแรงยิ่งกว่าช่วงหาเสียง เมื่อประเด็น “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ถูกยกขึ้นเป็นคำถามใหญ่ว่าอาจกระทบหลักการเลือกตั้ง “โดยตรงและโดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญ แม้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยืนยันว่าเป็นเพียงเครื่องมือป้องกันการปลอมแปลงบัตร และไม่สามารถสาวย้อนถึงผู้ใช้สิทธิ์ได้ แต่แรงกระเพื่อมจากภาคการเมือง ภาคประชาชน และ นักเคลื่อนไหวบางกลุ่ม กำลังไหลไปรวมที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เพื่อส่งไม้ต่อให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ชี้ขาด เกมนี้จึงไม่ใช่แค่ข้อถกเถียงทางเทคนิค แต่เป็น “จุดเปลี่ยน” ที่อาจลากประเทศเข้าสู่ฉากทัศน์ใหม่

    *** ชื่อของผู้ยื่นคำร้องทยอยปรากฏต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์, ศรีสุวรรณ จรรยา, รณรงค์ แก้วเพชร และ ภัทรพงศ์ ศุภักษร ต่างยื่นคำร้องในทำนองเดียวกันว่า รหัสบนบัตรเลือกตั้งอาจเปิดช่องให้การลงคะแนน “ไม่เป็นความลับ” อันอาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทำหนังสือถึง กกต. ขอคำชี้แจงภายใน 7 วัน ขั้นตอนต่อจากนี้ชัดเจน หากเห็นว่า มีมูล ก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญ หากไม่มีมูล เรื่องก็จบ …คำตอบสุดท้ายจึงไม่ได้อยู่ที่เสียงวิจารณ์ แต่อยู่ในห้องพิจารณาคดี

    *** ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ในทางการเมืองการจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” ดูเหมือนกำลังเดินหน้า พรรคฝ่ายค้านแทบไม่มีใครอยากตกขบวน แต่หากผลเลือกตั้งถูกวินิจฉัยให้ “โมฆะ” ภาพจะเปลี่ยนทันที ขั้นตอนตั้งแต่จัดเตรียมเลือกตั้งใหม่ หางบมาจัดเลือกตั้งอีกครั้ง เดิมใช้งบประมาณกว่า 7,800 ล้านบาท ไปจนถึงประกาศผลและฟอร์มรัฐบาลใหม่ อาจกินเวลายาวออกไปอีก กว่าจะได้รัฐบาลตัวจริงอาจลากไปถึงกลางปีหรือค่อยกลางปีไปโน้นเลย ระหว่างนั้น แม้จะมีรัฐบาลรักษาการอยู่ก็ตาม แต่ขีดความสามารถจำกัด ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและนักลงทุนย่อมสั่นคลอน

    *** ต้นทุนที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ “งบเลือกตั้ง” แต่คือเวลาที่ประเทศสูญเสียไป ในทาง “เศรษฐกิจไทย” ตัวเลข GDP ล่าสุดขยายตัว 2.4% สูงกว่าคาดเพราะแรงหนุนจากส่งออก การลงทุนเอกชนขยับ 2.7% คำขอส่งเสริมการลงทุนทะลุ 1.8 ล้านล้านบาท ดูเผิน ๆ เหมือนสัญญาณบวก แต่ฐานรากกำลังอ่อนแรง การบริโภคเอกชนปีนี้คาดโตเพียง 2.1% หนี้ครัวเรือนพุ่งแตะ 86% ของ GDP หนี้เสียและหนี้เฝ้าระวังรวมกันราว 2 ล้านล้านบาท สภาพคล่องครัวเรือนและเอสเอ็มอีตึงมือ กำลังซื้อฝืด เงินเฟ้อซบ ธุรกิจแข่งตัดราคาเพื่อเอาตัวรอด

                                    บาร์โค้ดสะเทือนเลือกตั้ง ส่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ เดิมพันเศรษฐกิจไทย

    *** หาก “การเมือง” ยืดเยื้อ งบประมาณล่าช้า มาตรการกระตุ้นสะดุด ความเสี่ยงจะทวีคูณเป็นลูกโซ่ ทั้งการจ้างงาน การลงทุนใหม่ และความสามารถชำระหนี้ GDP ปี 2569 ที่คาดโต 2.0% อาจไม่ใช่ตัวเลขต่ำสุด หากความไม่แน่นอนลากยาว คำถามจึงไม่ใช่แค่ “บาร์โค้ดผิดหรือไม่ผิด” แต่คือ ประเทศจะเลือกเส้นทางใด หาก กกต.ผิด ก็ว่ากันตามกฎหมาย แก้ที่ต้นเหตุ ไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งระบบ แต่หากโมฆะจริง ประเทศต้องยอมรับผลและจัดการต้นทุนอย่างมีสติ

    *** สิ่งที่เศรษฐกิจต้องการไม่ใช่ชัยชนะทางการเมือง หากแต่คือเสถียรภาพและทิศทางชัดเจน เพราะท้ายที่สุด ไม่ว่าใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล คนที่แบกรับผลกระทบก่อนคือ ประชาชนตัวเล็ก ๆ ที่กำลังเผชิญค่าครองชีพสูง รายได้โตช้า และ หนี้พอกพูน … เกมนี้จึงไม่ใช่ศึกของนักการเมือง แต่เป็นเดิมพันของประเทศ “โมฆะหรือไม่โมฆะ” คำตอบอยู่ที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” แต่ “เสียหายหรือไม่เสียหาย” คำตอบอยู่ที่เวลา…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/652148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g3d6dbMPv-Xv829_AjgX-

  • ปิดดีล! “รัฐบาลอนุทิน” 300 เสียง 5 รมต.คนนอก สลัดทิ้ง “กล้าธรรม-ปชป.” นั่งเกลอฝ่ายค้าน

    ปิดดีล! “รัฐบาลอนุทิน” 300 เสียง 5 รมต.คนนอก สลัดทิ้ง “กล้าธรรม-ปชป.” นั่งเกลอฝ่ายค้าน

    ปิดดีลลงตัว! “รัฐบาลอนุทิน” 300 เสียง สลัดทิ้ง “กล้าธรรม-ปชป.” นั่งเกลอฝ่ายค้าน เปิดชื่อ 5 รมต.คนนอกระดับบิ๊ก!

    รายงานข่าวแจ้งว่าการจัดตั้ง “รัฐบาลภูมิใจไทย” ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จบดีลเรียบร้อยแล้วด้วยตัวเลขกลมๆ 300 เสียง โดยมีไฮไลต์อยู่ที่การดึง “มืออาชีพคนนอก” เข้ามาเสริมทัพเศรษฐกิจและกฎหมายถึง 5 ตำแหน่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

    เปิดสูตรผสม 300 เสียง: ใครร่วม-ใครถอน?

    รัฐบาลชุดนี้ถือเป็นฐานเสียงที่ปึกแผ่นที่สุดชุดหนึ่ง โดยมีพรรคแกนนำและพันธมิตรดังนี้:

    • พรรคภูมิใจไทย (แกนนำ): 193 เสียง

    • พรรคเพื่อไทย: 74 เสียง

    • พรรคเล็กอื่นๆ: รวม 33 เสียง

    • รวมทั้งหมด: 300 เสียงพอดีเป๊ะ!

    ขณะที่ฟาก “ฝ่ายค้าน” นำโดย พรรคประชาชน (118 เสียง) ต้องจับมือกับพรรคที่หลุดโผนาทีสุดท้ายอย่าง พรรคกล้าธรรม (58 เสียง) และ พรรคประชาธิปัตย์ (22 เสียง) รวมถึงพรรครวมไทยสร้างชาติอีก 2 เสียง รวมเป็น 200 เสียงที่เตรียมทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น

    เซอร์ไพรส์! เปิดโผ 5 รมต.คนนอก ดีกรีไม่ธรรมดา

    เพื่อลบภาพลักษณ์รัฐบาลการเมืองเพียวๆ “นายกฯ อนุทิน” ตัดสินใจดึงมือทำงานระดับบิ๊กมานั่งเก้าอี้สำคัญ ได้แก่:

    1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์: รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ (มือบริหารระดับโลก)

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: รองนายกฯ และ รมว.คลัง (แม่ทัพเศรษฐกิจ)

    4. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ: รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย

    5. นายปรีดี ดาวฉาย: คาดว่าจะนั่ง รมว.พลังงาน

    เพื่อไทยยอมถอย? ครอง 5 กระทรวงหลัก

    ในส่วนของพรรคเพื่อไทย แม้จะเป็นพรรคร่วมอันดับสองแต่ยังคงเหนียวแน่นกับ 5 เก้าอี้รัฐมนตรี ได้แก่ กษ., อว., ศธ., แรงงาน และ พม. ขณะที่แคนดิเดตนายกฯ อย่าง “นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ยังต้องลุ้นว่าจะตัดสินใจรับตำแหน่งใน ครม. ชุดนี้หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9874734/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3l-FViAaC1nO4JWik5p1lo

  • ภาษีสหรัฐฯ ปรับเป็น 15% เตือน! ผู้ส่งออกไทย รับมือความผันผวน

    ภาษีสหรัฐฯ ปรับเป็น 15% เตือน! ผู้ส่งออกไทย รับมือความผันผวน

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประเมินว่า สถานการณ์นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ช่วงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ภายหลังศาลคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะมีผลต่อมาตรการภาษีนำเข้า (reciprocal tariffs) ที่ประกาศก่อนหน้านี้ แต่ภาพรวมของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และมีความเป็นไปได้ที่มาตรการภาษีรูปแบบใหม่จะถูกนำมาใช้ มีการประกาศปรับอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 15 โดยให้มีผลทันที ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเพิ่มเติม

    โดยประเด็นล่าสุด สะท้อนว่าเกมภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด แม้มาตรการเดิมบางส่วนจะถูกยกเลิก แต่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางภาษีในรูปแบบใหม่เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของตัวเอง ซึ่งการประกาศปรับอัตราภาษีเป็นร้อยละ 15 ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรการภาษีจะยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงไทย

    อีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยสถานการณ์นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หากต้องคืนภาษีที่เก็บมาจริง ซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์

    ซึ่งการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นหลัก “หากเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น จะยิ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มี margin ต่ำ จึงจำเป็นต้องติดตามทิศทางค่าเงินควบคู่กับมาตรการภาษีอย่างใกล้ชิด

    หอการค้าไทย เห็นว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ความเสี่ยงด้านต้นทุนและความสามารถแข่งขันของการส่งออก อัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และกระทบต่อความสามารถแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม

    2) ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงมาตรการอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อการทำสัญญา การลงทุน และการวางแผนระยะยาวของผู้ประกอบการ ซึ่่งตอนนึ้ ขึ้นเป็น 15% ใช้ได้แค่ 150 วันเท่านั้น ดังนั้นจะกระทบต่อการวางแผน

    3) การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก มาตรการภาษีมีแนวโน้มเร่งการย้ายฐานการผลิตและการปรับกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค

    ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลเฉพาะประเทศไทย แต่กระทบต่อทุกประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้การแข่งขันด้านนโยบายและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้น ภาครัฐไทยจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการเจรจาการค้า รวมถึง สถานทูตไทย กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย

    “ประเทศไทย ควรเร่งเดินเกมการเจรจาการค้า สร้างความชัดเจนของมาตรการ และผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับเพื่อเสริมความสามารถแข่งขันในระยะยาว”

    ในขณะเดียวกัน หอการค้าไทย ยืนยัน ความพร้อมในการสนับสนุนภาครัฐ โดยเฉพาะด้านข้อมูลเชิงลึกจากภาคธุรกิจ ผลกระทบรายอุตสาหกรรม และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อใช้ประกอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพและสะท้อนสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการไทย

    “หอการค้าไทยพร้อมเป็นกลไกสนับสนุนข้อมูล ข้อเสนอ และการประสานเสียงจากภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐสามารถเดินหน้าเจรจาการค้าได้อย่างมีข้อมูลรอบด้านและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง” 

    อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยมองว่า แม้ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทในฐานะฐานการผลิตทางเลือกและศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค หากสามารถเสริมความชัดเจนด้านกติกาการค้าและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจได้

    “โลกการค้าอยู่ในช่วงปรับสมดุล ไทยควรใช้จังหวะนี้ในการยกระดับเศรษฐกิจ สร้างความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ และเดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสในการเติบโตระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jyFt1TrCqrM–GVeG9ZKl

  • นักวิชาการ มธ. เตือนไทยอย่าชะล่าใจ “เกมภาษีทรัมป์” ยังไม่จบ!

    นักวิชาการ มธ. เตือนไทยอย่าชะล่าใจ “เกมภาษีทรัมป์” ยังไม่จบ!

    นักวิชาการ มธ. เตือนไทยอย่าชะล่าใจ “เกมภาษีทรัมป์” ยังไม่จบ!

    นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ มธ. วิเคราะห์ปมศาลฎีกาสหรัฐฯ เพิกถอนภาษีทรัมป์ ชี้เป็นเพียงการพักยก แนะไทยเตรียมแผนรับมือ พร้อมปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

    นักวิชาการธรรมศาสตร์วิเคราะห์ แม้ศาลฎีกาสหรัฐจะมีคำสั่งเพิกถอนมาตรการภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เชื่อว่าสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้ามาตรการกีดกันทางการค้าต่อไป แนะผู้ประกอบการและส่งออกไทยดำเนินตามแผนรับมือเดิมประหนึ่งว่ายังถูกเก็บภาษีอยู่ พร้อมย้ำโจทย์ใหญ่คือการเร่งปรับตัว ยกระดับขีดความสามารถ และหาตลาดใหม่เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

    สหรัฐฯ ส่อกีดกันทางการค้าต่อเนื่อง

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นถึงกรณีที่ศาลฎีกาสหรัฐมีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ให้เพิกถอนมาตรการเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยระบุว่า 

    แม้จะมีคำตัดสินดังกล่าวออกมา แต่เชื่อว่าทรัมป์จะพยายามหามาตรการหรือเครื่องมือทางกฎหมายอื่นๆ มาจัดเก็บภาษีให้ได้เช่นเดิม และคาดว่ามาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบต่างๆ จะกลับมาในอนาคตอันใกล้

    “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ชัดเจนว่าทรัมป์ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้นทุกประเทศควรอยู่ในโหมดเตรียมพร้อมรับมือเครื่องมือใหม่ๆ โดยให้จับตาดูสถานการณ์จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 หากถึงเวลานั้นยังไม่มีมาตรการใหม่ออกมา ทิศทางการค้าโลกจึงจะเริ่มเบาใจได้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    โจทย์ใหญ่ไทย แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ เน้นย้ำว่าประเทศไทยต้องมี “ทางหนีทีไล่” เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่แค่มาตรการภาษีจากภายนอก แต่คือศักยภาพการแข่งขันของส่งออกไทยที่ลดลง การแข่งขันในยุคใหม่ไม่ได้สู้กันด้วยราคาหรือภาษีเพียงอย่างเดียว แต่แข่งกันที่คุณภาพสินค้า การลดต้นทุน และนวัตกรรม ซึ่งหากไทยไม่ปรับตัว ต่อให้ไม่มีมาตรการภาษีทรัมป์ ก็ยังต้องเผชิญกับการกีดกันด้านสิ่งแวดล้อมจากตลาดยุโรปอยู่ดี

    นอกจากนี้ ยังมองว่าไทยควรเดินหน้าตามแผนเดิมที่วางไว้ก่อนศาลมีคำตัดสิน โดยทำประหนึ่งว่ามาตรการภาษียังคงอยู่ เพื่อเตรียมความพร้อมและปรับปรุงภาคธุรกิจ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมให้เข้มแข็งขึ้น

    พลิกวิกฤตสงครามการค้า สู่ความยั่งยืน

    สาเหตุที่ไทยถูกมองว่าเป็น “คนป่วยของเอเชีย” มาจากยังไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและการผลิตอย่างจริงจัง การรอเพียงการเจรจารอบใหม่โดยไม่ปฏิรูปตัวเองเป็นเพียงการเอาตัวรอดระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืน

    “เวลานี้คือโอกาสดีที่ไทยจะตั้งหลัก พลิกโฉมเศรษฐกิจมากกว่าแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากภาษีทรัมป์ไปวันๆ เราควรใช้เวลาไปกับการหาตลาดใหม่และรักษาความต่อเนื่องเชิงนโยบาย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงไม่ว่าจะเจอกับมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบใดก็ตาม” นักวิชาการ มธ. กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/738367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07dP7FJSduNR28DdQm9B14

  • จับตา กนง. 25 ก.พ.คาดคงดอกเบี้ย 1.25% หลัง GDP ออกมาสูงกว่าคาด

    จับตา กนง. 25 ก.พ.คาดคงดอกเบี้ย 1.25% หลัง GDP ออกมาสูงกว่าคาด

    ในการประชุม กนง. วันที่ 25 ก.พ. 2569 คาดว่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% หลังจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัวดีกว่าที่คาด และความเสี่ยงทางการเมืองมีแนวโน้มลดลง

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% YoY สูงกว่าคาด ลดแรงกดดันต่อการเร่งลดดอกเบี้ย โดยได้แรงหนุนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนทั้งภาครัฐ–เอกชนที่ฟื้นตัวชัดเจน

    แม้บางส่วนมาจากมาตรการชั่วคราว เช่น คนละครึ่งพลัส เติมเงินบัตรสวัสดิการ เที่ยวดีมีคืน 2568 และการเร่งซื้อรถก่อนสิ้นสุด EV 3.0 แต่โดยรวมสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังมีโมเมนตัมขยายตัว

    ขณะเดียวกัน ผลการเลือกตั้งช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง หนุนความต่อเนื่องนโยบายการคลัง คาดคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เดินหน้าได้ในไตรมาส 2–3 และช่วยเสริมความเชื่อมั่น ดันการลงทุนเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.00% ในปีนี้ โดยคาดว่าอาจเกิดขึ้นในการประชุมรอบเดือน มิ.ย. 2569 เพื่อรอประเมินตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ที่จะออกมาในเดือนพ.ค. 2569 ซึ่งคาดว่าจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญและอาจเป็นจุดต่ำสุดของปี 

    ปัจจัยกดดันหลักมาจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐชะลอลง ประกอบกับแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชนที่แผ่วลงหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง คนละครึ่ง เฟส 1 และมาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 สิ้นสุดลง

    ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสทยอยฟื้นตัวหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็วและมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งกระทบต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยว 

    นอกจากนี้ ข้อจำกัดทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีมากขึ้น และภาครัฐจำเป็นต้องลดการขาดดุลตามแผนการคลังระยะปานกลาง

    นอกจากนี้ สินเชื่อมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปีนี้ โดยสินเชื่อในกลุ่ม SMEs และสินเชื่อรายย่อยยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสภาพคล่องและการฟื้นตัวของรายได้ ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.00% อาจช่วยบรรเทาภาระทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้บางส่วน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง 

    ทั้งนี้ การที่กนง. มีกรรมการเพียง 6 ท่าน จากปกติ 7 ท่าน อาจทำให้ดุลยภาพของความเห็นในที่ประชุมมีความอ่อนไหวมากขึ้น โดยหากเสียงแตกแบบ 3 ต่อ 3 จะเป็นการให้น้ำหนักกับการตัดสินใจของประธานกนง.  นอกจากนี้ การเปลี่ยนเลขานุการ กนง. คนใหม่ อาจนำไปสู่การปรับโทนหรือรูปแบบการสื่อสารเชิงนโยบายที่ต้องจับตาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/738364&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RVUeK-Z7UYgNWD9uYSpnJ

  • ‘


    ‘กรณ์’ ชี้ภาษีทรัมป์ 10% คือส้มหล่นส่งออกระยะสั้น เตือน ระวัง 3 จุดตายเศรษฐกิจในประเทศ “กำลังซื้อ-วิกฤตสินเชื่อ-NPL” พร้อมจับตาความขัดแย้งอิหร่าน ตัวแปรทำลายเสถียรภาพโลก

    นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาโพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า ผ่าแผน ‘ทรัมป์’ ใช้ช่องกฎหมาย 150 วันจากการที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยตีตกมาตรการภาษีชุดเดิม โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โต้กลับด้วยการประกาศใช้ มาตรา 122 ภายใต้กฎหมาย Trade Act 1974 เรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% จากทุกประเทศทั่วโลก นั้น โดยมีความเห็นว่า

    1.เป็นมาตรการชั่วคราวตามกฎหมายมีอำนาจบังคับใช้เพียง 150 วัน

    2.เกมการเมืองแม้กฎหมายเพดานสูงสุดคือ 15% แต่ทรัมป์เลือกเก็บ 10% สะท้อนถึงการ “รักษาหน้า” มากกว่าเจตนาเก็บจริงจัง

    3.ความยากในการต่ออายุหากจะขยายเวลาเกิน 150 วัน ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งมีความท้าทายสูงทั้งในแง่การเมืองและการตีความข้อกฎหมาย

    นอกจากนั้น ยังเห็นว่าข่าวดีส่งออกไทย ‘ได้อานิสงส์’ ภาษีลดฮวบในเชิงเปรียบเทียบ ประเทศไทยถือว่าได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เนื่องจากการเจรจาเดิมไทยเคยถูกวางเป้าไว้ที่อัตราภาษีถึง 19% การปรับลดลงมาเหลือ 10% เท่ากับประเทศอื่นๆ ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยดีขึ้นทันที สินค้าไทยที่ได้รับยกเว้น ทรัมป์ระบุข้อยกเว้นในกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตเองได้ หรือเป็นวัตถุดิบจำเป็น ได้แก่ อาหาร อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท  รถกระบะบางชนิด

    พร้อมกันนั้นยังขอเตือน ‘ไส้ใน’ เศรษฐกิจไทยยังน่าห่วงแม้ปัจจัยภายนอก (ส่งออก) จะมีทิศทางบวก แต่คุณกรณ์เน้นย้ำว่าเครื่องยนต์หลักของไทยยังติดขัดใน 3 จุดสำคัญ

    1.กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอ ประชาชนไม่มีกำลังจับจ่าย

    2.วิกฤตสินเชื่อ สถิติการปล่อยสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำมาก

    3.ความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL) ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่เป็นระเบิดเวลาสำคัญ

    ที่สำคัญคือปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ‘อิหร่าน’ภาคการค้าโลกยังวางใจไม่ได้ เพราะอาจเกิดกรณีที่ทรัมป์พยายามกู้หน้าผ่านนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งกับ อิหร่าน กรณีดี คือ จบลงด้วยการเจรจาและข้อตกลงทางการค้า/การทูต

    กรณีที่แย่ คือ การใช้กำลังทหาร ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อต้นทุนพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

    การเปลี่ยนผ่านนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ครั้งนี้อาจเป็น “ลมช่วยพัด” ให้การส่งออกไทยในระยะสั้น แต่หัวใจสำคัญคือรัฐบาลไทยจะแก้โจทย์ “กำลังซื้อในประเทศ” ที่ซบเซาได้อย่างไรภายใต้สภาวะหนี้ท่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2COyG9hQQntwWCWO5m5Qyp

  • ทรัมป์ไม่ยอมแพ้! สั่งขึ้นภาษีนำเข้า 15% ทั่วโลก มีผลทันที

    ทรัมป์ไม่ยอมแพ้! สั่งขึ้นภาษีนำเข้า 15% ทั่วโลก มีผลทันที

    ทรัมป์ไม่ยอมแพ้! สั่งขึ้นภาษีนำเข้า 15% ทั่วโลก มีผลทันที

    หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ สั่งเบรกภาษีเดิม ทรัมป์ไม่ยอมแพ้ งัดกฎหมายใหม่สั่งขึ้นภาษีเป็น 15% ทันที กระทบการค้าทั่วโลก รวมถึงไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    • โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% โดยมีผลทันที
    • การขึ้นภาษีครั้งนี้เป็นการตอบโต้คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ยกเลิกมาตรการภาษีเดิม โดยชี้ว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต
    • ทรัมป์หันมาใช้กฎหมายการค้า มาตรา 122 เป็นฐานอำนาจใหม่ ซึ่งอนุญาตให้เก็บภาษีชั่วคราวได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน
    • มาตรการดังกล่าวสร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย

    หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ สั่งเบรกภาษีเดิม ทรัมป์ไม่ยอมแพ้ งัดกฎหมายใหม่สั่งขึ้นภาษีเป็น 15% ทันที กระทบการค้าทั่วโลก รวมถึงไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศ จาก 10% เป็น 15% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดตามกฎหมาย ภายหลังคำวินิจฉัยของ US Supreme Court ที่ยกเลิกโครงการภาษีเดิม โดยระบุว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ

    ชนวนเหตุสำคัญมาจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัย (มติ 6-3) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) ในการเก็บภาษีแบบเหมาเข่งโดยมิชอบ, ทรัมป์ซึ่งไม่พอใจอย่างรุนแรงและเรียกคำตัดสินนี้ว่า “ไร้สาระและต่อต้านอเมริกา” จึงตอกกลับด้วยการประกาศขึ้นภาษีใหม่ที่สูงกว่าเดิมทันที

    งัดไม้ตายใหม่ “มาตรา 122”

    เมื่อกฎหมายเดิมใช้ไม่ได้ ทรัมป์จึงหันไปใช้ มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 แทน ซึ่งกฎหมายตัวนี้อนุญาตให้ประธานาธิบดีสั่งเก็บภาษีชั่วคราวได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าที่รุนแรง การขยับเพดานภาษีไปที่ 15% จึงถือเป็นการใช้ “อำนาจสูงสุด” เท่าที่กฎหมายจะอำนวยในตอนนี้

    ทรัมป์ย้ำว่านี่คือการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ จากประเทศที่เอาเปรียบทางการค้ามานานหลายทศวรรษ

    การขึ้นภาษีแบบ “สายฟ้าแลบ” ครั้งนี้ สร้างความสั่นสะเทือนทั่วโลก

    1. ของแพงขึ้น: นักวิเคราะห์เตือนว่าภาษีนี้จะเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อและค่าครองชีพให้สูงขึ้น
    2. ไทยเสี่ยงส่งออกทรุด: ภาคเอกชนไทยเริ่มกังวลว่าสินค้าไทยที่ส่งไปสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    3. ความไม่แน่นอนของการค้าโลก: แม้จะมีข้อยกเว้นในสินค้าบางกลุ่ม เช่น แร่สำคัญและพลังงาน แต่ภาพรวมการค้าโลกจะเต็มไปด้วยความผันผวน

    การขึ้นภาษีเป็น 15% ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่มันคือการเมืองและศักดิ์ศรีของทรัมป์ที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครหยุดเขาได้ แม้มาตรการนี้อาจถูกท้าทายทางกฎหมายอีกในอนาคต แต่ในระยะสั้น 150 วันต่อจากนี้ โลกต้องเตรียมรับแรงกระแทกจาก “พายุภาษี” ของจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862126&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gIYKMtojc2i-NwQqtm-Ak

  • เอกชนชี้ ‘เศรษฐกิจไทย’ ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    เอกชนชี้ ‘เศรษฐกิจไทย’ ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” (Reset Thailand’s Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?) เปิดเวทีวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้าง และข้อจำกัดด้านขีดความสามารถการแข่งขัน 

    โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจากดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณเกรียงไกร  เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดยรองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    “รีเซ็ต” ต้องลึกกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การ “รีเซ็ต” ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่คือการปรับโครงสร้างเชิงลึก ทั้งด้านผลิตภาพ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

    จุฬาฯ ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำ มีบทบาทเป็น “เวทีแลกเปลี่ยนทางความคิด” (intellectual platform) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับภาคปฏิบัติ และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา บนฐานข้อมูล งานวิจัย และบริบทสังคมที่รอบด้าน เพื่อร่วมออกแบบโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่มั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว

    เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    ภาคธุรกิจชี้ ต้องลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง–สร้างเสถียรภาพ 

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจนเชิงนโยบายและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน ควรมุ่งลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

    ภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี 

    คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันระดับภูมิภาคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว การรีเซ็ตต้องมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีขั้นสูง สนับสนุนการลงทุนในระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล พร้อมทั้งเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมอนาคตอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดข้อจำกัดด้านต้นทุน ประเทศต้องมีทิศทางชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตและพลังงานที่ยั่งยืน เพื่อรองรับการแข่งขันในภูมิภาคและตลาดโลก

    ภาคส่งออกชี้ ต้องกระจายตลาด–เพิ่มมูลค่าสินค้า 

    คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวเสริมว่าการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แต่ต้องเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกและมาตรการการค้าที่เข้มข้นขึ้น ไทยจำเป็นต้องกระจายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ เพื่อรักษาความสามารถด้านการแข่งขันในระยะยาว

    เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน  

    CBS กับภารกิจตัวกลาง “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย”: รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินรายการเสวนาครั้งนี้ว่า “โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่คือการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ทั้งภาวะการผลิตชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ลดลง เวทีสัมมนาในครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นสะพานเชื่อมเสียงสะท้อนจากภาคเศรษฐกิจสู่แวดวงวิชาการ มุ่งผลักดันข้อเสนอให้กลายเป็นนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง”

    “มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสรรค์องค์ความรู้และพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการรีเซ็ตเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยมุ่งหวังการเติบโตที่ยั่งยืน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านบุคลากร เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการมุ่งเน้นเพียงการแข่งขันด้านต้นทุนอย่างในอดีต”

    ทั้งนี้ งานเสวนาวิชาการ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” (Reset Thailand’s Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?)  เป็นการผนึกกำลังเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์และสถานการณ์จริงของเศรษฐกิจไทยผ่านมิติที่หลากหลาย ประกอบด้วย ภาคการค้า อุตสาหกรรมการผลิต และการส่งออก โดยมุ่งผลักดันแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่มิใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

    เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378973855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UxypjdaBqZQg0nW56Yeh7