Category: เศรษฐกิจ

  • มะละกอพันธุ์‘เรดเลดี้’  พืชเศรษฐกิจที่น่าจับตา สร้างรายได้เกือบ6หมื่น

    มะละกอพันธุ์‘เรดเลดี้’ พืชเศรษฐกิจที่น่าจับตา สร้างรายได้เกือบ6หมื่น

    วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่ 3 ต.ควนเมา อ.รัษฎา จ.ตรัง นายวิเชียร พริกหอม อายุ 61 ปี เกษตรกรผู้ปลูกมะละกอพันธุ์เรดเลดี้ ใช้พื้นที่จำนวน 4 ไร่ ในการเพาะปลูก โดยซื้อต้นพันธุ์ในราคาต้นละ 35 บาท และปลูกในระยะห่าง 2×2 เมตร เฉลี่ยไร่ละ 200 ต้น รวมทั้งหมด 800 ต้น พร้อมวางระบบน้ำภายในแปลงอย่างเป็นระบบ อีกทั้งพื้นที่ยังอยู่ใกล้แหล่งน้ำ จึงไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ

    นายวิเชียร เปิดเผยว่า มะละกอใช้ระยะเวลาปลูกประมาณ 6-8 เดือน จึงเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจำหน่ายได้ ระหว่างรอผลผลิตต้องดูแลอย่างใกล้ชิด คัดแยกผลที่ไม่ได้ขนาด รวมถึงผลที่ถูกแมลงหรือสัตว์กัดกินออกอย่างสม่ำเสมอ

    ปัจจุบันสามารถเก็บผลผลิตได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 400 กิโลกรัม จำหน่ายในราคาส่งกิโลกรัมละ 25 บาท และราคาปลีกกิโลกรัมละ 35 บาท ส่งขายในตลาดจังหวัดตรังและจังหวัดภูเก็ต ทำให้มีรายได้เฉลี่ยเกือบ 60,000 บาทต่อเดือน ผู้ที่สนใจสั่งซื้อมะละกอพันธุ์เรดเลดี้ สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-2781587

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/948571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o37HWeKafjWJXyxrjm4Hq

  • บลจ.กรุงศรี เปิดตัวกองทุนหุ้นโลก รับโอกาสเติบโตยาว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บลจ.กรุงศรี เปิดตัวกองทุนหุ้นโลก รับโอกาสเติบโตยาว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บลจ.กรุงศรี เสนอขายกองทุน KF-WORLD-INDFX ทางเลือกลงทุนที่เข้าถึงตลาดหุ้นทั่วโลกในกองทุนเดียว ครอบคลุมการลงทุนทั้งในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ เพื่อโอกาสเติบโตตามดัชนี MSCI ACWI Index ในจังหวะที่ตลาดหุ้นโลกยังมีแนวโน้มเติบโตได้ พร้อมโอกาสส่วนเพิ่มจากทิศทางของค่าเงินด้วยนโยบายไม่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 2569 ลงทุนขั้นต่ำ 500 บาท

    เศรษฐกิจโลกยังหนุนการลงทุน  

    คุณสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโต โดย IMF คาดเศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.3% ในปี 2026 และ 3.2% ในปี 2027 เงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอ และหลายประเทศเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน หนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

    ลงทุนผ่าน ETF ระดับโลก  

    สำหรับกองทุน KF-WORLD-INDFX ลงทุนผ่านกองทุนหลัก iShares MSCI ACWI ETF ซึ่งเป็น ETF ขนาดใหญ่ระดับโลก กระจายลงทุนหุ้นขนาดใหญ่และกลางกว่า 2,000 บริษัททั่วโลก ลดความเสี่ยงกระจุกตัว และมีต้นทุนการลงทุนต่ำ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวทั้งนี้ กองทุนเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายพอร์ตลงทุนสู่ตลาดหุ้นโลก และสามารถรับความผันผวนของค่าเงินได้ เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/22/619022/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_pIdw4GRVpLNmawRo5Stv

  • เทศกาลโคมไฟ นู้ดเดิลแลนด์ฯ ชูอัตลักษณ์หมี่เตี๊ยวบ้านโป่ง กระตุ้นเศรษฐกิจคู่การสืบสานวัฒนธรรม

    เทศกาลโคมไฟ นู้ดเดิลแลนด์ฯ ชูอัตลักษณ์หมี่เตี๊ยวบ้านโป่ง กระตุ้นเศรษฐกิจคู่การสืบสานวัฒนธรรม

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2915470&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nV5IEcvThoGFvXxHusCpL

  • ศาลสั่งเพิกถอนภาษีทรัมป์ นักวิชาการไทย ชี้สหรัฐฯ จะกีดกันการค้าต่อ

    ศาลสั่งเพิกถอนภาษีทรัมป์ นักวิชาการไทย ชี้สหรัฐฯ จะกีดกันการค้าต่อ

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ศาลเพิกถอนภาษีทรัมป์ เชื่อว่าสหรัฐฯ จะผุดมาตรการกีดกันการค้าต่อ แนะไทยเดินต่อตามแผนเดิม ชี้โจทย์ไม่ใช่แค่ตั้งรับ แต่ต้องปรับตัว  ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันธุรกิจ หาตลาดใหม่-สร้างอำนาจต่อรองการค้า  

    วันนี้ (22 ก.พ.2569) ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา มีคำสั่งเพิกถอนมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยระบุว่า แม้ศาลจะมีคำสั่งดังกล่าว เชื่อว่าทรัมป์ก็จะหามาตรการหรือเครื่องมืออื่นๆ เพื่อดำเนินการจัดเก็บภาษีให้ได้เหมือนเดิม และที่สุดแล้ว มาตรการทางภาษีหรือการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ จะต้องกลับมาในเร็วๆ นี้

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

    เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชัดเจนว่าทรัมป์ ใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้นแม้ว่าศาลจะมีคำสั่งดังกล่าว แต่ประเทศต่างๆ ก็คงอยู่ในโหมดเตรียมพร้อมรับมือเครื่องมือใหม่ๆ ส่วนตัวคิดว่าให้จับตาดูถึงช่วงปลายเดือน มิ.ย. หากถึงตอนนั้นแล้วยังไม่มีเครื่องมือใหม่ๆ ออกมา เชื่อว่าสถานการณ์การค้าของโลกน่าจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยจำเป็นต้องคิดหาทางหนีทีไล่ไว้ด้วยเช่นกัน เพราะมากไปกว่าผลการตัดสินของศาลสหรัฐฯ คือสภาพเศรษฐกิจการค้าการแข่งขันของประเทศไทยเองที่กำลังเผชิญปัญหาอันซับซ้อน ซึ่งก็คือศักยภาพการแข่งขันที่ลดถอยลง ดังนั้นโจทย์ใหญ่จึงอาจไม่ใช่แค่ความกังวลกับมาตรการทางภาษีสหรัฐฯ แต่เป็นเรื่องของการหาตลาดใหม่ๆ การสร้างอำนาจต่อรองทางการค้า ไปจนถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย

    การแข่งขันของแต่ละประเทศในปัจจุบัน ไม่ได้แข่งกันด้วยมาตรการทางภาษี แต่แข่งกันด้วยคุณภาพของสินค้าและความสามารถในการลดต้นทุนเป็นหลัก เพราะถึงแม้จะไม่เจอมาตรการภาษีทรัมป์ แต่หากหันไปทางยุโรปก็จะเจอกับการกีดกันผ่านมาตรการทางสิ่งแวดล้อมอยู่ดี

    ดังนั้นเศรษฐกิจโลกยุคใหม่จึงไม่ใช่การสู้กันทางภาษี แต่สู้กันด้วยคุณภาพของสินค้าและนวัตกรรม การที่ไทยต้องกังวลเรื่องภาษีก็เพราะ ยังต้องขายสินค้าแข่งกับชาวบ้าน ซึ่งถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะมีหรือไม่มีมาตรการทางภาษี ประเทศไทยก็จะลำบาก

    ไทยควรเดินหน้าต่อไปตามแผนเดิม ประหนึ่งว่าไม่มีการตัดสินจากศาล คือทำให้เหมือนว่ามาตรการภาษีทรัมป์ยังคงอยู่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเจรจาที่อาจเกิดขึ้นใหม่ อย่างน้อยแล้วคงไม่มีทางแย่ไปกว่าเดิม หรือถ้ากลับมาเหมือนเดิมก็สามารถใช้โจทย์เดียวกับที่กำลังเจออยู่ตอนนี้ ที่สำคัญคือต้องกลับไปปรับปรุงภาคธุรกิจ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อพัฒนาสินค้า รวมถึงเอาเวลาไปมองหาตลาดใหม่ๆ น่าจะดีกว่า

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ประเทศไทยถูกพูดถึงว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย เพราะไทยยังไม่ปรับโครงสร้างการผลิต ดังนั้นหากมัวแต่รอการเจรจารอบใหม่โดยที่ไม่ได้ปรับตัว จะเป็นแค่การเอาตัวรอดในระยะสั้นซึ่งไม่ยั่งยืน อาการป่วยคงไม่หาย เวลานี้จึงเป็นเวลาที่ดีที่ประเทศไทยจะตั้งหลักได้มากขึ้น

    โจทย์สำคัญ คือควรมองเรื่องของการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยมากกว่าการแก้ปัญหาสงครามการค้าแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะต่อให้ครั้งนี้ไทยรอด ถ้าครั้งหน้าไทยไม่พร้อมก็จะเจอปัญหาอีก ดังนั้นนอกจากเรื่องของการเจรจาแล้ว ควรเอาเวลาไปมองหาตลาดใหม่ หรือกลับมาปรับปรุงโครงสร้าง ตลอดจนให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องเชิงนโยบาย ซึ่งควรจะวางแผนในเรื่องนี้ และเดินหน้าตามแผนที่ถูกวางไว้ให้ต่อเนื่อง

    อ่านข่าว:

    หอการค้าไทยชี้เกมภาษีสหรัฐฯเดือด เตือนผู้ส่งออกรับมือความผันผวน จี้รัฐเร่งเจรจาการค้า

     “ทรัมป์” เดือดขึ้นภาษีใหม่จากเดิม 10% เป็น15 % ทั่วโลกมีผลทันที

    หลายชาติจับตา “ทรัมป์” ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก 10%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502470&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eK6wJPHvj2F-v0vkWvmMz

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 23 กุมภาพันธ์ 2569

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 23 กุมภาพันธ์ 2569

    ** บนเวทีเสวนาวิชาการ หัวข้อ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย : โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” จัดโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย… มี Key Point ที่สะท้อนภาพของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้หลาย Key Point  และดูเหมือนจะเป็นจุดตายของเศรษฐกิจไทยหากยังไม่ได้รับการแก้ไข…เช่น “โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่คือการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ทั้งภาวะการผลิตชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ลดลง”…“ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันระดับภูมิภาค และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว การรีเซ็ตต้องมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีขั้นสูง สนับสนุนการลงทุนในระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล พร้อมทั้งเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมอนาคต อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดข้อจำกัดด้านต้นทุน  ประเทศต้องมีทิศทางชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตและพลังงานที่ยั่งยืน”…“ไทยยังเผชิญพายุ โดยเป็นเรือมีรูรั่ว ปัญหาคอร์รัปชัน จุดอ่อนภายในประเทศ จึงถูกกล่าวว่า “ไทยเป็นคนป่วยของเอเชีย” จากเดิมไทยเคยเป็นดาวรุ่งเสือตัวใหม่ ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน “ซ่อมเรือไทย”….“เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การ “รีเซ็ต” ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่คือการปรับโครงสร้างเชิงลึก ทั้งด้านผลิตภาพ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน”… “การส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย (65% ของจีดีพี ) แต่ต้องเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกและมาตรการการค้าที่เข้มข้นขึ้น ไทยจำเป็นต้องกระจายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง นักการเมืองต้องเปลี่ยนแปลงตามทิศทางโลก ผู้ส่งออก ต้องการความโปร่งใส ลดการคอร์รัปชัน”…!! หันกลับไปดูนโยบาย 10 พลัส ของว่าที่รัฐบาลใหม่ ที่นำเสนอโดย คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ(ฝ่ายเศรษฐกิจ)และรมว.คลัง…เช่น  คนตัวเล็กตัวน้อย Plus ดูแลมนุษย์เงินเดือนและกลุ่มเปราะบาง… คนสูงวัย Plus เตรียมรับสังคมสูงวัยที่จะแตะ 30% ในอีก 5-10 ปี สร้างรายได้ให้คนเกษียณไม่เป็นภาระลูกหลาน…SME Plus สร้างแต้มต่อให้สินค้า Made in Thailand…- ชุมชน Plus แก้หนี้และสร้างงานในท้องถิ่น ดึงลูกหลานกลับบ้าน…การลงทุน Plus ระดับฐานราก กระจายเม็ดเงินสู่ท้องถิ่น…การศึกษา Plus สร้างสะพานเชื่อมทักษะ(Skill Bridge) เรียนฟรีมีงานทำ ไม่แจกคูปองทิ้งขว้าง… เศรษฐกิจสีเขียว Plus (Green Economy) ดึงดูดโลกด้วยพลังงานสะอาด…การลงทุน Plus โดยทำทางด่วนนักลงทุน (Investment Fast Pass) ปลดล็อกโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)…การค้า Plus เมื่อสร้างสินค้าใหม่ได้แล้ว ต้องหาตลาดใหม่รองรับ…ฯลฯ…!! จะตอบโจทย์  Key Point  ของไทยได้มากน้อยแค่ไหนพวกท่านพิจารณาดูครับ…สำหรับ..แวดวงการเงิน..มองหาไม่เห็นเรื่องการ “ปราบคอร์รัปชัน” ซึ่งเป็นจุดตายของประเทศไทยในตอนนี้…**

    ** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65580&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z9_vdLyVNwls1LtNtPgWF

  • ม้วนเดียวจบ! ศาลฎีกาเบรกภาษีสหรัฐ แต่ “ทรัมป์” สวนด้วยไม้ตายใหม่-ไทยต้องรับมือยังไง? | เดลินิวส์

    ม้วนเดียวจบ! ศาลฎีกาเบรกภาษีสหรัฐ แต่ “ทรัมป์” สวนด้วยไม้ตายใหม่-ไทยต้องรับมือยังไง? | เดลินิวส์

    กลายเป็นประเด็นช็อกโลกส่งท้ายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อศาลฎีกาสหรัฐ มีมติเสียงข้างมากสั่งระงับมาตรการภาษีนำเข้า 19% ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่า “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” แต่งานนี้ใครที่คิดว่าสงครามการค้าจะจบลงคงต้องคิดใหม่ เพราะเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำตัดสิน ทรัมป์ได้งัดท่าไม้ตายฉบับใหม่ขึ้นมาตอบโต้ทันที พร้อมทิ้งปมปัญหาเงินภาษี 4 ล้านล้านบาทไว้เบื้องหลัง
    -ศาลฎีกาสหรัฐชี้ขาด ทรัมป์ “ไม่มีอำนาจ” เรียกเก็บภาษีกับทั่วโลก

    สรุปคำวินิจฉัยศาล “ภาษีเหวี่ยงแห” คือการใช้อำนาจเกินขอบเขต

    เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 คณะตุลาการศาลฎีกาสหรัฐ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง วินิจฉัยว่าการเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA (อำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉิน) ที่ทรัมป์ใช้เก็บภาษีทั่วโลกนั้น “เป็นโมฆะ” โดยให้เหตุผลหลักคือ
    1.อำนาจภาษีเป็นของสภาคองเกรส ซึ่งรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าการเก็บภาษีเป็นสิทธิขาดของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร
    2.อ้างเหตุฉุกเฉินพร่ำเพรื่อ การเก็บภาษีแบบเหวี่ยงแหโดยไม่จำกัดระยะเวลาและจำนวนเงิน ถือเป็นการตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองเกินไป
    โดย ประธานศาลฎีกา “จอห์น โรเบิร์ตส์” กล่าวชัดเจนว่า “หากประธานาธิบดีจะเก็บภาษีฝ่ายเดียวแบบนี้ ต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนเท่านั้น”

    “ทรัมป์” ไม่ยอมแพ้พร้อมงัดมาตรการใหม่เข้าสู้

    ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดว่าคำตัดสินนี้คือกระบวนการ “ต่อต้านอเมริกา” และได้ประกาศใช้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตราใหม่ 15% (ลดลงจาก 19% เดิมเล็กน้อย) เพื่อเลี่ยงบาลีคำสั่งศาล นอกจากนี้ยังมีไม้ตายอื่นๆ ที่เตรียมไว้ถล่มคู่ค้า ได้แก่..
    -ภาษีสินค้าทั่วไป 15% (บังคับใช้เบื้องต้น 150 วัน)
    -สินค้าความมั่นคง (เหล็ก/รถยนต์) 25%-50%
    -สินค้าจากจีน/เฟอร์นิเจอร์ 30%-50%
    -สินค้าเทคโนโลยีชั้นสูง (ชิป/ยา) พุ่งสูงถึง 100%

    4 ล้านล้านบาทใครจะได้เงินคืน?

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ เงินภาษีกว่า 134,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.1-5.5 ล้านล้านบาท) ที่สหรัฐเก็บไปแล้วจากผู้นำเข้า 3 แสนราย ศาลไม่ได้สั่งให้คืนเงินโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้นำเข้าต้องไปฟ้องร้องเรียกคืนกันเอง ซึ่งทรัมป์เตือนว่าถ้าต้องคืนเงินทั้งหมด สหรัฐอาจถึงขั้นล้มละลายหรือต้องกู้เงินมหาศาลจนหนี้สาธารณะพุ่ง

    ผลกระทบต่อ “ไทย” คลื่นลูกที่สองที่หนักกว่าเดิม

    ประเทศไทยในฐานะคู่ค้าที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ กว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า GDP ไทยปี 2569 อาจโตเพียง 1.5%–1.9% เท่านั้น โดยมี 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเสี่ยงตายดังนี้..
    -อิเล็กทรอนิกส์ & ฮาร์ดดิสก์ มูลค่าส่งออก 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เสี่ยงโดนภาษีใหม่ 15%
    -เครื่องจักรกล คำสั่งซื้อจากอเมริกาจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
    -ยางรถยนต์ ต้นทุนจะพุ่งจนสู้คู่แข่งไม่ได้
    -ยานยนต์ & ชิ้นส่วน โดนภาษีซ้ำซ้อนจากมาตรการความมั่นคง
    -อัญมณี กำลังซื้อคนอเมริกันหดตัวเพราะของแพงขึ้น

    ซึ่งในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ผู้เชี่ยวชาญ ได้วิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นไว้ โดย ดร.อมรเทพ จาวะลา จาก CIMB Thai เตือนว่า “อย่าเพิ่งดีใจว่าสงครามการค้าจบลง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของความไม่แน่นอนระลอกใหม่ที่ไทยต้องตั้งรับให้ดี”

    ขณะที่ คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ย้ำว่าไทยต้องเฝ้าระวังแบบ “วันต่อวัน” เพราะนอกจากภาษีแล้ว สินค้าจีนราคาถูกที่เข้าอเมริกาไม่ได้ จะทะลักเข้ามาถล่มตลาดไทยและอาเซียนแทน
    -ส่งออกไทยเป็นอย่างไร? เมื่อศาลสหรัฐสั่งเบรกเก็บภาษี แต่ ‘ทรัมป์’ งัดมาตรการโต้ ฟังวิเคราะห์

    สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนักธุรกิจ แต่ส่งผลถึงเราทุกคน เพราะเมื่อภาษีขึ้น ราคาสินค้าทั่วโลกจะผันผวน การลงทุนในไทยอาจชะลอตัวลง เป็นสิ่งที่ “ไทย” ต้องเร่งหาตลาดใหม่และปรับตัวให้เร็วที่สุด..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5625667/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01KHtiCkH6a6wjXtPiYYaM

  • อาฟเตอร์ช็อก..ภาษี “ทรัมป์” คลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทย

    อาฟเตอร์ช็อก..ภาษี “ทรัมป์” คลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทย

    “ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำพิพากษาว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจในการประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวภายใต้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรง และการที่ผู้นำสหรัฐประกาศใช้กฎหมายการค้าอื่นเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% จะส่งผลกระทบต่อไทย ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งรับมือคลื่นลูกที่สองที่จะกระหน่ำซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยในปีนี้”

    คำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาในสหรัฐฯ) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรงโดยศาลมีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินว่าประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจในการประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวภายใต้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act)
    โดยอำนาจในการจัดเก็บภาษี (Taxing Power) เป็นสิทธิขาดของ สภาคองเกรส ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ของประธานาธิบดี ซึ่งเป็นเพราะการตีความกฎหมายผิดโดยประธานาธิบดีทรัมป์อ้างกฎหมายฉุกเฉินปี 1977 (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) และภาษีปราบยาเสพติด แต่ศาลชี้ว่ากฎหมายนี้อนุญาตให้ “ควบคุมการนำเข้า” เท่านั้น แต่ไม่ได้รวมถึงการ “เรียกเก็บภาษี”

    ผลกระทบต่อ “โลก”

    1. ประเด็นการคืนเงินภาษี รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วกว่า 1.3 – 1.6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.5-5.5 ล้านล้านบาท) ให้แก่บริษัทผู้นำเข้า ซึ่งจะกระทบต่อสถานะการคลังของสหรัฐฯ อย่างหนัก
    2. ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ แม้ศาลพิพากษาแล้วแต่ทรัมป์ตอบโต้ทันทีด้วยการประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก ภายใต้กฎหมายอื่น (Section 122 ของ Trade Act 1974) ซึ่งใช้ได้ชั่วคราว 150 วัน ทำให้ความขัดแย้งทางการค้ายังไม่จบลงง่ายๆ
    ธุรกิจทั่วโลกเริ่มสับสนว่าจะวางแผนการผลิตและการค้าอย่างไร เพราะกฎเกณฑ์เปลี่ยนไปมาตามคำสั่งศาลและการโต้กลับของทำเนียบขาว โดยพิจารณาท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯแถลงข่าวภายหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง และจะลงนามเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกเพิ่มอีก 10% อาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ภายใต้พระราชบัญญัติการค้าปี 1974
    ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเห็นว่า มีบทบัญญัติทางกฎหมายอื่นๆ อีกมากที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองทั้งในประเทศและบนเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 232 ของกฎหมายแม่บทว่าด้วยการขยายตัวทางการค้า (Trade Expansion Act of 1962) ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดภาษีสินค้านำเข้าประเภทเหล็กกล้าและอลูมิเนียมเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ และมาตรา 301 ของ Trade Act of 1974 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการกำหนดกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากบางประเทศที่มีนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเทศจีน
    ประการสำคัญคือประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศชัดเจนว่าจะลงนามในคำสั่งทางบริหารเพื่อนำมาตรา 122 แห่งกฎหมายแม่บทด้านการค้า (Trade Act of 1974) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการตั้งกำแพงภาษีศุลกากรได้ถึง 15% มาใช้เพื่อเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% อย่างไรก็ดี ภาษีตามมาตรานี้มีอายุเพียง 150 วัน หลังจากนั้นต้องได้รับความยินยอมจากสภาคองเกรส

    เจรจาภาษีทรัมป์

    ผลกระทบต่อไทย

    สหรัฐฯเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย ทั้งนี้จากตัวเลขสถิติการค้าไทย-สหรัฐฯ ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ไทยและกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ รายงานว่า มูลค่าการค้ารวมปี 2568 ประมาณ 93,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยส่งออกไปสหรัฐ (2568) 72,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ขยายตัว 12.9%) ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯสูงถึง 51,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเด็นความเสี่ยงต่อไปในวันข้างหน้าเพราะเป็นสาเหตุให้ไทยถูกเพ่งเล็งเรื่องภาษีจากสหรัฐฯ
    อาจกล่าวได้ว่าวิกฤตการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ได้ก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นอย่างมากในปี 2569 แม้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จะทำให้การจัดเก็บภาษีเดิมซึ่งไทยเคยถูกเรียกเก็บในอัตราตอบโต้สูงถึง 19% ตั้งแต่สิงหาคม 2568 กลายเป็นโมฆะ แต่การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้ภาษีฐานตัวใหม่ (Baseline Tariff) ที่อัตรา 10% ทันทีภายใต้กฎหมายอื่น ก็เปรียบเสมือนคลื่นลูกที่สองที่ซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
    สถาบันการเงินและหน่วยงานเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยระบุว่ามาตรการภาษี 10% นี้ อาจส่งผลให้มูลค่าการส่งออกรวมของไทยลดลงประมาณ 1.9 ถึง 2.7 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการสูญเสียราว 1.6% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ความสูญเสียในภาคการค้านี้จะฉุดให้การเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 ชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.5% – 1.9% ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพเดิมที่คาดการณ์ไว้

    ฮับอิเล็กทรอนิกส์–PCB

    เมื่อพิจารณาในรายอุตสาหกรรม กลุ่มที่ตกอยู่ในสถานะ “ความเสี่ยงสูง” คือกลุ่มสินค้าส่งออก 5 อันดับแรกไปสหรัฐฯ ได้แก่
    1. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯสูงถึง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ การโดนภาษี 10% จะกดดันกำไรของผู้ผลิตในไทยอย่างหนัก
    2. เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องกล มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ จะเผชิญกับภาวะชะลอตัวจากคำสั่งซื้อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ
    3. ผลิตภัณฑ์ยางและยางรถยนต์ มูลค่าราว 5 พันล้านดอลลาร์ จะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า
    4. ยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่าประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์
    5. อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่าราว 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับผลกระทบทางอ้อมจากกำลังซื้อที่หดตัวของชาวอเมริกัน
    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตนี้ยังมีความหวังในเรื่อง “เงินคืนภาษี” โดยมีการประเมินว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปอย่างผิดกฎหมายรวมทั่วโลกกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ ในส่วนของไทยนั้น ผู้นำเข้าสินค้าไทยในสหรัฐฯมีสิทธิ์ยื่นขอคืนภาษีส่วนต่าง (Refund) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของศุลกากรสหรัฐ (CBP) ซึ่งเริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบ ACH เต็มรูปแบบเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เม็ดเงินเหล่านี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับคู่ค้าและอาจส่งผลดีกลับมายังผู้ผลิตในไทยได้ในระยะสั้น
    สรุปได้ว่า แม้คำตัดสินของศาลจะช่วยลด “เพดาน” ภาษีจาก 19% ลงมาอยู่ที่ 10% แต่การที่ภาษีนี้ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกประเภท (ยกเว้นกลุ่มเหล็กและอลูมิเนียมที่มีกฎหมายเฉพาะ) ทำให้ภาคเอกชนไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ 
    การปรับตัวไปสู่ตลาดใหม่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าสหรัฐฯ และการเร่งเจรจา FTA กับภูมิภาคอื่นจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นจากผลกระทบที่รุนแรงกว่านี้ในปีหน้า

    เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์


    Post Views: 180

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/02/22/2nd-trump-tariff/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q4lO39f8RqGTAmV22RIp8

  • ปฏิทินเศรษฐกิจ

    ปฏิทินเศรษฐกิจ

    ปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐ

    ติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่อตลาดคริปโตโดย AI

    📅 กำลังจะมาถึง

    📊 เหตุการณ์ที่ผ่านมา

    📰 ข่าวเศรษฐกิจล่าสุด

    สัญญาณจาก Insider! เทขายหุ้นเร็วสุดในรอบ 5 ปี ครั้งสุดท้ายที่ทำคือก่อนตลาดหมีปี 2022

    สัญญาณจาก Insider! เทขายหุ้นเร็วสุดในรอบ 5 ปี ครั้งสุดท้ายที่ทำคือก่อนตลาดหมีปี 2022

    FED เตรียมอัดฉีด $14,685 ล้านเข้าตลาดใน 2 วัน! เครื่องพิมพ์เงินเดินหน้าต่อ สัญญาณบวกต่อคริปโต?

    FED เตรียมอัดฉีด $14,685 ล้านเข้าตลาดใน 2 วัน! เครื่องพิมพ์เงินเดินหน้าต่อ สัญญาณบวกต่อคริปโต?

    ดอลลาร์สหรัฐฯ ร่วงเหลือ 57% ทุนสำรองโลก ต่ำสุดรอบ 32 ปี Bitcoin ได้ประโยชน์

    ดอลลาร์สหรัฐฯ ร่วงเหลือ 57% ทุนสำรองโลก ต่ำสุดรอบ 32 ปี Bitcoin ได้ประโยชน์

    Trump รับปาก เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะดีขึ้นใน 1 ปี แม้ตัวเลข GDP ล่าสุดร่วงหนัก

    Trump รับปาก เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะดีขึ้นใน 1 ปี แม้ตัวเลข GDP ล่าสุดร่วงหนัก

    ประกันชีวิตญี่ปุ่นขาดทุนพอร์ตพันธบัตร 2.6 ล้านล้านบาท พุ่ง 125% สัญญาณเตือนวิกฤต

    ประกันชีวิตญี่ปุ่นขาดทุนพอร์ตพันธบัตร 2.6 ล้านล้านบาท พุ่ง 125% สัญญาณเตือนวิกฤต

    จุดเปลี่ยนสำคัญ! สหรัฐฯ ยอมให้อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมต่อได้ ข่าวดีสำหรับตลาดโลก?

    จุดเปลี่ยนสำคัญ! สหรัฐฯ ยอมให้อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมต่อได้ ข่าวดีสำหรับตลาดโลก?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/economic-calendar/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g6qvcQT55N2ujLc_HUId-

  • หอการค้าไทย มองภาษีสหรัฐเสี่ยงผันผวน แนะเร่งรับมือ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    หอการค้าไทย มองภาษีสหรัฐเสี่ยงผันผวน แนะเร่งรับมือ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มาตรการภาษีของสหรัฐยังไม่สิ้นสุด แม้มาตรการเดิมบางส่วนจะถูกยกเลิกหลังศาลตัดสิน แต่ฝ่ายบริหารสหรัฐ ยังมีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางภาษีในรูปแบบใหม่ เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และการค้าของตัวเอง

    ทั้งนี้การประกาศปรับอัตราภาษีเป็น 15% ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรการภาษี จะยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

    อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามสถานการอย่างใกล้ชิดทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน จากสถานการณ์นโยบายภาษี และความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจสหรัฐ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น เพราะหากเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น จะยิ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มี margin ต่ำ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/22/619120/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33C9nwyeKqdqbPASHQfE_A

  • แถลงจัดงาน มหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ครั้งที่10 นำเสนอสินค้าอัตลักษณ์ร่วมสมัย กระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    แถลงจัดงาน มหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ครั้งที่10 นำเสนอสินค้าอัตลักษณ์ร่วมสมัย กระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน จับมือภาคีเครือข่าย คลัสเตอร์เครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน แถลงข่าวจัดงานมหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ครั้งที่ 10 เพื่อสนองแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เครื่องเงินและผ้าทอน่านให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ทั้งยังส่งเสริมผู้ประกอบการเครื่องเงินและผ้าทอน่านเข้าสู่ตลาดสากล สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการเครื่องเงินและผ้าทอน่าน และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดน่าน กระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดน่านให้คึกคักยิ่งขึ้น โดยมีนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในการแถลงข่าว พร้อมด้วย นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน นายชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช ประธานคลัสเตอร์เครื่องเงินน่าน และนางวราภณ์ ลำจวน ประธานคลัสเตอร์ผ้าทอเมืองน่าน ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ โดยงานมหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่านครั้งที่ 10 จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27 ก.พ – 3 มี.ค. 2569 ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) ตั้งแต่เวลา 09.00 – 21.00 น.

    นายชัยนรงค์ กล่าวว่า จังหวัดน่านมีผลิตภัณฑ์เครื่องเงินและผ้าทอที่มีชื่อเสียงแพร่หลาย เป็นที่ยอมรับของคนไทยและชาวต่างประเทศ ปัจจุบันมีการประยุกต์โดยการนำลวดลายต่างๆ พัฒนารูปแบบเครื่องประดับเงินและผ้าทอให้เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นสินค้าที่มีดีไซน์ทันสมัย ปรับเปลี่ยนตามทิศทางแฟชั่นและเป็นสากล เพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าให้แก่ผู้บริโภคสามารถซื้อและเลือกใช้หรือสวมใส่ เนื่องในโอกาสใดๆ ได้ตลอดทั้งปี รวมถึงปรับรูปแบบธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ผสมผสานกับยุทธศาสตร์ที่รองรับอนาคต บนพื้นฐานแนวคิด “ต่อยอดอดีต” “ปรับปัจจุบัน” และ “สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต”จังหวัดน่านมีทุนที่ล้ำค่า ทั้งธรรมชาติ และภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมา ที่ล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์ มีภูมิปัญญาในการรังสรรค์งานหัตถศิลป์ที่สวยงาม เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมากมายที่แสดงถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งผ้าทอ เครื่องเงิน ของที่ระลึกของใช้ต่างๆ สินค้าเมืองน่านไม่ใช่แค่ของที่ระลึก แต่คือ “Soft Power ที่มีมูลค่าสูง” ที่เชื่อมโยง “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต”

    สำหรับการจัดงานมหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอน่าน ครั้งที่ 10 กล่าวได้ว่าเป็น “ทศวรรษแห่งความสำเร็จ”   โดยการจัดงานในครั้งนี้  เป็นการจัดภายใต้แนวคิดที่ต้องการโชว์ให้เห็นว่า เครื่องเงินและผ้าทอน่าน “ไม่ได้มีดีแค่ความดั้งเดิม แต่มีความร่วมสมัย” (Contemporary) ที่คนทั่วโลกสวมใส่และใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน” บนพื้นฐานที่คงความเป็นเอกลักษณ์ และกลิ่นอายของเมืองน่าน (NAN Silver & Textile Signature) ในงานจะประกอบด้วย นิทรรศการเครื่องเงินและผ้าทอน่าน เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ นิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แฟชั่นโชว์ โดยคุณกานต์ ชนนิกานต์ (Miss Thailand 2023) พร้อมกับเหล่านายแบบ นางแบบ มืออาชีพ กว่า 20 คน การแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องเงิน-ผ้าทอจำนวน 60 คูหา กิจกรรม Workshop ที่เกี่ยวกับเครื่องเงินและผ้าทอ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ ผู้แทนการค้า Buyers และ Trader ที่มีเครือข่ายด้านการตลาดทั้งใน และต่างประเทศซึ่งจะเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการที่จะได้ “ยกระดับสินค้าชุมชนสู่ห้างหรูและตลาดโลก” กิจกรรมส่งเสริมการขาย และกิจกรรมคืนกำไรที่จัดหนักกว่าทุกปี โดยเฉพาะรางวัลทองคำแท่ง ผลิตภัณฑ์เครื่องเงิน และผ้าทอ  ซึ่งรวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท กิจกรรมบันเทิงบนเวที พบกับศิลปิน บิว กัลยาณี อาร์สยาม 1 มีนาคม 2569 เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์ 2 มีนาคม 2569 และการแสดงดนตรี และศิลปวัฒนธรรมเป็นประจำทุกวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5623565/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ECFYu2o1CdVM-xhw5odjk