Category: เศรษฐกิจ

  • ดีเอสไอ ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 46 ปี ฐานเศรษฐกิจ

    ดีเอสไอ ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 46 ปี ฐานเศรษฐกิจ

    เผยแพร่: 23 ก.พ. 2569 14:38 น. ปรับปรุง: 23 ก.พ. 2569 14:38 น. เปิดอ่าน 41 ครั้ง  
    Line Facebook Twitter

    วันนี้ (จันทร์ที่ 23 ภุมภาพันธ์ 2569) เวลา 11.30 น. พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ นายณัฐพล เนตรพุกกณะ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษเป็นผู้แทนร่วมแสดงความยินดี ในโอกาสครบรอบ 46 ปี ฐานเศรษฐกิจ เพื่อแสดงความขอบคุณที่ฐานเศรษฐกิจ ให้ความอนุเคราะห์ในการประชาสัมพันธ์ข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วยดีตลอดมา โดยมี คุณวิลาสินี แวน ฮาเรน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ บางนา กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dsi.go.th/th/Detail/1b41a15d4191f836b6060a3d7ff39be8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01k18p1w-y6Loq_zOJGnZl

  • ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

    ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

    ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

    ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลได้หารือกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางรับมือกับความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษี ภายใต้กฎหมายการค้าใหม่กำหนดอัตรา 15% เป็นเวลา 150 วัน

    ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าข้อมูลในปัจจุบันยังมีจำกัดมาก เนื่องจากสถานการณ์เพิ่งเริ่มต้น จึงยังไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือออกมาได้ทันที สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือการประเมินว่ามีโอกาสเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง เพื่อเตรียมการล่วงหน้า และค่อยๆ ทยอยออกมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

    สำหรับการหารือครั้งนี้ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    นายดนุชา กล่าวว่า สถานการณ์การจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่งเริ่มต้นมาได้เพียง 2 วัน ทุกฝ่ายจึงยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ เพื่อรอดูผลกระทบที่แท้จริง เบื้องต้นการที่สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกันหมดที่ 15%  ถือเป็นเรื่องที่ทำให้สถานการณ์ดูดีขึ้นในช่วงแรก

    ทั้งนี้หากมองในแง่ดี ประเทศไทยได้ผลกำไรจากส่วนต่างภาษีเพิ่มขึ้นถึง 4% จากเดิมที่เคยเผชิญอัตรา 19% ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามได้กำไร 5% เมื่ออัตราภาษีถูกปรับให้เท่ากัน ภาษีจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแข่งขันอีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการแต่ละประเทศจะต้องกลับไปแข่งขันกันที่พื้นฐานและความสามารถของอุตสาหกรรมการส่งออกของตนเองแทน ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ ก็ปรับตัวดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตามภายใต้ความไม่แน่นอนสูงของมาตรการที่สหรัฐฯ ประกาศออกมาครั้งนี้ นายดนุชา ยอมรับว่า อัตราภาษี 15% เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่มีผลบังคับใช้แค่ 150 วันเท่านั้น แต่หลังจากพ้นช่วงนี้ไปแล้ว ยังไม่มีใครทราบว่าอัตราภาษีจะเปลี่ยนแปลงไปเป็น 10%, 15% หรือ 20% สถานการณ์อาจจะเริ่มมีความท้าทายมากขึ้น

    ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ เปลี่ยนวิธีการจากการกำหนดภาษีเป็นรายประเทศ ไปเป็นการพุ่งเป้าเก็บภาษีเป็น รายสินค้า หรือ รายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอลูมิเนียม หรือ อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประเมินผลกระทบได้ยาก สุดจะคาดเดา และต้องอาศัยวิธีการหาข่าวอย่างใกล้ชิด 

    ส่วนกลุ่มประเทศที่เคยเจรจาอัตราภาษีที่ 19% ไปก่อนหน้านี้แล้ว หรือประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะต้องใช้อัตราใด แม้จะมีกระแสคำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่าประเทศที่เจรจาเสร็จแล้วให้ใช้อัตรานั้นได้ แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีคำสั่งศาลที่อาจทำให้เกิดการโต้แย้งทางกฎหมายจากประเทศอื่นๆ ตามมา ส่วนการจะพิจารณาปรับลดอัตราย้อนหลังให้กับยอดภาษีคงค้างหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องที่สุดคาดเดา

    ขณะที่การปรับตัวของผู้ประกอบการภายใต้ภาวะที่ไม่มีความแน่นอนนี้ นายดนุชา เสนอว่า ควรเน้นไปที่การดูแลเรื่องการทำตลาดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ายังสามารถจำหน่ายต่อไปได้ 
    สำหรับประเด็นเรื่องการจ่ายภาษีไปก่อนหน้านี้ ประเมินว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการฟ้องร้องในศาลสหรัฐฯ เพื่อขอเคลมภาษีคืน

    ทั้งนี้เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผู้ส่งออกของไทยและผู้นำเข้าปลายทางได้แบ่งปันการรับภาระภาษีส่วนนี้กันอยู่ หากมีคดีแรกที่ศาลตัดสินออกมาอย่างไร คำตัดสินนั้นก็จะกลายเป็นมาตรฐานให้ผู้ประกอบการทุกรายได้รับสิทธิแบบเดียวกัน

    “การบริหารนโยบายภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจทำได้ยาก เพราะไม่มีความแน่นอน อีกทั้งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปีนี้ไม่ได้มีจำกัดแค่เรื่องมาตรการภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเสี่ยงด้านการทหารและภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น หากจะถามว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกหรือครึ่งปีหลังเสี่ยงเรื่องอะไร คำตอบคือเสี่ยงทั้งปี เนื่องจากปัจจุบันประเทศขนาดใหญ่ยังคงมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายสูง ทำให้ต้องเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา” นายดนุชา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652193&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XuiFU4MevaXNb12N8BC19

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 ก.พ.69  ‘แข็งค่า‘ หลังลดคาดหวังดบ.เฟด

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 ก.พ.69 ‘แข็งค่า‘ หลังลดคาดหวังดบ.เฟด

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.00 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  31.20 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.75- 31.40 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.90-31.15 บาทต่อดอลลาร์ 

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 30.99-31.22 บาทต่อดอลลาร์) แม้ผู้เล่นในตลาดจะทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม

     ทว่า ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ (SCOTUS) ได้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ได้กดดันให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวสูงขึ้น เข้าใกล้โซน 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยิ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท 

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 ก.พ.69  ‘แข็งค่า‘ หลังลดคาดหวังดบ.เฟด

    แนวโน้มค่าเงินบาท 

    แนวโน้มค่าเงินบาท แม้โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีกำลังมากขึ้น แต่เราประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) อาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และเงินบาทเสี่ยงเผชิญความผันผวนที่สูงขึ้น โดยต้องจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่จะส่งผลกระทบต่อทั้ง ทิศทางราคาน้ำมันดิบ ราคาทองคำ และเงินดอลลาร์ ในระยะสั้น ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจมีความระมัดระวังมากขึ้น ทำให้แรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจชะลอลงบ้างและอาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม อีกทั้ง เรามองว่า ควรระวังการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด หรือในกรณีที่ตลาดปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) 

    ทั้งนี้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลุดโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแม้จะเปิดทางให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อได้ไม่ยาก แต่เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทสู่โซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก (Overvalued) จากการประเมิน Fair Value ของเงินบาทที่เรามองแถวโซน 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทดังกล่าว หากเกิดขึ้นจริง เป็นจังหวะที่น่าสนใจในการทยอยซื้อเงินดอลลาร์และบรรดาสกุลเงินต่างประเทศ (xTHB pairs) 

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways หรือทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์

    เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงในกรณีที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน อาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ได้กลับมาเป็นปัจจัยกดดันเงินดอลลาร์ อีกครั้ง

    สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เงินดอลลาร์จะได้อานิสงส์จากการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ได้กลับมากดดันเงินดอลลาร์อีกครั้ง

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และรอลุ้นผลการประชุม กนง. ของไทย พร้อมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน อย่างใกล้ชิด

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนมกราคม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เดือนกุมภาพันธ์ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์โดย ADP และรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 21% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Nvidia พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีและยูโรโซน (IFO Business Climate) ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ ระยะสั้นและระยะกลาง (Inflation Expectations) ที่รวบรวมโดยทาง ECB นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 30% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้ 

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมกราคม รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของพื้นที่กรุงโตเกียว ในเดือนกุมภาพันธ์ ในส่วนนโยบายการเงิน ผู้เล่นในตลาดและบรรดานักวิเคราะห์ ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเลือก “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 2.50% หลังเศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังคงได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนในธีม AI ซึ่งหนุนความต้องการ Semiconductor ทั้งในส่วนของ Chip และ Memory จากเกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน ทาง BOK ได้ให้น้ำหนักกับเสถียรภาพเศรษฐกิจและค่าเงินวอน (KRW) มากขึ้น ทำให้ทาง BOK ได้ส่งสัญญาณจบรอบการลดดอกเบี้ย ตั้งแต่ในการประชุมครั้งก่อน 

    ▪ ฝั่งไทย – ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราคาดว่า กนง. จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.25% เพื่อรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีอย่างจำกัด เพื่อใช้รับมือกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดต่อเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามความชัดเจนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ล่าสุด พร้อมรอล้นรายงานข้อมูล ยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) รวมถึงข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนมกราคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1222303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lnghiEEKd1m7yms-UFP1E

  • CIMBT กระตุ้นคนไทยประคองตัวรอรัฐบาลใหม่พร้อมทำงานครึ่งปีหลัง เชื่อเศรษฐกิจไทยจะโต 3% ได้ ต้องลดทุจริต เจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CIMBT กระตุ้นคนไทยประคองตัวรอรัฐบาลใหม่พร้อมทำงานครึ่งปีหลัง เชื่อเศรษฐกิจไทยจะโต 3% ได้ ต้องลดทุจริต เจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – สองนักเศรษฐศาสตร์ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเริ่มฟื้นตัวครึ่งหลัง หวังรัฐบาลใหม่ เร่งเบิกจ่าย ออกมาตรการช่วยครัวเรือน SME ปรับโครงสร้างฟื้นเชื่อมั่นลงทุน ดึง FDI เชื่อ GDP จะโต 3% ได้ถ้าลดทุจริต เร่งเจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อรัฐบาลใหม่สามารถฟอร์มทีมบริหารและเดินหน้านโยบายได้เต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ แม้งบประมาณปี 2570 อาจมีความล่าช้าเล็กน้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตาม

    “อยากเห็นมาตรการลดค่าครองชีพ สนับสนุนการจ้างงาน ผ่อนคลายกฎระเบียบช่วยผู้ประกอบการ SME  สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเจาะจง จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อภาคครัวเรือน รวมถึงการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุน สร้างตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่สูงขึ้น และกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน การเร่งย้ายฐานการลงทุนจากต่างประเทศ และดึงดูด FDI เข้ามาจะเป็นแรงหนุนต่อการลงทุนในเครื่องจักรและการเพิ่มศักยภาพการผลิต”

    หลังสภาพัฒน์รายงานการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2568 ที่ 2.4% CIMB THAI ได้ปรับมุมมองการคาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 2.1% จากเดิมที่ 1.6% โดยมองว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งแรกของปี มีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด จากการขาดมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังอยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์” ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ช่วงครึ่งปีหลัง จะฟื้นตัวได้มากเพียงใดขึ้นอยู่กับความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นตัวกำหนดจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ส่วนการผลักดัน GDP ให้เติบโตแตะระดับ 3% อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ทั้งการยกระดับธรรมาภิบาลลดการทุจริต เร่งเจรจาการค้าและภาษีศุลกากรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ส่งเสริมการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน

    ด้านดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ และคงที่ 1.25% เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบาย ผลของการลดดอกเบี้ยใช้เวลา 6–12 เดือน ถึงเวลานั้น เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว ส่วนค่าเงินบาท คาดค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ 32.8 บาท/ดอลลาร์ สิ้นปี 2569 หากค่าเงินบาทแข็งค่ามีความเสี่ยงกระทบความสามารถแข่งขันของภาคส่งออก–ท่องเที่ยว ควรติดตามกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด

    “จับตาวิกฤตภาษีสหรัฐฯ ปี 2569 เพราะเป็นความไม่แน่นอนใหม่ กระทบส่งออก-ลงทุน-ค่าเงิน แม้ล่าสุดคำวินิจฉัยศาลฎีกาจะทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ จะใช้มาตรา Section 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร หากเกิดขึ้นจริง อาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย ประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้าน 1) ส่งออกชะลอ จากความเสี่ยงภาษี 2) FDI ชะลอตัว จากภาวะ “Wait and See” ของนักลงทุน 3) ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีต่อจีน (Section 301) อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว” ดร.อมรเทพ กล่าว

    ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีนี้หลังมีรัฐบาลใหม่ ด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการค้า รวมถึงช่วยเหลือกลุ่ม SME ผ่านแผน “10 พลัส” การปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการเพิ่มรายได้ภาษีอาจทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดแต่จะช่วยลดการขาดดุลทางการคลัง ส่วนการปรับใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนหากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน อาจมีส่วนช่วยให้มีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง และการบังคับใช้กฎหมาย ยังคงมีความสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

    ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งทางการค้าและการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ไทยอาจสามารถเป็นแหล่งผลิตและผู้ส่งออกทดแทนประเทศคู่ขัดแย้ง แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรปก็อาจทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง

    แม้นักลงทุนในตลาดทุนดูเหมือนจะตอบรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ในทิศทางบวก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่ อาทิ หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% มาโดยตลอด แม้ในช่วง 2 ปีนี้จะปรับลดลงซึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืน ไม่เน้นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นและพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามนโยบายของธปท. ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะมีสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ (ณ ธันวาคม 2558 อยู่ที่66.09%) หากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงต่ำ สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะยังคงสูงขึ้นและอาจแตะเพดานหนี้ได้ในปี 2570

    “ขณะที่หนี้ภาคเอกชน สูงขึ้นจากช่วงก่อนมีการระบาดโควิดถึง 2.2 ล้านล้านบาท แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อธุรกิจอาจไม่เติบโตมากนัก แต่เอกชนมีการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้แทน โดยมูลค่าตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 33% ในระยะเวลา 6 ปี ทำให้สัดส่วนหนี้เอกชนต่อ GDP อยู่ในระดับที่สูงกว่า 70% แต่เนื่องจากไทยยังมีสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่จึงทำให้ความต้องการซื้อหุ้นกู้สูงส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ การตัดสินใจถือครองหุ้นกู้จึงต้องระมัดระวังและพิจารณาความเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงด้วย” ดร.นงนุช

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/23/619265/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yu2CnX-TZ0IxYEt5f4YYG

  • ลุ้น ผลการประชุม กนง. พร้อมทั้งจับตา สถานการณ์ความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน | Investing.com

    ลุ้น ผลการประชุม กนง. พร้อมทั้งจับตา สถานการณ์ความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน | Investing.com

    การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
    ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
    Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
    ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
    Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
    เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย

    © 2007-2026

    Fusion Media Limited ขอสงวนลิขสิทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200456480&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HKTKZhwf-TPo0KFv1oRZo

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 – InterGold

    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.35 น.

    กลยุทธ์ : มีลุ้นทดสอบ All time High
    แนวรับ : $5,100 หรือ 75,000
    แนวต้าน : $5,400 หรือ 78,000

    ข่าว :

    .

    ตลาดโลกกลับเข้าสู่โหมด “เสี่ยงสูง” อีกครั้ง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก 15% สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าโลก แม้จะมีแรงต้านทางกฎหมาย แต่ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายทำให้นักลงทุนเร่งโยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยทันที ทองคำจึงดีดตัวแรงแตะบริเวณ $5,095 ภายในเวลาอันรวดเร็ว ในเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณอ่อนแรงชัดเจน ตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2025 โตเพียง 1.4% ต่ำกว่าคาดมาก หลังเผชิญ Government Shutdown ยาว 43 วัน ขณะที่ Core PCE กลับเร่งขึ้นแตะ 3.0% สะท้อนภาวะ “ชะลอแต่เงินเฟ้อไม่ลง” หรือ Stagflation ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อทองคำ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณกดดันอิหร่านเพิ่ม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันและเพิ่ม Risk Premium ให้ตลาดการเงิน ขณะที่พันธมิตรอย่างอินเดียชะลอเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ สะท้อนความสั่นคลอนของระเบียบการค้าโลก ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ความไม่แน่นอนกลายเป็นธีมหลักของตลาดในช่วงนี้

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    ททองคำกำลังกลับเข้าสู่บทบาท “Safe Haven เบอร์หนึ่ง” อย่างชัดเจน จาก 3 แรงหนุนหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงสงครามการค้า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอแต่เงินเฟ้อดื้อ และความตึงเครียดตะวันออกกลาง เมื่อภาพรวมกลายเป็น Stagflation + Geopolitical Risk สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มผันผวน ขณะที่ทองคำได้แรงซื้อเชิงป้องกันความเสี่ยง เชิงเทคนิค การทะลุผ่านบริเวณ $5,095–$5,100 ถือเป็นการผ่านแนวต้านจิตวิทยาสำคัญ และเปิดทางสู่โซนเป้าหมายถัดไปที่ $5,200 ก่อนจะทดสอบ $5,400 หากโมเมนตัมยังแข็งแรง โครงสร้างราคาปัจจุบันยังคงเป็นขาขึ้น (Bullish Structure) และมีโอกาสลุ้นทดสอบ All-Time High รอบใหม่ หากปัจจัยเสี่ยงยังไม่คลี่คลาย

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์หลักในระยะสั้นยังให้น้ำหนักฝั่ง “ถือและรอทดสอบยอดสูงสุด” โดยใช้โซน $5,100 หรือประมาณ 75,000 บาท เป็นแนวรับสำคัญ หากราคายืนได้ถือเป็นจังหวะสะสมหรือถือต่อเพื่อรอเป้าหมาย $5,400 หรือ 78,000 บาท การบริหารพอร์ตควรเน้นแบ่งไม้เข้าซื้อ และติดตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์กับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะความผันผวนจะยังสูงมากในช่วงนี้ หากสถานการณ์ตึงเครียดยืดเยื้อ ทองคำมีโอกาสเดินหน้าทำสถิติใหม่ แต่หากมีสัญญาณผ่อนคลายเชิงนโยบายหรือดีลการค้าชัดเจน อาจเห็นแรงขายทำกำไรระยะสั้นตามมาได้ ภาพรวมยังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อทองคำ และมีลุ้นทดสอบ All-Time High ตามกรอบกลยุทธ์ที่วางไว้

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-23-feb-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zgTqYJMmDmhSkuegBAH5D

  • สัญญาณจาก Insider! เทขายหุ้นเร็วสุดในรอบ 5 ปี ครั้งสุดท้ายที่ทำคือก่อนตลาดหมีปี 2022

    สัญญาณจาก Insider! เทขายหุ้นเร็วสุดในรอบ 5 ปี ครั้งสุดท้ายที่ทำคือก่อนตลาดหมีปี 2022

    By

    กุมภาพันธ์ 22, 2026

    สรุปข่าว
    • อัตราส่วนการขาย/ซื้อของ Corporate Insiders ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยครั้งสุดท้ายที่ Insider เทขายระดับนี้คือปี 2021 ซึ่งเป็นช่วง “Crazy valuations” ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่ Bear Market ปี 2022 อย่างรุนแรง
    • ข้อมูลระบุว่าอัตราส่วนการขาย/ซื้อของตลาดรวมสหรัฐฯ ร่วงลงมาอยู่ที่ 0.24 (ณ 1 ก.พ. 2026) ซึ่งต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 0.34 อย่างมาก แปลว่าทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่ Insider ซื้อหุ้น มีการขายออกถึง 4 ดอลลาร์
    • สถาบันระดับโลกหลายแห่ง ได้แก่ IMF, Fidelity International และ Northern Trust ต่างออกมาเตือนว่า Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในระดับ “สูงเกินจริง” โดยเฉพาะหุ้น AI ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของ Insider ที่กำลังถอยออกจากตลาด

    แนวโน้มส่งผลต่อราคา: Bearish 

    อัตราส่วนการขาย/ซื้อของ Insider ที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี เป็นสัญญาณเชิงลบต่อตลาดหุ้น ซึ่งในปัจจุบัน Bitcoin มีความสัมพันธ์สูงกับ Nasdaq/S&P 500 หากตลาดหุ้นปรับฐานแรง ตลาดคริปโตก็มีโอกาสถูกลากลงตามไปด้วย


    ผู้บริหารและพนักงานระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ กำลังเทขายหุ้นในมืออย่างรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ช่วง “ฟองสบู่” ปี 2021 ตามข้อมูลจาก Maverick Equity Research อัตราส่วนอัตราส่วนการขาย/ซื้อของ Corporate Insiders พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี สิ่งที่น่ากังวลคือครั้งสุดท้ายที่ Insider เทขายในระดับนี้คือช่วงปลายปี 2021 ซึ่งตลาดหุ้นมี Valuation สูงลิ่ว และหลังจากนั้นไม่นาน ก็เข้าสู่ Bear Market ปี 2022 ที่ S&P 500 ร่วงกว่า 25% และ Bitcoin ร่วงจาก $69,000 เหลือ $15,500

    Insider ขาย 4 ดอลลาร์ต่อทุก 1 ดอลลาร์ที่ซื้อ

    ข้อมูลจาก GuruFocus แสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนโดยอัตราส่วนการซื้อ/ขายของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมอยู่ที่ 0.24 ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ต่ำกว่าค่ามัธยฐานระยะยาวที่ 0.34 อย่างมาก และเข้าใกล้ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่ 0.12 ตัวเลขนี้หมายความว่าทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่ Insider ซื้อหุ้น จะมีการขายออกถึง 4 ดอลลาร์ เป็นสัดส่วนที่เอียงไปทาง “ขาย” อย่างสุดขั้ว

    Michael Allison จาก Avail Invest วิเคราะห์ว่าแม้ Insider อาจมีเหตุผลหลายประการในการขาย เช่น กระจายพอร์ต หรือวางแผนภาษี แต่การขายในระดับ “5-Year High” พร้อมกันทั่วทั้งตลาดนั้นเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อ S&P 500 วิ่งขึ้น +23.3% ในปี 2024, +16% ในปี 2025 และทะลุ 7,000 จุดเป็นครั้งแรกในต้นปี 2026 ทำให้ Valuation อยู่ในระดับที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐาน

    ทำไมเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อ Bitcoin?

    ในอดีต Insider Selling อาจไม่เกี่ยวข้องกับคริปโตโดยตรง แต่ในปี 2026 สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่มี Spot Bitcoin ETF, Bitcoin ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “Risk Asset” ในพอร์ตสถาบัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับ Nasdaq สูงขึ้นอย่างมาก

    สิ่งที่ต้องจับตาคือ หากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ช่วงปรับฐานรุนแรง ซึ่ง IMF เตือนว่ามีความเสี่ยงสูง เนื่องจาก Valuation ที่สูงลิ่วโดยเฉพาะหุ้น AI กระแส Risk-Off อาจทำให้สถาบันถอนเงินออกจาก Bitcoin ETF มากกว่าเดิม ซึ่งขณะนี้ กองทุน ETF ก็เผชิญการไหลออกกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่แล้ว


    ผู้เขียนมองว่า การเทขายของ Insider ในระดับนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง สำหรับทั้งนักลงทุนหุ้นและคริปโต เพราะ Insider เหล่านี้เป็นคนที่มีข้อมูลมากที่สุดเกี่ยวกับสุขภาพทางการเงินของบริษัทตัวเอง และข้อเท็จจริงที่ว่าครั้งสุดท้ายที่มีเทขายระดับนี้ ได้ตามมาด้วย Bear Market ที่ทำลายล้างทั้งหุ้นและคริปโต ก็เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

    ที่มา: MaxCrypto, Yahoo Finance, GuruFocus, Avail Invest, Benzinga, CryptoSlate

    Tharadon

    วัยรุ่น Crypto ที่ไม่ได้มอง Cryptocurrency เป็นเพียงสิ่งที่เก็บไว้เก็งกำไรหรือสร้างรายได้แต่มองเป็นนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเงิน และระบบต่างๆของโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/02/22/us-corporate-insiders-selling-stocks-fastest-pace-5-years-bearish-signal-crypto/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FpwEcPAL3z7WJNYUBYgXn

  • ไทยเสี่ยงโดนแรงกระแทก! เกมภาษี “ทรัมป์” เขย่าเศรษฐกิจโลก

    ไทยเสี่ยงโดนแรงกระแทก! เกมภาษี “ทรัมป์” เขย่าเศรษฐกิจโลก

    ไทยเสี่ยงโดนแรงกระแทก! เกมภาษี “ทรัมป์” เขย่าเศรษฐกิจโลก

    การประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกของ โดนัลด์ ทรัมป์ จาก 10% เป็น 15% กลายเป็นประเด็นร้อนทันทีในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลังเจ้าตัวออกมาโจมตีคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ว่าเป็นการ “ต่อต้านอเมริกา” ซึ่งสะท้อนท่าทีแข็งกร้าวที่อาจจุดชนวนความตึงเครียดทางการค้ารอบใหม่

    มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านเศรษฐกิจ แต่ยังถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่มุ่งตอบฐานเสียงภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องการการปกป้องจากสินค้านำเข้าราคาถูก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า การขึ้นภาษีแบบครอบคลุมทั่วโลก อาจทำให้พันธมิตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้ากลับ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาสินค้าในระดับโลก

    คำพูดของ “ทรัมป์” ที่โจมตีศาลสูงว่า “ต่อต้านอเมริกา” สะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการ ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อพิพาทด้านนโยบาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐธรรมนูญและขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี

    การขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกของสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกระแทกต่อประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดอเมริกา รวมถึงไทย ซึ่งมีสินค้าหลายกลุ่มเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก

    ทั้งนี้ “นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเฝ้าติดตามความผันผวนของค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด หลังตลาดการเงินโลกมีแนวโน้มผันผวนจากความเสี่ยงสงครามการค้า พร้อมย้ำว่าพร้อมใช้เครื่องมือด้านเสถียรภาพการเงินหากจำเป็น

    ด้านภาคเอกชน “นายเกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับซัพพลายเชนและหาตลาดใหม่ในเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรปตะวันออก เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ

    ขณะที่ “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แนะนำให้ภาครัฐสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและมาตรการช่วยเหลือ SME เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย

    นอกจากนี้ บางฝ่ายมองว่า นโยบายภาษีแบบแข็งกร้าวของ “ทรัมป์” อาจเป็นการต่อรองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อกดดันคู่ค้าในประเด็นความมั่นคงและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 15% ไม่ใช่เพียงมาตรการเศรษฐกิจธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของแนวคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” ที่กลับมาอีกครั้งในรูปแบบเข้มข้น หากสถานการณ์บานปลาย อาจนำไปสู่สงครามการค้ารอบใหม่ที่ไม่เพียงกระทบสหรัฐฯ แต่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

    #ทรัมป์ #DonaldTrump #ภาษีนำเข้า #สงครามการค้า #เศรษฐกิจโลก #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวการเมืองโลก #USPolitics #TradeWar #Tariffs #GlobalEconomy #BreakingNews #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวโลก #การค้าระหว่างประเทศ #เศรษฐกิจสหรัฐ #AmericaFirst #WorldTrade #ตลาดการเงิน #นโยบายเศรษฐกิจ #ข่าวการเมืองต่างประเทศ #GlobalNews #WorldNews #InternationalPolitics #ข่าววิเคราะห์ #ข่าวเศรษฐกิจโลก #TradePolicy #USNews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/130796&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t_RgWFyXbkchndhnPfUDm

  • ทรัมป์ สั่งขึ้นภาษีอีกครั้ง เป็น 15% ให้มีผลทันที

    ทรัมป์ สั่งขึ้นภาษีอีกครั้ง เป็น 15% ให้มีผลทันที

    22 กุมภาพันธ์ 2569, 22:37น.

              ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่าหลังจากที่ทบทวนคำตัดสินของศาลฎีกา “ซึ่งเป็นการต่อต้านอเมริกาอย่างร้ายแรง” จากการฉุดรั้งมาตรการภาษีดั้งเดิม จึงตัดสินใจขึ้นอัตราภาษีศุลกากรรอบใหม่ที่ระดับ 15% โดยให้มีผลทันที ยืนยันว่า เป็นระดับที่ได้รับความเห็นชอบและผ่านการตรวจสอบทางกฎหมายแล้ว

              ไม่ถึง 24 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ เพิ่งประกาศอัตราภาษีที่ 10% โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2517 ให้อำนาจผู้นำสหรัฐฯ สามารถจัดการกับวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เกิดจากการขาดดุลชำระเงินอย่างรุนแรง หรือเพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเกินไป จนกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยสามารถสั่งเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติม ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 15% ของราคาสินค้า แต่มีกรอบเวลาบังคับใช้มาตรการนี้ 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือนเท่านั้น หากต้องการขยายเวลาจะต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส หรือออกกฎหมายฉบับใหม่มารองรับ

              สำหรับ อัตราภาษีใหม่ที่ 15% มีข้อยกเว้นคือ กลุ่มสินค้าที่อยู่ในระหว่างการตรวจสอบแยกต่างหาก เช่น ยาและเวชภัณฑ์ สินค้านำเข้าภายใต้ข้อตกลงการค้าไตรภาคีสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (ยูเอสเอ็มซีเอ) และภาษีสินค้าเฉพาะกลุ่มที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ เช่น เหล็ก และอะลูมิเนียม

              ทั้งนี้ ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำพิพากษายกเลิกมาตรการภาษีเดิม ที่ออกภายใต้กฎหมาย IEEPA โดยระบุว่า เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่พอใจและยังคงใช้กลยุทธ์ทางการค้าที่แข็งกร้าวต่อไป เพราะเห็นว่า จะเป็นการหารายได้เข้าประเทศ ส่งเสริมการผลิตในประเทศ และตอบโต้ประเทศที่เอาเปรียบสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน แต่ผลจากการใช้อัตราภาษีที่ 15% ทำให้สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงกว่าเดิม ในขณะที่จีน เวียดนาม อินเดีย และบราซิล กลับเสียภาษีในอัตราที่ลดลง

    ….

    #ภาษีทรัมป์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Kv_tfDYjbuJNu1x2bkp5c

  • พาณิชน์หนุนผู้ประกอบการไทย ยกระดับ‘IP’เป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจ

    พาณิชน์หนุนผู้ประกอบการไทย ยกระดับ‘IP’เป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจ

    วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา(DIP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันแนวโน้มเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการค้าสินค้า ไปสู่การแข่งขันบนฐานขององค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน หรือทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) โดยประเทศที่สามารถพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วงชิงความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจได้มากกว่าประเทศที่ไม่ให้น้ำหนักในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา

    ทั้งนี้หากไทยต้องการก้าวข้ามความท้าทายในยุคที่โลกแข่งขันกันสูง จำเป็นที่จะต้องยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่การพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร มุ่งเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมให้เป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างรายได้ และเพิ่มแต้มต่อทางการแข่งขันในเวทีโลก

    สำหรับแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบนั้น กรมฯจะดำเนินการผ่าน 4 เสาหลักของห่วงโซ่มูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ 1.การส่งเสริมการสร้างสรรค์ 2.การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา 3.การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ และ 4.การบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

    โดยกรมฯจะมุ่งสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มแข็ง สนับสนุนองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักวิจัย ผ่านศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) และศูนย์สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TISC) ในสถาบันการศึกษา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยี เข้าถึงข้อมูลสิทธิบัตร และต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการของตลาด พร้อมผลักดันนวัตกรรมและผลงานสร้างสรรค์เข้าสู่ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

    นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนาระบบจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้มีความสะดวกและรวดเร็ว มีความทันสมัยมากขึ้น ให้ได้คุณภาพมาตรฐานสากล โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการตรวจสอบคำขอ พร้อมส่งเสริมการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ นวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข นวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่า เพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างรวดเร็ว

    ในขณะเดียวกันได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์และบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ ผ่านการผลักดันการอนุญาตใช้สิทธิ์ การร่วมลงทุน การแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (IP Financing) รวมถึงการพัฒนาแนวทางการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการจับคู่ธุรกิจเชื่อมโยงเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญากับนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ยังได้ยกระดับการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในและต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการค้าการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน และเจ้าของสิทธิ์ รวมถึงส่งเสริมการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สร้างอัตลักษณ์สินค้า และยกระดับรายได้ของชุมชนเพื่อเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศ

    “การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐานสำคัญ โดยกรมฯมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน ส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ผลักดันนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และขยายความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว”นางอรมน กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/948538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ym98a85rfWCJe-2lzhnLM