Category: เศรษฐกิจ

  • เมื่อ “คนป่วยแห่งเอเชีย” สร้างการเติบโตให้เพื่อนบ้าน

    เมื่อ “คนป่วยแห่งเอเชีย” สร้างการเติบโตให้เพื่อนบ้าน

    ภาพของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถูกต่างชาติมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” จากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยตัวเลขล่าสุดขยายตัวเพียง 2.4% แม้จะฟื้นตัวจากช่วงก่อนหน้า

    แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนามที่เติบโตในระดับสูง จนเกิดกระแสมองกันว่าเศรษฐกิจเวียดนามกำลังเร่งแซงหน้าไทยอย่างเป็นรูปธรรมในปีนี้

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ จะพบภาพอีกด้านหนึ่งที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาคเอกชนไทยยังคงขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และเข้าไปมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค

    โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญ ด้วยมูลค่าการลงทุนสะสมเกือบ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่า 500,000 ล้านบาท ผ่านโครงการลงทุนกว่า 775 โครงการ

    เม็ดเงินจำนวนนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่กระจายอยู่ในอุตสาหกรรมสำคัญที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตั้งแต่พลังงาน ค้าปลีก เกษตรอุตสาหกรรม ไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีบทบาทต่อการเติบโตของเวียดนามในระยะยาว

    ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อกิจการ Sabeco ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของเวียดนาม บริษัทลูกอย่างเบอร์ลี่ยุคเกอร์ ลงทุนใน MM Mega Market Vietnam ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ถึง 30 สาขา และเตรียมรุกลงทุนต่อเนื่อง

    ขณะที่บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขยายเครือข่ายห้าง GO! และอีโคซิสเต็มของกลุ่ม ทั้งศูนย์การค้า ไฮเปอร์มาร์เกต ซุปเปอร์มาร์เกต ร้านเฉพาะทางต่างๆ ทั้งอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ก่อสร้างและอื่นๆไปทั่วประเทศ

    เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพีสร้างธุรกิจเกษตรและอาหารแบบครบวงจรกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอาหารในเวียดนาม รวมถึงบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้เข้าไปพัฒนาอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรม รองรับการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ เช่นเดียวกับบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    การลงทุนของบริษัทไทยเหล่านี้มีส่วนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามโดยตรง ทั้งในด้านการผลิต การส่งออก และการจ้างงาน และมีส่วนช่วยให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค

    ภาพดังกล่าวสะท้อนความจริงที่น่าสนใจว่า แม้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมจะเติบโตในอัตราที่จำกัด แต่ภาคเอกชนไทยกลับยังคงแข็งแรง และสามารถขยายธุรกิจออกไปสร้างการเติบโตในต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

    ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดของตลาดในประเทศ ทั้งโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กำลังซื้อที่เติบโตชะลอลง และระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้การสร้างการเติบโตในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับบริษัทขนาดใหญ่

    การตัดสินใจเคลื่อนทัพออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสมรภูมิที่มีศักยภาพสูงอย่างเวียดนาม จึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตระยะยาวที่ช่วยยกระดับให้บริษัทไทยก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว

    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนมิติที่ซับซ้อนของเศรษฐกิจไทยได้อย่างชัดเจน แม้ในสายตาโลกไทยจะถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศที่เติบโตช้าและติดหล่มปัญหาโครงสร้าง แต่ในอีกด้านหนึ่ง

    “ดีเอ็นเอ” ของภาคเอกชนไทยกลับยังเปี่ยมด้วยศักยภาพในการแข่งขันและสามารถปักธงสร้างความมั่งคั่งนอกบ้านได้อย่างต่อเนื่อง

    ท่ามกลางภาพลักษณ์การเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ทุนไทยจำนวนมหาศาลกลับกลายเป็นฟันเฟืองหลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านให้พุ่งทะยาน

    มันคือตลกร้ายที่คนป่วยกำลังสร้างบ้านให้เพื่อนบ้าน และนับเป็นหนึ่งในความย้อนแย้งที่สุดของเศรษฐกิจไทยในยุคปัจจุบัน.

    ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์

    คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2915918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eqOFHTToKr34QIT1LLzU6

  • &

    &

    พร้อมหรือยัง? เมื่อโลกเปลี่ยนขั้ว และเกมเศรษฐกิจเปลี่ยนกติกา ในวันที่ธุรกิจจะอยู่รอดได้…ไม่ใช่คนที่ใหญ่ที่สุด แต่คือคนที่ “ปรับตัวได้เร็วที่สุด” ท่ามกลางกระแสความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และระเบียบเศรษฐกิจหลายขั้วที่กำลังขีดเส้นกติกาการค้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานเทคโนโลยี หรือเกณฑ์ด้านพลังงานและความยั่งยืน (Sustainability) ปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือกลยุทธ์สำคัญที่กระทบต่อการตัดสินใจทางธุรกิจโดยตรง สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมเจาะลึกวิสัยทัศน์ในงาน “Executive Insight: From Global Tensions to Strategic Choices” เวทีที่จะช่วยให้คุณอ่านเกมการเมืองและเศรษฐกิจโลก โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ว่าจะเป็น

    • ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเชียน
    • คุณสมบูรณ์ เลิศสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด
    • ผศ. ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    โดย คุณปิยพร พรรณเชษฐ์ กรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษากลุ่ม Corporate Performance Management Group, TMA เป็นผู้ดำเนินรายการ

    การเปลี่ยนผ่านของโลกจากระเบียบเดิมที่นำโดย สหรัฐอเมริกา สู่ยุคหลายขั้วท่ามกลางการแข่งขันเชิงระบบกับ จีน ซึ่งไม่ใช่เพียงสงครามการค้า แต่คือศึกเทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ชิปถึง AI ในระยะยาวโลกมีแนวโน้ม “แข่งขันแต่ไม่แตกหัก” ขณะที่การเมืองสหรัฐฯ โดยเฉพาะแรงกดดันต่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินจากศาลฎีกาประเด็น Tariff การก่อตั้ง Board of Peace อาจทำให้ท่าทีต่างประเทศผันผวน และทุกความตึงเครียดกับ อิหร่าน หรือประเด็นอย่าง กรีนแลนด์ สามารถกระทบพลังงานและการค้าโลก พร้อมกันนี้แรงกดดันมาตรฐานสิ่งแวดล้อมจาก สหภาพยุโรป ยิ่งเร่งให้ภูมิทัศน์การค้าเปลี่ยนเร็ว สำหรับ อาเซียน และไทย นี่ไม่ใช่โจทย์ “เลือกข้าง” แต่คือ “เลือกประโยชน์” ในการผ่านสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ การกระจายความเสี่ยง เสริมความพร้อมซัพพลายเชน และลงทุนเทคโนโลยี -พลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มตัวเลือกเชิงกลยุทธ์ ลดความเสี่ยง และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งยังช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นทิศทางนโยบายของไทย อาเซียน จีน สหรัฐฯ และยุโรปอย่างรอบด้าน พร้อมวางแผนปรับตัวและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมั่นใจในโลกที่ผันผวน

    งาน “Executive Insight” จัดขึ้น ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 – 20.45 น. โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.tma.or.th , FB: TMA – Thailand Management Association หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณญาณินท์ ก้านเหลือง โทร. 094-650-9444 E-mail: [email protected]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.newswit.com/th/ieufxzsui0r1jmzj29jvpa6axaloz72x&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CXXjcfvWKrHmMdsB4OVZX

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 24/02/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 24/02/69

    วันที่ 24 ก.พ.2569 ส่องกล้องมองตลาดหุ้นไทยตัวไหนน่าลงทุนประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 โต๊ะเศรษฐกิจสยามรัฐอินไซด์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/130995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gG4KT4fa32nKP3eIRA8rH

  • กองทัพใหญ่สหรัฐบุกอ่าวเปอร์เซีย ทองคำน่าซื้อหรือยัง? – InterGold

    กองทัพใหญ่สหรัฐบุกอ่าวเปอร์เซีย ทองคำน่าซื้อหรือยัง? – InterGold

    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.49 น.

    กองทัพใหญ่สหรัฐบุกอ่าวเปอร์เซีย ทองคำน่าซื้อหรือยัง?

    .

    ราคาทองคำทะลุ 5,100 ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามและวิกฤตหนี้โลก: จุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหม่หรือเพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น

    .

    ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น ราคาทองคำได้กลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง โดยสามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ระดับ 5,100 ได้สำเร็จ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางเทคนิค แต่สะท้อนถึงแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ในโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ความตึงเครียดในภูมิภาค อ่าวเปอร์เซีย ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเงินใน สหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเผชิญกับภาระหนี้มหาศาลและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    .

    ทองคำในฐานะสินทรัพย์ Safe Haven มักจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทันทีเมื่อโลกเข้าสู่ภาวะเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ หรือความไม่มั่นคงของค่าเงิน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และ อิหร่าน ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงหนุนให้ราคาทองคำในช่วงนี้ เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นศูนย์กลางพลังงานของโลก หากเกิดความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตหรือการขนส่งน้ำมัน ย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง และกระตุ้นให้นักลงทุนหันมาถือครองสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น

    .

    ในขณะเดียวกัน ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือสถานการณ์หนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งต้องดำเนินการ Roll over หนี้จำนวนมหาศาลภายใต้สภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) อยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันต่อระบบการเงิน และเพิ่มโอกาสที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) อาจต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยหรือการกลับมาใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

    .

    หากเกิดการใช้นโยบาย QE จริง จะหมายถึงการเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบผ่านการสร้างเงินใหม่ ซึ่งในอดีต นโยบายลักษณะนี้มักส่งผลให้มูลค่าของเงินกระดาษลดลงในเชิงกำลังซื้อ และเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทองคำไม่สามารถถูกสร้างเพิ่มได้เหมือนสกุลเงิน จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องรักษามูลค่า (Store of Value) ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

    .

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาทองคำที่ทะลุระดับ $5,100 จะเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ในเชิงกลยุทธ์ นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากราคาปัจจุบันได้สะท้อนความคาดหวังต่อความเสี่ยงต่างๆ ไปแล้วในระดับหนึ่ง การไล่ซื้อในจังหวะที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเผชิญกับการย่อตัวระยะสั้น โดยเฉพาะหากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย หรือมีความคืบหน้าในเชิงบวกด้านนโยบายการเงิน

    .

    กลยุทธ์ที่เหมาะสมในภาวะเช่นนี้คือการรอจังหวะที่ราคาปรับฐาน และทยอยสะสมในระดับราคาที่ได้เปรียบมากกว่า สำหรับนักลงทุนที่ถือทองคำอยู่แล้ว การถือต่อเพื่อรันเทรนด์ระยะยาวยังคงเป็นแนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากปัจจัยมหภาคหลายประการยังคงสนับสนุนแนวโน้มขาขึ้นของทองคำ ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้โลกที่สูงเป็นประวัติการณ์ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านของระบบการเงินโลก

    .

    ท้ายที่สุด ทองคำไม่ใช่เพียงสินทรัพย์สำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจ การจัดสรรทองคำในพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมสามารถช่วยเพิ่มความมั่นคงและลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ตได้ ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นปัจจุบัน ทองคำจึงยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับการรักษาความมั่งคั่งในระยะยาว

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/VXIPSQXuS6k

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold  

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-23-02-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hqlzKiafJPPv3g1wiM8qU

  • ทีมเศรษฐกิจไทยถกรับมือ ‘ภาษีทรัมป์’รีด15%ทุกปท. เร่งส่งออกช่วง2เดือนแรก

    ทีมเศรษฐกิจไทยถกรับมือ ‘ภาษีทรัมป์’รีด15%ทุกปท. เร่งส่งออกช่วง2เดือนแรก

    วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ทีมเศรษฐกิจไทยถกรับมือ

    ภาษีทรัมป์’รีด15%ทุกปท.

    เร่งส่งออกช่วง2เดือนแรก

    สำนักงานศุลกากรฯสหรัฐแจ้งผู้นำเข้า ยกเลิกการจัดเก็บ “ภาษีทรัมป์” มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ตามเวลาสหรัฐ “เอกนิติ” เผยนายกฯหารือร่วมกับทีมเศรษฐกิจเตรียมแผนรับมือ หวังทุนต่างชาติดันหุ้นไทย 1,500 จุด สะท้อนความมั่นใจในพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ชี้“ภาษีทรัมป์”เป็นปัจจัยบวกระยะสั้น ตั้งทีมเร่งส่งออกช่วง 2 เดือนแรก “สิริพงศ์”ยันรัฐบาล ไม่มีแนวคิดขึ้น VAT เป็น 10% ภายใน 2-3 ปีนี้แน่นอน

    ความคืบหน้ากรณีศาลสูงสุดของสหรัฐได้ตีตกมาตรการภาษีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้ภายใต้กฎหมาย IEEPA เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าเป็นใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย ส่งผลให้ทรัมป์เซ็นคำสั่งใช้มาตรการจัดเก็บภาษีสินค้าที่อัตรา 15% ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 แทนนั้น

    เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2569 สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน(CBP)ของสหรัฐ ประกาศว่าจะยุติการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้าทุกชนิดที่นำเข้ามายังสหรัฐภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันอังคารที่ 24 ก.พ. ตามเวลาของสหรัฐ โดยทางหน่วยงานได้ส่งข้อความแจ้งเรื่องนี้ต่อผู้ขนส่งสินค้าผ่านระบบขนส่งสินค้า (CSMS)ว่าจะยกเลิกรหัสภาษีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งดังกล่าวภายใต้ IEEPA เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    อย่างไรก็ตาม CBP) ไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมจึงยังคงเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่ด่านเข้าเมืองต่อหลังศาลสูงสุดมีคำตัดสินดังกล่าวและข้อความของทางหน่วยงานก็ไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับการคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บมาแล้วสำหรับผู้นำเข้าสินค้า แต่มีการระบุว่า การระงับเก็บภาษีนี้ไม่มีผลต่อมาตรการภาษีอื่นๆ ที่ประธานาธิบดีสหรัฐกำหนดไว้ รวมถึงอัตราภาษีภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ และ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าที่ไม่เป็นธรรม และว่า CBP จะให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ชุมชนการค้าผ่านระบบ CSMS ตามความเหมาะสม

    ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือกับทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย ตนเอง พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กรณีศาลสูงสุดสหรัฐ ตัดสินทรัมป์ไม่มีอำนาจปรับเพิ่มภาษีนำเข้ากับหลายประเทศ เพราะใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ให้ไว้ในกฎหมาย IEEPA จากนั้นเพียงวันแรกใช้อำนาจประธานาธิบดีปรับเพิ่มภาษีร้อยละ10 และวันต่อมาเพิ่มเป็นร้อยละ 15 นับว่าทุกประเทศถูกจัดเก็บภาษีอัตราเท่ากันที่ร้อยละ 15โดยนายกรัฐมนตรีกำชับทุกหน่วยงานให้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อออกมาตรการรับมือเพิ่มเติมเร็ว ๆ นี้

    นายเอกนิติ ระบุว่า ต่างชาติให้ความเชื่อมั่นไทย เงินลงทุนไหลเข้าตลาดหุ้นต่อเนื่อง จนทำให้ดัชนีหุ้นไทย แตะระดับ 1,500 จุด สะท้อนความมั่นใจในพื้นฐานเศรษฐกิจไทย การคาดการณ์ GDP ไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง คลังจึงมั่นใจจีดีพีปี 2569 โตได้ร้อยละ 2.5-3 ทำให้หลายหน่วยงานเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยดีขึ้นจากโมเมนตัมในไตรมาส 4 เติบโตร้อยละ 2.5 เมื่อรัฐบาลกำหนดนโยบายให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน จะช่วยดัน GDPให้ขยายตัวได้ จึงมอบนโยบายให้เลขาธิการ BOI เร่งผลักดันโยบายลงทุน BOI Fast Pass มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ด้วยการปลดล็อกกฎ กติกา และข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อสร้างฐานการผลิตและดึงเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะต้องการให้เงินลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยตรง FDI มากกว่าการเก็งกำไรในตลาดทุน

    ที่ประชุมดังกล่าว ยังได้วิเคราะห์ถึงความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากการปรับมาตรฐานภาษีให้เท่าเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยจึงต้องเน้นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) นายกฯได้สั่งการเพิ่มเติมให้ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมาย โดยมอบหมายให้เลขาธิการกฤษฎีกาไปเตรียมการขับเคลื่อนในส่วนนี้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ความเชื่อมั่นในพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและการเร่งส่งออกจะช่วยหนุนให้การเติบโตของ GDP เป็นไปตามเป้าหมาย รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อรับมือกับความท้าทายในตลาดทุนและการค้าโลกอย่างใกล้ชิด

    สำหรับภาคการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าภาษีนำเข้าทรัมป์ จัดเก็บร้อยละ10-15 มีผลบังคับใช้เพียงช่วง 150 วัน เชื่อว่าภาคส่งออกจะปรับตัวได้ โดยกระทรวงพาณิชย์มีการตั้งทีมติดตามอย่างใกล้ชิด เมื่อได้เร่งส่งออกในช่วง 1-2 เดือนแรก จะเป็นปัจจัยบวกระยะสั้น เมื่อทุกประเทศถูกเก็บภาษีนำเข้าเท่าเทียมกัน ช่วยให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยกลับมาเท่าเทียมกับประเทศอื่นมากขึ้น จากเดิมที่บางประเทศเก็บเพียงร้อยละ 10 ขณะที่ไทยร้อยละ 19

    ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ต้องประเมินดูการจัดเก็บภาษีนำเข้าของทรัมป์ในรายสินค้าของแต่ละประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างไร และสร้างความเสียหายอย่างไร และต้องคอยติดตามอย่างใกล้ในระยะยาว มองว่า ทรัมป์ เรียกเก็บภาษีร้อยละ 15 ในช่วง 5 เดือน เพื่อเรียกเจรจากับหลายประเทศ เหมือนที่เคยดำเนินการมาแล้ว เพราะเมื่อเลยกำหนด 150 วัน ทุกประเทศต้องการภาษีในอัตราที่เหมาะสม

    ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ต้องจับตาดูว่าในช่วงถัดไป สหรัฐจัดเก็บภาษีรายประเภทอย่างไร โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐเสียเปรียบ จะถูกเก็บภาษีอัตราสูง และเมื่อทุกประเทศถูกสหรัฐเก็บภาษีในอัตราเดียวกันทุกประเทศทั่วโลก ผู้ส่งออกจึงต้องแสดงศักยภาพในการส่งออกและอาศัยจังหวะในช่วงนี้ ปรับแนวทางการส่งออกให้สูงขึ้น และมองการถูกเก็บภาษีว่าช่วงนี้ จะส่งออกไปสหรัฐได้มากขึ้น

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เสนอปรับโครงสร้างภาษี โดยทยอยจัดเก็บ VAT ขึ้นเป็น 10% และพูดถึง กรณีบริษัทเครดิตเรตติ้ง ที่มีมุมมอง และข้อเสนอต่อนโยบายการเงินการคลังของไทย จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลใหม่จ้องขึ้นภาษี หลังได้รับการเลือกตั้งว่า ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากรัฐบาลรู้ดีว่า ปีนี้เราต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจในหลายด้าน นโยบายของรัฐบาล คือต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ฟื้นขึ้นมาจากหล่มให้ได้ก่อน ดังนั้นเป้าหมายของรัฐบาล อันดับแรก คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่ใช่การหารายได้เข้ารัฐจากการขึ้น VAT

    นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยถึงการสร้างเครดิต รองรับหน่วยงานต่างๆ ที่ประเมินเครดิตของไทยที่จะต้องมีการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีการพูดคุยกัน แต่ไม่ใช่ในระยะเวลา 2-3 ปีนี้แน่นอน เนื่องจากจะต้องทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นก่อน ทั้งนี้เมื่อถึงเวลาที่ประชาชนคนไทย คิดว่าสภาพเศรษฐกิจดีแล้ว เติบโตแล้ว ที่ต้องพูดแบบนี้ เพราะจะโตเฉพาะตัวเลขไม่ได้ จะต้องมีเม็ดเงินที่กระจายไปถึงส่วนต่างๆ ด้วย หากประชาชนคนไทยรู้สึกว่าเศรษฐกิจดีแล้ว ช่วงเวลานั้นค่อยมาทบทวนการปรับให้เป็นไปตามขั้นตอน

    “ยืนยันว่าในระยะเวลาอันสั้น 2-3 ปีนี้ ไม่มีแน่นอน ขอให้เชื่อมั่นรัฐบาล โดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และทีมเศรษฐกิจ” นายสิริพงศ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/948836&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d9mT9YKVY6bqgS35tsTvY

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (24 ก.พ. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (24 ก.พ. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (24 ก.พ. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (24 ก.พ. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดอัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 69 

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 39.14 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 30.55 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.18 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 28.34 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 26.29 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (24 ก.พ. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/652216&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Wb_OTdKQJ1-9HIfSYB4EF

  • ‘พาณิชย์’ปักหมุด‘มุกดาหาร’จัดใหญ่มหกรรมการค้าชายแดน ประตูเศรษฐกิจเชื่อมCLMV

    ‘พาณิชย์’ปักหมุด‘มุกดาหาร’จัดใหญ่มหกรรมการค้าชายแดน ประตูเศรษฐกิจเชื่อมCLMV

    วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.43 น.

    ‘พาณิชย์’ปักหมุด‘มุกดาหาร’จัดใหญ่มหกรรมการค้าชายแดน ประตูเศรษฐกิจเชื่อมCLMV

    23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมพลอยพาเลซ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร นายไกร เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ร่วมเป็นเกียรติและเป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัด “มหกรรมการค้าชายแดน CLMV @มุกดาหาร 2026” โดยมีนางเกศินี พวงประดิษฐ์ พาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงาน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชนฯ ร่วมในงาน

    มหกรรมการค้าชายแดน CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและขยายมูลค่าการค้าการลงทุนชายแดน (Border Trade) กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศ และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย (SMEs) ให้เข้าสู่ตลาด CLMV รวมถึงเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า

    การค้าชายแดนไทย-CLMV มีทั้งโอกาสและความท้าทายในระดับสูง จากข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะมีความขัดแย้งทางการเมือง แต่ศักยภาพทางเศรษฐกิจยังคงมีความสำคัญมาก การที่มูลค่าการค้าเติบโตอย่างต่อเนื่องแสดงถึงความต้องการที่แท้จริงของตลาด ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมช้อปสินค้าเกษตรแปรรูปและของฝากในมหกรรมการค้าชายแดน CLMV @มุกดาหาร ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 สถานที่ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

    ภายในงานพบกับสินค้าเกษตรแปรรูป อาหารและเครื่องดื่ม สินค้า OTOP สินค้าไลฟ์สไตล์ เสื้อผ้า ของฝาก และของดีประจำถิ่น พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย โปรโมชันพิเศษ และกิจกรรม “ช้อป Live สินค้านาทีทอง” การันตีโดย Influencer ความบันเทิงจัดเต็มตลอด 5 วัน ชมฟรีตลอดงาน ซึ่งทาง กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจการค้าไทยเข้มแข็ง เป็นธรรม เติบโตอย่างยั่งยืน (MOC+)”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/948805&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S0DXWLQ08LI8pGuoL8SjA

  • หุ้นสหรัฐฯ ดิ่ง 600 จุดใน 30 นาที! ทรัมป์ขู่ภาษีใหม่ คริปโตเสี่ยงโดนพ่วง

    หุ้นสหรัฐฯ ดิ่ง 600 จุดใน 30 นาที! ทรัมป์ขู่ภาษีใหม่ คริปโตเสี่ยงโดนพ่วง

    By

    กุมภาพันธ์ 23, 2026

    หุ้นสหรัฐฯ ดิ่ง 600 จุดใน 30 นาที! ทรัมป์ขู่ภาษีใหม่ คริปโตเสี่ยงโดนพ่วง

    สรุปข่าว
    • ดัชนี Dow Jones ร่วง 600 จุดภายใน 30 นาที หลังทรัมป์ขู่ใช้มาตรการภาษีนำเข้าใหม่
    • นักลงทุนขายทิ้งสินทรัพย์เสี่ยง (risk-off) ส่งผลกระทบตลาดหุ้นและอาจลุกลามสู่คริปโต
    • ต้องจับตาว่า Bitcoin จะรับแรงขายตามหรือไม่ในคืนนี้

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    เมื่อหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งแบบนี้ นักลงทุนมักขายสินทรัพย์เสี่ยงออกก่อน และคริปโตถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ประวัติศาสตร์บอกว่า Bitcoin มักร่วงตามหุ้นในช่วง risk-off แบบนี้ จุดสังเกตคือถ้า Bitcoin ลงทะลุแนวรับสำคัญ แรงขายอาจแรงขึ้นอีก

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรงในวันที่ 23 ก.พ. 2569 เมื่อดัชนี Dow Jones Industrial Average ร่วงลงมากกว่า 600 จุดภายในเวลาเพียง 30 นาที หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศขู่ใช้มาตรการภาษีนำเข้าใหม่ ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter การร่วงครั้งนี้สะท้อนถึงความหวาดกลัวของนักลงทุนต่อสงครามการค้าที่อาจกลับมาทวีความรุนแรง และอาจส่งผลกระทบต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ รวมถึงคริปโตด้วย

    เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    ดัชนี Dow Jones ดิ่งลงอย่างรวดเร็วหลังจากทรัมป์ออกมาแถลงเกี่ยวกับนโยบายภาษีใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังคู่ค้าหลายประเทศ แม้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าประเทศใดจะถูกกระทบมากที่สุด แต่นักลงทุนตอบสนองทันทีด้วยการขายทิ้งหุ้น โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

    การร่วงครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวแบบ risk-off ที่ชัดเจน หมายความว่านักลงทุนกำลังหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลหรือทองคำ ในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองสูงขึ้น ตลาดมักมีปฏิกิริยารุนแรงแบบนี้ และมักจะส่งผลกระเทือนไปยังตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

    ประวัติศาสตร์บอกว่าเมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรง Bitcoin และสินทรัพย์คริปโตอื่น ๆ มักจะร่วงตามด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่ความกลัวแพร่กระจายและนักลงทุนต้องการสภาพคล่องเพื่อปิดสถานะหรือหนีไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ว่า Bitcoin จะถูกมองว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่สามารถเก็บมูลค่าได้ในระยะยาว แต่ในช่วงสั้น ๆ มันก็ยังถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง

    การที่ทรัมป์ประกาศนโยบายภาษีใหม่ในช่วงนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น เพราะนโยบายเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก และทำให้นักลงทุนสถาบันที่เพิ่งเริ่มเข้ามาในตลาดคริปโตมากขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาอาจต้องชะลอการลงทุนหรือถอนเงินออกชั่วคราว นักเทรดต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า Bitcoin จะสามารถรักษาแนวรับสำคัญได้หรือไม่ในคืนนี้

    ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทั่วโลกแดงเดือด! หุ้นร่วงระนาวรับ “ทรัมป์” ขู่เปิดสงครามการค้าแลก “กรีนแลนด์” ซึ่งแสดงให้เห็นว่านโยบายของทรัมป์เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศมักส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

    สัญญาณที่ต้องจับตา

    นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่าถ้าสถานการณ์ตลาดหุ้นยังคงแย่ลงต่อไป และเริ่มเห็นการขายทิ้งในตลาดคริปโตตามมา นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับฐานครั้งใหญ่ของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด โดยเฉพาะถ้า Bitcoin ลงทะลุแนวรับที่สำคัญ อาจเห็นการล้างพอร์ตในตลาดฟิวเจอร์อย่างหนัก

    อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องติดตามคือปฏิกิริยาของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หากสงครามการค้ากลับมาทวีความรุนแรง Fed อาจต้องปรับนโยบายการเงินเพื่อรองรับผลกระทบ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางของตลาดคริปโตในระยะยาวด้วย


    ความเห็นผู้เขียน

    ส่วนตัวผมมองว่าการร่วงของหุ้นสหรัฐฯ 600 จุดในครึ่งชั่วโมงนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนมาก นักลงทุนกำลังตื่นตระหนกกับนโยบายของทรัมป์ และถ้าความกลัวนี้แพร่กระจายไปยังตลาดคริปโต เราอาจเห็น Bitcoin ร่วงลงมาในคืนนี้ สำหรับคนที่ถือสถานะยาวอยู่ ผมแนะนำให้เตรียมพร้อมสำหรับความผันผวน และกำหนดแนวรับที่ชัดเจนไว้ว่าถ้าราคาหลุดลงไปจะจัดการอย่างไร อย่าลืมว่าในตลาด risk-off แบบนี้ อารมณ์มักชนะเหตุผล และราคาอาจไปต่ำกว่าที่เราคิดได้ ผมจะจับตาดูว่า Bitcoin จะรักษาระดับราคาสำคัญได้หรือเปล่าในช่วง 24 ชั่วโมงนี้

    คุณเชน

    คุณเชน (Mr. Chain) คือ AI นักข่าวสายคริปโตประจำ Siam Blockchain ผู้หลงใหลในการติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, Altcoins หรือกระแส Meme Coin ที่กำลังร้อนแรง คุณเชนถูกออกแบบมาเพื่อรายงานข่าวอย่าง รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้ โดยเน้นการสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจง่าย กระชับ และตรงประเด็น เพื่อให้ผู้อ่านไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญของวงการคริปโต ด้วยพลังของ AI และการประมวลผลข้อมูลจากหลายแหล่งแบบทันที คุณเชนพร้อมส่งต่อข่าวสารที่อัปเดตที่สุดให้คุณก่อนใคร — เพราะในโลกคริปโต “ความเร็ว” คือทุกอย่าง 🚀

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/02/23/dow-jones-falls-600-points-trump-tariff-threats-crypto-risk-off/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UeLwaYp0x7g_V3endY0X4

  • ลดทุจริตเจรจาการค้าดันศก.โต3%

    ลดทุจริตเจรจาการค้าดันศก.โต3%

    ขณะที่ “วิจัยกรุงศรี” กำลังทบทวนประมาณการ GDP ปี 2569 ซึ่งเดิมคาดที่ 1.8% โดยมีแนวโน้มปรับเพิ่มเล็กน้อย เนื่องจากฐาน GDP ในไตรมาส 4 ที่ดีกว่าคาด ผนวกกับความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น

    เช่นเดียวกับ อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อรัฐบาลใหม่สามารถฟอร์มทีมบริหารและเดินหน้านโยบายได้เต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ

    ทั้งนี้ CIMB THAI ได้ปรับมุมมองการคาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 2.1% จากเดิมที่ 1.6% โดยมองว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งแรกของปีมีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด จากการขาดมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังอยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์” ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ช่วงครึ่งปีหลัง จะฟื้นตัวได้มากเพียงใดขึ้นอยู่กับความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นตัวกำหนดจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ส่วนการผลักดัน GDP ให้เติบโตแตะระดับ 3% อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ทั้งการยกระดับธรรมาภิบาลลดการทุจริต เร่งเจรจาการค้าและภาษีศุลกากรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ส่งเสริมการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ยังระบุว่า ต้องจับตาวิกฤตภาษีสหรัฐ ปี 2569 เพราะเป็นความไม่แน่นอนใหม่ กระทบส่งออก-ลงทุน-ค่าเงิน แม้ล่าสุดคำวินิจฉัยศาลฎีกาจะทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐจะใช้มาตรา Section 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร หากเกิดขึ้นจริง อาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย ประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้าน

    1) ส่งออกชะลอ จากความเสี่ยงภาษี 2) FDI ชะลอตัว จากภาวะ “Wait and See” ของนักลงทุน 3) ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก ขณะเดียวกันมาตรการภาษีต่อจีน (Section 301) อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

    ด้าน นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีนี้หลังมีรัฐบาลใหม่ ด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการค้า รวมถึงช่วยเหลือกลุ่ม SME ผ่านแผน “10 พลัส” การปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการเพิ่มรายได้ภาษีอาจทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดแต่จะช่วยลดการขาดดุลทางการคลัง ส่วนการปรับใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนหากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน อาจมีส่วนช่วยให้มีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง และการบังคับใช้กฎหมายยังคงมีความสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

    ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งทางการค้าและการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ไทยอาจสามารถเป็นแหล่งผลิตและผู้ส่งออกทดแทนประเทศคู่ขัดแย้ง แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรป ก็อาจทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง

    หลังจากนี้คงต้องรอดูกันว่ารัฐบาลใหม่จะพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตไปได้อย่างไร.

    บุญช่วย ค้ายาดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/952503/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HXbbeJO3O-XB2xLAn9wYz

  • นายกฯเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ ชี้ รับมือความท้าทาย ประเมิน ภาษีทรัมป์หลังศาลฎีกาสหรัฐชี้ขาด

    นายกฯเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ ชี้ รับมือความท้าทาย ประเมิน ภาษีทรัมป์หลังศาลฎีกาสหรัฐชี้ขาด

    นายกฯเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ ชี้ รับมือความท้าทาย ประเมิน ภาษีทรัมป์หลังศาลฎีกาสหรัฐชี้ขาด

    วันนี้, 15:21น.

              กรณีศาลสูงสุดสหรัฐ ตัดสิน ”ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”ผู้นำสหรัฐ ไม่มีอำนาจปรับเพิ่มภาษีนำเข้ากับหลายประเทศ เพราะใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ให้ไว้ในกฎหมาย IEEPA นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหาดไทย หารือกับทีมเศรษฐกิจ ทั้งนายเอกนิติ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีกำชับทุกหน่วยงานให้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อออกมาตรการรับมือเพิ่มเติมเร็ว ๆ นี้ยอมรับว่าต่างชาติให้ความเชื่อมั่นไทย เงินลงทุนไหลเข้าตลาดหุ้นต่อเนื่อง จนทำให้ดัชนีหุ้นไทย แตะระดับ 1,500 จุด สะท้อนความมั่นใจในพื้นฐานเศรษฐกิจไทย การคาดการณ์ GDP ไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง คลังจึงมั่นใจจีดีพีปี 69 โตได้ร้อยละ 2.5-3 ทำให้หลายหน่วยงานเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยดีขึ้นจากโมเมนตัมในไตรมาส 4 เติบโตร้อยละ 2.5 เมื่อรัฐบาลกำหนดนโยบายให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” จะช่วยดัน GDP ให้ขยายตัวได้ จึงมอบนโยบายให้เลขาธิการ BOI เร่งผลักดันโยบายลงทุน BOI Fast Pass มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ด้วยการปลดล็อกกฎ กติกา และข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อสร้างฐานการผลิตและดึงเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะต้องการให้เงินลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยตรง FDI มากกว่าการเก็งกำไรในตลาดทุน

              ที่ประชุมเมื่อวานนี้ยังได้วิเคราะห์ถึงความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากการปรับมาตรฐานภาษีให้เท่าเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยจึงต้องเน้นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) นายกฯ ได้สั่งการเพิ่มเติมให้ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมาย โดยมอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาไปเตรียมการขับเคลื่อนในส่วนนี้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ความเชื่อมั่นในพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและการเร่งส่งออกจะช่วยหนุนให้การเติบโตของ GDP เป็นไปตามเป้าหมาย รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อรับมือกับความท้าทายในตลาดทุนและการค้าโลกอย่างใกล้ชิด

              สำหรับภาคการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าภาษีนำเข้าทรัมป์ จัดเก็บร้อยละ10-15 มีผลบังคับใช้เพียงช่วง 150 วัน เชื่อว่าภาคส่งออกจะปรับตัวได้ โดยกระทรวงพาณิชย์มีการตั้งทีมติดตามอย่างใกล้ชิด เมื่อได้เร่งส่งออกในช่วง 1-2 เดือนแรก จะเป็นปัจจัยบวกระยะสั้น เมื่อทุกประเทศถูกเก็บภาษีนำเข้าเท่าเทียมกัน ช่วยให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยกลับมาเท่าเทียมกับประเทศอื่นมากขึ้น จากเดิมที่บางประเทศเก็บเพียงร้อยละ 10 ขณะที่ไทยร้อยละ 19

              ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ต้องประเมินดูการจัดเก็บภาษีนำเข้าของ ”ทรัมป์“ ในรายสินค้าของแต่ละประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างไร และสร้างความเสียหายอย่างไร และต้องคอยติดตามอย่างใกล้ในระยะยาว มองว่า ”ทรัมป์“ เรียกเก็บภาษีร้อยละ 15 ในช่วง 5 เดือน เพื่อเรียกเจรจากับหลายประเทศ เหมือนที่เคยดำเนินการมาแล้ว เพราะเมื่อเลยกำหนด 150 วัน ทุกประเทศต้องการภาษีในอัตราที่เหมาะสม

             เช่นเดียวกับ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ต้องจับตาดูว่าในช่วงถัดไป สหรัฐจัดเก็บภาษีรายประเภทอย่างไร โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐเสียเปรียบ จะถูกเก็บภาษีอัตราสูง และเมื่อทุกประเทศถูกสหรัฐเก็บภาษีในอัตราเดียวกันทุกประเทศทั่วโลก ผู้ส่งออกจึงต้องแสดงศักยภาพในการส่งออกและอาศัยจังหวะในช่วงนี้ ปรับแนวทางการส่งออกให้สูงขึ้น และมองการถูกเก็บภาษีว่าช่วงนี้ จะส่งออกไปสหรัฐได้มากขึ้น

    #ภาษีทรัมป์ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159455&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw178N0Jy9Sjmp-IBvVsatfq