Category: เศรษฐกิจ

  • “พิพัฒน์” ถกศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางนัดแรก รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ

    “พิพัฒน์” ถกศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางนัดแรก รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ

    “พิพัฒน์” ถกศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางนัดแรก รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ ขณะที่รมว.พลังงาน ย้ำสถานการณ์พลังงานของไทยยังคงมีเสถียรภาพ

    เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว. คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งแรกโดยที่ประชุมรับทราบรายงานสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งแผนการดำเนินงานและการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การค้า การท่องเที่ยว และความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ

    ทั้งนี้ รมว. พลังงานเน้นย้ำว่า สถานการณ์พลังงานของไทยยังคงมีเสถียรภาพ โดยรัฐบาลได้กระจายแหล่งนำเข้าพลังงานจากประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีมาตรการบริหารจัดการปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน ได้มีการระงับการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศเป็นการชั่วคราว รวมทั้งเตรียมรณรงค์มาตรการประหยัดพลังงาน โดยขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และไม่ตื่นตระหนกต่อสถานการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2918398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VgE1dRAIoCfa3ZswgxrlY

  • เอดีบี ยัน เศรษฐกิจเอเชียรับมือไหว หลังเผชิญสงครามอิหร่าน-ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    เอดีบี ยัน เศรษฐกิจเอเชียรับมือไหว หลังเผชิญสงครามอิหร่าน-ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    เอดีบี ยัน เศรษฐกิจเอเชียรับมือไหว หลังเผชิญสงครามอิหร่าน-ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.45 น.

    6 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อเพียงประมาณหนึ่งเดือนตามที่ทางการสหรัฐฯ คาดการณ์ไว้ ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียจะอยู่ในระดับที่จำกัด โดยอาจส่งผลให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี รายปีลดลงเพียงเล็กน้อยและเป็นไปในระยะสั้นเท่านั้น

    นายอัลเบิร์ต พาร์ค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารพัฒนาเอเชีย กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ฉากทัศน์ส่วนใหญ่พบว่าแม้ผลกระทบจะเป็นไปในทิศทางลบแต่จะค่อนข้างน้อย โดยระบุเพิ่มเติมว่าแม้ภายใต้สมมติฐานที่เลวร้ายที่สุด แรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้การเติบโตของภูมิภาคลดลงถึงร้อยละ 1 อย่างแน่นอน สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตามนิยามของเอดีบี ประกอบด้วย 46 ระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ไปจนถึงจอร์เจียและซามัว แต่ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

    ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้ง ธนาคารพัฒนาเอเชียได้คาดการณ์ว่าการเติบโตในปีนี้ของภูมิภาคจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.6 จากระดับร้อยละ 5.1 ที่คาดการณ์เมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังได้พยากรณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 2.1 จากระดับร้อยละ 1.6 ของเมื่อปีที่ผ่านมา

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/951230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w7Y1bZ4quUNeB3kfJpMb1

  • มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69 ยกระดับ “เนื้อโค” สร้างเครือข่ายธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 69 ยกระดับ “เนื้อโค” สร้างเครือข่ายธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    เปิดฉาก มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 2569 ระหว่าง 5-8 มีนาคม 69 ยกระดับ “เนื้อโคศรีสะเกษ” ให้เป็นที่รู้จัก เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างเครือข่ายธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกษตรกรในพื้นที่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา นายอนุรัก ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดงาน มหกรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษประจำปี 2569 ซึ่งมหกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ณ สวนสาธารณะลานออดหลอด “อนุสรณ์ 238 ปี จังหวัดศรีสะเกษ” เพื่อประชาสัมพันธ์และยกระดับชื่อเสียงของ “เนื้อโคศรีสะเกษ” ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในฐานะเนื้อโคคุณภาพเยี่ยม เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อกับผู้ประกอบการ ร้านอาหาร และผู้บริโภค เพื่อสะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฟาร์มโคเนื้อต้นแบบ การพัฒนาสู่การเป็น Smart Farmer ตลอดจนทักษะการตัดแต่งและแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพที่มั่นคง และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษ โดยมี นายสัตวแพทย์นัทธ์เวโรจน์ บูชาพัฒน์ ปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวรายงาน

    ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพของศรีสะเกษ ของร้านค้าชั้นนำ ยังมีกิจกรรมที่ผสมผสานอัตลักษณ์ทางอาหารเข้ากับความบันเทิงในรูปแบบ Music and Meat Festival เพื่อขยายช่องทางการตลาด และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ร่วมงาน

    นายสัตวแพทย์นัทธ์เวโรจน์ บูชาพัฒน์ ปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นแหล่งผลิตโคเนื้อที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะโคเนื้อคุณภาพสูงที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ การจัดการฟาร์ม และมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการส่งเสริมของจังหวัดและความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการ ซึ่งได้เกิดงาน “มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 2569” นี้ขึ้น ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี กิจกรรม ยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ จังหวัดศรีสะเกษ

    นายอนุรัก ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงงานเทศกาลอาหาร แต่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน “เนื้อดีศรีสะเกษ” ให้ก้าวสู่ตลาดระดับประเทศและระดับสากล จึงอยากจะขอเชิญชวน คนที่ชอบกิน โดยเฉพาะ “สายกินเนื้อ” ไม่ควรพลาดงานนี้ “มหกรรมเนื้อดีศรีสะเกษ 2569” เพราะคุณได้เจอกับอาหารจากเนื้อคุณภาพดีของศรีสะเกษ ที่มีให้ผู้มาร่วมงานได้ชิมกว่า 100 เมนู และกิจกรรมการบันเทิงต่างๆ ภายในงานด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2918385&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G9H1RFZun1qWgkwUjQrJ8

  • เครือข่าย RoLD Fellows ผนึกกำลังเปลี่ยนปอดกรุงเทพฯ สู่เศรษฐกิจสีเขียวคุ้งบางกะเจ้า

    เครือข่าย RoLD Fellows ผนึกกำลังเปลี่ยนปอดกรุงเทพฯ สู่เศรษฐกิจสีเขียวคุ้งบางกะเจ้า

    เครือข่าย RoLD Fellows ผนึกกำลังปั้น “Forest Guardians” เปลี่ยนปอดกรุงเทพฯ สู่เศรษฐกิจสีเขียวคุ้งบางกะเจ้า พร้อมดันโมเดล PES สร้างรายได้ให้ชุมชน

    วันที่ 6 มีนาคม 2569 เครือข่าย RoLD Fellows ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จัดกิจกรรม “1 Day Trip: ลัลล้าอีโคโนมี ชมของดีคุ้งบางกะเจ้า” ณ พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 เพื่อร่วมกันออกแบบและพัฒนาโมเดล PES (Payment for Ecosystem Services) ภายใต้โครงการ “Forest Guardians ชุมชนพิทักษ์ป่า: PES บางกะเจ้า” ซึ่งมุ่งสร้างกลไกเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ชุมชนสามารถดูแลพื้นที่สีเขียวควบคู่กับการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    RoLD Fellows หรือ Rule of Law and Development Fellows เป็นเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่พัฒนาโดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) เพื่อเสริมสร้างผู้นำจากหลากหลายภาคส่วนให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศบนหลักนิติธรรมและความยั่งยืน ผ่านการทำงานร่วมกันในประเด็นสำคัญด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

    กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการรวมตัวของผู้แทนจากหลายองค์กร อาทิ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) นำโดย ดร.พิเศษ สอาดเย็น, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.), กรมป่าไม้, องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งฝรั่งเศส (AFD) รวมถึงภาคเอกชนและองค์กรภาคประชาสังคม เช่น สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI), Big Trees Foundation, Centre for Humanitarian Dialogue, เทใจ, 30×30 Thailand Coalition, RUBEA Center of Excellence in Regional, Urban & Built Environmental Analytics จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้ง สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    โดยมีองค์กรพันธมิตรและผู้สนับสนุนสำคัญ ได้แก่ Double A, Juang Pattana Holding (จึงพัฒนาโฮลดิ้ง) และ TNP Group เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางใหม่ในการบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวของคุ้งบางกะเจ้า ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็น “ปอดสีเขียวของกรุงเทพมหานคร” หัวใจสำคัญของโครงการคือการผลักดันระบบ PES (Payment for Ecosystem Services) หรือการจ่ายค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศ เช่น การดูดซับคาร์บอน การลดฝุ่น PM2.5 การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และการเป็นพื้นที่สีเขียวของเมือง ร่วมกันสนับสนุนชุมชนที่ทำหน้าที่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

    สำหรับแนวคิดดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทของคนท้องถิ่นจากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงผู้เฝ้าป่า ให้กลายเป็นนักอนุรักษ์กินได้ (Conservation Entrepreneur) ที่สามารถสร้างรายได้จากการดูแลพื้นที่สีเขียว พร้อมมีความมั่นคงในอาชีพและที่ดินของตนเอง ภายในเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ได้นำเสนอแนวคิด “วิถีบางกะเจ้า: ลมหายใจที่เป็นธรรม” โดยชี้ให้เห็นว่าคุ้งบางกะเจ้าไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะทรัพยากรของเมือง แต่คือบ้านที่มีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น และการพัฒนาที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนหลัก Climate Justice หรือความยุติธรรมเชิงนิเวศ

    ขณะที่แนวคิดดังกล่าว เน้นทั้งการจัดสรรผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม (Distributive Justice) ซึ่งชุมชนควรได้รับค่าตอบแทนจากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และการยอมรับศักดิ์ศรีของชุมชน (Recognition Justice) ในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของการพัฒนา

    ในช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมได้ลงพื้นที่สัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนผ่านกิจกรรม “ลัลล้าอีโคโนมี” ซึ่งเป็นแนวคิดเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อาทิ การพายเรือชมคลองป่าจากและเรียนรู้การทำขนมจาก การเยี่ยมชมสวนผลไม้และศึกษาระบบจัดการน้ำเค็มด้วยโซลาร์เซลล์ รวมถึงกิจกรรม mini Forest และ Sound Bath ที่เปิดประสาทสัมผัสให้ผู้เข้าร่วมได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

    ทางด้านผู้จัดงาน ระบุว่า โครงการ Forest Guardians: PES บางกะเจ้า มีเป้าหมายพัฒนาให้เป็นต้นแบบของการบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวเมือง ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชน

    อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวโมเดลดังกล่าวอาจขยายผลสู่พื้นที่อื่นของประเทศไทย เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจสีเขียวที่ทำให้ธรรมชาติสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมรักษาระบบนิเวศและชุมชนไปพร้อมกัน และทำให้คุ้งบางกะเจ้ายังคงเป็นมรดกธรรมชาติที่มีชีวิตของประเทศต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2918394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BJcjComFY_kPWXUL1FLLe

  • เปิด 2 ฉากทัศน์ ชี้ทางรับมือ สงคราม “สหรัฐ-อิหร่าน” เขย่า เศรษฐกิจไทย ระยะสั้น “น้ำมัน” ยังไม่ขาดแคลน

    เปิด 2 ฉากทัศน์ ชี้ทางรับมือ สงคราม “สหรัฐ-อิหร่าน” เขย่า เศรษฐกิจไทย ระยะสั้น “น้ำมัน” ยังไม่ขาดแคลน

    สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

    “ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกก็จะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2 – 3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐฯ ไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4-5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

    “ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐฯ จะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐฯ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐฯ เต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ 

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ 

    รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน

    เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเพียงพอของปริมาณน้ำมันของไทยว่ามีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ 

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม 

    สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้ การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378974448&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12jiqwxAsoNzYI3lq-jrvr

  • เปิดทุนสำรอง ‘เอเชีย’ รับมือสงคราม  ‘ไทย-อินเดีย-ฟิลิปปินส์’ มีกันชนแกร่ง

    เปิดทุนสำรอง ‘เอเชีย’ รับมือสงคราม ‘ไทย-อินเดีย-ฟิลิปปินส์’ มีกันชนแกร่ง

    เปิดทุนสำรอง ‘เอเชีย’ รับมือวิกฤติสงคราม-น้ำมันแพง โนมูระมอง ‘ไทย-อินเดีย-ฟิลิปปินส์’ มีกันชนแน่น สยบความผันผวนค่าเงิน

    บลูมเบิร์ก รายงานว่า  เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ของ “เอเชีย” ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังกลายเป็น “อาวุธสำคัญ” ที่ช่วยให้ธนาคารกลางในภูมิภาคมีความพร้อมมากขึ้นในการปกป้องค่าเงิน ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจในเอเชียที่ส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน

    จับตาเสถียรภาพ ‘ค่าเงิน’ เอเชีย

    ค่าเงินทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ตลอดจนผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และดุลการคลัง 

    นอกจากนี้ การที่ค่าเงินอ่อนตัวลงอย่างรุนแรงยังสร้างความเสี่ยงที่จะทำให้เงินทุนไหลออกจากประเทศอีกด้วย

    ในขณะนี้ ธนาคารกลางของอินโดนีเซีย อินเดีย และไต้หวัน ได้เริ่มเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินแล้ว ขณะที่จีนใช้วิธีส่งสัญญาณสนับสนุนค่าเงินหยวนผ่านการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงรายวัน 

    กลุ่มผู้ค้าเงินในมุมไบระบุว่า ธนาคารกลางอินเดียได้เข้าแทรกแซงด้วยการ เทขายเงินดอลลาร์ เพื่อพยุงค่าเงินรูปีหลังจากร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 

    ขณะเดียวกันทางฝั่งไต้หวัน ยูจีน ไช่ หัวหน้าแผนกเงินตราต่างประเทศของธนาคารกลางไต้หวัน ได้แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ทางธนาคารกลางได้เข้ามาดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงสัปดาห์นี้เช่นกัน เนื่องจากมี เงินทุนไหลออกจากประเทศในปริมาณมหาศาล

    ในส่วนของประเทศอื่นๆ ทางการเน้นไปที่การส่งสัญญาณเพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ได้กำชับให้คณะรัฐมนตรีเร่งตอบโต้ และรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น และค่าเงินอย่างใกล้ชิด 

    ในฝั่งของจีน ธนาคารกลางได้ตัดสินใจดำเนินนโยบายสวนทางกับตลาด โดยการประกาศกำหนด อัตราแลกเปลี่ยน  (Daily Reference Rate) ให้แข็งค่าขึ้นในสัปดาห์นี้ เพื่อสกัดกั้นผลกระทบแม้ว่าเงินดอลลาร์จะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม

    ในสัปดาห์นี้ เราได้เห็นผลกระทบที่ชัดเจน โดยค่าเงิน “รูปี” ของอินเดีย ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 

    ขณะที่ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ ทรุดตัวลงไปอยู่ในระดับที่เคยเห็นครั้งล่าสุดในช่วงวิกฤติการเงินโลก และค่าเงิน รูเปียห์ของอินโดนีเซีย ก็อ่อนค่าลงที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์เช่นกัน

    Madhavi Arora หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Emkay Global Financial Services Ltd. อธิบายว่า “เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน” คือรากฐานสำคัญที่ช่วยประคองเสถียรภาพทางการเงินในภาพรวมเอาไว้ หากค่าเงินนิ่ง เศรษฐกิจส่วนอื่นๆ ก็จะมั่นคงตามไปด้วย

    สรุป ‘ทุนสำรอง’  เอเชีย

    ทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางหลักๆ ในภูมิภาคเอเชียพุ่งสูงขึ้นกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปี 2567 ตามการคำนวณของ Bloomberg โดยสาเหตุสำคัญมาจากความพยายามของทางการในแต่ละประเทศที่ทยอยเก็บ หรือสะสมเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคตลอดปีที่ผ่านมา 

    เปิดทุนสำรอง 'เอเชีย' รับมือสงคราม  ‘ไทย-อินเดีย-ฟิลิปปินส์’ มีกันชนแกร่ง

    นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของ ราคาทองคำและการอ่อนค่าของ เงินดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยดันให้มูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองอยู่พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

    ในขณะนี้ ผู้กำหนดนโยบายกำลังนำเงินทุนสำรองที่สะสมไว้มาใช้เป็น “กันชน” เพื่อบริหารจัดการผลกระทบที่เกิดจากสงครามในอิหร่าน เนื่องจากสถานการณ์นี้มีความเสี่ยงสูงต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค 

    เปิดทุนสำรอง 'เอเชีย' รับมือสงคราม  ‘ไทย-อินเดีย-ฟิลิปปินส์’ มีกันชนแกร่ง

    ข้อมูลจาก Nomura Holdings Inc. ระบุว่า ทุกๆ 10% ของราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของเอเชียลดลงเฉลี่ยประมาณ 0.3% ของ GDP  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าราคาพลังงานที่แพงขึ้นกำลังกัดเซาะความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของภูมิภาคโดยตรง

    ความอยู่รอดของแต่ละประเทศ  ขึ้นอยู่กับว่าธนาคารกลางมี “กระสุน” หรือเงินทุนสำรองในมือมากน้อยเพียงใด และเงินสำรองเหล่านั้นเพียงพอที่จะเป็นกันชนได้นานแค่ไหน 

    ข้อมูลจาก BNY ระบุว่า จีน ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ คือกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมสูงสุดในเอเชีย เมื่อวัดจากสัดส่วนเงินทุนสำรองต่อมูลค่าการนำเข้าสินค้า

    ในขณะที่ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีสัดส่วนดังกล่าวต่ำที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางที่มากกว่าหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ

     โซนัล วาร์มา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น จาก Nomura ระบุว่า อินโดนีเซียและเกาหลีใต้ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความพร้อมของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับที่ค่อนข้างต่ำ 

    “ในขณะที่ ไทย อินเดีย และฟิลิปปินส์ ถือเป็นกลุ่มที่มีเงินทุนสำรองสะสมไว้มากเกินพอ ซึ่งเพียงพอที่จะนำมาใช้บริหารจัดการและรับมือกับความผันผวนของค่าเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

    วี คูน ชง นักยุทธศาสตร์จาก BNY ในฮ่องกง ให้ความเห็นว่า ในสภาวะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเช่นนี้ “เงินทุนสำรอง” จะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม เขามองว่าปริมาณเงินทุนสำรองที่มีอยู่นั้นยังถือว่าเพียงพอต่อการเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพ เนื่องจากสถานการณ์ค่าเงินที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการถูกโจมตีโดยนักเก็งกำไรโดยตรง แต่เป็นผลกระทบสะท้อนจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และความไม่แน่นอนของตลาดโลกเป็นหลัก

    อ้างอิง Bloomberg

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1224045&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QKTLOCDc0KKoEWHChpLPw

  • สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯส่อลากยาว ผลกระทบยากประเมิน

    สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯส่อลากยาว ผลกระทบยากประเมิน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-219&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qDdgXagiVfp4mtlUqnVwy

  • DBD จัดงาน “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ” โรดโชว์ครั้งที่ 3 กระตุ้นเศรษฐกิจอีสานตอนบน

    DBD จัดงาน “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ” โรดโชว์ครั้งที่ 3 กระตุ้นเศรษฐกิจอีสานตอนบน

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เดินหน้าเชิงรุก เลือกจังหวัดอุดรธานีเป็นสถานีที่ 3 ในการจัดกิจกรรม “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow” ระหว่างวันที่ 5 – 8 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัลอุดรธานี โดยมุ่งเน้นการใช้โมเดลธุรกิจสำเร็จรูปเป็นทางลัดในการสร้างงานและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    66682_0_batch

    โดยครั้งนี้ที่เลือกจังหวัดนี้ก็เพราะว่าในเชิงเศรษฐกิจ จังหวัดอุดรธานีคือยุทธศาสตร์สำคัญที่มองข้ามไม่ได้ด้วยเหตุผลดังนี้

    • ศูนย์กลางภูมิภาค: เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าของอีสานตอนบนที่มีกำลังซื้อสูงและมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม
    • GDP อันดับ 3: มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของภาคอีสาน รองจากนครราชสีมาและขอนแก่น
    • รายได้เฉลี่ยสูง: ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 75,000 บาท/ปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ของภูมิภาค
    • ประตูเศรษฐกิจ: เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญสำหรับการค้าข้ามพรมแดน 

    66683_0_batch

    งานนี้รวบรวมทุกโซลูชันสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจไว้ในที่เดียวทั้ง อาหารและเครื่องดื่ม, บริการ, การศึกษา, ความงามและสปา และ โมเดลธุรกิจลงทุนง่าย คืนทุนไว

    “การนำแฟรนไชส์มาเช็คอินในครั้งนี้ ถือเป็นการกระจายโอกาสในการสร้างอาชีพให้แก่พี่น้องชาวอีสานอย่างทั่วถึง และช่วยให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน” นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าว

    งานนี้เข้าร่วมฟรีที่ เซ็นทรัล อุดรธานี ตั้งแต่ 5 – 8 มีนาคม 2569 เข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9876958/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TqkSh4kQSTOoqF6rVYECZ

  • สงครามตะวันออกกลางป่วนเศรษฐกิจโลก จับตา Oil Shock กระทบไทย

    สงครามตะวันออกกลางป่วนเศรษฐกิจโลก จับตา Oil Shock กระทบไทย

    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดพลังงาน การค้า และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หลายฝ่ายจับตาความเสี่ยง “Oil Shock” ที่อาจดันราคาพลังงานพุ่ง กระทบเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในวงกว้าง รวมถึงประเทศไทยที่อาจได้รับผลกระทบตามมา

    ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเกี่ยวข้องกับอิหร่านว่า กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ ตั้งแต่โครงสร้างราคาพลังงาน ภาวะเงินเฟ้อ ไปจนถึงพฤติกรรมการบริโภคและรูปแบบการค้าโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    วิกฤตราคาพลังงานโลก “Oil Shock”

    ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ทำให้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีโอกาสนำไปสู่ภาวะ “Oil Shock” หรือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูง

    แม้ว่าภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง แต่ยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะ Supply Shock อย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากเส้นทางขนส่งพลังงานส่วนใหญ่ของโลกต้องผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์หลักของการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

    หากสถานการณ์ความขัดแย้งลุกลามจนทำให้เส้นทางดังกล่าวถูกปิดกั้นหรือมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูง จะส่งผลให้การลำเลียงพลังงานสู่ตลาดโลกสะดุดทันที และนำไปสู่ภาวะพลังงานขาดแคลน รวมถึงราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ

    เงินเฟ้อพุ่ง กดโอกาสลดดอกเบี้ย

    ผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น จะสะท้อนมายังภาพเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะประเด็น เงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงาน

    ดร.บุรณิน ระบุว่า เมื่อเงินเฟ้อมีความเสี่ยงสูงขึ้นโอกาสที่ธนาคารกลางในหลายประเทศจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจย่อมลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค การลงทุนของภาคธุรกิจ และการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม

    ขณะเดียวกันสถานการณ์ดังกล่าวยังถูกนิยามว่าเป็นภาวะ Uncertainty หรือความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากยังไม่มีใครสามารถประเมินได้ชัดเจนว่าสงครามจะเป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้น หรือจะยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

    ผู้บริโภคชะลอใช้จ่าย No Consumption

    ผู้บริโภคทั่วโลกมักปรับพฤติกรรมเข้าสู่ภาวะ No Consumption หรือการชะลอการใช้จ่าย โดยเลือกเก็บเงินสดและรอดูทิศทางสถานการณ์ พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น เพราะความต้องการซื้อสินค้าและบริการลดลง ส่งผลให้การวางแผนทางการตลาด การลงทุน และการขยายธุรกิจทำได้ยากขึ้น

    อีกหนึ่งผลกระทบสำคัญของสงครามและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ คือการเร่งให้โลกก้าวเข้าสู่ปรากฏการณ์ De-globalization หรือการเปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์สู่การค้าแบบแยกส่วน

    แนวโน้มดังกล่าวทำให้ประเทศและภาคธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับ Regional Supply Chain หรือห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนโลจิสติกส์ ความไม่มั่นคงของเส้นทางขนส่ง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

    สำหรับประเทศไทยการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการค้าโลกจะทำให้การวางแผนธุรกิจและการส่งออกมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนด้านโลจิสติกส์ การจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ และความผันผวนของตลาดโลก

    ช่องแคบฮอร์มุซ จุดเสี่ยงพลังงานโลก

    ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก เพราะเป็นจุดผ่านหลักของการขนส่งน้ำมันและก๊าซจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งนำไปสู่การปิดเส้นทางดังกล่าว จะส่งผลให้พลังงานเข้าสู่ตลาดโลกได้น้อยลงทันที ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นแต่ยังสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก

    สำหรับประเทศไทยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีข้อจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะโอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชนและการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม

    สงครามข้อมูลข่าวสาร ความเสี่ยงใหม่ของธุรกิจ

    นอกจากสงครามทางทหารแล้ว ดร.บุรณินยังเตือนถึง Information War หรือ สงครามข้อมูลข่าวสาร ที่เกิดขึ้นควบคู่กันในยุคดิจิทัล

    ในสถานการณ์สงครามร้อน มักมีการเผยแพร่ข้อมูลจำนวนมาก ทั้งข่าวจริง ข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือน รวมถึงคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI เช่น คลิปวิดีโอจำลองเหตุการณ์โจมตีที่ดูเหมือนจริงอย่างมาก หากนักธุรกิจหรือนักการตลาดขาดการกลั่นกรองข้อมูล อาจเกิดความตื่นตระหนกและตัดสินใจทางธุรกิจผิดพลาดได้

    แนวทางรับมือข่าวปลอมในยุค AI

    ดร.บุรณิน เสนอแนวทางรับมือข้อมูลข่าวสารในช่วงวิกฤตว่า ภาคธุรกิจควรเริ่มต้นจาก การตั้งสติ เพราะในสถานการณ์ที่ข้อมูลไหลเวียนจำนวนมาก การตัดสินใจด้วยอารมณ์อาจนำไปสู่ความผิดพลาด

    ขณะเดียวกันองค์กรควรใช้แนวคิด Marketing Intelligence โดยจัดทีมงานเฉพาะด้านเพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึก เพื่อแยกแยะข้อเท็จจริงท่ามกลางกระแสข่าวที่หลากหลาย อีกแนวทางหนึ่งคือการตรวจสอบข้อมูลผ่านการติดต่อโดยตรง เช่น การพูดคุยกับลูกค้า คู่ค้า หรือพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้ได้ทั้งข้อมูลข้อเท็จจริงและความรู้สึกของตลาดในสถานการณ์จริง

    นอกจากนี้การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ หรือ Partnership & Friendship ยังมีบทบาทสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ถูกต้องและช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น

    ดร.บุรณินมองว่า วิกฤตความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงโครงสร้างราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค และทิศทางการค้าโลกในอนาคต

    สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/653162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C8y0a6oEqDP0HeLkLKMPo

  • Dow ผนึก Eco Phoenix -สถาบันพลาสติกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย

    Dow ผนึก Eco Phoenix -สถาบันพลาสติกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย

    วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

    ท่ามกลางความท้าทายด้านปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกปี ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ 3 องค์กรชั้นนำจับมือกันผลักดัน “ขยะ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” และเปลี่ยนรูปแบบการจัดการของเสียของไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ร่วมกับ บริษัท อีโค ฟีนิกซ์ จำกัด (Eco Phoenix) และอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันพลาสติก (PITH) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนา “ต้นแบบโรงคัดแยกขยะชุมชน (Material Recovery Facility – MRF)” ที่สามารถเพิ่มมูลค่าขยะด้วยกระบวนการคัดแยกอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    จากปัญหาขยะ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว:

    ปัจจุบัน ขยะจำนวนมากยังคงถูกกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ ทั้งที่ขยะเหล่านี้มีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกมาก ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งศึกษารูปแบบธุรกิจ MRF ที่สามารถดำเนินงานได้จริง ในระดับชุมชน เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานของโครงการ Smart Recycling Hub ภายใต้ความร่วมมือของ PPP Plastics Network เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าพลาสติกหมุนเวียนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

    Eco Phoenix จะถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกด้านการออกแบบผังโรงงาน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการโรงคัดแยกขยะ สถาบันพลาสติกทำหน้าที่ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และประสานเครือข่ายภาครัฐ–เอกชน พร้อมให้คำแนะนำในการกำหนดมาตรฐานวัสดุรีไซเคิล ขณะที่ Dow สนับสนุนความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม และจัดการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง

    เป้าหมายสำคัญของโครงการพัฒนาการเพิ่มมูลค่าขยะชุมชนโดยนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการคัดแยก คือ การสร้าง “โมเดลต้นแบบ” เพื่อส่งมอบให้กับกรุงเทพมหานคร ที่สามารถขยายผลได้จริง และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทย

    ประโยชน์ที่มากกว่าการจัดการขยะ:

    ความร่วมมือนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การคัดแยกขยะ แต่คือการสร้างระบบใหม่ที่ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ร่วมกัน

    ในระดับชุมชน จะเกิดแหล่งเรียนรู้และต้นแบบธุรกิจที่สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าขยะในพื้นที่ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

    ในระดับประเทศ จะช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ สนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย

    ในระดับสิ่งแวดล้อม จะลดปริมาณขยะฝังกลบ ลดการรั่วไหลของพลาสติก และช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไป

    นายวิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า พลาสติกมีคุณค่าเกินกว่าจะกลายเป็นขยะ เพราะยิ่งเราเพิ่มการรีไซเคิลมากเท่าไร ก็ยิ่งลดคาร์บอนและลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้นเท่านั้น เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการขยะ แต่คือคำตอบของทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อมและโอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว Dow เชื่อว่าขยะไม่ใช่จุดจบของผลิตภัณฑ์ แต่คือจุดเริ่มต้นของคุณค่าใหม่ จากประสบการณ์ศูนย์ MRF บ้านฉาง เราเห็นแล้วว่าหากมีระบบที่ดีและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขยะสามารถกลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนและประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม”

    นายณัฏฐชัย ศิริโก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด (มหาชน) และบริษัท อีโค ฟีนิกซ์ จำกัด กล่าวว่า เราไม่ได้มองขยะเป็นแค่ของเสีย แต่คือ ‘ทรัพยากรที่รอการปลดล็อกมูลค่า’ ระบบ MRF ที่แม่นยำและบริหารจัดการด้วยมาตรฐานสากล คือกลไกหลักที่จะพลิกโฉมวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส อีโค ฟีนิกซ์ พร้อมส่งมอบองค์ความรู้และนวัตกรรมทั้งหมดของเรา เพื่อปั้นโมเดลต้นแบบที่ทรงประสิทธิภาพ โปร่งใส และขยายผลได้จริง นี่ไม่ใช่แค่การจัดการขยะ แต่คือการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ที่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

    นางสาวสินีนาฏ เล้าชินทอง รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวว่า สถาบันพลาสติกมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตควบคู่ความยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานวัสดุรีไซเคิล และพัฒนารูปแบบธุรกิจที่สามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ สร้างระบบหมุนเวียนของพลาสติกที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    เมื่อภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคความรู้ ผนึกกำลังร่วมกัน “ขยะ” จึงไม่ใช่ภาระของสังคมอีกต่อไป หากแต่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และเป็นกุญแจสำคัญสู่อนาคตที่ประเทศไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    -031

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/951101&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SM1vKI7C749JrEhXAu-EV