Category: เศรษฐกิจ

  • จีนลุยปลดล็อกศักยภาพเทคโนโลยี-เศรษฐกิจดิจิทัล หวังสร้างอาชีพใหม่ | เดลินิวส์

    จีนลุยปลดล็อกศักยภาพเทคโนโลยี-เศรษฐกิจดิจิทัล หวังสร้างอาชีพใหม่ | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ว่า หวังแถลงข่าวนอกรอบการประชุมครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (เอ็นพีซี) ชุดที่ 14 ว่าจีนจะปลดล็อกศักยภาพการจ้างงานในภาคเศรษฐกิจดิจิทัล การผลิตขั้นสูง และการบริการสมัยใหม่ โดยกระทรวงจะเพิ่มความพยายามพัฒนาอาชีพใหม่ มุ่งเน้นกำลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ การบริโภครูปแบบใหม่ และการบริการเพื่อสวัสดิการสาธารณะ

    ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมของจีนกำหนดอาชีพใหม่ 72 อาชีพ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มากกว่า 20 อาชีพ และคาดว่า อาชีพใหม่แต่ละอาชีพจะสร้างงานให้ประชาชนในระยะแรกราว 3-5 แสนอัตรา

    ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2569-2573) ซึ่งเสนอต่อเอ็นพีซี เพื่อพิจารณาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ระบุว่าจีนจะปรับใช้แนวทางแบบหลายมิติ ในการรับมือผลกระทบต่อการจ้างงานจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก รวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีใหม่ เช่น เอไอ.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5666433/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29oAWJAXC9cDBtCvPKSmks

  • ยิ่งใหญ่จัดเต็ม “งานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ครั้งที่ 3” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นภาคอีสาน

    ยิ่งใหญ่จัดเต็ม “งานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ครั้งที่ 3” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นภาคอีสาน

    เปิดฉากความยิ่งใหญ่ “งานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ” Roadshow ครั้งที่ 3 “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” เดินหน้าสร้างอาชีพสู่ภาคอีสาน ต่อยอดศักยภาพชาว จ.อุดรธานี กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยโมเดลธุรกิจสำเร็จรูป 

    หลังจากที่ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ยกขบวนแฟรนไชส์ดาวเด่นกระตุ้นเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ที่เซ็นทรัลอุดร จังหวัดอุดรธานี ช่วงวันที่ 5 – 8 มีนาคม 2569 โดยการนำโมเดลธุรกิจสำเร็จรูปที่ลงทุนง่าย คืนทุนไว และจับต้องได้จริง มาเปิดโอกาสชาวอีสานเลือกลงทุน พร้อมจัดเต็มสิทธิประโยชน์และแหล่งเงินทุนแบบครบวงจร นั้น

    เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้มอบหมายให้ นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานเปิดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ณ เซ็นทรัลอุดรธานี สำหรับการจัดงานแฟรนไชส์ Roadshow ในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดศักยภาพของจังหวัดอุดรธานีให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ 

    ซึ่งจังหวัดอุดรธานี ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญของภาคอีสานตอนบนที่มีความพร้อมทั้งด้านกำลังซื้อและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเป็นประตูเชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามพรมแดน การนำแฟรนไชส์มาเช็คอินในครั้งนี้ถือเป็นการขยายความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมในพื้นที่อื่นๆ เพื่อกระจายโอกาสในการสร้างอาชีพให้แก่พี่น้องชาวอีสานอย่างทั่วถึง

    ภายในงานจะมีการนำเสนอแฟรนไชส์หลากหลายประเภท อาทิ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจบริการ การศึกษา และธุรกิจความงาม/สปา ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน และแนวทางการเริ่มต้นธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับผู้สนใจลงทุน และการเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดอุดรธานีในหลายมิติ ทั้งการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น การจ้างงานในพื้นที่ การเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพให้กับประชาชน รวมถึงการเสริมองค์ความรู้ด้านธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่มีมาตรฐานและมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

    งานแฟรนไชส์ Roadshow ครั้งที่ 3 จ.อุดรธานี จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเชิงเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับภาคอีสาน โดยเฉพาะการกระตุ้นให้ธุรกิจแฟรนไชส์เติบโต และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ และผู้ลงทุนในพื้นที่ได้เข้าถึงเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขึ้น พร้อมกับสนับสนุนเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยงานนี้ตั้งเป้าดึงดูดผู้เข้าชมงานจากจังหวัดรอบข้างและภาคอีสานตอนบน พร้อมคาดการณ์ว่าจะเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจระดับพื้นที่ให้คึกคักมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการสร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตอย่างยั่งยืน 

    “ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานแฟรนไชส์ Roadshow ครั้งที่ 3 จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 5 – 8 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัล อุดรธานี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อร่วมเปิดมุมมองใหม่ทางธุรกิจ สร้างโอกาสการลงทุนและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย  

    ปัจจุบัน อุดรธานีถูกยกให้เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่รองจากนครราชสีมาและขอนแก่น โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของจังหวัดสูงถึงเป็นลำดับที่ 3 ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 75,000 บาท/ปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ของภูมิภาค แม้เศรษฐกิจจังหวัดอุดรธานียังไม่สามารถเทียบกับระดับเฉลี่ยของประเทศโดยรวม แต่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคการค้า การบริการ การท่องเที่ยว และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2918443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nNFSO1bCXyg8FDyCcjz3c

  • ตะวันออกกลางยืดเยื้อ กระทบเศรษฐกิจไทย 0.6% : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 07 มี.ค.69

    ตะวันออกกลางยืดเยื้อ กระทบเศรษฐกิจไทย 0.6% : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 07 มี.ค.69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/sd9qgFG66-A&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B2DUjrMewvmkhKFMp6_7O

  • ‘ดีป้า’ ยกระดับ 40 ชุมชนอัจฉริยะทั่วไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 210 ล้านบาท

    ‘ดีป้า’ ยกระดับ 40 ชุมชนอัจฉริยะทั่วไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 210 ล้านบาท

    ‘ดีป้า’ เปิดตัว โครงการSmart Living, Better Living ยกระดับ 40 ชุมชนอัจฉริยะทั่วไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 210 ล้านบาท

    ดีป้า เดินหน้าโครงการสมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับชุมชน มุ่งยกระดับมิติการดำรงชีวิตอัจฉริยะ ทั้งด้านความปลอดภัยชุมชน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยและการเกษตรอัจฉริยะ ตั้งเป้าส่งเสริม เพิ่ม 40 ชุมชนทั่วประเทศ คาดการดำเนินงานต่อเนื่อง 2 ปีจะช่วยยกระดับทักษะดิจิทัลประชาชนจากไม่น้อยกว่า 5,400 คนจาก 1,800 ครัวเรือนทั่วประเทศ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า 210 ล้านบาท พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะจากฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    6 มี.ค. 2569 ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง (Smart Living, Better Living) โดยมี นายสมศักดิ์ การเจริญกุลวงศ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมดำเนินโครงการร่วมในพิธีเปิดโครงการโดยพร้อมเพรียง ณ ลานคมศร ชั้น 1 อาคาร ดีป้า (สำนักงานใหญ่) ซอยลาดพร้าว 10 เขตจตุจักร

    ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘ชุมชนดิจิทัลกับการพลิกโฉมประเทศไทย’ โดยระบุว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของประเทศไทยจำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชนในระดับพื้นที่ เนื่องจาก Smart City ไม่ใช่เพียงการติดตั้งเทคโนโลยีในเมืองเท่านั้น แต่เป็นการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง เข้าใจ และใช้เทคโนโลยีได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในระดับชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน

    “ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรมมากกว่า 30 ล้านคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มสำคัญของประเทศ หากสามารถยกระดับศักยภาพของคนกลุ่มนี้ให้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้จริง ก็หมายถึงการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชนทั่วประเทศ สำหรับการดำเนินโครงการสมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง มุ่งยกระดับมิติการดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) ซึ่งจะไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีไปติดตั้งในพื้นที่ แต่จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนได้เรียนรู้ เข้าใจ และเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีด้วยตนเอง เมื่อชุมชนสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความปลอดภัย เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง การเปลี่ยนแปลงระดับชุมชนก็จะขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงของเมือง และท้ายที่สุดจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของประเทศทั้งระบบด้วยพลังของเทคโนโลยีดิจิทัล” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

    ด้าน ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า สมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล สมาร์ทลีฟวิ่ง (OTOD Smart Living) ที่ ดีป้า ดำเนินการในปี 2568 เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับชุมชน ทั้งด้านการดำรงชีวิตอัจฉริยะและการเกษตรอัจฉริยะผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็น โดรนเพื่อการเกษตร ระบบ IoT การเกษตรอัจฉริยะ แทรกเตอร์อัจฉริยะ แพลตฟอร์มคาร์บอนด้านการเกษตร รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยของชุมชน โดยโครงการดังกล่าวสามารถยกระดับทักษะดิจิทัลให้กับประชาชนไม่น้อยกว่า 2,700 คนจาก 900 ครัวเรือนทั่วประเทศ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 170 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับพื้นที่

    ปี 2569 ดีป้า จึงต่อยอดการดำเนินงานสู่โครงการสมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของชุมชนผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น กล้องวงจรปิดพลังงานแสงอาทิตย์ ไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ และ IoT การเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ป้องกันเหตุอาชญากรรมและอุบัติเหตุในพื้นที่ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคการเกษตร และลดต้นทุน โดยตั้งเป้าส่งเสริมเพิ่มอีก 40 ชุมชน ซึ่งจากการดำเนินงานต่อเนื่อง 2 ปี คาดว่าจะมีชุนชนทั่วประเทศได้รับการส่งเสริมรวม 85 ชุมชน ประชาชนได้รับการยกระดับทักษะดิจิทัลไม่น้อยกว่า 5,400 คนจาก 1,800 ครัวเรือนทั่วประเทศ และประเมินว่าจะสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า 210 ล้านบาท พร้อมเป็นกลไกต่อยอดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะจากฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม” รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

    สำหรับการดำเนินงานภายใต้โครงการสมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง เป็นการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก่ชุมชนด้วยรูปแบบสนับสนุนค่าสิทธิ์การใช้งานเทคโนโลยี 2 ปี และการช่วยเหลือหรืออุดหนุนผ่านมาตรการ d-community โดยชุมชนที่ต้องการขอรับการส่งเสริม ต้องมีความพร้อมในการลงทุน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของโครงการในระดับพื้นที่ โดยการสนับสนุนแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

    1) รูปแบบชุมชนอัจฉริยะปลอดภัย (Smart Safety Living) สนับสนุนค่าสิทธิ์การใช้งาน 2 เทคโนโลยีดิจิทัลด้านความปลอดภัย ประกอบด้วยกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ และไฟส่องสว่างอัจฉริยะ โดยชุมชนจะต้องลงทุน สำหรับกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ 4 ชุด และไฟส่องสว่างอัจฉริยะ 4 ชุด เป็นงบประมาณ 115,200 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ขณะที่ ดีป้า สนับสนุนเพิ่มกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ 10 ชุด และไฟส่องสว่างอัจฉริยะ 20 ชุด พร้อมติดตั้ง เป็นมูลค่าสนับสนุนทั้งหมด 447,000 บาท

    2) รูปแบบชุมชนอัจฉริยะปลอดภัยและยั่งยืน (Smart Living Accelerator) สนับสนุนค่าสิทธิ์การใช้งาน 2 เทคโนโลยีดิจิทัลด้านความปลอดภัย ตามรูปแบบชุมชนอัจฉริยะปลอดภัย และขอรับการช่วยเหลือหรืออุดหนุนเทคโนโลยีที่ต้องการเพิ่มเติม ได้แก่ กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ และ/หรือ IoT เพื่อการเกษตรอัจฉริยะ โดย ดีป้า จะช่วยเหลือหรืออุดหนุนเพิ่มเติม 50% (สูงสุด 150,000 บาท) ของมูลค่าเทคโนโลยีที่ชุมชนต้องการผ่านมาตรการ d-community

    โครงการสมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง เปิดรับสมัครกลุ่มชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกรที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 20 ครัวเรือนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 6 – 31 มีนาคม 2569 และมีกำหนดลงพื้นที่เพื่อยกระดับทักษะด้านดิจิทัลแก่ชุมชนและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในช่วงเดือนเมษายน – กันยายน 2569 โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.depa.or.th, LINE OA: depaThailand และ Facebook Page: depa Thailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739010&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oH50bgBa_Q3B34LzwGNd2

  • UN ชงวาระเศรษฐกิจใหม่ ‘โลกหลังการเติบโต’ แก้เหลื่อมล้ำ-วิกฤตสิ่งแวดล้อม | เดลินิวส์

    UN ชงวาระเศรษฐกิจใหม่ ‘โลกหลังการเติบโต’ แก้เหลื่อมล้ำ-วิกฤตสิ่งแวดล้อม | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจโลกอาจจำเป็นต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคนส่วนใหญ่ มากกว่าจะถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการฟุ่มเฟือยของกลุ่มมหาเศรษฐี

    The Guardian สหราชอาณาจักร เปิดเผยข้อเสนอของ โอลิวิเยร์ เดอ ชุตเตอร์ (Olivier De Schutter) ผู้รายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติด้านความยากจนขั้นรุนแรงและสิทธิมนุษยชน ซึ่งชี้ว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังทำให้โลกเผชิญทั้งความเหลื่อมล้ำที่ลึกขึ้น และวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เดอ ชุตเตอร์ กล่าวว่า ผู้นำทางการเมืองควรหยุดให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างกำไรให้กับบรรษัทขนาดใหญ่และกลุ่มคนร่ำรวยเป็นหลัก เพราะการเติบโตลักษณะนี้มักก่อผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และยังทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจโลกมีมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นโลกจึงจำเป็นต้องมีวาระเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เพื่อรับมือกับวิกฤตที่เชื่อมโยงกันหลายด้าน ทั้งความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และกระแสการเมืองฝ่ายขวาจัดที่กำลังกลับมาในหลายประเทศ

    เดอ ชุตเตอร์ เสนอว่า ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดควรถูกใช้เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนยากจน มากกว่าจะถูกใช้ไปกับการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยของคนส่วนน้อย หากระบบเศรษฐกิจเลือกใช้ทรัพยากรไปกับการสร้างคฤหาสน์ขนาดใหญ่แทนที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชน หรือผลิตรถยนต์สมรรถนะสูงแทนการลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะ ก็ย่อมเป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของผู้มีรายได้น้อยได้ในระยะยาว

    ข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานฉบับใหม่ที่เดอ ชุตเตอร์เตรียมเผยแพร่ในเดือนเมษายน ในชื่อ ‘แผนที่นำทางเพื่อขจัดความยากจนในโลกหลังการเติบโต’ ซึ่งพัฒนาขึ้นร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือ ‘Beyond Growth Coalition’ ที่ประกอบด้วยหน่วยงานของสหประชาชาติ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และสหภาพแรงงาน

    เป้าหมายของรายงานฉบับนี้คือการเปิดทางเลือกเชิงนโยบายใหม่ให้กับรัฐบาล สถาบันระหว่างประเทศ และองค์กรพัฒนา ในการแก้ปัญหาความยากจน โดยมาตรการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) การรับประกันการจ้างงาน การยกเลิกหนี้บางส่วน และการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งในระดับสูง

    นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวจะเผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกับความเคลื่อนไหวสำคัญอีกสองด้านในเวทีโลก ด้านแรกคือโครงการของ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ ที่กำลังผลักดันให้โลกพัฒนา ‘ตัวชี้วัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่’ แทนการใช้ GDP เพียงอย่างเดียว ส่วนอีกด้านคือรายงานว่าด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำระดับโลก ซึ่งจัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระของกลุ่มประเทศ G20 ที่มี โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เป็นหัวหน้าคณะ

    เดอ ชุตเตอร์ยอมรับว่า แม้เจ้าหน้าที่ในสหประชาชาติหลายฝ่ายจะเห็นมานานแล้วว่าการพัฒนาเศรษฐกิจควรก้าวข้ามแนวคิด ‘การเติบโตเป็นศูนย์กลาง’ แต่ข้อจำกัดด้านบทบาทหน้าที่ทำให้ไม่สามารถพูดถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนในระดับการเมือง อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าความเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นในปีนี้อาจทำให้ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างเปิดเผยมากขึ้น และโลกกำลังมีโอกาสครั้งใหญ่ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาหลังปี 2030 ด้วยการสร้างทางเลือกใหม่ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างขีดจำกัดของทรัพยากรโลก ความเป็นธรรมทางสังคม และการขจัดความยากจน

    ในระยะยาว เดอ ชุตเตอร์ยังเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานถาวรของสหประชาชาติที่ทำหน้าที่ติดตามและผลักดันการลดความเหลื่อมล้ำทั่วโลก หน่วยงานนี้จะรวบรวมข้อมูลและหลักฐานเชิงนโยบาย เพื่อช่วยออกแบบระบบเศรษฐกิจที่กระจายประโยชน์อย่างเป็นธรรมและมีความยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง แทนการปล่อยให้เกิดการเติบโตที่สร้างปัญหา แล้วค่อยแก้ไขผลกระทบในภายหลัง

    แนวคิดดังกล่าวมีต้นแบบจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ไอพีซีซี (IPCC) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1988 เพื่อรวบรวมองค์ความรู้และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ

    จากประสบการณ์ที่ได้เดินทางไปยังประเทศรายได้น้อยและประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งตั้งแต่ปี 2020 เดอ ชุตเตอร์พบว่า หลายประเทศกำลังติดอยู่ในโมเดลเศรษฐกิจที่บังคับให้ต้องเร่งการเติบโตเพื่อหาเงินชำระหนี้ต่างประเทศ ส่งผลให้ต้องเร่งส่งออกสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อรายใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานโลก มากกว่าจะผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในประเทศหรือคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ค่าแรงที่ต่ำ และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่สร้างความมั่งคั่งให้กับคนส่วนใหญ่ เขาจึงเสนอว่า ประเทศเหล่านี้ควรหันมาสร้างการเติบโตจากอุปสงค์ภายในประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และขยายการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา แทนการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลกที่ถูกกำหนดโดยประเทศร่ำรวย

    สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว เดอ ชุตเตอร์เสนอว่ารัฐบาลควรหาแหล่งรายได้เพื่อสนับสนุนบริการสาธารณะและระบบคุ้มครองทางสังคมผ่านการจัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่ง ทรัพย์สินทางการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงภาษีจากกิจกรรมเศรษฐกิจที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสกัดทรัพยากรและพลังงานฟอสซิล แทนการพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมเพียงอย่างเดียว

    อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่การสนับสนุนภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่มีการวางแผนและกำกับดูแลอย่างรอบคอบ แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจที่โลกเคยเผชิญ เช่น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1929 หรือวิกฤตการเงินโลกปี 2008

    เดอ ชุตเตอร์เชื่อว่า แนวทางที่กำลังเสนอได้รับการสนับสนุนจากนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ หน่วยงานของสหประชาชาติ สหภาพแรงงาน และองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนมาก ซึ่งหากได้รับการผลักดัน ก็มีโอกาสกลายเป็นทางเลือกเชิงนโยบายสำหรับวาระการพัฒนาของโลกหลังปี 2030 ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างขีดจำกัดของทรัพยากรโลก ความเป็นธรรมทางสังคม และการลดความยากจน พร้อมทิ้งท้ายว่า “หากไม่สามารถทำได้ กระแสประชานิยมฝ่ายขวาจัดอาจยิ่งมีอิทธิพลทางการเมืองเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5665140/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K9BjiG8b2-5A-i2O_n0M_

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 06/03/69 ปิดที่ 47,501.55 จุด ลดลง 453.19 จุด

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 06/03/69 ปิดที่ 47,501.55 จุด ลดลง 453.19 จุด

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ (6 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 47,501.55 จุด ลดลง 453.19 จุด หรือ -0.95%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,740.02 จุด ลดลง 90.69 จุด หรือ -1.33% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,387.68 จุด ลดลง 361.31 จุด หรือ -1.59%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/133362&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Yhe_eAKMxf69kqPeAElz

  • สงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจโลกและไทย

    สงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจโลกและไทย

    สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. เริ่มลุกลามไปประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นเกิน 80 USD/bbl (+30% จากจุดต่ำสุดในเดือน ม.ค.) จากความเสี่ยงการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบสำคัญที่ใช้ขนส่งพลังงานกว่า 20% ของโลก

    ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง และแนวโน้มราคาน้ำมันโลก

    SCB EIC ประเมินฉากทัศน์ราคาน้ำมันดิบโลกภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยพิจารณาความรุนแรงของเหตุการณ์ และระยะเวลาการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงาน ดังนี้

    1.ความขัดแย้งยุติภายใน 2 สัปดาห์ (Quick De-escalation)

    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลายได้ในระยะเวลาอันสั้น ผ่านการเจรจาและมีแรงกดดันจากประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสำคัญจากอิหร่าน (เช่น จีน) ให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ การขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางนี้สะดุดแค่ชั่วคราวและกลับสู่ภาวะปกติได้ภายใน 2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นเป็นแค่ Geopolitical risk premium ระยะสั้น

    2.การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัดนาน 2-6 สัปดาห์ (Extended Strait Disruption – กรณีฐาน)

    อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วนในภูมิภาค สถานการณ์นี้มีความเป็นไปได้สูงขึ้นมาก หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอาจใช้เวลาราว 4 สัปดาห์ เพื่อทำลายศักยภาพทางทหารและกองกำลังทางเรือของอิหร่าน จึงมีความเสี่ยงในการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงนี้

    3.ความขัดแย้งยืดเยื้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน (Prolonged war and Strait Disruption)

    ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพิ่มเติมในภูมิภาค การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านใช้เวลานานกว่าที่ประกาศไว้ เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและกระทบความปลอดภัยของการขนส่งพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นวงกว้าง

    4.ความขัดแย้งลุกลามสู่สงครามภูมิภาค (Regional war – กรณี Worst) 

    ความตึงเครียดลุกลามจากความขัดแย้งเฉพาะจุด (Localized conflict) ไปสู่สงครามระดับภูมิภาค (Regional war) ทำให้เกิดการหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์พลังงานทั้งภูมิภาค ระยะเวลาของสงครามไม่อาจคาดเดาได้ และอาจทำให้เกิด “Demand Destruction” ได้ ณ ระดับราคาน้ำมันดิบที่สูงถึง 100-110 USD/bbl

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง ผลกระทบสำคัญคือ

    1.เงินเฟ้อโลกเร่งตัวจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น หากราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศเศรษฐกิจหลักสูงขึ้นราว 0.2 percentage points ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปรับขึ้นสู่ระดับ 75 USD/bbl เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 0.4 percentage points สำหรับกรณีที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยเร่งตัวถึง 100 USD/bbl เงินเฟ้อโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 0.6-0.7 percentage points ผ่านช่องทางต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อครัวเรือนและเพิ่มต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ

    2.เศรษฐกิจโลกแย่ลง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางสามารถส่งผ่านผลกระทบมายังเศรษฐกิจโลกได้หลายช่องทาง เช่น ราคาพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้น การค้าโลกและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ลดลง และความผันผวนในตลาดการเงินโลก หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% จากกรณีฐานจะทำให้ GDP โลกลดลงประมาณ 0.1-0.3 percentage points ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐานภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ย 75 USD/bbl GDP โลกปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวลดลงราว 0.2-0.4 percentage points

    นัยต่อนโยบายการเงินโลก ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจใช้ Wait-and-see approach มากขึ้น เพื่อประเมินระดับความรุนแรง ความยืดเยื้อและผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายชะลอออกไป จากความกังวลว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะเร่งตัวตามราคาพลังงานโลก ซ้ำเติมผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีอยู่

    สงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจโลกและไทย

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อปัจจัยราคาน้ำมันโลกสูง เพราะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net oil importer) ไทยนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสุทธิราว 8% ต่อ GDP (ข้อมูลเฉลี่ยปี 2022-2024) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในเอเชีย นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของไทยยังเป็นรองคู่แข่งในภูมิภาค เห็นได้จาก Energy intensity ของไทยที่สูงกว่าหลายประเทศ

    SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่

    1.เงินเฟ้อและการบริโภคภาคเอกชน

    ราคาพลังงานโลกที่เร่งตัวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินเฟ้อไทย ผ่านราคาสินค้าพลังงาน (Energy CPI) สัดส่วนราว 12% ในตะกร้าเงินเฟ้อผู้บริโภคไทย และราคาสินค้าอื่นในตะกร้าเงินเฟ้อพื้นฐานบางชนิดที่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันด้วย เช่น ราคาอาหารสำเร็จรูป และค่าเดินทาง SCB EIC ประเมินในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยเพิ่มเป็น 75 USD/bbl เงินเฟ้อไทยปี 2026 จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 1.5% ในกรณีเลวร้ายที่ความตึงเครียดลุกลามเป็น Regional war ราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยสูงถึง 107 USD/bbl อัตราเงินเฟ้อไทยจะเร่งตัวขึ้นอยู่ที่ระดับมากกว่า 4% สูงกว่าขอบบนของเป้าเงินเฟ้อไทย

    ในระยะสั้นภาครัฐอาจเข้าอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำให้เงินเฟ้อจะยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก อย่างไรก็ดี หากราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นมากเป็นเวลานาน ฐานะของกองทุนน้ำมันฯ จะเสี่ยงขาดทุนมากขึ้น จนอาจกดดันให้ต้องลดภาระการอุดหนุนราคาพลังงาน และต้องทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศที่ตรึงไว้ ภาคครัวเรือนอาจได้รับผลกระทบผ่านรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนราว 11% ของรายจ่ายครัวเรือนไทย (NSO, ปี 2025) กำลังซื้อลดลง ทำให้การบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัวลง

    2.การค้าระหว่างประเทศ

    ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มปรับแย่ลง ทั้งการนำเข้าและส่งออก ด้านการนำเข้า แม้ไทยมีสัดส่วนนำเข้าจากตะวันออกกลางไม่มาก 9.2% ของการนำเข้าทั้งหมดในปี 2025 แต่ไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิและพึ่งพาตะวันออกกลางเป็นแหล่งนำเข้าหลักด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบ (58% ของการนำเข้าจากตะวันออกกลาง และ 59% ของการนำเข้าพลังงานจากทุกแหล่งของไทย) 

    ด้านการส่งออก แม้ไทยอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการส่งออกไปตะวันออกกลางไม่มาก เพราะสัดส่วนส่งออกไปตะวันออกกลางมีเพียง 3.7% ของการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่า โดยเฉพาะตลาดเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง นอกจากนี้ สงครามในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าและราคาวัตถุดิบนำเข้าอื่น ๆ เพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลกดดันดุลการค้าไทยเพิ่มเติม

    3.การท่องเที่ยว

    การท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จาก

    3.1 การหายไปของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง หลายประเทศในภูมิภาคประกาศปิดน่านฟ้า ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกยกเลิกเที่ยวบินและหลีกเลี่ยงเส้นทางตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียง 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด นอกจากนี้ ช่วงนี้เป็นเดือนเราะมะฎอน การเดินทางระหว่างประเทศของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงอยู่ก่อนแล้ว

    3.2 การชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาติอื่น ทั้งกลุ่มที่เดินทางผ่านสายการบินอาหรับ เช่น Emirates, Qatar Airways และ Etihad (สัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด) ส่วนใหญ่มาจากแถบยุโรป อีกทั้ง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่เร่งตัว การปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน และปริมาณเที่ยวบินที่มีจำกัด อาจกดดันความต้องการเดินทางในเส้นทางบินอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวบางส่วนอาจตัดสินใจชะลอการเดินทางออกไปจากประเด็นความปลอดภัย

    4.ตลาดการเงิน

    ตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางจนถึง 6 มี.ค. บาทอ่อนค่าแรงถึง -2.2% ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า 1.4% ส่วนใหญ่เป็นผลจากเงินสกุลหลักอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ เช่น ยูโร และเยน ในระยะสั้นที่สงครามยังไม่มีข้อยุติ มองว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า จากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่แย่ลง ในกรณีสงครามไม่ยืดเยื้อนัก มุมมอง USDTHB ในระยะสั้นอยู่ที่ 31.25-31.75 และอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงสิ้นปี ในกรณีสงครามรุนแรงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยปรับสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล USDTHB บาทอาจอ่อนค่าที่ 32.50-33.50 เนื่องจากนักลงทุนโลกอาจเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันมาถือครองดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่า

    SCB EIC ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากช่องทางหลักที่ถูกกระทบ ในกรณีฐานสงครามยุติภายใน 2-6 สัปดาห์ เศรษฐกิจไทยปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวลดลงจากเดิมราว 0.3 percentage points แต่หากสงครามลุกลามจนเป็น Regional war อาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงจากเดิมสูงถึง 0.7 – 0.8 percentage points

    ผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย

    SCB EIC ประเมินว่าสงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในหลายมิติ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยรวมแม้ไทยจะส่งออกไปตะวันออกกลางค่อนข้างน้อย แต่มีบางอุตสาหกรรมพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ทำให้จะยังคงได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท และรถยนต์นั่ง ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ แม้ไม่ได้พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมากนัก แต่หลายธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง อาทิ กลุ่มพลังงาน ขนส่ง ก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจส่งออกที่อาจเผชิญปัญหาด้านการขนส่งที่อาจล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง กระทบต้นทุนวัตถุดิบ/ปัจจัยการผลิตสำคัญ ๆ จะเร่งตัวขึ้น อาทิ สินแร่ สินค้าเกษตร ปุ๋ย ผลกระทบดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงเป็นลูกโซ่และอาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจไทยหลายสาขาใน Supply chain อย่างไรก็ดี ระดับความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจด้วย ขณะที่ผลกระทบต่อภาคบริการ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวและ Healthcare ยังต้องติดตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวต่อเนื่องจากปัญหาด้านการเดินทางและความกังวลด้านความปลอดภัย

    อย่างไรก็ดี แม้หลายธุรกิจจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่บางกลุ่มธุรกิจอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีพในช่วงวิกฤติ ซึ่งหลายประเทศในตะวันออกกลางอาจต้องเร่งกักตุนสินค้า จึงอาจเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยสามารถคว้าโอกาสเติบโตได้ หากสามารถหาลู่ทางในการส่งออกได้ เช่นเดียวกับสินค้าเกษตรบางประเภท โดยเฉพาะพืชพลังงานที่จะได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก

    นัยต่อนโยบาย

    SCB EIC ประเมินภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจุบันไทยมีระดับปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศและอยู่ระหว่างขนส่ง (ทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) เพียงพอต่อความต้องการใช้งานนาน 95 วัน (กระทรวงพลังงานประกาศ ณ 5 มี.ค.) นอกจากนี้ ยังมีการสั่งระงับการส่งออกน้ำมันดิบและสำเร็จรูป เร่งหาซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น ผลิตก๊าซฯ จากแหล่งในอ่าวไทยและเมียนมาเพิ่มเพื่อทดแทน รวมถึงให้โรงไฟฟ้าลดใช้ก๊าซและเปลี่ยนไปใช้ถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพ รวมถึงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการพยุงค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ ล่าสุด ณ 3 มี.ค. รัฐบาลไทยได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน

    SCB EIC มองว่าสงครามในตะวันออกกลางเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจไทย จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะเห็นนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยระดับของการผ่อนคลายจะขึ้นกับฉากทัศน์ของสงครามตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wydGNJXzA5kDmSitXmImT

  • SCB EIC ส่องเศรษฐกิจโลกและไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามตะวันออกกลาง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ส่องเศรษฐกิจโลกและไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามตะวันออกกลาง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    KEY SUMMARY

    SCB EIC ประเมินกรณีฐาน การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัดนาน 2-6 สัปดาห์

    • ในกรณีฐานประเมินว่า เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ นาน 2 – 6 สัปดาห์ ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 75 USD/bbl
    • หากสถานการณ์ความขัดแย้งลุกลามสู่สงครามระดับภูมิภาค (Regional war) การขนส่งพลังงาน ทั้งภูมิภาคหยุดชะงัก ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นมากไปที่ 107 USD/bbl

    เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตต่ำลงจากสงครามตะวันออกกลาง

    • ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เงินเฟ้อโลกจะเร่งตัวขึ้นราว 0.4 Percentage points (pp) และอาจกระทบ GDP โลกราว 0.2–0.4 pp
    • แรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนี้อาจทำให้ธนาคารกลางประเทศหลักชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจหันไปใช้ Wait-and-see approach มากขึ้น และชะลอแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากความเสี่ยงเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมา นอกเหนือจากผลการขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก

    เศรษฐกิจไทยปี 2026 อาจชะลอลง 0.3 – 0.8 pp เงินเฟ้ออาจกลับเข้ากรอบได้เร็วขึ้น

    • SCB EIC ประเมินในกรณีฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลง 0.3 pp ในกรณีเลวร้ายราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอาจแตะ 107 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลงมากถึง 0.8 pp
    • เงินเฟ้อไทยปี 2026 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1.5% กลับเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% ได้เร็วขึ้น ผลจากราคาพลังงานโลกที่เร่งตัว แต่หากสถานการณ์ลุกลามเป็น  Regional war เงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงกว่า 4% ได้
    • SCB EIC ประเมิน กนง. มีโอกาสผ่อนคลายดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง

    ภาคธุรกิจเสี่ยงได้รับผลกระทบในด้านพลังงาน การขนส่ง และวัตถุดิบ

    • ธุรกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้สัดส่วนส่งออกไปภูมิภาคนี้ไม่สูง แต่บางอุตสาหกรรมพึ่งพาตลาดนี้ค่อนข้างมาก เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท รถยนต์นั่ง ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ปัญหาการขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ตาม Supply chain ที่เกี่ยวเนื่อง ขณะที่ภาคท่องเที่ยวและ Healthcare ยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวจากปัญหาการเดินทางและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
    • อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและพืชพลังงานบางชนิดอาจได้อานิสงส์จากความต้องการกักตุนสินค้าและราคาโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/07/623506/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lhQ9VRKljUuZxDYe2Vl4e

  • ข่าวเศรษฐกิจ – สยามรัฐ

    ข่าวเศรษฐกิจ – สยามรัฐ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamrath.co.th/economy/news&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hE9KrYBTxE9sUbYVFSzNx

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา เยี่ยมชมงาน Pop-Up Experience Louis Vuitton แบรนด์ระดับโลกสะท้อนความสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เยี่ยมชมงาน Pop-Up Experience Louis Vuitton แบรนด์ระดับโลกสะท้อนความสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำโดย นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมด้วยรองอธิบดี และผู้บริหารกรมฯ เข้าชมงาน Pop-Up Experience ของแบรนด์ระดับโลก Louis Vuitton และหารือกับ Mr. Marcus Lim, Intellectual Property Manager – South Asia ผู้แทนจาก Louis Vuitton ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมาต้อนรับคณะ ณ Louis Vuitton Hotel Bangkok โดยยกเป็นต้นแบบที่ควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ถึงแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมแฟชั่น ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
    ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจโลก

    นางอรมน เปิดเผยว่า การเข้าชมงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและศึกษาแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ผ่านการออกแบบ และการบริหารจัดการสิทธิในเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และงานออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการในระดับสากล ทั้งนี้ Louis Vuitton ในฐานะแบรนด์เก่าแก่ระดับโลก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการสร้างเอกลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและช่วยปกป้องมูลค่าทางธุรกิจในระดับสากล

    ภายในงาน Pop-Up Experience มีการนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาและพัฒนาการของแบรนด์ ผ่านการจัดแสดงผลงานการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ การนำเสนอองค์ประกอบด้านศิลปะ วัฒนธรรม และนวัตกรรมมาผสมผสานอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนความสำคัญของการคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งในมิติของการออกแบบผลิตภัณฑ์ การสื่อสารการตลาด และการสร้างประสบการณ์แบรนด์ (Brand Experience) นอกจากนี้ ยังเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีของลาย Monogram LV อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งออกแบบขึ้นในปี ค.ศ. 1896 หรือกว่า 130 ปีก่อน โดยพัฒนาลวดลายเฉพาะที่ประกอบด้วยอักษร “LV” และดอกไม้สี่แฉก จัดวางในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์และจดจำได้ง่าย เพื่อสร้างความแตกต่างและป้องกันการลอกเลียนแบบ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้เครื่องหมายการค้าเป็นกลไกคุ้มครองแบรนด์อย่างเป็นระบบ และลวดลายดังกล่าวได้กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกจนถึงปัจจุบัน

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในบริบทของประเทศไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และผู้สร้างสรรค์ผลงาน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแฟชั่น งานออกแบบ และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีศักยภาพสูงในการต่อยอดสู่ตลาดสากล หากได้รับการคุ้มครองสิทธิและบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์อย่างเหมาะสม กรมฯ จึงพร้อมเดินหน้าส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการพัฒนากฎหมายและระบบบริการที่ทันสมัย การส่งเสริมการสร้างสรรค์และเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ

    ทั้งนี้ กรมฯ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นพลังสำคัญในการเคารพและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นรากฐานของระบบการค้าที่เป็นธรรม ความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเลือกซื้อสินค้าถูกกฎหมายจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงสินค้าที่มีราคาต่ำผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสินค้าที่ละเมิดสิทธิและไม่ได้มาตรฐาน พร้อมรณรงค์ให้ประชาชน “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าการลงทุน ส่งเสริมผู้ประกอบการสุจริต และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1001938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CCPcUGpSf5s_XdQtuQa-H