Category: เศรษฐกิจ

  • เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เปิดหลักสูตร “วิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7” เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงในภาคการเกษตร รองรับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจเกษตรไทยในอนาคต

    เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนส์ กรุงเทพฯ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการ ARDA, ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการหลักสูตร และ ดร.ศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการ ARDA พร้อมคณะผู้บริหารและผู้เข้าอบรมเข้าร่วม

    สำหรับหลักสูตร วกส. รุ่นที่ 7 มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 84 คน จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และผู้บริหารภาคธุรกิจ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร สถาบันการศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตลอดจนภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และเทคโนโลยี

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    โดยในรุ่นนี้ยังมีผู้บริหารจากแวดวงสื่อสารมวลชนเข้าร่วม ได้แก่ กิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง และผู้บริหารด้านสื่อสารมวลชน และ ธรรศพงศ์ หิรัญย์ธนาคุณ กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) บริษัท โพสต์ทูเดย์ จำกัด ซึ่งเข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจเกษตร นวัตกรรม และการพัฒนาภาคการเกษตรร่วมกับผู้บริหารจากหลากหลายภาคส่วน

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    หลักสูตรเน้น 6 มิติสำคัญของระบบเกษตร

    โครงสร้างการเรียนรู้ของหลักสูตรแบ่งออกเป็น 6 โมดูลหลัก ได้แก่

    1. Agriculture & Cooperatives Landscape ภาพรวมระบบการเกษตรและสหกรณ์ระดับโลก รวมถึงบริบทเศรษฐกิจมหภาค
    2. Agriculture Market Mechanism กลไกตลาดสินค้าเกษตรและโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน
    3. Technology and Innovation เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับภาคการเกษตร
    4.  Current Issue for Agriculture Development วิเคราะห์ประเด็นท้าทายและแนวโน้มการพัฒนาเกษตร
    5. Research for the Future การวิจัยเพื่อกำหนดทิศทางเกษตรในอนาคต
    6. Leadership and Sustainability การพัฒนาภาวะผู้นำและแนวคิดการเกษตรอย่างยั่งยืน

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    ภายในพิธีเปิดยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Future Farmers : บทบาทคนรุ่นใหม่กับการเปลี่ยนผ่านเกษตรไทยยุคใหม่” โดย ดร.ทองเปลว กองจันทร์ และกิจกรรมถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ผ่านหลักสูตรรุ่นก่อน โดย รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร

    หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้บริหารจากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด นโยบาย และนวัตกรรมด้านการเกษตร อันจะช่วยยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร “วกส. รุ่น 7” รวม 84 ผู้นำรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเกษตรไทยยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862352&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SAMGzr0wKqL4D6_uwx0_o

  • SCB EIC ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

    SCB EIC ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

    SCB EIC เผยแพร่บทวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจภายใต้ความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชี้ผลกระทบลุกลามเป็นวงกว้าง กระทบความมั่นคงทางพลังงานและฉุดรั้งการเติบโตของจีดีพีโลกและไทย 

    เปิด 4 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง และแนวโน้มราคาน้ำมันโลก

    สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะยานเกิน 80 USD/bbl (เพิ่มขึ้น 30% จากจุดต่ำสุดในเดือนมกราคม) 

    รายการSCBEIC
    SCB EIC ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

    เนื่องจากความเสี่ยงที่การขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งผ่านพลังงานกว่า 20% ของโลกจะหยุดชะงัก SCB EIC ประเมินฉากทัศน์ไว้ ดังนี้

    1.ความขัดแย้งยุติภายใน 2 สัปดาห์ (Quick De-escalation) ความตึงเครียดคลี่คลายเร็วผ่านการเจรจาและการกดดันจากผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อย่างจีน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะเป็นเพียง Geopolitical Risk Premium ระยะสั้น

    2.ช่องแคบฮอร์มุซติดขัด 2-6 สัปดาห์ (กรณีฐาน Extended Strait Disruption) อิหร่านปิดช่องแคบและมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน สอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่าปฏิบัติการทางทหารอาจใช้เวลาราว 4 สัปดาห์ เพื่อทำลายศักยภาพกองกำลังอิหร่าน

    3.ความขัดแย้งยืดเยื้อ (Prolonged War) การสู้รบรุนแรงขึ้น ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ยาวนานกว่าที่คาด กระทบความปลอดภัยการขนส่งพลังงานในอ่าวเปอร์เซียเป็นวงกว้าง

    4.สงครามภูมิภาค (กรณีเลวร้ายที่สุด  Regional War) ความขัดแย้งขยายตัวสู่ระดับภูมิภาค ระบบโลจิสติกส์พลังงานหยุดชะงักทั้งระบบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 100-110 USD/bbl จนเกิดภาวะ Demand Destruction

    ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและนโยบายการเงินโลก SCB EIC มองว่าผลกระทบจะส่งผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ  เงินเฟ้อโลกเร่งตัว หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก 10% จะดันเงินเฟ้อประเทศเศรษฐกิจหลักสูงขึ้น 0.2% โดยในกรณีเลวร้ายที่น้ำมันแตะ 100 USD/bbl เงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 0.6-0.7% กดดันกำลังซื้อครัวเรือนและต้นทุนธุรกิจ  และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 10% จากกรณีฐาน จะทำให้ GDP โลกลดลงราว 0.1-0.3% โดยกรณีฐานปีนี้ GDP โลกมีแนวโน้มขยายตัวลดลง 0.2-0.4%

    โดยมองว่า ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ Fed ที่อาจใช้แนวทาง Wait-and-see เพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่าช้าออกไปจากความกังวลด้านเงินเฟ้อพลังงาน

    สำหรับเศรษฐกิจไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีความอ่อนไหวสูงเนื่องจากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) สูงถึง 8% ของ GDP SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่าน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 

    1. เงินเฟ้อและการบริโภคภาคเอกชน ในกรณีฐาน เงินเฟ้อไทยปี 2569 จะอยู่ที่ราว 1.5% แต่หากลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค เงินเฟ้ออาจพุ่งสูงกว่า 4% ทะลุขอบบนของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แม้ภาครัฐจะพยายามตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาท/ลิตร แต่หากราคาน้ำมันโลกยืนสูงนาน กองทุนน้ำมันฯ จะแบกรับภาระไม่ไหว จนต้องปล่อยให้ราคาขายปลีกพุ่งขึ้น กระทบกำลังซื้อครัวเรือน

    2. การค้าระหว่างประเทศ ดุลการค้าเสี่ยงแย่ลง แม้ไทยจะส่งออกไปตะวันออกกลางเพียง 3.7% แต่เราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากที่นั่นถึง 59% ของแหล่งนำเข้าทั้งหมด นอกจากนี้ยังจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรปและเอเชีย รวมถึงค่าขนส่งที่แพงขึ้น

    3. การท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง (สัดส่วน 2%) ชะลอตัวจากการปิดน่านฟ้าและช่วงเดือนเราะมะฎอน ส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น (สัดส่วน 8%): โดยเฉพาะที่เดินทางผ่านสายการบินตะวันออกกลาง (Emirates, Qatar, Etihad) อาจชะลอการเดินทางจากต้นทุนตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและความกังวลด้านความปลอดภัย

    4. ตลาดการเงินและค่าเงินบาท ตั้งแต่วันเกิดเหตุถึง 6 มีนาคม เงินบาทอ่อนค่ารุนแรงถึง -2.2% พร้อม คาดการณ์ว่าหากกรณีสงครามไม่ยืดเยื้อ คาดบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.25-31.75 และอาจกลับมาแข็งค่าที่ 31.00-31.50 ในสิ้นปี ส่วนกรณีรุนแรง หากน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ บาทอาจอ่อนค่าไปถึง 32.50-33.50 จากการไหลออกของเงินทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัย

    SCB EIC
    SCB EIC ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก-ไทย เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง เตือนหากยืดเยื้อดันน้ำมันแพง เงินเฟ้อพุ่ง บาทอ่อนค่า GDP อาจวูบทั่วโลก

    สำหรับผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ประเมินว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ จะเป็นธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันสูง เช่น พลังงาน ขนส่ง ก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปตะวันออกกลางมาก เช่น รถยนต์นั่ง และสินค้าเกษตรบางประเภท นอกจากนี้ต้นทุนวัตถุดิบต่อเนื่อง เช่น ปุ๋ย และสินแร่ จะพุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

    ส่วนกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็น เนื่องจากประเทศในตะวันออกกลางอาจเร่งกักตุนสินค้า รวมถึง พืชพลังงาน ที่ราคาจะปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก

    SCB EIC ประเมินภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน อย่างไรก็ตามปัจจุบันไทยมีระดับปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศและอยู่ระหว่างขนส่ง (ทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) เพียงพอต่อความต้องการใช้งานนาน 95 วัน (กระทรวงพลังงานประกาศ ณ 5 มี.ค.) 

    นอกจากนี้ ยังมีการสั่งระงับการส่งออกน้ำมันดิบและสำเร็จรูป เร่งหาซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น ผลิตก๊าซฯ จากแหล่งในอ่าวไทยและเมียนมาเพิ่มเพื่อทดแทน รวมถึงให้โรงไฟฟ้าลดใช้ก๊าซและเปลี่ยนไปใช้ถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพ รวมถึงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการพยุงค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ ล่าสุด ณ 3 มี.ค. รัฐบาลไทยได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน 

    ทั้งนี้  SCB EIC  ประเมินว่าสงครามตะวันออกกลางเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ “ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม” เพื่อประคองเศรษฐกิจที่อาจได้รับผลกระทบหนัก โดยในกรณีฐานเศรษฐกิจไทยอาจโตลดลง 0.3% แต่หากเกิดสงครามภูมิภาคอาจฉุด GDP ลดลงได้ถึง 0.7 – 0.8%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/270271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Fp6s6GWt4W7fj9Q57-4I2

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 มี.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 69 

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 39.14 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 30.55 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.18 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 28.34 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 26.29 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (8 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/653219&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Gpiwim9BeGRA3OWGzKLq0

  • เปิดตัว “ชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร” สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 ชูเสน่ห์พหุวัฒนธรรม 3 ศาสนา ริมสายน้ำประวัติศาสตร์ สัมผัสอัญมณีเลอค่า-เสื่อกกจันทบูร พร้อมเมนูอาหารถิ่น UNSEEN กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน | TOPNEWS

    เปิดตัว “ชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร” สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 ชูเสน่ห์พหุวัฒนธรรม 3 ศาสนา ริมสายน้ำประวัติศาสตร์ สัมผัสอัญมณีเลอค่า-เสื่อกกจันทบูร พร้อมเมนูอาหารถิ่น UNSEEN กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน | TOPNEWS

    เปิดตัว “ชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร” สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 ชูเสน่ห์พหุวัฒนธรรม 3 ศาสนา ริมสายน้ำประวัติศาสตร์ สัมผัสอัญมณีเลอค่า-เสื่อกกจันทบูร พร้อมเมนูอาหารถิ่น UNSEEN กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน

    ในโอกาสนี้ ประธานและคณะได้ร่วมสักการะพระแก้วมรกตและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดโบสถ์เมือง วัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลาย ที่มีทับหลังศิลปะบาปวนอันล้ำค่า พร้อมรับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม “ชาติพันธ์จันทบูร” จากวิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี

    จากนั้นได้เยี่ยมชมการสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น อาทิ การทอเสื่อกกจันทบูร มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ ประจำปี 2567 และ การทำอัญมณี

    ซึ่งจันทบุรีเป็นแหล่งพลอยสำคัญของโลก รวมถึงชมการสาธิตอาหารพื้นบ้านตามโครงการ “1จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรท้องถิ่น

    นอกจากนี้ ได้ร่วมเทศกาลบูชาดาว เที่ยวเมืองจันทร์ สานสัมพันธ์วัฒนธรรมไทย – เวียดนาม 2569 ณ วัดเขตร์นาบุญญาราม โดยมี พระบริหารวชิรอนัมพรต เจ้าอาวาสวัดเขตร์นาบุญญาราม

    คณะกรรมการวัดเขตร์นาบุญญาราม อาจารย์คฑา ชินบัญชร นักพยากรณ์ไพ่ยิปซีและผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย ให้การต้อนรับ

    สำหรับพิธีบูชาดาวนพเคราะห์ เป็นหนึ่งในพิธีกรรมตามความเชื่อโบราณที่ผสมผสานหลักโหราศาสตร์และความศรัทธาทางพระพุทธศาสนา

    อันสะท้อนถึงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น โดยกิจกรรมดังกล่าวนับเป็น Unseen Thailand ของจังหวัดจันทบุรี

    และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนไทยและเวียดนาม

    ด้าน นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การเปิดตัวชุมชนในครั้งนี้เป็นการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก

    ได้มาสัมผัสความสุขที่จันทบุรี ตามแนวคิด “สุขทุกวันที่จันทบุรี” และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1509324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-QX77Xtn7jGJAH4zI8iQ2

  • ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. แตะ 53.0 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 5  แรงหนุนท่องเที่ยว

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. แตะ 53.0 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 5 แรงหนุนท่องเที่ยว

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. แตะ 53.0 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 5  แรงหนุนท่องเที่ยว

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,623 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 53.0 จากความคาดหวังต่อแนวทางนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะต่อไปที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น 

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาภาระค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ชะลอตัวยังคงส่งแรงกดดันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่องกระทบความกังวลของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ระดับ 53.0 โดยปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 52.6 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 59.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 58.4 ในเดือนก่อนหน้า 

    โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่นคาดว่ามาจาก 

    • ประชาชนมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม ทิศทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และความคาดหวังต่อมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ 
    • การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนและมีแนวโน้มต่อเนื่องจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับมีนโยบายการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ จะช่วยเพิ่มรายได้และการจ้างงานในประเทศ
    • การส่งออกยังเติบโต ได้ต่อเนื่องในระดับสูง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรกลุ่มอาหารและผลไม้เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 43.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นที่ระดับต่ำกว่า 50 โดยมีปัจจัยลดทอนระดับความเชื่อมั่น อาทิ ความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อภาคการผลิต และการค้าทั้งในประเทศและการส่งออก 

    รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการที่มีความผันผวนส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูงยังเป็นแรงกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม 

    อย่างไรก็ตาม หลายปัจจัยเสี่ยงข้างต้นทั้งภายในและภายนอกประเทศมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางค่อนข้างเร็วและผันผวน ซึ่งจะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นจึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์

    นอกจากนี้ มติที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงปลายเดือน ก.พ.69 ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อาจช่วยผ่อนคลายความกังวลของประชาชนได้ในระยะถัดไป

    ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็น 49.01% รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ 13.20% การเมือง 10.66% เศรษฐกิจโลก 8.12% ราคาสินค้าเกษตร 7.90% สังคม/ความมั่นคง 7.53% ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 1.65% ปัจจัยอื่น ๆ 1.01% และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด 0.92%

    ขณะเดียว ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ในช่วงเชื่อมั่นทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 54.3 และ 51.5 ตามลำดับ 

    ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคกลางทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 50.9 กรุงเทพมหานครและปริมณฑลและภาคเหนือ แม้ปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 57.2 และ 52.1 ตามลำดับ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0upgc6kTkzX28a-_IXp4JT

  • เปิดสนามบินสากลบ่อแก้วอย่างเป็นทางการ เชื่อมเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำสู่ภูมิภาค | เดลินิวส์

    เปิดสนามบินสากลบ่อแก้วอย่างเป็นทางการ เชื่อมเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำสู่ภูมิภาค | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้มีพิธีเปิดใช้งาน “สนามบินสากลบ่อแก้ว” อย่างเป็นทางการ โดยมีนายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายสมสะหวาด เล่งสะหวัด อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายเหล็กไหล สีวิไล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง พลจัตวา แป้นคำ บุดจันแพง เลขาธิการคณะบริหารงานพรรคแขวงบ่อแก้ว รวมทั้งผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและผู้แทนจากเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    นางเทียนทอง โสภา ผู้อำนวยการสนามบินสากลบ่อแก้ว รายงานว่า สนามบินตั้งอยู่ที่บ้านใหญ่สีเมืองงาม เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ห่างจากเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำประมาณ 5 กิโลเมตร จัดอยู่ในสนามบินขนาดกลางตามมาตรฐาน Code 4C สามารถรองรับอากาศยานขนาด Airbus A320 หรือ Boeing 737 ได้ โดยมีทางขับ (Taxiway) จำนวน 3 เส้น ได้แก่ Alpha, Bravo และ Charlie พร้อมลานจอดอากาศยานขนาดประมาณ 130 x 220 เมตร รองรับหลุมจอดรวม 4 หลุม สามารถจอดเครื่องบิน A320 หรือ B737 ได้พร้อมกัน 2 ลำ และเครื่องบินขนาดเล็กอย่าง ATR-72 หรือ MA-60 อีก 2 ลำ

    ด้านอุปกรณ์ภาคพื้นสนามบินมีการเตรียมความพร้อมอย่างครบครัน ทั้งรถบันไดขึ้นลงเครื่องบิน รถเติมน้ำมันและรถถ่ายน้ำเสีย รถสายพานลำเลียงสัมภาระ รถลากจูงอากาศยาน และรถนำทาง (Follow Me) รวมถึงมีการเตรียมรองรับอากาศยานรุ่น C-909 ในอนาคต
    สำหรับอาคารผู้โดยสารมีจำนวน 1 หลัง แบ่งพื้นที่ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมีเคาน์เตอร์เช็คอินสำหรับสายการบินภายในประเทศ 8 เคาน์เตอร์ และระหว่างประเทศ 10 เคาน์เตอร์ พร้อมประตูทางออกขึ้นเครื่อง (Gate) จำนวน 4 ประตู และสะพานเทียบเครื่องบินหรือ “งวงช้าง” จำนวน 2 ชุด รองรับผู้โดยสารในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนได้ประมาณ 250 คน สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ และ 384 คน สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ รวมทั้งมีห้องรับรองพิเศษ VIP Lounge

    ส่วนในด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย มีการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ตรวจสัมภาระจำนวน 10 เครื่อง เครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่าน 9 เครื่อง เครื่องตรวจแบบมือถือ 30 เครื่อง และเครื่องตรวจวัตถุระเบิด 2 เครื่อง พร้อมระบบควบคุมการเข้าออกด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง

    จากการวิเคราะห์ศักยภาพด้านการเดินทางและการลงทุน คาดว่าในอนาคตจะมีการเปิดเส้นทางบินภายในประเทศเชื่อมต่อจากบ่อแก้วไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ หลวงพระบาง หัวพัน เชียงขวาง สะหวันนะเขต และจำปาสัก ขณะที่เส้นทางบินระหว่างประเทศมีศักยภาพเชื่อมต่อกับเมืองสำคัญในภูมิภาค เช่น กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่ ของประเทศไทย ฮานอย และโฮจิมินห์ ของเวียดนาม คุนหมิง กวางโจว และฮ่องกง ของจีน รวมทั้งพนมเปญ และเสียมราฐ ของกัมพูชา

    ขณะนายเหล็กไหล ระบุว่า การพัฒนาการบินพลเรือนถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของ สปป.ลาว โดยเฉพาะด้านการค้าและการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนโยบายการเชื่อมโยงภูมิภาคตามแผนพัฒนาประเทศระยะปี 2026-2030 ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มการขนส่งทางอากาศเฉลี่ยปีละประมาณ 0.8 เปอร์เซ็นต์

    ทั้งนี้ ภายในพิธีได้มีการมอบใบรับรองการเป็นสนามบินสากลอย่างเป็นทางการ พร้อมประกอบพิธีลั่นฆ้อง 9 ครั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเปิดใช้งานสนามบินแห่งใหม่ของแขวงบ่อแก้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5665090/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PNoyVC6vlylXE66CwWSC2

  • สงครามอิหร่าน เขย่า  4 เสาเศรษฐกิจ  ’ดูไบ-อาบูดาบี’  จากฮับสู่พื้นที่เสี่ยง

    สงครามอิหร่าน เขย่า 4 เสาเศรษฐกิจ ’ดูไบ-อาบูดาบี’ จากฮับสู่พื้นที่เสี่ยง

    สงครามอิหร่านเขย่า 4 เสาเศรษฐกิจ ‘ยูเออี’ ฮับการเงิน AI อสังหาฯ การบิน ’ดูไบ-อาบูดาบี’ จากศูนย์เศรษฐกิจสู่เขตเฝ้าระวัง นักลงทุนและมหาเศรษฐีชั่งน้ำหนักเรื่องความปลอดภัยกับภาษี

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ที่ลุกลามมาถึงน่านฟ้าของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงต่อ “ดูไบ” และ “อาบูดาบี”

    จากเดิมที่ดูไบและอาบูดาบีถูกมองว่าเป็น “เกาะแห่งความปลอดภัย” ท่ามกลางภูมิภาคที่ผันผวน แต่ภาพของขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นเหนือตึกระฟ้าทำให้นักลงทุน กลุ่มคนทำงานระดับหัวกะทิและกลุ่มมหาเศรษฐีที่เคยหนีความขัดแย้งเข้ามาสร้างสร้างการเติบโตให้ภูมิภาคนี้ ซึ่งกำลังตั้งคำถามและลังเลที่จะเข้ามาในเมืองแห่งเศรษฐกิจ

    การหลั่งไหลเข้ามาของเหล่ามหาเศรษฐี ผู้จัดการกองทุน และธนาคารระดับโลกในช่วงที่ผ่านมา เคยทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าความเสี่ยงจากการอยู่ใกล้กับภูมิภาคที่ผันผวนที่สุดในโลกนั้นเป็นเรื่องที่พอมองข้ามกันได้  

     แต่ในระยะสั้นนี้ ความเชื่อดังกล่าวดูเหมือนจะสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อสหรัฐ และอิสราเอลยังคงเดินหน้าทำสงครามกับอิหร่าน จนเมื่อคืนวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ประกาศเตือนชาวเมืองดูไบเรื่องขีปนาวุธที่กำลังพุ่งเข้ามา พร้อมทั้งกำชับให้ประชาชนรีบหาที่หลบภัยโดยด่วน

    เมื่อ ‘ความปลอดภัย’ สำคัญกว่า ‘ภาษี’

    เสน่ห์ของ UAE ที่ดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกคือการเป็นเมือง “ปลอดภาษี” แต่ในวันนี้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มมีน้ำหนักมากกว่าผลประโยชน์ทางการเงิน

     อัชวิน อานิล ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหางานในกลุ่มธุรกิจกองทุน Private Equity, สินเชื่อ และ Venture Capital กล่าวว่าผู้สมัครงานกว่า 50% เริ่มลังเลหรือถอนตัวจากการย้ายมาทำงานที่นี่ เพราะแม้จะยอมรับความเสี่ยงในตลาดเงินได้ แต่ไม่มีใครยอมรับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในชีวิตได้

    ในขณะที่เมืองเคยเป็นจุดหมายของ Digital Nomad และเศรษฐีหนีภาษี แต่ปัจจุบันกลุ่มแชทของชาวต่างชาติกลับเต็มไปด้วยคำถามเรื่องเส้นทางอพยพไปยังโอมานหรือซาอุดีอาระเบียแทน

    ในขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีชาวต่างชาติจำนวนมากน้อยเพียงใดที่กำลังคิดจะย้ายออก หรือตัดสินใจยกเลิกการย้ายเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ต่อจากนี้ 

    แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ กลุ่มคนที่เคยมองว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเพียงทางเลือกที่หอมหวานสำหรับการใช้ชีวิตแบบ “ปลอดภาษี” เริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงอีกด้านที่ต้องแลกมาแล้ว

     ภาสกร ทาสกุปตะ (Bhaskar Dasgupta) ผู้บริหารสำนักงานครอบครัว Sun Foundation ในเอมิเรตส์กล่าว “ภูมิศาสตร์คือตัวแบบความเสี่ยงขั้นพื้นฐานที่สุด ซึ่งสงครามเป็นเพียงตัวขับเน้นให้ความเสี่ยงนั้นชัดเจนขึ้น ซึ่ง UAE ใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้าง ‘ตัวซับแรงกระแทก’ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ ระบบโลจิสติกส์ และการทูต ช่วงเวลาเช่นนี้แหละที่จะเป็นตัวพิสูจน์ว่าสิ่งที่ลงทุนไปทั้งหมดนั้น จะคุ้มค่าและได้ผลจริงหรือไม่”

    4 เสาหลักเศรษฐกิจ UAE สะเทือน

    สงครามอิหร่าน เขย่า  4 เสาเศรษฐกิจ  ’ดูไบ-อาบูดาบี’  จากฮับสู่พื้นที่เสี่ยง

    เดิมพันมหาศาลของ ‘ธนาคารโลก’ แห่งตะวันออกกลาง

    ยูเออีไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตน้ำมัน แต่เป็น “นายธนาคารของโลก” ที่ถือครองเม็ดเงินจำนวนมหาศาล และดึงดูดกลุ่มธุรกิจการเงินยักษ์ใหญ่ให้เข้ามาปักหลัก จนกลายเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สำคัญของโลกและก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งของศูนย์กลางการเงินโลกอย่าง ลอนดอน นิวยอร์ก และฮ่องกง 

    อาบูดาบีมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นขุมพลังหลักในการลงทุนทั่วโลก

    นับตั้งแต่ต้นปี 2567 จำนวนกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในดูไบพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว มีบริษัทกว่า 100 แห่ง เข้ามาตั้งสำนักงาน รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง Millennium Management, ExodusPoint, Balyasny  และ Brevan Howard แต่การเติบโตde]y’นี้ “เปราะบาง” เพราะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นส่วนบุคคลของเหล่านักเทรดระดับโลก

    นักลงทุนเหล่านี้ยอมรับความเสี่ยงในตลาดหุ้นได้ แต่ “ความไม่ปลอดภัยในชีวิต” คือสิ่งที่พวกเขารับไม่ได้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เราอาจเห็นปรากฏการณ์สมองไหลครั้งใหญ่

    สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Brookfield Asset Management, KKR & Co. และ BlackRock ต่างกำลังเร่งเครื่องเพื่อปิดดีลธุรกิจในภูมิภาคอ่าวอาหรับให้มากขึ้น ขณะที่ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Morgan Stanley และ Goldman Sachs ก็ได้สร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง โดยส่งผู้บริหารระดับสูงเข้ามาใช้เวลาและลงพื้นที่ในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นายธนาคารระดับสูงรายหนึ่งให้ความเห็นว่า เหตุการณ์รุนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจนำไปสู่การ “รีเซ็ต” หรือการหยุดชะงักของกิจกรรมการของไพรเวทอิควิตี้ในระยะสั้นได้

    คอนเนอร์ เทสคีย์ ซีอีโอของ Brookfield กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า ตะวันออกกลางกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ บนเวทีโลก  และยืนยันว่าเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการร่วมทุนมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ระหว่าง Brookfield กับกองทุนความมั่งคั่งของกาตาร์ เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

     นายธนาคารรายหนึ่งที่ทำงานให้กับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทเล่าว่า ในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวสำหรับการประชุมทางโทรศัพท์ในช่วงสุดสัปดาห์ ข่าวการโจมตีด้วยขีปนาวุธระลอกแรกก็เริ่มแพร่กระจายออกมา เขาเผยว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ความรู้สึกที่มีต่อโลกทั้งใบก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเขาขอปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะในขณะที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่

    มาร์ติน โรล ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจครอบครัวระดับโลกที่มีลูกค้าอยู่ในภูมิภาคนี้ และนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบัน INSEAD กล่าวว่า “สำหรับพื้นที่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญต่อความยืดหยุ่น ความเข้มแข็ง และความสามารถในการยืนหยัดรักษาสถานะเดิมเอาไว้ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนให้ตระหนักถึงตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของพวกเขาด้วย”

    โดรนถล่มหัวใจดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน AI

    ความฝันของ UAE คือการเป็นฮับ AI และศูนย์ข้อมูลของโลก แต่เหตุการณ์ล่าสุดได้สร้างรอยร้าวให้ความฝันนี้

    บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง “อเมซอน”  ออกประกาศแจ้งเตือนลูกค้าว่าศูนย์ข้อมูล 3 แห่งในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจากการโจมตี โดย 2 แห่งใน UAE ถูกพุ่งชนโดยตรง 

    อย่างน้อย 2 บริษัท รวมถึงอเมซอนได้ออกประกาศแจ้งเตือนลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจใน UAE โดยแนะนำให้สำรองข้อมูลสำคัญไว้ในพื้นที่ “นอกตะวันออกกลาง” เพื่อเป็นมาตรการป้องกันและเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

    ดีนา อารักจี  นักวิเคราะห์จาก Control Risks บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงกล่าวว่า “หากศูนย์ข้อมูลหลายแห่งในประเทศเดียวได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดที่กำลังดำเนินอยู่พร้อม ๆ กัน อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจตามปกติ โดยเฉพาะในด้านขีดความสามารถในการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูล” 

    สะเทือนตลาด ‘อสังหาริมทรัพย์-หุ้น’

    ดูไบกลายเป็นผู้นำโลกในการขายบ้านมูลค่าเกิน 10 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 350-360 ล้านบาท โดยราคาอสังหาพุ่งสูงขึ้นกว่า 70% นับตั้งแต่ปี 2562 โดยก่อนหน้านี้มหาเศรษฐีทั่วโลกต่างแย่งกันกว้านซื้อวิลล่าและเพนท์เฮาส์หรู แม้ความตึงเครียดจะเริ่มก่อตัว แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป

     นายหน้าอสังหาเริ่มพบว่าผู้ซื้อเริ่มใช้กลยุทธ์ “รอดูสถานการณ์” และหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Emaar Properties ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังโครงการดาวน์ทาวน์ดูไบและตึก Burj Khalifa ต่างก็ราคาหุ้นลดลง 5% ขณะที่ราคาพันธบัตรของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว และ Aldar Properties ซึ่งผู้พัฒนาเบอร์หนึ่งของอาบูดาบี ร่วงลงถึง 10% ภายในเวลาเพียง 2 วันหลังตลาดเปิดทำการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มเทขายทรัพย์สินในกลุ่มนี้ออกมาแล้ว

    ในสถานการณ์จริงภายใต้การโจมตี UAE สามารถยิงสกัดกั้นขีปนาวุธเกือบทั้งหมดที่พุ่งเป้าเข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในขณะที่มีการสกัดกั้นวัตถุระเบิดบนท้องฟ้า บริการส่งอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ยังคงดำเนินต่อไปได้ตามปกติ 

    อย่างไรก็ตาม ภาพความเสียหายที่ปรากฏออกมา เช่น เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในโรงแรมบนเกาะหรู “ปาล์ม จูไมราห์”   อาจเป็นภาพลักษณ์ที่สลัดออกไปจากความทรงจำของผู้คนได้ยาก

    ‘การบิน-การท่องเที่ยว’  เครื่องยนต์หลักชะงัก

    ดูไบและอาบูดาบีทุ่มงบมหาศาลเปลี่ยนเมืองทะเลทรายให้เป็นจุดเชื่อมต่อการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสนามบินที่หนาแน่นที่สุดและสายการบินเอมิเรตส์เป็นเรือธง แต่ว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่

     การปิดน่านฟ้าเหนือดูไบ อาบูดาบี และโดฮาทำให้นักท่องเที่ยวตกค้างเต็มสนามบิน และท้องฟ้าที่เคยหนาแน่นกลับเงียบเหงา ฝูงบินของเอมิเรตส์กระจัดกระจายอยู่ตามสนามบินทั่วโลก และทำได้เพียงเที่ยวบินอพยพเพื่อระบายผู้โดยสารที่ตกค้าง ทำให้ภาพนักท่องเที่ยวที่ติดค้างอย่างไร้ทางออกกลายเป็นรอยด่างพร้อยสำคัญของฮับการบินที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้

    ปัจจุบันมีทั้งเจ้าของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ เจ้าของทีมกีฬา และทายาทตระกูลดังที่มีทรัพย์สินนับพันล้านดอลลาร์ ต่างพากันย้ายมาพำนักถาวรใน UAE  แต่เมื่อเที่ยวบินพาณิชย์ต้องหยุดให้บริการนานหลายวันจากเหตุการณ์ความไม่สงบ มหาเศรษฐีบางส่วนจึงตัดสินใจหันไปใช้บริการ “เครื่องบินเช่าเหมาลำส่วนตัว” เพื่อเดินทางออกจากพื้นที่ โดยไปขึ้นเครื่องที่เมืองมัสกัตในโอมาน หรือกรุงริยาดในซาอุดีอาระเบียแทน

    “ในวินาทีนี้ พวกเขาเริ่มตระหนักแล้วว่า การไปอยู่ที่บ้านหลังที่สอง (ในประเทศอื่น) จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายนั้นปลอดภัยกว่า” 

    ชาร์ลส์ โรบินสัน  ผู้ก่อตั้ง EnterJet แพลตฟอร์มจองเจ็ตส่วนตัว ให้สัมภาษณ์ว่า “ในวินาทีนี้ พวกเขาเริ่มตระหนักแล้วว่า การไปอยู่ที่บ้านหลังที่สองในประเทศอื่น จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายนั้นปลอดภัยกว่า” 

    บททดสอบ UAE สู่ความแข็งแกร่ง

    โรเบิร์ต ซัลเตอร์ จากบริษัท Blick Rothenberg กล่าวว่าคำถามคือ ดูไบจะสามารถทำให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางการค้าที่แท้จริง ซึ่งสามารถยืนหยัดผ่านพ้นอุปสรรคหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหล่านี้ไปได้หรือไม่? หรือว่าสถานการณ์มันจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จนผู้คนพากันตัดสินใจละทิ้งเมืองนี้ไปจริง ๆ?

    อินิโก เดอ ลูนา  ผู้ก่อตั้ง Nahda Capital Partners ในอาบูดาบีกล่าว “ถามว่านี่คือการทดสอบความแข็งแกร่งครั้งใหญ่ไหม? ใช่ครับ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ถึงขั้นจะทำลายการดำรงอยู่ของประเทศนี้ลงได้ 

    “ UAE  จะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม เพราะวิกฤติครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ได้พิสูจน์อีกครั้งว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ UAE มีความแตกต่าง ทั้งการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และนโยบายระดับชาติที่เน้นความมั่นคงและการลดความขัดแย้ง” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1224174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_CH3SKHJX7Gk4-DjZngUw

  • เปิดสนามบินสากลบ่อแก้ว หนุนเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำ เชื่อมการบินภูมิภาค

    เปิดสนามบินสากลบ่อแก้ว หนุนเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำ เชื่อมการบินภูมิภาค

    ภูมิภาค

    เปิดสนามบินสากลบ่อแก้ว หนุนเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำ เชื่อมการบินภูมิภาค

    วันเสาร์ ที่ 07 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่บ้านใหญ่สีเมืองงาม เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีพิธีเปิดใช้งาน สนามบินสากลบ่อแก้ว อย่างเป็นทางการ โดยมี สะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย สมสะหวาด เล่งสะหวัด อดีตรองนายกรัฐมนตรี, เหล็กไหล สีวิไล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง และ แป้นคำ บุดจันแพง เลขาธิการคณะบริหารงานพรรคแขวงบ่อแก้ว ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานรัฐและผู้บริหารจาก เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    นางเทียนทอง โสภา ผู้อำนวยการสนามบินสากลบ่อแก้ว เปิดเผยว่า สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ที่บ้านใหญ่สีเมืองงาม เมืองต้นผึ้ง ห่างจากเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นสนามบินขนาดกลางตามมาตรฐาน Code 4C สามารถรองรับเครื่องบินขนาด Airbus A320 และ Boeing 737 ได้ โดยมีทางขับอากาศยาน (Taxiway) 3 เส้น ได้แก่ Alpha, Bravo และ Charlie พร้อมลานจอดอากาศยานขนาดประมาณ 130 x 220 เมตร รองรับหลุมจอดรวม 4 หลุม สามารถจอดเครื่องบิน A320 หรือ B737 ได้พร้อมกัน 2 ลำ และเครื่องบินขนาดเล็กอย่าง ATR 72 หรือ Xian MA60 อีก 2 ลำ

    ด้านอุปกรณ์ภาคพื้นสนามบินมีการเตรียมความพร้อมครบถ้วน ทั้งรถบันไดขึ้นลงเครื่องบิน รถเติมน้ำมัน รถถ่ายน้ำเสีย รถสายพานลำเลียงสัมภาระ รถลากจูงอากาศยาน และรถนำทาง (Follow Me) รวมถึงมีแผนรองรับอากาศยานรุ่น COMAC C909 ในอนาคต

    สำหรับอาคารผู้โดยสารมีจำนวน 1 หลัง แบ่งพื้นที่รองรับเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมีเคาน์เตอร์เช็คอินภายในประเทศ 8 เคาน์เตอร์ ระหว่างประเทศ 10 เคาน์เตอร์ พร้อมประตูขึ้นเครื่อง 4 ประตู และสะพานเทียบเครื่องบินหรือ “งวงช้าง” จำนวน 2 ชุด รองรับผู้โดยสารช่วงชั่วโมงเร่งด่วนได้ประมาณ 250 คน สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ และ 384 คน สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ พร้อมห้องรับรองพิเศษ VIP Lounge

    มาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบินมีการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ตรวจสัมภาระ 10 เครื่อง เครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่าน 9 เครื่อง เครื่องตรวจแบบมือถือ 30 เครื่อง และเครื่องตรวจวัตถุระเบิด 2 เครื่อง รวมทั้งระบบควบคุมการเข้าออกด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์และกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้ จากการประเมินศักยภาพในอนาคต คาดว่าจะมีการเปิดเส้นทางบินภายในประเทศเชื่อมต่อจากแขวงบ่อแก้วไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ หลวงพระบาง หัวพัน เชียงขวาง สะหวันนะเขต และจำปาสัก ขณะที่เส้นทางบินระหว่างประเทศมีแนวโน้มเชื่อมต่อกับเมืองสำคัญในภูมิภาค อาทิ กรุงเทพมหานคร และ เชียงใหม่ ของไทย ฮานอย และโฮจิมินห์ ของเวียดนาม คุนหมิง กวางโจว และฮ่องกง ของจีน รวมถึงพนมเปญ และเสียมราฐ ของกัมพูชา

    ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่งของลาวระบุว่า การพัฒนาการบินพลเรือนถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะด้านการค้าและการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนโยบายเชื่อมโยงภูมิภาคตามแผนพัฒนาประเทศช่วงปี 2026–2030 ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มการขนส่งทางอากาศเฉลี่ยปีละประมาณ 0.8 เปอร์เซ็นต์

    ในพิธีเปิดยังได้มีการมอบใบรับรองการเป็นสนามบินสากลอย่างเป็นทางการ พร้อมประกอบพิธีลั่นฆ้อง 9 ครั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเปิดใช้งานสนามบินแห่งใหม่ของแขวงบ่อแก้วอย่างเป็นทางการ.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/468419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NWNzP2QvdiI24NH3AXl3C

  • 5 อุตสาหกรรม “ปั้นมหาเศรษฐี” มากกว่า 3,000 คนทั่วโลก เปิดขุมทรัพย์อาชีพแห่งอนาคต

    5 อุตสาหกรรม “ปั้นมหาเศรษฐี” มากกว่า 3,000 คนทั่วโลก เปิดขุมทรัพย์อาชีพแห่งอนาคต

    เปิดขุมทองอาชีพ! 5 ธุรกิจทำเงินระดับโลก ที่สร้างมหาเศรษฐีมากที่สุดในรอบ 10 ปี

    รายงานจาก Forbes ระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีมหาเศรษฐีมากกว่า 3,028 คน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 247 คน โดยมหาเศรษฐีเหล่านี้มีทรัพย์สินรวมกันสูงถึง 16.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยคนละประมาณ 5.3 พันล้านดอลลาร์

    ที่น่าสนใจคือ มหาเศรษฐีจำนวนมากไม่ได้กระจายอยู่ในทุกอุตสาหกรรม แต่กลับเกิดขึ้นจาก 5 อุตสาหกรรมหลัก ที่มีศักยภาพด้านรายได้ โอกาสทางธุรกิจ และแนวโน้มเติบโตสูงในระยะยาว โดยหลายผู้เชี่ยวชาญมองว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้ยังคงเป็น “ขุมทอง” ที่มีโอกาสสร้างมหาเศรษฐีรุ่นใหม่ในอนาคต

    1. อุตสาหกรรมการผลิต

    แม้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะได้รับความสนใจมากกว่า แต่ในความเป็นจริง ภาคการผลิต คือหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สร้างมหาเศรษฐีใหม่มากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

    ข้อมูลระบุว่า ระหว่างปี 2014-2024 มีมหาเศรษฐีใหม่กว่า 500 คน ที่เติบโตมาจากภาคการผลิต โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีนและอินเดีย ซึ่งในปี 2024 เพียงปีเดียว มีมหาเศรษฐีใหม่จากอุตสาหกรรมนี้ถึง 46 คน

    การเติบโตดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก การแข่งขันทางการค้า และกระแส “ย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ” ของหลายประเทศเศรษฐกิจหลัก

    2. อุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยียังคงเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลก ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาคเทคโนโลยีสร้างมหาเศรษฐีใหม่ถึง 443 คน ตั้งแต่ธุรกิจโซเชียลมีเดีย ฟินเทค ไปจนถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    โดยเฉพาะกระแส AI ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ทำให้บริษัทผู้ผลิตชิปและหน่วยประมวลผล เช่น Nvidia หรือ Super Micro Computer เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการพลังประมวลผลสำหรับ AI เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

    ในหลายประเทศ รวมถึงเวียดนามและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาชีพด้าน IT ยังมีแนวโน้มรายได้สูง โดยผู้มีประสบการณ์ 1-3 ปี อาจมีรายได้ประมาณ 15,000-30,000 บาทต่อเดือน และเพิ่มขึ้นเป็น 30,000-50,000 บาทหรือมากกว่านั้นเมื่อมีประสบการณ์มากกว่า 5 ปี

    3. อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์

    สุขภาพเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ทำให้อุตสาหกรรม การแพทย์และการดูแลสุขภาพ กลายเป็นอีกหนึ่งภาคธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่อง

    หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความต้องการด้านยา วัคซีน เทคโนโลยีชีวภาพ และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนี้สร้างมหาเศรษฐีใหม่กว่า 284 คน

    อย่างไรก็ตาม การประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเผชิญกับต้นทุนวิจัยสูง กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้เวลานาน และกฎระเบียบที่เข้มงวด แต่หากสามารถคิดค้นนวัตกรรมที่ช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้ ก็มีโอกาสสร้างมูลค่าทางธุรกิจมหาศาล

    4. อุตสาหกรรมการเงินและการลงทุน

    อุตสาหกรรม การเงินและการลงทุน ถือเป็นอีกหนึ่ง “แหล่งเพาะมหาเศรษฐี” โดยในช่วงปี 2014-2024 มีมหาเศรษฐีเกิดใหม่ถึง 353 คน จากธุรกิจด้านการลงทุน

    ความมั่งคั่งจำนวนมากมาจากการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพหรือบริษัท “ยูนิคอร์น” ผ่านกองทุนร่วมลงทุน ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนมหาศาลเมื่อธุรกิจเติบโต

    บุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในอุตสาหกรรมนี้คือ Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนานที่เคยกล่าวถึงเคล็ดลับความสำเร็จว่า การอ่านหนังสือ ศึกษาข้อมูล และคิดวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสำคัญของการลงทุนระยะยาว

    5. อุตสาหกรรมแฟชั่นและค้าปลีก

    อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สร้างมหาเศรษฐีจำนวนมากคือ แฟชั่นและค้าปลีก ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ Bernard Arnault เจ้าของอาณาจักรสินค้าแบรนด์หรู LVMH ซึ่งมีทรัพย์สินมากกว่า 140,000 ล้านดอลลาร์

    ความสำเร็จในธุรกิจนี้มักเกิดจากการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง การขยายธุรกิจผ่านการซื้อกิจการ และการสร้างระบบธุรกิจที่เชื่อมโยงกันจนกลายเป็นเครือข่ายมูลค่ามหาศาล

    อุตสาหกรรมนี้ยังสร้างผู้ประกอบการชื่อดังอีกมาก เช่น Sara Blakely ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Spanx หรือ Kevin Plank ผู้ก่อตั้ง Under Armour รวมถึงผู้ประกอบการค้าปลีกหลายรายทั่วโลกที่สร้างความมั่งคั่งจากการพัฒนาเครือข่ายร้านค้าขนาดใหญ่

    บทสรุป: อุตสาหกรรมแห่งโอกาสของอนาคต

    แม้โลกธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ทั้ง 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ การผลิต เทคโนโลยี สุขภาพ การเงิน และแฟชั่น-ค้าปลีก ยังคงเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจโลก

    ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า อุตสาหกรรมเหล่านี้ยังมีศักยภาพเติบโตอีกมากในอีก 10 ปีข้างหน้า และอาจเป็นพื้นที่ที่สร้างมหาเศรษฐีรุ่นใหม่ของโลกต่อไป

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877014/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nUBLlfW5FBnUsDzmLPNA4

  • GDP ไตรมาส 4/2568 โตเกินคาด รัฐบาลใหม่จะพาเศรษฐกิจไทย “หายป่วย” ได้จริงหรือ?

    GDP ไตรมาส 4/2568 โตเกินคาด รัฐบาลใหม่จะพาเศรษฐกิจไทย “หายป่วย” ได้จริงหรือ?

    ก่อนการประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ไม่นาน ไทยถูกสื่อระดับโลกอย่าง Financial Times พาดหัวว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” (The Sick Man of Asia) เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ดี ตัวเลขจริงไตรมาส 4/2568 ออกมาสูงกว่าคาดมากอยู่ที่ 2.5%YOY ส่งผลให้ทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4% สูงกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ราว 2% ตามผลสำรวจของ Asia Pacific Consensus Forecasts รวมถึง SCB EIC ด้วย จึงมีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อมุมมองเศรษฐกิจปี 2569 อย่างมาก

    อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือ การขยายตัวของ GDP ในปี 2568 ที่สูงกว่าคาดมากเช่นนี้สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยสามารถรอดพ้นจากภาวะวิกฤตจริงและออกจากห้อง ICU ได้จริงเพียงใด? เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากคนป่วยกลับมาเข้มแข็งแล้วใช่ไหม? หรือเป็นเพียงผลลัพธ์จาก “ยากระตุ้น” ที่ให้ผลดีชั่วคราว โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงศักยภาพการเติบโตในระยะยาวอย่างแท้จริง

    ภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยเช่นนี้ นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะยังคงได้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำเช่นเดิมและมีแนวโน้มสานต่อและผลักดันนโยบาย Big Win ให้เป็นชุดนโยบาย 10 พลัส ซึ่งถูกออกแบบให้ผสานมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส เข้ากับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวมากขึ้น เช่น การศึกษาเท่าเทียมพลัส ลงทุนพลัส อย่างไรก็ดี แม้หลายนโยบายของ 10 พลัส จะพยายามตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างไทยในหลายด้าน แต่งบประมาณส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในโครงการให้เงินอุดหนุน ซึ่งเน้นประโยชน์และมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น นำไปสู่ข้อสงสัยว่านโยบายชุดนี้จะสามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้มากเพียงใด

    บทความนี้สนใจวิเคราะห์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 จุดแข็งและข้อจำกัดของนโยบาย 10 พลัส ตลอดจนความท้าทายด้านการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ก่อนนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    ถอดรหัสการเติบโตของ GDP ไทย Q4/2568 : แรงส่งจากอะไร ยั่งยืนแค่ไหน?

    เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 2.4% โดยเฉพาะไตรมาสที่ 4/2568 ซึ่งขยายตัวสูงถึง 2.5%YOY เร่งตัวขึ้นมากจาก 1.2%YOY ในไตรมาส 3 เมื่อพิจารณาแต่ละองค์ประกอบของ GDP พบว่า อัตราการขยายตัวสูงนี้ได้แรงขับเคลื่อนหลักจาก 1) การบริโภคภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น สอดคล้องกับการออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อของครัวเรือนในระยะสั้น รวมถึงการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุด 2) การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นำโดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดยานพาหนะ เครื่องจักร และการก่อสร้างที่ฟื้นตัว และ 3) การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัว จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ แม้การส่งออกสินค้ายังสามารถขยายตัวในระดับสูง แต่เริ่มชะลอลงบ้าง ตามการลดลงของสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมบางหมวด ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกสูง ที่สำคัญแรงส่งจากภาคการส่งออกในปีนี้ยังพึ่งพาปัจจัยเชิงวัฏจักรมากกว่าการปรับตัวดีขึ้นของขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในไทย อีกทั้งถูกหักล้างด้วยการนำเข้าที่สูงเช่นเดียวกัน ขณะที่การส่งออกบริการยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาได้เต็มที่ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้นจากแรงหนุนอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก จากการอัดฉีดเม็ดเงินและมาตรการกระตุ้นชั่วคราว อย่างไรก็ดี ชุดมาตรการเหล่านี้ไม่ได้มาพร้อมกับการยกระดับผลิตภาพ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างรากฐานการเติบโตใหม่ในระยะยาวให้เศรษฐกิจไทยมากนัก

    การเติบโตลักษณะเช่นเดียวกับไตรมาสที่ 4/2568 นี้อาจไม่ส่งผลยั่งยืน เนื่องจากผลของมาตรการกระตุ้นจะค่อย ๆ จางลงเมื่อโครงการสิ้นสุดลงก่อนสิ้นปี 2568 หากไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่ที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระยะยาวมากขึ้น เศรษฐกิจไทยก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะเติบโตต่ำอีกครั้ง นับเป็นความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

    10 พลัส : พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น ยังขาดแก่นปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

    ชุดนโยบาย 10 พลัส เป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยในการหาเสียงผ่านเว็บไซต์และเวทีปราศรัย มีส่วนช่วยให้พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเช่นเดิม โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่า 3% พร้อมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการลดค่าครองชีพและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เร่งด่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจไทยปัจจุบันที่ยังเปราะบางจากปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน

    อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า 1.ชุดนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการหาเสียงผ่านเว็บไซต์และเวทีปราศรัย กับชุดนโยบายที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังมีความไม่สอดคล้องกันอยู่มาก ตัวอย่างเช่น นโยบายลงทุนพลัส ภายใต้ชุดนโยบายภายใต้ 10 พลัส หรือโครงการแลนด์บริดจ์ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 9.9 แสนล้าน ที่ถูกหยิบยกขึ้นกล่าวถึงหลายครั้งในช่วงหาเสียง แต่กลับไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารชุดนโยบายและกรอบวงเงินงบประมาณที่แจ้งต่อ กกต. ราว 148,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมเพียง 8 นโยบายหลักเท่านั้น

    2.กรอบวงเงินงบประมาณของชุดนโยบายหาเสียงพรรคฯ ที่ประเมินไว้ต่อ กกต. จึงอาจยังไม่ครอบคลุมวงเงินของการดำเนินนโยบายทั้งหมด หากรัฐบาลมีความตั้งใจจะเดินหน้าผลักดันนโยบาย 10 พลัสอย่างครบถ้วนจริงจัง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ย่อมเป็นไปได้สูงว่าวงเงินงบประมาณที่ประเมินไว้ต่อ กกต. อาจไม่เพียงพอ ต้องจัดหางบประมาณเพิ่มเติมอีกมากในช่วงข้างหน้า

    3.ข้อจำกัดทางการคลังของไทยที่มีมากขึ้นอาจสร้างข้อจำกัดในการดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม เนื่องจากหนี้สาธารณะมีแนวโน้มชนเพดาน 70% ภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า สะท้อนผ่านการปรับลดเครดิตเรตติงของไทยแล้วถึง 2 ใน 3 ของสถาบันจัดอันดับ หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอีกในระยะต่อไป ซึ่งไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและเอกชน แต่ยังสร้างข้อจำกัดเชิงนโยบาย ต่อความสามารถของรัฐบาลในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    4.เมื่อพิจารณาในมิติของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวสำหรับ 8 นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยแจ้งต่อ กกต. พบว่า โครงสร้างการใช้วงเงินดำเนินนโยบายยังคงให้น้ำหนักกับการกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้นมากกว่าการยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว งบประมาณส่วนใหญ่ 73% ถูกใช้ไปกับมาตรการให้เงินอุดหนุนและลดค่าครองชีพ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ขณะที่อีก 25% เป็นมาตรการจ้างงาน สร้างรายได้ในระยะปานกลาง โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพทหารและพยาบาล ในทางตรงกันข้าม นโยบายที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และการยกระดับทุนมนุษย์ภายใต้นโยบายการศึกษาเท่าเทียมพลัส กลับได้รับการจัดสรรวงเงินเพียง 0.5% ของวงเงินรวมเท่านั้น

    5.ภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการคลังดังกล่าว นโยบายที่มุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายเป็นหลักอาจช่วย “ประคอง” เศรษฐกิจในระยะสั้น และสร้างแรงส่งชั่วคราวให้ตัวเลขการเติบโตปรับตัวดีขึ้นได้ในช่วงเวลานั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะ “เปลี่ยนทิศทาง” ศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ได้อย่างยั่งยืน หากปราศจากการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในด้านทุนมนุษย์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 3% ต่อปี อาจยังคงเป็นเพียง “ความคาดหวังเชิงนโยบาย” มากกว่า “ศักยภาพที่สามารถบรรลุได้จริง”

    อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำเป็นต้องปรับสมดุลเชิงนโยบายอย่างจริงจัง จากการเน้น “พยุงเศรษฐกิจ” ไปสู่การลงทุนเพื่อ “เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” มากขึ้น โดยเพิ่มน้ำหนักของการลงทุนในทุนมนุษย์ เทคโนโลยี และผลิตภาพ ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเหมาะสม หากทำได้จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่เป้าหมาย 3% ได้อย่างยั่งยืน

    บทสรุป : หากโครงสร้างไม่เปลี่ยน GDP จะโตขึ้นยากในวันหน้า

    ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัวเกินคาดเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในระยะสั้น ทว่ายังไม่อาจตีความตัวเลขดังกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทย “หายป่วย” อย่างแท้จริง เนื่องจากการเร่งตัวในช่วงปลายปีมีแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้นและปัจจัยเชิงวัฏจักรเป็นหลัก มากกว่าจะสะท้อนการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ

    ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้อยู่ที่การประคองให้ GDP เติบโตในระยะสั้นเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการวางแผนและดำเนินนโยบายเพื่อ “รักษาอาการป่วยของไทยให้หายขาด” ผ่านการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจกับการลงทุนเพื่อการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว ซึ่งแม้อาจไม่สะท้อนผลลัพธ์ผ่านตัวเลขการเติบโตของ GDP โดยทันที แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงและความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว หากสามารถสร้างสมดุลการดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยย่อมมีโอกาสก้าวพ้นกับดักการเติบโตต่ำ หายขาดจากการเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” และเข้าสู่เส้นทางการเติบโตที่มีเสถียรภาพยั่งยืน และทั่วถึงมากขึ้นได้ในวันข้างหน้า

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ –   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2918446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1El_RY_2fGzqdv91adtDeB