Category: เศรษฐกิจ

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ปราบนอมินี

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ปราบนอมินี

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ปราบนอมินี

    วันนี้, 05:25น.

              นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยภาคการเกษตรในประเทศมีการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมกันหลายพื้นที่ ผลผลิตออกพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำ ขณะที่เกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ไม่มีทุนที่จะต่อยอดบำรุงต้นมะพร้าว ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพต่ำ ส่งผลให้ราคาตกต่ำต่อเนื่อง

              นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับโรงงานของทุนต่างชาติหรือนอมินี โดยในวันนี้ (6 มี.ค.69) จะมีการประชุมร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กรมสรรพากร คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทนอำพรางในการประกอบธุรกิจกับทุกกลุ่มธุรกิจอย่างจริงจัง เน้นการตรวจสอบเชิงลึก และมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการคุ้มครองระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีความโปร่งใส สร้างเสถียรภาพทางการค้า และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมของเศรษฐกิจไทย

    ….

    #มะพร้าวน้ำหอม

    #นอมินี

    #กระทรวงพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159759&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RtdA7hmP_3-I_loYj8_mL

  • ‘อนุทิน’ นัดทีมเศรษฐกิจ ถกแผนหาแหล่งน้ำมันสำรอง รับสงครามบานปลาย

    ‘อนุทิน’ นัดทีมเศรษฐกิจ ถกแผนหาแหล่งน้ำมันสำรอง รับสงครามบานปลาย

    'อนุทิน' นัดทีมเศรษฐกิจ ถกแผนหาแหล่งน้ำมันสำรอง รับสงครามบานปลาย

    ‘อนุทิน’ นัดทีมเศรษฐกิจ ถกแผนหาแหล่งน้ำมันสำรอง รับสงครามบานปลาย

    5 มีนาคม 2569 ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เรียกผู้เกี่ยวข้องประชุมหารือเกี่ยวกับมาตรการพลังงานเข้ามาหารือด่วน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม 

    รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

    นายอนุทิน กล่าวก่อนประชุมว่า ต้องการให้มาอัพเดทสถานการณ์พลังงาน หลังจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งขณะนี้ได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ประเทศไทยได้เป็นผู้นำเข้า 
     

    นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ได้รับรายงานจากนายพิพัฒน์ นายเอกนิติ และข้อมูลจากกระทรวงพลังงานว่า ในช่วงเดือน มี.ค.น่าจะไม่มีผลกระทบอะไรกับปริมาณน้ำมันที่จะใช้ในประเทศไทย แต่จากตัวเลขที่ได้รับรายงาน ทราบว่าปริมาณน้ำมันที่จะเข้าสู่ประเทศไทยมันจะเริ่มทยอยมีปริมาณที่ลดลงไป สถานการณ์เปลี่ยนไปมากตั้งแต่วัน 28 ก.พ.ที่เกิดเหตุ

    ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ได้มีการประชุม สมช. ซึ่งสถานการณ์ก็พัฒนาไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น เราจึงต้องมานั่งกำหนดมาตรการในส่วนของเราเอง เพื่อให้ความมั่นใจว่ามันจะไม่มีผลกระทบในเรื่องของการนำเข้าน้ำมันดิบ และการจัดหาเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น

    นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้รับทราบมาว่า ปัจจุบันไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบปริมาณครึ่งหนึ่งจากตะวันออกกลาง และอีกครึ่งหนึ่งจากภูมิภาคอื่น ซึ่งในส่วนภูมิภาคอื่นวันนี้นั้น ต้องขอให้กระทรวงพลังงานอธิบายให้เห็นว่า การจัดหาแหล่งพลังงานอีกครึ่งหนึ่งมาจากไหนบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-ux2Yzhyr-7AKv6XPWh4W

  • สืบสาน“มรดกแม่แห่งแผ่นดิน”สู่เศรษฐกิจชุมชนสร้างเครือข่ายนวัตกรรมขับเคลื่อน“ศิลปาชีพ” | เดลินิวส์

    สืบสาน“มรดกแม่แห่งแผ่นดิน”สู่เศรษฐกิจชุมชนสร้างเครือข่ายนวัตกรรมขับเคลื่อน“ศิลปาชีพ” | เดลินิวส์

    โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน (Youth Hackathon Inspired by the Royal Initiatives of  the Queen Mother)

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง วุฒิสภา คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา ธนาคารกรุงไทย ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อสืบสานและเผยแพร่พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนา อาชีพ ศิลปาชีพ สิ่งแวดล้อมและการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยอาศัยการเรียนรู้และการแข่งขัน Hackathon ที่เน้นการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเชิงระบบ การทำงานเป็นทีม รวมทั้งการพัฒนาโซลูชันต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

    ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.หนึ่งในผู้รับผิดชอบโครงการฯ เปิดเผยว่า โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชนเป็นโครงการที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนา “คนไทย 4.0” ผ่านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม การคิดเชิงระบบ และการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาแนวคิดและต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

    นอกจากนี้ โครงการยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงนวัตกรรมกับเศรษฐกิจฐานรากและศิลปาชีพ และการยกระดับผลิตภาพทางเศรษฐกิจของชุมชน ตลอดจนสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ที่ให้ความสำคัญกับการเร่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนในเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

    “โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน เยาวชนจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรม การคิดเชิงออกแบบ การพัฒนาต้นแบบ การคิดเชิงระบบและการแก้ไขปัญหาเชิงสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ AI/ICT, FinTech และ Green Tech รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับเศรษฐกิจฐานรากและศิลปาชีพ อันนำไปสู่การเกิดเครือข่ายเยาวชนนวัตกรระดับชาติที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระดับชุมชนและศิลปาชีพ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่ธุรกิจจริง สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการเพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

    โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนสิงหาคม 2569 โดยที่ผ่านมาได้เปิดรับสมัครทีมผู้เข้าแข่งขันจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศผ่านระบบออนไลน์และในวันที่ 20 มีนาคม จะคัดเลือกทีมที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อคัดให้เหลือ 20 ทีม ทีมละ 5 คนจากสถาบันเดียวกัน เข้าสู่รอบ Bootcamp จากนั้นวันที่ 3 – 5 เมษายน จะจัดกิจกรรม Bootcamp แบบ On-site และกิจกรรม Pitching Day เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 10 ทีม เข้าสู่รอบ Final Round และในเดือนกรกฎาคม จะจัดกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึก (Final Coaching) การทบทวนต้นแบบ(Prototype Review) และกิจกรรมซักซ้อมการนำเสนอผลงาน (Rehearsal Day) กิจกรรม Demo Day และ Award Ceremony เพื่อประกาศผลทีมที่ได้รับรางวัล จากนั้น วันที่  5 สิงหาคม จะจัดพิธีรับรางวัลแบบ On-site และปิดโครงการ

    สำหรับทีมที่ชนะ 3 ทีม หัวเว่ย ผู้สนับสนุนหลัก จะมอบสิทธิ์ให้เข้าร่วมโครงการ Huawei Seeds for the Future ซึ่งนับเป็นปีแรกที่มีการบูรณาการร่วมกับโครงการ “Hackathon สืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดิน สู่เศรษฐกิจชุมชน”  ของกระทรวง อว. เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้มีศักยภาพสูงได้พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีในระดับสากล โดยโครงการ Huawei Seeds for the Future เป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายระดับโลก โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับการอบรมด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี พร้อมโอกาสศึกษาดูงานและสัมผัสประสบการณ์ ณ หัวเว่ย สำนักงานใหญ่ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5659028/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqOiH0rA45ImTsokFNS8K

  • นักวิชาการ มธ.ประเมิน 2 ฉากทัศน์ศึกตะวันออกลางพร้อมแนะหนทางรับมือ!

    นักวิชาการ มธ.ประเมิน 2 ฉากทัศน์ศึกตะวันออกลางพร้อมแนะหนทางรับมือ!

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ตะวันออกกลาง ‘ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ-สงครามยืดเยื้อยาวนาน’ กระทบเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ‘สถานการณ์น้ำมันไทย’ ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้ในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

    05 มี.ค.2569 – ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอยู่บนจุดตัดที่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน 2 ทาง ได้แก่ 1. สงครามรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war) 2. สงครามรุนแรงในระดับเท่าเดิม แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน

    สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

    “ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกก็จะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2 – 3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐฯ ไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4-5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

    “ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐฯ จะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐฯ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐฯ เต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

    “ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

    เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเพียงพอของปริมาณน้ำมันของไทยว่ามีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้ การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/957957/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pUNSPk7mysgK082T49kA0

  • สมรภูมิเดือดสหรัฐฯ-อิหร่าน:3ฉากทัศน์เขย่าโลก-ระเบียบเศรษฐกิจใหม่

    สมรภูมิเดือดสหรัฐฯ-อิหร่าน:3ฉากทัศน์เขย่าโลก-ระเบียบเศรษฐกิจใหม่

    เปิดยุทธศาสตร์ 3 ฉากทัศน์: จากชัยชนะที่รวดเร็วสู่สงครามโลก

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในขณะนี้ได้ยกระดับสู่ “สงครามระดับภูมิภาค” อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 8 ประเทศ และกระทบฐานทัพสหรัฐฯ กว่า 27 แห่ง โดยพลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และภวัต ชูเอม จาก ThaiArmedForce ร่วมวิเคราะห์ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ไว้ 3 แนวทาง:

    การจบลงอย่างรวดเร็ว: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจประกาศชัยชนะหลังบรรลุภารกิจทำลายโครงการนิวเคลียร์หรือสังหารผู้นำระดับสูง

    สงครามตัวแทนยืดเยื้อ: การสู้รบที่ลากยาวคล้ายกรณีรัสเซีย-ยูเครน โดยมีมหาอำนาจหนุนหลัง

    สงครามโลก: หากมหาอำนาจอย่างรัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือ กระโดดเข้าร่วมวงอย่างเปิดเผย

    แม้สหรัฐฯ จะใช้เทคโนโลยีทางอากาศที่เหนือกว่า แต่เป้าหมายในการเปลี่ยนระบอบปกครอง (Regime Change) ยังทำได้ยาก เนื่องจากอิหร่านมีการวางตัวผู้สืบทอดอำนาจไว้รองรับและประชาชนยังไม่ลุกฮือตามที่คาดการณ์

    สงครามพันทาง: โดรนราคาถูกปะทะเทคโนโลยีล่องหน

    ในเชิงยุทธวิธี อิหร่านเลือกใช้ “สงครามผสมผสาน” (Hybrid Warfare) โดยการส่งโดรนราคาถูกจำนวนมหาศาลเข้าโจมตีเพื่อบั่นทอนทรัพยากรและทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่าง Iron Dome เกิดภาวะทำงานหนักเกินขีดจำกัด (Overload) ก่อนจะปิดท้ายด้วยขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกที่มีความเร็วสูงเกินกว่าจะสกัดกั้นได้ในแนวดิ่ง

    ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ แม้จะมีเครื่องบินรบที่ทันสมัยที่สุด แต่กลับเผชิญปัญหาการสูญเสียจากอุบัติเหตุยิงกันเอง (Friendly Fire) เช่นกรณี F-15E ที่ถูกเข้าใจผิดเนื่องจากการลดการแพร่สัญญาณสื่อสารเพื่อพรางตัว นอกจากนี้ จีนและรัสเซียยังสบโอกาสใช้สมรภูมินี้เป็นที่ทดสอบอาวุธและเก็บข้อมูลยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ เพื่อนำไปพัฒนาระบบเรดาร์และอาวุธของตนเองในอนาคต

    วิกฤตพลังงานและสงครามค่าเงิน: ผลกระทบส่งถึงไทย

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการขู่ปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านสามารถใช้เรือพลเรือนลอบวางทุ่นระเบิดเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงน้ำมันโลก หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะงบประมาณกองทุนน้ำมันที่อาจต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาดีเซลสูงถึงเดือนละกว่าหมื่นล้านบาท

    นอกจากมิติทางทหาร นี่ยังเป็น สงครามขั้วอำนาจเศรษฐกิจ ระหว่างดอลลาร์สหรัฐและกลุ่มประเทศ BRICS ที่พยายามผลักดันระบบการเงินใหม่ที่มีทองคำหนุนหลัง เพื่อลดการพึ่งพาเงินเปโตรดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการสั่นคลอนเสาหลักอำนาจของสหรัฐฯ ในเวทีโลกอย่างรุนแรง

    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 
    แหล่งที่มา : คมชัดลึก (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/738941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2py5RXTiqtFsYc1lmdxrOn

  • เส้นทางสายมะพร้าวน้ำหอม: การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    เส้นทางสายมะพร้าวน้ำหอม: การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    เส้นทางสายมะพร้าวน้ำหอม: การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์


    6/03/2569 | 40 |

    ในปัจจุบัน “มะพร้าวน้ำหอม” ไม่ได้เป็นเพียงผลไม้พื้นเมืองของไทยเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สร้างมูลค่ามหาศาล (New S-Curve) ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่เดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูร้อน ความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศจะพุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ การขับเคลื่อนผ่านกลไก “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farming) และการเชื่อมโยงกับ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับ SME และเศรษฐกิจฐานราก

    1. เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming): หัวใจของการลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่า

    การก้าวสู่เกษตรสมัยใหม่ในสวนมะพร้าวน้ำหอมไทย มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งและน้ำเค็มรุกในช่วงต้นปี นวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้ประกอบด้วย:

    • ระบบ IoT และเซนเซอร์ควบคุมความชื้น: เกษตรกรในพื้นที่ GI (Geographical Indication) เริ่มใช้ระบบการให้น้ำอัจฉริยะที่สั่งการผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยลดการใช้แรงงานและควบคุมคุณภาพน้ำให้สม่ำเสมอ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อรสชาติความหวานและกลิ่นหอม

    • การบริหารจัดการด้วย Data Analytics: การเก็บข้อมูลผลผลิตรายต้นช่วยให้เกษตรกรสามารถคาดการณ์ปริมาณผลผลิตได้ล่วงหน้า ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่ต้องการความต่อเนื่อง (Sustainability of Supply)

    2. อัตลักษณ์ 4 ลุ่มน้ำ: สินค้า GI สู่จุดขายทางการท่องเที่ยว

    มะพร้าวน้ำหอมในแต่ละแหล่งผลิตมีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ (Sense of Place) ซึ่งสามารถนำมาสร้าง Storytelling เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้ ดังนี้:

    แหล่งผลิต (GI) เอกลักษณ์โดดเด่น การเชื่อมโยงการท่องเที่ยว
    ราชบุรี (ดำเนินสะดวก) กลิ่นหอมคล้ายใบเตยจัด รสหวานนุ่ม การล่องเรือชมสวนมะพร้าวโบราณและตลาดน้ำ
    บ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) เนื้อหนานุ่ม น้ำเยอะ หวานกลมกล่อม เยี่ยมชมโรงงานแปรรูป SME มาตรฐานส่งออก
    บางคล้า (ฉะเชิงเทรา) รสชาติมีเอกลักษณ์จากดินลุ่มน้ำบางปะกง เส้นทางไหว้พระริมน้ำและชิมมะพร้าวน้ำหอม
    สามพราน (นครปฐม) ความหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากดินตะกอน คาเฟ่เชิงเกษตร (Agri-Café) และโฮมสเตย์ริมสวน

    3. การเชื่อมโยง SME และ OTOP สู่เศรษฐกิจชุมชน

    การจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ต้องมีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า (Value Addition) สินค้าจากมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลสด แต่ SME และกลุ่ม OTOP ได้พัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ เช่น:

    • นวัตกรรมอาหาร: พุดดิ้งมะพร้าวอ่อนออร์แกนิก, กะทิผงความมันต่ำ, และไซรัปจากช่อดอกมะพร้าว

    • ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์: เครื่องสำอางจากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น และบรรจุภัณฑ์จากกาบมะพร้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

      การสร้างเส้นทางท่องเที่ยว “Coconut Route” จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกระบวนการเหล่านี้โดยตรง เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในชุมชน และสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่กลุ่มผู้ผลิตรายย่อย

    บทสรุป

    การส่งเสริม “เกษตรสมัยใหม่” ในอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในไร่นา แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยง การผลิตมาตรฐานสูง (Smart Farm) เข้ากับ การสร้างมูลค่าเพิ่ม (SME/OTOP) และ การตลาดเชิงประสบการณ์ (Tourism) เมื่อเกษตรกรสามารถรักษาคุณภาพสินค้า GI ไว้ได้ภายใต้การจัดการที่ทันสมัย และเชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยวในพื้นที่ จะทำให้มะพร้าวน้ำหอมไทยไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ทรงคุณค่าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดโลกได้อย่างสง่างาม

    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติม 

    • กรมวิชาการเกษตร (Department of Agriculture): แนวทางการจัดการสวนมะพร้าวน้ำหอมอัจฉริยะและมาตรฐาน GAP

    • กรมทรัพย์สินทางปัญญา (Department of Intellectual Property): ข้อมูลทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มะพร้าวน้ำหอมรายจังหวัด

    • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (DASTA): รูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์

    • กระทรวงพาณิชย์: รายงานสถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรไทยและโอกาสในตลาดต่างประเทศ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/481508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pueAtdz1HoBzSNlqHxoe1

  • รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนมกราคม 2569

    รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนมกราคม 2569

    โดย

    Tran

    ลงเมื่อ

    05 มีนาคม 2569 12:06

    สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yglfipb07o0ivvtstd0u17xq&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yAvHB_2cqco7s0MLYMKKN

  • สำรวจ ‘กองทัพ-เศรษฐกิจ’ อิสราเอล ไหวหรือไม่ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

    สำรวจ ‘กองทัพ-เศรษฐกิจ’ อิสราเอล ไหวหรือไม่ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

    ผู้นำในอิสราเอล และสหรัฐ เผยว่า ความขัดแย้งกับอิหร่านอาจยืดเยื้อนานหลายสัปดาห์ สำหรับ “สหรัฐ” ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำว่า เรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหา และกองทัพสหรัฐมีขีดความสามารถในการสู้รบระยะยาว แต่สำหรับ “อิสราเอล” ซึ่งอ่อนล้าอยู่แล้วจากการปฏิบัติการทหารฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา รวมถึงการทำสงคราม และการโจมตีในเลบานอน, ซีเรีย และสงคราม 12 วันกับอิหร่านเมื่อปีก่อน ความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า

    นับตั้งแต่อิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.69) อิสราเอลเผชิญกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และโดรนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงต้องประกาศเตือนภัยทางอากาศ ปิดโรงเรียน และระดมกำลังสำรองหลายหมื่นนาย

    หลายเมือง เช่น ไฮฟา และกรุงเทลอาวีฟ ต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง หน่วยบริการฉุกเฉินกำลังทำงานหนัก และประชาชนที่ไม่คุ้นเคยกับสงครามในระดับที่รัฐบาลของตนก่อขึ้นกับประเทศอื่นๆ ต้องใช้เวลาหลายวันที่ผ่านมา เข้าๆ ออกๆ จากที่หลบภัย

    สำรวจ ‘กองทัพ-เศรษฐกิจ’ อิสราเอล ไหวหรือไม่ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

    สังคมกระหายเผชิญหน้าศัตรู

    แม้ประชาชนอิสราเอลเผชิญกับความยากลำบาก ทว่าความกระตือรือร้นในการทำสงครามยังคงสูง 

    จากการสัมภาษณ์ชาวอิสราเอลในเมืองใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความกระหายการเผชิญหน้าศัตรูที่สาธารณชนได้รับสารมานานหลายสิบปีว่าศัตรูมุ่งมั่นที่จะกำจัดพวกเขา

    ชิร์ เฮเวอร์ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอิสราเอล กล่าวว่า ทันทีที่สงครามเริ่มต้น อิสราเอลก็ถูกครอบงำด้วยกระแสลัทธิทหารนิยม

    “มันไม่เหมือนกับ [สงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน 2025] ครั้งนั้น ที่ส่วนใหญ่เป็นความตื่นตระหนก ความหวาดกลัวว่าอิหร่านจะทำลายอิสราเอลได้ แต่ตอนนี้มันคือ ลัทธิทางทหารที่บ้าคลั่ง และความมั่นใจเกินเหตุ แม้แต่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์สงครามซึ่งมีจำนวนน้อยมากยังแนะนำให้ [นายกรัฐมนตรีอิสราเอล] เนทันยาฮูทำสงครามในระยะ ‘สั้น’ ราวกับว่า อิสราเอลสามารถตัดสินใจได้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด”

    การสนับสนุนสงครามเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สังคมอิสราเอลหัวรุนแรงมากขึ้น นักการเมืองฝ่ายขวาจัดที่เคยอยู่ชายขอบได้ก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางของรัฐบาล จากนั้นความแตกแยกทางการเมือง และความตึงเครียดทางเศรษฐกิจก็ผลักดันให้คนหนุ่มสาวที่มีความสามารถหลั่งไหลออกนอกประเทศมากขึ้น

    ผู้ที่ยังคงอยู่ในประเทศถูกปลูกฝังให้คิดว่า “อิหร่าน” เป็นศัตรูตัวฉกาจของประเทศอยู่แล้ว และสงครามที่ยืดเยื้อหลายสัปดาห์อาจทำให้สังคมมีแนวคิดทางการทหารมากขึ้นไปอีก

    “มันเหมือนกับการโจมตีทางอากาศของอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่สอง” ดาเนียล บาร์-ทาล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ กล่าว “ในตอนนั้น อังกฤษยอมรับการทิ้งระเบิดเพราะพวกเขาเห็นว่าตัวเองกำลังต่อสู้กับความชั่วร้ายขั้นสูงสุด ชาวอิสราเอลก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน เราถูกปลูกฝังให้เชื่อเกือบตั้งแต่เกิดว่า อิหร่านเป็นสิ่งชั่วร้าย และได้รับการตอกย้ำผ่านโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนมัธยม และกองทัพ”

    สำหรับบาร์-ทาลแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดเดาว่าสังคมอิสราเอลจะเป็นอย่างไร หลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้งเป็นเวลาหลายสัปดาห์ รู้เพียงว่า “ความเชื่อมั่นทางศีลธรรม” ของอิสราเอลในอดีต ที่มองว่าการก่อตั้งรัฐของตนเป็นสิ่งชอบธรรม “แทบไม่ได้สั่นคลอน” แม้จะเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ในช่วงนัคบาปี 1948 หรือเกิดเหตุการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา หรืออีกนัยคือ สังคมยังคงมีแนวคิดขวาจัดเหตุการณ์สูญเสียใดๆ ยังไม่อาจสั่นคลอนความมุ่งมั่นทางทหารของอิสราเอลได้

    “ตอนนี้ เรามีคนรุ่นใหม่ที่ยังคงยึดมั่นในลัทธิทหาร และแนวคิดขวาจัดมากขึ้น และเนทันยาฮู บอกเราว่า ตอนนี้เราจำเป็นต้องใช้ดาบในการดำรงชีวิต นี่เป็นเพียงหลักฐานเพิ่มเติมที่บ่งชี้ว่า อิสราเอลต้องการศัตรูเพื่อความอยู่รอด”

    สำรวจ ‘กองทัพ-เศรษฐกิจ’ อิสราเอล ไหวหรือไม่ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

    ‘ขีปนาวุธ’ กำลังสำคัญของอิสราเอล-อิหร่าน

    นอกเหนือจากผลกระทบทางสังคมแล้ว อิสราเอลต้องคำนึงถึงการคำนวณทางทหารด้วย หากสงครามยืดเยื้อ

    ฮัมเซ อัตตาร์ นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมชี้ว่า สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดตอนนี้คือ การพิจารณาว่าอิสราเอลจะสามารถรักษาระดับการทำสงครามในปัจจุบันกับคู่ต่อสู้ที่มีขนาด และกำลังทางทหารอย่างอิหร่านได้นานเพียงใด และนี่จะส่งผลกระทบต่อทั้งการสนับสนุนที่อิสราเอลได้รับจากพันธมิตร เช่น ที่ได้รับจากสหรัฐ และยุโรปอย่างไร และกองทัพของอิสราเอลจะเหนื่อยล้าก่อนอิหร่านหรือไม่

    “ในช่วงสามวันแรกของสงคราม อิหร่านยิงขีปนาวุธมากกว่า 200 ลูกใส่อิสราเอล” อัตตาร์ กล่าวกับอัลจาซีรา

    “เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ในช่วงสงคราม 12 วัน พวกเขายิงขีปนาวุธประมาณ 500 ลูก ซึ่งแต่ละลูกอิสราเอลต้องตอบโต้ด้วยการยิงจรวดสกัดกั้น นั่นอาจมากกว่าขีดความสามารถในการตอบโต้ที่อิสราเอลมี ดังนั้น หากปราศจากความช่วยเหลือจากสหรัฐ อิสราเอลอาจสูญเสียการควบคุมน่านฟ้าไปแล้วในตอนนี้”

    อิสราเอลมีระบบป้องกันภัยทางอากาศ 3 ระบบ ได้แก่ ไอรอนโดม (Iron Dome) สำหรับสกัดจรวด และปืนใหญ่พิสัยสั้น, เดวิด สลิง (David’s Sling) สำหรับต่อต้านจรวด และขีปนาวุธนำวิถีพิสัยกลาง และแอร์โรว์ 2 และแอร์โรว์ 3 (Arrow 2 และ Arrow 3) ซึ่งออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นขีปนาวุธข้ามทวีป

    อิสราเอลไม่ได้เปิดเผยว่ามีขีปนาวุธสกัดกั้นเท่าไร แต่เริ่มมีจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นลดลงในช่วงสงคราม 12 วัน ซึ่งบ่งชี้ว่า การรักษาระดับการสกัดกั้นที่สูงอาจทำได้ยากขึ้น หากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ซึ่งเรื่องนี้อาจนำไปสู่การปันส่วนขีปนาวุธสกัดกั้น และการมุ่งเน้นไปที่การป้องกันเป้าหมายทางทหาร และทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตมากขึ้น

    อัตตาร์อ้างอิงแหล่งข่าวจากอิสราเอล และสหรัฐระบุว่า อิหร่านผลิตขีปนาวุธในอัตรา 100 ลูกต่อเดือน หลังเกิดความขัดแย้งในเดือนมิถุนายน ปีก่อน บ่งชี้ว่าเตหะรานได้สะสมคลังขีปนาวุธไว้จำนวนมากแล้ว

    อย่างไรก็ตาม อัตตาร์ บอกว่า ภัยคุกคามจากอิหร่านนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของขีปนาวุธที่พวกเขามีด้วย

    นักวิเคราะห์กลาโหมรายนี้กล่าว “เราไม่รู้ว่าขีปนาวุธเหล่านั้นเป็นประเภทใด” โดยอธิบายถึงขีปนาวุธประเภทต่างๆ ได้แก่ ขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งยิงได้ไกลถึงกรีซ และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขีปนาวุธพิสัยกลาง ที่ยิงได้ถึงอิสราเอล และขีปนาวุธพิสัยใกล้ ซึ่งสามารถโจมตีกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้

    “ขณะเดียวกัน เราก็ไม่รู้ว่าอิหร่านมีขีปนาวุธเท่าไร ก่อนเกิดสงคราม 12 วัน แล้วถูกทำลายไปกี่ลูกในระหว่างสงคราม หรือพวกเขามีฐานยิงกี่แห่ง” อัตตาร์กล่าวเสริม “ถ้าคุณไม่มีฐานยิง ซึ่งสหรัฐ และอิสราเอลกำลังเล็งเป้าหมายอยู่ จำนวนขีปนาวุธที่คุณมีก็ไม่มีประโยชน์ มันเหมือนกับการมีกระสุน แต่ไม่มีปืนไรเฟิล”

    สำรวจ ‘กองทัพ-เศรษฐกิจ’ อิสราเอล ไหวหรือไม่ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

    ปัญหาเศรษฐกิจไม่อาจหยุดยั้งอิสราเอล

    นักวิเคราะห์เตือนว่า สงครามที่ดำเนินต่อเนื่องเกือบตลอด 2 ปีที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของอิสราเอล โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านยุทธภัณฑ์ที่เป็นภาระหนักของงบประมาณรัฐบาลอิสราเอล และการส่งกำลังสำรองหลายแสนนายไปประจำการเป็นระยะเวลานานกว่าที่ผู้กำหนดนโยบายคาดการณ์ไว้แต่แรก

    มีรายงานว่าในปี 2024 อิสราเอลใช้จ่ายไปกับสงครามในเลบานอน และฉนวนกาซามากถึง 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ประเทศขาดดุลงบประมาณสูงสุดในรอบหลายปี และตัวเลขเบื้องต้นจากปี 2025 แสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายด้านสงครามอาจสูงถึง 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์

    ด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจจึงนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอิสราเอลในปี 2024 จากทั้งสามสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลัก

    “อิสราเอลกำลังเผชิญกับวิกฤติหนี้สิน วิกฤติพลังงาน วิกฤติการขนส่ง และวิกฤติบริการด้านสุขภาพ” เฮเวอร์ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ยังแต่ไม่มีสิ่งใดเพียงพอที่จะหยุดยั้งปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลได้ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองเตือนว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของเทคโนโลยี”เฮเวอร์ บอกว่า

    “หากสหรัฐยังคงจัดหาอาวุธที่ทันสมัยมาก จนทหารสามารถบรรจุกระสุนเอง เล็งเป้าเอง และสังหารเป้าหมายได้จากระยะไกลได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตของตนเองให้แก่อิสราเอลได้ ผมก็ไม่เห็นว่าวิกฤติเศรษฐกิจภายในอิสราเอลเพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานของอิสราเอลได้อย่างไร”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1223906&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LVe_qzUclK6H1ktHrMWaa

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

    ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    ***************************************

    1. ภาพรวมเศรษฐกิจ/ สถานการณ์สำคัญ

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ ณ เดือน มกราคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,918.959 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,467.514 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 105 โครงการ

    1.1 เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานล่าสุด (ข้อมูล ต.. 68) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเมียนมา (GDP) ปี 67 ขยายตัวร้อยละ 1.1 อัตราเงินเฟ้อ ปี 67 อยู่ที่ร้อยละ 26.50 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 67 อยู่ที่ระดับ 1,179 เหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งคาดการณ์ ปี 68 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศของเมียนมา (GDP) ปี 68 คาดว่าขยายตัวร้อยละ 2.7 อัตราเงินเฟ้อ ปี 68 คาดว่าร้อยละ 31 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 68 คาดว่า 1,100 เหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจเมียนมา

    ตัวชี้วัดทาง

    เศรษฐกิจที่สำคัญ

    ปี 2561

    ปี 2562

    ปี 2563

    ปี 2564

    ปี 2565

    ปี 2566

    ปี 2567

    ปี 2568

    (คาดการณ์)

    GDP Growth (%)

    6.3

    6.6

    -9

    -11.99

    4.01

    0.99

    -1.1

    -2.7

    GDP (billions of US$)

    66.7

    68.8

    81.26

    68.05

    61.77

    64.51

    64.28

    65.01

    GDP per Capita (US$)

    1,270

    1,300

    1,530

    1,271

    1,146

    1,190

    1,179

    1,100

    Inflation (%)

    7.3

    9.1

    2.2

    9.60

    28.00

    25.48

    26.50

    31.00

    ที่มา: IMF https://www.imf.org/en/Publications/WEO/Issues/2025/10/14/world-economic-outlook-october-2025

    1.2 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

    เปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตต่อสกุลเงินสำคัญ ก.พ. 68 และ ก.พ. 69

    ประเทศ/สหภาพ

    สกุลเงิน

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน ก.พ. 68

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน ก.พ. 69

    อัตราตลาดออนไลน์

    สิ้นเดือน ก.พ. 69

    อัตราตลาด

    สิ้นเดือน ก.พ. 69

    USA 

    USD

    2,100.00 MMK

    2,100.0 MMK

    3,656.00 MMK

    3,880.00MMK

    Euro

    EUR

    2,184.21 MMK

     2,474.12 MMK

    4,307.00 MMK

    4,580.00 MMK

    Singapore 

    SGD

    1,557.40 MMK

    1,657.72 MMK

    2,886.0 1MMK

    3,065.00 MMK

    Thailand

    THB

    61.43 MMK

    67.61 MMK

    117.71 MMK

    125.00 MMK

                        ข้อมูลจากธนาคารกลางเมียนมา https://forex.cbm.gov.mm/index.php/fxrateMyanmar Market Price Application

    1.3 ภาวะการลงทุน

    1.3.1 มูลค่าการลงทุนตามรายประเทศนักลงทุนสำคัญ

    ภาพรวมด้านการลงทุนทางตรงของต่างประเทศในเมียนมา (FDI) ในเดือน มกราคม 2569 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเมียนมา (Myanmar Investment Commission : MIC) อนุมัติโครงการไปแล้ว คิดเป็นมูลค่า 398.357 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    ประเทศที่มีการลงทุนทางตรง FDI ในเมียนมา เดือนมกราคม 2569

    อันดับ

    ประเทศ

    มูลค่าการลงทุน 

    (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    .. 69

    สัดส่วน (%)

    1

    สิงคโปร์

    145.150

    36.44 %

    2

    จีน

    153.805

    38.61 %

    3

    ฮ่องกง

    47.291

    11.87 %

    4

    ไทย

    31.589

    7.93 %

    5

    เกาหลีใต้

    12.787

     3.21 %

    6

    ไต้หวัน

    1.895

     0.48 %

    7

    ญี่ปุ่น

    0.500

    0.13 %

    รวม

    398.357

    100%

                                                    https://www.dica.gov.mm

    image.png

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสม จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    image.png

    https://www.dica.gov.mm

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสมจนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือนมกราคม 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 96,309.932 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ไทย 4) ฮ่องกง และ 5) สหราชอาณาจักร ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 3 มูลค่า 11,716.148 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 12.46 โดยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว จำนวน 160 โครงการ

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่ จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    image.png

                         https://www.dica.gov.mm 

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน มกราคม 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 74918.959 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,467.514 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 105 โครงการ

    1.3.2 มูลค่าการลงทุนตามประเภทสาขาการลงทุนที่สำคัญ

         ในส่วนของอุตสาหกรรมที่ต่างชาติลงทุนในเมียนมาของปีงบประมาณ 2026 – 2027 ในเดือน มกราคม2569 รายละเอียดดังตาราง 

    อุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมียนมา

    ปีงบประมาณ 2026-2027 (ม.ค. 69)

    อันดับ

    ประเภทธุรกิจ มูลค่า(ล้านเรียญสหรัฐ) ม.ค. 69 สัดส่วน

    1

    Manufacturing  

    204.826

    51.42 %

    2

    Power  

    35.303

    8.86 %

    3

    Services  

    3.288

    0.83 %

    4

    Livestock&Fisheries

    2.500

    0.63 %

    5

    Agriculture  

    0.525

    0.1%

    รวม

    398.357

    100%

      สาขาการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    image.png

                              https://www.dica.gov.mm

    2. สถานการณ์การค้า (การนำเข้า-ส่งออก) ของเมียนมา 

    การค้าระหว่างประเทศเมียนมา (ข้อมูล GTA)

    1. เมียนมามีการค้ารวมประมาณ 4-5 หมื่นล้านเหรียญ

    2. เมียนมานำเข้าประมาณ 2.1-2.5 หมื่นล้านเหรียญ

    3. เมียนมาส่งออกประมาณ 2.1-2.3 หมื่นล้านเหรียญ

    อันดับของไทยกับการค้าเมียนมา

     1. ไทย เป็นคู่ค้า ลำดับ 2 ของเมียนมา (รองจากจีน)

     2. ไทย เป็นแหล่งนำเข้า ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 20% จีนประมาณ 50%

     3. ไทย เป็นตลาดส่งออก ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 15% จีนประมาณ 40%

    image.png

    image.png

    image.png

    สถิติการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ข้อมูล GTA: .. – ธ.ค. 68)

    มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ม.. – ธ.ค. 68)

                                                                                                                          หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    Export

    Import

    Trade Volume

    2025

    2024

    %

    2025

    2024

    %

    2025

    2024

    %

    Jan-Dec

    Jan-Dec

    change

    Jan-Dec

    Jan-Dec

    change

    Jan-Dec

    Jan-Dec

    change

    20,670

    21,418

    -3%

    22,217

    20,509

    8%

    42,888

    41,928

    2%

    GTA:GlobalTradeAtalas

    ในเดือนมกราคม  ธันวาคม 2568 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศโดยรวมของเมียนมามีมูลค่า 42,888 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 %  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยในส่วนของการส่งออกมีมูลค่า 20,670 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 3 % การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของเมียนมามีมูลค่า 22,217 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 %

     ทั้งนี้ ในเดือนมกราคม  ธันวาคม 2568 เมียนมาได้ดุลการค้าเป็นมูลค่า 1,547 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

    สินค้าที่เมียนมาส่งออก ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องแต่งกาย ก๊าซธรรมชาติ พืชพันธุ์ ผักต่างๆ  สินแร่ รองเท้า ยางพารา  ปลา สัตว์น้ำ ไม้ เมล็ดน้ำมัน อัญมณี เป็นต้น 

    สินค้าที่เมียนมานำเข้า ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกล ผ้าทอ เส้นด้าย ยานพาหนะ พลาสติก เหล็ก ปุ๋ย เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยา เป็นต้น

     สถานการณ์การค้าระหว่างไทย – เมียนมา (ข้อมูลกรมศุลกากรไทย: .. 69)

    ตารางที่ 11 สรุปมูลค่าการค้าระหว่างไทย – เมียนมา

    รายการ

    มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    อัตราขยายตัว (%)

    สัดส่วน (%) / โลก

    2568

    ม.ค.

    2569

    ม.ค.

    2568

    ม.ค

    2569

    ม.ค.

    2568

    ม.ค

    2569

    ม.ค

    มูลค่าการค้า

    637.00

    598.18

    10.4

    – 6.1

    1.2

    0.9

    การส่งออกของไทย

    423.17

    400.95

    14.6

    – 5.3

    1.7

    1.3

    การนำเข้าของไทย

    213.83

    197.23

    3.0

    – 7.8

    0.8

    0.6

    ดุลการค้าของไทย

    209.34

    203.72

    29.4

    – 2.7

           ที่มา : Thailand’s Trade Statistic (moc.go.th) 

    ปี 2569 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและเมียนมาระหว่างเดือนมกราคม  มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น  598.18 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 6.09 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไทยมีการส่งออกไปยังเมียนมาเป็นมูลค่า 400.95 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 5.25 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้าของประเทศเมียนมาใช้เวลานาน สำหรับการนำเข้าสินค้าจากเมียนมามายังประเทศไทยมีมูลค่า 197.23 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 7.76 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ไทยได้ดุลการค้าเป็นมูลค่า 203.72 ล้านเหรียญสหรัฐ 

    สินค้าที่ไทยส่งออกไปเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอืนๆ เม็ดพลาสติก เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปูนซิเมนต์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ เป็นต้น

    image.png

    สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น  แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ ลวดและสายเคเบิล ไม้ซูง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ  กล้อง เสนส์และอุปกรณ์การถ่ายรูป    ถ่ายภาพยนตร์ เสื่อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

    image.png

    3. สถานการณ์สำคัญ 

    3.1 เมียนมาร่วมมือกับประเทศต่างๆ ได้แก่ จีน อินเดีย ไทย รัสเซีย ตะวันออกกลาง เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในเมียนมา

    เมียนมาร่วมมือกับประเทศต่างๆ ผลิตก๊าซธรรมชาติในเมียนมา ได้แก่ จีน อินเดีย ไทย รัสเซีย และประเทศตะวันออกลาง เพื่อเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในเมียนมาให้มากขึ้น ส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน การลงทุนและการผลิตพลังงานทั้งน้ำมันและ   ก๊าธรรมชาติ ซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการขุดเจาะและผลิตพลังงานในเมียนมาดังกล่าว 

    ผลกระทบ/โอกาส การส่งเสริมการผลิตพลังงานของเมียนมา “นโยบายสำคัญของเมียนมา”เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน เพราะพลังงานเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมียนมา ซึ่งมีประเทศต่างๆ ได้แก่ จีน อินเดีย รัสเซีย ประเทศตะวันออกลาง รวมถึงประเทศไทย มี     ความร่วมมือด้านพลังงานกับเมียนมา รวมทั้งร่วมลงทุนผลิตพลังงานในเมียนมาและได้รับประโยชน์เรื่องความมั่นคงทางพลังงานร่วมกัน

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ธุรกิจพลังงานในเมียนมาไม่เพียงสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้เมียนมาเท่านั้น แต่ช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับไทยด้วย เพราะก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในเมียนมา ส่วนหนึ่งได้ส่งให้ประเทศไทยเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของไทย ส่งผลดีต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย และช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย 

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.2  เมียนมาขยายการส่งออกสินค้าอาหารแปรรูป บุกตลาด ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียน

    เมียนมาขยายการส่งออกสินค้าอาหารแปรรูปบุกตลาด ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียน สมาคมผู้แปรรูปและส่งออกอาหารของเมียนมา (MFPEA : Myanmar Food Processors and Exporters Association) ให้ข้อมูลว่าเมียนมาผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผักอบแห้ง ผงงาคั่ว น้ำผึ้ง ไปยังญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียน โดยเมียนมาส่งเสริมการผลิต การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มในเมียนมา รวมทั้งจะส่งเสริมการผลิตและส่งออกอาหารแปรรูปหรือผลไม้แปรรูปเพิ่มเติม เช่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะม่วง กาแฟ อะโวคาโด เป็นต้น

    ผลกระทบ/โอกาส การส่งเสริมการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปของเมียนมา “ทิศทางและโอกาสธุรกิจ” สะท้อนว่า เมียนมาส่งเสริมธุรกิจดังกล่าว ซึ่งเมียนมามีศักยภาพด้านวัตถุดิบการเกษตรชนิดต่างๆ เช่น ข้าว ถั่ว งา ชา กาแฟ ผัก ผลไม้ รวมถึงปศุสัตว์และปศุสัตว์ รวมทั้งเมียนมาส่งเสริมการผลิต แปรรูป และสร้างมูลค่าเพิ่มในเมียนมา ซึ่งเป็นโอกาสของธุรกิจไทยในการเปิดโอกาสจับคู่ทางธุรกิจหรือเป็นพันธมิตรธุรกิจกับเมียนมาในสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปดังกล่าว

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปรับใช้ประโยชน์ ทั้งการส่งออกมาเมียนมา เช่น เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ช่วยเติมเต็มและยกระดับการผลิตในเมียนมา หรือการนำเข้าสินค้าเกษตรหรืออาหารแปรรูปจากเมียนมา เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคในประเทศไทย ทั้งคนไทยหรือคนเมียนมาในประเทศไทย เพิ่มเติมจากการนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรจากเมียนมาเพื่อผลิตในประเทศไทยด้วย รวมทั้งอาจพิจารณาการผลิตในเมียนมา ที่มีหลายโอกาสทางธุรกิจ เช่น การจ้างผลิต (OEM) ในเมียนมา การร่วมลงทุน (JV) กับธุรกิจเมียนมา หรือการลงทุนในเมียนมาของธุรกิจไทย เป็นต้น ซึ่งต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและตามความเหมาะสมต่อไป 

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.3 เมียนมาและไทยหารือเชื่อมโยงด่านท่าขี้เหล็ก-แม่สาย ส่งเสริมการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนไทย เมียนมา จีน

    เมียนมาและไทยหารือเชื่อมโยงด่านท่าขี้เหล็ก-แม่สาย ส่งเสริมการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนไทย เมียนมา จีน โดย    กระทรวงเกษตร ปศุสัตว์และชลประทานของเมียนมารายงานว่า เมียนมาและไทยได้หารือกันเกี่ยวกับการพิจารณาและส่งเสริมให้ด่านท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน เมียนมา และด่านแม่สาย จ.เชียงราย ประเทศไทย เป็นเส้นทางการค้าผ่านแดน (Cross-Border Trade) เชื่อมโยงไทย เมียนมา และจีน โดยใช้เส้นทางแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก- เชียงตุง-เมืองลา ซึ่งเป็นเส้นทาง R3B ในเมียนมา เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกผลไม้จากไทยไปจีนโดยผ่านเมียนมา โดยต้องปฏิบัติตามระเบียบด้านสุขอนามัยพืชและข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งนอกจากผลไม้ เส้นทางดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนสินค้าอื่นๆ ระหว่างไทย เมียนมา และจีนด้วย

    ผลกระทบ/โอกาส การส่งเสริมเส้นทางการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนไทย เมียนมา และจีน เส้นทางแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก- เชียงตุง-เมืองลา ซึ่งเป็นเส้นทาง R3B ในเมียนมา เป็น “โอกาสธุรกิจ การค้า การขนส่ง” เป็นทางเลือกการขนส่งเพิ่มเติม เชื่อมโยงไทย เมียนมา และจีน ผ่านเส้นทางดังกล่าว โดยมีสินค้าศักยภาพ เช่น ผลไม้ สินค้าเกษตร สินค้าอื่นๆ ของไทยและเมียนมา สามารถส่งออกไปจีนได้ ในขณะที่ จีน มีศักยภาพ เช่น เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอื่นๆ สามารถส่งออกมายังเมียนมาและไทยได้เช่นกัน กล่าวได้ว่าเส้นทางการค้าการขนส่งดังกล่าว ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบการ ธุรกิจโลจิสติกส์ ขนส่ง คลังสินค้า และประชาชนผู้บริโภค

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปรับใช้ประโยชน์ ซึ่งเส้นทางการค้าการขนส่งดังกล่าว สามารถเป็นทางเลือกการขนส่งหรือโอกาสธุรกิจได้ต่อไป ทั้งนี้ ขอให้พิจารณาผู้ให้บริการโลจิสติกส์หลายรายเพื่อเป็นข้อมูลทางเลือกประกอบการตัดสินใจ และพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านด้วย 

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.4 รมว.กต.ไทย พบหารือ รมว.กต.เมียนมา ในโอกาส รมว.กต.เมียนมา เยือนประเทศไทย

    รมว.กต.ไทย พบหารือ รมว.กต.เมียนมา ในโอกาส รมว.กต.เมียนมา เยือนประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 69 ณ จ.ภูเก็ต  ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ พร้อมยืนยันความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับเมียนมาในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีความร่วมมือครอบคลุมในหลายมิติและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงตาม           แนวชายแดน เพื่อส่งเสริมความสงบสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายจะส่งเสริมความร่วมมือ        ทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูการค้าชายแดน พิจารณาอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนระหว่างกัน รวมถึงสนับสนุนภาคเอกชนไทยใน  เมียนมา นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเพิ่มความร่วมมือระหว่างกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน การหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์และยาเสพติด การค้าข้ามพรมแดนที่ผิดกฎหมาย ตลอดจนความร่วมมือในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและในแม่น้ำที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ รวมทั้งการเสริมสร้างความร่วมมือในเวทีระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ โดยไทยจะมีบทบาทช่วยเป็นสะพานเชื่อม ควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการเชิงบวกในเมียนมา ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด ไทยพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนให้กระบวนการสันติภาพของเมียนมามีความคืบหน้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน

    ผลกระทบ/โอกาส การพบหารือกันของผู้นำระดับสูงของไทยและเมียนมาดังกล่าว เป็น “ทิศทางที่ดี” สะท้อนความสัมพันธ์อันดีของไทยและเมียนมา ซึ่งจะมีความร่วมมือกันด้านต่างๆ ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และเรื่องอื่นๆ สำหรับเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การทำธุรกิจในเมียนมา เป็นโอกาสอันดีที่จะมีส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ฟื้นฟูการค้าชายแดน เช่น ด่านเมียวดี (ตรงข้ามด่านแม่สอด จ.ตาก) ปิดชั่วคราวตั้งแต่ 18 ส.ค. 68 และพิจารณาอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนระหว่างกัน เช่น กฎระเบียบการค้าและการเงิน การขอ Import License สินค้านำเข้าเมียนมา อัตราแลกเปลี่ยน และการขอโอนเงินออกจากเมียนมา เป็นต้น

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปรับใช้ประโยชน์ โดยเมียนมาเป็นประเทศ  เพื่อนบ้านสำคัญของไทย มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทย เป็นตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพ นิยมสินค้าไทย แม้จะมีความท้าทายหลายประการ    อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่ดีและผ่อนคลายมากขึ้นตามลำดับ เช่น การเลือกตั้งเมียนมาที่จัดเรียบร้อยและอยู่ระหว่างจัดตั้งรัฐบาลใหม่ (คาดว่าจะได้รัฐบาลใหม่ก่อนสงกรานต์) แนวโน้มนโยบายด้านเศรษฐกิจ การค้า การเงิน ที่คาดว่าจะผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามนโยบายรัฐบาลใหม่ต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง

                                                                           มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/bmyv63i46t9o7x7z2i3ox3b3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wEu2_DK3yFm0CL0_rAx_W

  • มข.-ธ.กรุงไทย-กอดบ้านไผ่  ลุยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

    มข.-ธ.กรุงไทย-กอดบ้านไผ่ ลุยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

    มข.-ธ.กรุงไทย-กอดบ้านไผ่ ลุยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงางานว่า ฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มข.นำโดย ศ. ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน พร้อมคณะทำงาน เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการพัฒนาศักยภาพชุมชนอำเภอบ้านไผ่ ร่วมกับนายณัฐพงศ์ ดีบุญ ผู้แทนจาก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ นำโดยคุณสิทธิโชค ศรีโช ผู้ก่อตั้งและผู้สร้างสรรค์เนื้อหาเพจ “กอดบ้านไผ่” ณ บ้านหลังวัด Coffee (วัดบูรณะสิทธิ์พระเจ้าใหญ่ผือบัง) ต.หัวหนอง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

    การหารือมุ่งแลกเปลี่ยนข้อมูลและประเมินศักยภาพพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ควบคู่การรักษาอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยบูรณาการองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยกับมุมมองด้านการตลาดและการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนจากภาคการเงิน  (Sustainability และ CSR/CSV)ตลอดจนความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ อำเภอบ้านไผ่ให้มีศักยภาพทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและทุนทางสังคม โดยเฉพาะบริเวณ แก่งละว้า ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติสำคัญของ จ.ขอนแก่น เอื้อต่อการประมงพื้นบ้าน เกษตรกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปที่สะท้อนวิถีชุมชน อีกทั้งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้ชุมชน การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานความร่วมมือเชิงระบบ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีทิศทางและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนองค์ความรู้และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับท้องถิ่น การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/950669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W6X3MpbIlkbljG9RMEH5O