Category: เศรษฐกิจ

  • เพื่อไทย ติวเข้ม สส. ก่อนเปิดสภา จ่อผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    เพื่อไทย ติวเข้ม สส. ก่อนเปิดสภา จ่อผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    เพื่อไทย ติวเข้ม สส. ก่อนเปิดสภา จ่อผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.17 น.

    วันที่ 14 มี.ค.69 เวลา 10.25 น. ที่พรรคเพื่อไทย นาย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นาย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อน เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในช่วงเย็น 

    นายจุลพันธ์ กล่าวในที่ประชุมว่า การทำงานในมิติของพรรค ไม่สามารถนำพาสมาชิกเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเพียงพอ ขึ้นอยู่กับการทำงานของตัวผู้สมัคร ขอบคุณในความพยายามทุ่มเทโดยเฉพาะผู้สมัครเขตเลือกตั้งที่นั่งอยู่ตรงนี้ เก่งมาก ด้วยการฟันฝ่าพายุอุปสรรค การแข่งขันที่หนักหน่วง ด้วยปัจจัยในเรื่องของโครงสร้างทางด้านการเมืองที่ไม่เอื้อต่อพรรคเรา แต่สามารถฟันฝ่าการต่อสู้เข้ามาได้ 

    พรรคเพื่อไทย

    ในส่วนพรรคเอง เรายังอยู่ในช่วงของการปรับปรุงยกเครื่อง ก็คงจะต้องทำต่อไป สิ่งที่พวกเราทำงานกันในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคได้มีการจัดเวิร์กช็อป มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่ผ่านการเลือกตั้งและไม่ผ่านการเลือกตั้ง รวมถึงผู้บริหารพรรคเข้ามาประชุมกันหลายรอบ เป็นการถอดบทเรียน ซึ่งสิ่งที่ได้เป็นประโยชน์กับพรรคมาก เราจะนำเอาข้อมูลไปปรับปรุงพัฒนา เพื่อให้พรรคมีความเข้มแข็งขึ้น มีความเป็นสถาบันการเมืองมากขึ้น และสามารถเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งถัดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเก่า

    นายจุลพันธ์ กล่าวกับ สส.เพื่อไทยว่า ต้องเรียนต่อทุกท่าน วันนี้เรามีความชัดเจนว่า เรากำลังจะเดินหน้าเข้าสู่การร่วมรัฐบาล ณ จุดนี้ การเจรจาในเรื่องของการร่วมรัฐบาลถือว่าจบสิ้นสมบูรณ์ เรื่องของกระทรวงเรายังไม่พูดกัน เรื่องของการทำงานไปข้างหน้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ การทำงานให้กับประชาชน ซึ่งผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ ด้วยความรู้ความสามารถของพวกเราทุกคน จะสามารถผลักดันขับเคลื่อนการเป็นรัฐบาล การทำงานในสภา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พวกท่านที่เป็นตัวแทนที่มีโอกาสได้เข้ามาทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ภารกิจครั้งนี้ของท่านอาจจะหนักกว่าเก่า ทางพรรคคาดหวังว่าการทำงานในฐานะนิติบัญญัติของเราในครั้งนี้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกว่าในอดีต คาดหวังว่าเราจะเห็นการประชุมสภาที่ครบถ้วน จะเห็นการลงมติที่ครบ 100%

    พรรคเพื่อไทย

    ในส่วนการขับเคลื่อนในเรื่องของกฎหมาย วันนี้มีวาระการประชุมในเรื่องของการนำเสนอกฎหมายหลายฉบับ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะเรายังคงยึดมั่นในเรื่องของการสร้างให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมูลค่าสูง กฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบในการขับเคลื่อนได้มีการเตรียมความพร้อมในฐานะพรรคการเมือง ตั้งแต่สมัยที่แล้วที่เราเป็นรัฐบาล ต่อเนื่องมาจนครั้งนี้ ก็มีกฎหมายหลายฉบับที่เรามีความจำเป็นต้องผลักดัน วันนี้จะให้สมาชิกได้ร่วมกันลงชื่อในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันกฎหมายเข้าสู่สภา

    แน่นอนว่าเราเป็นพรรคการเมืองที่เปิดกว้าง ในส่วนของสมาชิกเอง อำนาจและสิทธิในเรื่องของการผลักดันกฎหมายเป็นของท่าน หากท่านมีกฎหมาย หรือมีญัตติเห็นสมควรในสภา เราก็จะนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยน เพื่อที่จะช่วยกันสนับสนุนในเรื่องของการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเชิงพื้นที่ หรือในการแก้ไขปัญหาของประเทศต่อไป

    พรรคเพื่อไทย

    การทำงานของพวกเราจะเป็นตัวชี้ชะตาพรรคในการเลือกตั้งครั้งถัดไปด้วย เพราะฉะนั้น การทำงานอย่างเข้มแข็งของพวกเราทุกคน จะเป็นตัวช่วยในการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็จะเบาลง และที่สำคัญคือจะเป็นการช่วยให้พรรคกลับมาแข็งแรง ช่วยเพื่อนของพวกเราหลายคนที่พลาดหวัง ได้มีโอกาสกลับมาทำงานในสภาอย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้ง

    “ต้องกราบขอบพระคุณพวกเราในการทำงานที่มีความสุข สามัคคี และเข้มแข็ง จนกระทั่งสามารถฝ่าด่านเข้ามาได้ ก็ต้องให้กำลังใจพวกเราทุกคน ทางพรรคพร้อมที่จะเป็นลมใต้ปีกให้กับ สส. ทุกคน พร้อมที่จะสนับสนุนงานของท่านในทุกมิติ”

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952648&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vaix0KelBNi-_0SiG1n3F

  • นายกฯ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน พลังงาน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว “สีหศักดิ์” ประชุมอาเซียนหารือแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน

    นายกฯ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน พลังงาน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว “สีหศักดิ์” ประชุมอาเซียนหารือแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน

    นายกฯ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน พลังงาน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว “สีหศักดิ์” ประชุมอาเซียนหารือแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน


    14/03/2569 | 96 |

    สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ ระบบขนส่งทางทะเล ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จนอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคเศรษฐกิจของประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการรองรับ ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด

    (13 มี.ค. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (Special ASEAN Foreign Ministers’ Meeting on the Situation in the Middle East) ผ่านระบบการประชุมทางไกล ซึ่งจัดขึ้นตามข้อเสนอของไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นประธาน

    ที่ประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อภูมิภาคอาเซียน และหารือแนวทางการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวร่วมกัน ทั้งมาตรการระยะสั้นและการเตรียมความพร้อมของอาเซียนต่อความท้าทายจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในระยะยาว โดยเห็นพ้องว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียดและความไม่แน่นอนสูง ทั้งยังย้ำความสำคัญของการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเสรีภาพในการบินและการเดินเรือ และเรียกร้องให้มีการยุติการใช้ความรุนแรงและกลับสู่แนวทางทางการทูตโดยเร็ว

    อีกทั้งที่ประชุมยังได้หารือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีต่ออาเซียนในหลายมิติ โดยเฉพาะการปิดกั้นเส้นทางขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าและห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตด้านเศรษฐกิจและพลังงานในอนาคต ในการนี้ ไทยจึงเสนอแนวทางรับมือโดยใช้ประโยชน์จากกลไกที่มีอยู่ของอาเซียน อาทิ (1) การกระชับความร่วมมือด้านกงสุลผ่านเครือข่ายของสถานทูตในพื้นที่ เพื่อคุ้มครอง ช่วยเหลือ และอพยพประชาชนในยามวิกฤตร่วมกัน (2) การยกระดับความร่วมมือภายใต้ความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียนให้สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ โดยเรื่องที่ต้องพัฒนาร่วมกันคือพลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาด การหาความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาที่เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เพื่อให้การช่วยเหลือสนับสนุนประเทศไทย และ (3) การเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล 

    สำหรับการช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะนี้ที่อิหร่าน คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับ ได้อพยพออกหมดแล้ว จำนวน 116 คน และกลุ่มสุดท้ายจะมาถึงในวันที่ 14 มีนาคม 2569 โดยจะมีข้าราชการและครอบครัวเดินทางกลับมาด้วย แต่คนที่ยังเหลืออยู่เนื่องจากประสงค์ที่จะอยู่ต่อ ยืนยันว่าไทยพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือหากมีการร้องขอ ส่วนของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบด้วย ยูเออี บาห์เรน กาตาร์ คูเวต โอมาน อิรัก เลบานอน อิสราเอล และจอร์แดน ที่ได้อำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ มีทั้งหมด 584 คน แต่มีอีก 23 คน เดินทางต่อไปยังประเทศอื่น ขณะนี้มีแรงงานไทย อยู่ประมาณ 50,000 – 60,000 คน แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ต่อ และทางรัฐบาลอิสราเอลยังสามารถควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศได้ โดยสกัดกั้นการโจมตีต่าง ๆ และออกมาตรการดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทยและต่างชาติ

    ขณะที่การสู้รบเป็นปัจจัยที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงได้ประชุมแผนผลักดันการค้าระหว่างประเทศเชิงรุก ปี 2569 ร่วมกับคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ โดยนางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง นโยบายการค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ประเทศไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การส่งออกยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 11.1 ล้านล้านบาท ในสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง หรือ VUCA World มาจาก Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity (ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงาน เปลี่ยนเป็น VUCA ที่ประกอบด้วย Vision, Understanding, Clarity, Agility (วิสัยทัศน์ ความเข้าใจ ความชัดเจน และความคล่องตัว) รับมือกับความเปลี่ยนแปลงโดยนำแนวคิด TAM Model มาใช้ คือ Think Big – Act Small – Move Right คือคิดเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนเริ่มจากจุดเล็ก ๆ และปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกทำงานเชิงรุก โดยเน้นรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ (Market Diversification) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักมากเกินไป

    ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประชุมหารือผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อพิจารณามาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยว นำเสนอต่อศูนย์การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของรัฐบาล ตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ศูนย์ฯ เร่งพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจใน 4 ด้าน ได้แก่ (1) น้ำมันเชื้อเพลิง (2) พลังงาน (3) การท่องเที่ยว และ (4) การขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และยุโรป ที่เดินทางเปลี่ยนเครื่องบิน ณ สนามบินในตะวันออกกลาง รวมถึงต้นทุนราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและการปรับเปลี่ยนเส้นทางบินเป็นการบินตรงหรือเส้นทางการบินเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่ง ททท. ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะสรุปประเด็นสำคัญเพื่อนำไปบูรณาการการทำงานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม สำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำไปกำหนดมาตรการด้านการท่องเที่ยวเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีต่อไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/485297&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rkZGC_2eZ0Xh3Y4Y62SsR

  • “เพื่อไทย” ประชุม สส.ก่อนเปิดประชุมสภาฯ พร้อมเดินหน้าผลักดัน 47 กฎหมายเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    “เพื่อไทย” ประชุม สส.ก่อนเปิดประชุมสภาฯ พร้อมเดินหน้าผลักดัน 47 กฎหมายเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    “เพื่อไทย” ประชุม สส.ก่อนเปิดประชุมสภาฯ พร้อมเดินหน้าผลักดัน 47 กฎหมายเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง “ยศชนัน” ให้กำลังใจ สส. ชี้ต้องเรียนรู้-ปรับยุทธศาสตร์ ทำทุกพื้นที่ไม่ใช่แค่ที่ได้เข้าสภาฯเชื่อหาก 4 ปีนี้ทำได้ดี “เพื่อไทย” กลับมาแน่นอน ด้าน “จุลพันธ์” ปลุกใจเร่งทำงานชี้ชะตาอนาคตพรรค หวังการทำงานในนิติบัญญัติครั้งนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าในอดีต

    วันนี้ (14 มี.ค.69) 10.30 น. พรรคเพื่อไทย จัดการประชุม สส.พรรคเพื่อไทยเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภาชุดที่ 27 รวมถึงการเตรียมเดินหน้าผลักดัน 47 กฎหมายเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่จะผลักดันในสภาฯและการกำหนดทิศทางในการโหวตประธานสภาและรองประธานสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคมนี้ นำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ซึ่งมี สส.ของพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    นายยศชนัน กล่าวว่า ต้องให้กำลังใจผู้สมัครทุกคนที่ครั้งนี้อาจจะไม่สามารถเข้ามากับเราได้ ตนมีความรู้สึกว่าแต่ละท่านสมควรอย่างยิ่งที่จะได้เป็นผู้แทนราษฎรของพวกเรา การมีส่วนร่วมของทุก ๆ คน ตนลงไปหลายพื้นที่ได้พูดคุยกับผู้สมัครทุกคน สิ่งที่เป็นเสียงสะท้อนในพื้นที่เราจะทยอยลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับทุกคน ทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จะทยอยทำตรงนี้ด้วยกลไกที่สามารถทำได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถดำเนินการและคิดเองได้ทั้งหมด ในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้จะพยายามพบปะพูดคุยกับแต่ละคนเป็นการส่วนตัวเพื่อรับฟังความเห็นของแต่ละคนและนำมาปรับในการทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งต้องเปิดใจพูดคุยด้วยกัน

    นายยศชนัน กล่าวต่อว่า หลายอย่างที่แต่ละท่านสะท้อนเข้ามา ตนรับทราบและจะพยายามปรับในอีก 4 ปีข้างหน้า เราสามารถจะกลับมาได้ สิ่งสำคัญคือการที่เราสามารถแสดงผลงานใน 4 ปีนี้อย่างเต็มที่ ตนก็เป็นหน้าใหม่ก็ต้องรับฟังความเห็นทุกคน หากมีอะไรที่คิดว่าเราควรทำสามารถเดินมาบอกได้ จะพยายามปรับตัวและทำให้ดีที่สุด ถ้าเราทำใน 4 ปีนี้ได้ดีที่สุดตนมั่นใจว่าครั้งหน้าเรากลับมาแน่นอน และพยายามมองว่าทุกวันหลังจากนี้ที่เราเริ่มพบปะประชาชนเป็นวันที่เราพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ทันที เรามีเวลา 4 ปีก็ต้องทำให้เต็มที่ ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่เราได้เพียงอย่างเดียว เรียนรู้และปรับยุทธศาสตร์กันไปน่าจะทำให้เรากลับมาอีกครั้งได้

    นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า ลักษณะนิสัยของตนบางครั้งอาจจะดูหน้าตึง ยิ้มบ้างไม่ยิ้มบ้าง แต่หลังจากนี้จะเริ่มพิสูจน์ตัวเองกับแต่ละคนว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร และย้ำว่าเราสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ และในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นว่าเราไม่ได้หยุด เราเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่สภาฯ และในวันที่เริ่มเปิดสภาฯเราจะเสนอกฎหมายในแบบที่ประชาชนคิดว่านี่คือพรรคที่เป็นความหวัง และขอให้กำลังใจทุกคน

    นายจุลพันธ์ กล่าวเปิดการประชุมว่า ขึ้นอยู่กับการทำงานของตัวผู้สมัครโดยเฉพาะผู้สมัครเขตเลือกตั้ง ซึ่งคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ถือว่าเป็นคนที่เก่งมากในการฟันฝ่าพายุอุปสรรคและการแข่งขันที่หนักหน่วงด้วยปัจจัยและโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เอื้อต่อพรรคเรา แต่ยังสามารถฟันฝ่าเข้ามาได้ก็ต้องขอบคุณในความทุ่มเท ขณะที่ในส่วนของพรรคยังอยู่ในช่วงของการปรับปรุงหรือที่เราเรียกว่าการยกเครื่อง และเราก็ต้องทำต่อไปส่วนที่เราได้ทำงานในส่วนกลางช่วง 2-3 สัปดาห์ พรรคได้มีการจัดเวิร์กชอปและมีตัวผู้สมัคร สส.ที่ผ่านและไม่ผ่านการเลือกตั้งรวมถึงผู้บริหารพรรคได้เข้ามาประชุมหลายรอบ พร้อมทั้งถอดบทเรียนที่เป็นประโยชน์กับทางพรรคมาก ซึ่งเราจะนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้พรรคมีความเข้มแข็งขึ้น มีความเป็นสถาบันทางการเมืองมากขึ้น และสามารถเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งถัดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเก่า

    นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้เรามีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าเข้าสู่การร่วมรัฐบาล ซึ่งในเรื่องการเจรจาร่วมรัฐบาลได้จบสิ้นสมบูรณ์ ส่วนในเรื่องของการแบ่งกระทรวงเรายังไม่ได้พูดกัน ซึ่งการทำงานไปข้างหน้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญกับการทำงานให้กับประชาชน โดยตนเชื่อว่าประสบการณ์และความรู้ความสามารถของทุกคนจะสามารถผลักดันขับเคลื่อนการเป็นรัฐบาลและการทำงานในสภาฯให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    “พวกท่านที่เป็นตัวแทนที่มีโอกาสได้เข้ามาทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ภารกิจครั้งนี้ของท่านอาจจะหนักกว่าเก่า ทางพรรคคาดหวังว่าการทำงานในฐานะนิติบัญญัติของเราในครั้งนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าในอดีต พวกผมคาดหวังว่าเราจะเห็นการประชุมสภาฯที่ครบถ้วน เห็นการลงมติครบร้อยเปอร์เซ็นต์ในการขับเคลื่อนในเรื่องของกฎหมาย” นายจุลพันธ์ กล่าว

    ทั้งนี้ ในช่วงท้ายการประชุมจะมีการหารือเรื่องการนำเสนอกฎหมายหลายฉบับที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะเรายังคงยึดมั่นในการสร้างให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งกฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบในการขับเคลื่อนก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในความเป็นพรรคการเมืองตั้งแต่สมัยที่แล้วที่ได้เป็นรัฐบาลจนถึงครั้งนี้ ก็มีกฎหมายหลายฉบับที่ต้องผลักดันเข้าสู่สภาฯ

    นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า เราเป็นพรรคการเมืองที่เปิดกว้าง อำนาจและสิทธิในการผลักดันกฎหมายเป็นของท่าน หากมีกฎหมายหรือญัตติที่เห็นสมควรในสภาฯก็จะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยกันสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาพื้นที่และประเทศต่อไป

    นายจุลพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำงานของพวกเราจะเป็นตัวชี้ชะตาพรรคในการเลือกตั้งครั้งถัดไปด้วย ฉะนั้นการทำงานอย่างเข้มแข็งของพวกเราทุกคนจะเป็นตัวช่วยพวกเราในการเลือกตั้งครั้งหน้า และที่สำคัญจะเป็นการช่วยให้พรรคกลับมาแข็งแรง ช่วยเพื่อนของพวกเราหลายคนที่พลาดหวังได้มีโอกาสกลับมาทำงานในสภาฯ อย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทางพรรคพร้อมที่จะเป็นลมใต้ปีกให้กับ สส.ทุกคน พร้อมที่จะสนับสนุนงานของ สส.ทุกคนในทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/283698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u8psWlodYCQO6eTO9T7MV

  • เพื่อไทย เปิดแผนดันกม. 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง!

    เพื่อไทย เปิดแผนดันกม. 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง!

    14 มีนาคม 2569 – ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุม 

    โดยนายจุลพันธ์ กล่าวว่า เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาฯ พรรคเพื่อไทยจะผลักดันประเทศไทยให้มุ่งสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงทั้งในบทบาทของฝ่ายบริหาร และบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติผ่าน สส.ของเรา พรรคเพื่อไทยจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีรากฐานสำคัญ 3 ด้านควบคู่กัน ได้แก่ ด้านที่ 1 คือโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้านที่ 2 คือการเมืองรากฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของนิติรัฐ นิติธรรม กฏหมายที่ยุติธรรมทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน และด้านที่ 3คือการวางรากฐานความมั่นคงทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม ด้วยเหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงเตรียมเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมทั้งสิ้น 47 ฉบับ ที่จะเป็นแผนกฎหมายที่ตอบโจทย์อนาคตของประเทศ และเป็นกรอบที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ พรรคเพื่อไทยได้แบ่งกฎหมายต่างๆ เหล่านี้เป็น 4 หลักคือ 1.กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 2.กลุ่มวางมาตฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่น 3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง และ 4.กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่า โดยมี 16 ฉบับที่สามารถผลักดันได้ทันทีหลังจากสภาผู้แทนราษฎรเปิด

    ขณะที่นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องเกี่ยวกับการศึกษา พรรคเพื่อไทยเรามุ่งเน้นเรื่องการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น คือการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง สิ่งสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจมีมูลค่าสูง คือเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องทำทันที ท่ามกลางวิกฤติโลกดิสรัปชั่น และสภาพแวดล้อมที่ผันผวน การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงห้องเรียน แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด สร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ เป้าหมายสำคัญคือ เพื่อ ผลิตคนให้ตรงงาน การสร้างโอกาสสำหรับทุกคน และให้การศึกษาได้สร้างคนที่มีสมรรถนะ ทั้งนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้น ด้าน 1.การพัฒนาครู 2.การยกระดับให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการทำหลักสูตร 3.การทำให้นักเรียนไม่หลุดออกจากนอกระบบการบริหารจัดการทำให้เกิดความเท่าเทียมกันของการศึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เรามีความจำเป็นต้องใส่ใจเรื่องนี้เต็มที่ และ 4. การเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน 

    ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับ ถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/963034/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37T2RU4KRsnOJRymmCTYr9

  • พรรคเพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ปั้นเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    พรรคเพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ปั้นเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย  แถลงข่าวร่วมกันที่พรรคเพื่อไทย ถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ โดยประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

    ทั้งนี้การพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม
    ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

    1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ
    เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน รวมถึงกฎหมายด้านทรัพยากรและการจัดการภัยพิบัติ

    2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ
    เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของครอบครองปรปักษ์ รวมถึงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมและแรงงานบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น

    3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ
    เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน

    4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ
    เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัติ THACCA รวมถึงกฎหมายด้านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    นายจุลพันธ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนดังกล่าวมีร่างกฎหมาย 16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้

    จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.ทุนมนุษย์” โดยระบุว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว

    สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่

    1. ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู
    ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่

    2. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา
    ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน” เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา

    3. เรียนฟรีต้องฟรีจริง
    ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

    4. กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ
    เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Superboard)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)” เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะใหม่ (Reskill) ได้ตลอดชีวิต

    ศ.ดร.ยศชนันกล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    “ทั้งนี้ การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

    ส่วนด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวสรุปรวมว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    พร้อมย้ำว่าพรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน 

    พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง

    “พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน” นายประเสริฐกล่าว.

    เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยอาจได้รับกระทรวงด้านสังคมเป็นหลัก เช่น กระทรวงด้านการศึกษา ซึ่งอาจสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองได้ยากกว่ากระทรวงด้านเศรษฐกิจหรือความมั่นคง นายยศชนันมองว่า ในบริบทโลกปัจจุบัน การทำงานของภาครัฐมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม เทคโนโลยี และภัยพิบัติ ทำให้ไม่มีกระทรวงใดสามารถทำงานเพียงลำพังได้  ไม่ว่าพรรคจะได้ดูแลกระทรวงใด ก็สามารถสร้างผลงานได้เช่นกัน เพราะทุกกระทรวงจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน และน่าจะหมดยุคที่แต่ละหน่วยงานทำงานแยกส่วน ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าไปข้างหน้าด้วยความร่วมมือและความสามัคคี 

    ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลในช่วง 4 ปี ข้างหน้าว่า ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะพิสูจน์อนาคตทางการเมืองของพรรค โดยพรรคได้หารือกันเบื้องต้นว่า ในช่วงเวลาของรัฐบาลชุดนี้ สมาชิกทุกคนต้องทำงานอย่างจริงจัง เพื่อให้การบริหารประเทศเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    นายประเสริฐกล่าวว่า พรรคได้กำชับ ส.ส. ให้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน เนื่องจากการเมืองในปัจจุบันต้องสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จริง

    ระยะเวลา 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ทุกฝ่ายในพรรคต้องร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับโอกาสที่ได้รับ และสร้างการเติบโตให้กับพรรคในอนาคต พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังมีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาศักยภาพของพรรคให้เติบโตทางการเมืองต่อไปในอนาคต หลังจากเคยเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในอดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/739393&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw128jIKoFjBs0WhtCpjNam5

  • ดัชนีเชื่อมั่นทองคำ มี.ค. 69 ขยับขึ้น 76.50 จุด กังวลสงครามตะวันออกกลาง

    ดัชนีเชื่อมั่นทองคำ มี.ค. 69 ขยับขึ้น 76.50 จุด กังวลสงครามตะวันออกกลาง

    นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ แถลงดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำประจำเดือน มีนาคม 2569 ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา จากระดับ 75.34 จุด มาอยู่ที่ระดับ 76.50 เพิ่มขึ้น 1.16 จุด หรือคิดเป็น 1.54% โดยปัจจัยที่ทำให้ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง แรงซื้อเก็งกำไร แรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางชาติต่าง ๆ ทั่วโลก และสงครามตะวันออกกลาง (สหรัฐฯ – อิสราเอล – อิหร่าน)

    คาดการณ์ความต้องการซื้อทองคำในช่วงเดือน มีนาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 344 ราย ในจำนวนนี้มี 170 ราย หรือเทียบเป็น 49% คาดว่าจะซื้อทองคำ ส่วนจำนวน 116 ราย หรือเทียบเป็น 34% คาดว่าจะไม่ซื้อทองคำ และจำนวน 58 ราย หรือเทียบเป็น 17% ไม่แน่ใจว่าจะซื้อทองคำในเดือนนี้หรือไม่
     
    สรุปกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่และผู้ประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำ จำนวน 12 ราย ในจำนวนนี้มี 8 ราย หรือเทียบเป็น 66% เชื่อว่าราคาทองคำในเดือน มีนาคม 2569 จะเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่คาดว่าราคาทองคำจะปรับลดลง และคาดว่าจะใกล้เคียงกับราคาทองคำในเดือน กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนกลุ่มละ 2 ราย หรือเทียบเป็น 17% เท่ากัน

    สำหรับการคาดการณ์กรอบราคาทองคำในเดือน มีนาคม 2569 ของผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่มีมุมมอง ดังนี้ ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 4,914 – 5,528 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ด้านราคาทองคำแท่งในประเทศความบริสุทธิ์ 96.5% ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 74,400 – 81,900 บาทต่อน้ำหนัก 1 บาททองคำ และด้านค่าเงินบาท ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 31.19 – 32.71 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
     
    การลงทุนทองคำในเดือน มีนาคม 2569 ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ดังนั้น นักลงทุนอาจพิจารณาทยอยสะสมทองคำเมื่อราคาปรับตัวอ่อนลง เพื่อเฉลี่ยต้นทุนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และสามารถทยอยขายทำกำไรบางส่วนเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นตามจังหวะของตลาด โดยควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/270808&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xav1xLW-SJTk-aLL8Aoia

  • นายกฯ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน พลังงาน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว “สีหศักดิ์” ประชุมอาเซียนหารือแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน

    นายกฯ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน พลังงาน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว “สีหศักดิ์” ประชุมอาเซียนหารือแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน

    นายกฯ ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน พลังงาน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว “สีหศักดิ์” ประชุมอาเซียนหารือแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงาน


    14/03/2569 | 52 |

    สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ ระบบขนส่งทางทะเล ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จนอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคเศรษฐกิจของประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการรองรับ ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด

    (13 มี.ค. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (Special ASEAN Foreign Ministers’ Meeting on the Situation in the Middle East) ผ่านระบบการประชุมทางไกล ซึ่งจัดขึ้นตามข้อเสนอของไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นประธาน

    ที่ประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อภูมิภาคอาเซียน และหารือแนวทางการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวร่วมกัน ทั้งมาตรการระยะสั้นและการเตรียมความพร้อมของอาเซียนต่อความท้าทายจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในระยะยาว โดยเห็นพ้องว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียดและความไม่แน่นอนสูง ทั้งยังย้ำความสำคัญของการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเสรีภาพในการบินและการเดินเรือ และเรียกร้องให้มีการยุติการใช้ความรุนแรงและกลับสู่แนวทางทางการทูตโดยเร็ว

    อีกทั้งที่ประชุมยังได้หารือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีต่ออาเซียนในหลายมิติ โดยเฉพาะการปิดกั้นเส้นทางขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าและห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตด้านเศรษฐกิจและพลังงานในอนาคต ในการนี้ ไทยจึงเสนอแนวทางรับมือโดยใช้ประโยชน์จากกลไกที่มีอยู่ของอาเซียน อาทิ (1) การกระชับความร่วมมือด้านกงสุลผ่านเครือข่ายของสถานทูตในพื้นที่ เพื่อคุ้มครอง ช่วยเหลือ และอพยพประชาชนในยามวิกฤตร่วมกัน (2) การยกระดับความร่วมมือภายใต้ความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียนให้สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ โดยเรื่องที่ต้องพัฒนาร่วมกันคือพลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาด การหาความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาที่เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เพื่อให้การช่วยเหลือสนับสนุนประเทศไทย และ (3) การเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล 

    สำหรับการช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะนี้ที่อิหร่าน คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับ ได้อพยพออกหมดแล้ว จำนวน 116 คน และกลุ่มสุดท้ายจะมาถึงในวันที่ 14 มีนาคม 2569 โดยจะมีข้าราชการและครอบครัวเดินทางกลับมาด้วย แต่คนที่ยังเหลืออยู่เนื่องจากประสงค์ที่จะอยู่ต่อ ยืนยันว่าไทยพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือหากมีการร้องขอ ส่วนของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบด้วย ยูเออี บาห์เรน กาตาร์ คูเวต โอมาน อิรัก เลบานอน อิสราเอล และจอร์แดน ที่ได้อำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ มีทั้งหมด 584 คน แต่มีอีก 23 คน เดินทางต่อไปยังประเทศอื่น ขณะนี้มีแรงงานไทย อยู่ประมาณ 50,000 – 60,000 คน แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ต่อ และทางรัฐบาลอิสราเอลยังสามารถควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศได้ โดยสกัดกั้นการโจมตีต่าง ๆ และออกมาตรการดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทยและต่างชาติ

    ขณะที่การสู้รบเป็นปัจจัยที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงได้ประชุมแผนผลักดันการค้าระหว่างประเทศเชิงรุก ปี 2569 ร่วมกับคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ โดยนางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง นโยบายการค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ประเทศไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การส่งออกยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 11.1 ล้านล้านบาท ในสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง หรือ VUCA World มาจาก Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity (ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงาน เปลี่ยนเป็น VUCA ที่ประกอบด้วย Vision, Understanding, Clarity, Agility (วิสัยทัศน์ ความเข้าใจ ความชัดเจน และความคล่องตัว) รับมือกับความเปลี่ยนแปลงโดยนำแนวคิด TAM Model มาใช้ คือ Think Big – Act Small – Move Right คือคิดเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนเริ่มจากจุดเล็ก ๆ และปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกทำงานเชิงรุก โดยเน้นรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ (Market Diversification) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักมากเกินไป

    ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประชุมหารือผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อพิจารณามาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยว นำเสนอต่อศูนย์การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของรัฐบาล ตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ศูนย์ฯ เร่งพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจใน 4 ด้าน ได้แก่ (1) น้ำมันเชื้อเพลิง (2) พลังงาน (3) การท่องเที่ยว และ (4) การขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และยุโรป ที่เดินทางเปลี่ยนเครื่องบิน ณ สนามบินในตะวันออกกลาง รวมถึงต้นทุนราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและการปรับเปลี่ยนเส้นทางบินเป็นการบินตรงหรือเส้นทางการบินเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่ง ททท. ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะสรุปประเด็นสำคัญเพื่อนำไปบูรณาการการทำงานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม สำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำไปกำหนดมาตรการด้านการท่องเที่ยวเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีต่อไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/485297&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AM_kpJjwDT-wNbPsbXfVE

  • จับตา! สปป.ลาว วางยุทธศาสตร์ 5 ปี ตั้งเป้ายกระดับธุรกิจการบินเติบโตผงาดคุมลุ่มน้ำโขง

    จับตา! สปป.ลาว วางยุทธศาสตร์ 5 ปี ตั้งเป้ายกระดับธุรกิจการบินเติบโตผงาดคุมลุ่มน้ำโขง

    ภาพการปรากฏตัวของผู้นำทางการเมืองระดับสูงของรัฐบาลสปป.ลาว นำโดย นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว, นายสมสะหวาด เล่งสะหวัด อดีตรองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว, นายเหล็กไหล สีวิไล รัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการ และขนส่ง สปป.ลาว ผู้นำของแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว และและนายเกา หลง รองประธานสภา บริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ เมืองต้นผึ้ง สปป.ลาว ร่วมในพิธีเปิดท่าอากาศยานนานาชาติบ่อแก้วอย่างเป็นทางการ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 สะท้อนให้ถึงความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และทหาร ระหว่างรัฐบาลลาว และรัฐบาลจีนอย่างแน่นเฟ้น

    The-Lao-PDR-government-has-outlined-a-five-year-strategy-aimed-at-upgrading-and-growing-its-aviation-industry-SPACEBAR-Photo02.jpg

    The-Lao-PDR-government-has-outlined-a-five-year-strategy-aimed-at-upgrading-and-growing-its-aviation-industry-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

    The-Lao-PDR-government-has-outlined-a-five-year-strategy-aimed-at-upgrading-and-growing-its-aviation-industry-SPACEBAR-Photo03.jpg

    เป็นที่รู้กันว่า “เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ” ตั้งอยู่ตรงข้ามอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มี ‘จ้าว เหว่ย’ เจ้าพ่อกาสิโน ผู้สร้างอาณาจักรคิงส์โรมัน เป็นผู้กุมบังเหียน รับสัมปทานจากรัฐบาลสปป.ลาว ระยะยาว 99 ปี และยังถูกสังคมชาวโลกตีตราไปแล้วว่าเป็นเมืองสีเทา หรือมาเก๊าแห่งลุ่มน้ำโขง แม้ว่าเจ้าตัวจะออกมาปฏิเสธผ่านสื่อว่า เขาต้องการพัฒนาที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกก็ตาม

    ในทางตรงข้ามการเติบโตของ “เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ” เคยรุ่งโรจน์หากย้อน ไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน และกลายเป็นหนึ่งในดินแดนของบรรดาเซียนพนันจากทั่วสารทิศต้องข้ามแม่น้ำโขงจากชายแดนไทย เพื่อไปเสี่ยงโชค และยังเป็นที่รู้กันว่า เป็นหมุดหมายของบรรดาแก๊งสแกมเมอร์ที่มาปักหลักประชิดแนวชายแดนไทย แต่ความเด็ดขาดของ ‘จ้าว เหว่ย’ ชิงตัดไฟแต่ต้นลม ร่วมมือกับรัฐบาลสปป.ลาว ปราบปรามยาเสพติด และแก๊งสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น

    ดังนั้น ในช่วงที่ริมฝั่งแนวชายแดนทั้งฝั่งกัมพูชา และฝั่งเมียนมา ถูกกวาดล้างเห็นเป็นข่าวอย่างครึกโครม แต่เขตสามเหลี่ยมพิเศษสามเหลี่ยมคำ กลับนิ่งสนิท เพราะมีการใช้ปฏิบัติการล้างทุนเทากันแบบเงียบมาเป็นเวลา 2-3 ปีติดต่อกัน เหลือเพียง “โดมทอง” สัญลักษณ์ของศูนย์กลางนักเสี่ยงโชคทีมีประดับประดาเมืองเท่านั้น และเป็นที่รู้กันว่า กลไกในการสร้างเมืองในลุ่มแม่น้ำโขงของจีนไม่เคยหยุดนิ่งแม้แต่นาทีเดียว

    The-Lao-PDR-government-has-outlined-a-five-year-strategy-aimed-at-upgrading-and-growing-its-aviation-industry-SPACEBAR-Photo04.jpg

    The-Lao-PDR-government-has-outlined-a-five-year-strategy-aimed-at-upgrading-and-growing-its-aviation-industry-SPACEBAR-Photo05.jpg

    นายเหล็กไหล สีวิไล รัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการ และขนส่ง สปป.ลาว กล่าวรายงานในพิธีเปิดท่าอากาศยานนานาชาติบ่อแก้ว ด้วยถ้อยคำที่บอกว่า แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ธุรกิจการบินของสปป.ลาวจะเติบโตขึ้นร้อยละ 0.8 และท่าอากาศยานานาชาติแห่งนี้ ยังเป็นการลงทุนสร้างสนามบินแห่งแรกของ สปป.ลาว ในรูปแบบ Build Operate Transfer (BOT) ที่ให้เอกชนลงทุน 100% ยิ่งเป็นการตอกย้ำสานสัมพันธ์ที่ลึกซึ่งระหว่างรัฐบาล สปป.ลาว กับรัฐบาลจีน

    หากย้อนไปดูเส้นทางการก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติบ่อแก้ว ถูกวางแผนมานานกว่า 23 ปี และไม่ได้ใช้บริเวณเดิมคือ สนามบินห้วยทราย ที่ตั้งอยู่ในเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว แต่เป็นแผนในสมุดปกขาว ที่ ‘จ้าว เหว่ย’ วางยุทธศาสตร์ ไว้ในสัมปทานสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ ดังนั้น สถานที่ตั้งจึงถูกย้ายมายังบ้านศรีเมืองงาม เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว โดยเริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2563 ด้วยงบลงทุน 6,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 1,875 ไร่

    ที่สำคัญ รัฐบาล สปป.ลาว ยังได้อนุมัติให้บริษัท Greater Bay Area Investment and Development (Hong Kong) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของดอกงิ้วคำกรุ๊ป ของ ‘จ้าว เหว่ย’ เป็นผู้คว้าสัมปทานเป็นเวลา 55 ปี สร้างท่าอากาศยานนานาชาติบ่อแก้ว และเริ่มเปิดทดลองการบินตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นมา โดยสายการบินลาวแอร์ไลน์ ในเส้นทางบ่อแก้ว-เวียงจันทน์ และคาดว่าจะเป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญอีกแห่งระหว่าง สปป.ลาวและจีน

    ขณะที่เมื่อปลายปี 2568 สายการบินลาวแอร์ไลน์ ได้มีการร่วมหุ้นระหว่างรัฐบาล สปป.ลาว ในสัดส่วนร้อยละ 51 และบริษัท Commercial Aircraft Corporation of China จำกัด (COMAC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินจีน ในสัดส่วนร้อยละ 49 จึงถือว่าต้องจับตาการเคลื่อนไหวของการสยายปีกของจีนที่เข้ามามาลงทุนใน สปป.ลาว อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเหมือนพี่ใหญ่ที่เข้ามาสวมบทบาทเป็นพี่เลี้ยง แต่ก็หนีไม่พ้นคำว่า “การแผ่อิทธิพลในลุ่มแม่น้ำโขง”

    The-Lao-PDR-government-has-outlined-a-five-year-strategy-aimed-at-upgrading-and-growing-its-aviation-industry-SPACEBAR-Photo06.jpg

    The-Lao-PDR-government-has-outlined-a-five-year-strategy-aimed-at-upgrading-and-growing-its-aviation-industry-SPACEBAR-Photo07.jpg

    The-Lao-PDR-government-has-outlined-a-five-year-strategy-aimed-at-upgrading-and-growing-its-aviation-industry-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ด้านนางเทียนทอง โซฟา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนานาชาติบ่อแก้ว เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว กล่าวว่า การดำเนินงานอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมการบินพลเรือน กระทรวงโยธาธิการ และขนส่ง สปป.ลาว โดยท่าอากาศยานนานาชาติบ่อแก้ว เป็นสนามบินขนาดกลาง มีทางวิ่ง 3 ทาง ได้แก่ อัลฟา บราโว และชารี มีลานจอดเครื่องบินขนาด 130 x 220 เมตร จำนวน 4 ช่องจอด สามารถรองรับเครื่องบิน A-320 หรือ B-737 ได้พร้อมกัน 2 ลำ และเครื่องบิน ATR-72 หรือ MA-60 ได้พร้อมกัน 2 ลำ

    ภายในท่าอากาศยานนานาชาติบ่อแก้วมีอาคารผู้โดยสาร 1 หลัง แบ่งเป็นพื้นที่ของเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ มีระบบรักษาความปลอดภัยมีเครื่องเอ็กซ์เรย์ 10 เครื่อง เครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่าน 9 เครื่อง เครื่องตรวจจับโลหะแบบพกพา 30 เครื่อง และเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด 2 เครื่อง คาดว่าจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณปีละ 1.5 -2 ล้านคน

    สำหรับแผนงานการเปิดเส้นทางบินใหม่ โดยสายการบินลาวแอร์ไลน์ จากเดิมจะมีเส้นทางบินระหว่างเมืองบ่อแก้วไปยังกรุงเวียงจันทน์ทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน แต่ต่อไปจะเพิ่มเส้นทางบินไปเมืองหลวงพระบาง, เมืองสะวันนะเขต, เมืองจำปาสัก, และเมืองหัวพัน ส่วนเส้นทางบินต่างประเทศ จะเปิดเพิ่มไปยังฮ่องกง, เมืองคุนหมิง และกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน, เมืองโฮจิมินห์ และกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม, กรุงพนมเปญ และเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา, จังหวัดกรุงเทพ และจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย

    รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจากเขตเศรษฐพิเศษสามเหลี่ยมคำจะยกระดับระบบคมนาคมทางอากาศจนเกิดเป็นรูปธรรมแล้ว ในด้านการคมนาคมทางน้ำ ที่มีการเดินเรือขนส่งสินค้าอยู่แล้ว ก็ได้มีการเปิดการเดินเรือ เพื่อท่องเที่ยว โดยมีเรือนขนาด 25 ที่นั่ง และ 60 ที่นั่ง เดินเรือในแม่น้ำโขงจากสามเหลี่ยมทองคำ ไปยังเมืองกวนเหล่ยของจีน และยังเตรียมจะสร้างมอเตอร์เวย์เส้นทางห้วยทราย-บ่อเตน (ชายแดน สปป.ลาว) อยู่ติดกับบ่อหาร ชายแดนจีน เพื่อเชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้าความเร็วสูงคุนหมิง-เวียงจันทน์ที่เปิดใช้บริการไปแล้ว

    The-Lao-PDR-government-has-outlined-a-five-year-strategy-aimed-at-upgrading-and-growing-its-aviation-industry-SPACEBAR-Photo09.jpg

    The-Lao-PDR-government-has-outlined-a-five-year-strategy-aimed-at-upgrading-and-growing-its-aviation-industry-SPACEBAR-Photo10.jpg

    The-Lao-PDR-government-has-outlined-a-five-year-strategy-aimed-at-upgrading-and-growing-its-aviation-industry-SPACEBAR-Photo11.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/social/the-lao-pdr-government-has-outlined-a-five-year-strategy-aimed-at-upgrading-and-growing-its-aviation-industry&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nJ-60MFBQF4mZrUiUkFqA

  • ตะวันออกกลางตึงเครียด สะเทือนกำไรหุ้นบริษัทจดทะเบียนไทย

    ตะวันออกกลางตึงเครียด สะเทือนกำไรหุ้นบริษัทจดทะเบียนไทย

    ตะวันออกกลางตึงเครียด สะเทือนกำไรหุ้นบริษัทจดทะเบียนไทย

    ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์กลับมาฉุดความเชื่อมั่น ทีม Wealth Research บล.บัวหลวง มองบริษัทไทยแม้รายได้ตรงจากตะวันออกกลางน้อย แต่ยังเผชิญผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงานและเศรษฐกิจที่แผ่วลง

    สถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้งยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อตลาดการเงินทั่วโลก โดยข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า แม้บริษัทจดทะเบียนไทยส่วนใหญ่จะมีรายได้จากภูมิภาคนี้ในสัดส่วนค่อนข้างต่ำ แต่ผลกระทบสำคัญกำลังส่งผ่านผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    รวมถึงความอ่อนไหวของอุปสงค์ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอ รายงานฉบับนี้จะขยายผลการประเมินฉากทัศน์ลงลึกรายบริษัท เพื่อประเมินผลต่อกำไร ระดับมูลค่า และฐานะการเงินภายใต้ราคาน้ำมันที่ผันผวนกว้างระหว่าง 80 – 189 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    รายได้จากตะวันออกกลางอยู่ในวงจำกัด แต่บางกลุ่มต้องจับตา

    ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า บริษัทส่วนใหญ่มีรายได้จากตะวันออกกลางเพียงราว 1 – 5% ของยอดขาย แม้ภาพรวมจะอยู่ในระดับต่ำ

    แต่มีบางรายที่พึ่งพาสูงกว่า เช่น BH ซึ่งมีสัดส่วนราว 25 – 30% รวมถึง ERW และ MINT ที่อยู่ราว 8% ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้อ่อนไหวต่อสถานการณ์มากกว่าอุตสาหกรรมอื่น

    ต้นทุนพลังงานและอุปสงค์อ่อนแรงเป็นตัวกดดันหลัก

    แม้รายได้โดยตรงจะมีสัดส่วนจำกัด แต่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและการชะลอตัวของอุปสงค์โลกถือเป็นแรงกดดันสำคัญต่อกำไร

    โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนหรือเกี่ยวข้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค เช่น BGRIM, GPSC, CBG, OSP, TU, DOHOME และ AOT ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกกระทบทั้งสองด้านพร้อมกัน

    พลังงานต้นน้ำได้ประโยชน์ ส่วนต้นทุนสูงกดดันกลุ่มอุตสาหกรรมใช้พลังงาน

    เมื่อพิจารณาในสามฉากทัศน์ พบว่า SCC เป็นบริษัทที่มีความเปราะบางที่สุด โดยกำไรมีโอกาสลดลงราว –24% หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูง

    ขณะที่กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นกลับมีแนวโน้มได้อานิสงส์เด่น โดย PTTEP อาจมีกำไรเพิ่มราว 77% และ SPRC ราว 91% ตามทิศทางราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่ขยับขึ้น

    ความแข็งแกร่งทางการเงิน ใครทนแรงกระแทกได้มากกว่า

    ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า เมื่อประเมินผ่าน Stress Test Score พบว่า PR9, SPRC และ COM7 อยู่ในกลุ่มที่มีความแข็งแกร่งสูง

    ขณะที่ BGRIM, GPSC และ AAV เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางจากต้นทุนพลังงานและอุปสงค์ที่ชะลอตัว

    นอกจากนี้ การจัดกลุ่มหุ้นยังสะท้อนภาพความเสี่ยงแตกต่างกัน ได้แก่

    • กลุ่มพื้นฐานแข็งแกร่งแต่ราคาปรับลงแรงเกินจริง: PR9, GULF, CPN, KTC และ WHA
    • กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูงแต่ตลาดยังไม่สะท้อนเต็มที่: SPRC, TOP, PTT, PTTGC และ GUNKUL
    • กลุ่มที่ผลกระทบต่อกำไรจำกัดและฐานะการเงินแข็งแรง: COM7, TFG, ADVICE และ MRDIYT ซึ่งยังยืนราคาหุ้นได้ดีกว่าตลาดรวม

    มุมมองสำหรับนักลงทุน

    สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยราคาน้ำมันและภาวะเศรษฐกิจโลกยังเป็นตัวกำหนดผลกระทบหลักต่อผลประกอบการ นักลงทุนจึงควรเน้นธุรกิจที่ฐานะการเงินแข็งแรงหรือมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากราคาพลังงาน

    ขณะที่ธุรกิจที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนโดยตรงหรือพึ่งพากำลังซื้อสูงอาจยังเผชิญแรงกดดันต่อไป

    ตะวันออกกลางตึงเครียด สะเทือนกำไรหุ้นบริษัทจดทะเบียนไทย

    ที่มา : บทวิเคราะห์ Tactical Stock ฉบับวันที่ 12 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/739377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CImetQ5hDHDuzhlwfRw2v

  • น้ำมันสหรัฐฯ พุ่งเกือบ 10% ในสัปดาห์เดียว ทะลุ $99 แล้ว เงินเฟ้อรอบใหม่มาแน่?

    น้ำมันสหรัฐฯ พุ่งเกือบ 10% ในสัปดาห์เดียว ทะลุ $99 แล้ว เงินเฟ้อรอบใหม่มาแน่?

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 14, 2026

    น้ำมันสหรัฐฯ พุ่งเกือบ 10% ในสัปดาห์เดียว ทะลุ $99 แล้ว เงินเฟ้อรอบใหม่มาแน่?

    สรุปข่าว
    • ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $99 ต่อบาร์เรล ปรับตัวขึ้นเกือบ 10% ภายในสัปดาห์เดียว ท่ามกลางความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น
    • นักวิเคราะห์ชี้สหรัฐฯ กำลังเสียการควบคุมตลาดน้ำมัน หลังซาอุดีอาระเบียตัดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น
    • แม้ข่าวจะดูเป็นลบต่อตลาดโดยรวม แต่ Bitcoin ยังปรับตัวขึ้น 1.39% อยู่ที่ $70,992 ขณะที่ Ethereum ขึ้น 2.22% สวนทางกับความกังวลเงินเฟ้อ

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    น้ำมันพุ่งแรงขนาดนี้หมายถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยิ่งไม่กล้าลดดอกเบี้ย เมื่อดอกเบี้ยสูงนาน สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตมักถูกเทขายในระยะกลาง แม้ตลาดจะยังดูแข็งแกร่งในระยะสั้นก็ตาม

    ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุระดับ $99 ต่อบาร์เรลในช่วงดึกของวันที่ 14 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ปรับตัวขึ้นเกือบ 10% ในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ซึ่งระบุว่าสหรัฐฯ กำลัง “เสียการควบคุมตลาดน้ำมัน” อีกครั้ง การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ที่น้ำมันได้ทะลุ $94 แล้วดีดขึ้นผ่าน $96 ก่อนมาแตะจุดใหม่เกือบ $99 ในคืนนี้ ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่นในตะวันออกกลาง

    กราฟแสดงราคา CFDs น้ำมันดิบ WTI ที่พุ่งขึ้นไปแตะ $99.10
    กราฟแสดงราคา CFDs น้ำมันดิบ WTI ที่พุ่งขึ้นไปแตะ $99.10 (ภาพจาก: @TheKobeissiLetter)

    สาเหตุที่น้ำมันพุ่งไม่หยุด

    ราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้นต่อเนื่องสัปดาห์นี้มีปัจจัยหนุนหลายอย่างประกอบกัน ที่สำคัญที่สุดคือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก ประกอบกับซาอุดีอาระเบียที่ตัดกำลังการผลิตลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงฉับพลัน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ซาอุดีอาระเบียตัดการผลิตน้ำมัน 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ภูมิภาคตะวันออกกลางสูญเสียรายได้วันละ $1.2 พันล้าน

    นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังไม่คลี่คลาย หลังทรัมป์ส่งสัญญาณแทรกแซงทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ตลาดน้ำมันผันผวน ราคาที่กำลังจะแตะ $100 ต่อบาร์เรลนี้ถือเป็นระดับจิตวิทยาสำคัญที่หากทะลุผ่านได้ อาจเร่งให้แรงซื้อเก็งกำไรเข้ามาเพิ่มขึ้นอีก และกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้หนักกว่าเดิม โดยก่อนหน้านี้มีรายงานแล้วว่ามูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อน้ำมันพุ่งผ่าน $96

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

    น่าแปลกใจที่ท่ามกลางข่าวน้ำมันพุ่งแรงซึ่งโดยทฤษฎีแล้วควรเป็นลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง แต่ Bitcoin กลับยืนอยู่ที่ $70,992 ปรับขึ้น 1.39% ในรอบ 24 ชั่วโมง ขณะที่ Ethereum ก็ปรับขึ้น 2.22% อยู่ที่ $2,097.65 สวนทางกับความคาดหวังของตลาด ซึ่งอาจสะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนมองว่าคริปโตเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงในภาวะวิกฤตได้ สอดคล้องกับที่ JP Morgan เคยชี้ว่าวิกฤตโลกอาจทำให้ Bitcoin โดดเด่นในฐานะทองคำดิจิทัล

    อย่างไรก็ตาม ในระยะกลาง น้ำมันที่ราคาสูงคือแรงกดดันเงินเฟ้อโดยตรง และเมื่อเงินเฟ้อพุ่งขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ยิ่งมีเหตุผลน้อยลงในการลดดอกเบี้ย ซึ่งหมายความว่าสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูงจะยังคงอยู่นานขึ้น ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าข้อมูลเศรษฐกิจหลายตัวของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า Fed ไม่รีบลดดอกเบี้ย และนักเดิมพันบน Kalshi ก็ให้โอกาสสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยปีนี้สูงถึง 36% ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงพร้อมกับน้ำมันแพง อาจเป็นสถานการณ์ที่ยากสำหรับคริปโตในระยะต่อไป

    สัญญาณที่ต้องจับตาต่อจากนี้

    ระดับ $100 ต่อบาร์เรลคือจุดที่ตลาดทั่วโลกจะเริ่มตื่นตระหนกอย่างจริงจัง เพราะในอดีตทุกครั้งที่น้ำมันแตะสามหลัก มักตามมาด้วยการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงขนานใหญ่ หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลายและน้ำมันยังพุ่งต่อ ก็อาจเห็นแรงขายทำกำไรในตลาดคริปโตตามมาได้ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Bitcoin เคยฟื้นตัวแตะ $72,000 หลังทรัมป์ประกาศชัยชนะเหนืออิหร่าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพัฒนาการในภูมิรัฐศาสตร์มีผลโดยตรงต่อราคาคริปโตอย่างมีนัยสำคัญ


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์น้ำมันรอบนี้น่าเป็นห่วงกว่าที่ตลาดคริปโตกำลังสะท้อนอยู่ในตอนนี้ การที่ Bitcoin ยังขึ้นอยู่ท่ามกลางข่าวน้ำมันแพงอาจเป็นเพราะนักลงทุนมองว่ามันคือการป้องกันความเสี่ยง แต่ถ้าน้ำมันทะลุ $100 จริงและ Fed ส่งสัญญาณชัดว่าจะไม่ลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ ก็อาจเห็นแรงขายหนักกลับมา สิ่งที่ต้องจับตาในสัปดาห์หน้าคือถ้อยแถลงของ Fed และตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ถ้าออกมาสูงกว่าคาดอีก ตลาดคริปโตอาจเจ็บหนักกว่าที่คิด

    ภาพจาก AI

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/14/us-oil-prices-surge-99-barrel-crypto-macro-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27-xAPdHTceJdd3uMU84yq