Category: เศรษฐกิจ

  • ‘มาเลเซีย’ พบ ‘แร่หายาก’ ในป่าสงวน หวังใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขึ้นเป็นซัพพลายเชนโลก

    ‘มาเลเซีย’ พบ ‘แร่หายาก’ ในป่าสงวน หวังใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขึ้นเป็นซัพพลายเชนโลก

    “มาเลเซีย” พบแหล่งแร่หายากปริมาณกว่า 16.2 ล้านเมตริกตัน ภายใต้พื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองเป็นป่าสงวนถาวรของมาเลเซีย ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจและอำนาจของประเทศ

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของมาเลเซีย (NRES) ประกาศพบแร่แรร์เอิร์ธในรูปของดินเหนียวดูดซับอิออน (Ion-Adsorption Clays) ซึ่งกระจายตัวอยู่ใต้ชั้นดินในเขตพื้นที่ป่าครอบคลุมพื้นที่หลายรัฐในคาบสมุทรมลายู เช่น ตรังกานู กลันตัน เปรัก เกดะห์ และปะหัง

    กรมแร่และธรณีวิทยามาเลเซีย (JMG) ดำเนินการสำรวจเบื้องต้นและยืนยันว่า มีปริมาณแร่สำรองมากพอที่จะทำให้มาเลเซียขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในแหล่งซัพพลายเชนหลักของโลก โดยแร่ที่พบเป็นประเภทไม่แผ่กัมมันตภาพรังสี ทำให้นักวิทยาศาสตร์และรัฐบาลมองว่าเป็นทรัพยากรที่มีความปลอดภัยในการจัดการสูงกว่าแร่หายากประเภทอื่น แต่เนื่องจากแร่ซ่อนตัวอยู่ใต้ป่าสงวนถาวร ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขุดแร่มาใช้ประโยชน์และการรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว รัฐบาลมาเลเซียจำเป็นต้องหาจุดสมดุลโดยไม่ทำลายระบบนิเวศป่าไม้ที่สำคัญ

    การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมไฮเทค

    แผนการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแร่แห่งชาติปี 2021–2030 ประเมินว่าแหล่งแร่หายากเหล่านี้อาจมีมูลค่ารวมสูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลตั้งเป้าว่าหากมาเลเซียสามารถสร้างระบบนิเวศแร่หายากแบบครบวงจรได้ จะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 อุตสาหกรรมนี้ยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ

    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแร่หายาก ยังจะทำให้เกิดการจ้างงานที่มีทักษะสูงและมีรายได้สูงให้แก่ประชาชนได้กว่า 24,800 ตำแหน่ง ภายในปี 2030 งานเหล่านี้จะครอบคลุมตั้งแต่งานในเหมืองแร่ไปจนถึงวิศวกรและนักเคมีในโรงงานแปรรูปขั้นสูง การพัฒนาทรัพยากรภายในประเทศยังช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีของชาติ

    มาเลเซียตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในการผลิตแร่หายากของโลกจาก 4% เป็น 9% ภายในปี 2030 สิ่งนี้จะทำให้มาเลเซียกลายเป็นผู้จัดหาทางเลือกสำคัญและเป็นแหล่งสำรองสุดท้ายสำหรับมหาอำนาจโลกที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานเดิม แหล่งข้อมูลระบุว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2050 อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 37,121 ล้านดอลลาร์

    พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบบูรณาการแนวดิ่งภายใต้แนวคิด “จากเหมืองสู่แม่เหล็ก” (Mine to Magnet) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดภายในประเทศ หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการเปลี่ยนจากผู้ส่งออกวัตถุดิบมาเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น แม่เหล็กกำลังสูง สำหรับมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า และกังหันลมผลิตไฟฟ้า 

    รัฐบาลได้ประกาศห้ามส่งออกแร่หายากในรูปแบบวัตถุดิบดิบ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2024 เป็นต้นไป ซึ่งออกแบบมาบีบให้บริษัทเอกชนต้องลงทุนสร้างโรงงานแยกและแปรรูปแร่ภายในมาเลเซียเอง รัฐบาลออกจากภาคส่วนที่มีมูลค่าต่ำสุดของห่วงโซ่อุปทาน และมุ่งเน้นการสร้างรายได้จากการแยกแร่และการผลิตโลหะผสม ตอนนี้มาเลเซียมีโรงงาน Lynas Rare Earths ซึ่งเป็นโรงงานแยกแร่หายากนอกประเทศจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้มาเลเซียได้เปรียบในระดับกลางน้ำ

    นอกจากนี้ มาเลเซียยังมีแผนที่จะสร้างสวนเทคโนโลยีแร่หายากมาเลเซีย (MRTP) เพื่อรวบรวมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำไว้ด้วยกัน โครงการนี้จะรวมถึงโรงงานแยกแร่ โรงหลอมโลหะ และโรงงานผลิตแม่เหล็ก เพื่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานที่ไร้รอยต่อ เป้าหมายสูงสุดคือการเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคในการผลิตผลิตภัณฑ์จากแร่หายากที่พร้อมส่งต่อให้ผู้ใช้ปลายทางในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานสะอาด

    ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม

    แม้จะมีโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ในปี 1982 ประชาชนประมาณ 11,000 คนในปาปันและบูกิตเมระฮ์ได้รับผลกระทบจากกากกัมมันตรังสีจากอิตเทรียมและทอเรียม ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร มีรายงานผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอย่างน้อย 8 ราย และเด็กที่เกิดมาพิการแต่กำเนิด

    เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย มาเลเซียได้นำเทคโนโลยีการทำเหมืองละลายแร่ (In-situ leaching – ISL) ซึ่งเป็นการฉีดสารละลายลงใต้ดินเพื่อดึงแร่ขึ้นมาโดยไม่ต้องเปิดหน้าดินเป็นวงกว้าง มาใช้ในโครงการนำร่องที่รัฐเปรัก

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มชุมชนท้องถิ่นและชาวพื้นเมืองแสดงความกังวลอย่างมากว่าจะสูญเสียแหล่งน้ำสะอาดไปจากการปนเปื้อนของสารเคมีและแร่ธาตุจากการทำเหมือง นอกจากนี้ พื้นที่ทำเหมืองหลายแห่งยังอยู่ในเขตอ่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวป่าสำคัญที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างเสือและช้าง

    ภาคประชาสังคมเรียกร้องความโปร่งใสในการตรวจสอบความปลอดภัยและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดินของชาวบ้านเพื่อทำเหมือง รวมถึงความคุ้มค่าจากการการตัดไม้ทำลายป่าอีกด้วย

    นิค นาซมี รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (NRES) ระบุว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ภายใต้มาตรฐาน ESG เขาย้ำว่าการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงต้องควบคู่ไปกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์สุขของคนทุกรุ่น กระทรวงฯ มุ่งหวังให้มาเลเซียเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับผลิตภัณฑ์จากแร่หายากที่ผลิตด้วยความรับผิดชอบ

    ทางด้านสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซีย (ASM) ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ได้เสนอรูปแบบธุรกิจที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของมาเลเซียคือจุดแข็งที่สำคัญที่สุด โดยการรักษาความสัมพันธ์ที่สมดุลกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ยุโรป และจีน จะทำให้มาเลเซียจะสามารถดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากหลากหลายแหล่งเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันแก่ทุกฝ่าย

    มาเลเซียกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลและความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณแร่ที่อยู่ใต้ดิน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการนโยบายที่โปร่งใสและเทคโนโลยีที่ปลอดภัย หากทำได้สำเร็จ มาเลเซียจะไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตแร่เท่านั้น แต่จะเป็นผู้เล่นที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดของโลกอนาคต

    ที่มา: EarthNRESThe Asean Frontier

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1225011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NG3Ii_nj2ft_0ucgIqW9D

  • GI น้องใหม่! “แตงโมหวานยโสธร” กรมทรัพย์สินทางปัญญา หวังดันสินค้าเกษตร ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

    GI น้องใหม่! “แตงโมหวานยโสธร” กรมทรัพย์สินทางปัญญา หวังดันสินค้าเกษตร ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

    14 มีนาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับสินค้าชุมชนสู่สากล ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “แตงโมหวานยโสธร” ตอกย้ำคุณภาพสินค้าเกษตรพรีเมียมจากแดนอีสาน ที่มีรสชาติหวานฉ่ำ เนื้อกรอบเป็นเอกลักษณ์ มั่นใจเพิ่มขีดความสามารถทางการค้า สร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมแล้ว 48 ล้านบาท

    ​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า “แตงโมหวานยโสธร” มีคุณลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว ผลมีรูปทรงสวย เปลือกสีเขียวเข้มลายชัด เนื้อสีแดงเข้ม เนื้อแน่น เนียนละเอียด และกรอบ รสชาติหวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แตงโมยโสธรมีเอกลักษณ์ดังกล่าว มาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของแหล่งปลูกในจังหวัดยโสธร ในพื้นที่ 5 อำเภอ ครอบคลุม อำเภอเมืองยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอป่าติ้ว อำเภอคำเขื่อนแก้ว และ อำเภอมหาชนะชัย ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำชี สภาพดินเป็นดินร่วนปนทรายมีความอุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดี เหมาะสมต่อการปลูกแตงโม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่มีแสงแดดเพียงพอ และมีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างช่วงกลางวันและกลางคืน ซึ่งแตงโมเป็นพืชที่ทนอากาศร้อนได้ดีและใช้น้ำน้อย ส่งผลให้แตงโมมีคุณภาพและสามารถสะสมความหวานได้ดี ปัจจัยเหล่านี้ผนวกกับความเชี่ยวชาญของเกษตรกรที่สืบทอดองค์ความรู้ด้านการปลูกแตงโมมายาวนาน ผลผลิตที่ได้จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและมีชื่อเสียงในวงกว้าง

    ​นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า “แตงโมหวานยโสธร” ไม่เพียงเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของจังหวัดแต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำจังหวัดยโสธรที่ว่า “บั้งไฟโก้ แตงโมหวาน หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ” ในสมัยก่อนชาวบ้านเริ่มจากการปลูกแตงโมไว้บริโภคในครัวเรือน ก่อนจะพัฒนาเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรในพื้นที่ การขึ้นทะเบียน GI ในครั้งนี้ ส่งผลให้แตงโมหวานยโสธรกลายเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของจังหวัด โดยสินค้า GI 2 รายการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนก่อนหน้านี้ ได้แก่ 1) ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร่วมกับอีก 4 จังหวัดในภาคอีสาน) และ 2) เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน (ร่วมกับอีก 19 จังหวัดในภาคอีสาน) แตงโมหวานยโสธรจึงนับได้ว่าเป็นสินค้า GI รายการแรกที่เป็นของจังหวัดยโสธรแต่เพียงจังหวัดเดียว

    ​ทั้งนี้ การการันตีคุณภาพและขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ระบบ GI สอดคล้องรับกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร พร้อมผลักดันสินค้า GI ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำชื่อสินค้าไปแอบอ้างหรือใช้โดยไม่ถูกต้อง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้า เพิ่มโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในระยะยาว

    ​กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่า การขึ้นทะเบียน GI จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่จังหวัดยโสธรเห็นคุณค่าและร่วมกันรักษามาตรฐานการผลิต โดยกรมฯ พร้อมจะสนับสนุนให้มีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานการผลิตอย่างเข้มงวด รวมทั้งต่อยอดการพัฒนาสินค้า GI ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคง และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/68223&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OpdxJ3tC1hWF_DvqHaVV_

  • สงขลาพร้อมแล้ว! ‘นิพนธ์’ ส่งสัญญาณเมืองฟื้นเศรษฐกิจ หลังวิกฤติน้ำท่วม | เดลินิวส์

    สงขลาพร้อมแล้ว! ‘นิพนธ์’ ส่งสัญญาณเมืองฟื้นเศรษฐกิจ หลังวิกฤติน้ำท่วม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 มี.ค. นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมว.มหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดงาน มหกรรมไท้เก๊กมังกรหาดใหญ่ ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมวัฒนธรรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ พร้อมทั้งสร้างพื้นที่ให้ประชาชนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และเชื่อมโยงสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้าด้วยกัน 

    ภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน จากทั่วประเทศ รวมถึงผู้ร่วมกิจกรรมจากประเทศมาเลเซีย สะท้อนให้เห็นถึงพลังของกิจกรรมสร้างสุขภาพที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนและสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่หาดใหญ่ได้อย่างคึกคัก

    นายนิพนธ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันในช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลังจากอำเภอหาดใหญ่และหลายพื้นที่ของจังหวัดสงขลาเผชิญเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งทุกฝ่ายได้ร่วมกันฟื้นฟูและช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ จนสถานการณ์กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

    “การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญว่า หาดใหญ่กลับมาพร้อมแล้ว ทั้งในการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ การต้อนรับนักท่องเที่ยวและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจของจังหวัดสงขลากลับมาคึกคัก และเดินหน้าต่อในฐานะเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้” นายนิพนธ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5688306/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vo7rOydoVJfjK8ABIcFi2

  • พท. กางโรดแมป 47 ร่าง กม. ดึงคะแนน “ยศชนัน” ชูธงปฏิรูปการศึกษาปั้นเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    พท. กางโรดแมป 47 ร่าง กม. ดึงคะแนน “ยศชนัน” ชูธงปฏิรูปการศึกษาปั้นเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    เพื่อไทยเปิดเกมรุกนิติบัญญัติรับเปิดสมัยประชุมสภาฯ ขนกฎหมาย 47 ฉบับพาไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่ ประเทศรายได้สูง 

    วันที่ 14 มีนาคม 2569 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงทิศทางการขับเคลื่อนพรรคในสมัยประชุมสภาฯ ที่กำลังจะมาถึง โดยเน้นการใช้ “กลไกกฎหมาย” เป็นเครื่องมือหลักในการพลิกโฉมประเทศ

    โดยนายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า พรรคเตรียมผลักดันร่างกฎหมายรวมทั้งสิ้น 47 ฉบับ แบ่งเป็น 4 แกนหลัก คือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ กลุ่มมาตรฐานและนิติธรรม สร้างความเชื่อมั่นผ่านกฎหมายที่ยุติธรรมและทันสมัย กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง ครอบคลุมทั้งมิติทหาร อาหาร และสังคม กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยยืนยันว่ามีกฎหมายสำคัญ 16 ฉบับ ที่พร้อมส่งเข้าสภาฯ เพื่อผลักดันให้มีผลบังคับใช้ทันทีที่เปิดสมัยประชุม

    ด้านนายยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ เน้นย้ำว่า การจะเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงได้นั้นการศึกษาคือหัวใจสำคัญของการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์ โดยร่างกฎหมายที่พรรคจะผลักดันมุ่งเป้าผลิตคนให้ตรงกับงาน (Skill Matching) ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์ คือ พัฒนาศักยภาพครู ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการร่างหลักสูตร ดึงเด็กไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา และเชื่อมโยงระบบการศึกษากับความต้องการของตลาดแรงงานโดยตรง เพื่อให้การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนห้องเรียน แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ให้คนไทยมีสมรรถนะพร้อมสู้กับความผันผวนของโลก

    ขณะที่นายประเสริฐ เลขาธิการพรรค ระบุว่า ภารกิจกฎหมาย 47 ฉบับนี้คือสัญญาประชาคมที่สะท้อนแนวคิดการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น โดยเตรียมเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายทุกภาคส่วนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบกฎหมาย ย้ำชัด “หัวใจของพรรคเพื่อไทยคือประชาชน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2919990&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pS6hQng2BARg8y-exav9q

  • สภาผู้บริโภค แนะประชาชนสำรองเงินสด มีเงินฉุกเฉิน 3-6 เดือน ช่วงเหตุไม่สงบตะวันออกกลาง

    สภาผู้บริโภค แนะประชาชนสำรองเงินสด มีเงินฉุกเฉิน 3-6 เดือน ช่วงเหตุไม่สงบตะวันออกกลาง

    สภาผู้บริโภคจับสัญญาณเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้สินค้าปรับราคาขึ้น แนะผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และเตรียมความพร้อมทางการเงิน เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าครองชีพ

    จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และอาจมีผลต่อสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกันเริ่มมีปัญหาเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มขาดแคลน เป็นอีกแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในระยะต่อไป โดยปัจจุบันพบว่าสินค้ายังไม่ปรับขึ้นราคา แต่ลดปริมาณลงอย่างชัดเจน สภาผู้บริโภคลงพื้นที่ตรวจสอบ แนะผู้บริโภคเตรียมทำ 5 แผนสำรองรับมือความไม่แน่นอน เตรียมชงหนังสือถึงภาครัฐบาลทำแผนส่งเสริมผู้บริโภคในประเทศหันมาใช้สินค้าในประเทศ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ

    นางชูเนตร ศรีเสาวชาติ อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงผันผวน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระดับสูง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตและการขนส่งสินค้า แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลได้มีมาตรการตรึงราคาน้ำมัน แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถควบคุมต้นทุนทั้งหมดได้ เนื่องจากน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10–20% ของต้นทุนโลจิสติกส์ดังนั้นหากสถานการณ์มีความยืดเยื้อ ต้นทุนสินค้าและบริการอาจมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ประมาณ 5–10% ในระยะต่อไป

    ขณะเดียวกันเริ่มเห็นสัญญาณของการปรับตัวของกลุ่มสินค้าและบริการตามกลไกตลาด โดยในปัจจุบันเมื่อไปสำรวจในตลาดสดพื้นที่ กทม. พบสถานการณ์ที่น่ากังวลคือ ราคายังคงอยู่เท่าเดิมแต่ปริมาณกลับลดลงอย่างชัดเจน ในกลุ่มสินค้าและอาหารบางประเภท

    ทั้งนี้ หากสถานการณ์มีความยืดเยื้ออาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซหุงต้มในอนาคต สวนทางรายได้ของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับเท่าเดิม ส่งผลให้ภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของครัวเรือนลดลง ดังนั้นในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และเตรียมความพร้อมทางการเงิน เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าครองชีพในระยะต่อไป

    “แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาพลังงาน แต่เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตและการขนส่งก็จะเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเลือกปรับลดปริมาณสินค้าแทนการขึ้นราคา ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของแรงกดดันด้านค่าครองชีพ ท่ามกลางผู้บริโภคที่มีรายได้เท่าเดิม”

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคผนึกกำลังกับเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศตรวจสอบราคาสินค้า เพื่อร่วมแจ้งเตือนสถานการณ์ราคาสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้งเตรียมจัดทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ผลักดันนโยบายใช้สินค้าไทยและสินค้าโอท็อปอย่างเร่งด่วน เพื่อนำมาเป็นสินค้าทดแทนและลดภาระจากค่าครองชีพและการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่งผลดีประเทศไทยในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นสภาผู้บริโภค มีข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภค 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่

    1. วางแผนการเงินอย่างรัดกุม โดยควรจดบันทึกรายรับ–รายจ่าย ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดการซื้อสินค้าเกินความจำเป็น หรือปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสม หรือวางแผนการทำอาหารเองเพื่อร่วมลดค่าใช้จ่าย

    2. มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3–6 เดือน เพื่อรักษาสภาพคล่องในครัวเรือนและรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วยหรือความไม่มั่นคงด้านรายได้

    3. สำรองสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเหมาะสม และไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า แต่สามารถสำรองเพิ่มจากปริมาณปกติประมาณ 10% พร้อมเน้นสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาร ยารักษาโรค ผ้าอนามัย หรือผ้าอ้อมเด็ก

    4. เปรียบเทียบราคาและระวังสินค้าราคาถูกผิดปกติ โดยตรวจสอบราคาจากหลายแหล่งทั้งในร้านค้าและออนไลน์ และควรตรวจสอบฉลากสินค้า วันหมดอายุ และคุณภาพสินค้าอย่างละเอียด และ

    5. สนับสนุนสินค้าไทยและสินค้าโอท็อป โดยการเลือกใช้สินค้าไทยหรือสินค้าชุมชนสามารถช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังคือ มิจฉาชีพอาจจะฉวยโอกาสการปลอมแปลงสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นมาหลอกหลวงได้ และเน้นการปรับลดราคาสินค้าให้อยู่ในระดับต่ำกว่าสินค้าทั่วไป ดังนั้นผู้บริโภคจะต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ ไปพร้อมกัน รวมถึงควรตระหนักและรักษาสิทธิของตนเอง หากพบเหตุการณ์ที่เข้าข่ายการเอาเปรียบหรือการหลอกลวง ไม่ควรนิ่งเฉยหรือยอมตกเป็นเหยื่อ แต่ควรใช้สิทธิของผู้บริโภคในการร้องเรียนหรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/459041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Yc12r7L1q8AEKBw3MlBIi

  • เกาหลีเหนือป่วนโลกเพิ่ม ยิงขีปนาวุธตกนอกเขตเศรษฐกิจญี่ปุ่น : อินโฟเควสท์

    เกาหลีเหนือป่วนโลกเพิ่ม ยิงขีปนาวุธตกนอกเขตเศรษฐกิจญี่ปุ่น : อินโฟเควสท์

    กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นประกาศว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธที่คาดว่าเป็นขีปนาวุธทิ้งตัวในวันนี้ (14 มี.ค.) โดยแหล่งข่าวระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวคาดว่าตกลงนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น

    จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายจากการยิงขีปนาวุธครั้งนี้

    ด้านกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีเหนือได้ยิงวัตถุไม่ทราบชนิดอย่างน้อย 1 ลูกไปทางทิศตะวันออก

    ก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัว 2 ลูกไปยังทะเลญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ซึ่งประเมินว่าตกลงนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่นเช่นกัน

    เกาหลีใต้ระบุว่า การยิงวัตถุดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ กำลังดำเนินการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกันภายใต้ชื่อ Freedom Shield ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 11 วัน ไปจนถึงวันที่ 19 มี.ค.

    ทั้งนี้ เกาหลีใต้และสหรัฐฯ ยืนยันว่า การฝึกซ้อมร่วมดังกล่าวมีลักษณะเชิงป้องกัน แต่เกาหลีเหนือได้ประณามการฝึกดังกล่าวว่าเป็นการซ้อมรบเพื่อเตรียมการบุกโจมตีทางเหนือ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/576910&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MyG3aoQTqoVL-3Ey0qTOk

  • รู้จัก เกาะคาร์ก หัวใจส่งออกน้ำมันอิหร่าน 90% จุดยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ โจมตี

    รู้จัก เกาะคาร์ก หัวใจส่งออกน้ำมันอิหร่าน 90% จุดยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ โจมตี

    เหตุใดสหรัฐฯ และอิสราเอลจึงยับยั้งชั่งใจ?

    แม้อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยาอีร์ ลาพิด จะเคยประกาศกร้าวว่า หากต้องการล้มล้างรัฐบาลเตหะราน ชาติตะวันตกจำเป็นต้องบดขยี้เกาะคาร์กให้สิ้นซาก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามีเหตุผลสำคัญระดับโลกที่ยังคงรั้งมหาอำนาจเอาไว้:

    การยกระดับสงครามขั้นสุด: สก็อตต์ ลูคัส ศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ เตือนว่าหากเกาะคาร์กถูกโจมตี อิหร่านอาจตอบโต้เต็มรูปแบบด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือส่งกองกำลังโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของพันธมิตรตะวันตกทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง

    หายนะทางเศรษฐกิจโลก: ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงอยู่แล้วจะทะยานขึ้นทำสถิติใหม่ทันที การโจมตีเกาะคาร์กจะส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังต้นทุนการขนส่งทั่วโลก ซึ่งจะลุกลามไปสู่วิกฤตราคาอาหารและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ

    การรักษาสายป่านในอนาคต: นักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐฯ อาจประเมินเผื่อสถานการณ์ในอนาคต หากเกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจในอิหร่าน รัฐบาลชุดใหม่ยังจำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากเกาะคาร์กในการฟื้นฟูประเทศ

    ทางเลือกอื่นนอกจากการทิ้งระเบิดทำลายล้าง

    แอนเดรียส ครีค จากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน มองว่าการใช้กองกำลังภาคพื้นดินบุกยึดเกาะคาร์กเป็นเรื่องที่เสี่ยงและอันตรายเกินไป เพราะทหารจะต้องเผชิญหน้ากับดงขีปนาวุธ โดรน และการตอบโต้ทางทะเล ซึ่งเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าการโจมตีทางอากาศหลายเท่าตัว

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเสนอแนวคิดว่า ชาติตะวันตกอาจยังมีไพ่ใบอื่นในมือ เช่น การเลือกใช้ “การก่อวินาศกรรม” หรือ “การโจมตีทางไซเบอร์” พุ่งเป้าไปที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะ วิธีการเหล่านี้สามารถสร้างความชะงักงันทางเศรษฐกิจให้กับอิหร่านได้อย่างเจ็บปวด โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารเข้าปะทะโดยตรงให้เสี่ยงต่อการเกิดสงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ

    ที่มา : france24  bbc

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862482&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xc1b9q-ykr5i9F1hwNtZP

  • สหรัฐโจมตีเกาะคาร์กเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจส่งออกน้ำมันอิหร่าน

    สหรัฐโจมตีเกาะคาร์กเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจส่งออกน้ำมันอิหร่าน

    สหรัฐโจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์กเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจอิหร่าน ขณะสงครามทวีความรุนแรงขึ้น ทรัมป์ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน หากอิหร่านยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    บลูมเบิร์ก รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดเป้าหมายทางทหารบนฐานที่มั่นสำคัญของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย และขู่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันเพิ่มเติม หากเตหะรานยังคงปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเส้นทางขนส่งพลังงาน ซึ่งเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาสองสัปดาห์และทำให้ภูมิภาคนี้ปั่นป่วน

    ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ ได้ “ดำเนินการโจมตีทางอากาศที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของตะวันออกกลาง” รวมถึงการทำลายเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก ทรัมป์เขียนในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “ด้วยเหตุผลด้านความเหมาะสม ผมเลือกที่จะไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะ” แต่เขาเตือนอิหร่านว่าเขาจะพิจารณาการตัดสินใจนั้นอีกครั้งทันทีหากพวกเขาขัดขวางเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    สหรัฐโจมตีเกาะคาร์กเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจส่งออกน้ำมันอิหร่าน

    ทรัมป์ บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการโจมตีต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น พร้อมทั้งยืนยันว่า “เราดำเนินการได้เร็วกว่ากำหนดการมาก” เขายังบอกเป็นนัยว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “ในเร็วๆ นี้”

    วันที่ 14 ของสงครามถือเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเป้าหมายประมาณ 15,000 แห่งนับตั้งแต่เริ่มสงคราม นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าว

    ในอิหร่าน เจ้าหน้าที่แสดงท่าทีท้าทาย ภาพที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็น อาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด และรัฐมนตรีหลายคนเข้าร่วมการชุมนุมในวันศุกร์

    สหรัฐระดมทหารจากฐานทัพที่ญี่ปุ่น

    สหรัฐฯ ยังส่งหน่วยนาวิกโยธินที่ 31 จากญี่ปุ่นไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งการเดินทางน่าจะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ หน่วยนี้มีกำลังพลมากถึง 2,400 นาย และเรือบัญชาการ USS Tripoli บรรทุกฝูงบินขับไล่ F-35 เครื่องบินขับไล่ V-22 Osprey และเฮลิคอปเตอร์

    ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปิดเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นวันที่สองติดต่อกัน ส่งผลให้ราคาปิดสูงสุดในรอบกว่าสามปี ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าสหรัฐฯ ปิดใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 น้ำมันหลายล้านบาร์เรลยังคงติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย และการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญก็หยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง

    ความพยายามของรัฐบาลทรัมป์และรัฐบาลอื่นๆ ในการควบคุมต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก ประเทศในเอเชียกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนก๊าซหุงต้มและเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ในสหรัฐฯ ราคาน้ำมันเบนซินที่ปั๊มอยู่ในระดับสูงสุดในรอบประมาณสองปีแล้ว

    ด้านสำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Truth อีกครั้ง โดยระบุว่า “อิหร่านมีแผนจะยึดครองตะวันออกกลางทั้งภูมิภาค และลบอิสราเอลให้หายไปจากแผนที่ เหมือนกับตัวอิหร่านเอง แผนเหล่านั้นตอนนี้ ‘ตายสนิท’ แล้ว!”  

    ในการให้สัมภาษณ์ช่วงดึกวันศุกร์ ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวก่อนขึ้นเครื่องแอร์ฟอร์ซวันไปฟลอริดาว่า ปฏิบัติการทางทหารของเขาจะดำเนินต่อไป “ตราบเท่าที่จำเป็น” เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าสงครามจะยืดเยื้อนานแค่ไหน เขาตอบว่า “ผมบอกคุณไม่ได้ หมายความว่าผมมีภาพในใจของผมเองอยู่แล้ว” เขาเสริมว่า “ผมจะไม่บอกกรอบเวลาให้คุณ แต่ตอนนี้เรานำหน้าแผนไปไกลแล้ว”  

    เขายังถูกผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า เขาหมายถึงอะไรเมื่อพูดถึง “การยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข (unconditional surrender)” และทรัมป์ตอบว่า “สำหรับผมมันก็หมายความตรงไปตรงมาง่าย ๆ ว่า เราอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน จะพูดคำเหล่านั้นออกมาหรือไม่ก็ตาม…”  

    เกาะคาร์กเส้นเลือดใหญ่รายได้น้ำมันของอิหร่าน

    บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า ความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะเคลื่อนไหวเข้ายึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งและมักถูกเรียกว่าเป็น ‘เส้นเลือดใหญ่ด้านน้ำมัน’ ของอิหร่านนั้น ถือเป็นความเสี่ยงที่สูงมาก ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ  

    เกาะปะการังแห่งนี้มีความยาวราว 5 ไมล์ ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านประมาณ 15 ไมล์ ในเขตน่านน้ำทางตอนเหนือของอ่าวเปอร์เซีย และตลอดระยะเวลาราวสองสัปดาห์ของปฏิบัติการโจมตีอิหร่านที่นำโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล เกาะแห่งนี้ยังไม่ถูกแตะต้อง  

    ตามรายงานของ Axios เมื่อวันที่ 7 มีนาคม รัฐบาลทรัมป์ได้มีการหารือกันเรื่องการเข้ายึดเกาะดังกล่าว โดยอ้างอิงจากแหล่งข่าวนิรนาม 4 รายที่รับรู้การหารือนั้น  

    เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า พวกเขาคาดว่าราคาน้ำมันจะร่วงลงอย่างมากเมื่อปฏิบัติการ “Epic Fury” สิ้นสุดลง ขณะที่โฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ เลวิตต์ ระบุว่า ประธานาธิบดี “อย่างชาญฉลาด” ยังคงเปิดทางเลือกทุกทางไว้บนโต๊ะ  

    เกาะคาร์กได้กลายเป็นจุดสนใจของนานาชาติ เพราะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่เปราะบางที่สุดของอิหร่าน โดยท่าเรือส่งออกบนเกาะแห่งนี้คิดเป็นราว 90% ของการส่งออกน้ำมันดิบของประเทศ และมีศักยภาพในการรองรับการขนถ่ายน้ำมันได้ประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน รายได้จากการส่งออกน้ำมันที่เกาะคาร์กยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) หากสหรัฐยึดเกาะได้ย่อมลดศักยภาพของกองทัพอิหร่าน  

    นักวิเคราะห์ระบุว่า ความพยายามจะโจมตีหรือเข้ายึดเกาะดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดิน ซึ่งดูเหมือนว่าสหรัฐฯ ยังไม่ต้องการทำ การโจมตีเกาะนี้ยังมีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาน้ำมันสูงอยู่แล้วปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงและยืดเยื้อ  

    รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีท เฮกเซ็ธ ก่อนหน้านี้ปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้ในการส่งกองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ เข้าไปในอิหร่านออกไปโดยสิ้นเชิง แต่ยืนยันว่าสหรัฐฯ จะไม่ปล่อยให้ตัวเองติดหล่มอยู่ในประเทศนั้น

    ขณะที่สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า มีการคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่า กองกำลังสหรัฐฯ อาจพยายามเข้ายึดเกาะคาร์ก ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะสามารถตัดตอนการส่งออกน้ำมันของอิหร่านแล้ว ยังอาจใช้เป็นฐานปฏิบัติการที่เป็นประโยชน์สำหรับการโจมตีแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านได้ด้วย  

    รายงานจากสื่อสหรัฐฯที่ระบุว่า ขณะนี้มีเรือสะเทินน้ำสะเทินบกซึ่งบรรทุกนาวิกโยธินอย่างน้อยสองพันนายกำลังมุ่งหน้าไปยังอ่าวเปอร์เซีย ยิ่งทำให้กระแสคาดการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น  

    กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น แต่หากมีการยืนยันว่ามีการส่งกำลังดังกล่าวจริง ก็จะทำให้ฝ่ายวางแผนทางทหารมีทางเลือกใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1225137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wZTEH6HCnJooSJJbuemUr

  • สอวช. ชูยุทธศาสตร์ Future Food ปั้น ‘อาหารแห่งอนาคต’ เป็นอาวุธภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ เสริมความมั่นคงไทยรับมือวิกฤตโลก

    สอวช. ชูยุทธศาสตร์ Future Food ปั้น ‘อาหารแห่งอนาคต’ เป็นอาวุธภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ เสริมความมั่นคงไทยรับมือวิกฤตโลก


    สอวช. เผยทิศทางยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่กลุ่มมูลค่าสูง เน้น “Plant-Rich Food” พึ่งพาวัตถุดิบในประเทศ 100% ลดความเสี่ยงขาดแคลนจากสงคราม พร้อมกางแผนดันมูลค่าตลาดทะลุ 5 แสนล้านบาทในปี 2570

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงจากสงครามที่ส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน ด้านเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต หลายภูมิภาคทั่วโลกต่างเร่งสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง ที่ถือเป็นหนึ่งในอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ และตัวชี้วัดความอยู่รอดทางเศรษฐกิจระดับมหภาค เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต

    ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตอาหารสำคัญของโลก จึงจำเป็นต้องยกระดับอุตสาหกรรมอาหารจากระบบการผลิตแบบดั้งเดิม สู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และเสริมความมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า สอวช. ตระหนักถึงความสำคัญของการรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนดังกล่าว จึงได้มีการผลักดันยุทธศาสตร์ “Future Food” หรือ อาหารแห่งอนาคต ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ และอาหารเฉพาะบุคคล รวมถึงการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนของประเทศ (Protein Transition) เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงจาก Supply Chain Disruption ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติหรือสงคราม ซึ่งอาจทำให้การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพดจากต่างประเทศขาดแคลน หรือมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน “Plant-Rich Food System” หรือระบบอาหารพืชนำ ที่สามารถพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศได้เกือบทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดการนำเข้า และเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรของไทย

    ดร.สุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ Future Food สอวช. ได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ อาหารเฉพาะบุคคล โปรตีนทางเลือก รวมถึงอาหารพืชนำ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

    หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือ การจัดทำบัญชีสารสำคัญ (Positive List) สำหรับรองรับการกล่าวอ้างด้านสุขภาพบนฉลากอาหาร ซึ่งช่วยสร้างมาตรฐานและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค พร้อมทั้งพัฒนากลไกแซนด์บ็อกซ์ด้านอาหารอนาคต เพื่อสนับสนุนการทดสอบและขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน สอวช. ยังผลักดันแนวคิด Plant-Rich Diet เพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤติ โดยมุ่งพัฒนาพืชท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โตเร็ว และใช้ทรัพยากรต่ำ ให้เป็นคลังอาหารสำรองของประเทศ นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยหากประชากรไทยเพียง 10% ปรับพฤติกรรมมาบริโภคอาหารแบบ Plant-Rich Diet จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตอาหาร

    ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวอีกว่า ในระยะต่อไป สอวช. มีแผนเร่งขยาย Positive List เพิ่มกว่า 20 รายการ พร้อมพัฒนากลไก คอนซอร์เทียมด้านเทคโนโลยีการสกัดและเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและการหมักแบบแม่นยำ (Precision Fermentation) รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนด้านอาหารอนาคต เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่เข้มแข็งของประเทศ

    “ปัจจุบันอุตสาหกรรม Future Food ของไทยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท และตลาดภายในประเทศประมาณ 190,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในปี 2570 จะเพิ่มเป็น 220,000 ล้านบาท และ 280,000 ล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนศักยภาพของไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค การขับเคลื่อน Future Food จึงไม่ใช่เพียงการยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของโลกในยุควิกฤติ ทั้งจากสงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคต” ดร.สุรชัย กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41060&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wqos1Ivc12XzY220g0gCi

  • เพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    เพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

    วันที่ 14 มี.ค.69 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย  ร่วมแถลงถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ ประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

    เพื่อไทย

    หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่า การพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม 

    ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

    1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน รวมถึงกฎหมายด้านทรัพยากรและการจัดการภัยพิบัติ

    2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของครอบครองปรปักษ์ รวมถึงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมและแรงงานบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น

    3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน

    4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัติ THACCA รวมถึงกฎหมายด้านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    เพื่อไทย

    นายจุลพันธ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนดังกล่าวมีร่างกฎหมาย 16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้

    จากนั้น นายยศชนัน ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.ทุนมนุษย์” โดยระบุว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    เพื่อไทย

    นายยศชนันกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว

    สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่

    1. ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่

    2. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน” เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา

    3. เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

    4. กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Superboard)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)” เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะใหม่ (Reskill) ได้ตลอดชีวิต

    นายยศชนันกล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    เพื่อไทย

    “การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต” นายยศชนัน กล่าว

    ด้านนายประเสริฐ ได้กล่าวสรุปว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    เพื่อไทย

    พร้อมระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน และ ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง

    “พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน” นายประเสริฐกล่าว

    เพื่อไทย

    เพื่อไทย

    เพื่อไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952660&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zwIZk5IS-1sVN3kj3Ln_1