Category: เศรษฐกิจ

  • ปั๊มบางจาก ยกเลิกจำกัดเติม 700 บาทแล้ว เปิดทางเลือกปั๊มราคาถูกกว่า 30 สตางค์ | เดลินิวส์

    ปั๊มบางจาก ยกเลิกจำกัดเติม 700 บาทแล้ว เปิดทางเลือกปั๊มราคาถูกกว่า 30 สตางค์ | เดลินิวส์

    หลังจากวานนี้ (13 มี.ค.) ปั๊มน้ำมันบางจาก ได้แจ้งปริมาณน้ำมันยังมีเพียงพอ แต่เพื่อให้บริการได้อย่างทั่วถึงระยะยาว จึงขอความร่วมมือ จำกัดการเติมน้ำมันรถ 4 ล้อ ไม่เกิน 700 บาท/คัน/วัน ส่วนรถ 6 ล้อขึ้นไม่เกิน 3,000 บาท/คัน/วัน และของดเติมน้ำมันใส่ภาชนะบรรจุ (ยกเว้นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องนำภาชนะบรรจุมาเติมน้ำมัน ไม่เกิน 3,000 บาท/คัน/วัน)

    ส่วนปั๊มน้ำมันแบรนด์อื่นๆ แม้ยังไม่มีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ทางผู้ให้บริการปั๊มน้ำมันแต่ละสาขา จะใช้วิธีการขอความร่วมมือกับผู้เข้ามาใช้บริการ ขอให้เติมไม่เกิน 500-1,000 บาท เพื่อกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง

    ล่าสุด (14 มี.ค.) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศใหม่ ขอแจ้งว่า บริษัทฯ ยังคงมีน้ำมันจำหน่ายในสถานีบริการตามปกติ ในกรณีที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน สมาชิกบางจาก กรีนไมลส์ ที่รับบริการในวันรุ่งขึ้น จะได้รับ “พอยท์เพิ่ม” เท่ากับส่วนต่างของราคาที่ปรับขึ้น โดยยึดหลัก “ขึ้นเท่าไหร่ คืนเท่านั้น” เพื่อช่วยดูแลสมาชิกในช่วงที่ราคาน้ำมันมีการปรับตัว

    ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังคงมีผลิตภัณฑ์แก๊สโซฮอล์ E85 พลังงานทางเลือก ราคาประหยัด ให้บริการในหลายพื้นที่ สำหรับผู้ใช้รถที่รองรับเชื้อเพลิงประเภทดังกล่าว

    นอกจากนี้ บางจากฯ ยังมีสถานีบริการแบบ Self-Service ซึ่งมีราคาต่ำกว่าสถานีบริการน้ำมันทั่วไป 30 สตางค์ต่อลิตร ให้บริการใน 40 สาขา เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ใช้รถที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมัน

    บริษัทฯ ยังคงบริหารจัดการการจัดหาผลิตภัณฑ์และการให้บริการในสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าและพี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5687202/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hqB3sPwHBQbEJyhUlgrW-

  • กรมศุลฯ ตรวจยึด “รองเท้า กางเกง กระเป๋า ถุงมือ และต่างหู ละเมิดเครื่องหมายการค้า เมืองกำเนิดตปท.” มูลค่าเสียหายศก.กว่า 13 ล.

    กรมศุลฯ ตรวจยึด “รองเท้า กางเกง กระเป๋า ถุงมือ และต่างหู ละเมิดเครื่องหมายการค้า เมืองกำเนิดตปท.” มูลค่าเสียหายศก.กว่า 13 ล.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/134880&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UUp7EuM4WZeY9kf1L5H7q

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95-91 ขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่แก๊สโซฮอล์ E85-E20 ลดราคา 50 สตางค์

    ด้านราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 39.64 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 31.05 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.68 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 27.84 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 25.79 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/653856&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h7qHgMIfRyHNtOAuefpCO

  • เพื่อไทยเตรียมดัน 47 กฎหมาย ยกเครื่องเศรษฐกิจ-การศึกษา

    เพื่อไทยเตรียมดัน 47 กฎหมาย ยกเครื่องเศรษฐกิจ-การศึกษา

    พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 47 ฉบับเข้าสู่สภาฯ โดยเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจมูลค่าสูง ความมั่นคง และการปฏิรูปการศึกษา เพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ

    เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 14 มีนาคม ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค แถลงภายหลังการประชุมถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาผู้แทนราษฎร โดยย้ำว่าพรรคเตรียมผลักดันร่างกฎหมายสำคัญรวม 47 ฉบับ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง

    นายจุลพันธ์ ระบุว่า การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องวางรากฐานหลักควบคู่กัน 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การเมืองที่ตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐและกฎหมายที่ทันสมัย และความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม โดยร่างกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถูกจัดเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กฎหมายด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่น กฎหมายด้านความปลอดภัยและความมั่นคง และกฎหมายสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งในจำนวนนี้มี 16 ฉบับที่สามารถผลักดันเข้าสู่สภาได้ทันทีหลังเปิดสมัยประชุม

    ด้านนายยศชนัน กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษาว่า การยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูงจำเป็นต้องเริ่มจากการพัฒนาระบบการศึกษา ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์ที่สำคัญ โดยเป้าหมายของการปฏิรูปคือการสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ ผลิตกำลังคนที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม พร้อมยกระดับบทบาทครู ปรับหลักสูตรที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และลดปัญหานักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา

    ขณะที่นายประเสริฐ ระบุว่า การผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการให้ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีระบบรัฐที่โปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหมายและแนวทางพัฒนาประเทศ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/545504.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VQ-8WClxtXAisdB95prJi

  • เพื่อไทยเปิดแผนดันกม. 47 ฉบับ ผลักดันทันที 16 ฉบับรวด

    เพื่อไทยเปิดแผนดันกม. 47 ฉบับ ผลักดันทันที 16 ฉบับรวด

    จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย  แถลงข่าวร่วมกันที่พรรคเพื่อไทย ถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ โดยประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

    จุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

    หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่า การพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม

    ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

    1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ

    เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน รวมถึงกฎหมายด้านทรัพยากรและการจัดการภัยพิบัติ

    2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ

    เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของครอบครองปรปักษ์ รวมถึงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมและแรงงานบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น

    3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ

    เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน

    4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ

    เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัติ THACCA รวมถึงกฎหมายด้านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    จุลพันธ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนดังกล่าวมีร่างกฎหมาย 16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้

    จากนั้น ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า ‘พ.ร.บ.ทุนมนุษย์’ โดยระบุว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ยศชนัน กล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว

    สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่

    1. ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู

    ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่

    2. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา

    ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน’ เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา

    3. เรียนฟรีต้องฟรีจริง

    ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

    4. กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ

    เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Superboard)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)” เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะใหม่ (Reskill) ได้ตลอดชีวิต

    ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    “ทั้งนี้ การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต”

    — ยศชนัน กล่าว

    ส่วนด้านประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวสรุปรวมว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    เลขาธิการพรรคเพื่อไทยยังระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน

    พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง

    “พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน”

    — ประเสริฐ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/junlapan-yosxhanan-14mar2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zaohoa4zlr4HCF6gKtj-I

  • “ประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจ” จีนเล็งเดินหน้า 109 โครงการใหญ่ หนุนการพัฒนาในอีก 5 ปี

    “ประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจ” จีนเล็งเดินหน้า 109 โครงการใหญ่ หนุนการพัฒนาในอีก 5 ปี

    ปักกิ่ง, 14 มี.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) โหวหย่งจื้อ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาของคณะรัฐมนตรีจีน ซึ่งเข้าร่วมรายการการประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีนตอนล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว ระบุว่าการผลักดันหลายโครงการใหญ่ของจีนจะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    จีนวางแผนดำเนินโครงการสำคัญ 109 โครงการในช่วง 5 ปีข้างหน้า ครอบคลุมหลากหลายด้าน อาทิ การพัฒนาพลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ การบูรณาการการพัฒนาเมืองกับชนบท และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน

    โครงการเหล่านี้ครอบคลุมทุกมิติของการสร้างความทันสมัยแบบจีน โดยมีการจัดสมดุลระหว่างเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งผสมผสานการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกับการพัฒนาเชิงระบบและสังคม พร้อมทั้งส่งเสริมความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุและด้านวัฒนธรรม-คุณธรรมควบคู่กันไป

    โครงการบางส่วนมุ่งยกระดับศักยภาพพื้นฐานของภาคอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน บ่มเพาะอุตสาหกรรมใหม่และพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนการวิจัยเทคโนโลยีแนวหน้า และเสริมแกร่งศักยภาพด้านนวัตกรรม

    ทั้งนี้ โหวระบุว่าโครงการเหล่านี้จะช่วยผลักดันการพัฒนาพลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ และเพิ่มความได้เปรียบของจีนในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นในระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/510/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jpD-HC5yXfHTzqzd97o-R

  • กำเนิด โลกาภิวัฒน์ใหม่ เมื่อระเบียบโลกตะวันตกกำลังพังทลาย

    กำเนิด โลกาภิวัฒน์ใหม่ เมื่อระเบียบโลกตะวันตกกำลังพังทลาย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-119&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03h2_BKlaSuDiMNdBkoEEO

  • ‘เศรษฐกิจฐานราก’ โจทย์ใหญ่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างบนผืนดินเดียวกัน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ‘เศรษฐกิจฐานราก’ โจทย์ใหญ่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างบนผืนดินเดียวกัน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ในเวทีเสวนาว่าด้วย “เศรษฐกิจฐานรากและแนวทางการเงินยั่งยืนเพื่อเสริมศักยภาพองค์กรและเครือข่ายชุมชนเพื่อการจัดการช้างป่าอย่างสันติ” ในงานวันช้างไทย 2569 คำถามแรกที่ถูกโยนขึ้นกลางวงดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่กลับเปิดประตูสู่ความซับซ้อนของปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่

    ความท้าทายของการจัดการช้างป่าคืออะไร ?

    คำถามนี้ไม่ได้มุ่งไปที่ตัวช้างเพียงอย่างเดียว หากแต่ชวนมองเห็นภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างช้าง ป่า คน และเศรษฐกิจชุมชนที่ซ้อนทับกันอยู่

    ดร.ขวัญข้าว สิงหเสนี ผู้อำนวยการมูลนิธิ Bring the Elephant Home ชวนให้มองปัญหานี้ในมิติที่กว้างกว่าความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เธออธิบายว่าเมื่อพูดถึง ‘ช้าง’ เราไม่ได้กำลังพูดถึงสัตว์ชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่กำลังพูดถึงทั้งระบบนิเวศผืนป่า วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และโครงสร้างเชิงนโยบายที่กำกับการใช้ทรัพยากร

    ในอดีตการถกเถียงมักวนเวียนอยู่กับคำถามว่า “ใครอยู่ก่อนระหว่างคนกับช้าง” แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เธอเสนอว่าการย้อนกลับไปหาคำตอบนั้นอาจไม่ช่วยให้เราเดินไปข้างหน้าได้ สิ่งสำคัญกว่าคือการมองหาวิธี ‘อยู่ร่วมกัน’ ภายใต้แนวคิดเรื่อง ประโยชน์ร่วมและความเสียหายร่วม เพราะในความเป็นจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนใครมักเป็นคนในชุมชนที่อยู่ชายป่า แต่ปัญหานี้ไม่ได้เป็นภาระของพวกเขาเพียงฝ่ายเดียว

    มุมมองนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของ สยาม พูลเจริญ จากมูลนิธิ Earthworm ประเทศไทย ซึ่งทำงานเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน เขาเล่าว่าความท้าทายสำคัญเกิดขึ้นในระดับเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรโดยตรง 

    ตัวอย่างเช่น ชาวสวนยางที่ต้องออกไปกรีดยางตั้งแต่เช้ามืดหรือกลางคืน หากช้างออกมาในพื้นที่ พวกเขาอาจไม่สามารถทำงานได้ และเมื่อรายได้หยุดชะงัก ปัญหาเศรษฐกิจก็ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

    นี่ทำให้เรื่องช้างไม่ใช่เพียงปัญหาด้านการอนุรักษ์อีกต่อไป แต่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจของคนตัวเล็กในระบบการผลิต

    คุณปีย์ชนิตว์ เกษสุวรรณ จากเครือข่ายอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย จึงเสนอให้ปรับกรอบความคิดเสียใหม่ เขาเห็นว่าปัญหานี้ควรถูกมองในฐานะ ปัญหาการจัดการทรัพยากรและเศรษฐกิจของพื้นที่ มากกว่าจะเป็นเพียงปัญหาสัตว์ป่า ประการต่อมา ชุมชนที่ได้รับผลกระทบไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะ ‘เหยื่อ’ แต่ควรถูกยกระดับให้เป็นผู้ร่วมจัดการทรัพยากร รวมถึงต้องออกแบบกลไกการเงินที่ชัดเจนว่าใครจะรับผิดชอบในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เนื่องจากที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาติดอยู่กับข้อจำกัดของระบบงบประมาณปัจจุบัน ทั้งภาครัฐและเอ็นจีโอต่างทำงานภายใต้โครงการระยะสั้น ทำให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างยังเกิดขึ้นได้ยาก

    ในระดับพื้นที่ มุมมองนี้สะท้อนผ่านประสบการณ์ของชุมชนเอง โดยมนตรี กุญชรมณี จากกลุ่มวิสาหกิจกาแฟพิเศษ ‘ช้างยิ้ม’ ในอำเภอทองผาภูมิ เล่าว่าความท้าทายของชาวบ้านไม่ใช่การกำจัดช้าง แต่คือการหาวิธีอยู่ร่วมโดยไม่เกิดการปะทะกัน แนวทางที่กลุ่มของเขาเลือกคือการปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจ จากเดิมปลูกข้าวโพดหรือมันสำปะหลัง ไปสู่การปลูกกาแฟซึ่งช้างไม่ค่อยรบกวน

    การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทั้งชุมชน แต่เริ่มจากเกษตรกรเพียงไม่กี่รายที่กล้าลองก่อน จนปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 66 คน และสามารถผลิตกาแฟได้ปีละกว่า 50 ตัน โดยพยายามยกระดับให้เป็นกาแฟคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า

    ประสบการณ์เช่นนี้สะท้อนว่าการเปลี่ยนอาชีพของเกษตรกรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากมีการสนับสนุนทั้งด้านความรู้ การพัฒนาคุณภาพสินค้า และการตลาด จากพันธมิตรทั้งองค์กรในท้องถิ่นทุกระดับก็สามารถสร้างทางเลือกใหม่ให้กับเศรษฐกิจชุมชนได้

    ด้านอุตสาหกรรม ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ จากสมาคมโรงงานน้ำตาลทรายไทย ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างอ้อยกับช้างเป็นอีกภาพหนึ่งของความซับซ้อนในระบบเศรษฐกิจ เขาอธิบายว่าอ้อยเป็นพืชที่ช้างชอบ และชาวไร่อ้อยก็เป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย ดังนั้นเมื่อชาวไร่ได้รับผลกระทบ โรงงานน้ำตาลก็มีเหตุผลที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือ

    ระบบอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยมีโครงสร้างกองทุนอ้อยและน้ำตาล ซึ่งมีเงินสะสมจำนวนมากและสามารถนำมาใช้ช่วยเหลือเกษตรกรได้ เพียงแต่กระบวนการอนุมัติยังต้องผ่านกลไกหลายขั้นตอนและมักเป็นงบประมาณรายปี ทำให้การจัดการระยะยาวยังมีข้อจำกัดอยู่

    ในอีกด้านหนึ่ง คุณปีย์ชนิตว์เสนอว่ากลไกทางการเงินสำหรับการอนุรักษ์อาจต้องก้าวไปไกลกว่างบประมาณแบบเดิม เขายกตัวอย่างเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ ที่โลกกำลังทดลองใช้ เช่น ‘พันธบัตรอนุรักษ์สัตว์ป่า’ ที่เชื่อมผลตอบแทนการลงทุนกับความสำเร็จในการเพิ่มประชากรสัตว์ หรือระบบประกันภัยความเสียหายจากสัตว์ป่า รวมถึงกองทุนที่สนับสนุนการป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหาย

    แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนจากการจ่ายเงิน ‘เยียวยา’ หลังเกิดเหตุ ไปสู่การลงทุนเชิงป้องกันล่วงหน้า

    อย่างไรก็ตาม เงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

    ดร.ขวัญข้าวเล่าว่าประสบการณ์ในพื้นที่กุยบุรีแสดงให้เห็นว่าการออกแบบพื้นที่การเกษตรใหม่อาจช่วยลดความขัดแย้งได้ เช่น การปลูกพืชที่ช้างไม่ชอบอย่างตะไคร้หรือพืชกลุ่มน้ำมันหอมระเหยเป็นแนวกันชน แล้วจึงปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นอยู่ด้านในพื้นที่

    แนวทางนี้ยังเชื่อมโยงกับการกระจายรายได้รูปแบบอื่น เช่น การท่องเที่ยวหรือการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแล้ว รั้วรังผึ้งยังสามารถใช้เป็นวิธีป้องกันช้างได้อีกด้วย

    สิ่งที่เธอค้นพบจากการทำงานภาคสนามคือ คนในชุมชนไม่ได้ทีความรู้สึกเกลียดชังช้างแต่อย่างใด เพียงแต่บางเวลาอาจมีความกลัวเกิดขึ้นเมื่อช้างเข้ามาใกล้ (ในตอนกลางคืน)

    ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การทำให้คนรักช้าง แต่คือการทำให้พวกเขา รู้สึกปลอดภัยและมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ดี คำถามที่ใหญ่กว่าการจัดการช้างเพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง คือ หากต้องการให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในวงกว้าง ใครควรเป็น ‘เจ้าภาพ’ ของปัญหานี้

    คุณปีย์ชนิตว์เสนอว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์ ไปจนถึงมหาดไทยที่ดูแลการบริหารในระดับจังหวัด หากไม่มีหน่วยงานหลักที่มองภาพรวมและประสานการทำงานทั้งหมด การแก้ปัญหาก็จะยังคงกระจัดกระจายเหมือนที่ผ่านมา

    เขายอมรับว่านี่อาจยังเป็นเพียง ‘ภาพฝัน’ แต่ก็เป็นภาพฝันที่จำเป็น เพราะปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของช้างหรือของป่า หากเป็นเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ชายป่าทั่วประเทศ หากคนในพื้นที่ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ช้างก็ไม่มีทางอยู่รอดเช่นกัน

    และในทางกลับกัน หากระบบนิเวศล่มสลาย ชุมชนมนุษย์ก็จะสูญเสียฐานทรัพยากรของตนไปพร้อมกัน

    โจทย์ของการอยู่ร่วมกันจึงมองไม่ควรมองเพียงมิติงานอนุรักษ์เพียงด้านเดียว แต่เป็นโจทย์ของการออกแบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ ที่ทำให้ทั้งคนและช้างสามารถมีพื้นที่ของตัวเองบนผืนแผ่นดินเดียวกันได้อย่างยั่งยืน

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/news/2026-68/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e-YQAQCvAR92vOTOQBhsU

  • สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในอิรักถูกโจมตีด้วยโดรน ขณะสงครามตะวันออกกลางเข้าสัปดาห์ที่ 3

    สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในอิรักถูกโจมตีด้วยโดรน ขณะสงครามตะวันออกกลางเข้าสัปดาห์ที่ 3

    สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงแบกแดดของอิรักถูกโจมตีด้วยโดรนเมื่อวันเสาร์ เป็นการโจมตีครั้งที่สองนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ทำให้ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ ระบุว่า มีควันดำหนาทึบลอยขึ้นจากอาคารสถานทูตสหรัฐฯ ในเมืองหลวงของอิรัก การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีที่มีต่อกลุ่มกาตาอิบ เฮซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งทำให้สมาชิก 2 คนเสียชีวิต รวมถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่ง ตามที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผย

    อิหร่านปิดกั้นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ

    อิหร่านได้ออกคำเตือนให้พลเมืองสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หลีกเลี่ยงพื้นที่ท่าเรือที่อาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ ขณะเดียวกันมีควันดำปรากฏขึ้นจากฟูไจราห์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือสำคัญและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการจัดเก็บและส่งออกน้ำมัน

    แม้จะเผชิญกับอำนาจทางทหารที่เหนือกว่าจากสหรัฐฯ และอิสราเอล อิหร่านยังคงมุ่งมั่นต่อสู้โดยปล่อยขีปนาวุธและโดรนโจมตีประเทศเพื่อนบ้านอย่างน้อย 10 ประเทศ และสามารถปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นจุดผ่านที่สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันหนึ่งในห้าของโลก

    ผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก

    ประธานาธิบดี Donald Trump กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีเกาะคาร์ก ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และ “ทำลาย” เป้าหมายทางทหารในขณะที่ไว้ชีวิตสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงาน สื่ออิหร่านยืนยันว่าไม่มีความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกน้ำมันบนเกาะดังกล่าว

    การคุกคามของอิหร่านต่อการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซทำให้การจราจรทางเรือหยุดชะงักเกือบทั้งหมด ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น Trump กล่าวว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “เร็วๆ นี้” เพื่อฟื้นฟูการส่งออกน้ำมัน

    สถานการณ์ความสูญเสีย

    กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,200 คนจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สามารถยืนยันอย่างเป็นอิสระได้ หน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติประเมินว่ามีผู้พลัดถิ่นภายในอิหร่านถึง 3.2 ล้านคนนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น

    US Army handout photos showed HIMARS multiple rocket launchers firing from te desert during strikes on Iran

    US Army handout photos showed HIMARS multiple rocket launchers firing from te desert during strikes on Iran

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/us-embassy-iraq-drone-attack-middle-east-war-week-3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rSyJSL_cyG1xXDeAT9YNl

  • ‘มาเลเซีย’ พบ ‘แร่หายาก’ ในป่าสงวน หวังใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขึ้นเป็นซัพพลายเชนโลก

    ‘มาเลเซีย’ พบ ‘แร่หายาก’ ในป่าสงวน หวังใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขึ้นเป็นซัพพลายเชนโลก

    “มาเลเซีย” พบแหล่งแร่หายากปริมาณกว่า 16.2 ล้านเมตริกตัน ภายใต้พื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองเป็นป่าสงวนถาวรของมาเลเซีย ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจและอำนาจของประเทศ

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของมาเลเซีย (NRES) ประกาศพบแร่แรร์เอิร์ธในรูปของดินเหนียวดูดซับอิออน (Ion-Adsorption Clays) ซึ่งกระจายตัวอยู่ใต้ชั้นดินในเขตพื้นที่ป่าครอบคลุมพื้นที่หลายรัฐในคาบสมุทรมลายู เช่น ตรังกานู กลันตัน เปรัก เกดะห์ และปะหัง

    กรมแร่และธรณีวิทยามาเลเซีย (JMG) ดำเนินการสำรวจเบื้องต้นและยืนยันว่า มีปริมาณแร่สำรองมากพอที่จะทำให้มาเลเซียขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในแหล่งซัพพลายเชนหลักของโลก โดยแร่ที่พบเป็นประเภทไม่แผ่กัมมันตภาพรังสี ทำให้นักวิทยาศาสตร์และรัฐบาลมองว่าเป็นทรัพยากรที่มีความปลอดภัยในการจัดการสูงกว่าแร่หายากประเภทอื่น แต่เนื่องจากแร่ซ่อนตัวอยู่ใต้ป่าสงวนถาวร ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขุดแร่มาใช้ประโยชน์และการรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว รัฐบาลมาเลเซียจำเป็นต้องหาจุดสมดุลโดยไม่ทำลายระบบนิเวศป่าไม้ที่สำคัญ

    การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมไฮเทค

    แผนการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแร่แห่งชาติปี 2021–2030 ประเมินว่าแหล่งแร่หายากเหล่านี้อาจมีมูลค่ารวมสูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลตั้งเป้าว่าหากมาเลเซียสามารถสร้างระบบนิเวศแร่หายากแบบครบวงจรได้ จะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 อุตสาหกรรมนี้ยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ

    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแร่หายาก ยังจะทำให้เกิดการจ้างงานที่มีทักษะสูงและมีรายได้สูงให้แก่ประชาชนได้กว่า 24,800 ตำแหน่ง ภายในปี 2030 งานเหล่านี้จะครอบคลุมตั้งแต่งานในเหมืองแร่ไปจนถึงวิศวกรและนักเคมีในโรงงานแปรรูปขั้นสูง การพัฒนาทรัพยากรภายในประเทศยังช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีของชาติ

    มาเลเซียตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในการผลิตแร่หายากของโลกจาก 4% เป็น 9% ภายในปี 2030 สิ่งนี้จะทำให้มาเลเซียกลายเป็นผู้จัดหาทางเลือกสำคัญและเป็นแหล่งสำรองสุดท้ายสำหรับมหาอำนาจโลกที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานเดิม แหล่งข้อมูลระบุว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2050 อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 37,121 ล้านดอลลาร์

    พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบบูรณาการแนวดิ่งภายใต้แนวคิด “จากเหมืองสู่แม่เหล็ก” (Mine to Magnet) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดภายในประเทศ หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการเปลี่ยนจากผู้ส่งออกวัตถุดิบมาเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น แม่เหล็กกำลังสูง สำหรับมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า และกังหันลมผลิตไฟฟ้า 

    รัฐบาลได้ประกาศห้ามส่งออกแร่หายากในรูปแบบวัตถุดิบดิบ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2024 เป็นต้นไป ซึ่งออกแบบมาบีบให้บริษัทเอกชนต้องลงทุนสร้างโรงงานแยกและแปรรูปแร่ภายในมาเลเซียเอง รัฐบาลออกจากภาคส่วนที่มีมูลค่าต่ำสุดของห่วงโซ่อุปทาน และมุ่งเน้นการสร้างรายได้จากการแยกแร่และการผลิตโลหะผสม ตอนนี้มาเลเซียมีโรงงาน Lynas Rare Earths ซึ่งเป็นโรงงานแยกแร่หายากนอกประเทศจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้มาเลเซียได้เปรียบในระดับกลางน้ำ

    นอกจากนี้ มาเลเซียยังมีแผนที่จะสร้างสวนเทคโนโลยีแร่หายากมาเลเซีย (MRTP) เพื่อรวบรวมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำไว้ด้วยกัน โครงการนี้จะรวมถึงโรงงานแยกแร่ โรงหลอมโลหะ และโรงงานผลิตแม่เหล็ก เพื่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานที่ไร้รอยต่อ เป้าหมายสูงสุดคือการเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคในการผลิตผลิตภัณฑ์จากแร่หายากที่พร้อมส่งต่อให้ผู้ใช้ปลายทางในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานสะอาด

    ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม

    แม้จะมีโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ในปี 1982 ประชาชนประมาณ 11,000 คนในปาปันและบูกิตเมระฮ์ได้รับผลกระทบจากกากกัมมันตรังสีจากอิตเทรียมและทอเรียม ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร มีรายงานผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอย่างน้อย 8 ราย และเด็กที่เกิดมาพิการแต่กำเนิด

    เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย มาเลเซียได้นำเทคโนโลยีการทำเหมืองละลายแร่ (In-situ leaching – ISL) ซึ่งเป็นการฉีดสารละลายลงใต้ดินเพื่อดึงแร่ขึ้นมาโดยไม่ต้องเปิดหน้าดินเป็นวงกว้าง มาใช้ในโครงการนำร่องที่รัฐเปรัก

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มชุมชนท้องถิ่นและชาวพื้นเมืองแสดงความกังวลอย่างมากว่าจะสูญเสียแหล่งน้ำสะอาดไปจากการปนเปื้อนของสารเคมีและแร่ธาตุจากการทำเหมือง นอกจากนี้ พื้นที่ทำเหมืองหลายแห่งยังอยู่ในเขตอ่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวป่าสำคัญที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างเสือและช้าง

    ภาคประชาสังคมเรียกร้องความโปร่งใสในการตรวจสอบความปลอดภัยและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดินของชาวบ้านเพื่อทำเหมือง รวมถึงความคุ้มค่าจากการการตัดไม้ทำลายป่าอีกด้วย

    นิค นาซมี รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (NRES) ระบุว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ภายใต้มาตรฐาน ESG เขาย้ำว่าการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงต้องควบคู่ไปกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์สุขของคนทุกรุ่น กระทรวงฯ มุ่งหวังให้มาเลเซียเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับผลิตภัณฑ์จากแร่หายากที่ผลิตด้วยความรับผิดชอบ

    ทางด้านสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซีย (ASM) ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ได้เสนอรูปแบบธุรกิจที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของมาเลเซียคือจุดแข็งที่สำคัญที่สุด โดยการรักษาความสัมพันธ์ที่สมดุลกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ยุโรป และจีน จะทำให้มาเลเซียจะสามารถดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากหลากหลายแหล่งเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันแก่ทุกฝ่าย

    มาเลเซียกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลและความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณแร่ที่อยู่ใต้ดิน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการนโยบายที่โปร่งใสและเทคโนโลยีที่ปลอดภัย หากทำได้สำเร็จ มาเลเซียจะไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตแร่เท่านั้น แต่จะเป็นผู้เล่นที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดของโลกอนาคต

    ที่มา: EarthNRESThe Asean Frontier

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1225011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NG3Ii_nj2ft_0ucgIqW9D