Category: เศรษฐกิจ

  • “คมนาคม” สรุปยอดการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 3 วัน

    “คมนาคม” สรุปยอดการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 3 วัน

    ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยคมนาคม (ศปภ.คค.) กระทรวงคมนาคม สรุปข้อมูลการเดินทางบนโครงข่ายคมนาคมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ระหว่างวันที่ 10 – 12 เมษายน 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 13 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น.) พบว่า

    ระบบขนส่งสาธารณะสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง โดยมีการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรวม 7,817,280 คน ลดลงร้อยละ 0.11 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (11 – 13 เมษายน 2568)

    กระทรวงคมนาคม
    “คมนาคม” สรุปยอดการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 3 วัน (10 – 12 เม.ย. 69) เผยประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะกว่า 7.8 ล้านคน

    ทั้งนี้ ระบบรางมีสัดส่วนการใช้บริการสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 44 ขณะที่ผู้ใช้บริการสูงสุดในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ 

    • ภาคกลาง (ทางอากาศขาออก) 156,888 คน 
    • ภาคใต้ (ทางราง) 98,881 คน 
    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ทางถนน) 109,751 คน 
    • ภาคเหนือ (ทางถนน) 65,335 คน 
    • ภาคตะวันออก (ทางถนน) 62,525 คน 

    ส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ รวม 735,064 คน

    สำหรับการจราจรเข้า – ออกกรุงเทพมหานครบนทางหลวงสายหลัก 12 เส้นทาง มีปริมาณ 3,198,641 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.29 และการเดินทางภายในกรุงเทพฯ บนทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีปริมาณ 3,871,455 คัน ลดลงร้อยละ 6.86

    ด้าน ยอดใช้ระบบรางสะสมพุ่ง 3.6 ล้านคน-เที่ยว ชี้คนกรุงแห่เล่นน้ำดันยอดใช้ระบบรถไฟฟ้าพุ่ง

    โดยนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยข้อมูลภาพรวมการเดินทางด้วยระบบรางประจำวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569 พบว่า มีผู้ใช้บริการรถไฟระหว่างเมืองสูงสุด  96,309 คน-เที่ยวโดยไม่มีผู้โดยสารตกค้างที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) และสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ 

    ทั้งนี้ วันที่ 13 เม.ย. 2569 ได้เสริมขบวนรถด่วนพิเศษที่ 6 สถานีเชียงใหม่ – กรุงเทพอภิวัฒน์ และขบวนรถด่วนพิเศษที่ 974  สถานียะลา – กรุงเทพอภิวัฒน์ จำนวน 2 ขบวน  และในวันที่ 14 15 และ 17 เมษายน 2569  ในเส้นทางสายเหนือ สายอีสาน และสายใต้ อีกวันละ 1 ขบวน 

    ด้านระบบรถไฟฟ้า มีผู้ใช้บริการรวม 957,550 คน-เที่ยว (ต่ำกว่าประมาณการร้อยละ 0.30) โดยภาพรวมสามารถให้บริการได้ตามแผนและไม่มีเหตุขัดข้อง

    นายพิเชฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามภาพรวมการเดินทางด้วยระบบรางในช่วง 3 วันแรกของแผนอำนวยความสะดวกฯ (วันที่ 10–12 เมษายน 2569) พบว่ามีประชาชนใช้บริการระบบรางสะสมรวมทั้งสิ้น 3,601,010 คน-เที่ยว ซึ่งต่ำกว่าประมาณการร้อยละ 4.36

    ทั้งนี้ คาดว่าเป็นผลจากพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนที่มีการกระจายตัวมากขึ้น โดยบางส่วนทยอยเดินทางล่วงหน้าก่อนช่วงวันหยุดยาว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังคงอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเทศกาล ส่งผลให้ปริมาณการเดินทางในภาพรวมไม่หนาแน่นตามที่คาดการณ์ไว้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/273115&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pPmLSLMeUi-bEd8zt2nsW

  • เมืองเล็กๆ ในเอเชีย พื้นที่เท่าสนามบินสุวรรณภูมิ แต่รวยที่สุดอันดับ 8 ของโลก

    เมืองเล็กๆ ในเอเชีย พื้นที่เท่าสนามบินสุวรรณภูมิ แต่รวยที่สุดอันดับ 8 ของโลก

    รู้จักเมืองประวัติศาสตร์ของเอเชีย พื้นที่เล็กๆ เท่าสนามบินสุวรรณภูมิ แต่รวยที่สุดอันดับ 8 ของโลก ผงาดเทียบประเทศมหาอำนาจ

    มาเก๊า (Macao SAR) คือหนึ่งในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของความมั่งคั่งสูงที่สุดในโลก แม้จะเป็นเพียงเขตปกครองพิเศษที่มีพื้นที่จำกัดเพียงประมาณ 33 ตารางกิโลเมตร ซึ่งหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน พื้นที่ทั้งหมดของมาเก๊านั้นใกล้เคียงกับขนาดของ สนามบินสุวรรณภูมิ แต่กลับสามารถสร้างรายได้มหาศาลจนติดอันดับโลกในปี 2025

    จากการจัดอันดับประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกโดยพิจารณาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP Per Capita) ประจำปี 2025 ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า GDP ต่อหัวเป็นตัวชี้วัดทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เฉลี่ยต่อคน ซึ่งสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของประเทศนั้นๆ แม้จะมีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถสะท้อนการกระจายรายได้หรือคุณภาพชีวิตที่แท้จริงได้ทั้งหมด แต่ยังคงเป็นมาตรฐานสำคัญในการเปรียบเทียบความมั่งคั่งระดับสากล

    10 อันดับประเทศรวยที่สุดในโลกปี 2025

    กลุ่มประเทศที่ครองอันดับต้นๆ มักเป็นประเทศขนาดเล็กที่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน หรือประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล โดยมาเก๊ายังคงรั้งตำแหน่งกลุ่มผู้นำความมั่งคั่ง อ้างอิงจาก IMF World Economic Outlook 2025 โดยมี GDP ต่อหัว (GDP per capita) หรือ รายได้เฉลี่ยทางเศรษฐกิจต่อคนต่อปี ดังนี้

    1. ลักเซมเบิร์ก: 140,941 ดอลลาร์
    2. ไอร์แลนด์: 108,919 ดอลลาร์
    3. สวิตเซอร์แลนด์: 104,896 ดอลลาร์
    4. สิงคโปร์: 92,932 ดอลลาร์
    5. ไอซ์แลนด์: 90,284 ดอลลาร์
    6. นอร์เวย์: 89,694 ดอลลาร์
    7. สหรัฐอเมริกา: 89,105 ดอลลาร์
    8. มาเก๊า (เขตปกครองพิเศษ): 76,314 ดอลลาร์
    9. เดนมาร์ก: 74,969 ดอลลาร์
    10. กาตาร์: 71,653 ดอลลาร์

    เปิดหน้าประวัติศาสตร์: จากหมู่บ้านประมงสู่สถานีการค้า

    ประวัติศาสตร์ของมาเก๊ามีความน่าสนใจและยาวนานกว่า 450 ปี โดยเริ่มต้นจากการเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2100 (ค.ศ. 1557) ชาวโปรตุเกสได้เข้ามาขอเช่าพื้นที่จากราชวงศ์หมิงเพื่อตั้งสถานีการค้า ทำให้มาเก๊ากลายเป็นดินแดนอาณานิคมของยุโรปในเอเชียตะวันออก และเป็นจุดเริ่มต้นของการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกที่กลายเป็นเอกลักษณ์จนถึงปัจจุบัน

    หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสนานหลายศตวรรษ มาเก๊าได้ถูกส่งคืนสู่อธิปไตยของจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) โดยมีสถานะเป็น “เขตปกครองพิเศษ” ภายใต้นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งอนุญาตให้คงระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและกฎหมายที่เป็นอิสระไว้ได้

    ทำไมมาเก๊าถึงรวย? เจาะขุมทรัพย์ “ลาสเวกัสแห่งตะวันออก”

    ด้วยประชากรประมาณ 720,000 คน (ข้อมูลอัปเดตปี 2026) มาเก๊าได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ขนาด” ไม่ใช่อุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากมีการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนและใช้จุดแข็งของพื้นที่ได้อย่างเต็มที่

    รายได้หลักที่ขับเคลื่อนมาเก๊าให้ก้าวสู่ระดับโลกมาจากอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและนโยบายเฉพาะตัว ดังนี้

    • อุตสาหกรรมคาสิโนระดับโลก: การทำให้การพนันเป็นเรื่องถูกกฎหมายตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1850 และการเปิดเสรีอุตสาหกรรมกาสิโนในเวลาต่อมา ทำให้มาเก๊ามีรายได้จากการพนันสูงกว่าลาสเวกัสหลายเท่าตัว
    • การท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง: ในปี 2025 มาเก๊าดึงดูดนักท่องเที่ยวมากถึง 40 ล้านคน ผ่านการท่องเที่ยวด้านสถาปัตยกรรมมรดกโลกและแหล่งบันเทิงครบวงจร
    • ระบบเศรษฐกิจเสรีและภาษีต่ำ: มาเก๊าไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างชาติอย่างมาก

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลมาเก๊ากำลังเร่งยุทธศาสตร์ “การกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ” โดยไม่พึ่งพาเพียงแค่คาสิโนอย่างเดียว แต่หันมาส่งเสริมด้าน MICE (การประชุมและนิทรรศการ), การแพทย์แผนจีน และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างความมั่นคงมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่ประชากรในพื้นที่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9883546/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QvJDyVa64ANVVpr-vDFDf

  • กปภ. เติมความสุขสงกรานต์วิถีไทย ติดตั้งประปาหยอดเหรียญ สนับสนุนท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

    กปภ. เติมความสุขสงกรานต์วิถีไทย ติดตั้งประปาหยอดเหรียญ สนับสนุนท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

    กปภ. เติมความสุขสงกรานต์วิถีไทย ติดตั้งประปาหยอดเหรียญ สนับสนุนท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

    13 เมษายน 2569, 12:28น.

         การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์วิถีไทยอันงดงาม ด้วยการติดตั้งประปาหยอดเหรียญไว้ให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีน้ำสะอาดสำหรับเล่นสงกรานต์ในพื้นที่ จ.ชลบุรี และ จ.เชียงใหม่เสริมสร้างบรรยากาศความชุ่มฉ่ำด้วยประปาหยาดพิรุณและประปาหมอกในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

         นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. เปิดเผยว่า กปภ. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการสืบสานประเพณีอันดีงามในแบบวิถีไทยและสนับสนุนการท่องเที่ยวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาร่วมเล่นสงกรานต์เพื่อความสนุกสนานและคลายร้อน ทั้งนี้ ในพื้นที่ จ.ชลบุรี กปภ.สาขาชลบุรี ได้ติดตั้งประปาหยอดเหรียญให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีน้ำสะอาดสำหรับเล่นสงกรานต์ บริเวณสถานีสูบจ่ายน้ำบางแสนถนนลงหาดบางแสน ต.แสนสุข และบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี ถนนนารถมนตเสวี ต.บางปลาสร้อยอ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี ส่วนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ กปภ.สาขาเชียงใหม่ ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์ ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ประจำปี 2569โดยติดตั้งประปาหยอดเหรียญทั้งหมด 8 จุด 9 ตู้ ในพื้นที่รอบคูเมือง ได้แก่ จุดที่ 1 หน้าร้านแว่นตาท็อปเจริญ สาขาท่าแพ จุดที่ 2 หน้าธนาคารกสิกรไทย สาขาท่าแพ จุดที่ 3 หน้าธนาคารกรุงไทย สาขาท่าแพจุดที่ 4 ประตูท่าแพ จำนวน 2 ตู้ จุดที่ 5 หน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จุดที่ 6 บริเวณแจ่งหัวลิน วัดโลกโมฬีจุดที่ 7 หน้าร้านศรีสวัสดิ์ ถนนช้างเผือก ตรงข้ามประตูช้างเผือก และจุดที่ 8 คูเมืองด้านนอก บริเวณจุดกลับรถแยกถนนลอยเคราะห์ ถนนคชสารเพื่อให้บริการน้ำสะอาดอย่างทั่วถึง ในระหว่างวันที่ 13  – 16 เมษายน 2569และติดตั้งประปาหยาดพิรุณ ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ สนับสนุนกิจกรรมสืบสาน ป๋าเวณีพิธี “สระเกล้าดำหัว ป้อเมืองเจียงใหม่” ประจำปี 2569 ตลอดจนการติดตั้งประปาหมอก ณ สะพานนวรัฐ และประตูท่าแพเพื่อเพิ่มความสดชื่นและสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจให้นักท่องเที่ยว

         ผู้ว่าการ กปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า กปภ. ทั้ง 234 สาขา ได้จัดเตรียมความพร้อมในการให้บริการประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังป้องกันสถานการณ์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้บริการน้ำประปาสะอาดปลอดภัยแก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถทำธุรกรรมและชำระค่าน้ำประปาได้ผ่าน 3 ช่องทางออนไลน์ของ กปภ. ได้แก่ (1) เว็บไซต์ของ กปภ. www.pwa.co.th (2) แอปพลิเคชัน PWA Plus Lifeและ (3) LINE Official @pwathailand หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ PWA Contact Center 1662 ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/160704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VnQ4rjomRye-RofaGOXi0

  • LPN เสนอขายหุ้นกู้ไม่มีประกัน ดอกเบี้ย 6.00% ต่อปี ทางเลือกลงทุนในภาวะเศรษฐกิจผันผวน

    LPN เสนอขายหุ้นกู้ไม่มีประกัน ดอกเบี้ย 6.00% ต่อปี ทางเลือกลงทุนในภาวะเศรษฐกิจผันผวน

    LPN เสนอขายหุ้นกู้ไม่มีประกัน ดอกเบี้ย 6.00% ต่อปี ทางเลือกลงทุนในภาวะเศรษฐกิจผันผวน

    ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ รวมถึงต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจและการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ในบริบทเช่นนี้ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง และกระจายพอร์ตการลงทุนให้มีเสถียรภาพมากขึ้น หนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ได้รับความสนใจคือ “หุ้นกู้” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยสม่ำเสมอ และมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นสามัญ

    แม้หุ้นกู้จะไม่ใช่การลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยง แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างรายได้ระยะยาว และเน้นความมั่นคงของกระแสเงินสด การคัดเลือกหุ้นกู้ที่มีคุณภาพดี จากผู้ออกที่มีความน่าเชื่อถือ จึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในช่วงเวลานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นางสาวดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะตลาดการเงินในปัจจุบันที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย การลงทุนในหุ้นกู้ที่ให้อัตราผลตอบแทนคงที่จึงเป็นทางเลือกที่ช่วย “ล็อกผลตอบแทน” ได้ล่วงหน้า อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวน และสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอให้กับพอร์ตการลงทุนของผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เสนอขายหุ้นกู้

    ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์

    ล่าสุด LPN หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ได้เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 อายุ 2 ปี 6 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนในปี พ.ศ. 2571 โดยเป็นหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 6.00% ต่อปี จองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท

    พร้อมเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ ในช่วงวันที่ 27 – 29 เมษายนนี้ บริษัทมีแผนนำเงินที่ได้รับไปชำระคืนหนี้แก่สถาบันการเงิน ส่งผลให้บริษัทสามารถคงวงเงินสินเชื่อดังกล่าวไว้เป็นแหล่งเงินทุนสำรองเพื่อรองรับการดำเนินงานในอนาคต แนวทางดังกล่าวสะท้อนการบริหารจัดการทางการเงินและสภาพคล่องอย่างรอบคอบ มีวินัย และมุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว

    “บริษัทได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “BBB-” แนวโน้ม “Negative” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2568 สะท้อนถึงแบรนด์ที่ลูกค้ายังคงให้ความเชื่อมั่น ซึ่งได้รับแรงเสริมจากบริการหลังการขายที่มีคุณภาพสูง และศักยภาพการเติบโตของธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงสถานะของบริษัทที่ยังสามารถบริหารภาระหนี้ได้ ภายใต้บริบทของสภาวะอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน” นางสาวดารณี กล่าว

    นางสาวดารณี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากท่ามกลางภาวะอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีความท้าทาย บริษัท ยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวก โดยผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 6,730 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 4,060 ล้านบาท และรายได้จากการบริหารจัดการงานเช่าและธุรกิจบริการ 2,670 ล้านบาท

    ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 ที่ 7,600 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 13% จากปีก่อน ขณะเดียวกัน บริษัทมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมส่งมอบในปี 2569 จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,700 ล้านบาท และมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นปี 2568 จำนวน 1,620 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในปี 2569 – 2570 นอกจากนี้ในปี 2569 บริษัทยังตั้งเป้าลดหนี้รวมให้ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาท และรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD/E) ให้อยู่ต่ำกว่า 0.80 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่อง รองรับความเสี่ยงทางธุรกิจ และสร้างศักยภาพในการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมยึดมั่นนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอแก่ผู้ถือหุ้น

    ทั้งนี้ นักลงทุนที่สนใจสามารถจองซื้อหุ้นกู้ LPN ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ผู้จัดการการจัดจำหน่ายจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/656520&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EauYBWB2fioLr-UBTuEND

  • เศรษฐกิจอินเดียมีโอกาสเติบโตมากแค่ไหนในอนาคต   | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    เศรษฐกิจอินเดียมีโอกาสเติบโตมากแค่ไหนในอนาคต   | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    เศรษฐกิจอินเดียมีโอกาสเติบโตมากแค่ไหนในอนาคต  

    เศรษฐกิจอินเดียมีโอกาสเติบโตมากแค่ไหนในอนาคต  

    ปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจของอินเดียนับว่าเป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก ขนาดเศรษฐกิจของอินเดียใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ด้วยมูลค่าจีดีพี 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และอินเดียยังนับเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก มีการเติบโตอย่างมั่นคงตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และยังมีทิศทางการเติบโตที่น่าสนใจต่อไปในอนาคต ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจอินเดีย และปัจจัยที่ส่งเสริมให้อินเดียมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง รวมทั้งความเสี่ยงต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    เศรษฐกิจของอินเดียมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต ในปีงบประมาณหน้า อินเดียอาจมีมูลค่าจีดีพีมากถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปีค.ศ. 2030 อินเดียมีแนวโน้มที่จะได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจอินเดีย คือการบริโภคภายในประเทศที่มีการขยายตัวอย่างมาก การบริโภคภาคเอกชนในอินเดียมีการขยายตัวมากถึงร้อยละ 8.7 ต่อปี เศรษฐกิจของอินเดียจึงไม่หยุดชะงัก แม้อยู่ในช่วงที่การลงทุนและรายจ่ายของภาครัฐเกิดการชะลอตัว 

    นอกจากนี้ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจของอินเดียมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ยังรวมถึงความได้เปรียบทางด้านประชากร อินเดียมีประชากรวัยหนุ่มสาวที่พร้อมเป็นแรงงานอยู่จำนวนมาก ประชากรร้อยละ 50 ของอินเดียมีอายุต่ำกว่า 25 ปี และร้อยละ 65 มีอายุต่ำกว่า 35 ปี อินเดียจึงไม่ต้องกังวลกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ที่สำคัญ อินเดียมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มั่นคง อัตราเงินเฟ้อต่ำ และหนี้สาธารณะอยู่ในสกุลเงินรูปี อินเดียจึงมีความยืดหยุ่นและรับมือต่อปัญหาเศรษฐกิจจากภายนอกได้ดี ยิ่งไปกว่านั้น อินเดียยังมีนโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจน ส่งผลให้ประเทศเอื้อต่อการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว หรือดิจิทัล 

    ความพร้อมของอินเดียช่วยส่งเสริมให้ประเทศเจริญก้าวหน้า แต่ทั้งนี้ อินเดียยังคงต้องระวังความเสี่ยงจากการสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ เตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนจากนโยบายกำแพงภาษีจากสหรัฐอเมริกา รวมทั้งต้องเตรียมแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน เช่นเดียวกับที่หลายชาติกำลังได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังต้องคอยหาทางแก้ไขการเติบโตทางภาคการเกษตรที่ยังเผชิญกับความผันผวน ปัญหาทั้งหลายอาจส่งผลให้เศรษฐกิจอินเดียชะลอตัวลง แต่ปัจจัยอื่น ๆ ที่ช่วยสนับสนุนก็ยังคงส่งเสริมให้อินเดียมีเศรษฐกิจที่แข็งแรงและน่าสนใจอยู่ดี 

    ในอนาคต อินเดียอาจได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ประสบความสำเร็จจากแรงงานคุณภาพ เป็นแหล่งลงทุนที่นักลงทุนทั้งหลายต่างพากันจับตามอง จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยจับตาดูกันต่อไปว่าอินเดียจะพัฒนาต่อไปในทิศทางใด ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา อิสราเอล ที่ยังคงไม่คลี่คลาย 

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] Embassy of India, Paris. (n.d.). Overview of Indian economy. https://www.eoiparis.gov.in/page/overview-of-indian-economy/

    [2] Reuters. (February 27, 2026). India’s GDP growth estimated at 7.8% in Oct-Dec following data revamp. https://www.reuters.com/world/asia-pacific/indias-gdp-growth-estimated-78-oct-dec-following-data-revamp-2026-02-27/

    [3] World Bank. (April 9, 2026). India remains among the fastest-growing economies. https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2026/04/09/india-remains-among-the-fastest-growing-economies/

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/india-economic/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3An9sNQSWMQ3XBv9M7Xmoi

  • พิษเศรษฐกิจ พบแล้วร่างหนุ่มไรเดอร์ที่จอดรถ จยย.ทิ้งไว้กลางสะพานก่อนโดดน้ำจมหาย ญาติเผยคนตายเครียดปัญหาหนี้สิน

    พิษเศรษฐกิจ พบแล้วร่างหนุ่มไรเดอร์ที่จอดรถ จยย.ทิ้งไว้กลางสะพานก่อนโดดน้ำจมหาย ญาติเผยคนตายเครียดปัญหาหนี้สิน

    พิษเศรษฐกิจ พบแล้วร่างหนุ่มไรเดอร์ที่จอดรถ จยย.ทิ้งไว้กลางสะพานก่อนโดดน้ำจมหาย ญาติเผยคนตายเครียดปัญหาหนี้สิน

    เมื่อเวลา 10:30 น.วันที่ 13 เม.ย.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินทางเข้าตรวจสอบหลังจากที่ได้รับแจ้งมีผู้พบศพชายลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้วัดกลางเกร็ด ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จากนั้นจึงประสานแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ร่วมตรวจสอบ

    เจ้าหน้าที่พบร่างของชายลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาจึงได้นำร่างชายคนดังกล่าว ขึ้นมาบริเวณท่าน้ำวัดกลางเกร็ด โดยการแต่งกายสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงิน รองเท้าผ้าใบ ที่แขนซ้าย และต้นคอมีรอยสัก ในกระเป๋ากางเกงพบบัตรประชาชนระบุชื่อนายวิวิศน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี มีอาชีพเป็นไรเดอร์รับส่งอาหาร จากการตรวจสอบของทางแพทย์ ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้าย เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 วัน

    ขณะเดียวกันจากข้อมูลพบว่าเมื่อเวลา 02:20 น.ของวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่าน มีพลเมืองดีพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ซูซูกิ รุ่น GSX สีดำ ทะเบียนกรุงเทพ จอดสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้บนสะพานพระนั่งเกล้าไม่พบเจ้าของ อีกทั้งพบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ของนายวิวิศน์ วางไว้ในกล่องส่งอาหาร ซึ่งพลเมืองดี คาดว่าเจ้าของรถน่าจะกระโดดลงจากสะพานจมน้ำหาย จนกระทั่งวันนี้มาพบเป็นศพลอยอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา

    ด้านพี่เขยของผู้ตาย กล่าวว่า น้องชายเครียดเรื่องการเงิน มีหนี้สิน เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ค่าเช่าบ้านที่ค้างไว้หลายเดือน ค่าผ่อนรถไฟแนนซ์ก็จะฟ้อง ค่าใช้จ่ายลูกชายจะต้องไปโรงเรียนประกอบกับช่วงหลังน้ำมันแพง น้องวิ่งไรเดอร์หารายได้คนเดียวไม่เพียงพอทำให้มีความเครียดสะสม ก่อนที่น้องจะกระโดด ได้มีการโพสต์ Facebook อำลา ขอโทษแม่ ขอโทษลูกไว้ ซึ่งตนมารู้ตอนที่ภรรยาของน้องโทรมาบอกตนว่ามีตำรวจโทรไปหาแจ้งว่าพบรถจักรยานยนต์น้องจอดอยู่บนสะพาน ซึ่งคาดว่าเจ้าตัวจะกระโดดสะพานลงไป ซึ่งตอนนั้นภรรยาของน้องอยู่ต่างจังหวัดโทรมาบอกตน หลังทราบเรื่องจึงเดินทางไปที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ ทันที

    ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่าเบื้องต้นได้ทำการบันทึกภาพสภาพศพไว้ซึ่งทางญาติไม่ติดใจในการเสียชีวิตประกอบกับแพทย์เวร แจ้งว่าไม่มีร่องรอยบาดแผลหรือการถูกทำร้าย จึงมอบผู้เสียชีวิตให้กับญาติไปทำพิธีทางศาสนาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D80VvdpBLtuNEPVl-_5Fv

  • คลังล้างไพ่ ‘บัตรคนจน’ รอบใหม่ ใช้ฐานข้อมูลกรองเข้ม เหลือ 9 ล้านคน

    คลังล้างไพ่ ‘บัตรคนจน’ รอบใหม่ ใช้ฐานข้อมูลกรองเข้ม เหลือ 9 ล้านคน

    กระทรวงการคลังกางแผนเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ดึงระบบเดต้าเลคเชื่อมฐานข้อมูล 20 หน่วยงาน คัดกรองเชิงลึก ทั้งรายได้ รายจ่าย และทรัพย์สิน คาดหั่นยอดผู้ได้รับสิทธิ์จาก 13.4 ล้านคน เหลือ 9 ล้านคน ลดภาระงบประมาณรัฐ เล็งดีเดย์ภายในก.ย. นี้

    โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บัตรคนจน” ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) ที่สำคัญสำหรับกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยและมีความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

    โดยกลุ่มดังกล่าวมักจะเป็นเป้าหมายแรกที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาในทุกวิกฤติเศรษฐกิจ โดยในปีงบประมาณ 2569 นี้ ถือเป็นรอบปีสำคัญที่จะต้องมีการทบทวนสถานะของผู้ถือบัตรตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในทุก 4 ปี นับจากการเปิดลงทะเบียนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา

    โดยกลุ่มดังกล่าวมักจะเป็นเป้าหมายแรกที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาในทุกวิกฤติเศรษฐกิจ โดยในปีงบประมาณ 2569 นี้ ถือเป็นรอบปีสำคัญที่จะต้องมีการทบทวนสถานะของผู้ถือบัตรตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในทุก 4 ปี นับจากการเปิดลงทะเบียนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงทะเบียนรอบใหม่นี้จะใช้ข้อได้เปรียบจากการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ที่มีความสมบูรณ์และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกันถึง 20 หน่วยงาน ครอบคลุมฐานข้อมูลประชาชนกว่า 60 ล้านคน และภาคธุรกิจอีกกว่า 6 แสนราย ซึ่งจากความเข้มข้นของการตรวจสอบด้วยฐานข้อมูลชุดใหม่นี้ แหล่งข่าวคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้จำนวนผู้ถือบัตรที่ผ่านเกณฑ์ลดลงจากปัจจุบัน 13.4 ล้านคน เหลือเพียง 9 ล้านคน

    ดึงฐานข้อมูลคัดกรองเข้ม

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ในอีกประมาณ 2-3 เดือนข้างหน้านี้ โดยการลงทะเบียนครั้งนี้ จะมีการนำระบบเดต้าเลคเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตรวจสอบและคัดกรองคุณสมบัติของผู้รับสิทธิ์ เปรียบเสมือนการทำความสะอาดฐานข้อมูล (Cleansing Data) ครั้งใหญ่ของประเทศ เพื่อคัดกรองกลุ่มคนยากจนที่แท้จริงที่รัฐควรให้ความช่วยเหลือ

    ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และคุณสมบัติเบื้องต้นจะยังคงอิงเงื่อนไขเดิม เช่น ผู้ลงทะเบียนต้องมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี แต่ระบบจะเพิ่มมิติการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกด้านรายจ่ายและทรัพย์สินอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น ด้วยฐานข้อมูลภาครัฐที่มีข้อมูลจาก 20 องค์กร อาทิ ข้อมูลรายได้ รายจ่าย ทรัพย์สิน เงินฝาก บัญชีการลงทุนในตลาดหุ้น การหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ได้ทั้งหมด

    นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ซึ่งหากพบว่าผู้ลงทะเบียนรายใดมียอดการใช้จ่ายสะสมเกิน 100,000 บาท หรือมียอดบริจาคเงินจำนวนมาก จะถูกนำมาพิจารณาคุณสมบัติความเป็นผู้มีรายได้น้อยกันใหม่ทันที รวมถึงการตรวจสอบไปถึงชื่อที่เป็นกรรมการบริษัทในลักษณะนอมินี ซึ่งผู้ลงทะเบียนรายนั้นจะถูกปัดตกและไม่ผ่านเกณฑ์การรับสิทธิ์เช่นกัน

    หวังลดภาระงบประมาณ

    ทั้งนี้ การดึงระบบอัตโนมัติมาคัดกรองผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ออกไป จะช่วยให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณและสามารถจัดสรรเม็ดเงินไปช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลต้องแบกรับภาระดูแลผู้ถือบัตรถึง 13.4 ล้านคน ซึ่งมีการอุดหนุนสวัสดิการสูงสุดถึงคนละ 4,700 บาทต่อเดือน

    สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียน ได้มีการปรับปรุงระบบให้ประชาชนสามารถใช้งานได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผู้สมัครไม่ต้องยุ่งยากกับการกรอกรายละเอียดทรัพย์สินเหมือนในอดีต เพียงแค่ใช้ชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

    โดยระยะเวลาเปิดลงทะเบียนจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ จากนั้นรัฐจะเข้าสู่กระบวนการนำข้อมูลไปตรวจสอบหลังบ้านอีกประมาณ 1-2 เดือน ทั้งนี้ กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายว่า จะสามารถเปิดให้กลุ่มผู้ที่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่เริ่มใช้งานบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ในช่วงปลายปีงบประมาณ หรือเดือน ก.ย. เป็นต้นไป

    ใช้ผ่านสมาร์ทโฟน-ร้านค้าคนละครึ่ง

    นายลวรณ กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ ซึ่งเดิมมีข้อจำกัดในการใช้จ่ายได้เฉพาะในกลุ่มร้านธงฟ้าซึ่งมีอยู่ 1 แสนร้านค้า จะได้รับการปลดล็อกให้สามารถใช้จ่ายผ่านสมาร์ทโฟนได้ ทั้งยังนำวงเงินสวัสดิการดังกล่าวไปใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อยระดับ SMEs หรือร้านสตรีทฟู้ดที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้ โดยตัวเลขจากโครงการล่าสุดมีจำนวนกว่า 9 แสนร้านค้าทั่วประเทศ จะช่วยกระจายรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานราก

    ปูทางสู่ Negative Income Tax

    ฐานข้อมูลที่สมบูรณ์แบบนี้จะถูกนำมาสร้างเป็นโปรไฟล์ (Profile) ของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งข้อมูลโปรไฟล์ดังกล่าวจะถูกนำไปต่อยอดเพื่อจัดทำอารีย์สกอร์ (Ari Score) เพื่อวิเคราะห์สถานะทางการเงินของแต่ละบุคคล ให้ง่ายต่อการเข้าถึงสินเชื่อ  และท้ายที่สุดแล้ว ระบบฐานข้อมูลและอารีย์สกอร์ที่ชัดเจนนี้ จะถูกพัฒนาปูทางไปสู่นโยบายภาษีเงินได้แบบติดลบ หรือ “Negative Income Tax” ได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต 

    ซึ่งระบบดังกล่าวจะเข้ามาช่วยจำแนกได้อย่างเด็ดขาดว่า บุคคลใดคือผู้ที่ควรจะได้รับเงินสวัสดิการช่วยเหลือจากรัฐจริง ๆ และบุคคลใดคือผู้ที่มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีให้แก่ประเทศ การปรับปรุงฐานข้อมูลครั้งใหญ่นี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดภาระทางการคลัง และประหยัดงบประมาณของชาติได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lSQ_IdYA4DZlt5xXTfCmx

  • สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมท่าเรืออิหร่านหลังเจรจาในปากีสถานล้มเหลว

    สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมท่าเรืออิหร่านหลังเจรจาในปากีสถานล้มเหลว

    สหรัฐอเมริกาประกาศการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านทั้งหมดเริ่มวันจันทร์ หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างฝ่ายสงครามในกรุงอิสลามาบาด ประเทศปากีสถาน ล้มเหลวลง ทั้งที่กองทัพอิหร่านเตือนว่าจะถือการกระทำดังกล่าวเป็นการโจรสลัด

    รายละเอียดการปิดล้อม

    ทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่าจะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางการค้าที่มีความสำคัญยุทธศาสตร์ซึ่งเขาเรียกร้องให้เตหะรานเปิดให้เต็มรูปแบบ หลังรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ออกจากการเจรจากับคณะผู้แทนอิหร่านในอิสลามาบาด

    กองทัพสหรัฐระบุว่าการปิดล้อมจะเริ่มเวลา 14:00 GMT และใช้กับเรือทุกลำที่ออกจากหรือพยายามเทียบท่าที่ท่าเรืออิหร่านทั้งสองฝั่งของช่องทางสำคัญ

    ผลกระทบต่อราคาน้ำมัน

    ราคาน้ำมันซึ่งลดลงหลังการหยุดยิงกลับพุ่งขึ้นประมาณ 8% ในวันจันทร์ โดยสัญญา WTI และ Brent ทั้งคู่ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเจรจาที่ล้มเหลวในสุดสัปดาห์ทำลายความหวังในข้อตกลงอย่างรวดเร็วเพื่อยุติสงครามอย่างถาวร

    ปฏิกิริยาจากอิหร่านและนานาชาติ

    กองบัญชาการทหารอิหร่านออกแถลงการณ์ประณามการปิดล้อมที่กำลังจะเกิดขึ้นว่าเป็นการกระทำโจรสลัดอาชญากรรม และเตือนว่า “หากความมั่นคงของท่าเรืออิหร่านในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับถูกคุกคาม ไม่มีท่าเรือใดในอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับจะปลอดภัย”

    จีนซึ่งเป็นคู่แข่งมหาอำนาจของวอชิงตันและเป็นผู้นำเข้าน้ำมันอิหร่านรายใหญ่วิพากษ์วิจารณ์แผนดังกล่าว โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กั๋วเจียคุน กล่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ

    ท่าทีของพันธมิตรนาโต้

    ในหมู่พันธมิตรนาโต้ของวอชิงตัน รัฐมนตรีกลาโหมสเปน มาร์การิตา โรเบลส กล่าวว่าการปิดล้อมทางเรือที่วางแผนไว้ “ไม่สมเหตุสมผล” ส่วนนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวในการสัมภาษณ์วิทยุบีบีซีว่าอังกฤษจะไม่เข้าร่วมการปิดล้อมของสหรัฐ

    In Tehran, a vendor pushes his cart past a giant billboard reading 'The Strait of Hormuz remains closed'

    In Tehran, a vendor pushes his cart past a giant billboard reading ‘The Strait of Hormuz remains closed’

    Trump told reporters he 'doesn't care' if Iran came back to talks after negotiations in Pakistan failed to reach a deal

    Trump told reporters he ‘doesn’t care’ if Iran came back to talks after negotiations in Pakistan failed to reach a deal

    People mourn victims killed earlier this week by Israeli airstrikes in Abbasiyeh on April 10, 2026

    People mourn victims killed earlier this week by Israeli airstrikes in Abbasiyeh on April 10, 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/us-announces-iranian-ports-blockade-after-failed-pakistan-talks&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D882kdjO3ZTRgxboYmHWO

  • หนึ่งในผู้ได้ประโยชน์จากสงคราม! น้ำมันสหรัฐ มากกว่า ซาอุฯ-รัสเซีย

    หนึ่งในผู้ได้ประโยชน์จากสงคราม! น้ำมันสหรัฐ มากกว่า ซาอุฯ-รัสเซีย

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาประเทศ นโยบายเศรษฐกิจมหภาค การเงิน และตลาดทุน (FETCO) กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาน้ำมันในสหรัฐผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

     Rory Johnston นักวิเคราะห์ด้านน้ำมัน  ระบุภาพเรือขนส่งน้ำมันที่กำลังเข้าคิวมาที่สหรัฐ จากการที่อิหร่านปิดช่องแคบ Hormuz

    ประธานาธิบดีทืรัมป์  เอามาภาพนี้มาเผยแพร่ในโซเชียลของตนเองและให้สัมภาษณ์อย่างต่อเนื่องว่า สหรัฐมีน้ำมันมากกว่า ซาอุดิอาระเบีย + รัสเซีย เป็นผู้ที่มีน้ำมันเยอะสุดในโลก

    ขณะนี้ทุกประเทศที่กำลังขาดแคลนน้ำมัน ทั้งเอเชีย และยุโรปกำลังมุ่งตรงมาที่ Gulf of America  ดังจะเห็นในภาพด้านล่าง

    สหรัฐพร้อมขายน้ำมันเราเหลือเฟือมาได้เลย

    นอกจากนี้ ทุกคนสามารถซื้อได้จากเวเนซุเอลาเช่นกัน

    สหรัฐได้ส่วนแบ่งกำไรจากการขายน้ำมันดังกล่าว

    ท่านภูมิใจมากในเรื่องนี้ พูดถึงบ่อยครั้งในช่วงหลังๆ

    พอๆ กับการบอกว่าสหรัฐไม่ได้ใช้น้ำมันจาก Hormuz เป็นปัญหาของคนอื่นๆ ที่สหรัฐทำอยู่ คือ ช่วยทุกคน ไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐรอได้เช่นกันเพราะได้ประโยชน์

    นอกจากนี้ ราคาหุ้นสหรัฐก็ปรับตัวดีขึ้นDow Jones กลับมาที่ 47,500-48,500

    ไม่รีบร้อนมีเวลากดดันอิหร่านให้ยุติเรื่องนิวเคลียร์ผ่านการปิดล้อมช่องแคบ Hormuz ที่ต้องใช้เวลากว่าจะส่งผล โดยหวังว่า เศรษฐกิจอิหร่านจะล้มลงสร้างแรงกดดันจากภายในอิหร่านอีกด้าน

    พร้อมสร้างสมดุลใหม่ระหว่างพลเรือนและทหารในอิหร่าน ที่ดูเหมือนจะเห็นไม่ตรงกัน ให้ยอมในที่สุด

    มาดูกันครับว่า จะเป็นไปตามหวังหรือไม่ อิหร่านจะโต้กลับอย่างไร

    จะเกิด ”อุบัติเหตุ“ ที่ทำให้ต้องโจมตีอีกรอบ หรือไม่  และการเผชิญหน้า จะลุกลามไปถึงตุรกี จีน ด้วยไหม !!!

    มาติดตามกันครับ

    ขอบคุณภาพจาก Rory Johnston โดยเขาอธิบายว่า สีน้ำเงินคือเรือบรรทุกน้ำมันแบบ “สกปรก” (เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันเตา ฯลฯ)

    สีขาวคือเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันแบบ “สะอาด” (เช่น เบนซิน ดีเซล ฯลฯ) และสีส้มคือเรือบรรทุกก๊าซ (เช่น LNG, LPG ฯลฯ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/141428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02lIQ3vetaPsGJKZpvBSkk

  • นายกฯเยอรมนีฟาดเละ ไม่แปลกใจเจรจาสันติภาพล่ม ชี้เศรษฐกิจโลกพังต่ออีกนาน

    นายกฯเยอรมนีฟาดเละ ไม่แปลกใจเจรจาสันติภาพล่ม ชี้เศรษฐกิจโลกพังต่ออีกนาน

    นายกฯเยอรมนีฟาดเละ ไม่แปลกใจเจรจาสันติภาพล่ม ชี้เศรษฐกิจโลกพังต่ออีกนาน

    วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.18 น.

    13 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า เขามีความคาดหวังต่ำต่อการเจรจาที่จัดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

    นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า  ผมไม่แปลกใจกับการตัดสินใจยุติการเจรจาในอิสลามาบัด ตั้งแต่แรกเริ่ม ผมก็ไม่รู้สึกว่า (การเจรจา) นั้นเตรียมการมาดีเป็นพิเศษ อีกทั้งเขายังกล่าวเป็นนัยว่า การแก้ปัญหาทางการทูตจะไม่ใช่กระบวนการที่รวดเร็ว และระบุว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง นี่จะเป็นกระบวนการระยะยาว และเราจะยังคงรู้สึกถึงผลกระทบของสงครามนี้ไปอีกนาน แม้หลังจากที่สงครามสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฟรีดริช แมร์ซ แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการเจรจา โดยกล่าวว่าเขารู้สึกว่าสันติภาพยังคงอยู่ห่างไกลออกไป 

    โฆษกของนายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้สื่อข่าวในวันนี้ว่า ทางออกทางการทูตเป็นหนทางเดียวที่จะยุติสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และเยอรมนีมี ผลประโยชน์พื้นฐานในความสำเร็จทางการทูต

    โฆษกยังได้กล่าวถึงคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซโดยกองทัพสหรัฐฯ ด้วย เขาเปรียบเทียบคำพูดของทรัมป์กับ การเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มแรงกดดัน โดยอ้างถึงแถลงการณ์จากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ที่ระบุว่าการปิดล้อมจะมุ่งเป้าไปที่ท่าเรือของอิหร่านไม่ใช่ช่องแคบฮอร์มุซ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/958538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MJsEYdKpG5kEhU25PiRCP