Category: เศรษฐกิจ

  • จุดยืนไทย ‘ปิดด่านกัมพูชา’ลากยาว  10 เดือนพิษเศรษฐกิจ กระทบ ‘54 กาสิโน’

    จุดยืนไทย ‘ปิดด่านกัมพูชา’ลากยาว 10 เดือนพิษเศรษฐกิจ กระทบ ‘54 กาสิโน’

    “หน่วยงานความมั่นคงไทย” ประเมิน 1-2 เดือนนับจากนี้ คนกัมพูชาจะประสบภาวะเดือดร้อนหนัก จากสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ภายในประเทศ สาเหตุหลักการปิดด่านชายแดนไทยกัมพูชา ตลอดแนวตั้งแต่ 23 มิ.ย.2568 ปัจจุบันเข้าสู่เดือนที่ 10 แล้ว ซ้ำเติมด้วยภาษีสหรัฐฯ และวิกฤติพลังงาน จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

    กัมพูชา ขึ้นชื่อว่ามีอุตสาหกรรมการพนันมากที่สุดในใลก มีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการกาสิโน กว่า 130 ฉบับ มีที่ตั้งกระจายอยู่ใน 11 จังหวัด จำนวน 54 แห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เส้นเลือดใหญ่ล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศ ซบเซาลงเนื่องจากนักท่องเที่ยว 90% ใช้จุดผ่านแดนข้ามไปกาสิโน และลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทย

    นอกจากนี้ กัมพูชายังถูกกดดันอย่างหนักให้เร่งปราบปรามกวาดล้าง เนื่องจากกาสิโนหลายแหล่งถูกแปรสภาพเป็นแหล่งคอลเซนเตอร์ ค้ามนุษย์ ที่หลอกลวงและสร้างความเสียหายกับคนทั่วโลก

    โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กาสิโน-รีสอร์ทหลายแห่งอยู่ในการควบคุมฝ่ายไทยหลังการปะทะสิ้นสุดลง เช่น กาสิโนทมอดา จ.ตราด โอร์เสม็ด จ.สุรินทร์ กาสิโนช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี

    สะท้อนผ่านท่าทีของ “ฮุน มาเนต” นายกฯกัมพูชา หลังกลับจากเยือนฝรั่งเศส ประกาศใช้กลไกทวิภาคีเจรจาฝ่ายไทย พลิกฟื้นบทบาทคณะกรรมมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) เพื่อความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ แทนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

    ภายใต้ MOU 43 เครื่องมือสำคัญทำให้การจัดทำเขตแดนในห้วง 20 ปีมีความคืบหน้ามากกว่า 50% ซึ่งสามารถตกลงกันได้แล้ว 43 จุด จาก 74 จุด นายกฯฮุน มาเนต มองว่า กลไก JBC เป็นเครื่องมือที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม

    ท่ามกลางกระแสข่าวมีการเจรจาทางลับในระดับพื้นที่ เพื่อขอให้ฝ่ายไทยผ่อนปรนเปิดด่านชายแดน จันทบุรีตราด ที่อยู่ในความรับผิดขอบของกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด( กปช.จต.)กองทัพเรือ เพื่อขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์จากไทยไปยังกัมพูชา

    แม้ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ จะออกมายืนยันว่า กระแสข่าวไทยเตรียมเปิดด่านชายแดนจันทรบุรี-ตราด เป็นข่าวปลอม แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า การพูดคุยทางลับขอผ่อนปรนเปิดด่านไม่ได้เกิดขึ้นจริง

    “หากทางกัมพูชามีความต้องการความช่วยเหลือ เพราะความเดือดร้อนของประชาชนที่ตกงาน อดอยาก แร้นแค้นในประเทศ ที่เกิดขึ้นเพราะผู้นำตัดสินใจผิดพลาด ก็ขอติดต่อช่องทางการทูตที่มีอยู่ กองทัพเรือไม่มีนโยบายในการเปิดด่าน หรือช่องทางใดๆ และยังคงดำเนินมาตรการควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวด ตามกฎหมายและกรอบความมั่นคงของประเทศ” โฆษก ทร.ระบุ

    อย่างไรก็ตาม ในสภาวะเช่นนี้ ฝ่ายไทยคงไม่กล้าเสี่ยงโดยเฉพาะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติพลังงานที่โยงใยไปถึงค่าครองชีพของคนไทย และเศรษฐกิจ สังคม สั่นคลอนความเชื่อมั่น ไม่ต่างกับฮุน มาเนต ต้องรีบตั้งการ์ดสูง โดยตัดบทเพื่อไม่ให้เรื่องเปิดด่าน ซ้ำเติมวิกฤติศรัทธาการเมือง

    “ยังไม่มีการเปิดด่าน และยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิด การประสานทางการทูตก็ยังไม่มี เหลือเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูต ซึ่งทุกอย่างจะต้องเริ่มเป็นขั้นตอน ก่อนที่จะถึงจุดอื่นใด จะต้องมีการเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยถึงจุดนั้น” นายกฯอนุทิน ระบุ

    อีกประการหนึ่ง แม้ฮุน มาเนต จะมีท่าทีอ่อนลง แต่ฝ่ายไทยก็ยังไม่สามารถไว้วางใจได้ เพราะการบริหารงานประเทศของกัมพูชา มีศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่“ฮุน เซน” บิดานายกฯ แต่เพียงผู้เดียว ส่งผลให้ฝ่ายนโยบาย และฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่ มักสวนทางกัน ความไม่คงเส้นคงวาเกิดขึ้นได้ตลอด

    หลังพบข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ชายแดนจันทบุรี-ตราด กัมพูชา ยังคงมีการเสริมกำลังทั้งทางบก และทางทะเลอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างกับพื้นที่อื่นๆ ของกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 1 

    จึงเป็นที่มาของการลงพื้นที่ ตรวจความพร้อมรบ กปช.จต. ของพล.ร.อ.ไพโรจน์ เพื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เมื่อ 16 เม.ย.

    เพื่อย้ำถึงบทบาทสำคัญ ในฐานะปราการด่านหน้าสุดของประเทศ ที่มีการกิจปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ ทั้งในมิติทางบกและทางทะเล

    โดยให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านองค์บุคบุคล พัฒนาขีดความสามารถและเสริมสร้างขวัญกำลังใจของกำลังพลด้านองค์วัตถุ ตรวจสอบความพร้อมของอาวุธยุทโธปกรณ์ ระบบสนับสนุน และด้านองค์ยุทธวิธี ปรับแผนและการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลง

    สถานการณ์ปัจจุบันฝ่ายตรงข้ามยังคงมีการเสริมกำลังทั้งทางบก และทางทะเลอย่างต่อเนื่อง หน่วยในพื้นที่ต้องยกระดับความพร้อมรบ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพในด้านความมั่นคง จุดยืนกองทัพเรือ จะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่อ่อนข้อในประเด็นด้านความมั่นคง ไม่ย่อมให้มีการกระทำผิดกฎหมายเล็ดลอดผ่านพื้นที่ชายแดนทั้งทางบกและทางทะเล

    “ผมได้สั่งการไม่มีการเปิดด่านเด็ดขาด โดยปฏิบัติการตามที่รัฐบาลได้สั่งการมา เราจะไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามต่อฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะมีผลประโยชน์อะไร จะไม่ยอมให้เกิดการเหตุการณ์แบบนั้นกับกองทัพเรือเด็ดขาด ปิด ก็คือปิด“ ผบ.ทร.ระบุ

    หน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่า ปีนี้ทั้งปี การเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ยังไม่เกิด เพราะต้องพิจารณาหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง และความรู้สึกของคนไทย ที่ไม่เปิดใจยอมรับ

    ยกเว้นกรณีชาวกัมพูชาหนีความเดือดร้อนทะลักข้ามมาฝั่งไทย โดยคาดว่าคงได้เห็นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ก็อาจเป็นภาวะจำยอมทำให้ไทย-กัมพูชา ต้องพูดคุยเพื่อหาทางออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1230126&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tPRlwCH_MSm0N-de4jRy0

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 18 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 18 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 18 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    ราคาน้ำมัน 18 เมษายน 2569 ล่าสุด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 18/4/2569 เวลา 09.00 น. ปรับราคาน้ำมันลดลงทุกชนิด ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันมีราคาดังนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันที่ 18 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. 

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 18 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.90 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.04 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 64.08 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 51.54 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 18 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.90 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 65.30 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 98 อยู่ที่ 56.04 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์”วันนี้ 18 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.33 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 66.34 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 18 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 56.01 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 65.30 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949668/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cQgtrRUbgvU-m87eB-Fpp

  • โปรเจกต์ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ดัน EV ไทย

    โปรเจกต์ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ดัน EV ไทย

    โปรเจกต์ 'รถเก่าแลกรถใหม่' เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ดัน EV ไทย

    โปรเจกต์ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ดัน EV ไทย

    ความเคลื่อนไหวด้านนโยบายเศรษฐกิจและพลังงานของไทยกำลังน่าจับตามอง หลังมีรายงานจากแหล่งข่าวในกระทรวงการคลัง เผยความคืบหน้า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ

    เบื้องต้น โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนให้ประชาชนนำ รถยนต์เก่าเครื่องยนต์น้ำมัน มาแลกซื้อ รถยนต์ใหม่ ที่เป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ไฮบริด โดยในระยะแรกจะกำหนดโควตาไว้ที่ประมาณ 10,000–20,000 คัน ภายใต้รูปแบบ “มาก่อนได้ก่อน” (First-come, First-served) สะท้อนความต้องการควบคุมงบประมาณ และทดสอบระบบรองรับการกำจัดซากรถเก่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง

    โปรเจกต์ 'รถเก่าแลกรถใหม่' เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ดัน EV ไทย

    มุมเศรษฐกิจ

    โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด และระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ระยะเวลาโครงการ(เบื้องต้น) กำหนดไว้ไม่เกิน 5 ปี

    • บุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อยากปรับตัวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น จัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (Electic Vehicle : EV)
    • วงเงินสินเชื่อต่อราย : วงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อรายต่อสถาบันการเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท
    • อัตราดอกเบี้ย : ธนาคารอมสิน ให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) ในอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ภายในระยะเวลาโครงการ
    • สำหรับการให้สินเชื่อกับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าโครงการ กำหนดให้สถาบันการเงินและ Non-Banks คิดอัตรา ดอกเบี้ยไม่เกิน 10% ต่อปี (Effective Rate) ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น เงินดาวน์ ระยะเวลาการผ่อนชำระ หลัก ประกัน เป็นต้น
    • ระยะเวลายื่นขอสินเชื่อ : ผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าวงเงินสินเชื่อ รวมในโครงการจะหมด
    • สำหรับวงเงินโครงการ อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท (ภายใต้วงเงินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB 

    ผู้สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าวงเงินรวมของโครงการ 5,000 ล้านบาทจะหมดลง ซึ่งโครงการนี้อยู่ภายใต้กรอบสินเชื่อ Soft Loan “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท

    โปรเจกต์ 'รถเก่าแลกรถใหม่' เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ดัน EV ไทย

    นักวิเคราะห์มองว่า โครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ไม่เพียงเป็นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของไทยในการเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาน้ำมัน และยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่มาตรฐานสากล

    สรุปข่าวคมชัดลึก

    โครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” เตรียมเปิดทางประชาชนเปลี่ยนรถน้ำมันเป็น EV/ไฮบริด โควตาเริ่มต้น 10,000–20,000 คัน ใช้ระบบมาก่อนได้ก่อน พร้อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท หวังเร่งเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาดไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/616011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ubjz3t-5yrnQvIKsm6YAr

  • IMF ชี้ ‘เจตจำนงทางการเมือง’ กำหนดชะตาเศรษฐกิจไทย รัฐบาลต้องพาประชาชนไปด้วยกัน

    IMF ชี้ ‘เจตจำนงทางการเมือง’ กำหนดชะตาเศรษฐกิจไทย รัฐบาลต้องพาประชาชนไปด้วยกัน

    ท่ามกลางแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางที่กำลังกดดันราคาพลังงานโลกและฉุดแนวโน้มเศรษฐกิจหลายประเทศ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณชัดว่าอนาคตของเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น หากแต่อยู่ที่ ‘เจตจำนงทางการเมือง’ ในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2026 ลงเหลือ 1.5% จากเดิม 1.6% โดยประเมินว่าแรงกดดันจากราคาน้ำมันและก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้นจะกระทบทั้งต้นทุนภาคธุรกิจและกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก -0.1% ในปี 2025 มาอยู่ที่ 0.9% ในปีนี้ แม้ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

    นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ CEO ของ THE STANDARD สัมภาษณ์พิเศษกับ Peter Breuer Mission Chief for Thailand ของ IMF ในงานประชุมสภาผู้ว่าการ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 ระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

    ปีเตอร์อธิบายว่า ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ทำให้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยประมาณการล่าสุดตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ความขัดแย้งจะไม่ยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและยาวนานกว่าคาด เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญความเสี่ยงในฉากทัศน์ที่เลวร้ายกว่า ซึ่งจะนำไปสู่การปรับลดประมาณการอีกครั้ง

    ความแตกต่างของตัวเลขเงินเฟ้อระหว่าง IMF ที่ประเมินไว้ 0.9% กับธนาคารแห่งประเทศไทยที่มองใกล้ 3% สะท้อน “สมมติฐานที่ต่างกัน” โดย IMF ใช้ข้อมูลที่ล็อกไว้ตั้งแต่ช่วงต้นของความขัดแย้ง ขณะที่หน่วยงานในประเทศใช้ข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนราคาพลังงานที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วมากขึ้น

    ในด้านนโยบาย IMF แนะนำว่า ไทยควรเดินหน้าปรับราคาพลังงานในประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดภาระการอุดหนุนและรักษา ‘พื้นที่ทางการคลัง’ (Fiscal space) พร้อมเน้นย้ำว่าการช่วยเหลือควรเป็นแบบเจาะจงกลุ่มเปราะบางมากกว่าการอุดหนุนแบบครอบคลุมทั้งระบบ ซึ่งมีต้นทุนสูงและยากต่อการดำเนินต่อเนื่อง

    ด้านนโยบายการเงิน IMF มองว่า ภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ธนาคารกลางสามารถคงท่าทีผ่อนคลายได้ในระยะนี้ แต่ควรระมัดระวังในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม (ดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยปัจจุบันคือ 1%) เพื่อเก็บเครื่องมือไว้รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต โดยเฉพาะหากเกิดช็อกใหม่จากภายนอก

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัจจัยระยะสั้น IMF ชี้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง และคุณภาพสินทรัพย์ที่เริ่มอ่อนแอลง กำลังบั่นทอนศักยภาพการเติบโต และลดประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ

    ในระยะยาว IMF มองว่า ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญ ทั้งฐานอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว ภาคการท่องเที่ยวระดับโลก และทรัพยากรมนุษย์ แต่จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเพื่อยกระดับผลิตภาพของแรงงาน ขยับไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพิ่มความซับซ้อนของการส่งออก และใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขัน นอกจากนี้ การกระจายแหล่งพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเปราะบางจากช็อกภายนอกในอนาคต

    ท่ามกลางคำถามที่ว่าไทยกำลังกลายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ หรือไม่ IMF มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ยังมีศักยภาพในการฟื้นตัว หากสามารถดำเนินนโยบายที่เหมาะสมและต่อเนื่อง

    “สิ่งที่สร้างความแตกต่างจริงๆ คือเจตจำนงทางการเมือง” เจ้าหน้าที่ IMF ระบุ พร้อมชี้ว่า การปฏิรูปที่ยากในระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเศรษฐกิจ การยกระดับทักษะแรงงาน หรือการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและสังคม

    บทเรียนจากหลายประเทศชี้ว่า การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลสามารถ “พาประชาชนไปด้วยกัน” และสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ระยะยาว แม้ต้องแลกกับความยากลำบากในช่วงเปลี่ยนผ่าน

    ในมุมนี้ วิกฤตพลังงานครั้งใหม่จึงไม่ใช่เพียงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทดสอบว่าประเทศไทยมีความพร้อมเพียงใดในการตัดสินใจเชิงนโยบายครั้งสำคัญ ระหว่างการประคองสถานการณ์ระยะสั้น กับการปฏิรูปเพื่ออนาคตในระยะยาว

    ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings ของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกมองว่าเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ABOUT THE AUTHOR

    นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

    บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว THE STANDARD วิทยากรด้านสื่อและการทำคอนเทนต์ออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-warns-thailand-economy-political-will/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M-3qpL3cYk0jh90RCw-Ae

  • ‘เอกนิติ‘ พบธนาคารโลก ดันไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF-WB

    ‘เอกนิติ‘ พบธนาคารโลก ดันไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF-WB

    'เอกนิติ‘ พบธนาคารโลก ดันไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF-WB

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าหารือทวิภาคีกับนายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ในช่วงการประชุม Spring Meetings ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นที่มีนัยยะสำคัญต่อทิศทางความร่วมมือระหว่างไทยและธนาคารโลกในระยะต่อไป

    ทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและธนาคารโลก โดยมีหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ Low Carbon City Project ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปการใช้พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว 

    นอกจากนั้น ยังหารือถึงการเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล (digital financial inclusion) ทั้งนี้ ธนาคารโลกกล่าวชื่นชมประเทศที่มีรูปธรรมในการนำ digital finance และ AI เข้ามายกระดับทักษะ คุณภาพชีวิตและผลิตภาพให้ประชาชน

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอโมเดลการพัฒนาของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่สายตาโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tp2UYAfwn0ncOPEVoFLlL

  • ‘เอกนิติ’ หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง

    ‘เอกนิติ’ หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเสวนาเศรษฐกิจโลก “The Debate on the Global Economy” พร้อมกับ (1) Dr. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2) นาย Mohammed Al-Jadaan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย (3) นาย François Villeroy ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส (4) Dr. Eswar Prasad ศาสตราจารย์อาวุโสด้านนโยบายการค้าและเศรษฐศาสตร์ Cornell University และ (5) นาง Martina Cheung ประธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคณะกรรมการบริษัท S&P Global   ซึ่งเป็นเวทีหลัก (flagship) ในการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569

    ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Energy Importer) เช่นเดียวกันกับอีกหลาย ๆ ประเทศ จึงได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างมากทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอุปสงค์อ่อนแอและเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ได้ในที่สุด

    'เอกนิติ' หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง 'เอกนิติ' หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง

    รองนายกฯ เอกนิติ ยังกล่าวอีกว่าในโลกยุคใหม่ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” (Economic Security) จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา ในการนี้ ประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยชูจุดแข็งเรื่องความเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Secure Place) ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศ พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังมีแผนเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Energy Transition) 

    ในการบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด (Limited Fiscal Space) ประเทศไทยได้ยึดถือหลักการ 4T ได้แก่ Target, Transition, Transformation และ Together เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้า

    'เอกนิติ' หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง 'เอกนิติ' หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง  

    สุดท้าย ท่านได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพภายนอกของประเทศไทย โดยระบุว่าดุลการชำระเงินของไทยยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก และมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมากกว่า 2.5 เท่า หรือเทียบเท่ากับการนำเข้าถึง 10 เดือน พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และธนาคารโลก เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือและระดมทุนให้แก่ประเทศที่ต้องการการสนับสนุน โดยรากฐานที่มั่นคงจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่ “New Horizons” ซึ่งเป็นธีมหลักของการประชุมประจำปี IMF–World Bank ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อไป 

    รับชมการเสวนาฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ)​ได้ที่


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G6OcihQ49lO7a7qf4YDIy

  • ไตรมาสแรก ปี2026 เศรษฐกิจจีน โต 5.0% คาด ในช่วงที่เหลือของปีโตชะลอลง

    ไตรมาสแรก ปี2026 เศรษฐกิจจีน โต 5.0% คาด ในช่วงที่เหลือของปีโตชะลอลง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ ในไตรมาสแรกของปี 2026 เศรษฐกิจจีนขยายตัวอยู่ที่ 5.0% เร่งตัวขึ้นจาก 4.5% ในไตรมาส 4 ของปี 2025 โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากภาคการผลิต และภาคการส่งออกโดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

    1.ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial output) ขยายตัวอยู่ที่ 6.1% ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ของจีนเติบโตดี เช่น แบตลิเธียมไอออน (+40.8%) และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (+33.2%)

    2.การส่งออกไตรมาสแรกของปี 2026 ยังขยายตัวดีอยู่ที่ 14.7% แต่การเติบโตของการส่งออกเริ่มมีแนวโน้มลดลง หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยในเดือนมี.ค.2026 การส่งออกโตชะลอลงอยู่ที่ 2.5% จาก 21.8% ในม.ค.-ก.พ. 2026 (ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง)

    -ขณะที่การใช้จ่าย และการลงทุนในประเทศยังเติบโตในระดับต่ำ ยอดค้าปลีกขยายตัวอยู่ที่ 2.4% หลังวงเงินในโครงการของเก่าแลกของใหม่ลดลง รวมถึงการปรับเกณฑ์ยกเว้นภาษีในรถไฟฟ้า สะท้อนจากยอดขายสินค้าในบ้าน และยอดขายรถยนต์ที่หดตัวลง ขณะที่การลงทุนในประเทศพลิกกลับมาเติบโตดีขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 1.7% โดยยังได้รับปัจจัยกดดันจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (-11.2%)
    -สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคาดส่งผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจจีนจำกัด โดยจีนมีการควบคุมการส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค ซึ่งกลไกการปรับราคาน้ำมันของจีนจะมีการกำหนด Ceiling และ Floor หากระดับราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเหนือระดับ Ceiling ราคาน้ำมันขายปลีกจะไม่ถูกปรับขึ้นเกินระดับนี้ หรือในกรณีที่ราคาน้ำมันผันผวนเร่งตัวขึ้นสูง ภาครัฐจะเข้ามาจัดการควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งเร็วเกินไป โดยตั้งแต่ต้นปี 2026 ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นมากว่า 100% แต่ราคาน้ำมันดีเซลในเมืองปักกิ่งปรับขึ้นราว 30%
    -ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากไตรมาสแรกของปี 2026 โดยคาดว่าจะได้รับปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่

    แม้ว่าจีนจะมีปริมาณน้ำมันสำรองในระดับสูง มีแหล่งนำเข้า และช่องทางการนำเข้าพลังงานที่หลากหลาย รวมถึงโครงสร้างพลังงาน (Energy mix) มีน้ำมันเพียงเกือบ 1 ใน 4 แต่ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่น ๆ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในภาคการผลิตให้ปรับสูงขึ้นกดดันกำไรในภาคการผลิตในจีน โดยจะส่งผลกระทบต่อการลงทุน และการจ้างงานในระยะต่อไป

    การส่งออกจีนมีแนวโน้มโตชะลอลง ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าที่สำคัญของจีนชะลอลง รวมถึงความไม่แน่นอนจากการเก็บภาษีรายสินค้าของทางสหรัฐฯ ทางการจีนพยายามเน้นการเติบโตจากภายในเป็นสำคัญ แต่อุปสงค์ในประเทศจะยังไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวของการส่งออกได้โดย

    -ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าปี 2026 เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อนอยู่ที่ 4.5% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายทางการปี 2026 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตอยู่ที่ 4.5-5.0% โดยเศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกทั้งเรื่องสงครามการค้า และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวจำกัด โดยเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการคลังใกล้เคียงกับปีก่อน และโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางจีนคาดมีลดลง หลังเงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/273444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E8YqDB8vXn2cYjUa9tbJB

  • จาก วิกฤตน้ำมัน สู่ ‘สงครามน้ำ’ ทำไม สุเอซ สไตล์ ทรัมป์ อาจกลืนเศรษฐกิจโลก

    จาก วิกฤตน้ำมัน สู่ ‘สงครามน้ำ’ ทำไม สุเอซ สไตล์ ทรัมป์ อาจกลืนเศรษฐกิจโลก

    ราห์มา เชลลานีย์ ศาสตราจารย์ด้านยุทธศาสตร์ ศึกษาประจำศูนย์วิจัยนโยบายอิสระในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย นักภูมิรัฐศาสตร์ นักเขียนระดับโลก และเป็นนักวิจัยประจำสถาบันโรเบิร์ต บอช ในกรุงเบอร์ลิน ผู้เขียนหนังสือ 9 เล่ม รวมถึง ‘Water: Asia’s New Battleground’ หรือ ‘น้ำ : สมรภูมิใหม่ของเอเชีย’ ซึ่งได้รับรางวัลเบอร์นาร์ด ชวาร์ตซ์ วิเคราะห์ว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน จะกินเวลาเพียง 40 วัน แต่ผลกระทบของมันจะ ‘ยืดเยื้อไปอีกหลายปี’

    ข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 8 เมษายน ทิ้งร่องรอย ‘สงคราม’ ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ

    นับตั้งแต่วิกฤตการณ์น้ำมันในทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ไม่เคยมีความขัดแย้งใดที่ส่งแรงกระแทกต่อการจัดหาพลังงาน ขัดขวางเส้นทางการค้า กดดันระบบอาหาร และทำให้ภาวะการเงินโลกตึงตัวในคราวเดียวกันได้ถึงระดับนี้

    ความต่างของสงครามครั้งนี้ ไม่ใช่ขนาด หากแต่อยู่ที่ ‘ขอบเขต’ ที่กระทบ ‘เสาหลัก’ หลายด้านของเศรษฐกิจโลกในคราวเดียว และในรูปแบบเหล่านี้ก็ไม่อาจแก้ไขได้ในเร็ววัน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหวนคืนสู่อำนาจพร้อมคำมั่นจะยุติ ‘สงครามโง่ๆ’ กลับถูกมองว่าสร้างความขัดแย้งที่บั่นทอนตนเองในเชิงยุทธศาสตร์อย่างรุนแรง แม้กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลจะสามารถลดทอน ศักยภาพทางทหารของอิหร่านได้

    แต่สงครามครั้งนี้กลับเผยความจริงอันโหดร้ายว่า ความเหนือกว่าทางกำลังไม่อาจบังคับให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการได้ เมื่อเผชิญกับคู่ขัดแย้งที่สามารถขยายสนามรบและสร้างความเสียหายเชิงระบบนอกพรมแดน ผลลัพธ์จึงกลายเป็น ‘อำนาจที่ไร้คำตอบ’

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ถอดบทเรียนวิกฤตคลองสุเอซ 1956

    เชลลานีย์ ถอดบทเรียนสถานการณ์ครั้งนี้ ชวนให้เปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์คลองสุเอซ ปี 1956 (Suez Crisis) ที่เปิดโปงข้อจำกัดของอำนาจอังกฤษ เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่แสดงให้เห็นถึงการเสื่อมอำนาจของจักรวรรดิบริเตน (อังกฤษ) ในฐานะมหาอำนาจโลก และการก้าวขึ้นมาของสองมหาอำนาจใหม่คือ สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต ในช่วงยุคสงครามเย็น

    นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า วันนี้ทรัมป์กำลังสร้าง ‘วิกฤตสุเอซ’ ในแบบฉบับของสหรัฐฯ เองหรือไม่

    เพราะหากย้อนจุดเริ่มต้น ความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในฐานะปฏิบัติการทางทหาร ได้ลุกลามอย่างรวดเร็วนำไปสู่การหยุดชะงัก ของอุปทานพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหาย เส้นทางขนส่งถูกตัดขาด และที่สำคัญช่องแคบฮอร์มุซแทบเป็นอัมพาต

    ต่างจากวิกฤตในอดีต ครั้งนี้ ‘แทบไม่มีทางเลือกทดแทน’ การผลิตน้ำมันและก๊าซหดตัวลงอย่างมาก

    ขณะที่เบี้ยประกันภัยการขนส่งในอ่าวเปอร์เซียพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่า และแม้หลังการหยุดยิง ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างก็ยังฝังตัวในตลาดพลังงานโลก เมื่อผู้ลงทุนและผู้ขนส่งเชื่อว่าความไม่มั่นคงในภูมิภาคจะไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป

    โดยสรุป ทรัมป์จึงกลายเป็นผู้นำคนแรกในประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ที่ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานโลกจากปฏิบัติการทางทหารโดยตรง

    ‘ชาติเอเชีย’ เจอแรงกระแทกครั้งใหญ่

    ผลกระทบต่อเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ถือว่ารุนแรง เนื่องจากประเทศเหล่านี้ รวมถึงจีน พึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียอย่างสูง แม้จีนจะเร่งปรับไปใช้ท่อส่งจากรัสเซียและเอเชียกลาง แต่โตเกียว โซล และนิวเดลียังคงเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยไม่มีทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทดแทนเส้นทางเดินเรือหลัก

    ในเมื่อพลังงานเป็นรากฐานของกระบวนการผลิตสมัยใหม่ ผลกระทบจึงลุกลามไปสู่ระบบอาหารโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    “ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญของปุ๋ย ขณะที่น้ำมันจำเป็นต่อการชลประทาน การขนส่ง และเครื่องจักร เมื่อระบบพลังงานสั่นคลอน ระบบอาหารก็สั่นสะเทือนตามไปด้วย”

    อ่าวเปอร์เซียในฐานะแหล่งผลิตปุ๋ยสำคัญ เช่น ปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนีย กำลังเผชิญการหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาปรับสูงขึ้น ในช่วงที่ซีกโลกเหนือกำลังเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกปี 2026 การลดการใช้ปุ๋ยจึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะกระทบต่อผลผลิตในระยะถัดไป

    สะเทือนความมั่นคงอาหารโลก

    เชลลานีย์ วิเคราะห์ อีกว่า แรงกระแทก ‘ล้มเป็นโดมิโน’ ตั้งแต่ภาวะช็อกด้านปัจจัยการผลิต นำไปสู่การขาดแคลนผลผลิต

    ท้ายที่สุดคือวิกฤตการบริโภคที่สะท้อนผ่านราคาอาหารที่พุ่งสูง ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่า ราคาธัญพืช น้ำมันพืช และเนื้อสัตว์จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะข้าวโพด ซึ่งเป็นหัวใจของระบบอาหารสัตว์ทั่วโลก อาจนำไปสู่ ‘ภาวะช็อกด้านโปรตีน’

    ขณะเดียวกัน นโยบายของรัฐบาลหลายประเทศกลับยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น เชื้อเพลิงชีวภาพจึงเป็นทางเลือกมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกจากอาหารไปสู่พลังงาน ก่อให้เกิดวงจรย้อนกลับที่ผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้นตาม

    จากวิกฤตพลังงานสู่ ‘โรงงานผลิตน้ำจืด’

    สงครามครั้งนี้ ยังเปิดโปงจุดอ่อน ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือการพึ่งพาโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลในอ่าวเปอร์เซีย

    ภาพประกอบลูกโลกกับกราฟแสดงผลกระทบวิกฤตน้ำมันและสงครามน้ำต่อเศรษฐกิจโลก 1

    หลังการโจมตีโรงงานบน “เกาะเกชม์” (Qeshm) และการตอบโต้ต่อโรงงานในบาห์เรน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้จุดชนวนวิกฤตน้ำควบคู่พลังงาน

    เชลลานีย์ มองว่า ยิ่งโรงงานเหล่านี้ใช้พลังงานสูง ยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการถูกทำลาย ทำให้รัฐต้องเบี่ยงทรัพยากรจำนวนมหาศาล เพื่อรักษาความมั่นคงด้านน้ำ

    แน่นอนว่า ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่ขาดแคลนน้ำจืดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ‘น้ำ’ จึงกลายเป็น ‘อาวุธสงคราม’ ไปในที่สุด

    แม้วิกฤตจะมีลักษณะเป็นสากล แต่ผลกระทบกลับกระจายไม่เท่ากัน โดยจะเห็นว่า ประเทศพัฒนาแล้วเผชิญแรงกดดันผ่านเงินเฟ้อและความตึงเครียดในภาคอุตสาหกรรม แม้ครัวเรือนแบกรับต้นทุนสูงขึ้นและธนาคารกลางชะลอการลดดอกเบี้ย แต่ยังพอมีเงินสำรองรองรับ

    ตรงกันข้าม ประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้เผชิญแรงกระแทก โดยตรงจากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ค่าเงินอ่อน และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้สกุลดอลลาร์ เงินทุนไหลออกสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ยิ่งทำให้สภาพคล่องตึงตัว เกิดวงจรเลวร้ายของต้นทุนสูง ค่าเงินอ่อน และพื้นที่การคลังที่แคบลง ซึ่งในบางกรณีอาจถึงขั้นคุกคามเสถียรภาพ นโยบายการเงินและการคลังของรัฐบาล

    นอกจากนี้ สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย ขึ้นจากการหดตัวของเงินโอนจากแรงงานในอ่าวเปอร์เซีย ครัวเรือนจำนวนมากสูญเสียรายได้ ขณะที่รัฐบาลสูญเสียเงินตราต่างประเทศ กระทบต่อความสามารถในการพยุงเศรษฐกิจ

    ในระดับโลก ความอันตรายของช่วงเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่วิกฤตใดวิกฤตหนึ่ง แต่เป็น ‘การบรรจบกันของหลายวิกฤต’ ระบบพลังงานแตกแยก ระบบอาหารตึงตัว กระแสเงินทุนผันผวน และเส้นทางการค้ากลายเป็นต้นทุนสูงและไม่แน่นอน

    ช่องแคบฮอร์มุซจากเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก กำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่นับวันยิ่งแข่งขันเข้มข้น

    ยุคของพลังงานราคาถูก การขนส่งปลอดภัย และโลกาภิวัตน์ที่ราบรื่น กำลังเคลื่อนสู่ระบบโลกอันแตกแยก ที่มีการเมืองแทรกแซง และผันผวนมากขึ้น แม้การหยุดยิงยังอยู่ แต่การกลับสู่ภาวะเดิมในระยะสั้น ‘แทบเป็นไปไม่ได้’

    โครงสร้างพื้นฐานพลังงานต้องฟื้นฟูไปอีกหลายปี

    ที่น่าห่วงคือระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่เสียหายต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปี ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อเส้นทางขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนด้านราคา ประกันภัย และยุทธศาสตร์จึงถูก ‘ล็อก’ อยู่ในระบบ

    ความย้อนแย้งจึงปรากฏชัด สงครามที่มุ่งยืนยันอำนาจของสหรัฐฯ กลับสร้างบาดแผลโลกที่อาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี

    แม้ผู้นำอย่างทรัมป์จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม

    อีกทั้ง แนวโน้มข้างหน้าชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะยังถูกจำกัด ตลาดพลังงานยังคงตึงตัว ระบบอาหารจะเผชิญผลกระทบล่าช้า และความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ จะค่อยๆ เสื่อมถอย

    เชลลานีย์ สรุปว่า ท้ายที่สุด มรดกตกทอดที่แท้จริงของสงครามครั้งนี้ ไม่ได้กระทบเพียงช่วงเวลา 40 วัน หากแต่เป็น ‘วิกฤตเชิงระบบโลก’ และต้นทุนที่โลกต้องจ่ายนั้น นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ซึ่งจะกระทบไปอีกนานหลายปี

    ภาพ: Steve Travelguide, Uwe Seidner 

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suez-trump-water-war-global-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GQTYFOPwcibDI1ljPXLfx

  • ปลดล็อกไฟฟ้าไทย! โอกาสเศรษฐกิจที่รัฐยิ่งช้า…ยิ่งเสีย

    ปลดล็อกไฟฟ้าไทย! โอกาสเศรษฐกิจที่รัฐยิ่งช้า…ยิ่งเสีย

    ปลดล็อกไฟฟ้าไทย! โอกาสเศรษฐกิจที่รัฐยิ่งช้า…ยิ่งเสีย

    นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวระบุว่า เปิดเสรีไฟฟ้าต้องเร็ว โอกาสใหญ่รอไทยอยู่ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่พลังงานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สงครามที่ยืดเยื้อทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผันผวนหนัก 

    สำหรับประเทศไทย นี่คือความเสี่ยงโดยตรง เพราะเรายังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนำเข้าในสัดส่วนสูงมาก ทั้งน้ำมันและก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้า

    ยิ่งโลกไม่แน่นอนมากขึ้น ต้นทุนพลังงานของไทยก็ยิ่งเปราะบางมากขึ้น ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้ง เราต้องจ่ายแพงขึ้น ทั้ง ค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพ 

    นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ควรฝากอนาคตไว้กับพลังงานฟอสซิลเหมือนเดิมอีกแล้ว

    เรามีทางออกและโอกาสที่ดีกว่ารอเราอยู่

    ไทยมีศักยภาพสูงมากเรื่องพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เรามีแดด มีพื้นที่ มีภาคเกษตร มีภาคธุรกิจ และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นอีกมากจากอุตสาหกรรมใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์ และเศรษฐกิจดิจิทัล

    หากวางนโยบายให้ถูกทิศ ไทยสามารถกลายเป็นศูนย์กลางพลังงานหมุนเวียนของภูมิภาคได้ 

    สิ่งที่ผมสนับสนุนและเห็นด้วยอย่างยิ่ง คือ การเปิดเสรีการค้าขายไฟฟ้า เพราะนี่คือหัวใจของการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง 

    เมื่อ ประชาชน ธุรกิจ และ ชุมชน สามารถผลิตไฟฟ้าและขายไฟให้กันได้โดยตรง ผ่านระบบที่เป็นธรรมและโปร่งใส พลังงานจะไม่ใช่เรื่องของผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่รายอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของคนจำนวนมาก

    เมื่อตลาดเปิดโซลาร์รูฟท็อป ฟาร์มพลังงานชุมชน และระบบกักเก็บพลังงาน จะโตเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอรัฐ เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายไฟ โรงงานและดาต้าเซ็นเตอร์จะเข้าถึง Green Energy ได้จริง และระบบพลังงานของประเทศจะเปราะบางน้อยลง

    ที่สำคัญยังช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวจริงๆ เพราะวันนี้การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์อีกแล้ว แต่อยู่ที่ว่าใครมีพลังงานสะอาดเพียงพอและเข้าถึงได้

    สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำไม่ใช่เรื่องซับซ้อน : ลงทุน Smart Grid, ปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าสมัย และเปิดตลาดไฟฟ้าอย่างจริงจัง 

    ทุกเดือนที่ล่าช้าคือต้นทุนสองทาง : จ่ายแพงกับพลังงานแบบเดิม และปล่อยโอกาสแบบใหม่ให้ไหลออกไปหาประเทศเพื่อนบ้าน

    โอกาสใหญ่รอไทยอยู่ แต่ไม่มีโอกาสใด รอเราอยู่ตลอดไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741075&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06IzpIDHP_Nezuy5VflWza

  • ‘นโยบาย4T’ วัดฝีมือรัฐบาลเดิมพันศก.ไทย บทพิสูจน์เครื่องยนต์ใหม่กับภารกิจ ‘ลงทุน-ปฏิรูป’ รับโลกรีเซต

    ‘นโยบาย4T’ วัดฝีมือรัฐบาลเดิมพันศก.ไทย บทพิสูจน์เครื่องยนต์ใหม่กับภารกิจ ‘ลงทุน-ปฏิรูป’ รับโลกรีเซต

    ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงสะท้อนภาวะ ‘เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ’ อย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนผู้ป่วยที่ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ แม้จะมีสัญญาณบวกเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านผลิตภาพ แรงงาน และขีดความสามารถในการแข่งขัน ยังคงเป็น ข้อจำกัด สำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างแรงส่งใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ในช่วงปลายปี 2568 เศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนของมาตรการภาครัฐ ทั้งการใช้จ่ายภาครัฐและมาตรการสนับสนุนภาคการบริโภคและการลงทุน ส่งผลให้หลายภาคส่วนเริ่มกลับมาขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่จาก วิกฤตพลังงาน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่เพียงเพิ่มต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค

    ภายใต้สถานการณ์นี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับทิศทางนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ โดยหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานเป็นลำดับแรก ส่งผลให้ทรัพยากรทางการคลังและเครื่องมือเชิงนโยบายจำนวนมากถูกระดมมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงที่โมเมนตัมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะชะลอลงก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ได้สะท้อนวิสัยทัศน์สำคัญในการ ‘พลิกวิกฤตเป็นโอกาส’ โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เพียงเป็นแรงกดดันระยะสั้น แต่ยังเป็นจังหวะในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในเชิงลึก ทั้งการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวทางดังกล่าวสะท้อนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวที่มุ่งเน้นความมั่นคง ยั่งยืน และลดความเปราะบางเชิงโครงสร้างของประเทศในอนาคต

    เอกนิติ ชี้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้เป็นวิกฤตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นหมายความว่า ในระยะถัดไปเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง และเป็นที่มาของภาวะ stagflation ที่อาจจะเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก จึงนับได้ว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะเป็นการ ‘เปลี่ยนโลก’ ดังนั้นเมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไปไทยจึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อก้าวไปสู่โลกใหม่ ซึ่งโลกยุคใหม่จะเข้าสู่ยุคที่ ความต้องการความมั่นคงสูง (security first) นักลงทุนจะเลือกลงทุนในฐานการลงทุนที่ไว้วางใจ, ปลอดภัย (safe haven), ยุคของ วิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงเป็นจุดที่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด solar อุตสาหกรรมครัวเรือน การสนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น ethanol และ bio-energy ส่งเสริมการซื้อไฟโดยตรงจากครัวเรือนและธุรกิจ (Direct PPA)

    ยุคของ AI และเทคโนโลยีก้าวกระโดด เป็นยุคที่เทคโนโลยีจะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทย การลงทุนใน digital Data AI รวมถึง supply chain ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะ health & wellness ท่องเที่ยว อาหาร และเกษตร และสุดท้าย ยุคของ ประชากรสูงวัยจะเป็นยุคของโครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ (longevity economy)

    ทั้งหมดนี้คือ ‘ถนนเศรษฐกิจไทยเส้นใหม่’ ที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จะเปลี่ยนไปอย่างถาวร ดังนั้นการสร้างโอกาสรับโลกยุคใหม่เมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไปอย่างถาวรนี้ จึงเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล ซึ่ง เอกนิติ พร้อมขับเคลื่อนผ่านนโยบาย 4 หลัก (4T) ที่สำคัญ ได้แก่ 1. Target (มุ่งเป้า) ผ่านการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศและไม่ผลักภาระเกินควรไปให้คนรุ่นหลัง 2. Transition (เปลี่ยนผ่าน) ด้วยการช่วยคนไทย ธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ ด้วยการยกระดับภาครัฐให้ทันสมัย ว่องไว และโปร่งใส ปรับปรุงกฎหมาย กติกาที่ล้าสมัย เชื่อมโยงกันด้วยข้อมูล ลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน

    3. Transform (พลิกโฉม) ด้วยการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง สร้างโอกาสการเติบโตให้ไปถึงคนตัวเล็ก เอสเอ็มอี ชุมชน ผู้สูงอายุ สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้ลูกหลานที่จับต้องได้ของทุกคน ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น digital, bio, green ยกระดับแรงงานไทย ปฏิรูประบบภาษี เน้นความง่าย อำนวยความสะดวก ปฏิรูปสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก เป็นต้น และ 4. Together (รวมพลัง) เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันทั้งประเทศ ภาคเอกชนต้องเป็นผู้นำในการลงทุนนวัตกรรมและการสร้างงานใหม่ ส่วนภาครัฐต้องเป็นผู้สนับสนุน ลดกฎกติกาที่ไม่จำเป็น ขณะที่ภาคประชาชนทุกคนโอกาสนั้นจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนลุกขึ้นมาคว้ามันด้วยตัวเอง

    เอกนิติ กล่าวย้ำว่า ที่ผ่านมาเราฝันอยากเห็นเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนรถยนต์คันใหม่ที่มีเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วขึ้น เราไม่ได้มองแค่การเติบโต 2-3% เท่านั้น แต่การยกระดับการลงทุนใหม่นี้จะเป็นการวางรากฐานของเศรษฐกิจ การยกระดับเครื่องยนต์เพื่อให้รถยนต์เศรษฐกิจของไทยวิ่งได้เร็วและแรงขึ้น เศรษฐกิจไทยจะกลับมามีภาพการเติบโตที่ระดับ 5-6% ได้ในอนาคต

    เราอยากได้เครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ใหม่ที่มีระบบมั่นคง ปลอดภัย รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและวิกฤตต่างๆ ของโลกได้ มีระบบเซ็นเซอร์ที่จะแจ้งเตือนก่อนจะเกิดวิกฤตแต่ละครั้ง และสุดท้ายที่สำคัญคือ รถยนต์เศรษฐกิจคันใหม่นี้จะต้องนั่งได้สบาย เพราะการเติบโตไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขเท่านั้น แต่ยังหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนคนไทยทั้งหมด ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเป็นรถยนต์ที่มีที่นั่งเพียงพอรองรับสำหรับทุกคน นี่คือนโยบายเศรษฐกิจในช่วง 4 ปีของรัฐบาล และนี่คือสิ่งที่หวังว่าในช่วง 4 ปีจากนี้เศรษฐกิจไทยจะไปถึงเป้าหมายนั้น ท่ามกลางถนนที่อาจจะขรุขระ ดังนั้นเวลาคิดนโยบายเราจึงไม่ได้มองแค่ช่วงสั้นๆ ไม่ได้เน้นการทุ่มเงินเพื่อพลิกฟื้นแค่ช่วงสั้นๆ แต่รัฐบาลวางแผนให้เป็นการปูพรมเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างมีศักยภาพในระยะยาว ภายใต้กรอบการทำงาน 4 ปี

    สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ที่จะต้องเร่งสร้างเพื่อพาให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากกับดักเดิมๆ นั้น ประกอบด้วย เครื่องยนต์ตัวที่ 1 ‘การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต’ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยที่ถูกมองว่าโตต่ำกว่าศักยภาพ และเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เหตุผลหนึ่งเพราะไทยไม่ได้ลงทุนมานานมาก โดยก่อนปี 2540 ไทยมีการลงทุนราว 40% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันนี้เหลือสัดส่วนการลงทุนเพียง 23% ของจีดีพี โดยส่วนนี้แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 6% ที่เหลือเป็นการลงทุนจากภาคเอกชนราว 17-18% เท่านั้น แต่หลังจากนี้รัฐบาลตั้งเป้าหมายภายใน 4 ปี จะเร่งขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศให้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของจีดีพี โดยจะพุ่งเป้าหมายไปที่การลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว, เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจท้องถิ่นและ logistic ผ่านการพัฒนาโครงสร้างคมนาคม โลจิสติกส์เพื่อลดค่าขนส่งระยะยาว เชื่อมภูมิภาค กระจายการท่องเที่ยวและเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้ชุมชนในจังหวัดต่างๆ

    เครื่องยนต์ตัวที่ 2 ‘การขับเคลื่อนการลงทุนของภาคเอกชน’ ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ ต่อยอดจุดแข็งของไทยในด้านการแพทย์ สุขภาพ การบริการ อาหาร และการท่องเที่ยว, ปฏิรูปโครงสร้างราชการ ปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคของการลงทุนของภาคเอกชนอย่างจริงจัง ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น และเร่งกระบวนการอนุมัติให้รวดเร็ว ตลอดจนสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น

    และสุดท้ายกับเครื่องยนต์ตัวที่ 3 ‘การลงทุนในคนไทย และการเปลี่ยนทุนมนุษย์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่’ ด้วยการพัฒนาทักษะ ซึ่งรัฐบาลจะสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ยกระดับการศึกษาตลอดชีวิตที่ทำให้คนไทยไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหน มีโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ที่โลกต้องการได้, การทำให้รายได้มั่นคง ผ่านการมีงานที่มีคุณภาพและมีรายได้ที่มั่นคง ดูแลครอบครัวได้, คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ตลอดจนเสริมตาข่ายรองรับทางสังคม ด้วยสวัสดิการที่พร้อมยื่นมือช่วยเหลือแก่คนที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง

    “วันนี้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.7% แต่ที่ผ่านมาเราโตต่ำกว่าศักยภาพมาโดยตลอด แม้จะพยายามผลักดันให้ถึง ยิ่งมาเจอวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ไทย แต่กระทบกันทั้งโลก เป็นความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นหน้าที่ของพวกเราทุกคนคือต้องช่วยกัน หากไม่เร่งแก้ปัญหาในวันนี้ผลกระทบจะค่อยๆ ลุกลาม ถ้าเห็นวิกฤตสงครามแล้ว มักจะตามมาด้วยวิกฤตพลังงาน หากไม่ทำอะไรเลย จะตามมาด้วยวิกฤตราคาสินค้า ตามมาด้วยวิกฤตวัตถุดิบขาดแคลน ตามมาด้วยวิกฤตดีมานต์หดตัว และนั่นคือภาวะ stagflation ภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง ขณะที่เงินเฟ้อสูงขึ้น” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ระบุ

    สิ่งที่รัฐบาลได้พยายามทำอยู่ในขณะนี้คือ การเร่งออกมาตรการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน โดยเน้นการเยียวยาแบบพุ่งเป้า ช่วยเหลือกลุ่มที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ลดการเยียวยาแบบหว่านแห เพราะสิ่งแรกที่ต้องทำในวิกฤตครั้งนี้คือ ‘การหยุดเลือดไหล’ ถ้าไม่หยุดที่ตรงนี้ ตอนนี้ ก็จะลุกลามไปสู่จุดอื่นๆ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจต่างๆ ซึ่งจะสะท้อนผ่านค่าขนส่ง ค่าครองชีพต่างๆ โดยรัฐบาลไม่ต้องการปล่อยปัญหาให้ลุกลามไปเรื่อยๆ เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวิกฤตที่จะมาอย่างต่อเนื่องทีละ step

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน ‘จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ’ สำคัญ หลังจากเผชิญภาวะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาอย่างยาวนาน แม้ช่วงปลายปี 2568 จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากแรงกระตุ้นของภาครัฐ แต่แรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานได้เข้ามาสกัดโมเมนตัมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเชิงมหภาคเริ่มขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะโอกาสเกิดภาวะ stagflation ที่อาจกดดันทั้งการเติบโตและเสถียรภาพด้านราคาไปพร้อมกัน

    ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว รัฐบาลเลือกใช้นโยบายแบบ ประคองและป้องกัน (stabilization-first approach) โดยเร่งอัดมาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเพื่อหยุดการลุกลามของผลกระทบทางเศรษฐกิจ ลดการใช้มาตรการแบบหว่านแหที่สิ้นเปลืองทรัพยากร พร้อมบริหารจัดการวิกฤตพลังงานไม่ให้กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายาม ‘ซื้อเวลา’ เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลังที่ตึงตัวมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน เอกนิติ ได้วางกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยมองว่าวิกฤตครั้งนี้เป็น structural turning point ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างถาวร ทั้งในมิติของพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากร ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อน นโยบาย 4T เพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไปสู่ฐานใหม่ที่มีความยืดหยุ่นและแข่งขันได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเร่งลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และการยกระดับทุนมนุษย์

    ท้ายที่สุด โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยจึงไม่ใช่เพียง ‘การฟื้นตัว’ แต่คือ ‘การยกระดับศักยภาพ (economic upgrading)’ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทั้งด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพแรงงาน จะเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำได้หรือไม่ ในบริบทนี้ การรักษาสมดุลระหว่างนโยบายระยะสั้นและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าเศรษฐกิจไทยจะ แค่รอด หรือ ไปต่ออย่างแข็งแกร่ง ในทศวรรษข้างหน้า.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/981672/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GompaPpX9hTf6znw9WytX