Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง

    เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง

    สงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เครื่องยนต์หลัก “ดับพร้อมกัน” ตั้งแต่ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยว-อสังหาฯ กำลังการผลิตร่วง โรงงานปิดพุ่ง ต้นทุนทะยาน เงินเฟ้อจ่อเร่ง กดจีดีพีไตรมาสแรกเสี่ยงต่ำ 2% ขณะเอกชนหั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.2-1.6% เตือนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะงักงัน

    แรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางเริ่มลุกลามสู่เศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้าง ดันต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบพุ่ง กดภาคผลิต-ส่งออก-กำลังซื้ออ่อนแรงพร้อมกัน สะท้อนผ่านกำลังการผลิตต่ำกว่า 60% และโรงงานปิดตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวฉุดจีดีพีไตรมาสแรกปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% พร้อมเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ “ชะงักงัน” หากความขัดแย้งยืดเยื้อ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 อยู่ในภาวะเปราะบางจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชายังไม่คลี่คลาย แม้จะมีการหยุดยิง แต่ด่านการค้ายังไม่สามารถเปิดได้ตามปกติ และยังมีความเสี่ยงเกิดเหตุปะทะซ้ำ รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

    เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขสำคัญ โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของผู้ประกอบการไทยในภาพรวมเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 58.21% ต่ำกว่าระดับ 60% ซึ่งถือเป็นจุดที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ ขณะที่ช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 116 โรง ลดลง 60.14% จากปีก่อน แต่โรงงานปิดกิจการเพิ่มเป็น 141 โรง หรือเพิ่มขึ้น 58.43%

    “ตัวเลขนี้ชี้ชัดถึงการชะลอตัวของการลงทุนใหม่ และผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง”

    • จีดีพี Q1 แนวโน้มต่ำกว่า 2%

    ช่วงปลายไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงกระแทกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งนำไปสู่วิกฤตพลังงานและดันต้นทุนการผลิต-ขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากแล้ว ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และอะลูมิเนียม ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นราว 10–30% ซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม ทำให้เศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในไตรมาสแรกของปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2%

    นายเกรียงไกรระบุว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหลังช่วงพักรบ 2 สัปดาห์ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวในระดับสูงกว่า 100–120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการเริ่มใช้สต็อกวัตถุดิบเดิมจนหมด และค่าขนส่งทยอยปรับขึ้น

    ขณะเดียวกัน หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเปิดได้ตามปกติ จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ต้นทุน และมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นราว 8–10% ซึ่งจะกดดันเงินเฟ้อในไตรมาส 2 อย่างมีนัยสำคัญ และผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังประชาชนโดยตรง สะท้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแรง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stagflation) หรือภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับการเติบโตที่ชะลอลง

    อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถนำไปสู่ข้อตกลง และทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ ก็จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันด้านต้นทุนได้บางส่วน แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจยังไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากภาคธุรกิจต้องใช้เวลาในการปรับตัว ระบายสต็อกต้นทุนสูง และรอการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ

    ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปี 2569 (ณ เม.ย. 2569) จะขยายตัวในกรอบ 1.2–1.6% การส่งออกหดตัว -1.5 ถึง -0.5% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2–3% โดยการฟื้นตัวมีแนวโน้มค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี หากภาครัฐสามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

    • ส่งออก มี.ค.แผ่ว-เลวร้ายทั้งปี -3%

    ด้านสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยตัวเลขการส่งออกของไทยช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค. – ก.พ.) มีมูลค่า 61,012 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับการเติบโตต่อเนื่องของภาคการผลิตอุตสาหกรรมของโลก และการขยายตัวของสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพของไทยจากความต้องการเฉพาะกลุ่ม และปัจจัยด้านฤดูกาล

    ขณะที่ปัจจัยลบมาจากแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกต่อกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ท่ามกลางอุปสงค์ที่เปราะบาง รวมถึงการแข่งขันด้านราคาของกลุ่มสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินบาทที่แข็งค่า อาทิ ข้าว สินค้าเกษตรและอาหารอื่น ๆ

    สำหรับแนวโน้มเดือนมีนาคม 2569 คาดว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวลดลง เนื่องจากค่าระวางเรือและราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดัน ทั้งนี้ สนค. ได้วางกรอบการคาดการณ์ภาพรวมการส่งออกไทยทั้งปี 2569 ไว้ 3 กรณี โดยกรณีดีที่สุด จะขยายตัวได้ 1.1% กรณีฐาน/กลางจะติดลบ -1.0% และกรณีต่ำสุดหรือแย่สุด จะติดลบ -3.0%

    • Q2 ผันผวนหนัก-SMEเสี่ยงหยุดผลิต

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจไตรมาส 1 เผชิญต้นทุนและค่าครองชีพพุ่ง ผู้ประกอบการต้องบริหารสต็อกเข้มงวด ผลิตเท่าที่จำเป็นหรือผลิตตามออร์เดอร์ล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางการปรับขึ้นราคาวัตถุดิบ เช่น บรรจุภัณฑ์ พลาสติก กระดาษ บางรายขึ้น 20-40% ขณะที่ผู้ผลิตยังไม่สามารถปรับราคาสินค้าส่งผ่านไปยังผู้บริโภคได้ จึงต้องแบกรับต้นทุนเอง หากสถานการณ์ยืดเยื้อมีความเสี่ยงธุรกิจปิดกิจการหรือหยุดผลิต

    แนวโน้มไตรมาส 2 ยังผันผวนสูง มีสัญญาณขาดแคลนวัตถุดิบ ความไม่แน่นอนทำให้ผู้ผลิตไม่กล้าขยายการผลิต เนื่องจากกังวลกำลังซื้อไม่รองรับและไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนได้ โดยเอสเอ็มอียังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ต้องลดค่าใช้จ่าย เช่น ตัดโอที และผลิตตามกรอบที่จำกัดเพื่อประคองธุรกิจ

    • บีโอไอ แนะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่เพียงเป็นวิกฤต แต่ยังเป็นโอกาสให้ไทยยกระดับสู่ฐานการผลิตที่มั่นคงและปลอดภัย หลังบริษัทข้ามชาติเร่งปรับห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

    บีโอไอชี้ว่าไทยมีจุดแข็ง 4 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด ห่วงโซ่อุปทาน (ฐานผลิตฮาร์ดดิสก์ 70-80% ของโลก และแผ่นวงจรอันดับ 1 ในอาเซียน) และศักยภาพด้าน Wellness และ Medical Hub

    ทั้งนี้ เตรียมเสนอ 3 วาระเร่งด่วนต่อรัฐบาล ได้แก่ เดินหน้ามาตรการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ต่อเนื่องพร้อมเร่ง Localization ผลักดันยุทธศาสตร์ Semiconductor ครบวงจร และออกหลักเกณฑ์ Direct PPA รองรับการลงทุน Data Center และ AI โดยตั้งเป้ากำลังผลิตไฟฟ้าสีเขียว 2,000 เมกะวัตต์

    • สศก. จ่อปรับลดจีดีพีเกษตร

    แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ในปี 2569 เดิมสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตร (จีดีพีภาคการเกษตร) มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 2–3% ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่เติบโต 3.3% จากแรงหนุนด้านทรัพยากรน้ำที่เอื้อต่อการเพาะปลูกและการผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิด แต่เวลานี้ต้องปรับใหม่ จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของสินค้าเกษตรและอาหารของไทย

    โดยในช่วงปี 2566–2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมีมูลค่าเฉลี่ย 405,322 ล้านบาท เป็นสินค้าเกษตร 70,060 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.28 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด สินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ข้าว ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ก และปลาโบนิโตกระป๋อง ยางธรรมชาติ อาหารปรุงแต่งอื่น ๆ และอาหารสุนัขหรือแมว

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภาคเกษตรทำให้ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อด้านอาหาร และต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้น โดยราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตของภาคเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมี น้ำมันดีเซล และค่าขนส่ง ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตปรับตัวได้ช้ากว่า ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอาหาร ทำให้เงินเฟ้อด้านอาหารสูงขึ้นและค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังทำให้ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยการเดินเรือเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสูงขึ้นและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

    ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลให้ปริมาณฝนลดลง รวมถึงกติกาการค้าโลกที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาจกระทบต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย

    • ททท.หดเป้าต่างชาติเที่ยวไทย

    ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด (ณ 14 เม.ย. 2569) ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 12 เม.ย. 2569 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 10.36 ล้านคน ลดลง 2.65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 506,123 ล้านบาทจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,659,777 คน มาเลเซีย 1,093,636 คน รัสเซีย 792,629 คน อินเดีย 712,913 คน และเกาหลีใต้ 439,277 คน

    ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลางล่าสุด กรณี Best Case – สงครามยุติเร็ว 1-3 เดือน ตลาดระยะไกลฟื้น นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายจากตะวันออกกลางมาไทย ทำให้ตัวเลขทั้งปีจะอยู่ที่ 32-33 ล้านคน ลดลง 16% และกรณี Worst Case – สงครามยืดเยื้อ ค่าตั๋วพุ่ง น่านฟ้าปิด จะอยู่ที่ 27-29 ล้านคน หดตัว 25% จากเป้าหมาย 35-36.7 ล้านคน

    • อสังหาฯ ชะลอลงทุน-เร่งระบายสต็อกเก่า

    ส่วนนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN และนายกสมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันต้นทุนพลังงาน กระทบธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงและวัสดุผันผวนโครงการใหม่จำเป็นต้องปรับราคาขึ้น 5-10% ท่ามกลางกำลังซื้ออ่อนและสถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ ทำให้การลงทุนใหม่เสี่ยงไม่คุ้มและอาจกลายเป็นภาระสต็อก

     ทางออกไตรมาส 2 ผู้ประกอบการชะลอโครงการใหม่ หันเร่งระบายสต็อกเดิม โดยอนันดาฯ มีสต็อกรอขาย 1.8 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้า รองรับทั้งลูกค้าตะวันออกกลางและคนไทย ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาส 1 ลดลง 5-10% สะท้อนตลาดชะลอตัวชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/656741&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01isGtlo2GucW06dJfbgQE

  • “เอกนิติ” หารือ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าไทย-อเมริกา

    “เอกนิติ” หารือ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าไทย-อเมริกา

    สหรัฐอเมริกา, วันที่ 17 เม.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF/ World Bank Spring Meetings 2026 เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมาได้พบปะหารือกับนายเจมีสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

    โดยการพบปะหารือในครั้งนี้ เป็นไปด้วยดี ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งไทยเน้นย้ำความตั้งใจในการร่วมมือกันในประเด็นดังกล่าวซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ก็ได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลไทย โดยจะนำไปสู่การกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/290285&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24X970R-qSYt1EHt7v5Hid

  • ทำไมตลาดหุ้น ‘นิวไฮ’ แม้สงครามเดือด  เชื่อ ‘ทรัมป์’  ยอมถอยเพื่อเศรษฐกิจ

    ทำไมตลาดหุ้น ‘นิวไฮ’ แม้สงครามเดือด เชื่อ ‘ทรัมป์’ ยอมถอยเพื่อเศรษฐกิจ

    
ทำไมตลาดหุ้น ‘นิวไฮ’ แม้สงครามเดือด? โลกปรับตัวสู่ภาวะ ‘ปกติใหม่’ ตลาดชินชากับความผันผวน และความเชื่อที่ว่า ‘ทรัมป์’ มักจะยอมถอย ทำดัชนีสหรัฐฟื้นตัวแรง เร็วสุดเป็นประวัติการณ์

    ท่ามกลางสงครามที่กำลังดุเดือด ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกปรับตัวสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการร์ นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น หรือตลาดหุ้นไต้หวัน ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์จนขึ้นแท่นตลาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 7 ของโลกแซงหน้าตลาดสหราชอาณาจักรไปแล้ว

    เรื่องนี้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต่างสงสัยว่า ทำไมตลาดหุ้นยังคงเป็นบวก และทำนิวไฮได้ ในสถานการ์ที่สงครามในตะวันออกกลางนั้นยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 7 และวิกฤติพลังงานที่กำลังรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาค

    ตลาดหุ้นเข้าสู่ยุค New Normal

    รายงานของรอยเตอร์วิเคราะห์ว่า ตอนนี้ โลกได้ปรับตัวเข้าสู่ “ภาวะปกติใหม่” (New Normal) ที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว หุ้นวอลล์สตรีทและดัชนีหุ้นทั่วโลก ใช้เวลาเพียงแค่ 6 สัปดาห์ในการกลับมายืนอยู่ในระดับเดิมก่อนเกิดสงครามอิหร่าน

    ในช่วงเริ่มต้นความขัดแย้งกับอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐดิ่งลงไปประมาณ 8% จนแตะจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 30 มี.ค. แต่ดัชนีพุ่งกลับขึ้นมาถึง 11% จากจุดต่ำสุดจนตลาดหุ้นปิดที่ระดับ “สูงสุดเป็นประวัติการณ์” ติดต่อกัน 2 วัน

    โจ เซย์ดล์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากเจพี มอร์แกน ไพรเวท แบงก์ กล่าวว่า “ตลาดหุ้นไม่ได้พยายามประเมินราคาตามสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ตลาดหุ้นพยายามประเมินราคาตามสิ่งที่โลกกำลังจะเป็นในอีก 6-12 เดือนข้างหน้าเสมอ”

     เชื่อทรัมป์ยอมถอยเพื่อ ‘เศรษฐกิจ’

    ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงแรก เพราะตลาดมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จะจุดชวนให้เกิดวิกฤติพลังงาน ลามไปสู่ตัวเลขเงินเฟ้อและระบบเศรษฐกิจ

    นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ในท้ายที่สุดนักลงทุนก็ยังเชื่อว่า  ความตึงเครียดจะลดลง สงครามจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้ และการไหลของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ภาวะปกติ

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไม่เกรงกลัวต่อภาวะสงคราม คือความเชื่อที่ฝังรากลึกในหมู่นักลงทุนที่เรียกกันว่า “การค้าแบบ TACO” (Trump Always Caves Once) หรือทฤษฎีที่ว่า “ทรัมป์มักจะยอมถอยเสมอ” หากสถานการณ์บานปลายจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    แม้ว่าตัวทรัมป์ จะปฏิเสธแนวคิดเรื่องการยอมถอย โดยยืนยันว่าการเผชิญหน้าอย่างดุเดือดนั้นเป็นเพียง “กลยุทธ์การเจรจาที่ชาญฉลาด” เพื่อสร้างความได้เปรียบ

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของนักลงทุนมีบทเรียนในอดีตแล้ว 

    ย้อนไปในเหตุการณ์ “วันแห่งการปลดปล่อย” (Liberation Day) เมื่อเดือนเม.ย.ปี 2025 ตอนนั้นรัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าอย่างหนักจนส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงกราวลงกว่า 12% ภายในไม่กี่วัน แต่ทันทีที่ตลาดดิ่งลง ทรัมป์ กลับตัดสินใจระงับการเก็บภาษีชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน ส่งผลให้หุ้นดีดตัวกลับขึ้นมาอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

    หุ้นเสี่ยงปรับฐาน 10%

    แม้ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้น แต่ ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF เตือนว่า แม้จะมีข่าวการหยุดยิงชั่วคราว แต่ความเสียหายบางส่วนได้เกิดขึ้นไปแล้ว และความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะดิ่งลงยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะหากความขัดแย้งยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วโลก

    มาร์ค แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์มองว่าหุ้นก็ไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นมากนักจนกว่าจะชัดเจนว่าสหรัฐหลุดพ้นจากวงสงครามและผลกระทบจากเศรษฐกิจแล้ว

    “หากนักลงทุนคาดการณ์ผิดพลาด และประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ยอมถอยหรือถอนสหรัฐ ออกจากสงครามอย่างรวดเร็ว ตลาดหุ้นอาจเผชิญกับ “การปรับฐานครั้งใหญ่” หรือเลวร้ายกว่านั้น การปรับฐานของตลาดหุ้นหมายถึงการลดลงอย่างน้อย 10% จากจุดสูงสุดล่าสุด” แซนดีกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1230013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ozNnQFt6gVrz9fVI2xXts

  • เมื่อ Geopolitics กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    เมื่อ Geopolitics กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    ใน 30 ปีที่ทำงานในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ไม่เคยมีช่วงไหนที่ต้องคิดถึง Geopolitics มากเท่ากับช่วง 1 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะปกติแล้วเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มของตนเอง

    ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร ใครจะมาใครจะไป ใครจะเป็นประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีของประเทศไหนก็ตาม ไม่เคยมีใครที่จะมีนัยอย่างสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจตลาดทุนโลก ที่ทำให้ “Geopolitics” สามารถกลายเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เศรษฐกิจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

    ทุกอย่างเปลี่ยนเมื่อ Donald J. Trump กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐรอบที่สอง เป็นการกลับมาอย่างเกินความคาดหมาย เพราะผู้ที่เคยเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ แล้วแพ้เลือกตั้ง แต่ยังสามารถกลับมาชนะใน 4 ปีให้หลัง มีเพียง 2 คนเท่านั้น คือ ประธานาธิบดี Grover Cleveland เมื่อปี 2435 และเพียงครั้งนี้เท่านั้น

    การที่เคยทำงานเป็นประธานาธิบดีมา 4 ปี และมีเวลา 4 ปีให้ครุ่นคิดว่าจะทำอะไร เป็นจุดหักเหสำคัญ ที่เป็นจุดต่างที่สำคัญ ก็เพราะทุกคน กระทั่งท่านประธานาธิบดี Trump เอง เมื่อมาดำรงตำแหน่งครั้งแรก ต้องใช้เวลาเรียนรู้ระบบ ต้องให้ความสำคัญกับผู้ที่เคยอยู่มาก่อน ต้องฟังผู้อาวุโส ต้องเกรงใจศาล ต้องลองผิดลองถูก

    จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ส่วนมากมักจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลง กำหนดนโยบายอะไรไม่ได้มากนัก ท้ายสุด ได้ทำบ้าง ตรงโน้น ตรงนี้ กล่าวสุนทรพจน์ เปิดงาน เข้าร่วมงานเลี้ยงต่างๆ แต่สุดท้ายจบตำแหน่งไปแบบไม่มีนัยสำคัญ การเมืองจึงไม่ค่อยมีผลต่อเศรษฐกิจมากนัก

    การเข้ามารอบที่สองของ President Trump แบบผู้รู้งาน ผู้ที่เข้าใจกลไกของกรุงวอชิงตัน ดี ซี แบบทะลุปรุโปร่ง ทำให้ในช่วง 1 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา สามารถสั่งเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ แบบเกินความคาดหมายของทุกคน รื้อระเบียบโลก ไม่เอาโลกร้อน ไม่สน WTO ไม่เอา UN ไม่เอา NATO ไม่ให้ค่ากฎหมายระหว่างประเทศ

    พร้อมบุกประเทศต่างๆ ทำสิ่งที่ต่างๆ แม้กระทั่งกฎหมายของสหรัฐ ก็ล่อแหลม หมิ่นเหม่ ต้องตีความ ดำเนินการไปก่อน แก้ไขทีหลัง เช่น การทำสงครามการค้าโลกผ่าน Reciprocal Tariffs เป็นต้น

    ทั้งหมดเพราะท่านประธานาธิบดีเชื่อว่า สหรัฐกำลังเสื่อมถอย ถ้าไม่ตัดสินใจทำอะไร เดินตามทางแบบเดิมๆ สหรัฐจะแพ้ในที่สุด โดยเฉพาะแพ้จีนที่กำลังไล่ประชิดสหรัฐเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในมิติต่างๆ เพื่อ Make America Great Again กลับไปสู่ America First เป็นผู้นำโลก

    จึงต้องโละระเบียบโลกเดิม เปิดหน้าแบบตรงไปตรงมา เอากำปั้นเป็นตัวกำหนด เปิดให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว โลกนี้ถูกปกครองโดยอำนาจ

    Geopolitics จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ สงครามการค้าโลก สงครามเทคโนโลยี สงคราม Supply chain สงครามการเงิน สงครามการทูตเพื่อหาพรรคพวก ตลอดจนสงครามทางการทหารในจุดต่างๆ จึงเป็นผลพวงที่ตามมา

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ระบบการค้าโลกจึงปั่นป่วน สัญญาต่างๆ ที่เคยมี กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีค่า เปลี่ยนได้เสมอ แม้กระทั่งความสงบของโลก ก็ถูกคุกคาม ไม่มีใครกล้าค้าน บุกเข้าไปเชิญตัวประธานาธิบดีประเทศอื่น โจมตีสร้างความเสียหายให้กับประเทศที่เป็นศัตรูอย่างย่อยยับ ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก ทำให้ Globalization ก็ได้กลายเป็น Fragmentation ในส่วนต่างๆ

    ส่วนตลาดทุนโลก ก็ผันผวน สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การลงทุน ราคาสินทรัพย์ต่างๆ หุ้น พันธบัตร ทอง น้ำมัน คริปโต ค่าเงิน ขึ้นกับ Geopolitics ขึ้นกับการตัดสินใจของสหรัฐว่าจะเดินหน้าเรื่องต่างๆ อย่างไรทั้งหมด จะเป็นเช่นนี้ไปอีกหลายปี

    ท่านประธานาธิบดี Trump แจ้งว่า เมื่อจบศึกอิหร่านแล้ว ช่วงยกทัพกลับ อาจจะแวะที่คิวบาที่เป็นทางผ่าน NATO อาจต้องมีการทบทวนความร่วมมือ ส่วน Greenland จะกลับมาเป็นเป้าหมายที่สหรัฐต้องเอาให้ได้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

    ที่สำคัญสุด Geopolitics รอบนี้อาจลุกลามเป็นการเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างมหาอำนาจใหญ่ของโลก เพราะโจทย์ที่แท้จริงของสหรัฐ คือ จีน

    โอกาสในการดำเนินการที่เรียกว่า Window of Opportunities กำลังปิดลง – ถ้าสหรัฐไม่ทำอะไรตอนนี้ สหรัฐอาจจะแพ้จีนได้ในอนาคตหลัง – ดังนั้นหลังจากเก็บกวาดละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือเรียบร้อย เราอาจจะเห็น Geopolitics ที่วนมาที่เอเชีย สหรัฐต้องหาเหตุคุกคามจีน หาทางให้จีนเสื่อมถอยจากจุดที่จีนกำลังยืนอยู่ ซึ่งจะมีนัยอย่างยิ่งกับชะตาของไทยในอนาคต

    ทั้งนี้ Geopolitics จะไม่กลับเป็นปกติในเร็ววัน จะยังเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกไปอีกหลายปี และจะย้อนกลับไปเป็นปัจจัยแถวสองเหมือนที่เคยเป็นมา ก็ต่อเมื่อ Geopolitics มีคำตอบสุดท้าย มีผู้แพ้ ผู้ชนะ ที่จะทำให้โลกสามารถเริ่มต้นใหม่ สามารถก่อร่างสร้างตัว สร้างระเบียบโลกใหม่ได้อีกครั้ง

    คงถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยจะต้องมองโลกตามจริง เลิกหลอกตนเอง เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไร เตรียมการให้พร้อม เตรียมการแต่เนิ่นๆ ต้องคิดตลอดเวลาว่า 

    “เราจะรอดพ้นจากมหาภัยครั้งนี้ได้อย่างไร”

    “เราจะอยู่อย่างไรในโลกยุคใหม่ที่มหาอำนาจจะต่อสู้ขับเคี่ยวกัน อย่างเอาเป็นเอาตาย”

    “จุดเสี่ยง หลุมบ่อของเรา อยู่ตรงไหน”

    “โอกาสของเรา คืออะไร”

    ที่แน่ๆ การล่องลอยไปตามยถากรรมคงไม่ใช่คำตอบ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนครับ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/1229896&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GyUgcutOk2l8mRVnknJvf

  • เอกนิติ ถก 5 ชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจ เดินหน้ากระชับความร่วมมือการค้า-การลงทุน | เดลินิวส์

    เอกนิติ ถก 5 ชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจ เดินหน้ากระชับความร่วมมือการค้า-การลงทุน | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ระหว่างการเดินทางเข้าร่วมประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา วันที่ 15-16 เม.ย. นี้ ได้ใช้โอกาสนี้หารือทวิภาคีกับผู้แทนระดับสูงจาก 4 ประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย

    สำหรับการหารือกับสหรัฐอเมริกา ได้พบกับ เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ซึ่งไทยเน้นย้ำความตั้งใจในการทำงานร่วมกับสหรัฐ อย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่การขยายโอกาสทางการค้าและเสริมสร้างความร่วมมือในประเด็นทางเศรษฐกิจที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในอนาคต

    ในวันเดียวกัน ได้หารือกับ นายหลาน ฝัว อัน รมว.คลัง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า, เอไอ, หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งฝ่ายจีนได้ยืนยันแนวโน้มการขยายการลงทุนในไทยและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

    นอกจากนี้ ได้หารือกับสหภาพยุโรป ได้หารือทวิภาคีกับนายเครียกอส เปอร์ราคาคิส ประธานอียูกรุ๊ป และ รมว.เศรษฐกิจและการคลัง  สาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ในการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ควบคู่การดำเนินนโยบายการคลังอย่างมีวินัย โดยเฉพาะการลงทุนในสาขาพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า เศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมขั้นสูง รวมถึงการส่งเสริมการเชื่อมโยงเงินทุนจากยุโรปสู่โอกาสการเติบโตใหม่ของไทย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุมในระยะยาว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้หารือกับญี่ปุ่น โดยได้พบกับ นายซัทซูกิ คาทายามา รมว.คลัง ญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจและการยกระดับผลิตภาพ โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การรักษาความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตญี่ปุ่นในประเทศไทยท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงานและการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาดที่ทันสมัย

    สุดท้ายคือการหารือกับสิงคโปร์ โดยได้พบกับ นางอินดรานี รายาห์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ รมช.คลัง อินเดีย เพื่อประเมินความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะขับเคลื่อนวาระการเงินของอาเซียนในระยะยาวร่วมกันผ่านการเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปี 70 ต่อเนื่องถึงไทยในปี 71 โดยมุ่งเน้นการบูรณาการเอไอในภาคการเงิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานภูมิภาคหรือ อาเซียน พาวเวอร์ กริด ให้เป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5788500/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oAKrym3RspyjckELd0Wq2

  • ‘เอกนิติ’ กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการลงทุน ไทย-ญี่ปุ่น

    ‘เอกนิติ’ กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการลงทุน ไทย-ญี่ปุ่น

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ Ms. Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

    ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการยกระดับผลิตภาพและการปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมถึงการมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ และยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว โดยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตาสหกรรมคาร์บอนต่ำ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสอง

    'เอกนิติ' กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการลงทุน ไทย-ญี่ปุ่น 'เอกนิติ' กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการลงทุน ไทย-ญี่ปุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976202&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WbszDfmMbwKLr5NVfV-ie

  • พลังงานแพงเขย่าเศรษฐกิจ รัฐดัน EV-ข้อมูลเปิด รับโจทย์แข่งขันโลก

    พลังงานแพงเขย่าเศรษฐกิจ รัฐดัน EV-ข้อมูลเปิด รับโจทย์แข่งขันโลก

    พลังงานแพงเขย่าเศรษฐกิจ รัฐดัน EV-ข้อมูลเปิด รับโจทย์แข่งขันโลก

    ภาพรวมเศรษฐกิจไทยและโลก ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 สะท้อนแรงกดดันจาก “พลังงาน” และ “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่กำลังกลายเป็นตัวแปรหลักของทิศทางเศรษฐกิจในระยะสั้นถึงกลาง โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนภาคการผลิต การบริโภค และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลเตรียมผลักดันคือโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ที่จะนำร่อง 10,000–20,000 คัน เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ปล่อยมลพิษต่ำ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด

    โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือรถต้องผลิตในประเทศและมีการปล่อยคาร์บอนต่ำ พร้อมใช้กลไกสนับสนุนผ่านเงินอุดหนุนและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

    มาตรการดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงกระตุ้นยอดขายยานยนต์ แต่เป็นการวางหมากเชิงโครงสร้างเพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน และบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งกำลังเป็นต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน ในมิติของโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว บทวิเคราะห์ชี้ว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับ “ข้อมูลเปิดภาครัฐ” หากต้องการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 โดยการเปิดข้อมูลต้องก้าวข้ามการเป็นเครื่องมือตรวจสอบ ไปสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของความไว้วางใจ” และกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยยังเผชิญข้อจำกัดจากการเปิดข้อมูลที่กระจัดกระจาย และขาดการบูรณาการร่วมกับภาคประชาสังคม ซึ่งสะท้อนว่าการปฏิรูปเชิงระบบยังเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ

    ในด้านภาคอุตสาหกรรม วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงได้เริ่มส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยต้นทุนการผลิตและขนส่งเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12–20% โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้นและกลุ่ม SME ที่เริ่มเผชิญปัญหาสภาพคล่อง บางส่วนจำเป็นต้องลดกำลังการผลิต และมีความเสี่ยงปิดกิจการเพิ่มขึ้น

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งปรับตัว ทั้งในมิติการใช้เทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพ และการลดต้นทุนเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

    ในเวทีโลก แรงกดดันจากพลังงานได้ส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างชัดเจน โดยอัตราเงินเฟ้อของกลุ่มยูโรโซนในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 2.6% สูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เป็นครั้งแรกในปีนี้ และมีความเสี่ยงเร่งตัวขึ้นในกรณีเลวร้าย หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

    ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียเริ่มได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมือง โดยนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปญี่ปุ่นลดลงกว่า 55% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ส่งผลกระทบต่อภาคค้าปลีก โรงแรม และบริการ ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของอุตสาหกรรมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ

    อีกด้านหนึ่ง ความร่วมมือระหว่างประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการรับมือความผันผวนของซัพพลายเชนโลก เช่น ความร่วมมือระหว่างมาเลเซียและออสเตรเลียในการแลกเปลี่ยนทรัพยากรพลังงานและอาหาร ซึ่งสะท้อนแนวโน้ม “การแลกทรัพยากรข้ามประเทศ” เพื่อเสริมความมั่นคงในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานไม่แน่นอน

    ภาพรวมทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “ต้นทุนสูง-ความไม่แน่นอนสูง” ซึ่งประเทศที่สามารถปรับตัวได้เร็ว ทั้งในด้านพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างข้อมูล จะเป็นฝ่ายได้เปรียบในการแข่งขัน

    สำหรับประเทศไทย โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “ประคองเศรษฐกิจ” ในระยะสั้น แต่คือการ “ปรับโครงสร้าง” เพื่อรับมือโลกใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/656760&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jXWnKaX0_PXfjMmYzVNIW

  • “ศุภจี-วราวุธ”  รุกเศรษฐกิจสีเขียว! ดันบรรจุภัณฑ์ “เยื่อพืชธรรมชาติ” แทนพลาสติก

    “ศุภจี-วราวุธ”  รุกเศรษฐกิจสีเขียว! ดันบรรจุภัณฑ์ “เยื่อพืชธรรมชาติ” แทนพลาสติก

    “ศุภจี-วราวุธ” แท็กทีม  หารือแนวทางลดใช้บรรจุภัณฑ์เม็ดพลาสติก ชูโมเดลเปลี่ยน “ชานอ้อย-ฟางข้าว” เป็นสินค้ามูลค่าสูง เล็งลดพึ่งพาเม็ดพลาสติกหลังประกาศเป็นสินค้าควบคุม แบ่งเบาภาระประชาชนท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลาง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองกระทรวง ได้แก่ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย และผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม

    โดยการหารือในครั้งนี้เพื่อร่วมกันหาแนวทางส่งเสริมการผลิตภาชนะจากเยื่อพืชธรรมชาติ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อทดแทนการใช้พลาสติกในประเทศ และต่อยอดศักยภาพของไทยในการใช้ทรัพยากรทางการเกษตรอย่างคุ้มค่า

    โดยเฉพาะการนำของเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ชานอ้อย ฟางข้าว หรือวัสดุชีวมวลอื่นๆ มาแปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    “ศุภจี-วราวุธ”  รุกเศรษฐกิจสีเขียว! ดันบรรจุภัณฑ์ “เยื่อพืชธรรมชาติ” แทนพลาสติก

    นางศุภจี กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ที่ได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เกี่ยวกับแนวทางบริหารจัดการ “เม็ดพลาสติก” ภายหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ ประกาศให้เม็ดพลาสติกเป็นสินค้าควบคุม เพื่อรองรับความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ

    โดยเม็ดพลาสติกถือเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมหลายประเภท อาทิ บรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค การกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้ประกอบการและค่าครองชีพของประชาชน

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังเดินหน้าควบคู่ทั้งมาตรการระยะสั้นในการกำกับดูแลวัตถุดิบสำคัญ และการวางรากฐานระยะยาวผ่านการส่งเสริมวัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AIpTiwHbEzgPdtyurfOb9

  • “เอกนิติ” หารือผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างกัน

    “เอกนิติ” หารือผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างกัน

    “เอกนิติ” หารือผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในช่วงการเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างกัน เน้นย้ำความตั้งใจ ด้านสหรัฐฯ แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลไทย

    วันที่ 17 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ Ambassador Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) พบปะหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ในช่วงการเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของรองนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF/ World Bank Spring Meetings 2026

    สำหรับการพบปะหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรีและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นไปด้วยดี โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยไทยเน้นย้ำความตั้งใจในการร่วมมือกันในประเด็นดังกล่าว ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ก็ได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลไทย โดยจะนำไปสู่การกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2927157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fg7EygVEkH3ap5ee1DFud

  • ตลาดหุ้นลุ้นสงบศึก ‘ทรัมป์’ ดันหยุดยิง – ฮอร์มุซฟื้น จับตา ครม. อัดฉีดเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นลุ้นสงบศึก ‘ทรัมป์’ ดันหยุดยิง – ฮอร์มุซฟื้น จับตา ครม. อัดฉีดเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นลุ้นสงบศึก 'ทรัมป์' ดันหยุดยิง - ฮอร์มุซฟื้น จับตา ครม. อัดฉีดเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นลุ้นสงบศึก ‘ทรัมป์’ ดันหยุดยิง – ฮอร์มุซฟื้น จับตา ครม. เคาะคนละครึ่งพลัส – รถเก่าแลกรถใหม่ ช่วยพยุงเศรษฐกิจ เตือนบาทอ่อนยวบพิษขาดดุล

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีทั้งปัจจัยบวกและลบผสมผสาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ผันผวนและดีดตัวขึ้นราว 3% ปัจจัยบวกที่สำคัญมาจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความสำเร็จในการเป็นตัวกลางเจรจา โดยเลบานอนและอิสราเอลตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน พร้อมเชิญผู้นำทั้งสองประเทศมาหารือสันติภาพที่ทำเนียบขาว อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยตึงเครียดจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ขู่จะคว่ำบาตรขั้นสูงสุดต่อ “ทุกประเทศและทุกบริษัท” ที่ยังทำธุรกิจซื้อขายน้ำมันกับอิหร่าน หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายในเส้นตายวันที่ 22 เม.ย. 2026 โดยสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายเตือนไปยังสถาบันการเงินในฮ่องกง จีน UAE และโอมานแล้ว ซึ่งหากบังคับใช้จริงอาจทำให้น้ำมันจากอิหร่านหายไปจากตลาดและดันราคาให้พุ่งขึ้นในระยะสั้น

    ตลาดเชื่อมั่น 83% ปิดดีลสันติภาพ – ฮอร์มุซเริ่มคึกคัก กระนั้น ภาพรวมระยะกลางถึงยาวตลาดยังคงมองว่าสงครามน่าจะจบก่อนครึ่งแรกของปี 2026 อ้างอิงจากผลสำรวจ POLYMARKET ผ่าน Bloomberg ที่นักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 83% ที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงทางการทูตในการเจรจารอบ 2 ที่ปากีสถานในสัปดาห์นี้ สอดคล้องกับสัญญาณความผ่อนคลายในช่องแคบฮอร์มุซ ที่พบว่ามีปริมาณการจราจรของเรือขนส่งสินค้าและเรือน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นราว 20 ลำต่อวัน สะท้อนว่าการปิดล้อมทางทะเลอาจสิ้นสุดลงในเร็วๆ นี้
     

    ตลาดหุ้นลุ้นสงบศึก 'ทรัมป์' ดันหยุดยิง - ฮอร์มุซฟื้น จับตา ครม. อัดฉีดเศรษฐกิจ

    จับตา ครม. อัดฉีดเศรษฐกิจ – เตือนบาทอ่อนยวบพิษขาดดุล 

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย สัปดาห์หน้า (20-26 เม.ย.) ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ โดยไฮไลต์อยู่ที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 เม.ย. ว่าจะมีการพิจารณาอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ หรือไม่ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส 2569, มาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาด (Solar Cell / EV) และโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้เติบโตต่ำจนเกินไป

    ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ว่าตัวเลขนำเข้า-ส่งออกของไทยในเดือน มี.ค. 2026 จะยังคงเผชิญภาวะ “ขาดดุลการค้า” อย่างต่อเนื่อง สาเหตุจากการนำเข้าพลังงานและน้ำมันที่แพงขึ้น ขณะที่การส่งออกกระจุกตัวเพียงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งประเด็นดุลการค้าที่ติดลบนี้จะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อ
     

    กลยุทธ์การลงทุน: ช้อนหุ้นสวนตลาดรับสงครามผ่อนคลาย ในด้านตลาดหุ้น แม้ดัชนีสหรัฐฯ อย่าง S&P500 และ NASDAQ จะทำจุดสูงสุดใหม่ (ATH) จากเซนติเมนต์สงครามที่ผ่อนคลาย แต่สัญญาณทางเทคนิค (RSI) เริ่มเข้าเขตซื้อมากเกินไป (Overbought) อาจกดดันให้ตลาดหุ้นโลกทรงตัวหรือย่อลงได้ ส่วนตลาดหุ้นไทย วานนี้นักลงทุนต่างชาติสลับมาขายสุทธิหนักถึง 3.2 พันล้านบาท กดดันดัชนี SET ลงแรงที่สุดในเอเชีย

    บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์เก็งกำไรใน “หุ้นที่มักปรับตัวขึ้นเด่นสวนตลาดเวลาสงครามผ่อนคลาย” (อ้างอิงสถิติปี 2022) ได้แก่ PR9, DELTA, TFG, BGRIM, BDMS, EGCO, BBL, SCC, CBG, BH, BCH และ AOT โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวันคือ COM7, ICHI และ PR9(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำเก็งกำไร DR: ANTA23 หลังยอดขายเสื้อผ้ากีฬาในจีนเดือน มี.ค. เติบโตสวนกระแสสินค้ากลุ่มอื่นถึง +9% YoY โดยแบรนด์ในเครือ ANTA ทำผลงานโดดเด่นเอาชนะคู่แข่งต่างชาติอย่าง Nike และ Asics ที่มียอดขายหดตัว นอกจากนี้จับตาหุ้น NETFLIX (NFLX US) ที่แม้จะรายงานรายได้และกำไรไตรมาส 1 สูงกว่าคาด แต่ราคาหุ้นร่วงลง -9% ในช่วง After-hours หลังให้คาดการณ์รายได้ไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976200&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30zMFssdM4006e54vsxZ_8