Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาทองวันนี้พุ่งแรง! ทะลุ 73,000 บาท “สมาคมค้าทองคำ” ประกาศครั้งที่ 1 เช็กด่วนก่อนตัดสินใจ

    ราคาทองวันนี้พุ่งแรง! ทะลุ 73,000 บาท “สมาคมค้าทองคำ” ประกาศครั้งที่ 1 เช็กด่วนก่อนตัดสินใจ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/143227&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rBe3f_udnlb-Ku7i9V43k

  •  “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “หวัง อี้” หารือยกระดับการค้า-การลงทุนไทย-จีน ดันสินค้าเกษตรไทย ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมอนาคต

     “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “หวัง อี้” หารือยกระดับการค้า-การลงทุนไทย-จีน ดันสินค้าเกษตรไทย ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมอนาคต

    การเมือง

     “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “หวัง อี้” หารือยกระดับการค้า-การลงทุนไทย-จีน ดันสินค้าเกษตรไทย ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมอนาคต

    วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมให้การต้อนรับ

    การหารือครั้งนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะมิติด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ซึ่งทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกัน ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งด้านพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันทางการค้า

    นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้หารือถึงแนวทางผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย ขณะที่ฝ่ายไทยยังต้องการให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเพิ่มช่องทางการค้า การเชื่อมโยงตลาด การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และการส่งเสริมบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค

    บรรยากาศการพบหารือเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเป็นกันเอง โดยทำเนียบรัฐบาลได้จัดอาหารว่างต้อนรับคณะผู้แทนจีนด้วยเมนูไทย เช่น ทุเรียน ข้าวหลาม ลูกชุบ และขนมสอดไส้ สะท้อนการใช้วัฒนธรรมอาหารไทยเป็นส่วนหนึ่งของการทูตเชิงเศรษฐกิจ เพื่อประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์สินค้าไทยและเพิ่มมูลค่าทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการเจรจาระดับรัฐบาล

    ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีได้นำคณะของนายหวัง อี้ เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยใช้รถยนต์ไฟฟ้า BYD ซึ่งเป็นแบรนด์สัญชาติจีน สะท้อนสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาที่จีนมีศักยภาพสูง และเป็นทิศทางการลงทุนที่ไทยต้องการผลักดันในอนาคต

    การพบหารือครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ยังมีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน สินค้าเกษตร อาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และห่วงโซ่อุปทานใหม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/473791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lbh5JYxzPENDF1wy3pJlQ

  • จะไปต่ออย่างไร…เมื่อธนาคารรวยกระจุก แต่คนตัวเล็กกลับทุกข์กระจาย!

    จะไปต่ออย่างไร…เมื่อธนาคารรวยกระจุก แต่คนตัวเล็กกลับทุกข์กระจาย!

    *** ผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 1/2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ที่เพิ่งประกาศออกมานั้น กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อพบว่า กำไรของธนาคารรวมของทั้งระบบพุ่งสูงขึ้นกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางบรรยากาศความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นมรสุมจากสงครามการค้า การตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ ที่แม้จะดูเหมือนว่าจะจบ แต่ก็ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง หรือแม้แต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายจุดทั่วโลก 

    ทว่าภาพสะท้อนจากฝั่งสถาบันการเงินไทย กลับดูสวนทางอย่างสิ้นเชิง…เพราะทั้งรายได้และผลกำไรที่ออกมานั้น จัดว่า ดีเกินกว่าที่นักลงทุนหลายคนได้คาดการณ์เอาไว้เป็นอย่างมาก!

    แน่นอนว่า การที่ธนาคารทั้งหลายมีผลการดำเนินงานที่ดี จะส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยดูแข็งแกร่งตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน มันกลับสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่กำลังบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง เพราะในขณะที่สถาบันการเงินเติบโตอย่างมั่งคั่ง และมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ ประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย กลับต้องดิ้นรนประคองตัวให้อยู่รอดท่ามกลางภาวะเงินฝืดเคืองอย่างยากลำบาก 

    ความย้อนแย้งนี้ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญว่า ในเมื่อระบบธนาคารรุดหน้าไปไกล แต่ทำไมคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ กลับยังต้องดิ้นรนอยู่อย่างแสนสาหัส ???  

    หากเราเจาะลึกลงไปที่ตัวเลขรายบรรทัดของแต่ละธนาคาร ในไตรมาส 1/2569 จะพบว่า ทุกแห่งมีผลงานที่โดดเด่นน่าประทับใจ เริ่มต้นจากธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ที่รายได้ในไตรมาสแรกพุ่งขึ้นไปแตะระดับกว่า 31,950 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 14,667 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ก็โชว์ฟอร์มได้ไม่น้อยหน้าด้วยรายได้รวมที่พุ่งเกิน 39,300 ล้านบาท และสามารถทำกำไรสุทธิไปได้กว่า 10,195 ล้านบาท 

    ส่วนธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ที่มีจุดแข็งในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อต่างประเทศ ก็ยังคงรักษามาตรฐานความมั่งคั่งด้วยกำไรสุทธิกว่า 10,994 ล้านบาท ทางด้านธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ในฐานะธนาคารที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาครัฐและเป็นหัวใจหลักในการส่งผ่านนโยบาย ก็รายงานผลกำไรสุทธิสูงถึง 12,437 ล้านบาท

    สำหรับธนาคารในกลุ่มรองลงมาอย่าง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY ก็ยังสามารถรักษาพอร์ตกำไรสุทธิให้อยู่ในระดับสูงกว่า 8,618 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ TTB มีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 5,170 ล้านบาท

    แม้แต่ธนาคารที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่าง KKP และ TISCO ก็ยังรายงานกำไรสุทธิในระดับที่น่าพึงพอใจ โดยอยู่ที่ 1,502 ล้านบาท และ 1,733 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ เมื่อนำมารวมกันแล้ว คือภาพสะท้อนของระบบธนาคารที่ “รอด” และ “รวย” ได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้  

    แม้ความสำเร็จเหล่านี้ จะเป็นผลมาจากการบริหารส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ NIM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น การควบคุมต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุม และ การตั้งสำรองที่ผ่านการคำนวณมาอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อให้ผลประกอบการออกมาดูดีที่สุดในสายตานักลงทุน 

    แต่ความแข็งแกร่งของธนาคาร กลับสร้างความรู้สึกที่ห่างเหินจากความเป็นจริงของภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากเปรียบเงินและกระแสเงินสดเป็นดั่ง “น้ำ” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งคนและต้นไม้ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือภาวะที่ต้นน้ำยังคงเต็มสมบูรณ์ แต่ปลายน้ำกลับกลายเป็นดินแดน ที่แห้งแล้งจนยากที่จะมีใครมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพของการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของเหล่าธนาคารทั้งหลายในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่มาตรการป้องกันความเสี่ยงตามปกติ เพราะมันกลายเป็นการ “ปิดประตูใส่หน้า” ผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่ม SME และ ลูกค้ารายย่อยที่กำลังอ่อนแอจากสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง 

    เมื่อประตูจากสถาบันการเงินในระบบถูกปิดลง ทางเลือกของคนตัวเล็กจึงถูกบีบให้แคบลง จนเหลือเพียงการหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งมาพร้อมกับต้นทุนทางการเงินที่สูงลิ่ว และโหดร้ายเกินกว่าที่ใครจะแบกรับได้ไหว จนกลายเป็นวงจรหนี้สินแบบ “งูกินหาง” ที่กัดกินกำลังซื้อ และทำลายโอกาสในการฟื้นตัวอย่างถาวร ซึ่งความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนนี้ กำลังกลายเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ในโครงสร้างสังคมไทย…

    แม้บทบาทของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทำงานอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่า ธนาคารจะมีเงินกองทุนที่เพียงพอเพื่อป้องกันวิกฤตซ้ำรอยอดีต แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เสถียรภาพที่เห็นนั้นกำลังแลกมาด้วยการปล่อยให้ภาคส่วนที่อ่อนแอที่สุด ต้องล้มหายตายจากไป ซึ่งมันกลายเป็นคำถามสำคัญว่านี่เป็น “ราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินไปหรือไม่” สำหรับประเทศที่กำลังต้องการแรงขับเคลื่อนจากฐานราก

    ดังนั้น ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 จึงเป็นภาพของความย้อนแย้งที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในขณะที่ธนาคารรอดพ้นมรสุม และเติบโตอย่างสง่างาม มหาเศรษฐีและกลุ่มทุนใหญ่ยังคงรักษามั่งคั่งไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แต่คนตัวเล็กกลับต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านอย่างไร้ทางออก

    แน่นอนว่า การแสดงความยินดีกับกำไรของธนาคารนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิดในเชิงธุรกิจ แต่จะมีใครตั้งคำถามถึงบทบาท และความรับผิดชอบต่อสังคมของสถาบันการเงินเหล่านี้ในยามที่วิกฤตของประเทศบ้างหรือไม่  

    โบราณท่านว่า “ไม่มีไข่ที่สมบูรณ์ ในรังนกที่ถูกพายุพัดทำลาย” ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากการมีเศรษฐกิจ ที่แข็งแกร่งเพียงแค่ส่วนยอด แต่ฐานรากผุกร่อนก็คงไม่มีที่ให้ใครยืนต่อไปได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เจ๊เมาธ์ก็ยังยืนยันคำเดิมว่า “หากคนไทยไม่ช่วยคนไทยด้วยกัน” ประเทศก็ยากที่จะรอดพ้นจากวิกฤต และถ้าประเทศไม่รอด…แล้วเราจะเหลืออะไรได้อีก! 

    คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย…เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/speak-every-district/657349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08yyPy1vcz2uOoK2U5L0Ht

  • ผงะ”ณรงค”เปิดข้อมูล เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก หนี้แตะ 250% ต่อ GDP ไม่รวม “นอกระบบ” | TOPNEWS

    ผงะ”ณรงค”เปิดข้อมูล เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก หนี้แตะ 250% ต่อ GDP ไม่รวม “นอกระบบ” | TOPNEWS

    ผงะ”ณรงค”เปิดข้อมูล เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก หนี้แตะ 250% ต่อ GDP ไม่รวม “นอกระบบ”

    #topnewstv #หนี้ประเทศไทย #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1556361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18QkaMxMpNBjyaq54bOOzm

  • บิวตี้-ฟิตเนสโตสวนเศรษฐกิจ! KTC เผยยอดรูดบัตรโตพุ่ง 6-20% แต่ไตรมาส 2 ปี 69 ต้องลุ้นปัจจัยเสี่ยง

    บิวตี้-ฟิตเนสโตสวนเศรษฐกิจ! KTC เผยยอดรูดบัตรโตพุ่ง 6-20% แต่ไตรมาส 2 ปี 69 ต้องลุ้นปัจจัยเสี่ยง

    ใครๆ ก็คิดว่าเศรษฐกิจไม่ดี คนไทยต้องรัดเข็มขัดใช้จ่ายน้อยลง แต่ไม่เลย… โดยเฉพาะหมวดการออกกำลังกาย ความสวยความงาม กลับยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ปี 2569 นี้แต่ขยายตัวมา 3-4 ปีแล้ว พฤติกรรมคนไทยกำลังเปลี่ยนไปทางไหน?

    สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC กล่าวว่า ปัจจุบันยอดใช้จ่ายใน 3 หมวดหลัก ได้แก่ โรงพยาบาล, สุขภาพและความงาม และฟิตเนส มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยมียอดใช้จ่ายรวมกันสูงถึง 27,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอันดับที่ 5 ของยอดการใช้จ่ายสูงสุดทั้งหมด (อันดับ 1 หมวดประกันภัย อันดับ 2 น้ำมัน)

    ทั้งนี้ ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรหมวดฟิตเนส เติบโตสูง 20% ในปี 2568 ที่ผ่านมา แต่นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น การเติบโตสูงแบบนี้ต่อเนื่อง 3-4 ปี แล้ว ขณะที่หมวดความสวยงาม (เช่น ออนเซ็น, คลินิกเสริมความงาม) และโรงพยาบาล เติบโต 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแม้ว่าจะเกิดสงครามหรือเศรษฐกิจมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น 

    ไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรหมวดฟิตเนสยังเติบโต 20% สุขภาพและความงามยังเติบโตที่ 6% โดยฐานลูกค้าที่ยังปรับพฤติกรรมมาใช้จ่ายหมวดนี้มากขึ้นคือ First Jobber (อายุ 20-30 ปี) แม้จะมีสัดส่วนในพอร์ตน้อยกว่ากลุ่มอื่น แต่ยอดใช้จ่ายด้านสุขภาพกลับเติบโตกระโดดถึง 38% ขณะที่กลุ่มวัยทำงานยังคงเป็นฐานลูกค้าหลักในหมวดการใช้จ่ายด้านสุขภาพ (คิดเป็น 40% ของพอร์ตสุขภาพ)

    สิรีรัตน์ มองว่าพฤติกรรมคนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเกิด Covid-19 ที่ผ่านมา การออกกำลังกาย การพักผ่อน การดูแลตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพื่อให้ดูแลสุขภาพแข็งแรง ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ปี 69 ที่ผ่านมา การใช้จ่ายผ่านบัตรกลุ่มสุขภาพยังเติบโต สถานะของลูกหนี้และการจ่ายหนี้ยังทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงก่อนหน้า

    ขณะเดียวกัน ยังต้องรอติดตามสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพราะไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่าการใช้หมวดโรงพยาบาลซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตสุขภาพ การเติบโตชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 1% ซึ่งมีปัจจัยเฉพาะที่ต้องติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด เช่น จากต้นปีที่เกณฑ์เปิดให้โรงพยาบาลออกใบสั่งยาให้ประชาชนซื้อจากภายนอกได้ รวมถึงการเริ่มใช้ระบบ Copayment

    ส่วนในไตรมาส 2 ปี 2569 มองว่า เศรษฐกิจยังไม่ได้มีสัญญาณชะลอตัวที่ชัดเจน แต่ด้วยสถานการณ์และข่าวต่างๆ อาจทำให้ลังเลที่จะตัดสินใจ (เช่น การวางแผนทริปเที่ยว) ดังนั้น กลยุทธ์หลังจากนี้ KTC จะเจาะลึกพฤติกรรมรายภูมิภาคและรายจังหวัด เพื่อปรับแผนทำโปรโมชันให้ตรงจุดตามเซกเมนต์ โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพและผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ในส่วนของการชำระหนี้ของลูกหนี้ KTC ปัจจุบันยังทรงตัวอยู่ในภาวะปกติ แต่ทางบริษัทยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบในอนาคตอย่างใกล้ชิด และยังตั้งเป้าหมายการเติบโตในหมวดสุขภาพที่ 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    ข้อมูลล่าสุดจากงบการเงินของ KTC ไตรมาส 1/2569 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 76,800 ล้านบาท ขยายตัว 3.7%YoY โดยบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ไว้ที่ 5%YoY 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2928560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xnQ09yek-ftqjfQBm27YE

  • เวียตเจ็ทบินตรง “อุดรฯ-จีน” เชื่อมเศรษฐกิจอู๋ซีและอี้อู

    เวียตเจ็ทบินตรง “อุดรฯ-จีน” เชื่อมเศรษฐกิจอู๋ซีและอี้อู

    เวียตเจ็ทบินตรง “อุดรฯ-จีน” เชื่อมเศรษฐกิจอู๋ซีและอี้อู

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์เปิดบินตรงอุดรธานีสู่ “อู๋ซี-อี้อู” เชื่อมเศรษฐกิจจีนในรอบ 10 ปี รับดีมานด์นักท่องเที่ยวและนักลงทุนพุ่ง พร้อมดันอุดรฯ สู่ศูนย์กลางการบินนานาชาติเส้นทางใหม่

    ทางลัด “อุดรฯ – เมืองจีน”: เมื่อเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เชื่อมโลกการค้าและการท่องเที่ยวสู่ถิ่นอีสาน

    นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญของอุตสาหกรรมการบินไทย เมื่อท้องฟ้าอุดรธานีกลับมาคึกคักด้วยเที่ยวบินระหว่างประเทศอีกครั้ง หลังจากการรอคอยมานานกว่าทศวรรษ โดยล่าสุด เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ได้ประกาศเปิดเส้นทางบินตรงแบบเช่าเหมาลำ เชื่อม อุดรธานี (UTH) สู่ อู๋ซี (WUX) และ อี้อู (YIW) สองเมืองยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศจีน
     

    เวียตเจ็ทบินตรง

    เชื่อมโยงมรดกวัฒนธรรมและศูนย์กลางการค้า

    การขยายเครือข่ายครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดเส้นทางบินใหม่ แต่คือการเปิดช่องทางเศรษฐกิจสำคัญ:

    อู๋ซี: เมืองท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบและมรดกทางวัฒนธรรมที่นักท่องเที่ยวไทยใฝ่ฝัน

    อี้อู: ขุมทรัพย์ของเหล่านักธุรกิจและพ่อค้าแม่ค้า ในฐานะตลาดค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    เวียตเจ็ทบินตรง

    นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ระบุว่า

    “การเปิดให้บริการครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงอุดรธานีกับจีน เราเห็นศักยภาพจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของภาคอีสานเพิ่มขึ้น การเปิดบินตรงจะช่วยให้อุดรธานีก้าวสู่ประตูเชื่อมโยงระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนการเติบโตให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน” เวียตเจ็ทบินตรง

    การต้อนรับที่อบอุ่นสู่ “ประตูสู่อีสาน”

    ในพิธีต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่ผ่านมา นำโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และรองผู้ว่าการ ททท. ได้ร่วมให้การต้อนรับคณะนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวจีนอย่างอบอุ่น สะท้อนถึงความพร้อมของจังหวัดในการเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญของภูมิภาค

    การขยายเส้นทางบินนี้สอดคล้องกับรางวัล “สายการบินโลว์คอสต์ที่ดีที่สุดในไทยแห่งปี 2568” ที่เวียตเจ็ทไทยแลนด์เพิ่งได้รับ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการให้บริการที่คุ้มค่า ตรงต่อเวลา และสร้างโอกาสในการเดินทางใหม่ๆ ให้กับคนไทยและชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

    ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบตารางบินและสำรองที่นั่งเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการบินตรงสู่อู๋ซีและอี้อูได้ทาง www.vietjetair.com หรือช่องทางออนไลน์ของสายการบินที่พร้อมให้บริการทุกวัน เวียตเจ็ทบินตรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/741429&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JW3B3JAFHKg1Uxk032rWS

  • อัปเดตล่าสุด “ไทยช่วยไทยพลัส” (คนละครึ่งเฟสใหม่) รัฐจ่ายเท่าไร ลงทะเบียนตอนไหน เช็กได้เลย | เดลินิวส์

    อัปเดตล่าสุด “ไทยช่วยไทยพลัส” (คนละครึ่งเฟสใหม่) รัฐจ่ายเท่าไร ลงทะเบียนตอนไหน เช็กได้เลย | เดลินิวส์

    รัฐบาลเตรียมปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่งในชื่อใหม่ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ดังนี้:

    • สัดส่วนการช่วยจ่าย: รัฐบาลช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% (จากเดิม 50:50)
    • วันลงทะเบียน: คาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนช่วง เดือนพฤษภาคม 2569
    • เริ่มใช้จ่ายจริง: วันที่ 1 มิถุนายน 2569
    • รูปแบบการจ่ายเงิน: อาจมีการแบ่งจ่ายเงินเป็นเฟส หรือทยอยจ่ายเป็นรายเดือน (รอสรุปชัดเจนอีกครั้ง)

    ใครมีสิทธิบ้าง?

    • ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
    • ประชาชนที่ไม่ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จำนวน 13.4 ล้านคน
    • จำนวนผู้ได้รับสิทธิรวม: คาดการณ์อยู่ที่ 20-30 ล้านคน (ขึ้นอยู่กับงบประมาณสรุปสุดท้าย)

    รัฐเอาเงินมาจากไหน? (สยบข่าวลือรัฐถังแตก)

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณเพียงพอจาก 3 แหล่งหลัก:

    1. งบกลาง ปี 2569 (ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท)
    2. พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 (ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน)
    3. พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท (อยู่ระหว่างการพิจารณาเตรียมเข้า ครม.)

    ปักหมุดรอฟังข่าวใหญ่!

    ในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุม “ครม. เศรษฐกิจ” ร่วมกับภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อเคาะรายละเอียดสุดท้ายของโครงการ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5806623/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nSAP9Zyhvcs9qOW95rTVy

  • ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีต่ำเกณฑ์รอบ 5 เดือน  ราคา ‘พลังงาน-ขนส่ง’ พุ่ง บีบกำไรทรุด

    ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีต่ำเกณฑ์รอบ 5 เดือน ราคา ‘พลังงาน-ขนส่ง’ พุ่ง บีบกำไรทรุด

    ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีไทยที่ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนสัญญาณเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ที่ฉุดต้นทุนพลังงาน และค่าขนส่งพุ่งสูง

    ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ภาพรวม SME ไทยในขณะนี้กำลังเผชิญภาวะแรงบีบ 2 ด้าน (Double Squeeze) อย่างรุนแรง จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    การสำรวจ พบว่า ดัชนีด้านต้นทุนลดฮวบลงมาอยู่ที่ 37.3 ลดลงถึง 5.2 จุด สะท้อนภาระจากราคาพลังงาน และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีกำไรปรับลดลงมาอยู่ที่ 47.7 เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่

    ในด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดัชนีการผลิต และคำสั่งซื้อชะลอตัวลง 1.8 และ 6.4 จุด ตามลำดับ สอดคล้องกับกำลังซื้อที่เริ่มอ่อนแรง ขณะที่ดัชนีการจ้างงานยังทรงตัวที่ 49.2 สะท้อนความพยายามของผู้ประกอบการในการประคองธุรกิจ และรักษาการจ้างงานไว้ให้มากที่สุด

    “SME ยังสู้เต็มที่เพื่อรักษาฐานธุรกิจเดิม แม้จะเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากต้นทุน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก”

    ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีต่ำเกณฑ์รอบ 5 เดือน  ราคา ‘พลังงาน-ขนส่ง’ พุ่ง บีบกำไรทรุด

    ภาคตะวันออก-ใต้ “อ่วม” พลังงาน-ขนส่ง

    เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่าความเชื่อมั่นลดลงเกือบทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ ที่พึ่งพาอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว แบ่งเป็น

    1. ภาคตะวันออก ดัชนีอยู่ที่ 45.7 ลดลงมากสุด 5.3 จุด จากผลกระทบต้นทุนพลังงานในภาคอุตสาหกรรม และเกษตร

    2. ภาคใต้ อยู่ที่ 46.0 ถูกกดดันจากต้นทุนเดินทาง และท่องเที่ยว

    3. กรุงเทพฯ-ปริมณฑล อยู่ที่ 48.0 เผชิญค่าครองชีพ และต้นทุนวัตถุดิบ

    4. ภาคเหนือ ยังยืนเหนือฐานที่ 51.9 แม้ชะลอตัวลง

    “ข้อมูลเชิงลึกสะท้อนสถานการณ์น่าห่วง โดย SME กว่า 96.7% ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางโดยตรง ทั้งด้านพลังงาน วัตถุดิบ และกำลังซื้อ”

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ สภาพคล่องทางการเงิน โดย 80% ของผู้ประกอบการ ระบุว่าสามารถประคองธุรกิจได้ไม่เกิน 6 เดือน ในจำนวนนี้ 20% มีเงินสำรองไม่เกิน 3 เดือน เสี่ยงปิดกิจการ สำหรับข้อเรียกร้องเร่งด่วนจากภาคธุรกิจคือ การลดต้นทุน (44%) และเพิ่มสภาพคล่อง (14%)

    อัด “Soft Loan 1%” 1,200 ล้านพยุงสภาพคล่อง

    ทั้งนี้ เพื่อลดแรงกระแทก สสว. เตรียมมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน วงเงินรวม  1,200 ล้านบาท ร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐ 

    โดยมีไฮไลต์ คือ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1% ระยะเวลา 5 ปี พร้อมปลอดชำระเงินต้น 1 ปี (Grace Period) และเน้นกลุ่มท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรมขนาดเล็ก ร้านบริการ

    นอกจากนี้ยังมีกองทุนสำคัญอีก 2 ส่วน คือ Enhancement Fund (400 ล้านบาท) ด้วยการปรับปรุงเครื่องจักร ลดต้นทุน และ Transformation Fund (400 ล้านบาท) เพื่อเน้นในเรื่องของการปรับธุรกิจสู่ดิจิทัล และ AI โดยคาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนภายในเดือนพ.ค. และมีแนวโน้มความต้องการสูงจนวงเงินอาจหมดอย่างรวดเร็ว

    ในระยะยาว สสว. เดินหน้าแผนบูรณาการ 39 โครงการ ร่วมกับ 17 หน่วยงานรัฐ และมหาวิทยาลัย เพื่อเสริมศักยภาพ SME ครบมิติ มาตรการสำคัญ ได้แก่

    1. โครงการ BDS “SME ปัง ตังได้คืน” ช่วยออกค่าใช้จ่าย 50-80%

    2. แพลตฟอร์ม SME Access และ SME Academy 365 เพิ่มองค์ความรู้

    3. สนับสนุน E-commerce และ Live Commerce ลดค่า GP

    4. สร้างเครือข่าย Influencer และนักศึกษา ช่วยขายสินค้า

    “ท่ามกลางวิกฤติ สสว. ยังมองเห็นโอกาส โดยผลักดัน SME ไทยขยายไปยัง ตลาดใหม่ เช่น แอฟริกา ตลาดเฉพาะกลุ่มในจีน พร้อมชูจุดแข็งไทยด้านอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติโลก”

    รับมือสินค้าจีน “อย่าแข่งราคา แต่ต้องต่าง”

    สำหรับการแข่งขันจากสินค้าจีนที่ทะลักผ่านอีคอมเมิร์ซ ดร.ปณิตา แนะนำว่า SME ไทยต้องเลี่ยง-หลบ การแข่งด้านราคา เน้นคุณภาพ และความแตกต่าง พร้อมกับสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับต้นทุนระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้

    การปรับตัวคือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาธุรกิจสีเขียว (Green SME) การใช้ AI และดิจิทัล เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สสว. เตรียมนำข้อเสนอทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเร่งออกมาตรการเพิ่มเติมอย่างทันท่วงที

    “เป้าหมายของเราคือ สร้างเกราะป้องกันให้ SME ไทยอยู่รอด และฟื้นตัวได้ในไตรมาสถัดไป แม้ต้องเผชิญความผันผวนระดับโลก”

    SME ไทยกำลังยืนอยู่บน “จุดเปราะบาง” จากแรงบีบต้นทุน และกำลังซื้อที่หดตัว หากไม่มีมาตรการพยุงอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การปิดกิจการเป็นวงกว้าง สสว. จะเป็นตัวแปรสำคัญในการ “ต่อชีวิต” ธุรกิจฐานรากของประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจโลก

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0efWinYgyIIT0Hwoxx8VFW

  • รัฐวิสาหกิจอัดงบลงทุนครึ่งปี 1.17 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ

    รัฐวิสาหกิจอัดงบลงทุนครึ่งปี 1.17 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ

    สคร. โชว์ผลงานรัฐวิสาหกิจครึ่งปีงบประมาณ 2569 อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนทะลุ 1.17 แสนล้านบาท แตะระดับ 50% ของกรอบทั้งปี ชูบิ๊กโปรเจกต์รถไฟทางคู่และรถไฟฟ้าเบิกจ่ายทะลุเป้า หวังใช้เป็นเครื่องยนต์หลักพยุงเศรษฐกิจไทยฝ่าแรงกระแทกจากวิกฤตตะวันออกกลางและต้นทุนพลังงานพุ่ง

    นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของราคาพลังงานที่ผันผวน เส้นทางการขนส่งที่หยุดชะงัก และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สคร. จึงได้เร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 43 แห่ง ภายใต้การกำกับดูแล ใช้การลงทุนเป็นกลไกหลักในการกระตุ้นและเรียกความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจ

    จากการติดตามผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของ ปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568 – มี.ค. 2569) พบว่ารัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนรวมได้แล้วถึง 117,176 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 50% ของกรอบงบลงทุนรวมทั้งปีที่ตั้งไว้ระหว่างเดือน ต.ค. 2568 ถึง ก.ย. 2569 จำนวน 235,748 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอัตราการเบิกจ่ายที่สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อพยุงเศรษฐกิจในยามวิกฤตได้อย่างทันท่วงที

    นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ กล่าวเสริมว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญของเม็ดเงินดังกล่าวมาจากการเร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีผลการเบิกจ่ายสะสมในระดับสูงอย่างโดดเด่น นำโดยโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย

    ที่ทำยอดเบิกจ่ายพุ่งทะลุเป้าถึง 199% ควบคู่ไปกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ระยะที่ 2 ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (สายตะวันตก) ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งสามารถเบิกจ่ายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่ระดับ 100% ตามแผนงานที่วางไว้

    นายธิบดี กล่าวทิ้งท้ายว่า สคร. จะยังคงเดินหน้ากำกับดูแลและติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินลงทุนของรัฐจะลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และผลักดันให้รัฐวิสาหกิจทำหน้าที่เป็นเสาหลักสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231034&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pmQgGXmHLBeDKVnVydJfQ

  • TISCO ESU เตือนวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    TISCO ESU เตือนวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ออกโรงเตือน สถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อกว่า 8 สัปดาห์ กำลังผลักดันให้โลกเดินหน้าสู่วิกฤตพลังงาน (Energy Lockdown) ครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าแค่ราคาพุ่งสูง ชี้ไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ ขาดแคลนพลังงานของจริง หลังน้ำมันสำรองอาจหมดลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แนะภาครัฐออกมาตรการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ก่อนจะต้อง บังคับหยุดชะงักในวันที่สายเกินไป

    นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Thanathat Srisawast, Senior Strategist, TISCO Economic Strategy Unit : TISCO ESU) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกถูกปิดตายเกือบสมบูรณ์ และมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยล่าสุดสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม หลังกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้เข้ามาควบคุมเส้นทางสัญจรอย่างเต็มรูปแบบ และประกาศห้ามเรือทุกสัญชาติผ่าน

    นายธนธัช กล่าวว่า การกระทำของ IRGC สะท้อนให้เห็นถึงการแสดงอำนาจของฝั่งกองทัพที่อยู่เหนือรัฐบาลอิหร่าน และยังเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจผ่านวิกฤตพลังงานทั่วโลก เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ และนานาชาติ ทำให้โอกาสที่สถานการณ์จะคลี่คลายได้โดยเร็วลดน้อยลง

    ไทยเสี่ยงวิกฤตขาดแคลนพลังงาน

    สำหรับประเทศไทย นายธนธัช ให้ความเห็นว่า กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่จำเป็นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่คลังน้ำมันสำรองทางกฎหมาย (Legal Reserve) รวมกับคลังน้ำมันสำรองเพื่อการค้า สามารถรองรับการใช้งานได้เพียง 30-60 วันเท่านั้น

    “เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาขนส่งน้ำมัน (Lag Time) จากตะวันออกกลางมายังเอเชียที่ใช้เวลาราว 30-40 วัน หมายความว่าเรือน้ำมันเที่ยวสุดท้ายที่ออกจากพื้นที่ก่อนความขัดแย้งรุนแรง ได้เดินทางมาถึงไทยและหมดลงแล้วในช่วงต้นถึงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะที่ต้องดึงน้ำมันจากคลังสำรองมาใช้แล้ว ซึ่งอาจช่วยยื้อเวลาให้เราใช้น้ำมันได้ตามปกติไปอีกเพียง 3-4 เดือนเท่านั้น ก่อนที่น้ำมันจะหมดลงโดยสมบูรณ์ และนั่นจะกลายเป็นสถานการณ์ที่ประเมินค่าความเสียหายมิได้” นายธนธัชกล่าว

    แนะรัฐออกมาตรการจริงจัง ก่อนสายเกินไป

    TISCO ESU มองว่า แม้ปัจจุบันการบริโภคน้ำมันจะเริ่มปรับลดลงตอบสนองต่อราคาที่สูงขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการบิน ประกอบกับหลายประเทศรวมถึงไทย ได้เริ่มใช้มาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในหน่วยงานราชการ แต่ยังเป็นเพียงมาตรการในวงจำกัด และอุปสงค์ที่ลดลงโดยรวมยังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤตได้

    ทางออกเดียวที่จะบรรเทาความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ คือ ภาครัฐต้องออกมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงอย่างจริงจังและเด็ดขาดโดยเร็ว เพื่อชะลอการลดลงของระดับน้ำมันในคลังสำรองไม่ให้ต่ำใกล้จุดวิกฤต สร้างแต้มต่อเตรียมความพร้อมให้เศรษฐกิจสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อสงครามสิ้นสุดลง

    “เราเชื่อว่าทุกรัฐบาลเห็นตรงกันว่ามีทางตันรออยู่ข้างหน้า แต่ยังคงลังเลเพราะคาดหวังว่าการสงบศึกจะเกิดขึ้นในเร็ววัน อย่างไรก็ตาม หากไม่ตัดสินใจลงมือตั้งแต่วันนี้ จากที่ควรจะเป็นเพียง ‘การชะลอเดินชั่วคราวเพื่อเตรียมรับมือ’ ก็อาจต้องกลายเป็น ‘การบังคับหยุดชะงักในวันที่สายเกินไป’ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้างและรุนแรงกว่ามาก” นายธนธัชกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20260424-tiscoesu-monthly&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jGt-fcJyrb2-F7GuboJBE