———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/114949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15GsQM2irV-y6W33LP7HOL
Category: เศรษฐกิจ
-

เร่งเครื่องเศรษฐกิจ ดันแลนด์บริดจ์สร้างความมั่งคั่ง พร้อมเคาะ “ไทยช่วยไทยพลัส” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ
-

นายกฯ หนุน “แลนด์บริดจ์” เชื่อสร้างรายได้เศรษฐกิจ มั่นใจเดินหน้าได้จริง
นายกฯ ชี้โครงการแลนด์บริดจ์เป็นนโยบายสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันต่อเนื่อง มองเป็นโอกาสเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย ย้ำอยู่ระหว่างปรับรายละเอียดให้สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งต้นทุน เทคโนโลยี และการลงทุน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการ “แลนด์บริดจ์” หลังมีกระแสว่ารัฐบาลเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยตั้งใจผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง
นายอนุทินกล่าวว่า ได้มีการศึกษารายละเอียดของโครงการและปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งในด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการก่อสร้าง และรูปแบบการลงทุน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและสามารถดำเนินการได้จริงในทางปฏิบัติ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีความจำเป็นต้องนำกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจากมีการพูดถึงประเด็นด้านการแข่งขันในระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ รวมถึงแนวคิดเรื่องการจัดเก็บค่าผ่านทางหรือการบริหารช่องทางการขนส่ง ซึ่งไทยจำเป็นต้องประเมินโอกาสในการสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
“หากประเทศไทยมีโครงการที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และก่อให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ก็ต้องเร่งพิจารณา” นายอนุทินกล่าว
เมื่อถูกถามถึงแนวทางการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ นายกรัฐมนตรีระบุสั้น ๆ ว่า “เป็นเรื่องของส่วนรวม”
อย่างไรก็ตาม นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถามกรณีที่ยังมีหลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วยหรือยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเพียงแต่หัวเราะก่อนขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/42233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P7o7ueJrcziuyCnv6XyTe -

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดโผ GI ในกลุ่มเครื่องปั้น – จักสาน – ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ สร้างเม็ดเงินทะลุ 440 ล้านบาท ในปี 2568 ส่งต่ออัตลักษณ์ชุมชนระดับพรีเมียม ครองใจตลาดโลก
กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เผยปัจจุบันสินค้าในกลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ (ที่ไม่รวมสินค้าเกษตรและสิ่งทอ) ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ทั้งสิ้น 27 รายการ จาก 39 จังหวัดทั่วไทย สามารถสร้างมูลค่าตลาดรวม 440 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งสถิติดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาของผู้คนในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่า มาตรฐาน คุณภาพ และความมีชื่อเสียงของสินค้า GI ไทย ที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับ
ประเทศและระดับนานาชาติ
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านการขึ้นทะเบียนและคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย 10 Plus ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ในมิติ SMEs Plus ที่มุ่งสร้างความสามารถการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย และนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI โดยสินค้า GI นั้นมีจุดเด่นที่คุณภาพและอัตลักษณ์เฉพาะซึ่งมีความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิต ทั้งภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สินค้า GI มีความโดดเด่นแตกต่าง ประกอบกับการควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างเข้มข้น จึงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและสร้างการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ทั้งสิ้น 256 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มเกษตรและการแปรรูปจากสินค้าเกษตรรวมกว่า 210 รายการ สินค้าในกลุ่มที่เหลือมีหลากหลายประเภท เช่น สิ่งทอ เครื่องปั้น เครื่องจักสาน ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งล้วนมีความน่าสนใจและเป็น Soft Power ของไทยที่นานาชาติให้การยอมรับ ทั้งนี้ สินค้า GI ในกลุ่มเครื่องปั้น เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ (ที่ไม่รวมสินค้าเกษตรและสิ่งทอ) ที่สร้างมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2568 มีดังนี้
อันดับที่ 1 กระจูดพัทลุง ครองแชมป์สร้างมูลค่าสูงสุด 150 ล้านบาท ในปี 2568 โดยปัจจุบันกระจูดพัทลุงมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 300 บาท/ชิ้น เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 200 บาท/ชิ้น กระจูดพัทลุงผลิตในพื้นที่จังหวัดพัทลุงซึ่งเป็นพื้นที่ป่าพรุและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีสภาพน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์แบบลากูนและภูมิอากาศที่มีฤดูฝนถึง 2 ช่วง ช่วงเดือนตุลาคม – มกราคม และช่วงเดือนพฤษภาคม – กันยายน ทำให้มีความชุ่มชื้นตลอดปี เหมาะต่อการเจริญเติบโตของต้นกระจูด เมื่อนำมาผลิตเป็นเส้นตอกกระจูด จึงมีความเหนียว ไม่เปราะ ไม่แตก และมีขนาดสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ดินเหนียวขาวในพื้นที่ยังช่วยให้กระจูดมีความมันวาว และยืดหยุ่นได้ดี ทำให้กระจูดมีคุณภาพสูง สามารถทำผลิตภัณฑ์จักสานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งของใช้ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารของตกแต่ง และของที่ระลึก ที่ผ่านกระบวนการออกแบบจักสานและตกแต่งให้ออกมาเป็นสินค้าที่สวยงามหลากหลายตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และมีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชาวพัทลุง
อันดับที่ 2 นิลเมืองกาญจน์ สร้างมูลค่าตลาดกว่า 90 ล้านบาท ในปี 2568 โดยปัจจุบันมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละ 500 – 50,000 บาท นิลเมืองกาญจน์เป็นแร่อัญมณีสีดำสนิท ทึบแสง เนื้อแน่นเนียนมีน้ำหนัก และทนทานต่อการขูดขีดได้มาก ขุดพบได้ในอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยลักษณะเฉพาะของภูมิประเทศที่เป็นที่ราบเชิงเขา สลับเนินเขาเตี้ย และมีปล่องภูเขาไฟซึ่งเป็นพื้นที่แอ่งกระทะที่มีแนวภูเขาอยู่รอบนอก จึงมีการขุดพบแร่รัตนชาติต่างๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะนิลที่มีคุณภาพสูงอันเป็นเอกลักษณ์ นำมา
ผ่านกระบวนการเจียระไน การเจียเงา และการผลิตออกมาเป็นรูปทรงต่างๆ ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีสินค้าออกสู่ตลาดทั้งในรูปแบบของเครื่องประดับและของใช้ เช่น แหวน สร้อยคอ กระเป๋า และงานประติมากรรม เช่น วัตถุมงคล และองค์เทพเจ้าต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มอันดับที่ 3 เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน สร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 43 ล้านบาท ในปี 2568 มีราคาจำหน่ายปลีกได้ถึง 2,500 บาท/กิโลกรัม โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 1,000 บาท/กิโลกรัม เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานเป็นเส้นไหมดิบคุณภาพดีที่ผ่านการสาวด้วยมือ ผลิตจากตัวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านที่เลี้ยงโดยใบหม่อนที่ปลูกขึ้นเองในพื้นที่ 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี มีเอกลักษณ์เฉพาะคือ มีสีเหลืองทอง ความนุ่มนวล ความเหนียว และความสม่ำเสมอ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานสะท้อนถึงวัฒนธรรมการนุ่งห่มผ้าไหมของชาวอีสาน ทำให้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาการปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม รวมถึงกรรมวิธีการผลิตผ้าไหมจากรุ่นสู่รุ่น ผ้าที่ทอจากเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานจึงมีความสวยงาม สวมใส่เย็นสบาย และทิ้งตัวอย่างมีน้ำหนัก

อันดับที่ 4 ดินสอพองลพบุรี สร้างมูลค่าตลาดกว่า 25 ล้านบาท ในปี 2568 โดยปัจจุบันมีราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 10 บาท เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า จากราคาก่อนเป็น GI ที่กิโลกรัมละ 6 บาท ดินสอพองลพบุรี ใช้วัตถุดิบจากแหล่งดินมาร์ลในเขตพื้นที่ตำบลท่าแค ตำบลกกโก และตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก โดยชุดดินที่พบมากที่สุดในพื้นที่ คือ ชุดดินลพบุรี และชุดดินตาคลี ซึ่งเป็นชุดดินที่มีค่าความเป็นด่างปานกลางถึงด่างจัด เมื่อขุดลงไปในระดับที่เหมาะสม จะพบดินมาร์ลที่มีเนื้อสีขาวละเอียด ประกอบกับการมีที่ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสัก ทำให้มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการผลิตดินสอพอง จังหวัดลพบุรีจึงเป็นแหล่งที่พบดินมาร์ลคุณภาพดี มีลักษณะค่อนข้างร่วนและเปราะ มีค่าแคลเซียมคาร์บอเนตอยู่ในระดับสูง เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีการผลิตตามภูมิปัญญาของชาวลพบุรีที่เริ่มจากการร่อน ผสมน้ำ กรองให้ละเอียด แล้วทำให้แห้ง เกิดเป็นสินค้าดินสอพองลพบุรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีการจัดจำหน่ายทั้งแบบก้อนและแบบผง และสามารถผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี
อันดับที่ 5 หินอ่อนพรานกระต่าย สร้างมูลค่ารวมกว่า 23 ล้านบาท ในปี 2568 มีราคาจำหน่ายแตกต่างตามประเภท ได้แก่ แบบก้อน 10,000 – 12,000 บาท/ลูกบาศก์เมตร แบบแปรรูปจากโรงงาน 600 – 3,000 บาท/ตารางเมตร และสินค้าหัตถกรรม 100 – 450,000 บาท/ชิ้น โดยผลิตจากหินอ่อนคุณภาพดีจากจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีพื้นที่ทางทิศตะวันตกเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนลาดลงมาทางทิศตะวันออก พื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางเป็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับที่ราบ และมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่ประกอบด้วยหินหลายชนิด ตั้งแต่หินตะกอน หินแปร หินอัคนี และตะกอนร่วน โดยแหล่งหินอ่อนอำเภอพรานกระต่ายจะเป็นแนวเขาพาดอยู่ในทิศทางตะวันออกเฉียงเหนือ – ตะวันตกเฉียงใต้ และพื้นที่เขาสว่างอารมณ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขายอดแหลมและมีความลาดชันมาก ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้หินอ่อนพรานกระต่ายที่ผลิตในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรมีเมล็ดผลึกแร่ละเอียด คงทนแข็งแรง นำมาขัดเงาและแกะสลักได้ดี และมีสีสันหลากหลาย โดยเฉพาะหินอ่อนพรานกระต่ายสีชมพูที่พบเพียงแหล่งเดียวในประเทศไทย นิยมนำมาใช้ก่อสร้างและทำถนน รวมถึงพัฒนาและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หรือชุดโต๊ะหมู่บูชา เป็นต้น
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า มูลค่าการตลาดของสินค้าเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า สินค้า GI ไม่เพียงเป็นสินค้าคุณภาพสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมฯ จะเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพสินค้า ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่างๆ ทั้งการสร้างแบรนด์และการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ GI ไทยให้เข้าถึงง่าย โดนใจผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อขยายโอกาสในตลาดสากล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน กรมฯ จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคสนับสนุนสินค้า GI ของไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับของดีมีคุณภาพจากแหล่งผลิตที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังช่วยอนุรักษ์ต่อยอดอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของคนไทย สร้างรายได้สู่ชุมชนในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1014625&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M3ZUe34jdvC_c1287tRmp -

ความเสี่ยงต่อไทย หากรัฐบาลกู้เงิน 5 แสนล้าน-ขยับเพดานหนี้เกิน 70% – BBC News ไทย

ที่มาของภาพ, Supattra Plongklum / Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, “ถ้าคุณคิดได้แต่โครงการ [แจกเงินหว่านแห] อย่ากู้ดีกว่า เก็บเงินเอาไว้เป็นเบาะรองรับเวลาเกิดวิกฤตที่หนัก เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีวิกฤตที่หนักกว่านี้ก็ได้” ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ -
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
-
เวลาอ่าน: 13 นาที
การเงินการคลังภาครัฐทั้งเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงแผนการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินมูลค่า 5 แสนล้านบาท ที่พ่วงมากับคำถามเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงทั้งบนหน้าสื่อและสังคมออนไลน์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับประเด็นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม บีบีซีไทยเขียนอธิบายไว้แล้วในบทความชิ้นนี้ ขณะที่ไทม์ไลน์เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ระลอกล่าสุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 20 เม.ย. โดยมาจากการเปิดเผยของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย
ทันทีที่แนวคิดเรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้ ถูกเผยแพร่ออกมา แกนนำพรรคฝ่ายค้านทั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และ สส.บัญชีรายชื่อ รวมถึง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ฝ่ายนโยบาย ก็ออกมาแสดงความกังวลทันที
น.ส.ศิริกัญญา โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊กของเธอเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ว่าสถานการณ์ของรัฐไทยตอนนี้นั้น “หลังชนฝา” เพราะสถานะทางการคลังไม่สู้ดีแล้ว ประกอบกับเงินสำรองที่ใกล้จะหมดจึงทำให้มีเม็ดเงินไม่พอช่วยเหลือประชาชน เธอจึงเห็นว่าสุดท้ายรัฐยังจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน และยอมขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่
“ถ้าพูดกันแบบไม่ฉวยโอกาสทางการเมือง ก็ดูเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วสำหรับรัฐบาลที่เจอทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการคลัง ที่จะมีเงินมาเยียวยาประชาชนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย”
อย่างไรก็ดี เธอยังตั้งคำถามถึงรัฐบาล 2 ข้อใหญ่ คือเหตุใดต้องกู้มากถึง 5 แสนล้านบาท และแผนการบริหารจัดการจะเป็นอย่างไร
ต่อมาเผือกร้อนลูกนี้ถูกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โยนไปให้ฝั่งกระทรวงการคลังซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นผู้ออกมาชี้แจงต่อสื่อ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และต่อสังคม
ในบทความชิ้นนี้ บีบีซีไทยรวบรวมคำอธิบายจากรัฐบาล และบทวิเคราะห์ทั้งโอกาสและความเสี่ยงของเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาท จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการคลังของภาครัฐ
เอกนิติยันกู้เพิ่มไม่ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ
นายเอกนิติให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 66% ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐฉบับล่าสุด ลงวันที่ 22 ก.ย. 2564 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดไว้ที่ 70% ต่อจีดีพี
รมว.คลัง แจกแจงต่อไปว่าตัวเลข 66% หมายความว่าไทยยังมีช่องว่างในการกู้เพิ่มได้อีก 4% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 8 แสนล้านบาท ส่วนการจะตัดสินใจว่าตัวเลขสุดท้ายที่ต้องกู้เป็นเท่าไรนั้นเขายังขอประเมินก่อน

ที่มาของภาพ, Supattra Plongklum / Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, “ถ้าเรากู้ไม่เกิน 8 แสนล้านบาท ก็ยังพออยู่ได้” นายเอกนิติระบุ นายเอกนิติ อธิบายว่าเนื่องด้วยปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจไทยรวมไปถึงตลาดโลกกำลังอยู่วิกฤตจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่มีใครทราบว่าจะจบลงเมื่อไรและรัฐบาลจำเป็นต้องมีเม็ดเงินคอยสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชน โดยเขาได้ไล่เรียงช่องทางของงบประมาณที่กระทรวงการคลังกำลังเร่งมีมาตรการใน 3 แนวทาง ดังนี้
หนึ่ง บริหารจัดการงบประมาณคงค้างประจำปี 2569 ตามกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐที่ยังไม่มีการเบิกใช้ โดยภาครัฐให้เวลาหน่วยงานต่าง ๆ กลับไปดูงบของตัวเองจนถึงวันที่ 30 เม.ย. นี้ ก่อนที่จะมีการเรียกคืนงบดังกล่าว นายเอกนิติคาดว่าจะมีเม็ดเงินที่เรียกคืนกลับมาได้ราว 70,000 ล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท ขณะที่เม็ดเงินที่เหลืออยู่ในงบประมาณกลาง ณ ปัจจุบัน นายเอกนิติระบุว่าเหลืออยู่ราว 25,000 ล้านบาท
สอง พิจารณาจัดทำงบประมาณสำหรับปี 2570 ซึ่งนายเอกนิติย้ำว่าจะตัดงบทุกอย่างที่ไม่จำเป็นและไม่มีประสิทธิภาพออก อาทิ งบดูงานต่างประเทศ หรืองบการก่อสร้างหน่วยราชการใหม่ ๆ โดยเขาย้ำด้วยว่าเม็ดเงินที่เก็บได้เพิ่มนั้นจะนำมาเยียวยาและฟื้นฟูประเทศ “เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส”
สาม พิจารณาเม็ดเงินเพิ่มเติมผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเขาย้ำว่าจำเป็นต้องมีกระสุนทางการคลังตรงนี้สำรองไว้ เนื่องจากไม่มีผู้ใดทราบว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะจบลงเมื่อไร อีกทั้งภาครัฐยังควรมีเม็ดเงินสำหรับการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสนับสนุนการพึ่งพาพลังงานสะอาดผ่านเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์มากขึ้น
เมื่อถูกถามว่า เขาประเมินวงเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางไว้เท่าไร นายเอกนิติไม่ได้ให้คำตอบออกมาเป็นตัวเลขโดยตรง แต่ชี้ว่า ตลอดเวลาราว 1 เดือนที่ผ่านมานั้น ภาครัฐใช้เงินไปแล้วราว 10,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด ซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 22 เม.ย. เขายังเสริมว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท กับเพดานเงินกู้เป็นคนละเรื่องกัน
“ถ้าเรากู้ไม่เกิน 8 แสนล้านบาท ก็ยังพออยู่ได้” อย่างไรก็ดี เขายอมรับต่อมาว่าอาจมีความจำเป็นต้องปรับเพดานหนี้สาธารณะใหม่ในปีถัดไป แต่ต้องรอการพิจารณาเพิ่มเติม
นอกจากความเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์นี้ หากย้อนกลับไปดูตั้งแต่ช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ยังพบว่านายเอกนิติได้พูดถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นการปรับโฉมโครงการคนละครึ่งพลัสกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้มาอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มผู้เปราะบางโดยตรง
ต่อมาเมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เงื่อนไขสำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้น รัฐบาลจะออก 60% ส่วนประชาชนจะออก 40% ส่วนเงื่อนไขว่าระยะเวลาช่วยเหลือจะเป็นกี่เดือน หรือจะมีประชาชนมากน้อยแค่ไหนที่ได้รับการช่วยเหลือนี้ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
รัฐบาลไม่มีเงินจริงหรือ
ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า หากอธิบายโดยง่ายนั้น การเงินของภาครัฐไทยเป็นแบบ “รายได้ไม่พอรายจ่าย” ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่สะสมต่อเนื่องมานานหลายปี

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong / Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, “ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาน่าเป็นห่วงขึ้นเยอะเพราะ ขนาดการขาดดุล ณ วันนี้มันคือที่สุดแล้ว คือจะ 5% ต่อจีดีพีอยู่แล้ว เกณฑ์มาตรฐานจริง ๆ มันไม่ควรเกิน 3% ต่อจีดีพี” ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ เขาอธิบายว่า ฝั่งรายจ่าย รัฐมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสวัสดิการและรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยตัวเลขผู้สูงอายุของไทยหรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ณ ปี 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 14.23 ล้านคน หรือคิดเป็น 22.05% ของตัวเลขประชากรรวม เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถิติในปี 2558 ที่ไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรราว 16%
ในเวลาเดียวกัน ศ.ดร.อธิภัทร เสริมว่าเม็ดเงินที่รัฐจัดเก็บได้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ จากระดับ 16-17% ต่อจีดีพี เมื่อราวทศวรรษที่แล้วก็ลดลงมาอยู่ในหลัก 14-15% ต่อจีดีพี ซึ่งสาเหตุหลักมาจากทั้งปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่ทำให้ผู้มีรายได้จำนวนมากหลุดรอดออกจากระบบการจัดเก็บภาษี นอกจากนี้นโยบายสิทธิประโยชน์ทางภาษี การลดหย่อน หรือการยกภาษีให้กับธุรกิจต่าง ๆ ก็ผลเช่นเดียวกัน
นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง บีบีซีไทยพบว่า ดุลเงินประมาณของรัฐบาลนั้นขาดดุลต่อเนื่องมาทุกปี และมีการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลเป็นประจำต่อเนื่องมาแล้วตลอด 19 ปี
อย่างไรก็ดี การกู้เงินประเภทนี้เป็นไปตามกฎหมายตามปกติ ซึ่งแตกต่างจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินนอกงบประมาณปกติในกรณีจำเป็นเร่งด่วน อาทิ พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในปี 2552 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หากลงไปดูในรายละเอียดตลอดเกือบสองทศวรรษจะพบว่า มีเพียงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ที่ดุลงบประมาณขาดดุลสูงทะลุ 1 ล้านล้านบาท ทว่าตัวเลขดุลงบประมาณสองปีล่าสุด คือ 2567 และ 2568 ก็ขาดดุลทะลุ 1 ล้านล้านบาทเช่นเดียวกัน
“ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาน่าเป็นห่วงขึ้นเยอะเพราะ ขนาดการขาดดุล ณ วันนี้มันคือที่สุดแล้ว คือจะ 5% ต่อจีดีพีอยู่แล้ว เกณฑ์มาตรฐานจริง ๆ มันไม่ควรเกิน 3% ต่อจีดีพี” ศ.ดร.อธิภัทรอธิบาย
นักเศรษฐศาสตร์จากจุฬาฯ เสริมด้วยว่าตัวเลขขาดดุลระดับเกือบ 5% ต่อจีดีพีนั้นควรเกิดขึ้นเฉพาะในภาวะที่วิกฤตจริง ๆ แต่ตอนนี้มันกลายเป็น “เรื่องปกติธรรมดา”
“นึกภาพว่าเรามีรายจ่ายประจำที่เราลดไม่ได้เยอะ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็อาจจะมีค่าเช่าบ้าน ค่าเทอมลูก พวกนี้มันลดไม่ได้ ขณะเดียวกัน เราก็อยากจะพัฒนาตัวเอง ต้องไปเรียนเพิ่มถูกไหม ซื้อหนังสือมาอ่าน อันนี้เรียกว่าค่าใช้จ่ายลงทุนของรัฐ แต่ตอนนี้รายได้ของมันเพียงพอแค่เฉพาะรายจ่ายประจำเท่านั้น ไม่พอจะไปจ่ายเรื่องการลงทุน” ศ.ดร.อธิภัทรกล่าว
เขาเสริมว่าที่ผ่านมารัฐจึงต้องกู้เงินมาตลอดอยู่แล้วเพื่อนำมาลงทุนพัฒนา ซึ่งก็นำไปสู่คำถามเรื่องความคุ้มค่าด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว
“คำตอบก็คือ… มีรายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่ชี้ให้เห็นเลยว่า 40% ของรายจ่ายลงทุน เป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามันสร้างสินทรัพย์ใหม่อย่างแท้จริง” เขาเสริม
ต้องกู้จริงไหม-เพดาน 70% จะเป็นอย่างไร
สถานการณ์ที่อธิบายมาข้างต้นทั้งหมดนั้นคือสภาพการเงินของรัฐไทยในสภาวะปกติ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดภาวะวิกฤตอย่างสงครามในตะวันออกกลางขึ้นมา สถานะทางการเงินของไทยจึงนำไปสู่ภาวะที่ “ต้องกู้เพิ่ม” ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว
ดร.นงนุช ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี มหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม เทรนต์ สหราชอาณาจักร บอกกับบีบีซีไทยว่า สาเหตุที่เธอคิดว่าอย่างไรรัฐบาลก็ต้องกู้เงินนั้น เป็นเพราะภาวะหนี้สะสมที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายช่วยเหลือของภาครัฐทั้งฝั่งพลังงาน-น้ำมัน ไปจนถึงนโยบายช่วยเหลือประชาชน “ตระกูลพลัส” ทำให้เมื่อคำนวณแล้วเงินที่มีอยู่ในมือจึงไม่พอ
ส่วนตัวเลขที่กู้นั้นจะต้องถึง 5 แสนล้านบาทเลยหรือไม่ เธอบอกว่าอยู่ที่ความชัดเจนของนโยบายช่วยเหลือและนโยบายลงทุนของรัฐ

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong / Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, “ถ้าจีดีพีไม่โต ต่อให้หนี้มันอยู่คงที่ อัตราสัดส่วนมันก็โตอยู่ดี” ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ระบุ ดร.นงนุช อธิบายต่อไปว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยประมาณการไว้ในช่วงต้นปี ซึ่งยังไม่มีปัจจัยสงครามเข้ามาเป็นส่วนประกอบ โดยคำนวณออกมาได้ว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยจะชนเพดานในปี 2570
ตัวเลขการคำนวณของเธอยังสอดคล้องกับคำเตือนจากสถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจจาก ธนาคารไทยพาณิชย์อย่าง SCB EIC ที่ออกมาประเมินตั้งแต่ปี 2568 ว่า “หนี้สาธารณะมีแนวโน้มติดเพดาน 70% ของจีดีพี ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า”
ดร.นงนุช ชี้ว่านอกจากมิติเรื่องการกู้เงินมาช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤตแล้วนั้น ฝั่งจีดีพีเองก็มีปัญหาเช่นกัน เนื่องจากตัวเลขเพดานหนี้สาธารณะที่กล่าวถึงนั้นเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี เพราะฉะนั้น “ถ้าจีดีพีไม่โต ต่อให้หนี้มันอยู่คงที่ อัตราสัดส่วนมันก็โตอยู่ดี”
ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund-IMF) ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะตกไปอยู่ในภาวะถดถอย (recession) หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับราคาพลังงานที่คงตัวในระดับสูง
ในรายงานฉบับล่าสุดนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตแค่ราว 1.5% ในปี 2569 ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.1% ในปี 2570 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ในปี 2569 ไอเอ็มเอฟ ประเมินไว้ที่ 3.2% และเพิ่มเป็น 3.5% ในปี 2570

คำบรรยายวิดีโอ, มิเชลล์ ฟลูรี ผู้สื่อข่าวบีบีซี รายงานสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและสงครามอาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ด้วยเหตุนี้เมื่อมาถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน ดร.นงนุช จึงชี้ว่า “Recession [ภาวะเศรษฐกิจถดถอย] ยังไงก็มา มาแน่” เพราะฉะนั้นสุดท้ายสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจึง “อาจชนภายในปีนี้เลย ไม่ต้องรอ 2 ปี”
ด้าน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการนโยบายการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ในเชิงทฤษฎีเมื่อเศรษฐกิจของประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น รัฐบาลก็ควรจะเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ
เขาเสริมว่า นับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ราว 2.7% ต่อปี เพราะฉะนั้นในปีไหนที่ตัวเลขมีแนวโน้มจะต่ำกว่านี้ รัฐก็ควรเข้ามากระตุ้น
“เช่นปีนี้พยากรณ์บอกว่าด้วยผลต่าง ๆ จากสงครามในอิหร่าน จากสงครามภาษีของทรัมป์ จากภัยแล้ง เราอาจจะโตแค่ประมาณ 1.3-1.6% แปลว่าเราต่ำกว่าศักยภาพ เช่นนั้นควรจะกระตุ้น อันนี้คือหลักฐานแรก” ขณะที่ปัจจัยที่สองเป็นเรื่องการเยียวยากลุ่มผู้เปราะบางต่าง ๆ

ที่มาของภาพ, Arnun Chonmahatrakool / Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, ดร.นณริฏ จากทีดีอาร์ไอ ประเมินว่ารัฐบาลมีแนวโน้มจะกู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ดี นักวิชาการอาวุโสแห่งทีดีอาร์ไอ ตั้งข้อสังเกตว่าทฤษฎีเช่นนั้นอาจล้าหลังไปแล้ว เนื่องจากในอดีตภาวะวิกฤตหนัก ๆ มักเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ สิบปี ทว่าวิกฤตในปัจจุบันกลับเกิดขึ้นบ่อยกว่ามาก ด้วยเหตุนี้หากภาครัฐยังดันทุรังกู้บ่อยครั้ง จะทำให้ไม่มีเวลาฟื้นตัวทางด้านการคลัง ต้องกู้เพิ่มทุกปีและกู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากความจำเป็น เขาชี้ว่าเขาเห็นด้วยกับการกู้เงิน แต่ต้องเป็นการกู้เพื่อนำมาช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตจริง ๆ ไม่สามารถเป็นการแจกเงินแบบหว่านแหได้ และสองคือเม็ดเงินลงทุนต้องไปสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้ในอนาคตเศรษฐกิจไทยเติบโต
“ถ้าไม่สามารถทำแบบนี้ได้ ผมคิดว่าอย่ากู้เสียดีกว่า นักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกว่าการไม่กู้อาจจะแย่กว่า แต่ผมมองว่าถ้าไม่มีแผนดี ๆ แล้วไปกู้ นี่อันตราย เพราะผมมองว่าในอนาคต เรายังต้องกู้มาทำอย่างอื่น… ถ้าเราไปกู้เพื่ออีลุ่ยฉุยแฉกแบบนี้ก็เหมือนเราใช้บัตรเครดิตไปก่อน อนาคตพอเกิดสถานการณ์ที่ฉุกเฉินจริง ๆ เราก็ไม่สามารถเอามาใช้ได้” ดร.นณริฏกล่าว
เขายกตัวอย่างต่อไปว่า ช่วงปลายปี 2568 ตอนที่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประเภท “คนละครึ่ง” ออกมาเขาแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะหากเกิดวิกฤตในอนาคตจะหาเม็ดเงินจากส่วนไหน
“ผ่านมาแค่ต้นปีก็เกิดสงครามอิหร่าน เม็ดเงินที่ควรจะมี คุณก็เอาไปปลายปีที่แล้วแล้ว… เพราะฉะนั้นเหมือนเดิม ถ้าคุณทำคิดได้แต่โครงการแค่ลักษณะนี้ อย่ากู้ดีกว่า เก็บเงินเอาไว้เป็นเบาะรองรับเวลาเกิดวิกฤตที่หนัก เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีวิกฤตที่หนักกว่านี้ก็ได้” นักวิชาการทีดีอาร์ไอให้ความเห็น
ส่วนมิติเรื่องการเพิ่มเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ดร.นณริฏ แสดงความกังวลว่า นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ซึ่งทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยที่เคยอยู่ในระดับ 40% ต่อจีดีพีพุ่งขึ้นมาแตะระดับ 60% หากเป็นสถานการณ์ทั่วไป เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ สัดส่วนดังกล่าวควรจะปรับลดลงมา ทว่าก็เกิดวิกฤตหลายระลอกจึงเกิดการกู้เพิ่ม
“แต่กลายเป็นว่าหลังโควิด เราเจอวิกฤตโน่นนี่นั่น รัฐกู้เพิ่มจนตอนนี้มันกระโดดเข้ามาใกล้ ๆ 70% ตัวนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าหนี้เราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง มันถึงเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลใจว่า ตอนนี้เรามีแนวโน้มจะกู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย” ดร.นณริฏ ระบุ
กู้แบบไหนถึงปลอดภัย และหากกู้มาแล้วไร้ประสิทธิภาพ ผลที่ตามมาคืออะไร
ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ว่าหากย้อนกลับไปมองเม็ดเงินกู้ฉุกเฉินจำนวนถึง 1.5 ล้านล้านบาทจากยุคโควิดรัฐบาลไทยสามารถเรียนรู้ที่จะใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่าครั้งนั้นได้ เพราะสุดท้ายแล้ว “จะขยายหรือไม่ขยาย [เพดานหนี้สาธารณะ] วันนี้ไม่ได้สําคัญ เพราะว่ายังไงกู้ไปขนาดนี้ ถ้าปีนี้ไม่ชน [เพดาน]… ปีหน้าก็อาจจะต้องขยายอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่ใช่ประเด็นสําคัญ” เมื่อเทียบกับการบริหารเงินที่กู้มา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 นั้น รัฐบาลไทยออก พ.ร.ก.กู้เงินพิเศษ 2 ฉบับ ด้วยกรอบรวมที่สูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท นักวิชาการจากจุฬาฯ อธิบายเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้เงินกู้ว่า ในยุค พ.ร.ก.เงินกู้โควิด เสมือนว่ารัฐบาลไม่ได้มีโครงการอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่จะทำเรื่องกู้ แต่เป็นการขอวงเงินมาก่อนและค่อยมาวางแผนที่หลัง ทำให้เกิดความไม่คุ้มค่า
“ตัวอย่างเช่นเราเห็นอย่างคนละครึ่ง ทําหลายเฟสมาก เฟสแรกเป็นแน่นอนเพราะมันกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ว่าเฟสหลัง ๆ ความจําเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความจําเป็นในการช่วยเยียวยามันน้อยลง มันกลายเป็นเรื่องการเมืองมากกว่า” ศ.ดร.อธิภัทรกล่าว
เขาเสนอแนะว่ารัฐบาลควรกำหนดให้ชัดเจนว่ากรอบเงินกู้ครั้งนี้จะใช้ไปกับโครงการอะไรบ้าง และต้องพุ่งเป้าไปที่คนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ รวมไปถึงการลงทุนที่เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจได้จริง
ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ด้วยรัฐบาลสามารถเริ่มต้นจากกลุ่มผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการของรัฐก่อนได้ โดยแม้แต่ประชากรในกลุ่มนี้ เขาเสริมว่าก็ยังมีข้อกังขาว่าตัวเลข 14 ล้านคนที่ถือบัตรนั้น เป็นคนจนจริง ๆ เท่าใดกันแน่
“ผมคิดว่ารัฐก็อาจจะมีวิธีการวิเคราะห์ตัวเลขให้แคบลง แล้วก็กลุ่มกลุ่มที่จนจริง ๆ ต้องให้กลุ่มนี้มากที่สุดหลังจากนั้นก็จะให้ลดหลั่นกันไปกับคนที่มีรายได้มากขึ้น สิ่งที่สําคัญก็คือมันจะเป็นระยะสั้นเท่านั้นเพราะมันไม่สามารถให้ได้ตลอดได้ อันนี้คือเรื่องการเยียวยา” ศ.ดร.อธิภัทร กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ด้าน ดร.นณริฏ ย้ำประเด็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบาง รวมไปถึงการลงทุนในเศรษฐกิจระยะยาวซึ่งหมายถึงการลงทุนในเด็ก ให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการศึกษาหรือไม่หลุดออกจากระบบการศึกษาไป เพราะ “เด็กเป็นกลุ่มที่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าคุณทำให้เขาไม่หลุดจากสถานศึกษารายได้เขาในอนาคตจะสูงกว่าเด็กที่หลุดจากสถานการศึกษามาก แล้วเขาก็ยังสามารถที่จะสร้างรายได้จ่ายภาษีได้ระยะยาว”
เขาย้ำว่า เขาไม่เห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตหรือคนละครึ่ง เพราะนับตั้งแต่วิกฤตโควิดเป็นต้นมา การกระตุ้นแบบนี้เริ่มไม่เป็นผล เพราะเศรษฐกิจบอบช้ำมานาน มีปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง เอสเอ็มอีก็มีหนี้สูง การกระตุ้นจึงได้ผลน้อย
เมื่อถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเม็ดเงินที่กู้มานั้นไม่สามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ดร.นณริฏ ตอบว่า ในมิติของระดับเครดิต (credit rating) ซึ่งเป็นการประเมินความน่าเชื่อและความสามารถในการชำระหนี้ อันดับก็จะลดลง และผลกระทบที่ตามมาคืออัตราดอกเบี้ยจะแพงขึ้น และจะส่งผลต่อทั้งภาครัฐและเอกชนด้วย
“คนที่ประเมินระดับเครดิต เขามองแค่ว่ากู้ไปแล้วอนาคตคุณจะใช้คืนได้หรือเปล่า… พูดง่าย ๆ ก็คือคนนี้ใช้เงินไม่เป็น เสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้สูญ เขาก็จะลดเครดิต… แปลว่าถ้าเราต้องการเงิน ในอนาคตไปขอ เราก็ยังได้เงินอยู่แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น แต่พอมันเป็นเรื่องของประเทศ ผลกระทบของดอกเบี้ยแพงมันไม่ได้อยู่แค่ที่ภาครัฐ แต่มันจะส่งผลต่อภาคเอกชนด้วย เวลาเอกชนจะไปขอกู้อะไร เขาไม่ได้คิดแค่เอกชนรายนั้นเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เขาคิดว่าประเทศเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนด้วย” นักวิชาการทีดีอาร์ไอระบุ
ด้าน ศ.ดร.อธิภัทร เห็นสอดคล้องกับ ดร.นณริฏ เช่นกันว่าระดับเครดิตของไทยอาจลดลง พร้อมมองว่าสำหรับคนไทย หากรัฐบาลใช้เงินที่กู้มาอย่างไร้ประสิทธิภาพ สิ่งที่คนทั่วไปจะกระทบมากที่สุดก็คือเรื่องภาษี
“เพราะว่าเมื่อรัฐมีหนี้มาก ภาระดอกเบี้ยมากขึ้น ภาระที่ต้องจ่ายเงินต้นก็จะมากขึ้นตามไปด้วยสุดท้ายก็จะยิ่งไปกดดันว่ารัฐต้องขึ้นภาษีแน่นอนในอนาคต ทีนี้ภาษีที่จะเก็บได้แล้ว ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุดมีตัวเดียวคือ VAT [ภาษีมูลค่าเพิ่ม]” ศ.ดร.อธิภัทร จากเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ สรุป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c9wqz9w0r84o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NFJ2MC4Foy0zW07P1Gxif -
-

มหัศจรรย์สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจเล็กๆจากวันเกิดเมือง
ภาพคำทำนายด้านเศรษฐกิจเมืองรัตนโกสินทร์ปี 2569นานๆ ผู้เขียนจะเห็นสัญญาณที่ส่งออกมาจากดวงชะตาเมืองเป๊ะๆ ตามตำราแบบที่เพิ่งเจอมาจะจะคาตา ปรากฏการณ์เกิดอย่างไรจะเล่าให้ฟังเป็นขั้นตอน
1.ย้อนกลับไปคำทำนายที่เคยให้ไว้ตลอดว่า ขณะที่เมืองต้องตีฝ่าสงครามเศรษฐกิจโลก และปฏิวัติเศรษฐกิจของเมืองเองระหว่างกรกฎาคม 2565-กรกฎาคม 2572 เป็นเวลาประมาณเจ็ดปี เพื่อเป้าหมายหลุดจากประเทศรายได้ปานกลางไปสูงนั้น
2.ในระหว่างเจ็ดปีนี้ ช่วงเวลาสำคัญที่เรื่องลบด้านเศรษฐกิจจะโผล่ให้เมืองต้องเผชิญ ถือเป็นเคราะห์ร้าย แถมเน่าในทางเศรษฐกิจ คือช่วงเวลาระหว่างวันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2568-วันเกิดเมือง 21 เมษายน 2569 (ดาวตัวแทนทางเศรษฐกิจของเมืองเป็นกาลกิณีจร)
ผลคือ ระยะนั้นด้านเศรษฐกิจของเมืองและทำมาหากินฝืดเคือง หาความรุ่งเรืองไม่ค่อยได้
และแม้รัฐบาลจะพยายามกระตุ้นด้วยวิธีการต่างๆ เช่น แจกเงินหมื่นในรัฐบาลคุณแพทองธาร ชินวัตร หรือทำคนละครึ่งพลัสในรัฐบาลของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ตาม
และถ้ายังจำกันได้วันที่ 21 เมษายน 2568 นี่แหละที่ผู้เขียนเคยประกาศว่าให้ขายหุ้นให้เรียบร้อยก่อนวันนั้น เพราะเกณฑ์ดาวเศรษฐกิจของเมืองในทางโหรเสียเป็นเวลาหนึ่งปีนั่นเอง
มีหนึ่งครอบครัวทำตาม ได้เงินไปมากโข
แต่ผู้เขียนเองกลับขายไม่ทัน นี่คือวาสนาที่รู้ทั้งรู้แต่ไขว่คว้าไม่ได้
3.ผลจากข้อ 2. ชัดเจนที่ออกมาคือ ก่อนวันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569 (ย้ำวันที่) แม้ตัวเลขจะแตกต่างกัน แต่หน่วยงานต่างๆ สรุปผลออกมาว่า อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ของประเทศไทยปี 2568 ต่ำที่สุดในประเทศอาเซียน
เช่นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ไอเอ็มเอฟให้ตัวเลขจีดีพีไทยเพียงร้อยละ 1.5
เล่นเอาทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาลคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องปาดเหงื่อ
4.และแล้วความขลังของตำราโหรก็เกิดให้เห็นคือ
4.1 ย้อนกลับไปที่บทความแม่หมอสมัครเล่นตอนที่ 630 ชื่อตอนเศรษฐกิจ-จากระยะเผาจริงจะนำไปสู่อะไร เขียนไว้เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 ที่ขอสกัดใจความมาเผยแพร่ซ้ำให้เห็นปาฏิหาริย์ดวงเมืองคือ
“ข.ตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569-21 เมษายน 2570 เคราะห์ทางพื้นฐานเศรษฐกิจเมืองจะลดลง” เพราะทางโหรดาวเศรษฐกิจของเมืองหยุดเป็นกาลกิณีจรแล้ว ผลที่เห็นทันตาในวันเกิดเมืองเลย คือ
5.บริษัทจัดอันดับมูดี้ส์เคยจัดเกรดให้เศรษฐกิจประเทศไทย ในเชิงลบ พลันเปลี่ยนไป ให้มีเสถียรภาพ
แล้วมูดี้ส์มาประกาศวันเกิดเมืองซึ่งเป็นวันแรกที่ดาวเศรษฐกิจหยุดเป็นกาลกิณีจรให้โหรตาค้างเสียด้วย!!!
6.เมื่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองล้อไปกับดาวเช่นนี้ ทำให้ผู้เขียนเชื่อมั่นคำทำนายส่วนที่เหลือที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้แบบมีความหวังว่า ประมาณกรกฎาคม 2572 เรายืนอยู่ข้างกำแพงพระนคร สถานะเศรษฐกิจของเมืองจะหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางไปสูงได้
7.แม้ก่อนจะไปถึงจุดนั้น สงครามเศรษฐกิจโลกกำลังอาละวาดหนักมาตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สหรัฐอเมริกากับอิสราเอลรบกับอิหร่าน ทำให้ราคาพลังงานทั้งโลกออกแนวกระฉูด
เมืองจึงเจอเข้ากับแนวลบซ้อนลบทางเศรษฐกิจตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์-21 เมษายน 2569 ที่ผู้เขียนเคยบอกว่าเมืองจะพบเจอหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระดับต้มยำกุ้ง หรือน้องๆ ต้มยำกุ้ง
8.แต่อย่างน้อยทางโหรเมื่อเคราะห์ร้ายจากเนื้อในทางเศรษฐกิจของเมืองหมดตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โอกาสสู้ย่อมแทรกเข้ามาให้ตีฝ่าและไขว่คว้า
เพราะสถานการณ์แบบนี้ราคาน้ำมันกระฉูดเมืองไม่ใช่ว่าจะไม่เคยพานพบ
ในอดีตขณะที่ผู้เขียนเริ่มทำข่าวพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรี กับคุณเกษม จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เคยวิ่งวุ่นหาน้ำมันเข้าประเทศมาแล้วคราวเกิดวิกฤตพลังงานโลกครั้งที่สอง ที่ราคาน้ำมันดิบจาก 13 ดอลลาร์พุ่งขึ้นไปเป็นเกือบ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
คราวนั้นมีการใช้มาตรการปิดทีวีตอนเย็นเพื่อประหยัดพลังงาน และออกกฎหมายตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ คือ ปตท.ในปัจจุบัน
และเมื่อพลเอกเกรียงศักดิ์พ้นจากตำแหน่งเพราะปัญหาราคาน้ำมัน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ก็ได้ต่อยอด เช่น ยึดโรงกลั่นน้ำมันบางจากมาเป็นของรัฐ พร้อมนำแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทยขึ้นมาใช้พาประเทศสู่ยุค โชติช่วงชัชวาล
สุดท้าย ทีมงานเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ที่จะรับมือและตีฝ่าชื่อชั้นก็ใช่ว่ากิ๊กก๊อก เมืองจึงมีโอกาสมาก เพียงแต่ก็ไม่ง่าย
เพราะทางดวงเมืองนั้นย้ำอีกครั้ง วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569-วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2570 ชะตาเมืองยังอับอยู่ ทำอะไรยังได้ครึ่งเสียครึ่ง
21 เมษายน 2570 เป็นต้นไป จึงจะได้เห็นเศรษฐกิจของเมืองเริ่มโงหัว.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/985588/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39rNCjweN8nIHwcHEeK0LJ -

กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” ณ จังหวัดน่าน ชูเสน่ห์ภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” ณ จังหวัดน่าน ชูเสน่ห์ภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
24/04/2569 | 51 | |
กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” ณ จังหวัดน่าน ชูเสน่ห์ภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. ณ ลานหนองน้ำครก ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” จุดดำเนินการที่ 3 ณ จังหวัดน่าน ภายใต้แนวคิด “สีสันถิ่นเรา เรื่องเล่าแห่งภูมิปัญญา” โดยมี นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ให้การต้อนรับ พร้อมนี้ ผู้ตรวจราชการกรม ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน และพี่น้องประชาชนชาวน่าน เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก
การจัดงานในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานให้สอดคล้องกับนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีอัตลักษณ์ชุมชนอย่างชัดเจน เป็นที่นิยมของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน
งาน “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” จุดดำเนินการที่ 3 ณ จังหวัดน่าน ในครั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมุ่งหวังให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการได้เรียนรู้ทักษะด้านการบริหารจัดการและการตลาดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก
โดยมีไฮไลต์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในงานนี้ ได้แก่
– ช้อปสินค้าภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ: รวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 1 – 5 ดาว จากทั่วทุกภาค รวมทั้งสิ้น 300 บูธ แบ่งเป็นประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย 120 บูธ, อาหาร 74 บูธ, ของใช้และของตกแต่ง 36 บูธ, เครื่องดื่ม 17 บูธ และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร 13 บูธ
– ลิ้มรสอาหารปลอดภัยจากชุมชน: พบกับโซนอาหารชวนชิมรสเลิศจำนวน 40 บูธ ที่นำรสชาติไทยแท้และวัตถุดิบคุณภาพจากท้องถิ่นมาให้ลิ้มลองในราคาที่เข้าถึงได้
– นิทรรศการและการสาธิตภูมิปัญญา: ชมการสาธิตกระบวนการนำทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นสินค้า OTOP จำนวน 4 ราย และนิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราว เบื้องหลังชิ้นงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
– กิจกรรมต่อยอดธุรกิจ: กิจกรรม Business Matching เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการและนักลงทุน และกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดการจัดงาน
– ความบันเทิงและศิลปวัฒนธรรม: ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่สวยงามตระการตา และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน ดารา นักร้อง ชื่อดังที่จะมาสร้างรอยยิ้มทุกวัน
กรมการพัฒนาชุมชน ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสนับสนุนสินค้าจากชุมชนไทย มาร่วม “ช้อป ชิม แชร์ และเชียร์” เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างอาชีพให้แก่พี่น้องประชาชนไทย ระหว่างวันที่ 24 – 30 เมษายน 2569 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ลานหนองน้ำครก ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www3.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/355061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lQDNEgNgkE798621JuZNC -

ไตรมาสแรกต่างชาติแห่ลงทุนทะลุ 9.7 หมื่นล้าน สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย
วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.10 น.
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนมีนาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 104 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 31 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 73 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 33,351 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ
สำหรับช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 347 ราย เพิ่มขึ้น 75 ราย คิดเป็น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (272 ราย) โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 78 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 269 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 97,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50,747 ล้านบาท คิดเป็น 108% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (47,033 ล้านบาท)
ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สหรัฐอเมริกา 61 ราย คิดเป็น 18% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,903 ล้านบาท 2) ญี่ปุ่น 55 ราย คิดเป็น 16% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 21,240 ล้านบาท 3) จีน 54 ราย คิดเป็น 16% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 22,042 ล้านบาท 4) สิงคโปร์ 44 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 18,547 ล้านบาท และ 5) ฮ่องกง 33 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 6,950 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 100 ราย คิดเป็น 27% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 23,098 ล้านบาท
ขณะที่การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 108 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติในไทยเพิ่มขึ้น 20 ราย คิดเป็น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (88 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 44,001 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 37 ราย ลงทุน 19,535 ล้านบาท ญี่ปุ่น 19 ราย ลงทุน 4,839 ล้านบาท สิงคโปร์ 15 ราย ลงทุน 7,652 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 37 ราย ลงทุน 11,975 ล้านบาท
-031
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/960444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aQTGTF85Aoc6QkCngJtcQ -

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียชี้ “สงครามดันค่าขนส่งและประกันพุ่ง แต่เศรษฐกิจมาเลเซียยังแข็งแกร่ง”
ที่มา : สำนักข่าว malaymail
นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้ง
ในตะวันออกกลางที่มีต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตและขนส่งที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากการปรับตัวสูงขึ้นของค่าระวางขนส่งสินค้า (freight) ค่าประกันการขนส่ง (insurance) โดยค่าประกันเพิ่มขึ้นสูงถึงกว่าเท่าตัว ส่งผลให้ต้นทุนของสินค้าและโภคภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าที่ต้องใช้วัตถุดิบจากน้ำมันมีราคาสูงขึ้น แม้ว่าสินค้าบางส่วนจะมีสต็อกที่ได้จัดซื้อไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งแต่ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ก็ส่งผลต่อราคาของสินค้าในภาพรวมด้วยทั้งนี้ มาเลเซียเชื่อมั่นว่า จะสามารถรักษาความต่อเนื่องของการขนส่งพลังงานได้ เนื่องจาก
มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดี ทำให้การดำเนินงานของบริษัทพลังงานแห่งชาติสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นแม้จะมีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอื่น ๆ โดยเศรษฐกิจมาเลเซียยังคงมีเสถียรภาพ และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังไม่พบปัญหาการขาดแคลนพลังงานหรือวิกฤต
ด้านเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบในระยะยาวต่อต้นทุน
ด้านพลังงานและโลจิสติกส์ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3 – 5 ปี ในการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ของระบบพลังงานโลก ซึ่งมาเลเซียจะเตรียมการรับมือกับผลกระทบดังกล่าวให้เป็นไปอย่าง
มีประสิทธิภาพ โดยจะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไว้ในระดับที่น่าพอใจ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะยาวก็ตามบทวิเคราะห์ผลกระทบ
1. ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้น: แม้มาเลเซียจะมีทรัพยากรพลังงาน แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน
และก๊าซบางประเภทบางส่วน ดังนั้น การปรับตัวสูงขึ้นของค่าระวางขนส่งสินค้า และค่าประกันการขนส่ง
จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งฯ จึงส่งผลให้ราคานำเข้าที่แท้จริง (landed cost) เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้2. แนวโน้มด้านความมั่นคงทางพลังงาน: ประเทศต่างๆ มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวมากขึ้น โดยมีการกำหนดนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพลังงาน เช่น การสรรหาแหล่งนำเข้าใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง การสร้างคลังสำรองด้านพลังงาน และการลงทุน
ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต3. การปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าโลก: รูปแบบการค้าโลกมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่การพึ่งพากันภายในภูมิภาคมากขึ้น (regionalization) โดยประเทศต่างๆ จะลดการพึ่งพาเส้นทางการค้าระยะไกล และหันมาสร้างเครือข่ายการค้าภายในภูมิภาคมากขึ้น รวมถึงการค้ากับประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่มั่นคง
4. การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ: ภาคธุรกิจอาจต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น เช่น การกระจายแหล่งผลิต การเพิ่มคลังสินค้า และการใช้เทคโนโลยี
ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกความเห็น สคต.
สคต. กัวลาลัมเปอร์ เห็นว่า สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของปัจจัย
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน โดยประเทศไทยซึ่งมีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง เมื่อค่าขนส่งและค่าประกันเพิ่มขึ้น
ย่อมส่งผลให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ
ของประชาชน และต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ในการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการไทยควรเร่งวางกลยุทธ์และปรับตัวเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง
ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การกระจายแหล่งนำเข้า การเลือกใช้เส้นทางขนส่งที่เหมาะสม และการวางแผนต้นทุนอย่างรอบคอบ รวมถึงการแสวงหาพันธมิตรทางการค้า โดยมาเลเซียยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเป็นพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โอกาสนี้ขยายการส่งออก รวมถึงเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งนี้ ในระยะยาวผู้ประกอบการอาจพิจารณาเร่งปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน รวมทั้งพิจารณาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนและลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/nbtevbr2q6unkm201yz3b9ua&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2raMnPMe66uNHNbFByAhYi -

มูดี้ส์ ปรับมุมมอง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีอย่างไรกับคนไทย และจะดีใจได้นานแค่ไหน

มูดี้ส์ ปรับมุมมอง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีอย่างไรกับคนไทย และจะดีใจได้นานแค่ไหน
ต้องถือว่าการที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 น่าจะเป็นผลงานชิ้นแรกของดรีมทีมเศรษฐกิจ “รัฐบาลอนุทิน ” ที่ออกสตาร์ตได้ดี สร้างความฮือฮาและเรียกคะแนนเสียงจากแวดวงเศรษฐกิจการเงินพอสมควร หลังจากที่ไม่ได้รับข่าวดีมานาน
ส่วนจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจประเทศไทย แล้วคนทั่วไป ชาวบ้านธรรมดาอย่างเราๆ จะได้อะไรจากความน่าเชื่อถือของประเทศ
ก่อนอื่น ต้องไปดูเหตุผลที่ทำให้มูดี้ส์ปรับมุมมองต่อไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” กันก่อน ได้แก่
1.ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทยมาตลอดหลายปี วันนี้ รัฐบาลมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะสร้างความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ สร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่
2.อัตราศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ลดลงภายหลังการเจรจากับสหรัฐฯ
3.การลงทุนภาคเอกชนในประเทศไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถิติของการเปิดดำเนินการของโครงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากมาตรการ Thailand Fast Pass ของรัฐบาลอนุทิน 1
4.ประเทศไทยมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ โครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว สามารถบริหารจัดการภาระหนี้ได้
5.ประเทศไทยมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ขณะที่สัดส่วนหนี้ครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็อยู่ในระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก
เหตุผลที่ว่ามาข้างต้น อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวประชาชนคนไทย แต่หาหพิจารณาจากกกลุ่มแรก ที่ดีใจกับการจัดอันดับการมีเสถียรภาพก่อน เพื่อให้เห็นภาพความเชื่อมโยง เพราะมีหลายภาคส่วนที่ดีใจเป็นพิเศษ ได้แก่ รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจ เพราะการปรับมุมมองให้ดีขึ้นเปรียบเสมือนการตรวจข้อสอบ ว่ากำลังบริหารนโยบายและการคลังมาถูกทาง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ช่วยให้รัฐบาลดำเนินโครงการที่ตอบสนอง
นโยบายด้านการใช้พลังงานทดแทน และกระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สามารถกู้เงินโดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ เช่น การออกพันธบัตรได้หลากหลายขึ้น
ในขณะที่กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งความน่าเชื่อถือของธนาคารมักจะยึดโยงขึ้นลงตามความเชื่อมั่นของประเทศ ก็จะมีต้นทุนการระดมทุนของธนาคารก็ลดลง และส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินและผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความคึกคักให้ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ เพราะความมีเสถียรภาพของไทยจะช่วยดึงดูดเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติ ทำให้สินทรัพย์ไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น ส่งผลบวกต่อราคาหุ้นและเสถียรภาพของค่าเงินบาท
ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจระหว่างประเทศ เมื่อทุกอย่างนิ่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น ก็จะช่วยให้วางแผนธุรกิจและจัดการต้นทุนได้แม่นยำยิ่งขึ้น เมื่อความน่าเชื่อถือของประเทศดี แน่นอนการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศของรัฐบาลก็ง่ายขึ้น ได้รับเงื่อนไขทางการเงินที่ดีขึ้นต้นทุนโดยรวมตํ่าลง ภาคธุรกิจก็ย่อมได้รับอานิสงค์นี้ไปด้วย แรงกดดันเกี่ยวกับการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในประเทศก็ลดลงด้วย
นอกจากนี้ อันดับเครดิตที่ดีขึ้น ส่งผลดีต่อค่าเงินบาท ซึ่งช่วยให้ต้นทุนการผลิตสินค้าไม่ดีดตัวสูงขึ้น ช่วยให้ค่าครองชีพของชาวบ้านคงที่ และเมื่อนักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่น ก็จะกล้าเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานหรือขยายกิจการในไทยมากขึ้น เมื่อมีการลงทุน ก็เกิดการจ้างงาน คนมีงานทำ มีรายได้ มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลก็จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น
ที่สำคัญและต้องเน้นยํ้ากันคือ ทาง มูดี้ส์ ได้ยํ้าเตือนไว้ว่า อันดับเครดิตของไทยอาจถูก ‘ลดระดับลง’ หากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและการคลังของไทยอ่อนแอลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน โดยมูดี้ส์ จะติดตามและประเมินความน่าเชื่อถืออีกครั้ง จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น การเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ถ้ารัฐบาลอยากดีใจต่อไปนานๆ อยากให้คนไทยดีใจไปด้วย ก็ช่วยทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับมูดี้ส์ด้วย
คอลัมน์ : Cercular Economy ชีวิตดีเริ่มที่เรา โดย : กรีนเดย์———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/657442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-fCGuXsVD_-uUV1dvfo5I -

นักวิชาการแนะรัฐบาลใช้ผลพวงจากมูดี้ส์ ปรับอันดับความน่าเชื่อถือไทยมีเสถียรภาพ กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกรณี Moody ซึ่งเป็นสถาบันจัดลำดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิต ได้จัด Moody’s Ratings ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 ว่า ไม่ใช่เพียงข่าวดีในเชิงเทคนิคด้านการเงิน แต่เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้าง ที่สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
“การตัดสินใจของ Moody’s ไม่ได้ให้น้ำหนักกับมาตรการระยะสั้น หากแต่สะท้อนความสามารถเชิงระบบ ของประเทศไทย ทั้งด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ความแข็งแกร่งของฐานะต่างประเทศ และศักยภาพในการรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก จึงถือเป็นการยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีฐานรากที่แข็งแรง และมีศักยภาพเติบโตต่อได้ หากได้รับการขับเคลื่อนอย่างถูกทิศทาง
ในเชิงนโยบาย เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรมองข่าวดังกล่าวเป็นเพียงความสำเร็จด้านภาพลักษณ์ แต่ควรใช้เป็นฐานคิดในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจระยะต่อไป โดยโจทย์สำคัญไม่ใช่การอัดฉีดเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการทำให้ศักยภาพที่มีอยู่แล้วของประเทศสามารถทำงานได้เต็มที่
ทั้งนี้ เสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ ประการแรก การเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก รัฐสงเคราะห์ ไปสู่ รัฐหนุนเสริม (enabling state) โดยลดอุปสรรคเชิงกฎระเบียบ สร้างความชัดเจนและต่อเนื่องของนโยบาย เพื่อเอื้อต่อการลงทุนภาคเอกชน แทนการพึ่งพามาตรการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น
ประการที่สอง การใช้เสถียรภาพทางการเมืองเป็น ทุนเชิงนโยบายเพื่อผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง อาทิ ระบบภาษี ระบบราชการ และโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพของรัฐบาล
และประการที่สาม การยกระดับเศรษฐกิจจาก “การฟื้นตัว” ไปสู่ “การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” โดยเน้นการลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ เช่น ดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว
ดร.สติธร กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับ Outlook ครั้งนี้ควรถูกมองเป็นคำยืนยันจากภายนอกว่าไทยยังมีศักยภาพสูง แต่ศักยภาพดังกล่าวจะเกิดผลจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของรัฐในระยะต่อไป โดยรัฐบาลควรเปลี่ยนเสถียรภาพให้เป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่ในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5809683/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sqI7Bk1lKpISxYee9O3ZF








