Category: เศรษฐกิจ

  • ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง

    ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง

    ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง

    ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,195 ระหว่างวันที่ 26-29 เม.ย. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** ในห้วงเวลาที่โลกกำลังร้อนระอุ ไม่ต่างจากอุณหภูมิบ้านเรา ทั้งจากแรงปะทะของ “สงครามตะวันออกกลาง” ไปจนถึง “ราคาพลังงาน” ที่ไต่ระดับสูงขึ้น ข่าวดีของ “เศรษฐกิจไทย” อาจไม่ได้หวือหวา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี อย่างน้อยที่สุด การที่ “มูดี้ส์” สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ “เครดิตเรตติ้ง” ระดับโลก ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” พร้อมคงอันดับไว้ที่ระดับ Baa1 ก็เปรียบเสมือน “สัญญาณบวก” ในวันที่หลายประเทศยังต้องฝ่าคลื่นลมแรง

    *** การปรับมุมมองของ “มูดี้ส์” ครั้งนี้ ได้ปัจจัยหนุนจากความเสี่ยงภายนอกที่ลดลง โดยเฉพาะกำแพงภาษีสหรัฐที่แรงกดดันลดลง ในขณะที่การส่งออกไทย ปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 11.9% จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก อีกปัจจัยที่มูดี้ส์ตัดสินใจขยับ Outlook ไทยขึ้นไปเท่ากับเมื่อต้นปีที่แล้ว คือ ความชัดเจนทางการเมือง

    โดยชี้ว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากในสภาช่วยลดความผันผวนทางการเมือง และเพิ่มโอกาสในการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันไทยยังเริ่มเห็นการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน ในปี 2568 เติบโตสูงถึง 66% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะยาว

    *** แต่ “มูดี้ส์” ก็เตือนว่า ไม่ควรประมาทเกินไป เพราะภายใต้ความกังวลที่ลดลง ไทยยังคงต้องเผชิญกับ “ภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ” โดยคาดการณ์ว่า จีดีพีของไทย ในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.5% และในปี 2570 ก็อาจจะโตได้เพียงแค่ 2.2% ถือว่าค่อนข้างต่ำ ปัญหานี้มีรากฐานมาจากโครงสร้างที่อ่อนแอ ทั้งการขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน “หนี้ครัวเรือน” ที่อยู่ในระดับสูง และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ลดลงจาก 3% ในช่วงก่อนโควิด-19 เหลือเพียงประมาณ 2.5%

    *** อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า แสดงให้เห็นว่า พื้นฐานของประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง ดังนั้นเราต้องเสริมความแข็งแกร่งนี้ขึ้นไป การที่เขาจัดลำดับดีขึ้นมา ทำให้เรื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศในทุกมิติจะทำให้มีผลที่ดีขึ้น

    *** อย่างไรก็ตาม “ว.เชิงดอย” เห็นว่า การที่ไทยได้ “เครดิตเชิงบวก” ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเอง หากแต่เป็นเพียง “บันไดขั้นแรก” ที่เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติกล้าตัดสินใจมากขึ้น เมื่อความเสี่ยงลดลงในสายตา “มูดี้ส์” ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศก็มีแนวโน้มดีขึ้น ความเชื่อมั่นในพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้น และที่สำคัญคือ “เม็ดเงินลงทุนโดยตรง” (FDI) มีโอกาสไหลเข้าได้ง่ายขึ้น  แต่ภาพใหญ่ยังไม่ใช่เรื่องให้วางใจ

    เพราะอีกด้านหนึ่ง “แรงกดดัน” กำลังถาโถม ทั้งสงครามที่กระทบราคาน้ำมัน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ …จังหวะนี้รัฐบาลต้องเร่งแปลง “ความเชื่อมั่น” ให้เป็นการลงทุนจริง ภาคเอกชนต้องแปลงโอกาสให้เป็นการขยายธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจต้องแปลงเสถียรภาพให้เป็นการเติบโต

    *** รอช้าไม่ได้…และแล้ว เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ขุนพลเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็ได้ออกมาประกาศชัด “โครงการคนละครึ่งพลัส” จะเปิดลงทะเบียนได้ช่วงเดือน พ.ค. 2569 และเริ่มใช้จ่ายจริงได้ 1 มิ.ย. 2569 โดยรอบนี้จะเน้นช่วยเหลือแบบ “เยียวยา” เปลี่ยนชื่อโครงการจาก “คนละครึ่งพลัส” เป็น “ไทยช่วยไทยพลัส”  ประชาชนจ่าย 40 รัฐจ่าย 60 เพิ่มระยะเวลาจาก 2 เดือน เป็น 4 เดือน ทั้งนี้จะจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวมเป็น 4,000 บาท 

     *** “เอกนิติ” ย้ำว่า กระทรวงการคลังได้จัดเตรียมงบประมาณสำหรับรองรับวิกฤตเศรษฐกิจจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจลากยาว และส่งผลกระทบต่ออเงินเฟ้อ และ จีดีพี เป็นบกลาง 2.5 หมื่นล้านบาท และ การทำ พ.ร.บ.โอนงบ 2569 ซึ่งจะเริ่มเห็นตัวเงินชัดหลัง 30 เม.ย.นี้

    นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินสูงสุด 5 แสนล้านบาท ในช่วงเดือน เม.ย. ถึง ก.ย.เพื่อเป็นเครื่องมือรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และเพื่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยจะไม่มีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% ของจีดีพี เนื่องจากยังมีช่องว่างทางการคลังเพียงพอ…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/657523&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kv4R2iwqKowpZqFsLBsX8

  • “นายกฯ” หารือประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย เดินหน้าส่งเสริมกีฬาเยาวชน ใช้กีฬาเป็นพลังสร้างสันติภาพ พัฒนาเยาวชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “นายกฯ” หารือประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย เดินหน้าส่งเสริมกีฬาเยาวชน ใช้กีฬาเป็นพลังสร้างสันติภาพ พัฒนาเยาวชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/143519&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Tj9Ien_5VRgnWoeg0qQ3s

  • เปิด “รายได้เฉลี่ย” ประชากร 10 ประเทศอาเซียน 2569 ไทยอยู่อันดับเท่าไหร่ ตกกี่บาทต่อปี?

    เปิด “รายได้เฉลี่ย” ประชากร 10 ประเทศอาเซียน 2569 ไทยอยู่อันดับเท่าไหร่ ตกกี่บาทต่อปี?

    เปิดอันดับรายได้เฉลี่ยอาเซียน ปี 2569 ไทยรายได้ต่อคน อยู่ที่กี่บาท แล้วอยู่อันดับไหน? เช็กตัวเลขชัด ๆ ครบ 10 ประเทศ

    หากพูดถึงคำว่า “รายได้เฉลี่ยของประเทศ” หลายคนอาจสงสัยว่าชาติไหนในอาเซียนมีรายได้สูงที่สุด และประเทศไทยอยู่ระดับใดเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน

    หนึ่งในตัวชี้วัดที่นิยมใช้ทั่วโลก คือ GDP ต่อหัวประชากร (GDP per Capita) หรือมูลค่าเศรษฐกิจเฉลี่ยต่อประชากร 1 คนต่อปี ซึ่งช่วยสะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจและระดับรายได้โดยรวมของแต่ละประเทศ แม้จะไม่ใช่เงินเดือนจริงของประชาชนทุกคน แต่ถือเป็นดัชนีสำคัญที่ใช้เปรียบเทียบระหว่างประเทศ

    ข้อมูลประมาณการล่าสุดปี 2569 จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุอันดับรายได้เฉลี่ยของประเทศสมาชิกอาเซียนไว้ดังนี้

    จัดอันดับรายได้เฉลี่ยอาเซียน ปี 2569 (หน่วย: บาทต่อคนต่อปี)

    1. สิงคโปร์ ประมาณ 3,880,000 บาท
    2. บรูไน ประมาณ 1,330,000 บาท
    3. มาเลเซีย ประมาณ 540,000 บาท
    4. ไทย ประมาณ 300,000 บาท
    5. อินโดนีเซีย ประมาณ 190,000 บาท
    6. เวียดนาม ประมาณ 180,000 บาท
    7. ฟิลิปปินส์ ประมาณ 160,000 บาท
    8. กัมพูชา ประมาณ 100,000 บาท
    9. ลาว ประมาณ 86,000 บาท
    10. เมียนมา ประมาณ 54,000 บาท

    ประเทศไทยอยู่อันดับ 4 ของอาเซียน

    จากตัวเลขดังกล่าว ไทยอยู่ในอันดับ 4 ของอาเซียน เป็นรองเพียง สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวราว 3 แสนบาทต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 25,000 บาทต่อเดือน หากคำนวณแบบหารเฉลี่ย

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ใช่รายได้จริงของทุกคน เพราะเป็นค่าเฉลี่ยภาพรวมทั้งประเทศ ไม่ได้สะท้อนความเหลื่อมล้ำหรือรายได้เฉพาะบุคคล

    สิงคโปร์ยังครองแชมป์ ทิ้งห่างทั้งภูมิภาค

    สิงคโปร์ยังคงเป็นประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยสูงสุดในอาเซียนแบบทิ้งห่างประเทศอื่นอย่างชัดเจน ด้วยตัวเลขเกือบ 4 ล้านบาทต่อคนต่อปี สะท้อนฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง รายได้แรงงานสูง และการเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชีย

    ไทยยังนำเวียดนาม แต่ถูกไล่จี้ต่อเนื่อง

    แม้ไทยยังอยู่เหนือเวียดนามในปี 2569 แต่ช่องว่างเริ่มแคบลง หลังเวียดนามเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคการผลิต เทคโนโลยี และการลงทุนจากต่างชาติ

    นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า หากไทยโตช้ากว่าคาด อันดับรายได้เฉลี่ยในภูมิภาคอาจถูกท้าทายมากขึ้นในอนาคต

    รายได้เฉลี่ยสูง ไม่ได้แปลว่าคนรวยทุกคน

    ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า GDP ต่อหัว เป็นเพียงภาพรวมเศรษฐกิจ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกคนมีรายได้เท่ากัน เพราะแต่ละประเทศยังมีความเหลื่อมล้ำ ค่าครองชีพ และโครงสร้างรายได้ที่ต่างกัน

    ตัวอย่างเช่น ประเทศที่รายได้เฉลี่ยสูง อาจมีค่าครองชีพสูงตามไปด้วย ขณะที่บางประเทศรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า แต่ค่าครองชีพถูกกว่า ทำให้คุณภาพชีวิตจริงอาจไม่ได้ต่างกันมากนัก

    สรุปอาเซียนปี 2569 ไทยยังอยู่กลุ่มบน

    เมื่อเทียบทั้งภูมิภาค ไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้เฉลี่ยสูงอันดับต้น ๆ ของอาเซียนที่อันดับ 4 แต่การแข่งขันทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากเวียดนามและอินโดนีเซียที่กำลังเติบโตเร็ว

    ดังนั้นโจทย์สำคัญของไทยต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่รักษาอันดับ แต่คือการเพิ่มรายได้ประชาชนจริง ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9885790/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zyp0iAbSEMjqDcqro_rOS

  • ราคาทองวันนี้ 25/04/69 เปิดตลาด พุ่ง 250 บาท รูปพรรณขายออก 73,000 บาท

    ราคาทองวันนี้ 25/04/69 เปิดตลาด พุ่ง 250 บาท รูปพรรณขายออก 73,000 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/143476&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QylALAt-MWZlEzKhdJGrU

  • ‘ตัน ภาสกรนที’ ขอลดเงินเดือนตัวเองครึ่งหนึ่ง เป็นเวลา 3 เดือน รับเศรษฐกิจผันผวน | เดลินิวส์

    ‘ตัน ภาสกรนที’ ขอลดเงินเดือนตัวเองครึ่งหนึ่ง เป็นเวลา 3 เดือน รับเศรษฐกิจผันผวน | เดลินิวส์

    ทำเอาโซเชียลฮือฮากันเป็นอย่างมากอยู่ในขณะนี้ หลัง “ตัน ภาสกรนที” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอิชิตัน กรุ๊ป โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศตัดสินใจลดเงินเดือนของตนเองลง 50% เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยระบุว่า “ผมขอเริ่มที่ตัวเองก่อน ด้วยการลดเงินเดือน 50% ในช่วง 3 เดือนนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้พนักงานทุกคนตระหนักถึงสถานการณ์ ทุกคนต้องช่วยกันทำ Cost Saving ในช่วงที่ลำบาก ..ตลอด 15 ปีของอิชิตัน ผมและพนักงานอิชิตัน เราก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ด้วยการบริหารจัดการอย่างรอบคอบเสมอ เรายังเชื่อมั่นว่า ..มีโอกาสสำหรับคนที่เตรียมพร้อม”

    “ด้วยความเข้มงวดในการบริหารจัดการ ทำให้ ICHI สามารถจ่ายเงินปันผลเพิ่ม 0.55 บาท ให้กับผู้ถือหุ้น เพื่อแสดงคำขอบคุณที่เดินทางร่วมกันมาตลอด และขอบคุณคนไทยทุกคนที่สนับสนุนอิชิตันครับ เราจะสู้และอยู่เคียงข้างกันแบบนี้ตลอดไป”

    อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ต่างมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็นชื่นชมกันเป็นอย่างมาก อีกด้วย..

    ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก ตัน ภาสกรนที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5811496/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1niGtRVZlXeY7PeezR9H-d

  • หนุน “แลนด์บริดจ์” ชี้ มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ แค่หัวเราะ! หลังถูกถามยังมีหลายฝ่ายคัดค้านอยู่

    หนุน “แลนด์บริดจ์” ชี้ มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ แค่หัวเราะ! หลังถูกถามยังมีหลายฝ่ายคัดค้านอยู่

    หนุน “แลนด์บริดจ์” ชี้ มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ แค่หัวเราะ! หลังถูกถามยังมีหลายฝ่ายคัดค้านอยู่

    นายกฯ ชี้ “แลนด์บริดจ์” มีประโยชน์ สร้างความมั่งคั่งเศรษฐกิจ เป็นโครงการที่ ภท. ตั้งใจจะผลักดัน แจง ศึกษา-ปรับสภาพให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว แค่หัวเราะ! หลังถูกถามยังมีหลายฝ่ายคัดค้านอยู่

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เตรียมที่จะเสนอโครงการแลนด์บริดจ์ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยตั้งใจที่จะผลักดัน โดยมีการศึกษารายละเอียดและปรับสภาพให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีและต้นทุนการก่อสร้าง และรูปแบบที่จะทำให้เกิดขึ้น ซึ่งวันนี้ก็มีเหตุผลที่จะต้องนำขึ้นมาพิจารณา อย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น

    ภาพจาก : ผู้สื่อข่าว PPTV
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    เพราะมีการพูดถึงว่าใครจะเป็นผู้ครอบครอง ช่องทางการขนส่งคมนาคม หรือมีไอเดียที่จะเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ถ้าหากมีโครงการที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และเกิดประโยชน์เกิดรายได้ เกิดความมั่งคั่งกับเศรษฐกิจ เราก็ต้องเร่งพิจารณา 

    ส่วนจะต้องทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่อย่างไรนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของส่วนรวม 

    ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ถึงกรณีที่ยังมีหลายฝ่ายไม่เข้าใจและคัดค้านตัวโครงการแลนด์บริดจ์อยู่ โดยนายกฯ เพียงแค่หัวเราะไม่ได้ตอบคำถามก่อนขึ้นรถกลับทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/274060&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q86nfvQqqs12kzEAKCfM4

  • ไทย-จีน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจใหม่ มุ่งเป้าเทคโนโลยีสีเขียวและดิจิทัล

    ไทย-จีน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจใหม่ มุ่งเป้าเทคโนโลยีสีเขียวและดิจิทัล

    25 เมษายน 2569 – เมื่อเวลา 20.00 น. วานนี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลภายหลังหารืออย่างไม่เป็นทางการกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่

    โดย นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เมื่อช่วงเช้าได้หารือกันไปรอบหนึ่งแล้ว และเมื่อสักครู่ก็ได้หารือกันอีกรอบหนึ่ง ขณะเดียวกัน นายหวัง อี้ ก็ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี และได้มีการหารือกันด้วย ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-จีน เนื่องจากปีที่ผ่านมาเราได้เฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน แต่จริงๆแล้วความสัมพันธ์มีรากฐานมายาวนาน ซึ่งจีนพูดเสมอว่าความสัมพันธ์ไทย-จีน เสมือนเป็นพี่น้องและญาติมิตรที่ใกล้ชิดกัน อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างที่ดีของความสัมพันธ์ที่จีนอยากจะมีกับอาเซียนทุกประเทศ

    เราพยายามมองไปข้างหน้า เพราะตนคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ เรามุ่งที่จะดำเนินนโยบายที่ต่อเนื่องพร้อมไปข้างหน้า และคงมีเสถียรภาพทางการเมืองพอสมควร เพราะฉะนั้นในการจะมองไปข้างหน้า คือเราจะทำแผนปฏิบัติการเพื่อเป็นแนวทางสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อครอบคลุมความสัมพันธ์ในทุกมิติ รวมทั้งความร่วมมือในระดับภูมิภาคและในระดับระหว่างประเทศ

    ส่วนมิติใหม่ๆของความสัมพันธ์ จะต้องไปสู่การทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาร่วมกัน โดยเฉพาะเราต้องมองไปสู่อนาคตในเรื่องของนวัตกรรม เทคโนโลยี ดิจิทัลและเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจีนมีบทบาทสำคัญในเรื่องของพลังงานโซล่าร์และรถยนต์อีวี ซึ่งจีนก็เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากอยู่แล้ว และยังประสงค์ที่จะลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

    ขณะที่ เรื่องภูมิภาค จีนถือมีความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมเสถียรภาพของภูมิภาค รวมถึงระดับโลกที่เราเป็นห่วง เนื่องจากปัจจุบันระเบียบโลกที่เน้นกติการะหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอน ดังที่จะเห็นได้จากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเราเห็นว่าทุกประเทศที่มีความเห็นตรงกันควรมุ่งที่จะรักษาระเบียบโลกให้อยู่ในกติกาและกฎหมายระหว่างประเทศในการดำเนินความสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องของการใช้อำนาจเป็นใหญ่

    สำหรับกรณีตะวันออกกลาง เราก็มีความเป็นห่วงและได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีถึงผลกระทบต่อประเทศไทย และประเทศอื่นๆด้วย โดยเฉพาะพลังงาน ที่ขณะนี้เรามีปัญหาเรื่องของเรือที่บรรทุกแก๊ส น้ำมัน และปุ๋ย เช่นเดียวกับจีน ทั้งที่จีนมีจำนวนเรือมากกว่าไทย แต่เขามีความสื่อสารและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่าน นอกจากนี้ยังประสงค์ที่จะให้สันติภาพเกิดขึ้นโดยเร็ว ทางนายกรัฐมนตรีจึงได้ขอให้ฝ่ายจีนช่วยพูดอีกทางหนึ่งในเรื่องของพลังงานและเรือให้ผ่านเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ เพราะปัจจัยเรื่องน้ำมันแก๊ส และปุ๋ยในประเทศไทยสำคัญ เพราะเราผลิตและส่งออกอาหาร หากขาดปุ๋ยเราก็จะมีข้อจำกัด

    นายสีหศักดิ์ กล่าวเสริมอีกว่า ก่อนที่ นายหวัง อี้จะมาประเทศไทยได้เดินทางไปยังกัมพูชามาก่อน ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนจึงอยากเห็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาได้รับการฟื้นฟูในฐานะเพื่อนบ้าน ซึ่งเขาเห็นว่าความสัมพันธ์ที่ดี และสันติภาพระหว่างประเทศทั้งสองจะเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความมั่นคงของภูมิภาค

    พร้อมย้ำว่า “เรื่องนี้ตนและนายกรัฐมนตรียืนยันว่าประเทศไทยเรามีนโยบายที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านด้วยสันติภาพและความมั่นคงร่วมกัน เราไม่ได้ปฏิเสธการเจรจาเลยกับกัมพูชาเพียงแต่ว่าในการเจรจานั้น เรื่องของความจริงใจต่อการที่เราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันก่อน ตนเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เราสามารถเจรจาในเรื่องต่างๆได้ อย่างเช่น JBC เป็นต้น แต่ในช่วงนี้การประชุมควรจะเน้นการเจรจา ขณะเดียวกันเราควรจะพูดคุยในเรื่องของความร่วมมือชายแดน ความมั่นคงชายแดน การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจด้วยมาตรการต่างๆทุกอย่างจะได้คืบหน้า“

    นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ฝ่ายจีนไม่เห็นด้วยที่จะนำเอาประเด็นปัญหาทวิภาคีไปสู่เวทีระหว่างประเทศโดยเห็นว่าปัญหาทวิภาคีก็ต้องแก้ไขโดยการเจรจาทวิภาคี เพราะฉะนั้นหากฝ่ายกัมพูชามุ่งแบบนั้นจริงด้วยความจริงใจไม่มีการกดดันประเทศไทยตนคิดว่าการเจรจาต่างๆก็จะคืบหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป

    ส่วนอีกเรื่อง นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ตนเพิ่งเดินทางไปเยือนเมียนมามา และนายหวังอี้ก็จะเดินทางไปยังเมียนมา จึงได้เล่าให้ฟังว่าตนไปมาแล้วและผลการเยือนเป็นอย่างไร ซึ่งนโยบายของไทยคือเราอยากนำเมียนมากลับมาสู่อาเซียนแต่ในขณะเดียวกันเมียนมาก็ต้องตอบสนองต่อข้อกังวลของอาเซียนด้วยทั้งสองทาง ฉะนั้นยืนยันว่าประเทศเมียนมามีความสำคัญต่ออาเซียน และจะทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็ง แต่ทางเมียนมาก็ต้องแสดงถึงการตอบสนองต่อข้อกังวลต่างๆ ซึ่งไทยพร้อมที่จะสร้างสะพานระหว่างเมียนมากับอาเซียน

    เมื่อถามว่า ฝ่ายจีนมีข้อเสนอที่จะเป็นตัวกลางในการพูดคุยด้วยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า จีนบอกไม่แทรกแซง และมีความปรารถนาดีหากไทยอยากจะให้ช่วยอำนวยความสะดวกเหมือนที่เคยช่วยเมื่อปีที่แล้ว เขาก็ยินดี แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับทั้งสองประเทศ ซึ่งจีนย้ำว่าเขาไม่ประสงค์ที่จะแทรกแซง แต่อยากจะเห็นทั้งสองประเทศแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาทวิภาคี

    ส่วนมีการเสนอขยายความร่วมมือระหว่างไทย-จีนหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัลเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจะเป็นประเด็นใหม่ๆในการร่วมมือระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจีนมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน พลังงานโซลาร์ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า ที่จีนเป็นอันดับหนึ่งในตอนนี้ และในประเทศไทยจีนก็เข้ามาลงทุนเยอะ ซึ่งในวันนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้ขับรถอีวีของจีนพานายหวังอี้ไปยังร้านอาหาร

    สำหรับการท่องเที่ยวจีนที่หดหายไปในหลายจังหวัดของไทยได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ตนจึงมาหารือในที่ที่สวยงาม และมีบรรยากาศดี ซึ่งเขาก็แฮปปี้มากที่พาเขามาที่จังหวัดกระบี่ เพราะเขาไม่เคยมาแล้วก็ประทับใจ จึงเชื่อว่าเขาคงไปเล่าต่อว่าประเทศไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง

    นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังยอมรับด้วยว่าได้มีการหารือถึงเรื่องของสแกมเมอร์ต่อจากที่ได้มีการจัดประชุมระหว่างประเทศตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกในการต่อต้านขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะออนไลน์ ซึ่งจีนต้องการที่จะสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นไทยกับจีนจึงเห็นตรงกันและย้ำว่าจะร่วมมือกันที่จะขับเคลื่อนต่อไป

    ทั้งนี้ มีโอกาสในการร่วมมือระหว่างจีน ไทย กัมพูชา และเมียนมา ในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า สำหรับโอกาสในการมีความร่วมมือหลายฝ่าย เช่น ไทย กัมพูชา เมียนมา และจีน ในการแก้ปัญหา เรื่องนี้ปัจจุบันยังไม่มีกรอบความร่วมมือแบบ 3 หรือ 4 ฝ่ายอย่างเป็นทางการ แต่อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์กับเมียนมามีทั้งประเด็นภายในประเทศ และประเด็นสำคัญเรื่องชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้ เราจึงเดินหน้าในเรื่องการปราบปรามอาชญากรรม เช่น แก๊งสแกมเมอร์ ยาเสพติด ปัญหามลพิษทางอากาศและน้ำ รวมถึงการฟื้นฟูการค้าชายแดน ซึ่งในปัจจุบันจีนมีการหารือกับเมียนมาและกัมพูชา ขณะที่ไทยก็มีการหารือกับเมียนมา และมีความประสงค์จะร่วมมือกับกัมพูชาในเรื่องเหล่านี้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/985597/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hOkY1sl43CZnk9G7As_W9

  • สีหศักดิ์ เผยคุย หวัง อี้ หวังดันสัมพันธ์ การค้าการลงทุนก้าวหน้า ชี้จีนสอดรับไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล

    สีหศักดิ์ เผยคุย หวัง อี้ หวังดันสัมพันธ์ การค้าการลงทุนก้าวหน้า ชี้จีนสอดรับไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล

    สีหศักดิ์ เผยคุย หวัง อี้ หวังดันสัมพันธ์ การค้าการลงทุนก้าวหน้า ชี้จีนสอดรับไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล

    วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

    “สีหศักดิ์” เผย คุย “หวัง อี้” หวังดันความสัมพันธ์-การค้าการลงทุนให้ก้าวหน้า ชี้ จีนเป็นตลาดสำคัญและมีบทบาทในภูมิภาค สอดคล้องความต้องการไทย มุ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล พร้อมดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการสันติภาพ เดินหน้าแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

    วันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 11.40 น. ที่โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคาดหวังของไทย ภายหลังได้พบหารือกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา ว่า มีหลายส่วน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและการค้าการลงทุน เนื่องจากจีนเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของไทย อีกทั้งยังเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ถือเป็นอันดับ 2 และในอีกไม่ช้าก็อาจจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แต่ที่สำคัญคือการลงทุนของจีนเป็นการลงทุนที่สอดคล้องกับสิ่งที่ไทยต้องการ เช่น การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล รถยนต์อีวี รวมถึงพลังงานสะอาด

    ขณะที่ อีกส่วนหนึ่งคือจีนเป็นหุ้นส่วนสำคัญในระดับภูมิภาคและมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคง จึงได้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเมียนมาเป็นส่วนใหญ่ เพราะในแถบตะวันตกหลายประเทศเรียกร้องในเรื่องของประชาธิปไตยและการปรองดอง ทำให้เรื่องนี้มีเป้าหมายที่ตรงกับไทย แต่อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายในเมียนมาก็ต้องหาทางปรองดองกันให้ได้ ดังนั้นการที่ตนและนายหวัง อี้ เดินทางไป คืออยากจะให้เขาเข้าสู่กระบวนการสันติภาพและกระบวนการปรองดองหลังเลือกตั้ง เพราะไทยในฐานะประเทศที่มีพรมแดนติดกันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กันกับรัฐบาลเมียนมา ขณะเดียวกันปัญหาชายแดนก็รอไม่ได้จึงต้องทำควบคู่กันไปด้วย เช่น ปัญหาการค้าชายแดนที่ด่านถูกปิดอันเป็นผลมาจากสถานการณ์ภายใน ออนไลน์สแกม ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และมลพิษ เป็นต้น ฉะนั้นประเทศไทยจะต้องร่วมมือกับทั้งรัฐบาลเมียนมาและคนกลุ่มน้อยในพื้นที่ด้วย

    ส่วนกรอบความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 สามฝ่าย ระหว่าง ไทย-เมียนมา- ลาว นั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตนอยากให้กรอบความร่วมมือนี้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพราะถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ใช่แค่ในระดับทวิภาคี แต่ยังเป็นการแสดงบทบาทของเราในภูมิภาคด้วย ตนจึงเรียนนายหวัง อี้ ไปว่าที่ผ่านมาการเมืองไทยอาจจะไม่ค่อยนิ่ง แต่คิดว่ารัฐบาลนี้น่าจะมีเสถียรภาพที่จะสามารถดำเนินนโยบายเชิงรุก โดยเฉพาะด้านการต่างประเทศที่หายไปจากจอเรดาร์มานาน ให้กลับมาและมีผลประโยชน์อีกครั้ง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/960680&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cN2K2IJm1wOiRGSgfgcXZ

  • “นายกฯ อนุทิน” หารือประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย ส่งเสริมเยาวชนใช้กีฬาสร้างสันติภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    “นายกฯ อนุทิน” หารือประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย ส่งเสริมเยาวชนใช้กีฬาสร้างสันติภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ด้านประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชียแสดงความยินดีที่ได้เยือนประเทศไทย และชื่นชมบทบาทของไทยในการส่งเสริมกีฬาในทุกระดับ โดยเฉพาะการพัฒนาเยาวชนผ่านกีฬา ซึ่งช่วยเสริมสร้างทักษะชีวิต วินัย และความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ พร้อมย้ำถึงความพร้อมของ OCA ในการร่วมมือกับไทยเพื่อขยายโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงกีฬาอย่างทั่วถึง

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเยาวชนไทย ทั้งในด้านศักยภาพ ทักษะ และคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการปลูกฝังค่านิยมโอลิมปิก และการสร้างสังคมที่สงบสุข พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาด้านกีฬาในภูมิภาค และเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ

    ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางความร่วมมือภายใต้กรอบ OCA โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชน การสร้างโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาในระดับภูมิภาคและนานาชาติ รวมถึงการใช้กีฬาเป็นกลไกเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เสริมสร้างสันติภาพ และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระยะยาว โดย OCA พร้อมสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนและการพัฒนากีฬาอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1557555&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XCxSPOgSczfMq6zRJh_kh

  • ‘เอกชน’ จี้รัฐเคลียร์ ‘แพ็กเกจกระตุ้น 5 แสนล้าน’ ฝ่าทางตันต้นทุนพลังงาน

    ‘เอกชน’ จี้รัฐเคลียร์ ‘แพ็กเกจกระตุ้น 5 แสนล้าน’ ฝ่าทางตันต้นทุนพลังงาน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะหนึ่งในประธานคณะกรรมการเอกชนร่วม 3 สถาบัน ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยและข้อเสนอของภาคเอกชนก่อนการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) นัดพิเศษร่วมกับกกร. ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 27 พ.ค.นี้

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางเพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

    ชำแหละงบกระตุ้น 5 แสนล้าน “ตรงเป้า-ตอบโจทย์”

    ประเด็นสำคัญที่คาดว่ารัฐบาลจะนำมาหารือคือความชัดเจนของมาตรการออก พ.ร.ก. กระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งภาคเอกชนต้องการฟังรายละเอียดว่าเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไร มีมาตรการอะไรที่คล้ายคลึงกับช่วง “Quick Win” หรือไม่ เช่น โครงการคนละครึ่งในเฟสใหม่

    “เราต้องการดูว่าจำนวนเงินนี้ตรงเป้าหมายหรือไม่ ตอบโจทย์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริงไหม อะไรควรทำก่อนหรือหลัง” นายเกรียงไกร กล่าว 

    นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นและลดความสับสนเรื่องกระแสข่าวการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ต่อจีดีพี รวมถึงข่าวลือเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งสร้างความกังวลให้ภาคธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลจากฝั่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และรัฐบาลขัดแย้งกัน จึงต้องการคำยืนยันที่ชัดเจนจากขุนพลเศรษฐกิจของรัฐบาล

    จี้แก้โจทย์เก่า “ต้นทุนพลังงาน-SME” ที่ยังไร้ทางออก

    ในส่วนของข้อเสนอจากภาคเอกชน ขอย้ำว่า ราคาพลังงานยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในทุกอุตสาหกรรม แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย แต่คำถามคือเพียงพอแล้วหรือไม่เมื่อเทียบกับภาระที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME ยังคงเป็นโจทย์เก่าที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศเริ่มหดตัวและโรงงานหลายแห่งมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ

    “วันนี้เราต้องคิดนอกกรอบว่าจะช่วยอย่างไร เพราะฐานะการเงินของประเทศในปัจจุบันค่อนข้างอ่อนแอ เราเก็บภาษีได้ต่ำและมีการใช้นโยบายประชานิยมเยอะ ทำให้ขาดดุลการคลังเฉลี่ยถึง 4% ต่อปี หนี้สาธารณะจาก 60% พุ่งสู่ 65-66% ในเวลาอันรวดเร็ว”

    วิกฤติ Supply Chain โลก-สัญญาณเตือนจาก IMF

    นายเกรียงไกร ยังแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบต้นทาง เช่น ปุ๋ย และเม็ดพลาสติก แม้จะเริ่มมีการเจรจานำเข้าแอมโมเนียหรือยูเรียจากรัสเซียเพื่อทดแทน แต่ประเด็นสำคัญคือจะเข้ามาทันเวลาหรือไม่ 

    กรณีศึกษาที่น่ากังวลคือการขนส่ง Naphtha ของกลุ่ม SCG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความผันผวนสูงจากการเปิด-ปิดช่องแคบเป็นรายวัน แม้จะมีเรือหลุดรอดเข้ามาได้บ้าง แต่หาก Supply Chain ไม่ต่อเนื่อง ภาคการผลิตก็ยังไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้เต็มที่ ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบยังคงอยู่ในระดับสูง

    ความเสี่ยงเหล่านี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ IMF ที่ระบุว่าจีดีพีของไทยจะเติบโตเพียง 1.5% ซึ่งต่ำที่สุดในภูมิภาค โดยมีเหตุผลสำคัญจากการที่ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูงมากถึง 5-6% ของจีดีพี ทำให้ได้รับผลกระทบหนักกว่าประเทศอื่น

    ปลุกความเชื่อมั่น ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง

    อย่างไรก็ตาม ฝากถึงรัฐบาลว่าสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการสร้างความเชื่อมั่น ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ดูสับสนและมีข้อพิพาทหลายด้าน ซึ่งบั่นทอนความมั่นใจของนักลงทุนและประชาชน

    “รัฐบาลต้องรีบเร่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดความฮึกเหิม หากทุกคนถอดใจหรือพยายามหนี เศรษฐกิจจะยิ่งเหนื่อย เราต้องช่วยกันเชียร์ให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เพื่อให้ทั้งธุรกิจและแรงงานอยู่รอดไปด้วยกัน” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PoBBQJLxDIq12XNsZyvZl