Category: เศรษฐกิจ

  • พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก “รังษี” ประกาศเลือกตั้งครั้งหน้า ขึ้นบัญชีรายชื่อลำดับ 1

    พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก “รังษี” ประกาศเลือกตั้งครั้งหน้า ขึ้นบัญชีรายชื่อลำดับ 1

    พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็กพรรค โยกอำนาจตัดสินใจร่วมรัฐบาลให้ “หัวหน้าพรรค” ส่วนตำแหน่งการเมืองให้ “กก.บห.” ชี้ขาด ยืนยันส่ง “รังษี” ลำดับ 1 บัญชีรายชื่อสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

    วันที่ 26 เมษายน 2569 ณ โรงแรม ปรินส์ตัน บรรยากาศการประชุมใหญ่ของพรรคเศรษฐกิจเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีสมาชิกพรรคจากทั่วทุกภูมิภาคเดินทางมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายและเตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง โดยที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้คงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเดิม เพื่อสานต่องานยุทธศาสตร์พรรคอย่างต่อเนื่อง

    พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ได้กล่าวบนเวทีเปิดงานถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลก โดยวิเคราะห์ว่า “ไทยกำลังเผชิญกับคลื่นลมแรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่าอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่รุนแรงกว่าที่เคย พรรคเศรษฐกิจจึงต้องเตรียมตัวรับมือเชิงรุกเพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนไทยไม่ให้ได้รับผลกระทบ”

    จากนั้น นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ ได้ขึ้นเวทีชี้แจงแนวทางนโยบายหลักภายใต้แนวคิด “คนไทยต้องมาก่อน” เพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น โดยประกาศจุดยืนที่ชัดเจน ประกอบด้วย ต่อต้านการใช้งบประมาณที่ไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด ประกาศจุดยืนไม่สนับสนุนการขึ้นภาษี เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระแก่พี่น้องประชาชนคนไทย สนับสนุนการค้าเสรี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

    ผลักดันมาตรการจัดเก็บภาษีคนต่างด้าวที่เข้ามาทำมาหากินในไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมและนำรายได้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย

    ที่ประชุมยังได้มีมติสำคัญในการแก้ไขข้อบังคับพรรค เพื่อปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจให้มีความคล่องตัวและเป็นระบบ โดยมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงอำนาจการร่วมรัฐบาลหรือถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล จากเดิมที่เป็นอำนาจของประธานพรรค เปลี่ยนให้เป็น อำนาจของ “หัวหน้าพรรค”

    การตัดสินใจเรื่องการดำรงตำแหน่งทางการเมือง: จากเดิมที่เป็นอำนาจของประธานพรรค เปลี่ยนให้เป็น อำนาจของ “คณะกรรมการบริหารพรรค”

    ในช่วงท้ายของการประชุม พล.อ.รังษี ได้ประกาศความพร้อมในการนำทัพพรรคเศรษฐกิจเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยความมั่นใจ โดยยืนยันต่อที่ประชุมว่า จะลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 เพื่อนำพรรคไปสู่การเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการแก้ปัญหาประเทศให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2928955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j8vbks6l4wj6G2A5iu0Up

  • นักวิชาการ ค้านรัฐขยายเพดานหนี้เป็น 75% ชี้แบกหนี้สาหัส แนะ 6 แนวทางแก้โดยไม่กู้เพิ่ม

    นักวิชาการ ค้านรัฐขยายเพดานหนี้เป็น 75% ชี้แบกหนี้สาหัส แนะ 6 แนวทางแก้โดยไม่กู้เพิ่ม

    “เกรียงศักดิ์” ค้าน รัฐดันเพดานหนี้สาธารณะ 75% ชี้ เสี่ยงแบกหนี้สาหัส-ถูกลดเครดิตเรตติ้ง แนะ 6 ทางแก้โดยไม่ต้องกู้

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาหนี้สาธารณะของไทยสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระยะฟื้นฟูหลังวิกฤต มาสู่ช่วงการใช้จ่ายเพื่อรับมือวิกฤตและการลงทุนสาธารณะขนานใหญ่ โดยในช่วงปีหลังวิกฤตการเงินโลกในปี 2552 เคลื่อนไหวในช่วงประมาณร้อยละ 42–45 ในระยะหลังมหาอุทกภัยในปี 2554 และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในเวลาต่อมา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 เมื่อสัดส่วนหนี้พุ่งจากร้อยละ 41 สู่ร้อยละ 60.6 ของ GDP ในปี 2565 ภายใต้การกู้เงินจำนวนมากเพื่อพยุงเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งมีการปรับเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 ของ GDP ในปี 2564

    โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ประมาณ 12.60 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 66.09 ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานหนี้ที่ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญแล้ว หากมีการกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะขยับเป็นประมาณ 13.1 ล้านล้านบาท และสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นเป็นราวร้อยละ 68.6–69.1

    ทำให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เหลือต่ำกว่าร้อยละ1 หรือประมาณ 1.5–2 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งในกรณีที่เศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาด เช่น เติบโตเพียงร้อยละ 1.3 หนี้สาธารณะมีโอกาสทะลุร้อยละ 70 ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอปีงบประมาณถัดไป

    ยิ่งไปกว่านั้น แผนการคลังระยะปานกลางยังสะท้อนว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแม้ไม่ยกเพดานหนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 67.34 ในปี 2569 ร้อยละ 68.52 ในปี 2570ร้อยละ 69.25 ในปี 2571 และร้อยละ 69.32 ในปี 2572 ขณะที่งบชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายประจำปี มีแนวโน้มเพิ่มจากร้อยละ 9.61 เป็นร้อยละ 15.23 ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ไทยกำลังเข้าใกล้ขอบของกรอบเพดานหนี้เดิมอยู่แล้ว จึงไม่อาจมองการขยับเพดานเป็นเรื่องปกติหรือปราศจากต้นทุนได้โดยมองว่า

    1. การกำหนดเพดานหนี้ เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง  การกำหนดเพดานหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญของวินัยการคลัง เพราะไม่ใช่เพียงเครื่องมือกำกับการก่อหนี้ของภาครัฐ แต่ยังเป็น หลักยึดความน่าเชื่อถือของนโยบายการคลังในสายตาของตลาดและสาธารณะด้วย ในกรณีของไทย การขยับเพดานหนี้จากร้อยะ 60 เป็นร้อยละ 70 ในปี2564 เกิดขึ้นภายใต้บริบทวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นสถานการณ์พิเศษที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุข  เมื่อเวลาผ่านมาและหนี้สาธารณะยังคงไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง แต่ประเทศไทยควรขยับเพดานหนี้ขึ้นไปอีกเป็นร้อยละ 75 หรือไม่? เพราะการขยับเพดานหนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขทั้งหมด หากเป็นเรื่องของทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การบริหารความเสี่ยง ความเชื่อมั่นของตลาด และโครงสร้างความยั่งยืนของภาครัฐในระยะยาว

    นักวิชาการ ค้านรัฐขยายเพดานหนี้เป็น 75% ชี้แบกหนี้สาหัส แนะ 6 แนวทางแก้โดยไม่กู้เพิ่ม  2. เหตุผลที่ยังไม่ควรยกระดับเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน ผมคิดว่ารัฐบาลยังไม่ควรที่จะยกระดับเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 ในเวลานี้ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น

    2.1 หนี้โตเร็วกว่ารายได้และการเติบโตปัญหาของไทยไม่ใช่เพียง “ระดับหนี้” แต่คือ “พลวัตของหนี้” กล่าวคือ หนี้กำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการสร้างรายได้และการเติบโตของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยยังโตในอัตราต่ำ โดยมีการประเมินจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่า GDP ปี 2569 จะอยู่ที่เพียงร้อยละ 1.9 และราวร้อยละ 1.6 จากการประเมินที่เข้มงวดกว่า หากเศรษฐกิจโตต่ำ แต่หนี้เพิ่มเร็ว หนี้จะกลายเป็นภาระที่แบกรับได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

    ภายใต้กรอบ Debt Sustainability Analysis (DSA)ระบุว่า หากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยชำระหนี้กับอัตราการเติบโตแย่ลงเพียง 1 จุดร้อยละไทยอาจต้องปรับดุลปฐมภูมิหรือดุลรายได้กับรายจ่ายของรัฐบาล ราวร้อยละ 0.6–0.7 ของ GDP เพียงเพื่อ “ตรึง” หนี้ไม่ให้สูงขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าการกล่าวอ้างว่า “หนี้ที่ระดับร้อยละ 66 ยังต่ำกว่าร้อยละ 75” เป็นการมองแบบตื้นเกินไป เพราะหัวใจอยู่ที่ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของเส้นทางหนี้ ไม่ใช่เพียงการมีช่องว่างเชิงตัวเลขภายใต้เพดานใหม่

     2.2 การลดแรงจูงใจลงทุนของภาคเอกชน อีกเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลยังไม่ควรดันเพดานระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผลของ Crowding-out Effect หรือการเบียดเสียดทางการเงิน กล่าวคือ เมื่อภาครัฐกู้เงินในตลาดเพิ่มขึ้น ย่อมแข่งขันกับภาคเอกชนในการเข้าถึงเงินทุน ทำให้อัตราดอกเบี้ยหรืออย่างน้อยต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในบริบทที่สินเชื่อเอกชนตึงตัวอยู่แล้ว ธุรกิจที่เปราะบางหรือมีต้นทุนทางการเงินสูงจะยิ่งลงทุนยากขึ้น หรือเข้าถึงเงินทุนได้ยากขึ้น ผลที่เกิดขึ้นคือการอ่อนแรงของการลงทุนเอกชน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตในระยะกลางและยาว ประเด็นนี้มีนัยเชิงนโยบายอย่างยิ่ง เพราะหากการเพิ่มเพดานหนี้ทำให้รัฐมีพื้นที่กู้เงินมากขึ้น แต่การกู้เงินของรัฐบาลกลับไปกดทับการลงทุนของเอกชน ผลสุทธิทางเศรษฐกิจอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ หรือในบางกรณีอาจเป็นลบ โดยเฉพาะหากเงินกู้ใหม่ถูกใช้กับรายจ่ายที่มีตัวทวีคูณทางการคลัง (fiscal multiplier) ต่ำ หรือการกู้เพื่อการบริโภคระยะสั้นมากกว่าการเพิ่มผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจ

    2.3 รัฐบาลจะเหลือเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจน้อยลงมาก เพดานหนี้สาธารณะมิได้มีหน้าที่เพียงจำกัดการก่อหนี้ของรัฐเท่านั้น หากยังเป็นกลไกสำคัญในการรักษาพื้นที่การคลังเชิงยั่งยืน สำหรับการรับมือความเสี่ยงในอนาคตด้วย เช่นภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย สงคราม โรคระบาด หรือแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงาน (Super Oil Shock) แม้การยกเพดานหนี้จากร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 75 ของ GDP จะทำให้รัฐบาลมีช่องทางกู้เงินเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าขีดความสามารถทางการคลังของรัฐจะเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนเสมอไป เนื่องจากหนี้ใหม่ย่อมนำมาซึ่งภาระดอกเบี้ยและภาระชำระหนี้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้สัดส่วนงบประมาณที่ต้องกันไว้เพื่อการชำระหนี้เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ทรัพยากรสำหรับรายจ่ายลงทุน รายจ่ายสวัสดิการ และมาตรการรับมือภาวะฉุกเฉินลดลงในเชิงเปรียบเทียบ 

    ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าการขยับเพดานหนี้ทำให้ “กู้ได้มากขึ้น” หรือไม่ แต่คือการกู้เพิ่มในวันนี้จะบั่นทอนความยืดหยุ่นทางการคลังและความสามารถในการรับมือวิกฤตรอบต่อไปมากเพียงใด หากการขยายเพดานเกิดขึ้นในช่วงที่ระดับหนี้เข้าใกล้กรอบเดิมอยู่แล้ว และหนี้ใหม่ไม่ได้ถูกใช้กับโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงเพียงพอ การยกเพดานหนี้ก็อาจมีลักษณะเป็นการใช้ทรัพยากรทางการคลังล่วงหน้า มากกว่าการสร้างกันชนทางนโยบายเพื่ออนาคตอย่างแท้จริง

    2.4 รายจ่ายสวัสดิการมีแนวโน้มเพิ่มประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับที่ลึกขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างการคลังในระยะยาว กล่าวคือ รายจ่ายด้านสวัสดิการ สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานภาษีในอนาคตมีแนวโน้มหดตัว หากรัฐเลือกเพิ่มหนี้ในช่วงที่รายได้ระยะยาวยังโตไม่ทันภาระรายจ่ายดังกล่าว หนี้สาธารณะจะกลายเป็นแรงกดดันต่อการจัดสรรงบประมาณในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่เพียงในเชิงปริมาณของหนี้ แต่รวมถึงการที่โครงสร้างประชากรสูงอายุทำให้ความสามารถในการแบกหนี้ของรัฐอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ

    2.5 ความน่าเชื่อถือของประเทศอาจลดลง เหตุผลประการสุดท้ายคือผลกระทบต่อ credit rating หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ แม้ไทยยังไม่เผชิญภาวะวิกฤตระดมทุน แต่ตัวชี้วัดภาระหนี้บางตัวเริ่มตึงแล้ว เช่น ภาระหนี้รัฐบาลต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 35.14 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 35 เล็กน้อย ขณะที่ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 9.59 ใกล้แตะเกณฑ์ภายใน ร้อยละ 10 อย่างมาก หากยกเพดานหนี้โดยไม่มีแผนฟื้นฐานะการคลังที่ชัดเจน ตลาดอาจตีความว่าไทยลดทอนวินัยการคลัง ผลที่ตามมาอาจเป็นการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้เงินทั้งของภาครัฐและเอกชน พร้อมแรงกดดันต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะถัดไป
     
    ส่วน3. ทางออกเชิงนโยบาย ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ประเทศไทยยังไม่ควรดันเพดานหนี้เป็นร้อยละ 75 ทางออกที่เหมาะสมกว่าจึงไม่ใช่การปฏิเสธการกู้เงินทุกกรณี แต่คือการยกระดับคุณภาพของนโยบายการคลังภายใต้เพดานหนี้เดิมเสียก่อน

     
    3.1 ไทยควรคงเพดานร้อยละ 70 ไว้เป็นเหมือนสมอเรือหลักของระดับหนี้อย่างน้อยในช่วงปี 2569–2570เพื่อรักษาวินัยการคลังเสถียรภาพด้านความเชื่อมั่น

    3.2 รัฐบาลควรพิจารณาแหล่งที่มาของเงินที่สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องกู้เพื่อไม่ต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะ อย่างน้อย 5 แหล่งคือ

    (1) จัดสรรงบประมาณใหม่ ใช้เงินเดิมให้คุ้ม ก่อนกู้เงินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการตัดหรือชะลอโครงการที่ยังไม่พร้อมหรือทับซ้อน หรือการลดงบประมาณที่สร้างผลกระทบต่ำ

     (2) ดึงศักยภาพรัฐวิสาหกิจ หมุนทรัพย์สินให้เป็นเงิน โดยไม่ต้องขายสมบัติชาติ เช่น การเพิ่มสัดส่วนเงินปันผลส่งเข้ารัฐ การหมุนเวียนสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้

     (3) ให้เอกชนร่วมลงทุน ลดภาระงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนจากภาระเป็นการแบ่งปัน รวมถึงการเจาะกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ เช่น โครงสร้างดิจิทัล โครงการพลังงานสะอาด

    (4)ออกพันธบัตรเฉพาะทางดึงเงินทุนคุณภาพ โดยรัฐบาลอาจจะออกพันธบัตรที่ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น Green Bond (พันธบัตรสีเขียว) สำหรับใช้ในโครงการสิ่งแวดล้อม หรือ Transition Bond (พันธบัตรเพื่อการเปลี่ยนผ่าน) เพื่อใช้เป็นทุนในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและน้ำมัน เป็นต้น

    (5) มาตรการภาษีแบบเฉพาะจุด ดึงกำไรส่วนเกิน มาเยียวยาส่วนที่ขาด เช่น Windfall Tax (ภาษีลาภลอย) มาตรการภาษีแบบมีเงื่อนไข   

    3.3 รัฐบาลควรกำหนดการใช้จ่ายหรือช่วยเหลืออุดหนุนแบบมุ่งเป้าโดยเน้นกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องมากกว่า มาตรการหว่านเงินในวงกว้าง ซึ่งมักใช้ทรัพยากรมากแต่ให้ผลทวีคูณทางเศรษฐกิจต่ำ

    3.4 รัฐบาลควรเร่งรายจ่ายลงทุนที่เพิ่มศักยภาพประเทศไทยจริง เช่น รายจ่ายเพื่อการลงทุนที่พร้อมดำเนินการ ซึ่งหลักสำคัญคือ “กู้มาสร้าง ต่อยอด ไม่ใช่กู้มาใช้หมุนเงิน” และต้องเพิ่มผลิตภาพ มากกว่าขยายรายจ่ายประจำ

    3.5 รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปรายได้ โดยทบทวนมาตรการลดหย่อนภาษีที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีรายได้รองรับภาระหนี้ในอนาคต

     3.6 รัฐบาลควรบริหารหนี้เชิงรุกผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น ธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตรการปรับโครงสร้างหนี้ล่วงหน้า การชำระหนี้ก่อนครบกำหนดการยืดอายุหนี้ และการรักษาสัดส่วนหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ให้สูง เพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุนและการกระจุกตัวของภาระชำระหนี้  

    หากในอนาคตจำเป็นต้องยกเพดานหนี้สาธารณะจริง ผมมองว่าควรรออย่างน้อยถึงปีงบประมาณ 2571–2572 และต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญ เช่น ระดับของหนี้ฐานต้องต่ำกว่าร้อยละ 68–69 ของ GDP

    ภาระหนี้ต่อรายได้ต้องกลับมาต่ำกว่าเพดานและเป็นขาลง ดุลปฐมภูมิต้องใกล้สมดุล และเงินกู้ใหม่ต้องผูกกับโครงการลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพจริง ทั้งนี้ การขยับเพดานควรเกิดแบบมีเงื่อนไข มีเครื่องมือกลไกกำหนดการยกเลิกเพดานหนี้ใหม่อัตโนมัติ มีข้อกำหนดในสัญญาและมีแผนพากลับเข้าสู่กรอบเพดานหนี้เดิมอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนตัวเลขเพดานหนี้โดยปราศจากการดูแลกำกับธรรมาภิบาลทางการคลังที่เข้มขึ้น

    “ข้อค้านต่อเพดานหนี้สาธารณะร้อยละ75เพราะประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่พร้อมรับภาระหนี้เพิ่มขึ้นแบบถาวรโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ปัญหาสำคัญคือหนี้โตเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนเอกชนถูกเบียดพื้นที่ทางการคลังอาจหดตัว ความน่าเชื่อถือของประเทศอาจถูกกระทบได้ ดังนั้น คำตอบเชิงนโยบายที่เหมาะสมในเวลานี้คือยังไม่ควรดันเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ70เป็น75ในปี2569 หลักทฤษฎีความยั่งยืนทางการคลังยังไม่ควรทำในปี 2570 ถ้าเงื่อนไขเศรษฐกิจการคลังยังใกล้เคียงปัจจุบัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UFy_E9bxTSYJU39m_pS-t

  • “อนุสรณ์” แนะรัฐบาลทำงบประมาณแบบยอดรวม ดูแลศก.ได้โดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” แนะรัฐบาลทำงบประมาณแบบยอดรวม ดูแลศก.ได้โดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ฐานะทางการคลังของประเทศจะมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามเป้า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประเทศจะขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าพุ่งสูงจากวิกฤตการณ์พลังงาน ดังนั้น รัฐบาลควรจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget) เพื่อนำเอาเงินนอกงบประมาณ และกองทุนหมุนเวียนทั้งหลาย เข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณและการพิจารณาของรัฐสภา

    “เราสามารถมีมาตการ หรือนโยบายที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ หรือต้องกู้เงินก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม เพื่อดูแลเศรษฐกิจได้ คือ การลดการใช้ดุลยพินิจ เพื่อลดการทุจริตรั่วไหล ลด และยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น” นายอนุสรณ์ กล่าว

    พร้อมมองว่า ปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จของการดำเนินการดังกล่าว คือ เจตจำนงทางการเมืองที่แข็งแกร่งพอของภาคการเมือง ที่จะต้องเผชิญหน้ากับแรงต้านจากระบบราชการ การยกเลิกและลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ต้องนำไปสู่การวางรากฐานการกำกับดูแลที่ดีของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    การผ่องถ่ายอำนาจบางส่วนจากรัฐสู่กลไกตลาด และภาคเอกชน จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น การทบทวนและยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย จะช่วยลดขั้นตอนยุ่งยาก และต้นทุนต่อภาคธุรกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชน จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน

    “หากกิจกรรมใดของเอกชนมีความเสี่ยงต่ำ ก็อาจเลือกใช้วิธีจดแจ้งแทนที่การขออนุญาต ใช้การอนุมัติ หรืออนุญาตแบบอัตโนมัติ ในกรณีกิจกรรมที่มีความเสี่ยงปานกลาง ส่วนการขออนุญาตอย่างเต็มรูปแบบ จะจำกัดไว้ใช้เฉพาะกับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง” นายอนุสรณ์ กล่าว

    นอกจากนี้ ยังเห็นว่าเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญในภาวะที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้นตามลำดับ ภายใต้วิกฤตการณ์พลังงาน คือ การขยายตัวของกลุ่มแรงงานอิสระ แพลตฟอร์มหรือแรงงานนอกระบบ และได้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและสวัสดิการเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบ กรอบกฎหมายและมาตรการคุ้มครองที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ

    สิทธิที่แรงงานอิสระขาดหายไปเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบ ได้แก่ แรงงานอิสระสามารถเข้าร่วมเป็นผู้ประกันตน ในกองทุนประกันสังคมได้เฉพาะแบบสมัครใจ (มาตรา 40) ซึ่งสิทธิประโยชน์ไม่ครอบคลุม และหลุดออกจากระบบได้ง่าย ไม่มีสวัสดิการครอบคลุมค่าชดเชยกรณีทุพพลภาพ ตาย หรือค่าชดเชยรายได้ระหว่างเจ็บป่วย ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการทำงานล่วงเวลา วันหยุด ลาป่วย ลาคลอด ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง การรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งสหภาพแรงงาน ก็ยังไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย ทำให้ขาดอำนาจต่อรอง

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยควรศึกษาระบบคุ้มครองแรงงานอิสระจากสเปน โดยมีกฎหมาย กฎหมาย Rider’s Law ที่บังคับให้แรงงานแพลตฟอร์ม เช่น คนส่งอาหาร ถือเป็น “ลูกจ้าง” โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงได้รับสิทธิเต็มรูปแบบทั้งประกันสังคมภาคบังคับ ค่าแรงขั้นต่ำ สิทธิการลา และการคุ้มครองจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

    ส่วนกรณีของไทย อาจผลักดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ ร่างกฎหมายเพื่อมุ่งแก้ปัญหา 5 ประการที่แรงงานอิสระเผชิญ ได้แก่ 1. ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม 2. เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ 3. ความไม่ปลอดภัยในการทำงาน 4 .ขาดสวัสดิการพื้นฐาน และ 5.ขาดการสนับสนุนการรวมกลุ่ม

    หรืออาจใช้วิธีแก้ไขคำนิยาม “แรงงาน” ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุม “แรงงานอิสระแพลตฟอร์ม” และ “แรงงานนอกระบบ” ทั้งหมด ส่วนจะเลือกนโยบายไหน ก็ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบดูว่าใช้แนวทางแบบไหนจะดีกว่ากัน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/587997&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LdiXz8-Oi8Xd9c78tRPyu

  • ราคาน้ำมันวันที่ 26 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    ราคาน้ำมันวันที่ 26 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 26 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    ราคาน้ำมัน 26 เมษายน 2569 ล่าสุด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 26/4/2569 เวลา 05.00 น. ปรับราคาน้ำมันลดลงทุกชนิด ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันมีราคาดังนี้

    ล่าสุดเวลานี้ 05.00 น. ราคาหน้าปั๊มยังคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง

    อัปเดต ราคาน้ำมัน วันที่ 26 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. 

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 26 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.20 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 40.20 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.04 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 62.10 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 51.54 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 26 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.20 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 40.20 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 62.10 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 98 อยู่ที่ 56.04 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์”วันนี้ 26 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.33 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 66.34 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 26 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 56.01 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 40.20 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 62.10 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/950075/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rRvvo08jo52JzihtK3BhU

  • จีนฟื้นฟู “เมืองเก่าคู่เชอ” ที่ซินเจียงอุยกูร์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ . | TOPNEWS

    จีนฟื้นฟู “เมืองเก่าคู่เชอ” ที่ซินเจียงอุยกูร์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ . | TOPNEWS

    จีนฟื้นฟู “เมืองเก่าคู่เชอ” ที่ซินเจียงอุยกูร์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ .

    • เผยแพร่ : 26/04/2026 16:59

    เมืองเก่า “คู่เชอ” (Kuqa Old Town) ในเมืองคู่เชอ (Kuqa City) เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ กลับมาเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลจีนเริ่มโครงการฟื้นฟูพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 2566 ทำให้ย่านเมืองเก่ากลับมามีชีวิตชีวา ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    วันนี้เมืองเก่าคู่เชอมีร้านค้า 287 แห่ง และจุดถ่ายภาพมากถึง 386 จุด ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของงานแกะสลักไม้แบบดั้งเดิมและประตูสีสันสดใส สำหรับชาวคู่เชอที่เติบโตมากับพื้นที่นี้ การฟื้นฟูเมืองเก่าไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงภูมิทัศน์ แต่ยังเป็นการปลุกความทรงจำของชุมชนให้กลับคืนมาอีกครั้ง
    .
    ซุน เจียวหนี่ เจ้าของเกสต์เฮาส์เล่าว่า เติบโตในเมืองคู่เชอและจดจำภาพความคึกคักของเมืองเก่าในวัยเด็กได้ดี หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย เมืองเก่ากลับเงียบ แทบไม่มีผู้คน จนกระทั่งปี 2566 ภาครัฐเริ่มโครงการปรับปรุงพื้นที่ และเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ถนนก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวอีกครั้ง บรรยากาศมีชีวิตชีวาไม่ต่างจากช่วงวัยเด็ก
    .
    การฟื้นคืนชีวิตของเมืองเก่ายังช่วยให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างชัดเจน มีทั้งธุรกิจใหม่ การจ้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง
    .
    คลิปจาก China Media Group

    111

    111

    มูลนิธิพัฒนาผู้ประกอบการไทย จับมือเซียร์รังสิต เปิดตัวโครงการ “รอยยิ้ม แห่งสยาม ตอนแรกยิ้ม ณ เซียร์รังสิต” นำร่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ต่อยอดไอเดียคนละครึ่ง ภาคเอกชน กระตุ้นยอดขาย

    ราชบุรี/// คาราวานรถหรู ซูเปอร์คาร์บุกตลาดน้ำ

    ณพล บริบูรณ์ ผู้ช่วย สว.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ นภชนก เหมือนนามอญ ร่วมงานทำบุญบ้าน “ชัยชนะพานิช” ญาติสนิทมิตรสหายร่วมอวยพรคึกคัก

    “ดร.ธนพร” ขยายภาพนิด้าโพล ความพึงพอใจมาตรการค่าครองชีพ ย้ำให้เห็นนโยบายรัฐมาถูกทาง

    จีนฟื้นฟู “เมืองเก่าคู่เชอ” ที่ซินเจียงอุยกูร์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ .

    ผุ้นำทั่วโลกพากันโล่งใจทรัมป์รอดคมกระสุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1558287&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p276JUSPEykvldwhizXkH

  • เตือนแรง! หนี้ 12.6 ล้านล้าน พุ่งใกล้เต็มเพดาน ดันเพิ่มอีกอาจกระทบเครดิตประเทศ

    เตือนแรง! หนี้ 12.6 ล้านล้าน พุ่งใกล้เต็มเพดาน ดันเพิ่มอีกอาจกระทบเครดิตประเทศ

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาหนี้สาธารณะของไทยสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระยะฟื้นฟูหลังวิกฤต มาสู่ช่วงการใช้จ่ายเพื่อรับมือวิกฤตและการลงทุนสาธารณะขนานใหญ่

    โดยในช่วงปีหลังวิกฤตการเงินโลกในปี 2552 เคลื่อนไหวในช่วงประมาณร้อยละ 42–45 ในระยะหลังมหาอุทกภัยในปี 2554 และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในเวลาต่อมา 

    จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 เมื่อสัดส่วนหนี้พุ่งจากร้อยละ 41 สู่ร้อยละ 60.6 ของ GDP ในปี 2565 ภายใต้การกู้เงินจำนวนมากเพื่อพยุงเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งมีการปรับเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 ของ GDP ในปี 2564

    โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ประมาณ 12.60 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 66.09 ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานหนี้ที่ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญแล้ว หากมีการกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะขยับเป็นประมาณ 13.1 ล้านล้านบาท และสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นเป็นราวร้อยละ 68.6–69.1

    ทำให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เหลือต่ำกว่าร้อยละ1 หรือประมาณ 1.5–2 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งในกรณีที่เศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาด เช่น เติบโตเพียงร้อยละ 1.3 หนี้สาธารณะมีโอกาสทะลุร้อยละ 70 ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอปีงบประมาณถัดไป

    ยิ่งไปกว่านั้น แผนการคลังระยะปานกลางยังสะท้อนว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแม้ไม่ยกเพดานหนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 67.34 ในปี 2569 ร้อยละ 68.52 ในปี 2570ร้อยละ 69.25 ในปี 2571 และร้อยละ 69.32 ในปี 2572

    ขณะที่งบชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายประจำปี มีแนวโน้มเพิ่มจากร้อยละ 9.61 เป็นร้อยละ 15.23 ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ไทยกำลังเข้าใกล้ขอบของกรอบเพดานหนี้เดิมอยู่แล้ว จึงไม่อาจมองการขยับเพดานเป็นเรื่องปกติหรือปราศจากต้นทุนได้โดยมองว่า

    1. การกำหนดเพดานหนี้ เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง การกำหนดเพดานหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญของวินัยการคลัง เพราะไม่ใช่เพียงเครื่องมือกำกับการก่อหนี้ของภาครัฐ แต่ยังเป็น หลักยึดความน่าเชื่อถือของนโยบายการคลังในสายตาของตลาดและสาธารณะด้วย

    ในกรณีของไทย การขยับเพดานหนี้จากร้อยะ 60 เป็นร้อยละ 70 ในปี2564 เกิดขึ้นภายใต้บริบทวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นสถานการณ์พิเศษที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุข เมื่อเวลาผ่านมาและหนี้สาธารณะยังคงไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง

    แต่ประเทศไทยควรขยับเพดานหนี้ขึ้นไปอีกเป็นร้อยละ 75 หรือไม่? เพราะการขยับเพดานหนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขทั้งหมด หากเป็นเรื่องของทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การบริหารความเสี่ยง ความเชื่อมั่นของตลาด และโครงสร้างความยั่งยืนของภาครัฐในระยะยาว

    2. เหตุผลที่ยังไม่ควรยกระดับเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน ผมคิดว่ารัฐบาลยังไม่ควรที่จะยกระดับเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 ในเวลานี้ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น

    2.1 หนี้โตเร็วกว่ารายได้และการเติบโตปัญหาของไทยไม่ใช่เพียง “ระดับหนี้” แต่คือ “พลวัตของหนี้” กล่าวคือ หนี้กำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการสร้างรายได้และการเติบโตของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยยังโตในอัตราต่ำ โดยมีการประเมินจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่า GDP ปี 2569 จะอยู่ที่เพียงร้อยละ 1.9 และราวร้อยละ 1.6 จากการประเมินที่เข้มงวดกว่า หากเศรษฐกิจโตต่ำ แต่หนี้เพิ่มเร็ว หนี้จะกลายเป็นภาระที่แบกรับได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

    ภายใต้กรอบ Debt Sustainability Analysis (DSA)ระบุว่า หากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยชำระหนี้กับอัตราการเติบโตแย่ลงเพียง 1 จุดร้อยละไทยอาจต้องปรับดุลปฐมภูมิหรือดุลรายได้กับรายจ่ายของรัฐบาล ราวร้อยละ 0.6–0.7 ของ GDP เพียงเพื่อ “ตรึง” หนี้ไม่ให้สูงขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าการกล่าวอ้างว่า “หนี้ที่ระดับร้อยละ 66 ยังต่ำกว่าร้อยละ 75” เป็นการมองแบบตื้นเกินไป เพราะหัวใจอยู่ที่ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของเส้นทางหนี้ ไม่ใช่เพียงการมีช่องว่างเชิงตัวเลขภายใต้เพดานใหม่

     2.2 การลดแรงจูงใจลงทุนของภาคเอกชน อีกเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลยังไม่ควรดันเพดานระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผลของ Crowding-out Effect หรือการเบียดเสียดทางการเงิน กล่าวคือ เมื่อภาครัฐกู้เงินในตลาดเพิ่มขึ้น ย่อมแข่งขันกับภาคเอกชนในการเข้าถึงเงินทุน ทำให้อัตราดอกเบี้ยหรืออย่างน้อยต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้น

    โดยเฉพาะในบริบทที่สินเชื่อเอกชนตึงตัวอยู่แล้ว ธุรกิจที่เปราะบางหรือมีต้นทุนทางการเงินสูงจะยิ่งลงทุนยากขึ้น หรือเข้าถึงเงินทุนได้ยากขึ้น ผลที่เกิดขึ้นคือการอ่อนแรงของการลงทุนเอกชน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตในระยะกลางและยาว

    ประเด็นนี้มีนัยเชิงนโยบายอย่างยิ่ง เพราะหากการเพิ่มเพดานหนี้ทำให้รัฐมีพื้นที่กู้เงินมากขึ้น แต่การกู้เงินของรัฐบาลกลับไปกดทับการลงทุนของเอกชน ผลสุทธิทางเศรษฐกิจอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ หรือในบางกรณีอาจเป็นลบ โดยเฉพาะหากเงินกู้ใหม่ถูกใช้กับรายจ่ายที่มีตัวทวีคูณทางการคลัง (fiscal multiplier) ต่ำ หรือการกู้เพื่อการบริโภคระยะสั้นมากกว่าการเพิ่มผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจ

    2.3 รัฐบาลจะเหลือเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจน้อยลงมาก เพดานหนี้สาธารณะมิได้มีหน้าที่เพียงจำกัดการก่อหนี้ของรัฐเท่านั้น หากยังเป็นกลไกสำคัญในการรักษาพื้นที่การคลังเชิงยั่งยืน สำหรับการรับมือความเสี่ยงในอนาคตด้วย เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย สงคราม โรคระบาด หรือแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงาน (Super Oil Shock) แม้การยกเพดานหนี้จากร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 75 ของ GDP จะทำให้รัฐบาลมีช่องทางกู้เงินเพิ่มขึ้นในระยะสั้น

    แต่ไม่ได้หมายความว่าขีดความสามารถทางการคลังของรัฐจะเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนเสมอไป เนื่องจากหนี้ใหม่ย่อมนำมาซึ่งภาระดอกเบี้ยและภาระชำระหนี้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้สัดส่วนงบประมาณที่ต้องกันไว้เพื่อการชำระหนี้เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ทรัพยากรสำหรับรายจ่ายลงทุน รายจ่ายสวัสดิการ และมาตรการรับมือภาวะฉุกเฉินลดลงในเชิงเปรียบเทียบ

    ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าการขยับเพดานหนี้ทำให้ “กู้ได้มากขึ้น” หรือไม่ แต่คือการกู้เพิ่มในวันนี้จะบั่นทอนความยืดหยุ่นทางการคลังและความสามารถในการรับมือวิกฤตรอบต่อไปมากเพียงใด หากการขยายเพดานเกิดขึ้นในช่วงที่ระดับหนี้เข้าใกล้กรอบเดิมอยู่แล้ว และหนี้ใหม่ไม่ได้ถูกใช้กับโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงเพียงพอ การยกเพดานหนี้ก็อาจมีลักษณะเป็นการใช้ทรัพยากรทางการคลังล่วงหน้า มากกว่าการสร้างกันชนทางนโยบายเพื่ออนาคตอย่างแท้จริง

    2.4 รายจ่ายสวัสดิการมีแนวโน้มเพิ่มประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับที่ลึกขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างการคลังในระยะยาว กล่าวคือ รายจ่ายด้านสวัสดิการ สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานภาษีในอนาคตมีแนวโน้มหดตัว หากรัฐเลือกเพิ่มหนี้ในช่วงที่รายได้ระยะยาวยังโตไม่ทันภาระรายจ่ายดังกล่าว หนี้สาธารณะจะกลายเป็นแรงกดดันต่อการจัดสรรงบประมาณในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่เพียงในเชิงปริมาณของหนี้ แต่รวมถึงการที่โครงสร้างประชากรสูงอายุทำให้ความสามารถในการแบกหนี้ของรัฐอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ

    2.5 ความน่าเชื่อถือของประเทศอาจลดลง เหตุผลประการสุดท้ายคือผลกระทบต่อ credit rating หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ แม้ไทยยังไม่เผชิญภาวะวิกฤตระดมทุน แต่ตัวชี้วัดภาระหนี้บางตัวเริ่มตึงแล้ว เช่น ภาระหนี้รัฐบาลต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 35.14 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 35 เล็กน้อย

    ขณะที่ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 9.59 ใกล้แตะเกณฑ์ภายใน ร้อยละ 10 อย่างมาก หากยกเพดานหนี้โดยไม่มีแผนฟื้นฐานะการคลังที่ชัดเจน ตลาดอาจตีความว่าไทยลดทอนวินัยการคลัง ผลที่ตามมาอาจเป็นการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้เงินทั้งของภาครัฐและเอกชน พร้อมแรงกดดันต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะถัดไป
     
    3. ทางออกเชิงนโยบาย ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ประเทศไทยยังไม่ควรดันเพดานหนี้เป็นร้อยละ 75 ทางออกที่เหมาะสมกว่าจึงไม่ใช่การปฏิเสธการกู้เงินทุกกรณี แต่คือการยกระดับคุณภาพของนโยบายการคลังภายใต้เพดานหนี้เดิมเสียก่อน

    3.1 ไทยควรคงเพดานร้อยละ 70 ไว้เป็นเหมือนสมอเรือหลักของระดับหนี้อย่างน้อยในช่วงปี 2569–2570 เพื่อรักษาวินัยการคลังเสถียรภาพด้านความเชื่อมั่น

    3.2 รัฐบาลควรพิจารณาแหล่งที่มาของเงินที่สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องกู้เพื่อไม่ต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะ อย่างน้อย 5 แหล่ง คือ

    1. จัดสรรงบประมาณใหม่ ใช้เงินเดิมให้คุ้ม ก่อนกู้เงินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการตัดหรือชะลอโครงการที่ยังไม่พร้อมหรือทับซ้อน หรือการลดงบประมาณที่สร้างผลกระทบต่ำ
    2. ดึงศักยภาพรัฐวิสาหกิจ หมุนทรัพย์สินให้เป็นเงิน โดยไม่ต้องขายสมบัติชาติ เช่น การเพิ่มสัดส่วนเงินปันผลส่งเข้ารัฐ การหมุนเวียนสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้
    3. ให้เอกชนร่วมลงทุน ลดภาระงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนจากภาระเป็นการแบ่งปัน รวมถึงการเจาะกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ เช่น โครงสร้างดิจิทัล โครงการพลังงานสะอาด
    4. ออกพันธบัตรเฉพาะทางดึงเงินทุนคุณภาพ โดยรัฐบาลอาจจะออกพันธบัตรที่ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น Green Bond (พันธบัตรสีเขียว) สำหรับใช้ในโครงการสิ่งแวดล้อม หรือ Transition Bond (พันธบัตรเพื่อการเปลี่ยนผ่าน) เพื่อใช้เป็นทุนในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและน้ำมัน เป็นต้น
    5. มาตรการภาษีแบบเฉพาะจุด ดึงกำไรส่วนเกิน มาเยียวยาส่วนที่ขาด เช่น Windfall Tax (ภาษีลาภลอย) มาตรการภาษีแบบมีเงื่อนไข   

    3.3 รัฐบาลควรกำหนดการใช้จ่ายหรือช่วยเหลืออุดหนุนแบบมุ่งเป้าโดยเน้นกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องมากกว่า มาตรการหว่านเงินในวงกว้าง ซึ่งมักใช้ทรัพยากรมากแต่ให้ผลทวีคูณทางเศรษฐกิจต่ำ

    3.4 รัฐบาลควรเร่งรายจ่ายลงทุนที่เพิ่มศักยภาพประเทศไทยจริง เช่น รายจ่ายเพื่อการลงทุนที่พร้อมดำเนินการ ซึ่งหลักสำคัญคือ “กู้มาสร้าง ต่อยอด ไม่ใช่กู้มาใช้หมุนเงิน” และต้องเพิ่มผลิตภาพ มากกว่าขยายรายจ่ายประจำ

    3.5 รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปรายได้ โดยทบทวนมาตรการลดหย่อนภาษีที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีรายได้รองรับภาระหนี้ในอนาคต

     3.6 รัฐบาลควรบริหารหนี้เชิงรุกผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น ธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตรการปรับโครงสร้างหนี้ล่วงหน้า การชำระหนี้ก่อนครบกำหนดการยืดอายุหนี้ และการรักษาสัดส่วนหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ให้สูง เพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุนและการกระจุกตัวของภาระชำระหนี้  

    หากในอนาคตจำเป็นต้องยกเพดานหนี้สาธารณะจริง ผมมองว่าควรรออย่างน้อยถึงปีงบประมาณ 2571–2572 และต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญ เช่น ระดับของหนี้ฐานต้องต่ำกว่าร้อยละ 68–69 ของ GDP

    ภาระหนี้ต่อรายได้ต้องกลับมาต่ำกว่าเพดานและเป็นขาลง ดุลปฐมภูมิต้องใกล้สมดุล และเงินกู้ใหม่ต้องผูกกับโครงการลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพจริง ทั้งนี้ การขยับเพดานควรเกิดแบบมีเงื่อนไข มีเครื่องมือกลไกกำหนดการยกเลิกเพดานหนี้ใหม่อัตโนมัติ มีข้อกำหนดในสัญญาและมีแผนพากลับเข้าสู่กรอบเพดานหนี้เดิมอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนตัวเลขเพดานหนี้โดยปราศจากการดูแลกำกับธรรมาภิบาลทางการคลังที่เข้มขึ้น

    “ข้อค้านต่อเพดานหนี้สาธารณะร้อยละ75 เพราะประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่พร้อมรับภาระหนี้เพิ่มขึ้นแบบถาวรโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ปัญหาสำคัญคือหนี้โตเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนเอกชนถูกเบียดพื้นที่ทางการคลังอาจหดตัว ความน่าเชื่อถือของประเทศอาจถูกกระทบได้ ดังนั้น คำตอบเชิงนโยบายที่เหมาะสมในเวลานี้คือยังไม่ควรดันเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ70 เป็น 75 ในปี 2569 หลักทฤษฎีความยั่งยืนทางการคลังยังไม่ควรทำในปี 2570 ถ้าเงื่อนไขเศรษฐกิจการคลังยังใกล้เคียงปัจจุบัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/741513&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Syq3D54L4rjOPluInhVjZ

  • สส.ส้มไม่เห็นด้วยกู้เงินกระตุ้นศก. แนะใช้วิธีทำงบประมาณรวมยอดแทน

    สส.ส้มไม่เห็นด้วยกู้เงินกระตุ้นศก. แนะใช้วิธีทำงบประมาณรวมยอดแทน

    26 เมษายน 2569  นายอนุสรณ์ ธรรมใจ  ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน กล่าวว่า ฐานะทางการคลังของประเทศจะมีความเสี่ยงมากขึ้น เรื่อยๆ จากการไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามเป้า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จะมีการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าพุ่งสูงจากวิกฤตการณ์พลังงาน รัฐบาลควรจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget) เพื่อนำเอาเงินนอกงบประมาณและกองทุนหมุนเวียนทั้งหลายเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณและการพิจารณาของรัฐสภา

    เราสามารถมีมาตการหรือนโยบายที่ไม่ต้องใช้งบประมาณหรือต้องกู้เงินก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเพื่อดูแลเศรษฐกิจได้ คือ การลดการใช้ดุลยพินิจเพื่อลดการทุจริตรั่วไหล ลดและยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ปัจจัยสำคัญที่สุดซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จของการดำเนินการดังกล่าว คือ เจตจำนงทางการเมืองที่แข็งแกร่งพอของภาคการเมืองที่จะต้องเผชิญหน้ากับแรงต้านจากระบบราชการ การยกเลิกและลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การวางรากฐานการกำกับดูแลที่ดีของภาครัฐซึ่งจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การผ่องถ่ายอำนาจบางส่วนจากรัฐสู่กลไกตลาดและภาคเอกชนจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น การทบทวนและยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัยจะช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากและต้นทุนต่อภาคธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน หากกิจกรรมใดของเอกชนมีความเสี่ยงต่ำก็อาจเลือกใช้วิธีจดแจ้งแทนที่การขออนุญาต ใช้การอนุมัติหรืออนุญาตแบบอัตโนมัติในกรณีกิจกรรมที่มีความเสี่ยงปานกลาง ส่วนการขออนุญาตอย่างเต็มรูปแบบจะจำกัดไว้ใช้เฉพาะกับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญในภาวะที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้นตามลำดับภายใต้วิกฤตการณ์พลังงาน มีการขยายตัวของกลุ่มแรงงานอิสระแพลตฟอร์มหรือแรงงานนอกระบบและได้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและสวัสดิการเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบกรอบกฎหมายและมาตรการคุ้มครองที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ สิทธิที่แรงงานอิสระขาดหายไปเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบ ได้แก่ แรงงานอิสระสามารถเข้าร่วมเป็นผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคมได้เฉพาะแบบสมัครใจ (มาตรา 40) ซึ่งสิทธิประโยชน์ไม่ครอบคลุมและหลุดออกจากระบบได้ง่าย ไม่มีสวัสดิการครอบคลุมค่าชดเชยกรณีทุพพลภาพ ตาย หรือค่าชดเชยรายได้ระหว่างเจ็บป่วย ไม่มีสิทธิได้รับ ค่าตอบแทนในการทำงานล่วงเวลา วันหยุด ลาป่วย ลาคลอด ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง การรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งสหภาพแรงงานก็ยังไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย ทำให้ขาดอำนาจต่อรอง

    พร้อมกันนี้ ประเทศไทยควรศึกษาระบบคุ้มครองแรงงานอิสระจากสเปน โดยมีกฎหมาย กฎหมาย Rider’s Law ที่บังคับให้แรงงานแพลตฟอร์ม เช่น คนส่งอาหาร ถือเป็น “ลูกจ้าง” โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงได้รับสิทธิเต็มรูปแบบทั้งประกันสังคมภาคบังคับ ค่าแรงขั้นต่ำ สิทธิการลา และการคุ้มครองจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม    กรณีของไทย อาจผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระร่างกฎหมายเพื่อมุ่งแก้ปัญหา 5 ประการที่แรงงานอิสระเผชิญ ได้แก่  1 ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม 2 เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ 3 ความไม่ปลอดภัยในการทำงาน 4 ขาดสวัสดิการพื้นฐาน และ 5  ขาดการสนับสนุนการรวมกลุ่ม หรือ อาจใช้วิธีแก้ไขคำนิยาม “แรงงาน” ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุม “แรงงานอิสระแพลตฟอร์ม” และ “แรงงานนอกระบบ” ทั้งหมด ส่วนจะเลือกนโยบายไหนก็ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบดูว่าใช้แนวทางแบบไหนจะดีกว่ากัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/985944/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rfmENFpIxpGM4g0DN2VPD

  • ปชน.ชี้แต่งตั้ง ‘ครม.เงา’ สิ้นเดือนนี้ ลุยแบ่งงาน 4 ด้านหลัก

    ปชน.ชี้แต่งตั้ง ‘ครม.เงา’ สิ้นเดือนนี้ ลุยแบ่งงาน 4 ด้านหลัก

    พรรคประชาชน ฟอร์มทีมครม.เงา สิ้นเดือนนี้ พร้อมแบ่งงาน 4 ด้านหลัก ‘ความมั่นคง- เศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต-การปฏิรูปกฎหมาย” เดินหน้าทำงานให้คนไทยเห็นประเทศดีกว่านี้ได้

    26 เม.ย. 69 เมื่อเวลา 11.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรมเมเปิ้ล บางนา กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีที่พรรคประชาชนเตรียมจัดตั้งครมเงาว่า ในส่วนของครม.เงานั้น จะมีการแถลงลงลึกในรายละเอียด ภายในสิ้นเดือนเม.ย.นี้

    ด้าน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก อดีตเลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวว่า ครม.เงา เป็นความตั้งใจของพรรคประชาชนที่จะมีกลไกขึ้นมาเป็นหัวหอกในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และทำงาน เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้ ไม่อยากให้คนหมดความคาดหวังกับการเมือง เศรษฐกิจไทย โดยเราอยากเสนอว่าถ้าเราเป็นรัฐบาล จะเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยอย่างไร 

    ทั้งนี้ จะมีการแบ่งการทำงานเป็น 4 ด้าน คือ ฝ่ายความมั่นคง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการปฏิรูปกฎหมายไปพร้อมๆ กัน เป็นการทำงานเชื่อมทุกองค์กรของพรรค ตั้งแต่คนในพรรค ประธานกรรมาธิการ สส. รวมถึงงานพื้นที่และเครือข่าย จะทำให้เห็นว่าในระดับพื้นที่ถ้ามีนโยบายที่ดีจะทำให้ ไขปัญหาได้อย่างไร สส.จะขับเคลื่อนพื้นที่อย่างไร เรียกว่า เป็นหัวหอกในการทำงานตรวจสอบและเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้กับสังคมไทยได้เห็น

    เมื่อถามว่า ครม. เราจะครบตามจำนวนครม.จริง หรือไม่ แล้วการคัดเลือกจะมีการเปิดออดิชั่นหรือมอบหมายอย่างไร นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า เราคิดว่าการทำงานในโครงสร้างรัฐไทยที่เป็นอยู่นั้น หากมีการแบ่ง 4 ด้านนี้จะเป็นประโยชน์ มากกว่าแยกระดับกระทรวง 

    ดังนั้นการทำงานจะเชื่อมโยงสส.พรรคและแกนนำพรรค ไม่ได้กำหนดตายตัว ทั้งนี้เราจะแบ่งเป็นทีม ยกตัวอย่าง เรื่องเศรษฐกิจบางเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญแต่ถูกทอดทิ้งไม่มีกระทรวงดูแล เช่น SME เราก็จะมีทีมครม.เงาด้าน SME ดูแล ดังนั้นเราจะเลือกประเด็นที่มันสอดคล้องกับการบริหารรัฐในยุคใหม่ สอดคล้องกับสภาพปัญหาหน้างานในปัจจุบัน

    เมื่อถามว่าไม่ได้เป็นเงาสะท้อนครม. จริงใช่หรือไม่นั้น นายสรายุทธิ์ กล่าวว่า เราคิดว่าการแยกเป็นรายกระทรวง จะทำให้ บางประเด็นถูกรวมหรือแยกไปโดยไม่จำเป็นหรือบางประเด็นถูกทิ้งขว้าง เช่น SME เป็นอย่างไรเกษตรกรบางกลุ่มเป็นอย่างไร ซึ่งเราอยากให้มีความชัดเจนขึ้นดังนั้นจึงจะแบ่งเป็น 4 โครงใหญ่และแบ่งเป็นทีมย่อย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/986011/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dqnOIpYi7120aIm2n69-V

  • เปิดฉากวอลเลย์บอลชายหาดพัทยาโอเพ่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    เปิดฉากวอลเลย์บอลชายหาดพัทยาโอเพ่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ภูมิภาค

    เปิดฉากวอลเลย์บอลชายหาดพัทยาโอเพ่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.01 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 24 เม.ย.69 ได้มีพิธีเปิดการแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดพัทยาโอเพ่น ประจำปี 2569 โดยมีนายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น รองประธานสภาเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธี และนายวิสิฐศักดิ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาการท่องเที่ยว กล่าวรายงาน  ร่วมด้วยสมาชิกสภาเมืองพัทยา นักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี 

    เมืองพัทยา โดยสำนักการท่องเที่ยวและกีฬา จัดการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลชายหาดพัทยาโอเพ่น ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 24 – 26 เมษายน 2569 ณ ชายหาดจอมเทียน บริเวณหน้าโรงแรมดีวารี เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยวในเมืองพัทยาเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนชาวพัทยา ส่งเสริมเยาวชน และประชาชนให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการเล่นกีฬา พัฒนาทักษะ ประสบการณ์ให้กับนักกีฬา วอลเลย์บอลชายหาดของเมืองพัทยา 

    อีกทั้งยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการจัดการแข่งขันสู่ระดับสากล สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองพัทยาในด้านการเป็นเมืองกีฬา (Sports City) และการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประชาชนทั่วไป หญิง, ประชาชนทั่วไป ชาย และประชาชนทั่วไป ทีมผสม (4 คน) โดยทีมผู้ชนะจะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศและเงินรางวัลจากเมืองพัทยา 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nhvHRs49od6vehsq9TxPP

  • ‘พรรคประชาชน’ฟอร์มทีมครม.เงา แบ่งงาน 4 ด้านหลัก ‘ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต-การปฏิรูปกฎหมาย’ | เดลินิวส์

    ‘พรรคประชาชน’ฟอร์มทีมครม.เงา แบ่งงาน 4 ด้านหลัก ‘ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต-การปฏิรูปกฎหมาย’ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 26 เม.ย. ที่โรงแรมเมเปิล นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีที่พรรคประชาชนเตรียมจัดตั้ง ครม.เงา ว่า ในส่วนของ ครม.เงานั้นจะมีการแถลงลงลึกในรายละเอียด ภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้

    ด้าน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก อดีตเลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวว่า ครม.เงา เป็นความตั้งใจของพรรคประชาชนที่จะมีกลไกขึ้นมาเป็นหัวหอกในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และทำงาน เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า ประเทศไทยดีกว่านี้ได้ ไม่อยากให้คนหมดความคาดหวังกับการเมือง เศรษฐกิจไทย โดยเราอยากเสนอว่าถ้าเราเป็นรัฐบาล จะเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยอย่างไร

    ทั้งนี้ จะมีการแบ่งการทำงานเป็น 4 ด้าน คือฝ่ายความมั่นคง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการปฏิรูปกฎหมายไปพร้อมๆ กัน เป็นการทำงานเชื่อมทุกองคาพยพของพรรค ตั้งแต่คนในพรรค ประธานกรรมาธิการ สส. รวมถึงงานพื้นที่และเครือข่าย จะทำให้เห็นว่าในระดับพื้นที่ถ้ามีนโยบายที่ดีจะทำให้ไขปัญหาได้อย่างไร สส.จะขับเคลื่อนพื้นที่อย่างไร เรียกว่า เป็นหัวหอกในการทำงานตรวจสอบและเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้กับสังคมไทยได้เห็น

    เมื่อถามว่า ครม. เราจะครบตามจำนวน ครม.จริง หรือไม่ แล้วการคัดเลือกจะมีการเปิดออดิชั่นหรือมอบหมายอย่างไร นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า เราคิดว่าการทำงานในโครงสร้างรัฐไทยที่เป็นอยู่นั้น หากมีการแบ่ง 4 ด้านนี้จะเป็นประโยชน์มากกว่าแยกระดับกระทรวง ดังนั้นการทำงานจะเชื่อมโยง สส.พรรคและแกนนำพรรค ไม่ได้กำหนดตายตัว ทั้งนี้เราจะแบ่งเป็นทีม ยกตัวอย่าง เรื่องเศรษฐกิจบางเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญแต่ถูกทอดทิ้งไม่มีกระทรวงดูแล เช่น SME เราก็จะมีทีม ครม.เงาด้าน SME ดูแล ดังนั้นเราจะเลือกประเด็นที่มันสอดคล้องกับการบริหารรัฐในยุคใหม่ สอดคล้องกับสภาพปัญหาหน้างานในปัจจุบัน

    เมื่อถามว่าไม่ได้เป็นเงาสะท้อน ครม. จริงใช่หรือไม่ นายสรายุทธิ์ กล่าวว่า เราคิดว่าการแยกเป็นรายกระทรวง จะทำให้บางประเด็นถูกรวมหรือแยกไปโดยไม่จำเป็น หรือบางประเด็นถูกทิ้งขว้าง เช่น SME เป็นอย่างไร เกษตรกรบางกลุ่มเป็นอย่างไร ซึ่งเราอยากให้มีความชัดเจนขึ้น ดังนั้นจึงจะแบ่งเป็น 4 โครงใหญ่และแบ่งเป็นทีมย่อย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5813110/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw323tCwiibrFD13plznVFBl