Category: เศรษฐกิจ

  • ร่างพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชิลี

    ร่างพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชิลี

    ชิลีกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศด้วย “ร่างพระราชบัญญัติการการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” ฉบับใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของประธานาธิบดีโฆเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาความซบเซาทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอย่างเร่งด่วน ซึ่งประธานาธิบดีคาสต์ลงนามและนำร่างพระราชบัญญัติฯ เข้าเสนอต่อรัฐสภา เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฯ มีมาตรการกว่า 40 ข้อ ครอบคลุมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การลดภาษี ส่งเสริมการลงทุน การจ้างงาน ควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของประเทศ ฯลฯ ซึ่งมีรายละเอียดหลักที่น่าสนใจโดยสรุปดังนี้ 

    มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน

    ความมั่นคงทางภาษี สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนเกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป จะได้รับอัตราภาษีคงที่เป็นเวลาสูงสุดถึง 25 ปี[1] ช่วยปกป้องบริษัทจากการขึ้นภาษีหรือการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านภาษีในอนาคต กลไกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจเชิงกลยุทธ์ อาทิ ธุรกิจเหมืองแร่ ธุรกิจผลิตลิเทียม ธุรกิจพลังงานสะอาด และภาคการก่อสร้าง ที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาวและมีต้นทุนสูง

    การลดขั้นตอนทางราชการ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่กระทบต่อภาคการลงทุนและเศรษฐกิจของชิลี เนื่องจากระบบการขออนุญาตที่ซับซ้อนทำให้โครงการต่าง ๆ ต้องหยุดชะงักเป็นเวลาหลายปี การปรับกฎระเบียบเพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติโครงการจะช่วยลดระยะเวลาในการขอใบอนุญาติโครงการต่าง ๆ จากที่เคยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี จะเหลือเพียง 6 เดือน[2] 

    การคุ้มครองการลงทุนสำหรับโครงการที่ได้รับการอนุมัติ[3] หากโครงการที่ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินงานและมีมติรับรองด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว (ในช่วงการรอใบอนุญาต) หากถูกเพิกถอนในภายหลังโดยคำสั่งศาล (จากการเปลี่ยนแปลงและบังคับใช้กฎหมายใหม่) จะมีกลไกการชดเชยค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่เกิดขึ้นไปแล้ว จุดประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในการริเริ่มโครงการใหม่ ๆ 

    การดึงเงินทุนกลับเข้าประเทศ เสนอให้ปรับลดอัตราภาษีเงินได้นอกประเทศ โดยเสียภาษีเพียงครั้งเดียวในอัตราร้อยละ หากนำกลับมาลงทุนในประเทศภายในระยะเวลา 3 ปี หลังจากประกาศใช้กฎหมาย (ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 35)

    มาตรการด้านการลดภาษี

    ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล มีการเสนอให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 27 เหลือร้อยละ 23 โดยจะทะยอยลดลงในแต่ละปี ซึ่งอัตราภาษีดังกล่าวในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 27 และตั้งเป้าหมายว่าในปี 2570 จะลดลงเหลือร้อยละ 25.5 ปี 2571 เหลือร้อยละ 24 และปี 2572 เหลือร้อยละ 23 โดยวัตถุประสงค์ของการลดอัตราภาษีฯ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของชิลีให้เทียบเท่ามาตรฐานของ OECD ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งบริษัทขนาดใหญ่และ SME กว่า 230,000 แห่ง      

    ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากร้อยละ 19 เหลือร้อยละ 0 เป็นระยะเวลา 12 เดือน สำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยจะมีการนำบ้านใหม่จำนวนกว่า 1 แสนหลังที่ไม่มีผู้ซื้อจำหน่ายออกสู่ตลาด ซึ่งมาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยให้กับภาคประชาชนและกระตุ้นกิจกรรมในภาคการก่อสร้าง

    ยกเว้นภาษีที่ดิน สำหรับเจ้าของบ้านที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป (เฉพาะบ้านหลังแรกที่ใช้พักอาศัยเท่านั้น)

    มาตรการส่งเสริมการจ้างงาน

    มอบเงินอุดหนุนเงินเดือน สนับสนุนเงินเข้าสู่ระบบปีละ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลดีต่อแรงงานจำนวนกว่า 4 ล้านคน โดยนายจ้างสามารถขอยื่นรับสิทธิประโยชน์นี้ ในกรณีที่มีลูกจ้างเงินเดือนระหว่าง 545,000 ถึง 838,000 เปโซชิลี (620 เหรียญสหรัฐ ถึง 950 เหรียญสหรัฐ) โดยจะได้รับเป็นเครดิตเงินอุดหนุนโดยตรง เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดตอนชำระภาษีเงินได้ ทั้งนี้ อัตราเงินอุดหนุนจะอยู่ที่ร้อยละ 15 ของยอดเงินเดือน 545,000 เปโซชิลี และจะทะยอยลดลงจนเหลือ สำหรับยอดเงินเดือนที่เกิน 838,000 เปโซชิลี ซึ่งผลลัพธ์จากมาตรการนี้  จะสะท้อนต้นทุนการจ้างงานที่ลดลงของทั้งบริษัทขนาดใหญ่และ SME ทำให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น

    มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐ

    ปฏิรูประบบราชการ ปรับปรุงและควบคุมการดำเนินงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กำหนดบทลงโทษการใช้วันลาป่วยของเจ้าหน้าที่รัฐโดยมิชอบ โดยให้มีผลถึงแพทย์ผู้ออกใบรับรองการลานั้นด้วย  นอกจากนี้ ยังจัดให้มีโครงการเกษียณอายุราชการก่อนเวลาโดยสมัครใจโดยมอบเงินชดเชยให้มากกว่าเดิม 3 เท่า

    ระงับการรับสถาบันการศึกษาใหม่ที่จะเข้าร่วมโครงการเรียนฟรี[1] เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐ โดยนายฮอร์เก กิรอซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจ้งว่าที่ผ่านมาจากการดำเนินโครงการเรียนฟรีเป็นเวลา 4 ปี รัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการเรียนฟรีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ซึ่งปัจจุบันแตะระดับที่ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี นอกจากนี้ มีการเสนอการพัฒนาการจัดเก็บเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่รัฐค้ำประกัน (CAE) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    มาตรการด้านความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของประเทศ

    กองทุนฉุกเฉินและฟื้นฟูผู้ประสบภัย สนับสนุนเงินกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้ากองทุนฉุกเฉินฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ไฟใหม้ในแคว้น Nuble และ Biobio ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติมหากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในอนาคต

    ความปลอดภัยและปราบปรามอาชญากรรม ตั้งแต่การเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีคาสต์เผยว่าการดำเนินการตามแผน โล่ป้องกันชายแดน แสดงผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจจำนวนผู้ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายลดลง และจะดำเนินการตามแผนฯ ต่อไป โดยรัฐบาลได้ดำเนินการจับกุมและเนรเทศผู้ลักลอบเข้าเมืองหลายพันคน นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการทำงานของตำรวจอย่างเต็มที่ ทำให้ตัวเลขการก่อคดีอาชญากรรมลดลงหลายพันคดีต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนประธานาธิบดีคาสต์เข้ารับตำแหน่ง 

    จัดตั้งกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ[1] เพื่อบูรณาการการทำงานของสถาบันต่าง ๆ อาทิ กรมตำรวจ หน่วยสืบสวนสอบสอน กรมราชทัณฑ์ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กรมสรรพากร  กรมศุลกากร เทศบาล สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการรักษาความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของชาติ

    รัฐบาลตั้งเป้าที่จะให้ร่างพระราชบัญญัติการการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับนี้ได้รับการอนุมัติภายในต้นเดือนกันยายน 2569 เพื่อให้สามารถนำไปรวมไว้ในกฎหมายงบประมาณปี 2570 ได้ โดยประธานาธิบดีคาสต์ได้กำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การบรรลุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 4 ต่อปี ลดอัตราการว่างงานจากร้อยละ 8.3 เหลือร้อยละ 6.5 และบรรลุความสมดุลทางการคลังเชิงโครงสร้างของประเทศให้ได้ภายในปี 2573 โดยประธานาธิบดีคาสต์ได้กล่าวปิดท้ายในการประชุมรัฐสภาว่า เรากำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้องเป็นก้าวแรก ร่างพระราชบัญญัติฯ นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาประเทศของเราและหวังว่ารัฐสภาจะพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาวชิลีทุกคน

    บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคตฯ

    ประเทศชิลีอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจซบเซาโดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยเพียงร้อยละ ต่อปี ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลลบต่อการเติบโตและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของชิลี เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบเชื่อมโยงกันทั่วโลก การที่รัฐบาลของประธานาธิบดีคาสต์เสนอแนวทางที่ชัดเจนในการฟื้นฟูประเทศ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเตรียมความพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม สคต.ฯ เห็นว่าขอบเขตของร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญนั้น อาจทำให้กระบวนพิจารณาทางกฎหมายในรัฐสภาที่มีความซับซ้อนอยู่แล้ว จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก และอาจทำให้ผลการพิจารณาการปรับปรุงกฎหมายไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากรัฐภา จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างชิลีและประเทศคู่ค้าต่าง ๆ รวมทั้งไทย เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้มีลักษณะเป็น Businessbase หรือเอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

    ผลกระทบต่อประเทศไทย 

    โอกาสในการขยายการลงทุนของไทย: ชิลีตั้งเป้าลดขั้นตอนและระยะเวลาการขออนุมัติโครงการลงทุนต่าง ๆ จาก ปี เหลือเพียง เดือน และให้ความมั่นคงทางภาษีสูงสุดถึง 25 ปี ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีความพร้อม (โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานสะอาด พลังงานทางเลือก แบตเตอรี่รถไฟฟ้า และธุรกิจก่อสร้าง) ให้เข้าไปลงทุน/ตั้งฐานการผลิตหรือร่วมลงทุนในชิลีได้สะดวกมากขึ้นและมีความเสี่ยงด้านภาษีที่ต่ำลง

    กระตุ้นการลงทุนใหม่และเพิ่มโอกาสการนำเข้า: การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและมอบเงินอุดหนุนการจ้างงาน   จะทำให้โครงสร้างต้นทุนธุรกิจในชิลีลดลง ส่งผลให้ภาคธุรกิจของชิลีมีความคล่องตัวสูงขึ้น อาจกระตุ้นการลงทุนจากผู้ประกอบการชาวชิลีทั้งรายเก่าและรายใหม่ในการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เหลือร้อยละศูนย์สำหรับอสังหาริมทรัพย์ เพื่อระบายสต็อกที่อยู่อาศัยกว่า แสนหลัง และการก่อสร้างที่พักอาศัยใหม่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอัคคีภัย จะกระตุ้นความต้องการสินค้าในหมวดอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้าง รวมไปถึง รถกระบะ รถบรรทุก เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และของใช้ภายในบ้าน โดยในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องในกลุ่มดังกล่าวมายังชิลีรวมมูลค่ากว่า 331.30 ล้านเหรียญสหรัฐ 

    ร่างพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศฉบับนี้ ถือเป็นแผนแม่บทที่มีความทะเยอทะยานและครอบคลุมที่สุดในรอบทศวรรษของชิลี โดยมุ่งเน้นการใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและความมั่นคงทางภาษีเป็นเครื่องมือ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน หากร่างระราชบัญญัติฯ นี้สามารถบังคับใช้ได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด   จะเป็นโอกาสสำคัญให้ชิลีบรรลุเป้าหมายพลิกฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจตามที่ตั้งไว้ แต่ยังเป็นโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและภาคการส่งออก ให้สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่ในชิลีได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมายนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของชิลีต่อไป

    __________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

              เมษายน 2569


    [1] https://www.gob.cl/en/news/chile-to-have-new-public-security-ministry-learn-details-of-its-functions/


    [1] https://www.hacienda.cl/noticias-y-eventos/noticias/ministro-quiroz-detalla-pilares-del-plan-de-reconstruccion-nacional-para


    [1] https://www.hacienda.cl/noticias-y-eventos/noticias/ministro-quiroz-detalla-pilares-del-plan-de-reconstruccion-nacional-para

    [2] https://www.gob.cl/noticias/principales-medidas-plan-reconstruccion-nacional-detalles/

    [3] https://www.gob.cl/noticias/principales-medidas-plan-reconstruccion-nacional-detalles/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wplxrsfp9pnu40w0ar71awvc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y1MzFM_WvxC3CnsUDuIs1

  • ผนึก 2 กระทรวง เร่งเครื่องเศรษฐกิจฐานราก ดัน “สิทธิบัตรไทย” จบใน 1 ปี

    ผนึก 2 กระทรวง เร่งเครื่องเศรษฐกิจฐานราก ดัน “สิทธิบัตรไทย” จบใน 1 ปี

    กระทรวง อว. ผนึกกำลังกระทรวงพาณิชย์ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องระดมแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร – SMEs พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบใหม่ผลักดัน “ทรัพย์สินทางปัญญา” เพื่อสร้างสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูง “อ.เชน” เผยตั้งธงทำงานร่วม 2 กระทรวงลดเวลาจดสิทธิบัตรของทุกผลิตภัณฑ์ให้ได้ภายใน 1 ปี

    เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ร่วมประชุมบูรณาการระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวง พณ. โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายวุฒิไกร ลีวีระพันธ์ุ” ปลัดกระทรวง พณ. และผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงาน เข้าร่วม เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งด้านงานวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง อว. เข้ากับศักยภาพด้านการตลาดของกระทรวง พณ. มุ่งเป้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้องประชุมบูรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์

    หลังการประชุม ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ทิศทางการทำงานร่วมกันในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ โดยในระยะเร่งด่วนกระทรวง อว. จะระดมสรรพกำลังจากแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพ ทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) ทั่วประเทศ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยี เสริมทักษะอาชีพ และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ SMEs นอกจากนี้ ในระยะยาวกระทรวง อว. ได้เตรียมวางรากฐานประเทศสู่การเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value Economy) โดยพร้อมเป็นทัพหน้าในการยกระดับคุณภาพทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ร่วมกับสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อสร้างสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูงและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการบูรณาการร่วมกับกระทรวง พณ. เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบและผลักดันกระบวนการจดสิทธิบัตรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มต่อยอดจากระบบ Fast Track ในกลุ่มสินค้าการแพทย์และอาหารแล้ว

    “เป้าหมายสำคัญคือการลดเวลาการจดสิทธิบัตร หากกระทรวง อว. สามารถเข้ามาช่วยเตรียมความพร้อมในส่วนหน้า และทำงานบูรณาการร่วมกับกระทรวง พณ. อย่างใกล้ชิด เราอาจจะสามารถผลักดันให้การจดสิทธิบัตรของทุกผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นและพร้อมนำไปใช้ประโยชน์ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

    ด้าน นางศุภจี กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการประชุมในครั้งนี้ คือการนำจุดแข็งของกระทรวง อว. และกระทรวง พณ. มาเชื่อมโยงกัน โดยนำงานวิจัย ความรู้ ความสามารถของทางกระทรวง อว. มาช่วยเสริมความสามารถในการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะแบ่งการทำงานเป็น 4 ประเด็น คือ 1. ยกระดับสินค้าเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยใช้องค์ความรู้ไปช่วยเพิ่มมูลค่า 2. สร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรและนวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน โดยนำไปต่อยอดใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจให้ SMEs 3. ผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์และการส่งออก เปลี่ยนงานวิจัยบนหิ้งให้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่จับต้องได้ และ 4. พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและเทคโนโลยี ติดอาวุธทางข้อมูลให้ SMEs ไทย โดยขับเคลื่อนการทำงานของรัฐด้วยข้อมูล (Data) และนวัตกรรม

    รองนายกฯ และ รมว.พณ. กล่าวต่อว่า กระทรวง พณ. พร้อมนำกลไกการตลาดมาเชื่อมต่อกับงานวิจัยของกระทรวง อว. เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถนำไปใช้จริงและเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ โดยในเบื้องต้นจะมีการนำเครือข่ายของ อว. เข้ามาช่วยเพิ่มทักษะ ทั้ง Upskill และ Reskill ให้กับกลุ่มสินค้าชุมชนและ SMEs ในโครงการไทยช่วยไทยทันที ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองกระทรวงยังเตรียมผลักดันนโยบายสำคัญอย่าง การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ (IP Finance) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ของกระทรวง อว. และเตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสร้างกลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถนำสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินได้ ซึ่งจะถือเป็นการพลิกโฉมหน้าการนำงานวิจัยจากหิ้งมาต่อยอดสร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/291505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zNbpXMhES1md8DG_GYICy

  • ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่ายเพิ่ม 60:40 ทยอยจ่ายให้ จ่อใช้เกณฑ์เดิม คนละครึ่งพลัส

    ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่ายเพิ่ม 60:40 ทยอยจ่ายให้ จ่อใช้เกณฑ์เดิม คนละครึ่งพลัส

              รัฐบาลเดินหน้า ไทยช่วยไทยพลัส ลุยสูตร 60:40 รัฐบาลจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ไม่ใช่แค่คนละครึ่ง รัฐทยอยจ่ายให้ จ่อใช้เกณฑ์เดิม คนละครึ่งพลัส 

    ไทยช่วยไทยพลัส

              วันที่ 23 เมษายน 2569 มีความคืบหน้าเกี่ยวกับ โครงการไทยช่วยไทยพลัส โดย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ ซึ่งอาจใช้รูปแบบ 60:40 คือ รัฐบาลจะจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ซึ่งเบื้องต้นอาจเป็นการทยอยจ่าย ส่วนระยะเวลาการให้เงินยังอยู่ระหว่างพิจารณา

    เงื่อนไขรับสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส 

              – มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป 

              – ใช้เกณฑ์เดิมของ คนละครึ่งพลัส 

    จำนวนผู้ได้รับสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส 

              ยังอยู่ระหว่างพิจารณา 

              โดยโครงการนี้จะไปร่วมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย จึงต้องมาคำนวณดูว่าใช้งบประมาณโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปแล้ว มีเงินเหลือเท่าไหร่มาทำส่วนของ ไทยช่วยไทยพลัส 

              สำหรับแหล่งเงินของไทยช่วยไทยพลัส อาจจะเป็นเงินกู้หรือเงินงบประมาณก็เป็นไปได้ทั้งหมด และยังมีแหล่งเงินที่สามารถใช้ได้ตอนนี้คือ งบกลาง และรัฐบาลยังเตรียมออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน จึงคิดว่าน่าจะมีแหล่งเงินรองรับโครงการได้

    ขอบคุณข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view300516.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jn3-zh749kc_j2aKe4K6E

  • จับตาพรก.กู้เงิน5แสนล้านสู้วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจ หรือแบกหนี้อ่วม!

    จับตาพรก.กู้เงิน5แสนล้านสู้วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจ หรือแบกหนี้อ่วม!

    รัฐบาลคอนเฟิร์มแล้ว เตรียมพิจารณาออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการรองรับวิกฤตต่างๆ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หลังจากเกิดความสับสนว่าจะกู้เงินหรือไม่

    สืบเนื่องจากในช่วงสภาวะเศรษฐกิจไทยตกต่ำจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง กระทั่งมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน จากนั้นนักข่าวได้มีการสอบถาม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ในประเด็นทางกฎหมายว่าสามารถทำได้หรือไม่

    ซึ่งเจ้าตัวระบุว่า การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้เพื่อรองรับวิกฤต ซึ่งมาตรา 172 ระบุว่า การออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน สามารถดำเนินการได้เพื่อความมั่นคงและเศรษฐกิจประเทศ

    รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายยังตอบคำถามนักข่าวถึงเหตุผลที่ต้องเลือกออกเป็น พ.ร.ก.ด้วยว่า เพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะการคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อยและมีความตึงตัว ในขณะที่ประเทศต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน จึงต้องมีงบประมาณสำรองเตรียมพร้อมรับมือกรณีฉุกเฉิน

    หลังการตอบคำถามสื่อมวลชนกลายเป็นข่าวพาดหัวว่า รัฐบาลเตรียมกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ก่อนวันรุ่งขึ้นเกิดดรามาอีกว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้มีการหารือกันในรัฐบาล โดยเฉพาะ ทีมขุนคลัง ยังไม่ทราบเรื่อง กลายเป็นการทำงานข้ามหัวข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังหรือไม่ จนนายปกรณ์ต้องรีบออกมาชี้แจงว่า ที่ตนเองพูดไปเป็นเพียงการตอบคำถามในข้อกฎหมายตามที่นักข่าวถามเท่านั้น ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินในตอนนี้

    ประกอบกับขณะนั้นได้รับการยืนยันจาก นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ที่ยืนยันว่า ยังไม่มีการพูดถึง พ.ร.ก.กู้เงิน และในรัฐบาลยังไม่มีการหารือเรื่องดังกล่าว จนทำสังคมเกิดความสับสนที่คนในรัฐบาลออกมาพูดกันคนละทิศละทาง

    ขณะที่หัวหน้ารัฐบาลอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ก็ไม่ตอบในประเด็นดังกล่าว พร้อมโยนให้นักข่าวไปถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ในฐานะผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว ซึ่งในช่วงแรกนายเอกนิติอุบตอบคำถามสื่อมวลชน

    ซึ่งมีรายงานว่า เป็นเพราะนายเอกนิติมองว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ยังไม่จำเป็น และนายเอกนิติเองได้มีเงื่อนเรื่องการกลับมาทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีรอบที่ 2 นี้ว่าตนเองจะต้องมีความเป็นอิสระในการทำงานด้านการคลังและไม่อยากให้การเมืองแทรก แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยอมทำตามฝ่ายการเมืองในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน

    โดยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารนายอนุทินได้สั่งให้นายเอกนิติ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปศึกษารายละเอียดหากต้องออก พ.ร.ก. รวมถึงขยายเพดานหนี้สาธารณะ ขณะที่นายเอกนิติแสดงความเห็นว่า หากจะออก พ.ร.ก.ก็อยู่ในวิสัยดำเนินการได้ เนื่องจากเกิดวิกฤตโลกและวิกฤตพลังงานที่มีผลกระทบไปทั่วโลก

    ต่อมาวันที่ 22 เม.ย. นายเอกนิติออกมายืนยันเองว่า “ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤตต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงช่องว่างของปีงบประมาณ 2569 และปี 2570 ในช่วงเดือนพฤษภาคม ไม่เกินเดือนตุลาคม 2569 โดยการกู้เงินจะยังยึดกรอบวินัยการเงินการคลัง จะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของจีดีพี โดยในส่วนนี้ยังมีช่องว่างอยู่ราว 4% หรือคิดเป็นวงเงินเกือบ 8 แสนล้านบาท”

    ส่วนกู้เงินแล้วจะเอาเงินไปทำอะไรนั้น เม็ดเงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ใน 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.บรรเทา ลดภาระ และช่วยดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยที่แน่ๆ เงินบางส่วนจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท จะถูกนำมาใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (คนละครึ่งพลัส) ด้วย และ 2.ช่วยในการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน การลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งไทยใช้น้ำมันและก๊าซสูงสุดในอาเซียน โดยมีการนำเข้าสูงถึง 10% ของจีดีพี

    เรียกว่ากระจ่างแจ้งกันทุกฝ่าย คาดว่ารัฐบาลมีการวางแผนเรื่องการกู้เงินไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว เพียงแค่รอหยิบมาใช้ ด้วยเหตุปัจจัยทั้งด้านเศรษฐกิจ ที่บีบให้รัฐต้องมีเงินสำรองในกระเป๋าไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งที่ผ่านมานายกฯ ได้สั่งรัดเข็มขัดการใช้จ่ายงบประมาณไปแล้ว ทั้งคุมหน่วยงานราชการขอรับงบประมาณเพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 20% ของกรอบงบประมาณเดิม ตัดงบไม่จำเป็นออก เช่น การดูงานต่างประเทศ งดการทำโครงการใหม่ที่ยังไม่จำเป็น เป็นต้น

    พร้อมกำหนดให้ส่วนราชการเร่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและที่ยังไม่ได้ทำสัญญาผูกพันภายในวันที่ 30 เม.ย.2569 หากไม่ทันจะตัดงบส่วนดังกล่าวและดึงคืนมาทั้งหมด ใส่ใน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ

    ส่วนเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% นั้นยังไม่มีการขยายในตอนนี้แต่อย่างใด พร้อมยืนยันภาครัฐมีแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

    ทั้งนี้ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย รวมถึง “พรรคประชาชน” ที่ออกมาเตือนเรื่องแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาทของรัฐบาล จะทำให้มีดอกเบี้ยต้องจ่ายเพิ่มอีกราว 10,000 ล้านบาทในงบปีหน้า ที่รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ทั้งต้นทั้งดอกรวมกว่า 520,000 ล้านบาท และมองว่าเงินชำระหนี้จะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ไปจนถึง 640,000 ล้านบาท ในปี 73 ยิ่งกัดกินงบประมาณให้เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ พร้อมย้ำเตือนรัฐบาลหากกู้แล้วต้องมั่นใจว่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ

    จากนี้คงต้องรอลุ้นกันในช่วงเดือนพฤษภาคม ไม่เกินตุลาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะมีการดำเนินการ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ที่คนไทยต้องร่วมกันรับความเสี่ยงจากเงินมหาศาลก้อนนี้ ว่าจะสามารถฉุดเศรษฐกิจประเทศให้ฟื้นคืนมาได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วอาจต้องสูญเปล่า แถมลูกหลานอาจต้องแบกหนี้อ่วมในอนาคต?.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/984740/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw266ROq3HFn4uMie3xvlitQ

  • ‘นักวิชาการ’ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับวิกฤติพลังงาน เป็นเครื่องมือจำเป็นประคองเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ‘นักวิชาการ’ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับวิกฤติพลังงาน เป็นเครื่องมือจำเป็นประคองเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 เม.ย. รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีแนวคิดการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากผลกระทบวิกฤติพลังงานโลก ว่า เป็นนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์และเป็นเครื่องมือทางการคลังที่จำเป็นในการรับมือแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก

    รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันต้นทุนพลังงานสูงขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุก เนื่องจากงบประมาณปกติไม่เพียงพอรองรับภาระฉุกเฉิน การออก พ.ร.ก.กู้เงินจึงเป็นกลไกสำคัญในการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไทยสามารถตั้งหลักได้

    ทั้งนี้ เงินกู้ดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องไปยังประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและ SMEs ซึ่งมีแนวโน้มใช้จ่ายสูง ทำให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจ ช่วยพยุงการบริโภคและลดความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว

    ในระยะยาว หากรัฐบาลออกแบบการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ยังสามารถต่อยอดไปสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ระบบพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และลดความเปราะบางต่อวิกฤติในอนาคต

    นอกจากนี้ การกู้เงินยังสะท้อนบทบาทของรัฐในการดูแลความเป็นธรรมทางสังคม โดยสามารถนำทรัพยากรไปช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ลดความเหลื่อมล้ำ และรักษาเสถียรภาพทางสังคมในช่วงเวลาที่ประชาชนเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพ

    รศ.ดร.โอฬาร ยังมองว่า หากดำเนินการภายใต้กรอบวินัยการคลังที่เหมาะสม การกู้เงินจะไม่กระทบเสถียรภาพระยะยาว แต่กลับช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และลดความเสี่ยงของเศรษฐกิจโดยรวม

    “ในภาวะวิกฤติ การไม่ทำอะไรเลยอาจแย่กว่าการตัดสินใจเชิงรุก การออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้จึงเป็นการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เพื่อประคองเศรษฐกิจและวางรากฐานการฟื้นตัวในระยะต่อไป” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5806043/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gU5zJtJ4HwBUgx77xdd0J

  • วว. เชิญชวนดาวน์โหลด ฟรี !! E-book แคตตาล็อก “เห็ดเศรษฐกิจและนวัตกรรมการเพาะเลี้ยง” หนุนเกษตรกรยุคใหม่

    วว. เชิญชวนดาวน์โหลด ฟรี !! E-book แคตตาล็อก “เห็ดเศรษฐกิจและนวัตกรรมการเพาะเลี้ยง” หนุนเกษตรกรยุคใหม่

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เชิญชวนดาวน์โหลด ฟรี !! E-book แคตตาล็อก เผยแพร่องค์ความรู้ด้าน “เห็ด” ประจำปี 2569 เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเห็ดเศรษฐกิจหลากหลายสายพันธุ์ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจ เพื่อนำไปประกอบอาชีพหลัก/เสริม โดยมุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

    โดยเนื้อหาของ E-book แคตตาล็อกเห็ด ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ได้รวบรวมรายละเอียดของเห็ดเศรษฐกิจจำนวน 21 ชนิดที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด อาทิ เห็ดนางฟ้าภูฐานดำ เห็ดนางรมฮังการี เห็ดนางรมทอง และเห็ดเป๋าฮื้อญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นและสรรพคุณที่แตกต่างกัน เช่น ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงระบบไหลเวียนโลหิต และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มเห็ดสีสันสวยงามอย่าง เห็ดนางนวลสีชมพู และเห็ดกลุ่มบำรุงสุขภาพอย่าง เห็ดหูหนูดำและเห็ดหูหนูเผือก เป็นต้น

    อีกทั้งยังมีการเผยแพร่เทคนิค “การเพาะเลี้ยงอัจฉริยะ” ที่ระบุรายละเอียดความต้องการของเห็ดแต่ละชนิดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำไปต่อยอด เช่นอุณหภูมิ ความชื้น ที่้เหมาะสม และวิธีการดูแลรักษาเพื่อเพิ่มผลผลิต ตลอดอายุของการเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการต้นทุนและคาดการณ์ผลผลิตได้อย่างแม่นยำ
    การส่งเสริมความรู้ด้านเห็ดเศรษฐกิจผ่านแคตตาล็อกชุดนี้โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. เป็นการนำงานวิจัยที่เชี่ยวชาญและสั่งสมเป็นองค์ความรู้มาสู่การใช้งานจริง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับชุมชนและผู้สนใจ สำหรับผู้ที่สนใจรับคำปรึกษาด้านการเกษตรเพิ่มมูลค่า ติดต่อ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 และงานบริการจำหน่ายหัวเชื้อ โทร. 090 842 2152 (คุณธนภัทร เติมอารมย์) หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP”

    #เห็ดเศรษฐกิจและนวัตกรรมการเพาะเลี้ยง #แคตตาล็อกเห็ด #เห็ด #เศรษฐกิจ #เกษตรกร
    #วทน #ววน #นวัตกรรม #สุขภาพ
    #อว #วว #TISTR #ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1014229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tvU6lnKYcCTfKXmFHRdPx

  • ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ รัดเข็มขัดหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ รัดเข็มขัดหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ รัดเข็มขัดหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ

    • เผยแพร่ : 23/04/2026 21:13

    ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ รัดเข็มขัดหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้ระยะยาวของประเทศ

    #topnewstv #งบปี70 #เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1555746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lYnNkPHVAzpu5PlVO-jzQ

  • อ.ต.ก. เดินหน้าตลาดการนำการผลิต ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ ยกระดับผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา”ระหว่างวันที่ 22-26 เมษายน 2569 ณ มีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่

    อ.ต.ก. เดินหน้าตลาดการนำการผลิต ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ ยกระดับผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา”ระหว่างวันที่ 22-26 เมษายน 2569 ณ มีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่

    วันที่ 23 เมษายน 2569 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริมตลาดผู้บริโภคผลไม้ไทยกลุ่มภาคเหนือ ภายใต้ชื่องาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา” ระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ มีโชคพลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ดร.พรเทพ ศรีธนาธร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยนายต่อกุล คำถาเครือ รองผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (ด้านธุรกิจ) ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันเกษตรกร และประชาชน เข้าร่วมงาน

    การจัดงานในครั้งนี้ อ.ต.ก. มุ่งเน้นในการขับเคลื่อนนโยบายหลักด้าน “ตลาดนำการผลิต” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องดำเนินการวางแผนด้านการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อเข้าสู่กระบวนการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในช่วงที่มีผลผลิตจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของผลไม้เศรษฐกิจของประเทศ และเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อ.ต.ก. ยังคงขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้แนวคิด “อ.ต.ก.แฟร์ 4 ภาค” อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายผลผลิตตามฤดูกาลไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยการจัดงานในจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของภาคเหนือ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบตลาดภายในประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถต่อยอดโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อ.ต.ก. คัดสรรผลไม้สดจากแหล่งผลิตและสินค้าเกษตรแปรรูปคุณภาพ จากผู้ประกอบการกว่า 60 ร้านค้า เข้าร่วมจำหน่ายผลไม้คุณภาพทั้งสดและแปรรูป ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญใน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบตลาดสินค้าเกษตร และก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ออกแบบให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค อาทิ กิจกรรมนาทีทอง การแสดงดนตรีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง และกิจกรรมบนเวทีตลอดทั้งวัน อ.ต.ก.ขอเชิญทุกท่านสนับสนุนสินค้าเกษตรไทย ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ มีโชคพลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1014249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CswEu2_-f1XyY3HGsG3gZ

  • พาณิชย์ชู 5 นโยบาย รับมือวิกฤตซ้อน ดันเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    พาณิชย์ชู 5 นโยบาย รับมือวิกฤตซ้อน ดันเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    พาณิชย์ชู 5 นโยบาย รับมือ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” เร่งแก้ระยะสั้น–ปฏิรูปเศรษฐกิจไทยระยะยาว

    ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน วิกฤตพลังงาน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “โจทย์ยากหลายมิติ” พร้อมกัน กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งวางทิศทางใหม่ เพื่อพาประเทศฝ่าคลื่นความไม่แน่นอน และสร้างฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในระยะยาว

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนด 5 นโยบายหลัก เพื่อรับมือสถานการณ์ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ที่เกิดขึ้นทั้งจากเศรษฐกิจโลก พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ โดยมุ่งเป้าหมายสำคัญในการ “ประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาส” ให้ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะปรับรูปแบบการทำงานสู่การบูรณาการเชิงระบบ ผ่านแนวคิดคลัสเตอร์ (Cluster) และการแก้ปัญหาแบบยึดประเด็นเป็นศูนย์กลาง (Issue-based) พร้อมเปิดให้ภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบนโยบาย (Co-Creation) เพื่อให้มาตรการตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    ศุภจี ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากความตึงเครียดในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีของจีน ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานยังดันต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งสูงขึ้น กระทบต่อความสามารถแข่งขันของไทย

    “การกำหนดนโยบายในวันนี้ ต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเข้าใจบริบทประเทศคู่ค้า เพื่อให้ไทยยืนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมั่นคง” ศุภจี กล่าว

    6 เดือนโกยผล Quick Big Win กว่า 7.3 หมื่นล้าน

    ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค. 2568 – มี.ค. 2569) กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนนโยบาย ‘Quick Big Win’ ผ่าน 7 นโยบายหลัก 19 โครงการ และกว่า 80 กิจกรรม สร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวมกว่า 73,000 ล้านบาท

    โดยเกษตรกรได้รับประโยชน์มากกว่า 6 ล้านครัวเรือน และผู้ประกอบการกว่า 193,000 ราย ขณะที่มาตรการลดค่าครองชีพ เช่น โครงการร้านยาสุขกายสบายกระเป๋า ช่วยลดภาระประชาชนกว่า 5,600 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 16,650 ล้านบาท

    นอกจากนี้ การเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มกว่า 34,000 ล้านบาท และช่วยผลักดันการส่งออกไทยให้เติบโตต่อเนื่อง

    เดินหน้า 5 นโยบายหลัก ปรับสมดุลเศรษฐกิจทั้งระบบ

    สำหรับทิศทางระยะต่อไป กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้า 5 นโยบายหลัก ได้แก่

    1. ดูแลค่าครองชีพ-สร้างรายได้ ผ่านโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดราคาสินค้าจำเป็นกว่า 3,000 รายการ สูงสุด 58% พร้อมเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วย SMEs ขยายตลาด และสนับสนุนคูปอง–ค่าขนส่ง

    2. ยกระดับสินค้าเกษตร ทั้งระบบห่วงโซ่ เน้นแปรรูปเพิ่มมูลค่า ลดความเสี่ยงราคาผันผวน พร้อมผลักดัน ‘ล้งชุมชน’ และสินค้า GI สู่ตลาดโลก

    3. เสริมแกร่ง SMEs และชุมชน ผ่าน 7 มาตรการ ทั้ง Upskill, Franchise, ทรัพย์สินทางปัญญา และการเข้าถึงแหล่งทุน

    4. สร้างสมดุลการส่งออก กระจายตลาดใหม่ ลดพึ่งพาตลาดเดิม เร่ง FTA ไทย–EU และไทย–เกาหลีใต้ พร้อมต่อยอดภาคบริการ เช่น Wellness และเศรษฐกิจผู้สูงวัย

    5. ยกระดับเทคโนโลยี-ปลดล็อกกฎระเบียบ เดินหน้าพาณิชย์ดิจิทัล “MOC Plus” ใช้ AI และ Big Data บริหารข้อมูล พร้อมเตรียมยกเลิกเอกสารราชการแบบกระดาษในปี 2569

    ศุภจี ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์จะใช้ ‘วิกฤต’ เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการ การใช้ข้อมูลเป็นฐาน และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

    “เป้าหมายคือทำให้ประชาชนประหยัดรายจ่าย มีรายได้เพิ่ม และเข้าถึงโอกาสอย่างทั่วถึง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามวิกฤตและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”

    moc-5policy-thai-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-5policy-thai-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oZNEiKlyNgpvLRFS6yNbP

  • สู้พิษเศรษฐกิจ! ชาวนาอัดฟางข้าวตุนเสบียงสัตว์เลี้ยง พร้อมรวมสต๊อกส่งโรงไฟฟ้าชีวมวลลดจ่ายสร้างรายได้

    สู้พิษเศรษฐกิจ! ชาวนาอัดฟางข้าวตุนเสบียงสัตว์เลี้ยง พร้อมรวมสต๊อกส่งโรงไฟฟ้าชีวมวลลดจ่ายสร้างรายได้

    ภูมิภาค

    สู้พิษเศรษฐกิจ! ชาวนาอัดฟางข้าวตุนเสบียงสัตว์เลี้ยง พร้อมรวมสต๊อกส่งโรงไฟฟ้าชีวมวลลดจ่ายสร้างรายได้

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 23 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพ ของประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ เขตพื้นที่ใช้น้ำโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวหรือเขื่อนลำปาว ในโซนที่เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรัง  ต.นาเชือก ต.บัวบาน อ.ยางตลาด, ต.ลำคลอง ต.บึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำ พบว่าหลังจากที่ชาวนาว่าจ้างรถเก็บเกี่ยวข้าวและนำข้าวเปลือกไปขายแล้ว ยังได้จ้างรถอัดฟางก้อน ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร  ทดแทนการปล่อยทิ้งหรือใช้ไฟเผาทำลายเหมือนหลายปีที่ผ่านมา

    นายหนู ญาณประเสริฐ อายุ 64 ปี ชาวนาบ้านบึงวิชัย หมู่ 6 ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เดิมหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง โดยจ้างรถเกี่ยวข้าว ก็จะเหลือตอซังและฟางข้าวละเอียด สัตว์เลี้ยงไม่ค่อยชอบกิน และย่อยสลายยาก จึงเหลือตกค้างในแปลงนา เวลาจ้างรถไถก็จะไถยาก เพราะฟางข้าวที่หนาแน่นจะปกคลุมผิวดิน หลายปีที่ผ่านมาแก้ไขปัญหาโดยเผาทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและเกิดมลภาวะ ต่อมาทางรัฐบาลมีกฎหมายออกมา “ห้ามทำการเผา” เพื่อลดปัญหาดังกล่าว ตนและชาวนาทั่วไปจึงหันมาจ้างรถอัดฟางก้อนแทน  เพื่อกักตุนเป็นอาหารสัตว์

    นายหนู กล่าวอีกว่า อุปกรณ์ในการอัดฟางก้อน ทีแรกเกิดจากภูมิปัญญาของช่างท้องถิ่น  ก่อนที่จะพัฒนารูปแบบและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งาน ได้รับความนิยมขึ้นตามลำดับ และฟางก้อนก็มีการนำไปใช้ประโยชน์หลายอย่าง ทั้งตกแต่งสถานที่สไตล์ลูกทุ่ง ตามร้านอาหาร จุดเช็คอินแหล่งท่องเที่ยว บูธจัดงาน สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ ทดแทนการเผาทำลาย เกิดมลพิษดังกล่าว

    สำหรับตนเริ่มจากอัดฟางก้อนให้ตัวเองและในหมู่ญาติพี่น้อง ต่อมาฟางอัดก้อนได้รับความนิยมมากขึ้น มีการต่อยอดประโยชน์การใช้สอย ก็รับจ้างอัดฟางก้อนให้เพื่อนชาวนาทั่วไป รวมทั้งอัดขายให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ หลายปีก่อนคิดราคาก้อนละ 10 บาท ต่อมาเพิ่มเป็น 12-15 บาท ปัจจุบันหลังน้ำมันขึ้นราคาเพิ่มเป็นก้อนละ 18 บาท

    “กรณีวิกฤติพลังงานเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้น เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบถึงทุกวันนี้ที่ราคาค่าสินค้าต่างๆเพิ่มราคาสูงขึ้น และยังไม่มีแนวโน้มจะปรับลดลง ถึงแม้ราคาน้ำมันจะมีการปรับลดตามลำดับก็ตาม  รวมทั้งค่าไฟในครัวเรือนที่สูงขึ้นกว่าเดือนที่ผ่านมา มีผลจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด มีการใช้พัดลม แอร์ และพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น จึงเกิดความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านหลายครัวเรือน ที่รายได้น้อย แทบไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าไฟ เพราะต้องอดออมไปใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็นต่อการครองชีพ”

    นายหนู กล่าวเพิ่มเติมว่า ในภาวะวิกฤติพลังงานอย่างนี้ เรายังมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความเป็นห่วง เอาใจใส่ต่อปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาพลังงาน  ที่จะต้องเร่งแก้ไขทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ยิ่งมีนโยบายส่งเสริมประหยัดเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการใช้พลังงานทดแทน รวมถึงสนับสนุนโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยนำวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นและจากภาคเกษตรกรรม อย่าง ขยะ พลาสติก ฟางข้าว แกลบ ซังข้าวโพด ใบอ้อย ซึ่งต้นทุนต่ำเป็นวัตถุดิบ และนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและให้พลังงานที่สูง  ตนจึงขอสนับสนุนให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างจริงจัง  เพื่อแก้ไขปัญหาและฝ่าวิกฤติพลังงาน โดยไฟฟ้าชีวมวล เพื่อทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง และชาวบ้านได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง

    “ทั้งนี้ จากนโยบายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าชีวมวลของรัฐบาลที่มีอยู่เดิม โดยมีฟางข้าวเป็นหนึ่งในวัตถุดิบส่งเข้าโรงงานดังกล่าว ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและมีความเป็นไปได้สูง มีทิศทางที่จะดำเนินการไปได้อย่างยั่งยืน เพราะมีวัสดุในท้องถิ่นและจากภาคการเกษตรเป็นจำนวนมาก เมื่อรัฐมีกระแสไฟฟ้าชีวมวลเข้ามาเสริมพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ค่าไฟฟ้าทั่วไปก็ย่อมจะถูกลง ตนรู้สึกตื่นตัวมากในเรื่องนี้มาก ซึ่งจะได้บอกกล่าวกับเพื่อนชาวนา  เป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ทำการอัดฟางก้อนเก็บไว้ ที่นอกจากจะกักตุนให้สัตว์เลี้ยงกินในฤดูแล้งแล้ว ยังสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการส่งขายให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลที่อยู่ใกล้บ้าน  เป็นการสร้างรายได้เข้าครัวเรือน และได้ใช้พลังงานไฟฟ้าราคาถูกอีกด้วย  เหมือนได้กำไรถึง 2 ต่อทีเดียว”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07RCRt-q6ldV0z4yNQ0R7p