Category: เศรษฐกิจ

  • รถไฟฟ้าสายสีส้มพลิกโฉมประตูน้ำศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่เชื่อมราชประสงค์

    รถไฟฟ้าสายสีส้มพลิกโฉมประตูน้ำศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่เชื่อมราชประสงค์

    รถไฟฟ้าสายสีส้มพลิกโฉมประตูน้ำศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่เชื่อมราชประสงค์

    รถไฟฟ้าสายสีส้มพลิกโฉมประตูน้ำศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่เชื่อมราชประสงค์

    การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ปิดสะพานข้ามแยกประตูน้ำ เพื่อก่อสร้างโครงสร้างใต้ดิน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 – 11 กุมภาพันธ์ 2570 ตลอด 24 ชม.ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี2573 และหากไม่จำเป็นโปรดหลีกเลี่ยงพื้นที่ก่อสร้างดังกล่าวเสียงประชาสัมพันธ์ดังก้องออกไป

    แม้วันนี้จะมีความยากลำบากในการสัญจร  ทว่าในวันข้างหน้า ที่นี่จะถูกพลิกโฉม การเดินทางครั้งสำคัญกลายเป็นย่านความเจริญ ที่น่าจับตา ที่ประเมินว่าประตูน้ำจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ แลนด์มาร์กช้อปปิ้งระดับโลก เชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกับย่านศูนย์กลางธุรกิจสำคัญ แนวรถไฟฟ้าอย่างแยกราชประสงค์-เพลินจิต และเซ็นทรัลเวิลด์ อย่างไม่ยากเย็นนัก

    อย่างไรก็ตามโดยปกติแล้วย่านประตูน้ำมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักอยู่อย่างตลาดเวลา จากการเป็นศูนย์รวมของห้างค้าปลีกค้าส่งของไทยเสน่ห์ที่ต่างชาติให้ความสนใจและช้อปปิ้งกันอย่างหนาตา

    ความน่าสนใจอยู่ที่ โครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชนต่างปักหมุดพัฒนากันอย่างคึกคักรับการมาของรถไฟฟ้าสายสีส้ม  

    นอกจาก แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ แม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวและขาช้อปจากทั่วทุกมุมโลก   การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส “The Neighbourhood of Platinum”: กลุ่มแพลทินัมลงทุนครั้งใหญ่ ประมาณ 7,800 ล้านบาท  (เดิมคือ แพลทินัม สแควร์) ให้เป็นอาณาจักร Fashion Ecosystem ระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของตลาดเฉลิมลาภ ให้เป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ผสมผสานศูนย์การค้า โรงแรม และพื้นที่จอดรถ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก และเชื่อมโยงย่านราชประสงค์  ดังกล่าว

    ยังไม่รวมพื้นที่โดยรอบปรับโฉมพื้นที่และอาคารใหม่ไปก่อนหน้านี้ อย่าง ห้างค้าอาหารทะเลและศูนย์กลางอาหารย่านประตูน้ำที่บริหารโดยทายาทของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี คือโครงการ “Phenix” (ฟีนิกซ์) หรือชื่อเดิมคือ พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ภายใต้การนำของ นางวัลลภา ไตรโสรัส

    รวมถึง ห้างกรุงทองปิดกิจการและเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนา ในขณะโรงแรมอินทรา มีการปรับโฉมใหม่ที่น่าจับตา รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักที่จะเคลื่อนย้ายมาที่ประตูน้ำของกลุ่มบริษัท DTGO ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ MQDC ได้เข้ามาลงทุนเช่าสิทธิบริหาร “โรงแรมอินทรา รีเจนท์” (Indra Regent Hotel) และศูนย์การค้าอินทรา สแควร์ ย่านประตูน้ำ เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยเริ่มบริหารอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อพลิกโฉมแลนด์มาร์กแห่งนี้ใหม่ ที่จะเป็นแม่เหล็กนักท่องเที่ยวมารวมตัวกันที่นี่

    ขณะราคาที่ดินขยับสูงมาอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินจากที่ปรึกษาด้านราคาประเมินที่ดินของรัฐว่า หากรถไฟฟ้าสายสีส้มเปิดให้บริการ ย่านประตูน้ำราคาที่ดิน จะขยับไปที่2ล้านบาทต่อตารางวา จากปัจจุบันอยู่ในราว1.5ล้านบาทต่อตารางวา

    เรียกว่าการพัฒนาเหล่านี้ทำให้อนาคตของประตูน้ำไม่ได้เป็นเพียงแหล่งค้าส่ง แต่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ผสมผสานไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯที่น่าจับตายิ่ง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/657600&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z3Xo9db736cQJSoWvwwX-

  • ปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เยอรมนี – กระทรวงการต่างประเทศ

    ปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เยอรมนี – กระทรวงการต่างประเทศ

    ปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เยอรมนี

    ปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เยอรมนี

    วันที่นำเข้าข้อมูล 27 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 27 เม.ย. 2569

    | 18 view

    เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนางดาเนียลา ชมิทท์ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 19 – 25 เมษายน 2569

    ทั้งสองฝ่ายหารือการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือระหว่างไทยกับรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนตในสาขาที่มีศักยภาพ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยีการเกษตรและการเกษตรอัจฉริยะ การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ที่รัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนตมีความเชี่ยวชาญและต้องการขยายตลาดในประเทศไทย ขณะที่ฝ่ายไทยเล่านโยบายรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การลดกฎระเบียบที่ซับซ้อน การส่งเสริมความร่วมมือด้านนวัตกรรม สาธารณสุข และการเปลี่ยนผ่านสีเขียว พร้อมแจ้งความคืบหน้าการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย และขอรับการสนับสนุนจากเยอรมนีในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป ในโอกาสนี้ ฝ่ายเยอรมนีได้เชิญปลัดฯ เดินทางเยือนรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนตในช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายสะดวก

    ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนระหว่างประเทศและการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/ps-meets-with-minister-for-econ-affairs-transport%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03AXkUpKxjFc1NhEu-imVG

  • คลัง ยกระดับ! จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    คลัง ยกระดับ! จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา International Public Procurement Conference 2026 ว่า กรมบัญชีกลาง ถือเป็นหน่วยงานแนวหน้าและถือเป็นต้นแบบด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใภูมิห้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการจัดซื้อทั่วไป

    แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เนื่องจากหลายประเทศมีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างคิดเป็น 10-20% ของ GDP จึงสามารถใช้เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับไทย รัฐบาลตั้งเป้าใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างเป็นเครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้มีแต้มต่อมากขึ้น ผ่านนโยบายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ดิจิทัล นวัตกรรม และ Green โดยด้านดิจิทัล จะต่อยอดระบบการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement) หรือ e-GP ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญ ด้วยการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มดังกล่าวเข้ากับระบบธนาคาร เพื่อให้ SME ที่เข้าร่วมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ใช้ข้อมูลการค้ากับภาครัฐเป็นฐานในการเพิ่มโอกาสทางการเงิน สร้างระบบนิเวศใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้ดีขึ้น

    ในด้านการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบด้านพลังงาน และตอบโจทย์โลกที่เผชิญต้นทุนพลังงานสูงขึ้น / ขณะที่ ด้านนวัตกรรม รัฐบาลมีเป้าหมายใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างเป็นช่องทางสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยและผู้ประกอบการนวัตกรรมให้สามารถเข้าถึงตลาดภาครัฐมากขึ้น

    อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ของกรมบัญชีกลางให้เป็นสาธารณะมากขึ้น เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยกระดับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างไทยสู่ระดับสากล โดยมองว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย โดยเน้นนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความรวดเร็ว และสร้างความโปร่งใสในทุกกระบวนการ พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าการผลักดันระบบจัดเกรดผู้รับเหมา ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด โดยเชื่อว่าระบบดังกล่าวจะช่วยยกระดับมาตรฐานผู้รับเหมา เพิ่มความรับผิดชอบ และสร้างระบบจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้าผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/274208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-eB7sQw_Otg-lxGVYwH7s

  • นโยบายใหม่ของเซี่ยงไฮ้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ปี 2569

    นโยบายใหม่ของเซี่ยงไฮ้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ปี 2569

    นครเซี่ยงไฮ้ประกาศเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยการเปิดตัว “New Quality Elements” ปัจจัยสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์ม และทรัพยากร จำนวน 31 รายการ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ภายในงานประชุมส่งเสริมการลงทุนระดับโลก ณ เซี่ยงไฮ้ ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569

    มาตรการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนา “New Quality Productive Forces” ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมอนาคต ของจีน มุ่งยกระดับเศรษฐกิจจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจในรูปแบบนวัตกรรม โดยองค์ประกอบทั้ง 31 รายการ ประกอบด้วย แพลตฟอร์มบริการสาธารณะ 11 แห่ง แพลตฟอร์มทดลองระดับมืออาชีพ 10 แห่ง และสถานการณ์การใช้งานต้นแบบ 10 ด้าน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวิจัย พัฒนา ทดสอบ และนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร

    ในด้านหุ่นยนต์ เซี่ยงไฮ้ได้จัดตั้งแพลตฟอร์มสำหรับทดลองชิ้นส่วนหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของประสิทธิภาพชิ้นส่วนสำคัญ โดยมุ่งเน้นชิ้นส่วนหลัก เช่น โมดูลข้อต่อและระบบ Gear Reducer พร้อมสร้างสายการผลิตทดลองขนาดเล็กและให้บริการทดสอบความแม่นยำของชิ้นส่วนหุ่นยนต์มากกว่า 70 รายการ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบสำหรับหุ่นยนต์หรือ AI ที่ใช้ทั้งสภาพแวดล้อมจริงและสภาพแวดล้อมจำลองแห่งแรกของประเทศ สำหรับการพัฒนา “หุ่นยนต์มนุษย์” โดยให้บริการรวบรวมข้อมูลและการทดสอบทางเทคโนโลยี ซึ่งในปัจจุบันมีหุ่นยนต์หลายประเภทจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยเครื่องเข้าร่วมการฝึกนี้แล้ว

    ในด้านข้อมูลและโมเดล AI ขนาดใหญ่ เซี่ยงไฮ้ได้จัดตั้งแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลคุณภาพสูง โดยมุ่งเน้นสาขาสำคัญ เช่น การผลิตอุตสาหกรรมและปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied Intelligence) ซึ่งสามารถรวบรวมข้อมูลได้มากกว่า 10,000 เทราไบต์ และสร้างเครือข่ายนักพัฒนากว่า 100,000 คนจากทั่วโลกที่สามารถเข้ามาใช้งาน ร่วมพัฒนา และแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน

    ผู้บริหารจากบริษัท AI ชั้นนำของจีนระบุว่า การดำเนินงานในรูปแบบ Open Source ผู้ใช้สามารถเข้าถึงการใช้งาน และพัฒนาต่อยอดได้อย่างอิสระ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งานและทำให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจระดับโลก

    ทั้งนี้ ในปี 2025 นครเซี่ยงไฮ้มีมูลค่ารวมของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตขึ้นภายในเมือง (GDP: Gross Domestic Product) สูงถึง 5.67 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 28.35 ล้านล้านบาทไทย ส่งผลให้ขนาดเศรษฐกิจของเมืองติดเป็นอันดับ 5 ของโลก ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้ดึงดูดบริษัทต่างชาติมาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด บริษัท Zeiss ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของเยอรมนี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเลนส์และระบบออปติกขั้นสูง ได้เริ่มก่อสร้างสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค Greater China เพื่อดูแลธุรกิจในภูมิภาคจีนทั้งหมด ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทในประเทศจีน การเปิดตัวปัจจัยสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม แพลตฟอร์มทดลอง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเซี่ยงไฮ้ในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ครบวงจร และยกระดับบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีและการลงทุนระดับโลกในอนาคต

    ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้

               การดำเนินนโยบายของนครเซี่ยงไฮ้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศเชิงนวัตกรรมอย่างครบวงจร โดยภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการวิจัยและการนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต สำหรับประเทศไทย แนวทางดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การสร้างศูนย์ทดสอบและทดลองมาตรฐานรวมถึงการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้สามารถก้าวสู่ระบบนวัตกรรมที่มีคุณภาพได้ในระดับโลก

    นอกจากนี้ การที่เซี่ยงไฮ้สามารถดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างชาติอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน นโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน และทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงได้ต่อไปในอนาคต

    _________________________________________________________________________

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    เมษายน 2569

    แหล่งที่มา

    https://www.chinanews.com.cn/cj/2026/03-14/10586759.shtml 

    https://www.51ldb.com/shsldb/cj/content/019cebda8be2c0010000dd82f3b39891.html 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/tgt5cnodl44xxmmjspovd02s&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g18o3oR1YBmxXZeQjVk9b

  • นายกฯ ญี่ปุ่นค้านประหยัดพลังงาน ชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องไม่หยุดชะงัก : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ญี่ปุ่นค้านประหยัดพลังงาน ชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องไม่หยุดชะงัก : อินโฟเควสท์

    นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการออกมาตรการขอความร่วมมือให้ประชาชนจำกัดการใช้พลังงาน แม้จะมีความไม่แน่นอนด้านอุปทานน้ำมันจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเธอระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ควรที่จะต้องหยุดชะงัก

    ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดด้านอุปทานพลังงาน หลังจากการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่เปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียที่ขาดแคลนทรัพยากรต่างออกมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิง

    “ดิฉันไม่เชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือสังคมควรจะต้องหยุดชะงัก ณ จุดนี้” นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวต่อรัฐสภาในวันนี้ (27 เม.ย.) เพื่อตอบข้อซักถามจากสส.ฝ่ายค้านเกี่ยวกับความจำเป็นในการดำเนินมาตรการฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ

    นายกฯ ญี่ปุ่นกล่าวเสริมว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลางเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอุปทาน

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ท่าทีของผู้นำญี่ปุ่นแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน อาทิ เกาหลีใต้ ซึ่งขอความร่วมมือให้ประชาชนลดการใช้พลังงาน ขณะที่มาเลเซียส่งเสริมนโยบายการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง

    สำหรับมาตรการทางการเงิน นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หลังจากที่รัฐสภาเพิ่งผ่านร่างงบประมาณประจำปี 2569 วงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 122.31 ล้านล้านเยน (ประมาณ 7.68 แสนล้านดอลลาร์) เมื่อต้นเดือนเมษายน โดยรัฐบาลสามารถดึงงบประมาณสำรองมาใช้จ่ายได้ทันทีหากมีความจำเป็นในการตอบสนองสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ตาม ผู้นำญี่ปุ่นกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นอย่างยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588202&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oCRNeVC7U2Uj-_GbBFUDC

  • เงินเดือนข้าราชการ ออกแล้ววันนี้ (27 เม.ย.) แล้วของเดือน พ.ค. 69 ออกวันไหน

    เงินเดือนข้าราชการ ออกแล้ววันนี้ (27 เม.ย.) แล้วของเดือน พ.ค. 69 ออกวันไหน

              เงินเดือนข้าราชการ ออกแล้ววันนี้ (27 เม.ย.) ตามกำหนด แล้วเงินเดือนข้าราชการเดือนพฤษภาคม 2569 ออกเมื่อไร

    เงินเดือนข้าราชการเดือนพฤษภาคม 2569 ออกเมื่อไร

              วันที่ 27 เมษายน 2569 วันนี้เป็นวันที่เงินเดือนข้าราชการ ประจำเดือนเมษายน 2569 เข้าบัญชีกลุ่มข้าราชการและพนักงานราชการตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ส่วนเงินเดือนข้าราชการ ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ก็ระบุวันออกมาเป็นที่เรียบร้อย ดังนี้

    สำหรับคนแบ่งจ่าย 2 งวด

              – 15 พฤษภาคม 2569

              – 26 พฤษภาคม 2569

    สำหรับคนจ่ายงวดเดียว

              – 26 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view300597.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IOnETKchO6CWSNYLJ8MB2

  • รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดฯ 6 ด. จับ 332 คดี ยึดกว่า 1.3 ล้านชิ้น มูลค่าเสียหายทะลุ 2.3 พันล.

    รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดฯ 6 ด. จับ 332 คดี ยึดกว่า 1.3 ล้านชิ้น มูลค่าเสียหายทะลุ 2.3 พันล.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/143918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32KRA56JiLTU4gsZmeV2XS

  • SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทย เริ่มรับแรงกระแทกสงคราม ฟากรัฐฯ เร่งใช้นโยบายการคลังฝ่าวิกฤต

    SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทย เริ่มรับแรงกระแทกสงคราม ฟากรัฐฯ เร่งใช้นโยบายการคลังฝ่าวิกฤต


    เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางอย่างชัดเจนขึ้น ขณะที่รัฐบาลส่งสัญญาณใช้นโยบายการคลังพยุงเศรษฐกิจมากขึ้น

    ข้อมูลล่าสุดพบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในต้นเดือน เม.ย. ลดลงชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป ขณะที่นักท่องเที่ยวในภาพรวมมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้น ด้านมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวสูง แต่ภาพรวมยังโตดีจากอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงที่กำแพงภาษีลดลงมาก อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงกว่ามาก แม้ยังไม่สะท้อนมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นกว่าปกติในด้านราคา

    ในขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับลดลงมาก โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงแรง และต่ำกว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเปราะบาง

    ตลาดแรงงานและภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ลดลง ขณะที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการเร่งตัว ด้านค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันในประเทศจะเริ่มทยอยปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีแผนปรับขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. และปลายปีจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับขึ้นราคาแล้วหรือมีแผนจะดำเนินการในระยะถัดไป

    รัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบและเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ครอบคลุมการลดค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอุดหนุนราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่ม และโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส)” ควบคู่กับการปรับแผนจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 เพื่อเลี่ยงความล่าช้า

    รัฐบาลยังสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบนโยบาย “4T” สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล การปรับปรุงกฎเกณฑ์ล้าสมัย การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศเป็น 30% และยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ GDP สูงกว่า 3% ทั้งนี้รัฐบาลส่งสัญญาณอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะและออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูง

    ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของไทยปรับลดลง หลัง Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น Stable เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง แนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น และความผันผวนทางการเมืองที่คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน ขณะที่ภาครัฐยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และเสถียรภาพการเงินภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง เปิดโอกาสให้ไทยเดินหน้านโยบายปฏิรูปการคลังและเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังต้องติดตามมุมมองของ Fitch ซึ่งได้ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปี 2568 อย่างใกล้ชิด

    กนง. จะใช้วิธี Wait-and-see รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า

    SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย. นี้ และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy space โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ  เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและ คุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

    เศรษฐกิจโลกชะลอลงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่นโยบายการเงิน-การคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้น

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.9% ในปี 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง เศรษฐกิจยูโรโซน ชะลอลงจากภาคการผลิต แม้ผลกระทบจะยังจำกัดกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 เศรษฐกิจจีน ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีความมั่นคงทางพลังงานสูง แต่ยังมีแนวโน้มชะลอลงจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา เศรษฐกิจญี่ปุ่น ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบอาจเริ่มกดดันภาคการผลิตในระยะถัดไป

    นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้นจากราคาพลังงานที่เร่งตัวและเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในช่วงปลายปี 2569 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ขึ้นกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น ในขณะเดียวกันนโยบายการคลังของหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น จากการใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/42287&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WepmAQyPergokJsM9Z4vZ

  • พิษเศรษฐกิจซบเซา “ตลาดโรงเกลือ” ร้านค้าเงียบเหงา วินรถตู้ต้องผันตัวหาอาชีพเสริม

    พิษเศรษฐกิจซบเซา “ตลาดโรงเกลือ” ร้านค้าเงียบเหงา วินรถตู้ต้องผันตัวหาอาชีพเสริม

    “ตลาดโรงเกลือ” บรรยากาศสุดเงียบเหงา หลายร้านค้าจำใจปิดกิจการชั่วคราว ผู้ประกอบการวินรถตู้โอด รายได้ลดลงไม่พอใช้ ต้องผันตัว รับจ้างขนของ – รับส่งสินค้าเพิ่ม

    วันที่ 27 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน ภาพบรรยากาศที่เคยคึกคักของตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว หนึ่งในศูนย์กลางการค้าชายแดนที่สำคัญของประเทศไทย เวลานี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากแหล่งค้าขายที่เคยมีนักท่องเที่ยวและพ่อค้าแม่ค้าหมุนเวียนนับหมื่นคนต่อวัน กลับกลายเป็นตลาดที่เงียบเหงา ร้านค้าหลายแห่งยังคงเปิดร้านรอลูกค้าอย่างเงียบ ๆ ขณะที่บางส่วนจำใจปิดกิจการชั่วคราว เพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว

    โดยผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณตลาดโรงเกลือ พบว่าปัจจุบันยังมีร้านค้าเปิดให้บริการ อยู่ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่แม้ร้านค้าจะเปิดตามปกติ ทว่าจำนวนผู้คนที่เดินทางเข้ามาจับจ่ายใช้สอยลดลงอย่างชัดเจน ทางเดินหลายจุดโล่งจนเห็นได้ชัด แตกต่างจากช่วงเวลาปกติที่เคยแน่นขนัดไปด้วยผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ ผู้ประกอบการหลายรายสะท้อนตรงกันว่า สถานการณ์เช่นนี้ทำให้รายได้ลดลงอย่างหนัก บางวันแทบไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย ขณะที่ค่าเช่าร้าน ค่าจ้างแรงงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ และต้นทุนอื่น ๆ ยังคงต้องรับผิดชอบเหมือนเดิม ส่งผลให้หลายครอบครัวต้องดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด

    นายบุญเทียน อายุ 69 ปี ผู้ประกอบการวินรถตู้ชายแดนสระแก้ว เปิดเผยว่า เดิมทีประกอบอาชีพรับส่งผู้โดยสารเป็นหลัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว และพ่อค้าแม่ค้าที่เดินทางเข้าออกตลาดโรงเกลือ แต่เมื่อคนเดินทางลดลงอย่างต่อเนื่อง รายได้ก็หายตามไปด้วย จนไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    “ตอนนี้รับผู้โดยสารอย่างเดียวอยู่ไม่ได้ รายได้ไม่พอ ต้องปรับตัวไปรับจ้างขนของ รับส่งสินค้าแทน พอให้มีเงินใช้จ่าย เลี้ยงครอบครัวไปวัน ๆ” 

    นายบุญเทียนกล่าวอีกว่า อยากเห็นตลาดกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเดิม เพราะเมื่อมีคนมาเที่ยวหรือมาซื้อของ ทุกอาชีพในพื้นที่ก็จะมีรายได้ ไม่ใช่เฉพาะพ่อค้าแม่ค้าเท่านั้น แต่รวมถึงคนขับรถ คนรับจ้าง และแรงงานทั่วไปด้วย

    ด้านนายมาโนช อายุ 49 ปี ผู้ประกอบการคิวรถตู้ และรถตุ๊กๆ รับจ้าง อีกราย กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างชัดเจน เพราะตลาดโรงเกลือเป็นจุดสำคัญที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศ เมื่อการเดินทางลดลง หรือมีข้อจำกัดต่าง ๆ ผู้คนก็ไม่กล้าเข้ามาใช้บริการ ซึ่งเมื่อก่อนตลาดโรงเกลือคึกคักมาก รถรับส่งมีคนใช้บริการตลอดทั้งวัน แต่ตอนนี้เงียบลงมาก ต่างกันอย่างชัดเจน หลายคนต้องหาอาชีพเสริม บางคนรับจ้างขนของ บางคนไปทำงานอย่างอื่น เพราะถ้ารอรายได้จากรถตู้เพียงอย่างเดียวไม่พอแน่นอน

    ในฐานะคนชายแดนก็อยากให้มีการเปิดด่าน หรือทำให้การค้ากลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง เพื่อให้เศรษฐกิจในพื้นที่ฟื้นตัว แต่หากยังไม่สามารถทำได้ในเร็ววัน ทุกคนก็ต้องปรับตัวและหาทางอยู่รอดกันต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/east/2929150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AbVw1ROhwvUU2N1tRBtQj

  • สมุทรสงคราม///สวนกระแสเศรษฐกิจ! “ข้าวแกงสูตรคุณแม่” 20 บาท อิ่มอร่อย | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม///สวนกระแสเศรษฐกิจ! “ข้าวแกงสูตรคุณแม่” 20 บาท อิ่มอร่อย | TOPNEWS

    จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง แม้จะมีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงบ้างในบางช่วง แต่ผลกระทบที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือราคาน้ำมันที่ผันผวน และส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ท่ามกลางวิกฤตของแพงที่กระทบต่อเงินในกระเป๋าของประชาชน กลับมีหญิงสาวรายหนึ่งตัดสินใจเปิดร้าน “ข้าวแกงสูตรคุณแม่” ในพื้นที่ ต.บางจะเกร็ง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม โดยจำหน่ายในราคาเริ่มต้นเพียง 20 บาท เพื่อหวังช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับคนในชุมชน


    นางสาวปัณณ์ณัช รื่นลี้ลิ้มสกุล หรือ คุณปัณณ์ อายุ 32 ปี เจ้าของร้านสาวสวยเปิดเผยว่า ร้านนี้เพิ่งเริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่คุณแม่ของตนขายข้าวแกง และตนเองก็ขายข้าวถ้วยอยู่ที่ตลาดแม่กลองมาก่อน

    เมื่อเห็นว่าบ้านของตนตั้งอยู่ริมถนนซึ่งเป็นเส้นทางที่กลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะพี่น้องชาวประมงต้องสัญจรผ่านเป็นจำนวนมาก จึงเกิดไอเดียที่จะนำสูตรเด็ดของคุณแม่มาทำขายในราคาประหยัด

    นางสาวปัณณ์ณัช กล่าวว่า ที่เลือกขายราคา 20 บาท เพราะอยากให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ ในยุคที่น้ำมันแพง ของแพง เราอยากให้ทุกคนมีมื้ออาหารที่อิ่มท้องในราคาที่จับต้องได้จริง แม้กำไรต่อจานจะน้อย แต่เราเน้นที่จำนวน เพราะในพื้นที่นี้มีประชากรหนาแน่นและสัญจรไปมาตลอด โดยใช้วัตถุดิบที่ใช้มีคุณภาพมาตรฐานเดียวกับร้านข้าวแกงราคา 40-50 บาททั่วไป

    ในแต่ละวันจะมีเมนูหมุนเวียนให้เลือกทานไม่ซ้ำกันกว่า 10-15 อย่าง อาทิ แกงส้ม แกงคั่ว พะโล้ ผัดเผ็ด รวมถึงเมนูไข่ดาวและไส้กรอกทอดที่จัดเตรียมไว้ให้เลือกอย่างจุใจ นอกจากจะทานที่ร้านแล้ว ทางร้านยังมีบริการตักใส่ถุงและทำเป็นข้าวกล่องเพื่อความสะดวกในการพกพาไปทานระหว่างทำงานอีกด้วย

    สำหรับใครที่อยากไปอุดหนุนข้าวแกงราคามิตรภาพ รสชาติรสมือแม่ สามารถแวะไปได้ที่ ริมถนนทางไปดอนหอยหลอด (เลยเซเว่นและ CJ มาเล็กน้อย ก่อนถึงวัดศรัทธาธรรม) เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 04.30 น. – 12.00 น. เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 080-136-8569

    นพพร  บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าว Top news ทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1559247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36ZyGSw_KxfYxYLcE2CDnE