Category: เศรษฐกิจ

  • พนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถือหุ้น (stock options) รวมมูลค่าประมาณ 150,000 ล้านเชเกลสะท้อนอะไร?

    พนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถือหุ้น (stock options) รวมมูลค่าประมาณ 150,000 ล้านเชเกลสะท้อนอะไร?

    ในช่วงปี 2569 เศรษฐกิจอิสราเอลยังคงสะท้อนความแข็งแกร่งของภาคเทคโนโลยีอย่างชัดเจน โดยมีข้อมูลสำคัญว่าพนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถือครองสิทธิซื้อหุ้น (stock options) รวมมูลค่าประมาณ 150,000 ล้านเชเกล ซึ่งตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างแรงจูงใจและระบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่ฝังรากลึกในประเทศ

    Stock options เป็นเครื่องมือสำคัญที่บริษัทเทคโนโลยีใช้ในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีทักษะสูง โดยเฉพาะในระบบ startup ซึ่งมักไม่สามารถแข่งขันด้านเงินเดือนกับบริษัทขนาดใหญ่ได้ การให้สิทธิในหุ้นจึงเป็นการแบ่งปันความสำเร็จในอนาคตกับพนักงาน และสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการเติบโตขององค์กรในระยะยาว เมื่อบริษัทมีการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) หรือถูกซื้อกิจการ มูลค่าของ stock options จะถูกแปลงเป็นรายได้จริง ซึ่งก่อให้เกิด “ความมั่งคั่งแฝง” (latent wealth) ในระบบเศรษฐกิจ

    ความมั่งคั่งดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ เนื่องจากเมื่อพนักงานใช้สิทธิหรือขายหุ้น จะเกิดรายได้จำนวนมากที่สามารถนำไปใช้จ่ายหรือลงทุน ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ การบริโภคสินค้าและบริการ รวมถึงการลงทุนใหม่ ๆ นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้รับประโยชน์ในรูปของรายได้ภาษีจากการทำธุรกรรมดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาล

    อย่างไรก็ตาม แม้ระบบ stock options จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอิสราเอล แต่ก็มีข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา 

    ประการแรก มูลค่าของ stock options มีความผันผวนสูงและขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดทุนโลก หากราคาหุ้นในภาคเทคโนโลยีปรับตัวลดลง ความมั่งคั่งที่คาดหวังอาจหายไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค 

    ประการที่สอง ผลประโยชน์จาก stock options มักกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มแรงงานทักษะสูงในภาคเทคโนโลยี ขณะที่แรงงานในภาคอื่นไม่ได้รับประโยชน์ในระดับเดียวกัน จึงอาจนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำและโครงสร้างเศรษฐกิจแบบ “สองความเร็ว”

    นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคเทคโนโลยียังมีผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะในด้านอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากความสำเร็จของบริษัทเทคโนโลยีและการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้มีเงินตราต่างประเทศจำนวนมากเข้าสู่ระบบ และถูกแปลงเป็นเงินเชเกล ส่งผลให้ค่าเงินเชเกลแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวแม้จะสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ แต่กลับสร้างแรงกดดันต่อภาคการส่งออกและอุตสาหกรรมดั้งเดิม ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในตลาดโลก

    โดยสรุป มูลค่า stock options ของพนักงานเทคโนโลยีอิสราเอลในระดับสูงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความสำเร็จทางเศรษฐกิจและแหล่งสร้างความมั่งคั่งในประเทศ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวยังสะท้อนความเปราะบางในเชิงระบบ ทั้งในด้านความผันผวนของตลาดทุน ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจอื่น ดังนั้น การรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมภาคเทคโนโลยีกับการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวม จึงเป็นประเด็นสำคัญเชิงนโยบายสำหรับอิสราเอลในระยะต่อไป

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. มีความเห็นว่า ข่าวเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “ข่าวเศรษฐกิจ” แต่สะท้อนโครงสร้างกำลังซื้อและโอกาสทางการค้าใหม่ของไทยในอิสราเอลอย่างชัดเจน โดยสามารถตีความเชิงนโยบายต่อไทยได้ดังนี้

    1) มุมมองหลัก: “Tech Wealth = New Demand Segment” – การเกิด “กลุ่มผู้บริโภครายได้สูง (High-income tech class)” ขนาดใหญ่ในอิสราเอล โดยคนกลุ่มนี้มีลักษณะ: รายได้สูง (โดยเฉพาะช่วง IPO / exit), ใช้จ่ายด้าน lifestyle สูง, มีแนวความคิดที่เปิดรับสินค้าใหม่และต่างประเทศ สคต. จึงเห็นว่า กลุ่มคนเหล่านี้ “ตลาดเป้าหมายใหม่” ที่ไทยสามารถเจาะได้โดยตรง

    2) โอกาสของสินค้าไทย (Market Positioning) – โดยมีสินค้าที่อาจมีตลาดมากขึ้น เช่น 

    – สินค้าอาหารพรีเมียม / สุขภาพ, อาหารไทย (ready-to-eat, plant-based, organic) หรือ functional food / health food ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ เหมาะกับ กลุ่มคนกลุ่มที่อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ไม่ค่อยมีเวลาแต่ใส่ใจสุขภาพ

    – สินค้า lifestyle และ wellness เช่น สปา / สมุนไพร / essential oils ผลิตภัณฑ์ wellness ซึ่งจะเข้ากับเทรนด์ self-care ของกลุ่มรายได้สูง

    – กลุ่มสินค้า Premium mass / affordable luxury – เนื่องจาก สินค้าไทยที่ “ดูดี แต่ราคาไม่สูงมาก”ตอบโจทย์กลุ่มที่มีเงิน แต่ยังมองความคุ้มค่าได้

    (3) โอกาส e-commerce และ digital trade – กลุ่ม tech ใช้ online platform สูง อาจมีผลให้สินค้าไทยสามารถเข้าตลาดผ่านช่องทางใหม่ ได้แก่ e-commerce ได้ง่ายขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้ชอบใช้เทคโนโลยี และชื้อสินค้าออนไลน์

    (4) มุมมองตลาดอิสราเอลที่เปลี่ยนไป คือ ตลาดอิสราเอล “ไม่ได้มีแต่ mass market” แต่กำลังมี “High-value niche market” เติบโตเร็ว นอกจากนั้น ความเชื่อมโยงกับค่าเงินเชเกลที่กำลังแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ รายได้คนกลุ่มนี้สูงขึ้น และมองสินค้าไทยถูกลงตามกำลังชื้อ

    อย่างไรก็ดี มีโอกาสก็มีความเสี่ยงที่ต้องระวัง เช่น คนที่รวยจากหุ้นอาจมีความเสี่ยงที่รายได้จะปรับลดลงหากตลาดทุ้นตกต่ำ ตลาดนี้เป็น niche ไม่ใช่ mass หากได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี จะไม่กลับมาชื้ออีก ตลอดจนมีการเปลี่ยนแปลงความชอบที่รวดเร็วและไม่มีความ loyalty กับสินค้าใดสินค้าหนึ่งมากนัก ทำให้สินค้าไทยอาจถูกเปรียบเทียบกับสินค้าที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าเช่น สินค้าจาก EU และสหรัฐฯ ที่มีชื่อเสียงมากกว่าได้

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

    ที่มา : https://en.globes.co.il/en

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lzv33pgfzilay03wddae3x50&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DhgIG_iG_Ln1DM9S1IXIS

  • ผลกระทบของค่าเงินอิสราเอลเชเกล (NIS) แข็งค่าขึ้นเป็นประวัติการณ์ต่อเศรษฐกิจอิสราเอล และโอกาสของไทย

    ผลกระทบของค่าเงินอิสราเอลเชเกล (NIS) แข็งค่าขึ้นเป็นประวัติการณ์ต่อเศรษฐกิจอิสราเอล และโอกาสของไทย

    ในช่วงเดือนเมษายน 2569 ค่าเงินเชเกลของอิสราเอลแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเข้าใกล้ระดับ 3.00 NIS ต่อ 1 USD ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ30 ปีเลยทีเดียวที่ค่าเงินเชเกลแข็งค่าขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อภาคการส่งออกของอิสราเอลอย่างมีนัยสำคัญ

    สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Double Currency Squeeze” หรือ แรงกดดันสองทาง

    กล่าวคือ เมื่อค่าเงินเชเกล “แข็งค่า” แต่ค่าค่าเงินดอลลาร์ “อ่อนค่า” ส่งผลให้รายได้ของผู้ส่งออก (ที่รับเป็น USD) ลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อแปลงเป็นเงินเชเกล โดยหากเปรียบเทียบค่าเงินในปี 2025 นั้น ค่าเงินเชเกล แข็งค่าขึ้นถึง 17% หรือกล่าวง่ายคือ อิสราเอลส่งออกสินค้าในราคา USD เท่าเดิมแต่ได้รับเงินน้อยลงเป็นเชเกล

    สาเหตุสำคัญว่าทำไมถึงเกิดสถานการณ์แบบนี้?

    (1) เงินทุนไหลเข้า (Capital Inflows)อิสราเอลยังคงเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีการลงทุนหรือเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดความต้องการเชเกลสูงและค่าเงินแข็งขึ้น

    (2) ปัจจัยตลาดการเงินโลก – มีการคาดการณ์ในตลาดการเงินโลกว่า อาจมีแนวโน้มที่ FED จะลดดอกเบี้ยในสหรัฐที่อาจปรับลดเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในสหรัฐฯ  และยังเกิดภาวะการณ์ที่มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไปยังสินทรัพย์เสี่ยงน้อยกว่า เช่น ทองคำ ตลาดพันธบัตร ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าในภาพรวม

    (3) กลไกของนักลงทุนสถาบัน – กองทุนบำนาญอิสราเอลลงทุนในต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้เมื่อมูลค่าสินทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น จะมีการขายดอลลาร์มากขึ้น เพื่อส่งเงินกลับมาเป็นเชเกลยิ่งเร่งให้ค่าเงินเชเกลแข็งค่า

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิสราเอล

    (1) ภาคการส่งออก (Export Sector) – รายได้ในรูปเชเกลลดลง แม้ยอดขายคงเดิม โดยหากพิจารณาในด้านกำไรของบริษัทที่ส่งออกถูกบีบให้มีค่าส่วนต่างของกำไรเป็นจำนวนเงินที่น้อยลง (margin compression) ส่งผลให้ภาคส่งออกซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของ GDP กว่า 40% ได้รับผลกระทบโดยตรง

    (2) ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)สินค้าและบริการของอิสราเอลมีราคาสูงขึ้นในตลาดโลก มีผลในระยาวที่อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศต้นทุนต่ำ เช่น เอเชียและยุโรปตะวันออก

    (3) การลงทุนและโครงสร้างธุรกิจ – มีข่าวว่ามี บริษัทเริ่มพิจารณาย้ายฐานการผลิตหรือจดทะเบียนในต่างประเทศ เกิดแนวโน้ม “de-localization” ของธุรกิจอิสราเอล เนื่องจาก หากไปประกอบธุรกิจประเทศอื่น อาจสามารถทำกำไรต่อหน่วยได้สูงขึ้น ซึ่งเมื่อปลายปี 2025 เริ่มเกิดภาวะ Brain Drain หรือ สมองไหล ที่คนที่มีความสามารถในด้านต่างๆ มีการย้ายออกไปจากประเทศอิสราเอลจำนวนมาก เกิดภาวะไม่สมดุลด้านประชากรที่มีจำนวนคนเข้าน้อยกว่าคนย้ายออกเป็นครั้งแรกในรอบ 78 ปี

    (4) ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจจริง – เมื่อกำไรธุรกิจลดลง อาจส่งผลต่อความสามารถในการจ้างงานลดลง โดยอุตสาหกรรมการผลิตและ SMEs ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะจะเกิดการขาดแตลนแรงงานได้

    ผลกระทบเชิงบวก (ในระยะสั้น)

    แม้ค่าเงินเชเกลแข็งจะส่งผลลบต่อผู้ส่งออก แต่มีประโยชน์บางประการ ได้แก่ ผู้นำเข้าสินค้าต้นทุนลดลง, ราคาสินค้านำเข้าและค่าครองชีพบางส่วนลดลง และการเดินทางและการใช้จ่ายในต่างประเทศถูกลง อย่างไรก็ตาม ผลดีดังกล่าวเป็นเพียงระยะสั้นและกระจุกตัวในภาคผู้บริโภค

    ประเด็นเชิงนโยบาย

    ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมีความเห็นว่า ธนาคารกลางอิสราเอลยังไม่ได้แทรกแซงค่าเงินอย่างมีนัยสำคัญ โดยเริมมีแนวทางที่ถูกเสนอให้พิจารณาเพื่อชะลอปัญหาที่ค่าเงินเชเกลแข็งมากเกินไปหรือแข็งค่าเร็วเกินไป ได้แก่ การลงทุนเงินทุนสำรองในต่างประเทศ (เพื่อลดแรงซื้อเชเกล) เสนอแนะให้รัฐบาลเร่งการส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเสนอให้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออก (เช่น ภาษีหรือเงินสนับสนุน)

    ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำให้ความเห็นว่า สถานการณ์ค่าเงินในปัจจุบันสะท้อน “ความย้อนแย้งเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจอิสราเอล กล่าวคือ อิสราเอลมีจุดแข็ง ที่มีการเติบโตของภาคเทคโนโลยีและเงินทุนไหลเข้า สะท้อนความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศแม้มีภาวะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม แต่จุดแข็งนี้ กลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินแข็งเกินไป และส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาคการส่งออกที่อาจรุนแรงและเกิดความไม่สมดุลต่อภาคธุรกิจในประเทศในระยะยาวได้

    ดังนั้น หากแนวโน้มค่าเงินยังคงดำเนินต่อไป อาจนำไปสู่ ภาวะความเสี่ยงในหลายด้าน เช่น การชะลอตัวของภาคส่งออก, การย้ายฐานธุรกิจไปต่างประเทศ และความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะกลางถึงระยะยาว

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. เห็นว่า สถานการณ์ค่าเงินเชเกลแข็งค่าและดอลลาร์อ่อนค่า แม้จะสร้างแรงกดดันต่อผู้ส่งออกอิสราเอล แต่ในขณะเดียวกันถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทยในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ขยายส่วนแบ่งตลาด และเจาะกลุ่มผู้นำเข้าที่ต้องการลดต้นทุน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ หากมีการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่างทันท่วงที อาจสามารถต่อยอดโอกาสระยะสั้นให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการค้าในระยะยาวได้

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

    ที่มา : https://www.timesofisrael.com และ https://www.ynetnews.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/keomyh0esoplo8eyqcep9iq4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20Zb6Bw93Vn4VuLQXqBSUR

  • “ยศชนัน” จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

    “ยศชนัน” จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

    “ยศชนัน” จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน นำเสนอโมเดลการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

    เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปแถลงแนวทางขับเคลื่อน Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ณ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยจะเป็นการนำเสนอโมเดลการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ

    ทั้งนี้ กระทรวงฯ พยายามผลักดันให้เกิดระบบหมุนเวียนอย่างครบวงจร เพื่อเปลี่ยนวัสดุที่เกษตรกรเคยเผาทิ้งให้กลายเป็นแผงโซลาร์เซลล์และน้ำมันประเภทต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยอาศัยเทคโนโลยีของ อว. และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามาช่วยลดภาระรายจ่ายให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับวาระที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของกระทรวง อว. วันนี้นั้น นายยศชนัน ระบุว่า เนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน จึงต้องเร่งเสนอเรื่องต่าง ๆ ให้ทันตามกำหนดการ โดยคาดว่าจะมีหลายวาระทยอยเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้และแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะมีโครงการที่เป็นประโยชน์จากหลายกระทรวงเสนอเข้ามาพร้อมกัน

    ในด้านงบประมาณของกระทรวง อว. คาดว่าจะยังคงอยู่ในกรอบเดิมตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุถึงเกณฑ์การคุมงบประมาณของแต่ละกระทรวงไว้ไม่เกิน 20% ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีจะปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่และความต่อเนื่องของโครงการเป็นหลัก นอกจากนี้ ตนยังมีแผนที่จะสนับสนุน Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือแนวคิดในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณของเสียให้เหลือศูนย์ (Zero Waste)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2929250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28WhmsT50webnDrIRgs5nU

  • ‘ยศชนัน’ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน

    ‘ยศชนัน’ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน

    “ยศชนัน” ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้-ลดรายจ่ายยั่งยืนให้เกษตรกรเป็นรูปธรรม

    28 เม.ย.เวลา 07.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศาสตราจารย์​ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปแถลงแนวทางขับเคลื่อน Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ณ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยจะเป็นการนำเสนอโมเดลการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ

    ทั้งนี้ กระทรวงฯ พยายามผลักดันให้เกิดระบบหมุนเวียนอย่างครบวงจร เพื่อเปลี่ยนวัสดุที่เกษตรกรเคยเผาทิ้งให้กลายเป็นแผงโซลาร์เซลล์และน้ำมันประเภทต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยอาศัยเทคโนโลยีของ อว. และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามาช่วยลดภาระรายจ่ายให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับวาระที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของกระทรวง อว. วันนี้นั้น นายยศชนัน ระบุว่า เนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน จึงต้องเร่งเสนอเรื่องต่าง ๆ ให้ทันตามกำหนดการ โดยคาดว่าจะมีหลายวาระทยอยเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้และแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะมีโครงการที่เป็นประโยชน์จากหลายกระทรวงเสนอเข้ามาพร้อมกัน

    ในด้านงบประมาณของกระทรวง อว. คาดว่าจะยังคงอยู่ในกรอบเดิมตามที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุถึงเกณฑ์การคุมงบประมาณของแต่ละกระทรวงไว้ไม่เกิน 20% ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีจะปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่และความต่อเนื่องของโครงการเป็นหลัก นอกจากนี้ ตนยังมีแผนที่จะสนับสนุน Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือแนวคิดในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณของเสียให้เหลือศูนย์ (Zero Waste)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1231460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00NPACdlvb7GVXswLYsyyL

  • มาเลเซียเร่งยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    มาเลเซียเร่งยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ที่มา : สำนักข่าว The Edge Malaysia

    รัฐบาลมาเลเซียประกาศแผนเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดย ดาโต๊ะ มูฮัมหมัด ยูซุฟ อัปดัล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (MOSTI) ระบุว่า มาเลเซียถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกสำคัญด้านการทดสอบและบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ (Back-end) โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นร้อยละ 13 ของตลาดโลก อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมูลค่าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม Front-end มากกว่ากลุ่ม Back-end [1] ดังนั้น จึงจำเป็นที่มาเลเซียจะต้องเร่ง
    ปรับกลยุทธ์เพื่อยกระดับขีดความสามารถไปสู่ห่วงโซ่คุณค่าที่สูงขึ้น เพื่อรักษาศักยภาพทางการแข่งขันและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ภายใต้ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (National Semiconductor Strategy: NSS) และการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนและมุ่งเน้นการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น การออกแบบวงจรรวม (IC Design) บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) และการพัฒนาขีดความสามารถด้านอื่น ๆ มาเลเซียให้ความสำคัญกับการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง โดยมุ่งบ่มเพาะบริษัทเทคโนโลยีรายใหม่ ๆ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูงภายในประเทศ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ มาเลเซียได้มีการเปิดตัวโครงการ “SemiconStart Malaysia” โดยเป็นการดำเนินงานระหว่าง Malaysian Technology Development Corporation (MTDC) และ Silicon Catalyst ของสหราชอาณาจักร เพื่อร่วมจัดทำหลักสูตรบ่มเพาะธุรกิจ ระยะเวลา 260 วัน โดยโครงการดังกล่าวกำหนดเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมในเดือนเมษายนนี้ และจะมีการเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2569 มีเป้าหมายในการสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสูงสุดถึง 1 ล้านริงกิตต่อบริษัท พร้อมจัดหาเครื่องมือออกแบบเทคโนโลยีขั้นสูง และให้คำปรึกษาจากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญรวมถึงนักลงทุนระดับโลก โดยมุ่งเน้นในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่นเทคโนโลยีเซนเซอร์ โฟโตนิกส์ ระบบไมโครเครื่องกลไฟฟ้า (MEMS) และเทคโนโลยีควอนตัมซึ่งคาดว่า จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของมาเลเซียให้เติบโตยิ่งขึ้น

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    1. ด้านสถานะทางเศรษฐกิจและการลงทุน

                 การปรับทิศทางนโยบายจากอุตสาหกรรม Back-end มุ่งไปสู่ Front-end มากยิ่งขึ้น จะช่วยให้มาเลเซียปรับเปลี่ยนสถานะจากฐานการผลิตค่าแรงต่ำ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีมูลค่าสูง
    ในภูมิภาค รวมทั้งการมุ่งเน้นการออกแบบวงจรรวม (IC Design) และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของตนเอง ซึ่งจะช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมขั้นสูงและศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) มากขึ้น และสร้างอัตรากำไรที่สูงกว่าการรับจ้างผลิตเพียงอย่างเดียว อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก

    2. ด้านความได้เปรียบทางการแข่งขันในภูมิภาค

                 การสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์อย่างครบวงจร จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับมาเลเซียในเวทีการค้าโลก และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในสถานการณ์ที่เกิดความขัดแย้ง
    ทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งการที่มาเลเซียครองส่วนแบ่งการตลาด Back-end ในด้านการทดสอบและบรรจุภัณฑ์อยู่แล้วถึงร้อยละ 13 เมื่อผนวกเข้ากับความพยายามเพิ่มขีดความสามารถใหม่ในการผลิตวัสดุขั้นสูงและนวัตกรรม 
    ที่เป็น Front-end จะส่งผลให้มาเลเซียกลายเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ในอนาคต และจะมีจุดแข็งเหนือประเทศคู่แข่งอื่นในภูมิภาคอาเซียน

    3. ด้านตลาดแรงงานทักษะสูง

                 นโยบายนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างตลาดแรงงาน โดยจะเกิดอุปสงค์มากขึ้นในกลุ่มแรงงานทักษะสูง (High-skilled labor) เช่น วิศวกรผู้ออกแบบระบบเซมิคอนดักเตอร์ นักวิจัยวัสดุขั้นสูง และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งโครงการ SemiconStart Malaysia จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยบ่มเพาะและสร้างบุคลากรทักษะสูงขึ้นมา ซึ่งในระยะยาวจะช่วยเพิ่มค่าแรงเฉลี่ยในอุตสาหกรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

    ความเห็น สคต.

    สคต. เห็นว่า การปรับทิศทางกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซีย สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาเลเซียกำลังเร่งสร้างความแตกต่างเพื่อหลีกหนีจากการแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยโครงการ “SemiconStart Malaysia” ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและบ่มเพาะธุรกิจให้มีศักยภาพด้านการออกแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีควอนตัม จะช่วยยกระดับให้มาเลเซียเป็นฐานเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะส่งผลให้มาตรฐานทางเทคนิคและข้อกำหนดในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดมาเลเซียมีความเข้มงวดขึ้นในอนาคต ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรเร่งปรับตัวและยกระดับมาตรฐานการผลิตและคุณภาพสินค้าให้เท่าทันกับระบบนิเวศนวัตกรรมใหม่ เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันและส่วนแบ่งการตลาดในฐานะคู่ค้าที่สำคัญ

    ในมิติของความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างทั้งโอกาสและความท้าทายต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมาเลเซียพยายามสร้างจุดแข็งเหนือคู่แข่งด้วยเงินทุนสนับสนุนและเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมนวัตกรรมในมาเลเซียอาจเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มชิ้นส่วนความแม่นยำสูงหรือวัสดุอุตสาหกรรมขั้นสูง เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่นี้ได้ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของข้อกำหนดและสิทธิประโยชน์ทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนกลยุทธ์การร่วมลงทุนและการขยายฐานการค้าในระดับภูมิภาคต่อไป

     สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
     


    [1] Front-end semiconductor manufacturing คือ ขั้นตอนการผลิตชิปต้นน้ำ (wafer fabrication) ที่เน้นความแม่นยำสูงบนแผ่นเวเฟอร์ เพื่อสร้างโครงสร้างวงจรไฟฟ้าหลัก เช่น ทรานซิสเตอร์ ประกอบด้วยขั้นตอน การเตรียมเวเฟอร์ การทำลวดลายวงจร การแกะสลัก และการเคลือบ เป็นต้น ขณะที่ Back-end semiconductor manufacturing คือ ขั้นตอนการผลิตขั้นปลายน้ำ โดยนำเวเฟอร์ที่ผ่านการสร้างวงจรเรียบร้อยแล้วมาตัด บรรจุภัณฑ์ และทดสอบคุณภาพ โดยไทยถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิต Back-end ที่สำคัญของโลก 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/st3hfhgozvcmm39clasodn3c&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rYa3vGB8RzRLJpU0ZASub

  • รัฐปราบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ 6 เดือน ยึด 1.3 ล้านชิ้น ป้องเศรษฐกิจ 2.3 พันล้าน

    รัฐปราบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ 6 เดือน ยึด 1.3 ล้านชิ้น ป้องเศรษฐกิจ 2.3 พันล้าน

    “เอกนิติ-ศุภจี” ประสานเสียงโชว์ผลงานกวาดล้างสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาครึ่งปีแรก ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายพุ่งทะลุ 2.3 พันล้านบาท โต 78% ชี้เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เร่งเครื่องนโยบาย Trade Plus ตัดวงจรของปลอมทั้งออฟไลน์และออนไลน์ หวังดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกระดับการค้าไทยสู่มาตรฐานสากล

    วันที่ 27 เม.ย. 2569 ณ กรมศุลกากร นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ร่วมกันแถลงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารอบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ภายใต้ข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กำชับให้ยกระดับมาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ

    นายเอกนิติ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการเชิงรุกในช่วง 6 เดือนแรก ระหว่างเดือน ต.ค. 2568 ถึง มี.ค. 2569 ว่า การบูรณาการกำลังจากกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 332 คดี พร้อมยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท

    โดยการพุ่งเป้าทลายแหล่งค้า โกดังเก็บสินค้า และด่านศุลกากร ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายจากการจับกุมในรอบนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 78% เมื่อเทียบกับสถิติทั้งปีงบประมาณ 2568 ที่มีมูลค่า 1,300 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินความเสียหายที่มหาศาลนี้ไม่เพียงแต่บ่อนทำลายเศรษฐกิจ แต่ยังฉุดรั้งภาพลักษณ์ด้านการลงทุนของไทยในระยะยาวอีกด้วย

    นางศุภจี ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของมิติด้านการค้าว่า การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ทั้งยังเป็นการทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการสุจริตไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าเถื่อนได้ การกวาดล้างอย่างจริงจังจึงสอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มแข็ง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสเป็นธรรม เพื่อเป็นเกราะคุ้มครองนักลงทุนและผู้บริโภคที่อาจได้รับอันตรายจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

    รัฐปราบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ 6 เดือน ยึด 1.3 ล้านชิ้น ป้องเศรษฐกิจ 2.3 พันล้าน

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมเดินหน้าขยายผลการปราบปรามเพื่อตัดวงจรและปิดช่องโหว่ถึงระดับต้นตอ โดยจะเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย และประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสกัดกั้นการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์บนโลกดิจิทัล ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยให้มีระบบการคุ้มครองสิทธิเทียบเท่ามาตรฐานสากล

    ทั้งนี้ ภาครัฐได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ยึดหลักไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยสามารถร่วมแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1368 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เคารพกติกาทางการค้าอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231413&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bXxd2g1xb1YQk4NXrIm24

  • รถไฟฟ้าสายสีส้มพลิกโฉมประตูน้ำศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่เชื่อมราชประสงค์

    รถไฟฟ้าสายสีส้มพลิกโฉมประตูน้ำศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่เชื่อมราชประสงค์

    รถไฟฟ้าสายสีส้มพลิกโฉมประตูน้ำศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่เชื่อมราชประสงค์

    รถไฟฟ้าสายสีส้มพลิกโฉมประตูน้ำศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่เชื่อมราชประสงค์

    การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ปิดสะพานข้ามแยกประตูน้ำ เพื่อก่อสร้างโครงสร้างใต้ดิน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 – 11 กุมภาพันธ์ 2570 ตลอด 24 ชม.ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี2573 และหากไม่จำเป็นโปรดหลีกเลี่ยงพื้นที่ก่อสร้างดังกล่าวเสียงประชาสัมพันธ์ดังก้องออกไป

    แม้วันนี้จะมีความยากลำบากในการสัญจร  ทว่าในวันข้างหน้า ที่นี่จะถูกพลิกโฉม การเดินทางครั้งสำคัญกลายเป็นย่านความเจริญ ที่น่าจับตา ที่ประเมินว่าประตูน้ำจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ แลนด์มาร์กช้อปปิ้งระดับโลก เชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกับย่านศูนย์กลางธุรกิจสำคัญ แนวรถไฟฟ้าอย่างแยกราชประสงค์-เพลินจิต และเซ็นทรัลเวิลด์ อย่างไม่ยากเย็นนัก

    อย่างไรก็ตามโดยปกติแล้วย่านประตูน้ำมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักอยู่อย่างตลาดเวลา จากการเป็นศูนย์รวมของห้างค้าปลีกค้าส่งของไทยเสน่ห์ที่ต่างชาติให้ความสนใจและช้อปปิ้งกันอย่างหนาตา

    ความน่าสนใจอยู่ที่ โครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชนต่างปักหมุดพัฒนากันอย่างคึกคักรับการมาของรถไฟฟ้าสายสีส้ม  

    นอกจาก แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ แม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวและขาช้อปจากทั่วทุกมุมโลก   การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส “The Neighbourhood of Platinum”: กลุ่มแพลทินัมลงทุนครั้งใหญ่ ประมาณ 7,800 ล้านบาท  (เดิมคือ แพลทินัม สแควร์) ให้เป็นอาณาจักร Fashion Ecosystem ระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของตลาดเฉลิมลาภ ให้เป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ผสมผสานศูนย์การค้า โรงแรม และพื้นที่จอดรถ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก และเชื่อมโยงย่านราชประสงค์  ดังกล่าว

    ยังไม่รวมพื้นที่โดยรอบปรับโฉมพื้นที่และอาคารใหม่ไปก่อนหน้านี้ อย่าง ห้างค้าอาหารทะเลและศูนย์กลางอาหารย่านประตูน้ำที่บริหารโดยทายาทของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี คือโครงการ “Phenix” (ฟีนิกซ์) หรือชื่อเดิมคือ พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ภายใต้การนำของ นางวัลลภา ไตรโสรัส

    รวมถึง ห้างกรุงทองปิดกิจการและเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนา ในขณะโรงแรมอินทรา มีการปรับโฉมใหม่ที่น่าจับตา รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักที่จะเคลื่อนย้ายมาที่ประตูน้ำของกลุ่มบริษัท DTGO ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ MQDC ได้เข้ามาลงทุนเช่าสิทธิบริหาร “โรงแรมอินทรา รีเจนท์” (Indra Regent Hotel) และศูนย์การค้าอินทรา สแควร์ ย่านประตูน้ำ เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยเริ่มบริหารอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อพลิกโฉมแลนด์มาร์กแห่งนี้ใหม่ ที่จะเป็นแม่เหล็กนักท่องเที่ยวมารวมตัวกันที่นี่

    ขณะราคาที่ดินขยับสูงมาอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินจากที่ปรึกษาด้านราคาประเมินที่ดินของรัฐว่า หากรถไฟฟ้าสายสีส้มเปิดให้บริการ ย่านประตูน้ำราคาที่ดิน จะขยับไปที่2ล้านบาทต่อตารางวา จากปัจจุบันอยู่ในราว1.5ล้านบาทต่อตารางวา

    เรียกว่าการพัฒนาเหล่านี้ทำให้อนาคตของประตูน้ำไม่ได้เป็นเพียงแหล่งค้าส่ง แต่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ผสมผสานไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯที่น่าจับตายิ่ง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/657600&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z3Xo9db736cQJSoWvwwX-

  • ปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เยอรมนี – กระทรวงการต่างประเทศ

    ปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เยอรมนี – กระทรวงการต่างประเทศ

    ปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เยอรมนี

    ปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต เยอรมนี

    วันที่นำเข้าข้อมูล 27 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 27 เม.ย. 2569

    | 18 view

    เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนางดาเนียลา ชมิทท์ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การคมนาคม การเกษตร และการปลูกองุ่นเพื่อผลิตไวน์ แห่งรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 19 – 25 เมษายน 2569

    ทั้งสองฝ่ายหารือการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือระหว่างไทยกับรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนตในสาขาที่มีศักยภาพ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยีการเกษตรและการเกษตรอัจฉริยะ การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ที่รัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนตมีความเชี่ยวชาญและต้องการขยายตลาดในประเทศไทย ขณะที่ฝ่ายไทยเล่านโยบายรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การลดกฎระเบียบที่ซับซ้อน การส่งเสริมความร่วมมือด้านนวัตกรรม สาธารณสุข และการเปลี่ยนผ่านสีเขียว พร้อมแจ้งความคืบหน้าการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย และขอรับการสนับสนุนจากเยอรมนีในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป ในโอกาสนี้ ฝ่ายเยอรมนีได้เชิญปลัดฯ เดินทางเยือนรัฐไรน์แลนด์-พาลาทิเนตในช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายสะดวก

    ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนระหว่างประเทศและการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/ps-meets-with-minister-for-econ-affairs-transport%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03AXkUpKxjFc1NhEu-imVG

  • คลัง ยกระดับ! จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    คลัง ยกระดับ! จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา International Public Procurement Conference 2026 ว่า กรมบัญชีกลาง ถือเป็นหน่วยงานแนวหน้าและถือเป็นต้นแบบด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใภูมิห้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการจัดซื้อทั่วไป

    แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เนื่องจากหลายประเทศมีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างคิดเป็น 10-20% ของ GDP จึงสามารถใช้เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับไทย รัฐบาลตั้งเป้าใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างเป็นเครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้มีแต้มต่อมากขึ้น ผ่านนโยบายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ดิจิทัล นวัตกรรม และ Green โดยด้านดิจิทัล จะต่อยอดระบบการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement) หรือ e-GP ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญ ด้วยการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มดังกล่าวเข้ากับระบบธนาคาร เพื่อให้ SME ที่เข้าร่วมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ใช้ข้อมูลการค้ากับภาครัฐเป็นฐานในการเพิ่มโอกาสทางการเงิน สร้างระบบนิเวศใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้ดีขึ้น

    ในด้านการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบด้านพลังงาน และตอบโจทย์โลกที่เผชิญต้นทุนพลังงานสูงขึ้น / ขณะที่ ด้านนวัตกรรม รัฐบาลมีเป้าหมายใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างเป็นช่องทางสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยและผู้ประกอบการนวัตกรรมให้สามารถเข้าถึงตลาดภาครัฐมากขึ้น

    อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การเปิดเผยข้อมูล (Open Data) ของกรมบัญชีกลางให้เป็นสาธารณะมากขึ้น เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยกระดับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างไทยสู่ระดับสากล โดยมองว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย โดยเน้นนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความรวดเร็ว และสร้างความโปร่งใสในทุกกระบวนการ พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าการผลักดันระบบจัดเกรดผู้รับเหมา ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด โดยเชื่อว่าระบบดังกล่าวจะช่วยยกระดับมาตรฐานผู้รับเหมา เพิ่มความรับผิดชอบ และสร้างระบบจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้าผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/274208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-eB7sQw_Otg-lxGVYwH7s

  • นโยบายใหม่ของเซี่ยงไฮ้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ปี 2569

    นโยบายใหม่ของเซี่ยงไฮ้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ปี 2569

    นครเซี่ยงไฮ้ประกาศเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยการเปิดตัว “New Quality Elements” ปัจจัยสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์ม และทรัพยากร จำนวน 31 รายการ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ภายในงานประชุมส่งเสริมการลงทุนระดับโลก ณ เซี่ยงไฮ้ ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569

    มาตรการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนา “New Quality Productive Forces” ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมอนาคต ของจีน มุ่งยกระดับเศรษฐกิจจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจในรูปแบบนวัตกรรม โดยองค์ประกอบทั้ง 31 รายการ ประกอบด้วย แพลตฟอร์มบริการสาธารณะ 11 แห่ง แพลตฟอร์มทดลองระดับมืออาชีพ 10 แห่ง และสถานการณ์การใช้งานต้นแบบ 10 ด้าน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวิจัย พัฒนา ทดสอบ และนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร

    ในด้านหุ่นยนต์ เซี่ยงไฮ้ได้จัดตั้งแพลตฟอร์มสำหรับทดลองชิ้นส่วนหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของประสิทธิภาพชิ้นส่วนสำคัญ โดยมุ่งเน้นชิ้นส่วนหลัก เช่น โมดูลข้อต่อและระบบ Gear Reducer พร้อมสร้างสายการผลิตทดลองขนาดเล็กและให้บริการทดสอบความแม่นยำของชิ้นส่วนหุ่นยนต์มากกว่า 70 รายการ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบสำหรับหุ่นยนต์หรือ AI ที่ใช้ทั้งสภาพแวดล้อมจริงและสภาพแวดล้อมจำลองแห่งแรกของประเทศ สำหรับการพัฒนา “หุ่นยนต์มนุษย์” โดยให้บริการรวบรวมข้อมูลและการทดสอบทางเทคโนโลยี ซึ่งในปัจจุบันมีหุ่นยนต์หลายประเภทจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยเครื่องเข้าร่วมการฝึกนี้แล้ว

    ในด้านข้อมูลและโมเดล AI ขนาดใหญ่ เซี่ยงไฮ้ได้จัดตั้งแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลคุณภาพสูง โดยมุ่งเน้นสาขาสำคัญ เช่น การผลิตอุตสาหกรรมและปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied Intelligence) ซึ่งสามารถรวบรวมข้อมูลได้มากกว่า 10,000 เทราไบต์ และสร้างเครือข่ายนักพัฒนากว่า 100,000 คนจากทั่วโลกที่สามารถเข้ามาใช้งาน ร่วมพัฒนา และแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน

    ผู้บริหารจากบริษัท AI ชั้นนำของจีนระบุว่า การดำเนินงานในรูปแบบ Open Source ผู้ใช้สามารถเข้าถึงการใช้งาน และพัฒนาต่อยอดได้อย่างอิสระ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งานและทำให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจระดับโลก

    ทั้งนี้ ในปี 2025 นครเซี่ยงไฮ้มีมูลค่ารวมของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตขึ้นภายในเมือง (GDP: Gross Domestic Product) สูงถึง 5.67 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 28.35 ล้านล้านบาทไทย ส่งผลให้ขนาดเศรษฐกิจของเมืองติดเป็นอันดับ 5 ของโลก ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้ดึงดูดบริษัทต่างชาติมาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด บริษัท Zeiss ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของเยอรมนี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเลนส์และระบบออปติกขั้นสูง ได้เริ่มก่อสร้างสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค Greater China เพื่อดูแลธุรกิจในภูมิภาคจีนทั้งหมด ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทในประเทศจีน การเปิดตัวปัจจัยสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม แพลตฟอร์มทดลอง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเซี่ยงไฮ้ในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ครบวงจร และยกระดับบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีและการลงทุนระดับโลกในอนาคต

    ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้

               การดำเนินนโยบายของนครเซี่ยงไฮ้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศเชิงนวัตกรรมอย่างครบวงจร โดยภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการวิจัยและการนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต สำหรับประเทศไทย แนวทางดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การสร้างศูนย์ทดสอบและทดลองมาตรฐานรวมถึงการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้สามารถก้าวสู่ระบบนวัตกรรมที่มีคุณภาพได้ในระดับโลก

    นอกจากนี้ การที่เซี่ยงไฮ้สามารถดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างชาติอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน นโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน และทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงได้ต่อไปในอนาคต

    _________________________________________________________________________

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    เมษายน 2569

    แหล่งที่มา

    https://www.chinanews.com.cn/cj/2026/03-14/10586759.shtml 

    https://www.51ldb.com/shsldb/cj/content/019cebda8be2c0010000dd82f3b39891.html 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/tgt5cnodl44xxmmjspovd02s&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g18o3oR1YBmxXZeQjVk9b