Category: เศรษฐกิจ

  • ทองคำลับคมรอขึ้น รอฟันที่ $5,000 !! – InterGold

    ทองคำลับคมรอขึ้น รอฟันที่ $5,000 !! – InterGold

    ทองคำลับคมเตรียมขึ้น รอฟันที่ 5000$ เป็นอย่างน้อย  

    .

    ราคาทองคำมีโอกาสพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ จากปัจจัยสงครามและเศรษฐกิจโลก นักลงทุนควรเอาไงต่อดี ติดตามได้ใน บทความนี้?

    .
    ณ ตอนนี้ บอกได้เลยว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาเศรษฐกิจโลกยังคงรุนแรง โดยระดับ $5,000 ดอลลาร์เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ แต่ต้องอาศัยเวลาและปัจจัยสนับสนุนต่อเนื่อง

    .
    ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นต่อเนื่อง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้ผลักดันราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นมายืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงและกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจโลก เพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อระลอกใหม่ หลายประเทศเริ่มเผชิญ “บาดแผลทางเศรษฐกิจ” ที่อาจลุกลามเป็นวิกฤต ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อความขัดแย้งระดับโลกยิ่งทำให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น

    .

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือแนวโน้ม “De-dollarization” หรือการลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนความไม่มั่นใจต่อระบบการเงินหลักของโลก ควบคู่กับปัญหาเชิงโครงสร้างของสหรัฐฯ ที่เผชิญแรงกดดันจากหนี้สาธารณะจำนวนมาก แม้ตลาดคาดว่าเฟดอาจยังไม่ลดดอกเบี้ย แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูงกลับสะท้อนว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เมื่อความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรเริ่มสั่นคลอน เงินทุนจึงไหลเข้าสู่สินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ ซึ่งมีบทบาทเป็นแหล่งเก็บมูลค่าในระยะยาว

    .

    สำหรับตลาดทองคำในประเทศไทย แม้ราคาจะเคลื่อนไหวแบบ Sideway บริเวณ 72,000 บาท แต่ลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงช่วงสะสมมากกว่าการจบรอบขาขึ้น อีกทั้งตลาดได้ผ่านการลด Leverage ไปแล้ว ทำให้แรงขายรุนแรงเกิดขึ้นได้ยาก กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการทยอยสะสมอย่างมีวินัย โดยเฉพาะเมื่อราคาทองคำยังคงต่ำกว่า 4,850 ดอลลาร์ หรือทองไทยต่ำกว่า 73,300 บาท ซึ่งถือเป็นโซนต้นทุนที่ได้เปรียบ โดยไม่จำเป็นต้องรอจังหวะต่ำสุด แต่เน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อรอรอบขาขึ้นในอนาคต

    .

    ถามว่าราคาทองคำไทยตอนนี้ที่ 72,000 บาท น่าซื้อหรือยัง? บอกเลยว่าถือว่า เป็นโซนสะสมที่ดีสำหรับระยะยาว โดยเฉพาะนักลงทุนที่ทยอยซื้อแบบแบ่งไม้

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/aOTmVs0URYs

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-27-04-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UEG18b3qSkmMeOk3XR_nU

  • สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ทุบนักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาสแรกปี69 วูบ 2.43%

    สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ทุบนักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาสแรกปี69 วูบ 2.43%

    Loading…

    สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ทุบนักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาสแรกปี69 วูบ 2.43%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-243&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JKFZNsOdfQFMFJ5cCUPVd

  • OECD คาดศักยภาพเศรษฐกิจเกาหลีใต้จ่อทรุด แตะต่ำสุดที่ 1.52% ปลายปี 70 : อินโฟเควสท์

    OECD คาดศักยภาพเศรษฐกิจเกาหลีใต้จ่อทรุด แตะต่ำสุดที่ 1.52% ปลายปี 70 : อินโฟเควสท์

    องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่า ศักยภาพการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเกาหลีใต้ มีแนวโน้มลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.52% ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2570

    ข้อมูลล่าสุดของ OECD ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.92% ในปีก่อนหน้า และคาดว่าจะอยู่ที่ 1.71% ในปีนี้ ก่อนจะปรับลดลงต่อเนื่องในปีหน้า โดยมีแนวโน้มขยับลงสู่ระดับ 1.57%

    นอกจากนี้ OECD ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งเคยอยู่ในระดับ 3.63% และหากทิศทางดังกล่าวยังดำเนินต่อไป จะนับเป็นการชะลอตัวต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ปี

    ขณะเดียวกัน ช่องว่างด้านศักยภาพการเติบโตเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายกว้างขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2566 เกาหลีใต้มีอัตราการเติบโตศักยภาพต่ำกว่าสหรัฐฯ และส่วนต่างเพิ่มจาก 0.03 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็นคาดการณ์ที่ 0.38 จุดเปอร์เซ็นต์ในปีหน้า สะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ยังคงท้าทายเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในระยะยาว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588066&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20Av_-SizJ2i3jRudopso2

  • SCB ชี้ เศรษฐกิจไทย “เริ่มสะเทือนจริง” จากสงครามตะวันออกกลาง

    SCB ชี้ เศรษฐกิจไทย “เริ่มสะเทือนจริง” จากสงครามตะวันออกกลาง

    วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.01 น.

    ภาพใหญ่ตอนนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าแรงกระแทกไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตเพียง 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากภูมิรัฐศาสตร์ โดย “ผลกระทบเริ่มไหลเข้าทุกเส้นเลือดเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่เห็นสัญญาณชัดตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงทันที โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป ขณะที่ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นกำลังจะกลายเป็นแรงกดดันระยะยาว

    ฝั่งการค้า แม้ภาพรวมส่งออกยังดูดีจากอิเล็กทรอนิกส์และจังหวะเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ แต่การส่งออกไปตะวันออกกลางหดตัวแรง ขณะที่ “นำเข้าโตแรงกว่า” สะท้อนแรงกดดันต้นทุนที่กำลังสะสม และยังไม่รวมผลของราคาพลังงานที่มีแนวโน้มพุ่งขึ้นอีกในระยะถัดไป

    สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ “ความเชื่อมั่น” ที่กำลังทรุดลงแรง ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะมุมมอง 3 เดือนข้างหน้าที่ลดลงต่ำกว่าปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี — นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือสัญญาณว่า “คนเริ่มไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นง่าย” ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงจิตวิทยาที่อันตรายกว่าวิกฤตตัวเลข

    ในโลกความจริง แรงกดดันเริ่มปรากฏชัดในตลาดแรงงานและธุรกิจ อัตราว่างงานขยับขึ้น ธุรกิจเปิดใหม่ลดลง แต่ปิดกิจการเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าครองชีพยังมีแนวโน้มสูงขึ้นจากทั้งค่าไฟที่กำลังจะปรับขึ้น และต้นทุนพลังงานที่ยังสูงกว่าก่อนสงคราม ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่ม “ส่งผ่านต้นทุน” ไปยังผู้บริโภค

    ท่ามกลางแรงกดดันทั้งหมดนี้ “บทบาทของรัฐเริ่มชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” รัฐบาลใหม่เร่งออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจแบบครบเครื่อง ทั้งลดค่าครองชีพ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อุดหนุนพลังงานเฉพาะกลุ่ม ไปจนถึงการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส” พร้อมกับการปรับแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางนโยบาย

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลพยายามสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบ “4T” ที่เน้นทั้งการแก้เกมระยะสั้นและยกเครื่องเศรษฐกิจระยะยาว ตั้งแต่เศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล กฎระเบียบ ทักษะแรงงาน ไปจนถึงความร่วมมือรัฐ-เอกชน โดยตั้งเป้ายกระดับการลงทุนทั้งประเทศสู่ 30% และดัน GDP ให้กลับไปเกิน 3% ในอนาคตแต่เกมนี้ไม่ได้ง่าย เพราะมีสัญญาณชัดว่า “รัฐอาจต้องใช้เงินมากขึ้น” ทั้งการขยายเพดานหนี้หรือออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งแม้จะช่วยประคองเศรษฐกิจ แต่ก็เพิ่มแรงกดดันด้านเสถียรภาพการคลังในระยะยาว

    ด้านเครดิตประเทศ Moody’s คงอันดับไทยที่ Baa1 พร้อมปรับมุมมองเป็น Stable สะท้อนว่าภาพรวมยัง “ไม่แย่ถึงขั้นวิกฤต” แต่ก็ยังเปราะบาง โดยจุดแข็งของไทยยังอยู่ที่เสถียรภาพต่างประเทศและความสามารถชำระหนี้ ขณะที่สายตาตลาดยังจับจ้องการประเมินของ Fitch Ratings อย่างใกล้ชิด หลังเคยปรับมุมมองเป็น Negative ไปก่อนหน้า

    ในฝั่งนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย มีแนวโน้ม “ตั้งรับมากกว่ารุก” โดยคาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 1% และใช้แนวทาง wait-and-see เพราะเศรษฐกิจยังเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังไม่ถึงจุดที่ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยทันที และเงินบาทที่อ่อนลงกลับช่วยพยุงภาคส่งออกบางส่วน

    เมื่อมองออกไปนอกประเทศ ภาพยิ่งชัดว่าโลกกำลังชะลอ เศรษฐกิจโลกปี 2569 คาดโตเพียง 2.5% จากผลของสงครามที่ดันต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบขึ้น สหรัฐฯ เริ่มชะลอตามตลาดแรงงาน ยูโรโซนยังเปราะบาง จีนโตช้าจากดีมานด์ในประเทศ ส่วนญี่ปุ่นเริ่มเห็นแรงกดดันด้านต้นทุนในระยะถัดไปและสิ่งที่น่าจับตาคือ “Policy Space ทั่วโลกกำลังแคบลง” ธนาคารกลางหลายแห่งมีข้อจำกัดในการใช้นโยบายมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐทั่วโลกต้องแบกรับภาระอุดหนุนพลังงานบนหนี้ที่สูงอยู่แล้ว

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/960977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cnYPOSKNEgyhvcmRbi1Ou

  • เศรษฐกิจไทยสะเทือนแรง! พิษสงครามตะวันออกกลางฉุดโตเหลือ 1.4% รัฐเร่งอัดงบพยุง เกมครึ่งปีหลังยังเสี่ยงหนัก

    เศรษฐกิจไทยสะเทือนแรง! พิษสงครามตะวันออกกลางฉุดโตเหลือ 1.4% รัฐเร่งอัดงบพยุง เกมครึ่งปีหลังยังเสี่ยงหนัก

    เศรษฐกิจไทยสะเทือนแรง! พิษสงครามตะวันออกกลางฉุดโตเหลือ 1.4% รัฐเร่งอัดงบพยุง เกมครึ่งปีหลังยังเสี่ยงหนัก

    SCB EIC คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น บทบาทนโยบายการคลังชัดขึ้นในการประคองเศรษฐกิจ

    ข้อมูลล่าสุดพบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในต้นเดือน เม.ย. ลดลงชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป 

    นักท่องเที่ยวในภาพรวมมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้น ด้านมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวสูง แต่ภาพรวมยังโตดีจากอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงที่กำแพงภาษีลดลงมาก อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงกว่ามาก แม้ยังไม่สะท้อนมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นกว่าปกติในด้านราคา

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับลดลงมาก โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงแรง และต่ำกว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเปราะบาง 

    ตลาดแรงงานและภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ลดลง ขณะที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการเร่งตัว ด้านค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันในประเทศจะเริ่มทยอยปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม

    ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีแผนปรับขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. และปลายปีจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับขึ้นราคาแล้วหรือมีแผนจะดำเนินการในระยะถัดไป

    รัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบและเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ครอบคลุมการลดค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอุดหนุนราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่ม และโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส)” ควบคู่กับการปรับแผนจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 เพื่อเลี่ยงความล่าช้า

    รัฐบาลยังสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบนโยบาย “4T” สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล การปรับปรุงกฎเกณฑ์ล้าสมัย

    การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศเป็น 30% และยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ GDP สูงกว่า 3% ทั้งนี้รัฐบาลส่งสัญญาณอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะและออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูง

    ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของไทยปรับลดลง หลัง Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น Stable เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง แนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น และความผันผวนทางการเมืองที่คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน 

    ภาครัฐยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และเสถียรภาพการเงินภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง เปิดโอกาสให้ไทยเดินหน้านโยบายปฏิรูปการคลังและเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป

    อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังต้องติดตามมุมมองของ Fitch ซึ่งได้ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปี 2568 อย่างใกล้ชิด

    กนง. จะใช้วิธี Wait-and-see รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า

    SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย.นี้ และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy space

    โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง 

    ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว 

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและคุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง 

    เศรษฐกิจโลกชะลอ นโยบายการเงินการคลังทั่วโลกถูกจำกัด

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.9% ในปี 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง เศรษฐกิจยูโรโซน ชะลอลงจากภาคการผลิต แม้ผลกระทบจะยังจำกัดกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 เศรษฐกิจจีน ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีความมั่นคงทางพลังงานสูง แต่ยังมีแนวโน้มชะลอลงจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา เศรษฐกิจญี่ปุ่น ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบอาจเริ่มกดดันภาคการผลิตในระยะถัดไป

    นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้นจากราคาพลังงานที่เร่งตัวและเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในช่วงปลายปี 2569 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง

    ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ขึ้นกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น

    นโยบายการคลังของหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น จากการใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/741560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J2bCjHMzDOvyC4IKE6tLt

  • เอกนิติ ชูยุทธศาสตร์ 4T พลิกโฉมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    เอกนิติ ชูยุทธศาสตร์ 4T พลิกโฉมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    เอกนิติ ชูยุทธศาสตร์ 4T พลิกโฉมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงาน International Public Procurement Conference 2026  โดยกรมบัญชีกลาง เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับ World Bank, Asian Development Bank และพันธมิตรระดับภูมิภาค ว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การใช้จ่ายภาครัฐซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 10-12% ของ GDP โลก และบางประเทศสูงถึง 20% สามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจได้โดยตรง จึงต้องยกระดับการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นกลไกสร้างความมั่นคงและการเติบโตระยะยาว

    โดยไทยได้กำหนดทิศทางนโยบายผ่านแนวคิด  “4T” เพื่อพลิกโฉมระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จากบทบาทเชิงบริหารสู่ “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับโครงสร้างประเทศอย่างยั่งยืน

    “การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไม่ได้เป็นเพียงการจัดหาสินค้าหรือบริการอีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการยกระดับบทบาทงบประมาณภาครัฐ จากเดิมที่เป็นเพียงภารกิจเชิงบริหาร สู่การเป็น เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่สามารถใช้เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจ และผลักดันการปฏิรูปประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว”

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดแนวทาง “4T Approach” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ได้แก่
    1.Target มุ่งเป้าไปยังภาคส่วนที่สร้างผลกระทบสูง เช่น SMEs ชุมชน และกลุ่มเปราะบาง
    2.Transition สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน
    3.Transformation ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านการพัฒนาทักษะแรงงานและสร้างอุตสาหกรรมใหม่
    4.Together สร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และภาคสังคม

    ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลวาง 3 เสาหลักขับเคลื่อน ได้แก่ Digital Procurement พัฒนาระบบ e-GP และการใช้ข้อมูล เพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพ
    Clean Procurement คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว Innovation Procurement เน้นผลลัพธ์ เปิดทางเทคโนโลยีใหม่และสตาร์ทอัพ

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันการมีส่วนร่วมของ SMEs ซึ่งเป็น กระดูกสันหลังเศรษฐกิจ โดยในปี 2025 สัดส่วนการเข้าร่วมจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ควบคู่การเชื่อมระบบ e-GP กับแหล่ง และนโยบาย Made in Thailand เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย

    นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างยุคใหม่ต้องมุ่งการสร้างคุณค่า มากกว่าการประหยัดงบประมาณ ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมเชิญชวนความร่วมมือระหว่างประเทศในการยกระดับมาตรฐานและความโปร่งใส เพราะไม่มีประเทศใดสามารถพัฒนาระบบนี้ได้อย่างสมบูรณ์เพียงลำพัง

    นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทยถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ โดยคิดเป็น 10% ของ GDP พร้อมเร่งปฏิรูปกฎหมายและพัฒนาระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) แบบครบวงจร ตลอดจนเดินหน้าสนับสนุนมาตรการต่าง ๆ ได้แก่ การส่งเสริมผู้ประกอบการ SME และสินค้า “Made in Thailand” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศ นอกจากนี้กรมบัญชีกลางยังมีนโยบายที่จะส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวเพื่อมุ่งสร้างอุปสงค์สินค้าที่เป็นมิตร
    ต่อสิ่งแวดล้อม และลดต้นทุนประเทศในระยะยาว รวมถึงยกระดับความโปร่งใสผ่านโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Infrastructure Transparency Initiative: CoST) และโครงการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) เพื่อปฏิรูปการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสู่สาธารณชน อย่างไรก็ดีกรมบัญชีกลางตั้งเป้าที่จะใช้ระบบดิจิทัลอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสู่มาตรฐานสากลภายใน 5 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw032IBm3w_pARpQiBUVjQCc

  • ‘เอกนิติ’ ชง ครม.เศรษฐกิจสัปดาห์หน้า สรุปแหล่งเงินไทยช่วยไทยพลัส-เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ‘เอกนิติ’ ชง ครม.เศรษฐกิจสัปดาห์หน้า สรุปแหล่งเงินไทยช่วยไทยพลัส-เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในส่วนที่รัฐบาลจะช่วยค่าใช้จ่ายประชาชน รวมทั้งการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มจากที่ปัจจุบันช่วยเหลือเพิ่มคนละ 100 บาท ว่าในเรื่องนี้จะต้องรอความชัดเจนในเรื่องของแหล่งเงินงบประมาณก่อน

    โดยแหล่งเงินที่จะนำมาใช้นั้นตอนนี้รัฐบาลมีแนวทางจะมีการดึงเงินคืนจากหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายล่าช้าหรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณตามขั้นตอนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ

    ซึ่ง กรมบัญชีกลาง ได้กำหนดเส้นตายในวันที่ 30 เมษายน เพื่อพิจารณาประสิทธิภาพการเบิกจ่าย และสรุปแหล่งเงินทุนที่ชัดเจน ซึ่งนอกจากการออก พ.ร.บ.โอนแล้วรัฐบาลจะพิจารณาแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม

    “ได้กำหนดเส้นตายใน วันที่ 30 เม.ย. นี้ เพื่อตัดรายจ่ายที่ล่าช้า เพื่อสรุปความชัดเจนของแหล่งเงินทุน โดยอาจพิจารณาดำเนินการในรูปแบบของ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย ตามความเหมาะสมของวงเงินและจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ต่อไป รวมทั้งการเพิ่มในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องดูแหล่งเงินด้วยเช่นกัน”นายเอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231323&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LgZTgau_DHBqi2ikrpBjX

  • หุ้นแกว่งไซด์เวย์ ลุ้นเก็งกำไรกลุ่มชิ้นส่วนฯสู้สงคราม ตอ.กลาง จับตา ครม.เศรษฐกิจ

    หุ้นแกว่งไซด์เวย์ ลุ้นเก็งกำไรกลุ่มชิ้นส่วนฯสู้สงคราม ตอ.กลาง จับตา ครม.เศรษฐกิจ


    นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีเคลื่อนไหว Sideways โดยภาพรวมการลงทุนยังคงถูกกดดันจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่มีพัฒนาการในเชิงบวก อย่างไรก็ตาม พบว่ามีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยหากไม่นับรวมปัจจัยสงคราม ตลาดยังความสำคัญกับหุ้นกลุ่มเทคฯและเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก

    สำหรับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในประเทศ แม้ DELTA จะยังเคลื่อนไหวได้ไม่มากนักเนื่องจากติดเกณฑ์ Cash Balance แต่คาดจะมีแรงซื้อในหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน อาทิ HANA KCE CCET

    ขณะที่ปัจจัยในประเทศที่น่าจับตาในวันนี้ คือ การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณามาตรการไทยช่วยไทย Plus โดยหากที่ประชุมมีมติเห็นชอบในวันนี้ ก็จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ชุดใหญ่ในวันพรุ่งนี้ต่อไป

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ยังคงแนะนำให้เป็นการลงทุนแบบ Selective โดยเน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ผลประกอบการดี และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามอย่างจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/stockmarket/detail/9690000039366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ybpQ6jaV1JEzFiz6YtaSs

  • ปุ๋ยโลกขาลง ดีลรัสเซียส่อสะดุด รัฐงัดราคากลางคุมทั่วประเทศ

    ปุ๋ยโลกขาลง ดีลรัสเซียส่อสะดุด รัฐงัดราคากลางคุมทั่วประเทศ

    ปุ๋ยโลกขาลง ดีลรัสเซียส่อสะดุด รัฐงัดราคากลางคุมทั่วประเทศ

    ปุ๋ยโลกขาลง ดีลรัสเซียส่อสะดุด รัฐงัดราคากลางคุมทั่วประเทศ

    ตลาดล่วงหน้า Chicago Mercantile Exchange รายงานข้อมูล ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 ระบุว่า ราคาปุ๋ยยูเรียชนิดเม็ด (Urea Granular) แบบ FOB US Gulf ปรับลดลงต่อเนื่อง โดยราคาส่งมอบเดือนเมษายนอยู่ที่ 713 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ลดลงเหลือ 705 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันในเดือนพฤษภาคม และ 680 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันในเดือนมิถุนายน ส่งสัญญาณอ่อนตัวต่อเนื่อง หลังแรงกดดันด้านอุปทานเพิ่มขึ้นจากการกลับมาผลิตเต็มกำลังของโรงงานในตะวันออกกลาง ประกอบกับจีนอาจจะผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออก (สิ้นสุดเดือนเมษายน 2569) ขณะที่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง หนุนราคาปุ๋ยในตลาดโลกลดลงตาม

    ปุ๋ยโลกขาลง ดีลรัสเซียส่อสะดุด รัฐงัดราคากลางคุมทั่วประเทศ

    นางสาววรัญญา บุญวิวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงการเจรจาจัดซื้อปุ๋ยระหว่างเอกชนไทยกับเอกชนรัสเซียภายใต้การดีลของรัฐบาลว่า ฝ่ายไทยมีความเสี่ยงสูง โดยเงื่อนไขที่เสนอให้ไทยต้องสั่งซื้อปริมาณ 200,000-250,000 ตัน ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ถือว่าไม่สอดคล้องฤดูการผลิต เนื่องจากสินค้าจะมาถึงไทยราวเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูเพาะปลูก ประเด็นสำคัญอยู่ที่เงื่อนไขการชำระเงิน รัสเซียกำหนดให้ผู้ซื้อไทยต้องชำระเงินสดล่วงหน้าตั้งแต่สินค้ายังอยู่ต้นทาง ต่างจากรูปแบบการค้าปกติที่จ่ายเมื่อเรือถึงท่าเรือปลายทาง เช่น เกาะสีชัง ส่งผลให้เอกชนต้องแบกรับภาระเงินทุนล่วงหน้า 3-4 เดือน ทั้งที่ยังไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพสินค้าได้

    “เมื่อคำนวณการนำเข้าปุ๋ยเรือ 1 ลำ ขนาด 25,000 ตัน ปัจจุบันต้องใช้เงินสูงถึงประมาณ 1,500 ล้านบาท จากเดิมราว 750 ล้านบาท เนื่องจากราคาปุ๋ยและค่าขนส่งรวมอยู่ที่ประมาณ 970-980 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน สร้างแรงกดดันด้านสภาพคล่องให้ภาคเอกชนอย่างมาก รวมทั้งยังมีบทเรียนราคาแพงในอดีต เมื่อราคาปุ๋ยเคยพุ่งแตะระดับ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ก่อนร่วงลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียง 300 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันภายในระยะเวลาไม่นาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับสต็อกขาดทุนยาวนานกว่า 4 ปี  ทำให้ปัจจุบันเมื่อราคาที่รัสเซียเสนอเข้าใกล้ระดับดังกล่าว ผู้ประกอบการจึงชะลอการตัดสินใจเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง”

    ปุ๋ยโลกขาลง ดีลรัสเซียส่อสะดุด รัฐงัดราคากลางคุมทั่วประเทศ

    อย่างไรก็ดีทางสมาคมฯ เสนอให้ภาครัฐปรับยุทธศาสตร์ไปเจรจาซื้อปุ๋ยกับประเทศในอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และเวียดนาม ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านระยะทางขนส่งที่ใกล้กว่า ลดระยะเวลาขนส่ง และไม่มีเงื่อนไขการชำระเงินที่ซับซ้อน อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงปุ๋ยจับตัวเป็นก้อน (Caking) จากการขนส่งระยะไกล 45-90 วันจากรัสเซีย

    นางสาววรัญญา  กล่าวอีกว่า  ในภาพรวมปุ๋ยในประเทศไม่ขาดแคลนแต่ราคาแพงขึ้น อาจจะมีไม่พอแค่ในช่วงที่ความต้องการใช้พุ่งสูงขึ้นพร้อมกันเท่านั้น ถ้าตนเป็นรัฐบาล จะไปเจรจากับ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือบรูไน แทน เพราะไม่มีเงื่อนไขยุ่งยากและระยะทางใกล้กว่ามาก หรือแม้แต่เวียดนามที่มีโรงงานร่วมทุนกับจีนก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

    ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้หารือเครือข่ายผู้ผลิต–ผู้ค้าปุ๋ย ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีและมาตรการช่วยเกษตรกร โดยที่ประชุม 22 เม.ย.69 เห็นชอบประกาศ “ราคาแนะนำปุ๋ยรายจังหวัด” ทุกสัปดาห์ เริ่มสัปดาห์หน้า ผ่านเว็บไซต์กรมฯ ครอบคลุมสูตรหลัก เช่น 46-0-0, 21-0-0 และ 15-15-15 คำนวณจากราคาต้นทางบวกค่าขนส่งถึงอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัด ใช้เป็นแนวทางกำกับราคาในพื้นที่ แก้ปัญหาส่วนต่างราคาจากโรงงานถึงร้านค้าปลีก

    พร้อมกำหนดสูตรคำนวณราคาอำเภอรอบนอกตามระยะทาง ป้องกันราคาพุ่งและการกักตุน ด้านการลดต้นทุนเกษตรกร จะเดินหน้าโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” จัดสูตรให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ และขอความร่วมมือผู้ผลิตจัดสรรแม่ปุ๋ย–ปุ๋ยสำเร็จรูปในราคาถูกลง ขณะที่สต็อกปุ๋ยล่าสุดจาก 48 ใน 54 บริษัท อยู่ที่ราว 9.2 แสนตัน ครอบคลุมทุกสูตร

    หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,195 วันที่ 26 – 29 เมษายน พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/657591&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X7SOj31rQku3qmS1ONbmP

  • เทียบชัดๆ “ไทยช่วยไทยพลัส vs คนละครึ่งพลัส” เหมือนและแตกต่างอย่างไร ชาวบ้านได้มากแค่ไหน | เดลินิวส์

    เทียบชัดๆ “ไทยช่วยไทยพลัส vs คนละครึ่งพลัส” เหมือนและแตกต่างอย่างไร ชาวบ้านได้มากแค่ไหน | เดลินิวส์

    หลังจากมีกระแสข่าวการปรับโฉมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจยอดฮิตอย่าง “คนละครึ่ง” มาเป็นชื่อใหม่ไฉไลกว่าเดิมในชื่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่เตรียมจะเปิดให้ลงทะเบียนกันในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ ทำเอาหลายคนสงสัยว่านอกจากชื่อที่เปลี่ยนไปแล้ว ไส้ในของโครงการมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร รัฐจะช่วยจ่ายเยอะขึ้นไหม หรือเงื่อนไขจะยุ่งยากกว่าเดิมหรือเปล่า วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกข้อแตกต่างระหว่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” เวอร์ชั่นล่าสุด กับ “คนละครึ่งพลัส” ในช่วงที่ผ่านมาแบบหมัดต่อหมัด

    สัดส่วนการใช้จ่าย: รัฐเปย์เพิ่ม ประชาชนจ่ายน้อยลง?

    นี่คือไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ดูมีความเป็น “พลัส” มากขึ้นกว่าเดิม

    • ไทยช่วยไทยพลัส (2569): เบื้องต้นมีการเสนอปรับสัดส่วนจากเดิมที่เคยช่วยกันจ่ายคนละครึ่ง เป็น รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% (จากสูตรเดิม 50:50) ซึ่งถือว่าเป็นการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    • คนละครึ่งพลัส (เดิม): ยึดโมเดลคลาสสิกคือ 50:50 รัฐช่วยครึ่งหนึ่ง ประชาชนจ่ายเองอีกครึ่งหนึ่งมาโดยตลอด

    วงเงินช่วยเหลือและระยะเวลา: แจกหนัก จัดเต็ม 4 เดือน

    • ไทยช่วยไทยพลัส (2569): คาดการณ์วงเงินรวมอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาท โดยจะแบ่งจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 4 เดือน เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายที่สม่ำเสมอและไม่กระจุกตัว
    • คนละครึ่งพลัส (เดิม): ในระยะหลังๆ วงเงินมักจะอยู่ที่ประมาณ 800-2,400 บาทต่อเฟส และมีระยะเวลาใช้จ่ายที่สั้นกว่า หรืออาจจะเป็นการเติมเงินเข้าก้อนเดียวแล้วให้บริหารจัดการเองภายในเวลาที่กำหนด

    การลงทะเบียนและกลุ่มเป้าหมาย: ใครมีสิทธิบ้าง?

    • ความเหมือน: ทั้งสองโครงการยังคงใช้หัวใจหลักอย่างแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เป็นช่องทางหลักในการลงทะเบียนและใช้สิทธิ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยอยู่แล้ว
    • ความต่าง: “ไทยช่วยไทยพลัส” ในรอบนี้ตั้งเป้าครอบคลุมประชาชนประมาณ 20-30 ล้านคน โดยเน้นไปที่กลุ่มที่ไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ความพิเศษคือมีการออกแบบให้ระบบเชื่อมโยงกับกลุ่มเปราะบางได้ “ไร้รอยต่อ” มากขึ้น เพื่อให้การกระจายเม็ดเงินทั่วถึงทุกกลุ่ม โดยจะเริ่มลงทะเบียนเดือน พ.ค. และเริ่มใช้จ่ายจริง 1 มิ.ย. 69

    ร้านค้าที่เข้าร่วม: เปิดกว้างสู่ “สตรีทฟู้ด” และ “ร้านธงฟ้า”

    • ไทยช่วยไทยพลัส (2569): นอกเหนือจากร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และหาบเร่แผงลอยตามปกติแล้ว โครงการใหม่นี้จะเน้นการเชื่อมโยงกับร้านค้าในเครือข่าย “ร้านธงฟ้า” และร้านค้าชุมชนมากขึ้น เพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถนำวงเงินพิเศษมาสแกนจ่ายได้กว้างขวางขึ้น ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในร้านเฉพาะกลุ่ม
    • คนละครึ่งพลัส (เดิม): เน้นที่ร้านค้ารายย่อยที่ลงทะเบียนผ่านแอปถุงเงินเป็นหลัก ซึ่งครอบคลุมทั่วประเทศอยู่แล้ว แต่การใช้งานสำหรับกลุ่มบัตรสวัสดิการฯ ในช่วงก่อนหน้าอาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของจุดที่สแกนจ่ายได้บางประการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5813721/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZCuEFPM-G7LTclplD30Tp