Category: เศรษฐกิจ

  • สัญญาณบวกเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ ชี้ มูดี้ส์ มองไทย น่าลงทุน หนุน FDI ไหลเข้า

    สัญญาณบวกเศรษฐกิจ ‘อนุทิน’ ชี้ มูดี้ส์ มองไทย น่าลงทุน หนุน FDI ไหลเข้า

    วันนี้ (6 พฤษภาคม) เวลา 18.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังหารือกับเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงกรณีบริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ออกรายงานระบุว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีกันชน (Buffer) รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้เข้มแข็งที่สุดในโลกว่า ถือเป็นข่าวดีต่อเนื่อง หลังจากมูดี้ส์ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบ (Negative) เป็นมีเสถียรภาพและน่าลงทุน

    อนุทินกล่าวว่า ปัจจัยดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยมูดี้ส์ไม่ได้พิจารณาเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่รวมถึงหลายมิติ เช่น การอำนวยความสะดวก ความโปร่งใส ความรวดเร็วในการดำเนินงาน และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

    เมื่อถามว่า มูดี้ส์แนะนำให้ไทยสนับสนุนการลงทุนเพิ่มเติมหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอส่งเสริมการลงทุนกว่า 9 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย จากการวางรากฐานและการสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีโลก โดยเป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว

    “ต้องขอขอบคุณประชาชนทุกคน เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนไทยต้องช่วยกันสนับสนุน ไม่ใช่เพียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยอคติ สิ่งที่ถูกวิจารณ์ในอดีต วันนี้ถูกพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงจากการจัดอันดับของสถาบันระดับโลก ซึ่งไม่มีใครสามารถวิ่งเต้นได้ ทุกอย่างต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้” อนุทินกล่าว

    เมื่อถามถึงข้อกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับไฟฟ้าสะอาดและสาธารณูปโภคพื้นฐาน อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลเตรียมดำเนินการเป็นระยะ เพื่อเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสีเขียว รองรับการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดาต้าเซนเตอร์ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง

    ทั้งนี้ แนวโน้มของประเทศจะลดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาล ภายใต้กลยุทธ์ 5T ได้แก่ Targeted, Transition, Transform, Transparency และ Together ที่เอกนิติวางไว้เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-moodys-thailand-investment-fdi/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jSNBoF_dvpY-9CyILV7Sw

  • ‘นวัตกรรมจีน’ ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

    ‘นวัตกรรมจีน’ ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

    ปักกิ่ง, 5 พ.ค. ซินหัว รายงานว่า — จีนกำลังเสริมสร้างบทบาทของตนในการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ผ่านพัฒนาคุณภาพสูงด้วยการใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการประชุมไชน่า ดีเวลลอปเมนต์ ฟอรัม 2026 (China Development Forum 2026) เจ้าหน้าที่จีนเน้นย้ำว่านวัตกรรมทางอุตสาหกรรมของจีนได้สร้างผลกระทบเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ และมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจโลกมีความหลากหลายและคึกคักยิ่งขึ้น

    ศักยภาพด้านนวัตกรรมของจีนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล โดยล่าสุดได้รับการจัดให้อยู่ใน 10 อันดับแรกของโลกจากการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) ประจำปี 2025 ความสำเร็จนี้ได้รับการสนับสนุนจากการทุ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) มหาศาล ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 3.92 ล้านล้านหยวน (ราว 18.7 ล้านล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ระบุว่า การลงทุนดังกล่าวช่วยสนับสนุนการยกระดับเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมแบบต่อเนื่อง และสร้างโอกาสในการค้นพบเทคโนโลยีล้ำสมัยในระดับพรมแดนความรู้ใหม่

    ความก้าวหน้าในทางปฏิบัติเห็นได้ชัดอย่างยิ่งในภาคส่วนเฉพาะทาง เช่น เทคโนโลยีชีวภาพทางทะเลในเมืองชิงเต่า มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน ที่วิสาหกิจในท้องถิ่นประสบความสำเร็จในการพัฒนาโซเดียมอัลจิเนตความบริสุทธิ์สูงพิเศษ (Ultra-pure sodium alginate) ซึ่งเป็นวัสดุสำคัญสำหรับเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อมและวิศวกรรมเนื้อเยื่อ นอกจากนี้การสร้างมาตรฐานสำหรับการฝังวัสดุในร่างกายเพื่อรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวและเนื้องอก ทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตวัสดุทางการแพทย์ระดับสูงชั้นนำของโลก

    ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการปรับโฉมภาคเกษตรกรรมผ่านการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการสร้างแบบจำลองข้อมูลยีน เครื่องมือเหล่านี้ช่วยเร่งวงจรการปรับปรุงพันธุ์พืชและระบุลักษณะเด่นของพืชผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าความเป็นผู้นำของจีนด้านการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากจีนยังคงผลิตผลงานทางวิชาการคุณภาพสูงในสาขานี้อย่างต่อเนื่อง

    บริษัทการเกษตรของจีนกำลังขยายขอบเขตการดำเนินงานด้วยการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และด้วยการจัดตั้งศูนย์วิจัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการริเริ่มเหล่านี้มีส่วนช่วยโดยตรงต่อการพัฒนากระบวนการเกษตรสมัยใหม่ในประเทศพันธมิตร

    นอกเหนือจากภาคการเกษตรแล้ว เทคโนโลยีของจีนยังปรากฏให้เห็นทั่วโลกผ่านระบบรถไฟความเร็วสูง เครือข่ายโทรคมนาคมขั้นสูง และบริการดาวเทียมในทวีปต่างๆ

    จีนยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างประเทศเป็นอันดับต้นๆ โดยรัฐบาลจีนให้คำมั่นที่จะเปิดโอกาสให้บรรดานักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและโครงการวิจัยหลักๆ ของจีนเพิ่มยิ่งขึ้น
    ทั้งนี้ เมื่อสิ้นปี 2025 จีนได้สร้างความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับประเทศต่างๆ มากกว่า 160 ประเทศ และเข้าร่วมในองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมาก เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมการวิจัยแบบร่วมมือกัน

    จีนมุ่งส่งเสริมการแบ่งปันผลลัพธ์ของนวัตกรรมไปสู่โลก ผ่านปรัชญาการเปิดกว้าง และการพานวัตกรรมจากห้องปฏิบัติการออกไปสู่ตลาดโลกจะช่วยสนับสนุนการกำกับดูแลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น จีนคาดว่าความร่วมมือเช่นนี้จะช่วยรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว และมอบผลประโยชน์แก่ประชาคมระหว่างประเทศอย่างทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/71386&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sNK1hdbq7pMmv4PfBtrSz

  • ธงฟ้าลุยโก-ลก ลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้คึกคัก | TOPNEWS

    ธงฟ้าลุยโก-ลก ลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้คึกคัก | TOPNEWS

    วันที่ 6 พ.ค. 2569 ณ บริเวณลานคนเดินสนามกีฬามหาราช อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 10 หมวด 1,000 รายการ ลดสูงสุดร้อยละ 60 ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวขาว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด และสินค้าขาดแคลน มาจำหน่ายภายในงาน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนลดค่าครองชีพให้กับประชาชนจากสภาพเศรษฐกิจจากผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ และเป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน

    โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 ถึง 8 พฤษภาคม 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น ท่ามกลางความสนใจของประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียงที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคัก

    ด้านนายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เราะมีการจัดงานงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคทั่วประเทศ 12 ครั้ง อ.สุไหงโก-ลก ถือว่าได้รับโอกาสที่กระทรวงพาณิชย์ได้เลือกเป็นอำเภอผู้แทนของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยลดค่าครองชีพ ภายใต้นโยบายรัฐบาลไทยช่วยไทย สินค้าราคาประหยัดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน มาลดราคามาจำหน่ายในราคาพิเศษ ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ อ.สุไหงโก-ลกและอำเภอใกล้เคียง ได้มาจับจ่ายใช้สอยสินค้าราคาพิเศษ

    กรียา เต๊ะตานี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นราธิวาส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1567311&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hqwD_kSlrjtuzTKm5Rldn

  • “มูดี้ส์” การันตี! ไทยเจ๋งจริง ยึดเบอร์ต้นตลาดเกิดใหม่ สู้ศึกวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    “มูดี้ส์” การันตี! ไทยเจ๋งจริง ยึดเบอร์ต้นตลาดเกิดใหม่ สู้ศึกวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145887&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-tSfaS_H6frvpb0_Cuh8K

  • กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์

    กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์

    กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์ “5 Must” ปักหมุดสามย่านมิตรทาวน์ ดึงเสน่ห์เมืองริมโขงกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว


    6/05/2569 | 33 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์ “5 Must” ปักหมุดสามย่านมิตรทาวน์ ดึงเสน่ห์เมืองริมโขงกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ บริเวณลาน PO1 และ PO3 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must (Visit, Eat, Shop, Mu, Rest) โดยมีว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ประธานกรรมการมูลนิธิ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ดร.มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 2 นายชาญชัย คำจำปา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 4 นายธนพัต ทีฆธนานนท์ กรรมการหอการค้าไทย และประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 พร้อมด้วย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารส่วนราชการจังหวัดนครพนม ผู้บริหารภาคเอกชน ผู้แทนภาคีเครือข่าย ผู้ประกอบการ OTOP นักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าร่วมงานฯ อย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาแบรนด์และสร้างการรับรู้อัตลักษณ์ที่โดดเด่นของจังหวัดนครพนมสู่ระดับสากล

    กรมการพัฒนาชุมชน ได้กำหนดดำเนินโครงการนี้โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษาและกำหนดแนวทางการพัฒนาแบรนด์ รวมถึงกลยุทธ์การใช้อัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนม ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ให้มีความชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการจัดงานมหกรรมเผยแพร่อัตลักษณ์เมืองนครพนม ครั้งที่ 2 โดยมุ่งเน้นการใช้สื่อประชาสัมพันธ์และกลยุทธ์การสื่อสารที่ทันสมัยเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างผ่านการจัดนิทรรศการทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดนครพนม ภายใต้แนวคิดทางการตลาด 5 Must ซึ่งประกอบด้วย Visit (ต้องไปเที่ยว), Eat (ต้องไปกิน), Shop (ต้องไปช้อป), Mu (ต้องไปมู) และ Rest (ต้องไปพัก) เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตและมนต์เสน่ห์ของจังหวัดนครพนมมากยิ่งขึ้น

    สำหรับการจัดงานมหกรรมในครั้งนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการอัตลักษณ์เมืองนครพนม การแสดงศิลปวัฒนธรรมประจำท้องถิ่น และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีความโดดเด่น ซึ่งคาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นให้มีความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับแบรนด์จังหวัดนครพนมให้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญทางการท่องเที่ยวที่สะท้อนถึง DNA ของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

    #นครพนม

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/359308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18KBUpVS3yl-3FoBvHAvKJ

  • สัญญาณบวก! มูดี้ส์ยก ไทย เป็นประเทศรับมือภาวะเศรษฐกิจโลกได้ดี

    สัญญาณบวก! มูดี้ส์ยก ไทย เป็นประเทศรับมือภาวะเศรษฐกิจโลกได้ดี

    สัญญาณบวก! มูดี้ส์ยก ไทย เป็นประเทศรับมือภาวะเศรษฐกิจโลกได้ดี

    วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.34 น.

    มูดี้ส์ เรทติ้งส์ เผยรายงานล่าสุด ระบุว่า ประเทศไทย เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีความพร้อมสูงในการรับมือกับภาวะช็อกจากเศรษฐกิจโลกในอนาคต ร่วมกับอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก

    รายงานระบุว่า ไทยแสดงให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ” อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ตลาดโลกเผชิญความตึงเครียด โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 4 ด้าน

    ประการแรก คือกรอบนโยบายเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะบทบาทของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ได้รับความเชื่อมั่นด้านความน่าเชื่อถือ สามารถบริหารจัดการเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยได้อย่างมีเสถียรภาพ

    ประการที่สอง คือการคาดการณ์เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับมั่นคง ส่งผลให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นว่าเงินเฟ้อจะถูกควบคุมได้ ลดโอกาสเกิดความตื่นตระหนกในช่วงวิกฤต

    ประการที่สาม คืออัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น โดยค่าเงินบาทสามารถปรับตัวตามสถานการณ์ เพื่อช่วยดูดซับแรงกระแทกจากภายนอก โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการทางการเงินที่รุนแรง

    และประการสุดท้าย คือความสามารถในการปรับตัวของตลาด โดยไทยสามารถรับมือความผันผวนผ่านกลไกราคา ไม่ว่าจะเป็นค่าเงิน ผลตอบแทนพันธบัตร หรือราคาหุ้น โดยยังคงรักษาการเข้าถึงตลาดทุนได้อย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ มูดี้ส์ เรทติ้งส์ ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” พร้อมคงอันดับเครดิตที่ระดับ Baa1 เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา สะท้อนถึงสมดุลความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในระยะข้างหน้า

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/962887&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SmP3yQFqWAndXYmCqXr28

  • เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยาแก้ปวดเศรษฐกิจ เดิมพันอนาคตชาติ

    เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยาแก้ปวดเศรษฐกิจ เดิมพันอนาคตชาติ

    เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยาแก้ปวดเศรษฐกิจ เดิมพันอนาคตชาติ

    *** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,198 ระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค.2569 โดย …กาแฟขม

    ***  ครม.ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีระกูล ตัดสินใจกดปุ่มเดินหน้าออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยเหตุผลสุดคลาสสิก แก้ “วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง” และ “ค่าครองชีพประชาชน” ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ การกู้รอบนี้ผลักดันให้ยอดหนี้สาธาณะวิ่งไปที่ 69% แทบชนเพดาน 70% ที่ขยายกันเอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่ไม่ใช่ประเด็นถกเถียงสำคัญ จะกู้เท่าไร ชนเพดานหรือไม่ แต่จะใช้เงินอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่างหาก ที่ผู้คุมเกมอย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ต้องรอบคอบ ไม่ให้เงินตกหล่นไปอยู่กับเสือหิว เสือโหยมากนัก

    *** หลายคนเริ่มออกมาตั้งข้อสังเกต ดูกันหยาบๆ อย่าง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล  อดีตรมว.คลังถึงกับออกปาก นี่เป็นการตีเช็กเปล่าทางการเมือง ไม่ได้เพิ่มความสามารถแข่งขันของประเทศ แต่เป็นการแบ่งเค้กให้พรรคการเมืองเอาไปทำโครงการที่ตรวจสอบได้ยาก เอาอนาคตลูกหลานไปตกอยู่วังวนความเสี่ยงกับหนี้ของประเทศหรือไม่

    *** แลกันในเบื้องต้น รัฐบาลแบ่งเงินกู้ 4 แสนล้าน ออกเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกครึ่งหนึ่ง 2 แสนล้าน ประมาณว่าเอามา “เยียวยา” ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (หรือคนละครึ่งเวอร์ชันอัปเกรด) ฟังดูเหมือนการโปรยทานให้คนตัวเล็ก แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่า นี่คือ การฉีดมอร์ฟีนประคองชีพไปวันๆ ไม่ได้ช่วยให้ SME รายย่อยหลุดพ้นจากหล่มหนี้ได้อย่างยั่งยืนเลยแม้แต่น้อย ขณะที่ SME รายย่อยกำลังหายใจไม่ออก เพราะเข้าไม่ถึงแหล่งทุน รัฐบาลกลับเลือกกู้เงินมาอุดหนุนการบริโภคชั่วครั้งชั่วคราว 

    *** เนื้อใน พ.ร.ก. เน้นไปที่การ “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” ก็หวั่นเกรงมิใช่น้อยว่า ท้ายที่สุดเม็ดเงินก้อนใหญ่ มักจะไหลไปสู่นักลงทุนรายใหญ่ ที่มีเทคโนโลยีพร้อม มากกว่าจะตกถึงมือร้านค้าแผงลอย ที่กำลังจะถูกยึดที่ทำกินพฤติกรรม “ใจใหญ่” กู้เงินแสนล้านมาแก้ปัญหารายวัน จะเป็นการถนัดการ “บริหารหนี้” มากกว่าการ “บริหารรายได้” หรือไม่ สุดท้าย 4 แสนล้านที่กู้มา จะเป็นเงินที่ช่วยต่อลมหายใจประชาชนจริงๆ หรือจะเป็นเพียง “นํ้าเลี้ยง” ที่สูบฉีดเข้าสู่เครือข่ายการเมืองหรือไม่ 

                            เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยาแก้ปวดเศรษฐกิจ เดิมพันอนาคตชาติ

    *** ว่าก็ว่า รัฐบาลอาจกำลังคิดอยู่ก็ได้ แทนที่จะกู้เงินมาหว่านโปรยผ่านโครงการประเภท “คนละครึ่ง” หรือ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นเพียงการกระตุ้นชั่วคราว อาจแบ่งงบก้อนนี้มาเสริมเขี้ยวเล็บให้ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อย) อย่างจริงจัง ทำหน้าที่เป็น “หลังพิง” ให้ SME รายย่อยที่ติด Blacklist หรือไม่มีหลักประกันได้เดินเข้าสู่ประตูธนาคารอีกครั้ง รัฐต้องกล้า “คํ้าประกันความเสี่ยง” ให้คนตัวเล็กเหมือนที่กล้าคํ้าให้บริษัทนํ้ามันและโรงไฟฟ้า

    ถ้ากล้ากู้มาแจก ต้องกล้าคํ้าประกันอนาคตให้รายย่อยด้วย อาจคิดทำควบคู่ไปพร้อมกันอีกทาง โดยออกมาตรการทางภาษีหรือบังคับใช้กฎหมายผูกขาดที่เข้มงวด บีบให้ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ต้องเปิดพื้นที่ให้สินค้า SME รายย่อยในท้องถิ่นเข้ามาวางขายโดย “ฟรีค่าธรรมเนียม” (GP) ในสัดส่วนที่ชัดเจนมากขึ้น สร้าง “ตลาด” ที่ยั่งยืนกว่าการแจกเงินสด  

    *** หรือรัฐบาลอาจจะคิดเปลี่ยนหนี้เปลี่ยนเป็นทุน แทนที่จะไล่จับเจ้าหนี้นอกระบบโชว์ รัฐสร้างกลไก “ตัวกลาง” ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ในการเจรจาประนอมหนี้ โดยใช้เงินจาก พ.ร.ก. กู้เงินก้อนนี้ มาจัดตั้งกองทุนพิเศษเพื่อ “ซื้อหนี้” จากรายย่อยที่มีศักยภาพแต่ขาดสภาพคล่อง แล้วเปลี่ยนจากเจ้าหนี้หน้าเลือดมาเป็น “หุ้นส่วน” หรือ  เจ้าหนี้ในระบบที่มีดอกเบี้ยเป็นธรรม เพื่อให้เขามีลมหายใจกลับมาจ้างงานและเสียภาษีให้รัฐได้อีกครั้ง

    *** จะทำอะไรก็รีบทำ รายงานล่าสุดออกมาแล้ว SME เจอภาวะต้นทุนสูง ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนให้ผู้บริโภค การเงินตึงตัว SME 92% ยังไม่มีแนวทางบริหารต้นทุนทางการเงินหรือ หนี้สิน มีเพียง 8% ที่ดำเนินการร่วมกับสถาบันการเงินโดยตรง สถานการณ์การเงินที่น่ากังวลสะท้อนผ่านพฤติกรรม ได้แก่ 42.6% ขอผ่อนผันหรือพักชำระหนี้, 26.5% กู้เพิ่ม, 15.2% ปรับโครงสร้างหนี้, 13% ปิดกิจการชั่วคราว และ 2.7% ขายสินทรัพย์เพิ่มสภาพคล่อง การปรับตัวของเขาเองเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องมีมาตรการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะมาตรการ Soft Loan ต้องเดินคู่กับการพัฒนาประสิทธิภาพ …คาบนี้เริ่มนับถอยหลังกันแล้ว นับถอยหลังไปสู่การปิดกิจการ นำมาซึ่งการตกงานกันถ้วนหน้า ฯพณฯ ทั่นขอรับ 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/658317&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BdrdCWi0bZNQOWw_VphLq

  • ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯม.หอการค้า ประเมินเปิดเทอมปี69 เงินสะพัดกว่า 6 หมื่นล. สูงสุดเป็นประวัติการณ์

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯม.หอการค้า ประเมินเปิดเทอมปี69 เงินสะพัดกว่า 6 หมื่นล. สูงสุดเป็นประวัติการณ์

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oIC6n0ojeMwR0FhS7uG5r

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 06 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 06 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : เล่นในกรอบ
    แนวรับ : $4,510 หรือ 70,200
    แนวต้าน : $4,660 หรือ 71,300

    .
    ทองคำดีดกลับจากแนวรับ $4,500 แล้ว แต่ยังเจอแรงกดดันจากสงคราม Hormuz, เงินเฟ้อ และท่าที Hawkish ของ FED แบบนี้ ควร “ไล่ซื้อ” หรือ “เล่นในกรอบ” รอจังหวะทำกำไรระยะสั้น?

    .

    ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ $4,510 หรือประมาณ 70,200 บาท และแนวต้านบริเวณ $4,660 หรือประมาณ 71,300 บาท ภาพรวมตลาดยังถูกกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังช่องแคบ Hormuz มีความเสี่ยงด้านการเดินเรือมากขึ้น และ UAE รายงานการตอบโต้ภัยคุกคามจากมิสไซล์ที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ตลาดกังวลว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นอีกครั้ง และกดดันเงินเฟ้อให้สูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เพราะอาจทำให้ FED ยังไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วตามที่ตลาดคาดหวัง

    ขณะเดียวกัน Kevin Warsh ส่งสัญญาณนโยบายการเงินในโทน Hawkish ทำให้ตลาดกลับมาประเมินว่า FED อาจคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด ส่งผลให้ดอลลาร์และ Bond Yield ฟื้นตัวขึ้น โดย DXY ขยับจาก 98.05 สู่ 98.48 และ Bond Yield 10 ปีฟื้นจาก 4.38% เป็น 4.43% ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้กดดันทองคำโดยตรง เพราะทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองสูงขึ้น

    ฝั่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ ISM PMI เดือนเมษายนจะยังอยู่ในโซนขยายตัวที่ 52.7 จุด แต่รายละเอียดภายในเริ่มน่ากังวล โดยเฉพาะดัชนีราคาวัตถุดิบที่พุ่งแรงสุดในรอบ 4 ปี จากแรงกดดันของต้นทุนน้ำมัน ขณะที่ดัชนีการจ้างงานหดตัวลงมาอยู่ที่ 46.4 จุด สะท้อนภาพเศรษฐกิจแบบ Stagflation lite คือเงินเฟ้อยังสูง แต่ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง ทำให้ FED ตัดสินใจได้ยากขึ้นว่าจะเลือกคุมเงินเฟ้อ หรือประคองเศรษฐกิจ

    ในสัปดาห์นี้ ตลาดยังต้องจับตาตัวเลขสำคัญอย่าง ISM Services PMI, Initial Jobless Claims และคาดการณ์เงินเฟ้อจาก University of Michigan หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด ทองคำอาจถูกกดดันต่อ แต่ถ้าตลาดแรงงานอ่อนแอลงชัดเจน อาจทำให้ความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยกลับมา และหนุนให้ทองคำมีโอกาสดีดกลับได้อีกครั้ง

    .

    กลยุทธ์ระยะสั้นยังแนะนำ “เล่นในกรอบ” มากกว่าการไล่ซื้อ เพราะราคาทองคำดีดขึ้นมาใกล้แนวต้าน $4,660 แล้ว ทำให้ Upside เริ่มจำกัด ขณะที่สัญญาณเทคนิคระยะสั้นยังให้น้ำหนักไปทางพักตัว นักลงทุนสามารถรอซื้อบริเวณแนวรับ $4,510 หรือประมาณ 70,200 บาท และรอขายทำกำไรเมื่อราคาดีดกลับขึ้นใกล้แนวต้าน $4,660 หรือประมาณ 71,300 บาท โดยยังต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ Hormuz อย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสองปัจจัยอาจทำให้ราคาทองผันผวนแรงได้ในระยะสั้น

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-06-may-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pLjcu81s6h396DvxUkyRj

  • “พรรคเศรษฐกิจ” จี้รัฐแก้ปมชุมชนชาวอิสราเอลบนเกาะพะงัน ชี้เสี่ยงดึงไทยสู่ภาวะสงครามตะวันออกกลาง

    “พรรคเศรษฐกิจ” จี้รัฐแก้ปมชุมชนชาวอิสราเอลบนเกาะพะงัน ชี้เสี่ยงดึงไทยสู่ภาวะสงครามตะวันออกกลาง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/145810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pWdJY99DQp5eI6ZDSF-eb