Category: เศรษฐกิจ

  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเศรษฐกิจแค่ 0.2% ไม่พอพยุงระยะยาว

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเศรษฐกิจแค่ 0.2% ไม่พอพยุงระยะยาว

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ดันเศรษฐกิจแค่ 0.2% ไม่พอพยุงระยะยาว

    โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือคนละครึ่งพลัส เฟส 2 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น โดยภาครัฐจะช่วยจ่าย 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% วงเงินรวม 4,000 บาทต่อคน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 4,000 บาท โดยรัฐสนับสนุนเต็ม 100% ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยราว 13.2-14 ล้านคน รวมผู้ได้รับประโยชน์ทั้งหมดกว่า 33-44 ล้านคน โดยมีแผนเริ่มใช้จ่ายช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ประเมินว่า การเพิ่มสัดส่วนรัฐช่วยจ่ายเป็น 60% จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นมากกว่ามาตรการคนละครึ่งเดิม โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.2% จากเดิมที่ทำได้ประมาณ 0.1% แม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก แต่ถือเป็นการขยับในทิศทางบวก

    อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่ฐานะการคลังของรัฐบาล เนื่องจากรายได้จากการจัดเก็บภาษียังต่ำกว่าเป้าหมาย โดยคาดว่าเก็บได้ราว 3.3 ล้านล้านบาทต่อปี ส่งผลให้การดำเนินโครงการขนาดใหญ่อาจต้องพึ่งพาการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท อาจกระทบต่อพื้นที่งบประมาณสำหรับการลงทุนพัฒนาในระยะยาว

    อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ การส่งผ่านประโยชน์ของมาตรการไปยังผู้บริโภคอาจไม่เต็มที่ หากรัฐบาลไม่เข้าไปกำกับดูแล “ค่าการตลาด” หรือส่วนต่างราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ยกตัวอย่างว่า แม้ราคาวัตถุดิบต้นนํ้าบางรายการปรับลดลง แต่ราคาสินค้าปลายทางกลับไม่ลดลงตาม สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย

    “รัฐควรเข้ามาดูความเหมาะสมของราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง ไม่เช่นนั้นมาตรการกระตุ้นก็อาจไม่เกิดผลเต็มที่” ดร.อัทธ์ กล่าว

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ดันเศรษฐกิจแค่ 0.2% ไม่พอพยุงระยะยาว

    ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า มาตรการดังกล่าวช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ในระยะสั้น และช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนในช่วง 4 เดือน แต่ไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริงต้องสร้างงานและสร้างโอกาสใหม่ควบคู่กันไป ไม่ใช่เพียงอัดเงินเข้าระบบชั่วคราว รัฐบาลต้องเร่งใช้งบประมาณด้านการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กัน

    สะท้อนภาพเดียวกับสถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานและวัตถุดิบนำเข้า ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้โรงงานจำนวนหนึ่งเริ่มทยอยปิดกิจการ และหลายแห่งต้องลดกำลังการผลิตลง อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ กลุ่มแปรรูป เช่น พลาสติก ที่ต้องเผชิญต้นทุนวัตถุดิบสูง ขณะที่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ตามต้นทุน รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานเข้มข้น ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนแร่และโลหะที่ปรับตัวสูงขึ้น

    นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก โดยเฉพาะจากจีนที่มีต้นทุนต่ำกว่า ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปเลือกสินค้านำเข้าแทนสินค้าในประเทศ ทำให้ภาคการผลิตไทยเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์ต้นทุนสูงและกำลังซื้ออ่อนแอยังยืดเยื้อ จะมีโรงงานทยอยปิดตัวเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้

    ทั้งนี้ แม้มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ทั้งนักวิชาการและภาคเอกชนต่างเห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องดำเนินการเชิงโครงสร้างควบคู่ ทั้งการควบคุมต้นทุนสินค้า การสร้างงาน การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และการเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/658311&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u7jxRzMdksv3qa1NAzn5T

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนเมษายน 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนเมษายน 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

    ประจำเดือนเมษายน 2569

    ***************************************

    1. ภาพรวมเศรษฐกิจ/ สถานการณ์สำคัญ

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ ณ เดือน มีนาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,977.754 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,465.914 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 103 โครงการ

    1.1 เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานล่าสุด (ข้อมูล เม.ย. 69) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเมียนมา (GDP) ปี 68 หดตัวร้อยละ 2.7 อัตราเงินเฟ้อ ปี 68 อยู่ที่ร้อยละ 31.00 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 68 อยู่ที่ระดับ 1,100 เหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งคาดการณ์ ปี 69 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศของ เมียนมา (GDP) ปี 69 คาดว่าขยายตัวร้อยละ 3 อัตราเงินเฟ้อ ปี 69 คาดว่าร้อยละ 19 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 69 คาดว่า 1,520 เหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจเมียนมา

    ตัวชี้วัดทาง

    เศรษฐกิจที่สำคัญ

    ปี

    2561

    ปี

    2562

    ปี

    2563

    ปี

    2564

    ปี

    2565

    ปี 2566

    ปี 2567

    ปี
     2568

    ปี 2569

    (คาดการณ์)

    GDP Growth (%)

    6.3

    6.6

    -9

    -11.99

    4.01

    0.99

    -1.1

    -2.7

    3

    GDP (billions of US$)

    66.7

    68.8

    81.26

    68.05

    61.77

    64.51

    64.28

    65.01

    83.83

    GDP per Capita (US$)

    1,270

    1,300

    1,530

    1,271

    1,146

    1,190

    1,179

    1,100

    1,520

    Inflation (%)

    7.3

    9.1

    2.2

    9.60

    28.00

    25.48

    26.50

    31.00

    19.00

    ที่มา: IMF https://www.imf.org/en/countries/mmr

    1.2 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

    เปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตต่อสกุลเงินสำคัญ เม.ย. 68 และ เม.ย. 69

    ประเทศ/สหภาพ

    สกุลเงิน

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน เม.ย. 68

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน เม.ย. 69

    อัตราตลาดออนไลน์

    สิ้นเดือน เม.ย. 69

    อัตราตลาด

    สิ้นเดือน เม.ย. 69

    USA 

    USD

    2,100.00 MMK

    2,100.0 MMK

    3,658.00 MMK

    4,200.00MMK

    Euro

    EUR

    2,383.29 MMK

     2,455.53 MMK

    4,277.3MMK

    4,925.00 MMK

    Singapore 

    SGD

    1,598.60 MMK

    1,643.77 MMK

    2,863.29 MMK

    3,240.00 MMK

    Thailand

    THB

    62.42 MMK

    64.75 MMK

    112.80 MMK

    129.87 MMK

                        ข้อมูลจากธนาคารกลางเมียนมา https://forex.cbm.gov.mm/index.php/fxrateMyanmar Market Price Application

    1.3 ภาวะการลงทุน

    1.3.1 มูลค่าการลงทุนตามรายประเทศนักลงทุนสำคัญ

    ภาพรวมด้านการลงทุนทางตรงของต่างประเทศในเมียนมา (FDI) ในเดือน กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเมียนมา (Myanmar Investment Commission : MIC) อนุมัติโครงการไปแล้ว คิดเป็นมูลค่า 417.042 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    ประเทศที่มีการลงทุนทางตรง FDI ในเมียนมา เดือนกุมภาพันธ์ 2569

    อันดับ

    ประเทศ

    มูลค่าการลงทุน 

    (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ก.พ.69

    สัดส่วน (%)

    1

    สิงคโปร์

    151.298

    36.28 %

    2

    จีน

    158.206

    37.94 %

    3

    ฮ่องกง

    48.291

    11.58 %

    4

    ไทย

    31.589

    7.57 %

    5

    เกาหลีใต้

    14.823

     3.55 %

    6

    ไต้หวัน

    2.295

     0.55 %

    7

    ญี่ปุ่น

    0.500

    0.12 %

    รวม

    417.042  

    100%

                                                    https://www.dica.gov.mm

    image.png

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสม จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    image.png

    https://www.dica.gov.mm

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสมจนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน มีนาคม 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 96,388.942 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ไทย 4) ฮ่องกง และ 5) สหราชอาณาจักร ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 3 มูลค่า 11,716.148 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 12.45 โดยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว จำนวน 160 โครงการ

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่ จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    ­­image.png

                         https://www.dica.gov.mm 

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน มีนาคม 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,977.754 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,465.914 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 103 โครงการ

    1.3.2 มูลค่าการลงทุนตามประเภทสาขาการลงทุนที่สำคัญ

         ในส่วนของอุตสาหกรรมที่ต่างชาติลงทุนในเมียนมาของปีงบประมาณ 2026 – 2027 ในเดือน มีนาคม 2569 รายละเอียดดังตาราง 

    อุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมียนมา

    ปีงบประมาณ 2026-2027 (มี.ค. 69)

    อันดับ

    ประเภทธุรกิจ มูลค่า(ล้านเรียญสหรัฐ) มี.ค. 69 สัดส่วน

    1

    Manufacturing  

    245.249

    51.8%

    2

    Power  

    68.750

    14.55 %

    3

    Services  

    3.688

    0.78 %

    4

    Livestock&Fisheries

    2.500

    0.53 %

    5

    Agriculture  

    0.525

    0.11 %

    รวม

    472.627

    100%

      สาขาการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    image.png

                              https://www.dica.gov.mm

    2. สถานการณ์การค้า (การนำเข้า-ส่งออก) ของเมียนมา 

    การค้าระหว่างประเทศเมียนมา (ข้อมูล GTA)

    1. เมียนมามีการค้ารวมประมาณ 4-5 หมื่นล้านเหรียญ

    2. เมียนมานำเข้าประมาณ 2.1-2.5 หมื่นล้านเหรียญ

    3. เมียนมาส่งออกประมาณ 2.1-2.3 หมื่นล้านเหรียญ

    อันดับของไทยกับการค้าเมียนมา

     1. ไทย เป็นคู่ค้า ลำดับ 2 ของเมียนมา (รองจากจีน)

     2. ไทย เป็นแหล่งนำเข้า ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 20% จีนประมาณ 50%

     3. ไทย เป็นตลาดส่งออก ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 15% จีนประมาณ 40%

    image.png

    image.png

    image.png

    สถิติการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ข้อมูล GTA: .. – ก.พ. 69)

    มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ม.. – ก.พ. 69)

                                                                                                                          หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    Export

    Import

    Trade Volume

    2026

    2025

    %

    2026

    2025

    %

    2026

    2025

    %

    Jan-Feb

    Jan-Feb

    change

    Jan-Feb

    Jan-Feb

    change

    Jan-Feb

    Jan-Feb

    change

    3,410

    3,225

    %

    3,447

    3,695

    -6%

    6,858

    7,609

    -9%

    GTA:GlobalTradeAtalas

    ในเดือนมกราคม  กุมภาพันธ์ 2569 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศโดยรวมของเมียนมามีมูลค่า 6,858 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 9  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยในส่วนของการส่งออกมีมูลค่า 3,410 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ  5 % การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของเมียนมามีมูลค่า 3,447 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 6 %

     ทั้งนี้ ในเดือนมกราคม  กุมภาพันธ์ 2569 เมียนมาขาดดุลการค้าเป็นมูลค่า 37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

    สินค้าที่เมียนมาส่งออก ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องแต่งกาย ก๊าซธรรมชาติ พืชพันธุ์ ผักต่างๆ  สินแร่ รองเท้า ยางพารา  ปลา สัตว์น้ำ ไม้ เมล็ดน้ำมัน อัญมณี เป็นต้น 

    สินค้าที่เมียนมานำเข้า ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกล ผ้าทอ เส้นด้าย ยานพาหนะ พลาสติก เหล็ก ปุ๋ย เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยา เป็นต้น

     สถานการณ์การค้าระหว่างไทย – เมียนมา (ข้อมูลกรมศุลกากรไทย: .. – มี.ค. 69)

    ตารางที่ 11 สรุปมูลค่าการค้าระหว่างไทย – เมียนมา

    รายการ

    มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    อัตราขยายตัว (%)

    สัดส่วน (%) / โลก

    2568

    ม.ค.-ก.พ

    2569

    ม.ค.-ก.พ

    2568

    ม.ค.-ก.พ 

    2569

    ม.ค.-ก.พ

    2568

    ม.ค.-ก.พ

    2569

    ม.ค.-ก.พ 

    มูลค่าการค้า

    1,993.68

    1924.76

    6.79

    – 3.46

    1.23

    0.95

    การส่งออกของไทย

    1,181.46

    1,278.51

    8.30

    8.21

    1.44

    1.33

    การนำเข้าของไทย

    812.22

    646.24

    4.68

    – 20.43

    1.02

    0.61

    ดุลการค้าของไทย

    369.25

    632.27

    17.21

    71.23

           ที่มา : Thailand’s Trade Statistic (moc.go.th) 

    ปี 2569 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและเมียนมาระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม  มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น  1,924.76            ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 3.46 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไทยมีการส่งออกไปยังเมียนมาเป็นมูลค่า 1,278.51            ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.21 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับการนำเข้าสินค้าจากเมียนมามายังประเทศไทยมีมูลค่า 646.24 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 20.43 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ไทยได้ดุลการค้าเป็นมูลค่า 632.27     ล้านเหรียญสหรัฐ 

    สินค้าที่ไทยส่งออกไปเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอืนๆ เม็ดพลาสติก เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปูนซิเมนต์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ เป็นต้น

    image.png

    สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น  แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ ลวดและสายเคเบิล ไม้ซูง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ  กล้อง เสนส์และอุปกรณ์การถ่ายรูป    ถ่ายภาพยนตร์ เสื่อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

    image.png

    3. สถานการณ์สำคัญ 

    3.1 พลเอก อาวุโส มิน ออ ไลง์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมียนมา

    พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ (Min Aung Hlaing) ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมียนมา จากที่ประชุมรัฐสภาเมียนมา เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 69 โดยได้รับคะแนนเสียง 429 เสียง จาก 584 เสียง คิดเป็น 73.5% สำหรับรองประธานาธิบดี ได้แก่ นายเนียวซอ (Nyo Saw) ได้รับคะแนนเสียง 126 เสียง คิดเป็น 21.5% ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 1 และ น.ส. นาน นี นี เอย์ (Nan Ni Ni Aye) ได้รับคะแนนเสียง 29 เสียง คิดเป็น 5% ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 2  

    ผลกระทบ/โอกาส การเลือกตั้งในเมียนมาและการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมียนมาตามระบอบประชาธิบไตยและรัฐสภา ที่เกิดขึ้นเป็น “สัญญาณที่ดี” ต่อประเทศเมียนมา ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์และการยอมรับกับประเทศต่างๆ ที่ดีมากขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วน รวมทั้งการยอมรับจากคนเมียนมาและประเทศต่างๆ ด้วย ซึ่งหวังว่าการเลือกตั้งเมียนมาและการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาตามระบอบประชาธิปไตย จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เมียนมาเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสู่ระบอบประชาธิปไตยและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพในเมียนมา ทั้งนี้ หลังจากการเลือกประธานาธิบดีเมียนมาจะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาต่อไป โดยหวังว่าเมียนมาจะมีการผ่อนคลายนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ มากขึ้น ให้เป็นกลไกตลาดมากขึ้นตามลำดับหรือตามความเหมาะสมต่อไป

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะ นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ ซึ่งหากการเมืองเมียนมาเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย มีเสถียรภาพและได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมทั้งหากผ่อนคลายนโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและประเทศต่างๆ โดย สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.2  เมียนมาคาดการณ์ GPD ปี 2026 ขยายตัว +3.4%

    เมียนมาคาดการณ์ GPD ปี 2026 ขยายตัว +3.4% หรือมูลค่า 195 ล้านล้านจ๊าต โดยรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่จะกำหนดและจัดสรรงบประมาณตามลำดับความสำคัญในแต่ละภาคส่วน เช่น ภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กและขนาดย่อย (MSME) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของเมียนมา ส่งเสริมการผลิตในเมียนมา ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า รวมทั้ง การศึกษา สาธารณสุข การก่อสร้าง การบำรุงรักษาและการบูรณะ การพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งการจัดสรรงบประมาณเหล่านี้ต้องได้รับการประเมินอย่างรอบคอบและจัดสรรตามความต้องการที่แท้จริง เพื่อให้การพัฒนาประเทศสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดชะงัก 

    ผลกระทบ/โอกาส การคาดการณ์ GDP ของเมียนมาขยายตัวและการดำเนินการต่อเนื่องของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ เป็น “สัญญาณที่ดี” สะท้อนว่าเมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศและขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะ ภาคเกษตร ธุรกิจ MSME การผลิตในเมียนมา การก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา สาธารณสุข ซึ่งส่งผลดีต่อประชาชน เกษตรกร และภาคธุรกิจในเมียนมา

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน ของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ มีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและประเทศต่างๆ รวมทั้งธุรกิจไทยที่ลงทุนในเมียนมา และธุรกิจไทยที่ทำการค้ากับเมียนมาด้วย ซึ่ง สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยปักหมุดตลาดเมียนมา

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.3 เมียนมาจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จากการเลือกตั้ง

    เมียนมาจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 69 โดยมีรายชื่อประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และคณะรัฐมนตรีรวม 34 ตำแหน่ง อาทิ ประธานาธิบดี คือ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ (Min Aung Hlaing) ส่วนรองประธานาธิบดี ได้แก่ รองประธานาธิบดีคนที่ 1 คือ นายเนียวซอ (Nyo Saw) รองประธานาธิบดีคนที่ 2 คือ น.ส.นาน นี นี เอย์ (Nan Ni Ni Aye) สำหรับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ เช่น รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ คือ นายทุน อ่ง (Tun Ohn) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง รมว.พณ.เมียนมา ช่วงปี 66-68 รัฐมนตรีกระทรวงวางแผนแห่งชาติ การลงทุนและความสัมพันธ์เศรษฐกิจต่างประเทศ คือ นายอ่องจอโฮ (Aung Kyaw Hoe) รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง คือ ดร.กานซอ (Dr.Kan Zaw) รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ และชลประทาน คือ นายมินหน่อง (Min Naung) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการพัฒนาธุรกิจ MSME คือ ดร.ชาลี ตาน (Dr.Charlie Than) รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน คือ นายคินหม่องโซ (Khin Maung Soe) รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ดิจิทัล และการสื่อสาร คือ นายมะทุนอู (Mha Tun Oo) รัฐมนตรีกระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน คือ นายโกโกลวิน (Ko Ko Lwin) เป็นต้น 

    ผลกระทบ/โอกาส การเลือกตั้งในเมียนมา การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมียนมา การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ของเมียนมา ตามระบอบประชาธิบไตยที่เกิดขึ้นเป็น “สัญญาณที่ดี” ต่อประเทศเมียนมา ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์และการยอมรับกับประเทศต่างๆ ที่ดีมากขึ้น โดยหวังว่าการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาตามระบอบประชาธิปไตย จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เมียนมาเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสู่ระบอบประชาธิปไตยและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพในเมียนมา รวมทั้ง หวังว่ารัฐบาลเมียนมาชุดใหม่จะมีนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ที่ผ่อนคลายมากขึ้น เป็นกลไกตลาดมากขึ้นตามลำดับหรือตามความเหมาะสมต่อไป

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะ นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ ซึ่งหากการเมืองเมียนมาเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย มีเสถียรภาพและได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมทั้งหากผ่อนคลายนโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและประเทศต่างๆ โดย สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.4 รองนายกรัฐมนตรีไทย เยือนเมียนมาพบหารือประธานาธิบดีเมียนมา และ รองประธานาธิบดีเมียนมา

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย (ท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) เยือนเมียนมาพบหารือประธานาธิบดีเมียนมา (พลเอกอาวุโส มินอองไลง์) และ รองประธานาธิบดีเมียนมา คนที่ 1 (ท่านเนียวซอ) เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 69 เพื่อแสดงความยินดีที่เมียนมาจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง รวมทั้งแสดงความเป็นมิตรประเทศ ความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือในการพัฒนาเพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมา รวมถึงแสดงความเชื่อมั่นและความพร้อมไปต่อของภาคเอกชนไทยในเมียนมา ทั้งสองฝ่ายหารือถึงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกัน ได้แก่ ความมั่นคงชายแดน การปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมออนไลน์ การลดมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดนและมลพิษในเม่น้ำ นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการค้าไทยและเมียนมา การค้าชายแดน การเปิดเส้นทางการค้าชายแดน การขยายความร่วมมือในด้านเกษตรกรรม ปศุสัตว์ การลงทุน พลังงาน การผลิต การเงิน และความร่วมมือเพื่อการพัฒนา รวมทั้งได้หารือครอบคลุมถึงพัฒนาการทางการเมืองภายในเมียนมาและกระบวนการสันติภาพที่เมียนมาดำเนินอยู่ โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้ย้ำบทบาทของไทยในการช่วยสร้างสะพานเชื่อมระหว่างเมียนมากับอาเซียนและการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา

    ผลกระทบ/โอกาส การเยือนและพบหารือของผู้นำระดับสูงของไทยและเมียนมาเป็น “สัญญาณที่ดี” ต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคอาเซียน ทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเรื่องอื่นๆ เนื่องจากเมียนมาเป็นประเทศที่มีความสำคัญ มีทรัพยากรธรรมชาติ มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ความเจริญก้าวหน้าและสันติภาพในเมียนมา จึงเป็นประโยชน์ร่วมกันของเมียนมา ไทย และภูมิภาคอาเซียน สำหรับเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน ในเมียนมา หวังว่ารัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ จะมีนโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ที่ผ่อนคลายมากขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ (EoDB) เป็นกลไกตลาดมากขึ้นตามลำดับหรือตามความเหมาะสมต่อไป 

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะ นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ ซึ่งหากการเมืองเมียนมาเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย มีเสถียรภาพและได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมทั้งหากผ่อนคลายนโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและประเทศต่างๆ โดย สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง

                                                                           พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yy9far0jro3e6j14ar34fkqn&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38KBrWLi2rZAum3D6rKMhl

  • คต.ครบรอบ 84 ปี เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมสร้างประโยชน์คืนสู่สังคม

    คต.ครบรอบ 84 ปี เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมสร้างประโยชน์คืนสู่สังคม

    วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

    กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 84 ปี ชูคอนเซปต์ “เสาหลักการค้าและองค์กรยั่งยืนเพื่อสังคม” เปิดรับบริจาคสมทบทุนคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล พร้อมจับมือ BWG เปลี่ยนขยะเป็นก้อนเชื้อเพลิงพลังงาน จัดกิจกรรมพิเศษ “เก็บของ (เก่า) มาแลกของ (ใช้)” สนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนและช่วยลดภาระค่าครองชีพให้บุคลากร

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2485 ในปี 2569 นี้กรมฯจึงได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการค้าต่างประเทศ ครบรอบ 84 ปี ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุม 802 อาคารกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งการดำเนินงานในปี 2569 นี้ กรมฯยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยในทุกมิติ และพร้อมเป็น “เสาหลักทางการค้า” ให้แกผู้ประกอบการไทย ในการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าของผู้ประกอบการ ให้ก้าวผ่านสถานการณ์การค้าในปัจจุบันได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

    นอกจากนี้มุ่งหวังเป็นองค์กรที่จะเป็นที่พึ่งของสังคมไทย โดยเน้นการสร้างประโยชน์คืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมการกุศลและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยในวาระพิเศษครบรอบ 84 ปีในปี 2569 นี้ กรมฯจึงได้จัดกิจกรรมรวมพลังทำความดีเพื่อสาธารณประโยชน์ 2 กิจกรรม ได้แก่

    1.พลังแห่งการแบ่งปัน : สมทบทุนโรงพยาบาลวชิรพยาบาล โดยกรมฯ เชิญชวนผู้มาร่วมงานและผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินตามกำลังศรัทธา เพื่อสมทบทุนมอบให้แก่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล คณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล เพื่อสนับสนุนภารกิจทางการแพทย์และการดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งถือเป็นการสร้างกุศลร่วมกันในวันคล้ายวันสถาปนากรมฯ ครบรอบ 84 ปีในปี 2569 นี้

    2.พลังแห่งการรักษ์โลก : กิจกรรม “เก็บของ (เก่า) มาแลกของ (ใช้)” ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” ที่กรมฯ ได้ร่วมกับ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG มาตั้งแต่ปี 2566 โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้และสร้างวินัยในการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี เพื่อนำวัสดุเหลือใช้ไปแปรรูปเป็นก้อนเชื้อเพลิง (Refuse Derived Fuel – RDF) สำหรับใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยกิจกรรม “เก็บของ (เก่า) มาแลกของ (ใช้)” ได้เปิดพื้นที่ให้บุคลากรและประชาชนใกล้เคียงนำเศษวัสดุเหลือใช้มาแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพดีจาก “โครงการไทยช่วยไทย” ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัท BWG ที่ให้การสนับสนุนในการรับขยะที่บริจาคนำไปแปรรูปและสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคดังกล่าวเป็นอย่างดี

    “ในโอกาสครบรอบปีที่ 84 กรมฯพร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกมิติ ไม่เพียงแต่ในมิติเศรษฐกิจการค้า แต่ยังรวมถึงการดูแลสังคม สนับสนุนวงการสาธารณสุขไทยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านแนวคิด Circular Economy ที่แปรเปลี่ยนขยะให้กลับมามีมูลค่าเป็นพลังงาน เพื่อสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ผู้ประกอบการ และพี่น้องประชาชนในทุกๆด้าน” นางอารดา กล่าว

    ทั้งนี้หากผู้ประกอบการและประชาชนมีปัญหาด้านการค้าต่างประเทศ หรือต้องการสอบถามข้อมูลการค้าในด้านต่างๆ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ 1385 หรือเว็บไซต์ www.dft.go.th และ Facebook Page “กรมการค้าต่างประเทศ DFT”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/962598&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dXBTU-_Hqhh8_SRsbgK6i

  • “อนุทิน” แถลง ครม.ไฟเขียว ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ตั้งเป้าเร่งเยียวยาประชาชน ไม่ให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก

    “อนุทิน” แถลง ครม.ไฟเขียว ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ตั้งเป้าเร่งเยียวยาประชาชน ไม่ให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก

    นายกฯอนุทิน แถลง ครม.ไฟเขียว พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้าน  ชี้เหตุผลรัฐบาลต้องหยุดความเสี่ยง Stagflation ตั้งเป้าเร่งเยียวยาประชาชน ไม่ให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก และเปลี่ยนผ่านภาคพลังงาน

    วันนี้ (5 พ.ค.) ทำเนียบรัฐบาล  ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำครม.ทั้งคณะมาแถลงข่าว  โดยระบุว่า รัฐบาลมีมติเห็นชอบให้มีการออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนฐานด้านพลังงานของประเทศ หรือ “พ.ร.ก. กู้เงิน” วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของโลกในขณะนี้

    นายอนุทิน เปิดเผยถึงความจำเป็นในการตัดสินใจครั้งนี้ว่าเป็นการตัดสินใจครั้งนี้สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงทั่วโลก ซึ่งวิกฤตครั้งนี้เริ่มจากราคาพลังงานแล้วลุกลามไปสู่ราคาอาหารและกำลังกดดันค่าครองชีพของพี่น้องคนไทย 

    พร้อมย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่สถานการณ์ปกติที่รัฐบาลจะนิ่งนอนใจได้ “หน้าที่ของรัฐบาลก็คือการยับยั้งความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับเศรษฐกิจชะลอตัว หรือที่เรียกว่า Stagflation ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที

    นายกฯอนุทิน ระบุว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ หนึ่ง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชน และประคับประคองไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก และ สอง เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อลดความเปราะบางและตอบโจทย์การแก้ปัญหาในระยะยาว

    สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับความช่วยเหลือ มาตรการนี้จะพุ่งตรงไปยังกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก (SMEs) และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงาน โดยจะดำเนินการใน 2 ทิศทางควบคู่กัน คือการลดภาระค่าครองชีพและลดต้นทุนภาคการผลิต เช่น การจัดหาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่

    นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมอีกว่ารัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ โดยปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก นอกจากนี้ยังรวมถึงการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้วยการเพิ่มพูนและปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill/Reskill) ในภาคการผลิตเพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันระดับสากล

    ทั้งนี้ ยันว่ารัฐบาลจะยังคงรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยแนวทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ อาจไม่ได้ทำให้วิกฤตการณ์ของโลกหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่าให้สามารถเดินผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

    “พวกเราทุกคนในวันนี้ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะยืนอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากสถานการณ์ผันผวนของโลกในขณะนี้” นายอนุทิน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DH15z0M_H4QW9WNIC_xTq

  • ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี งบ5,000ล้านสูงเกินไป ไทยถอนตัวชิงจัด’ยูธโอลิมปิก 2030′

    ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี งบ5,000ล้านสูงเกินไป ไทยถอนตัวชิงจัด’ยูธโอลิมปิก 2030′

    หลังจากที่ประเทศไทย ทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) รวมทั้งคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งปรเะเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความฮือฮา ด้วยการประโคมข่างการพร้อมเสนอตัวจัดโอลิมปิกเยาวชน  “ยูธ โอลิมปิก2030”

    โดยช่วงวันที่ 28-30 เมษายนที่ผ่านมา Mrs. Danka Hrbékova (นางดังก้า เออเบโกวา) สมาชิกคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และประธานคณะทำงาน Youth Olympic Games 2030 พร้อมคณะได้เดินทางมาที่ประเทศไทย และลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของสนามที่จะใช่แข่งขัน แข่งขันในกรุงเทพฯ และ จังหวัดชลบุรี พร้อมแถลงสรุปความพร้อม ของประเทศไทยที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ และได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 3 ชาติสุดท้าย ที่จะชิงเป็นเจ้าภาพร่วมกับ ปารากวัย และชิลี ก่อนจะมีการย้ำว่ารัฐบาลไทยต้องมีการส่งหนังสือรับรองการสนับสนุน ภายใน 2 สัปดาห์ คือไม่เกินวันที่ 15พฤษภาคมนี้

    แต่ว่าล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า “เรื่องการเเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ยูธโอลิมปิกปี 2030 นั้น รัฐบาลได้หารือร่วมกันอย่างรอบคอบและลงความเห็นว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้

    สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดด้านสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเงินของประเทศ เนื่องจากประเมินว่าการจัดการแข่งขันต้องใช้งบประมาณสูงถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงในสภาวะปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ในส่วนของหนังสือรับรองความพร้อมการเป็นเจ้าภาพ (Guarantees) ซึ่งทาง IOC กำหนดให้ไทยต้องส่งคำยืนยันภายในสัปดาห์หน้านั้น รัฐบาลไทยยืนยันว่าจะไม่มีการส่งเอกสารดังกล่าว เพื่อย้ำจุดยืนเรื่องความไม่พร้อม ส่งผลให้ไทยถอนตัวจากการลุ้นสิทธิ์เจ้าภาพในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ แม้จะเป็นหนึ่งในประเทศตัวเต็งที่มีศักยภาพสูงก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/991088/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QKJ_ipYI2Yid8wkcHgD_T

  • เปิดเงื่อนไข “ไทยช่วยไทย” แจก 4,000 แบ่ง 4 เดือน รัฐจ่าย 60% ลงทะเบียน พ.ค. นี้ เช็กสิทธ์เลย!

    เปิดเงื่อนไข “ไทยช่วยไทย” แจก 4,000 แบ่ง 4 เดือน รัฐจ่าย 60% ลงทะเบียน พ.ค. นี้ เช็กสิทธ์เลย!

    “ไทยช่วยไทย” เปิดลงทะเบียน พ.ค. นี้ รัฐช่วย 60% แจก 4,000 บาท ใช้ผ่านแอปเป๋าตัง เช็กเงื่อนไขเลย ใครได้สิทธิ์บ้าง?

    ความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของโครงการ “คนละครึ่ง” กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอรายละเอียดเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในช่วงกลางปี 2569

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนระยะสั้น และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่งช่วยประชาชน-ปรับเศรษฐกิจ

    สำหรับวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท จะถูกจัดสรรในสัดส่วน 50:50 โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างประเทศ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

    ในส่วนแรกวงเงิน 200,000 ล้านบาท จะถูกนำมาใช้ดูแลกลุ่มเปราะบางและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่ปรับรูปแบบการร่วมจ่ายเป็น รัฐช่วย 60% และประชาชนจ่าย 40% โดยตั้งเป้าครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านคน

    แจก 4,000 บาท ใช้ผ่าน “เป๋าตัง” เดือนละ 1,000 บาท

    รูปแบบของโครงการ “ไทยช่วยไทย” ผู้ได้รับสิทธิจะได้รับวงเงินรวม 4,000 บาท แบ่งเป็นเดือนละ 1,000 บาท ระยะเวลา 4 เดือน คาดว่าจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569

    การใช้จ่ายในแต่ละวันกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 100 บาท โดยรัฐจะช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% หากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน สามารถสะสมไปใช้ในวันถัดไปได้ แต่หากใช้ไม่หมดภายในเดือนนั้น วงเงินส่วนที่เหลือจะไม่สามารถยกไปใช้ในเดือนถัดไป

    ลงทะเบียนผ่านแอป “เป๋าตัง” เริ่ม พ.ค. นี้

    โครงการ “ไทยช่วยไทย” เตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิภายในเดือนพฤษภาคม 2569 และจะเริ่มใช้สิทธิได้ในเดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

    ขั้นตอนการลงทะเบียนสามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
    • เปิดใช้งานระบบ G-Wallet ภายในแอป
    • กดลงทะเบียนรับสิทธิตามวันที่รัฐบาลกำหนด
    • ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่านแอป “เป๋าตัง”

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลุ้นรับเงินช่วยเพิ่ม

    ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 13.2 ล้านคน อยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย โดยมีแนวโน้มว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือในรูปแบบเดียวกัน คือ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน

    อย่างไรก็ตาม รายละเอียดทั้งหมดของโครงการยังต้องรอความชัดเจนหลังจากที่ร่าง พ.ร.ก.กู้เงินได้รับความเห็นชอบจาก ครม. และมีการประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

    ภาพรวม “ไทยช่วยไทย” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่

    โครงการ “ไทยช่วยไทย” ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน โดยเน้นการใช้จ่ายร่วมกันระหว่างรัฐและประชาชน เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก

    ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกำหนดการลงทะเบียนและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อไม่พลาดสิทธิในการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/950447/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mbjw3uFCzv_otVQCRVSmX

  • ผู้ว่า ธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ควรมุ่งเป้าตรงจุด เหตุเศรษฐกิจฟื้นไม่เท่าเทียม | เดลินิวส์

    ผู้ว่า ธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ควรมุ่งเป้าตรงจุด เหตุเศรษฐกิจฟื้นไม่เท่าเทียม | เดลินิวส์

    จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน กรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาทแรก จะนำมาเยียวยาประชาชนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางและวิกฤติพลังงาน และอีก 200,000 ล้านบาท จะนำมาเพื่อปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่ไทยได้นำเข้าจำนวนมาก

    ในเรื่องนี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีความเห็น ระบุว่า ธปท. ได้ประเมินผลทางเศรษฐกิจหากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นผ่าน พ.ร.ก.กู้เงินไว้เบื้องต้น โดยคิดจากวงเงิน 300,000 ล้านบาท จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจ 0.5-0.7% ต่อจีดีพี

    “รัฐบาลควรชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้จ่ายในรูปแบบเงินเยียวยา และการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”

    นายวิทัย กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมีลักษณะฟื้นแบบไม่เท่าเทียม (Uneven) เนื่องจากกลุ่มคนฐานรากและผู้ประกอบการ SME รายย่อย เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากภาระค่าครองชีพและต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งมองว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ควรออกมาช่วยเหลือมุ่งเป้าหมายเฉพาะจุด (Targeted)

    “นโยบายการคลังถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการประคองสถานการณ์ เนื่องจากนโยบายการเงินเป็นเครื่องมือที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง และมักใช้เวลา 6-12 เดือน กว่าจะเห็นผลชัดเจน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5837225/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw176Xl1sxk2x9AYZL2I4rzH

  • ‘เอกนิติ’ ชี้กู้4แสนดันบูมเศรษฐกิจ0.8% 19 พ.ค.ประเดิมชงครม.เคาะคนละครึ่ง

    ‘เอกนิติ’ ชี้กู้4แสนดันบูมเศรษฐกิจ0.8% 19 พ.ค.ประเดิมชงครม.เคาะคนละครึ่ง

    ‘เอกนิติ’ ประเมินกู้ 4 แสนล้าน ช่วยอัดฉีดเศรษฐกิจไทยโตเพิ่ม 0.8% กางยอดหนี้สาธารณะพุ่งสูงสุดแค่ 69% ของจีดีพี คาดเริ่มกู้ได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย. เป็นต้นไป พร้อมการันตี 19 พ.ค. 69 ประเดิมชงครม. เคาะคนละครึ่ง-เติมเงินบัตรคนจน

    5 พ.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้มีการทำแบบจำลองจากการออกร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…. วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทนั้น คาดว่าเม็ดเงินทั้งหมดจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มได้ 0.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปี 2570 จะอยู่ที่ระดับ 1.5% แต่ยืนยันว่าเป้าหมายหลักของการกู้เงินครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการช่วยเหลือ เยียวยา และบรรเทาภาระของประชาชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากวิกฤตพลังงานที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

    โดยหัวใจสำคัญของการกู้เงินในครั้งนี้มี 3 เรื่องคือ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อเอามาช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาท และวงเงินอีก 2 แสนล้านบาท เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม

    2. ความจำเป็น เนื่องจากครั้งนี้เป็นวิกฤตที่ได้รับผลกระทบทั้งโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย และยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นวิกฤตที่รวดเร็ว รุนแรง และเป็นระลอก ดังนั้นขณะนี้จึงอยู่บนความไม่แน่นอนสูง ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก อยู่ที่ราว 6-7% ของจีดีพี จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของประชาชนต่อไป และ 3. ความคุ้มค่า โดยการกู้เงินของรัฐบาลในครั้งนี้จะดำเนินการกู้เงินจากภายในประเทศ เนื่องจากต้นทุนต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ย 10% อยู่ที่ราว 2% กว่า ขณะที่สภาพคล่องส่วนเกินในระบบภายหลังจากหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ที่ราว 1 ล้านล้านบาท จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจกู้เงินครั้งนี้ ซึ่งจะต้องนำมาใช้ให้คุ้มค่าในการช่วยเหลือประชาชนและทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

    “รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องนี้ทันที เพราะได้มีการพิจารณางบประมาณทุกวิถีทางแล้ว ทั้งงบประมาณปี 2569 การโอนงบประมาณ ซึ่งคาดว่าจะได้ไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบกลาง มีเหลืออยู่ราว 2 หมื่นล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2570 จะต้องรออีก 5 เดือน ถ้าต้องรอขนาดนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้กับประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการจะถูกกระทบอย่างหนัก ซึ่งจะนำไปสู่กำลังซื้อหดตัว ธุรกิจปิดตัว คนตกงาน รัฐบาลปล่อยให้เหตุการแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้” นายเอกนิติ ระบุ

    สำหรับขั้นตอนต่อไป จะต้องเสนอร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ขึ้นทูลเกล้า เพื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา และหลังจากนั้นจะต้องบรรจุร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทไว้ในแผนก่อหนี้ปีงบประมาณ 2569 เพื่อเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) พิจารณา หลังจากนั้นจะมีเสนอแผนการก่อหนี้ใหม่ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในวันที่ 12 พ.ค. 2569 และในวันที่ 14 พ.ค. จะเสนอร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และวันที่ 18 พ.ค. จะเสนอให้ประชุมวุฒิสภาเป็นขั้นตอนต่อไป

    รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้ ยังไม่ต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ จากปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของจีดีพี เนื่องจากมีการประเมินแล้วว่าแม้จะมีการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน​ฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท และการกู้เงินตามแผนในปีงบประมาณ 2570 แล้ว สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยจะขยับขึ้นไปสูงสุดที่ 69% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 2571 และหลังจากนั้นหนี้สาธารณะจะค่อย ๆ ปรับลดลงมา

    นอกจากนี้ คาดว่าในการประชุม ครม. วันที่ 19 พ.ค. นี้ จะสามารถเสนอให้มีการพิจารณาโครงการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งจะครอบคลุมโครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ โดยแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย เงินกู้ (หากโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์), งบกลางบางส่วน และเม็ดเงินจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ ซึ่งทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จึงขอยืนยันว่าประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง โดยในวันที่ 1 มิ.ย. นี้จะสามารถใช้สิทธิ์ได้ตามที่นากยกรัฐมนตรีประกาศไว้อย่างแน่นอน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/990886/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18Xz8qF40xsBd9PhVuIjZN

  • ครม. รับทราบข้อเสนอกรรมการสิทธิฯ ให้จัดรับฟังความเห็นประชาชน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

    ครม. รับทราบข้อเสนอกรรมการสิทธิฯ ให้จัดรับฟังความเห็นประชาชน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้

    ครม.รับทราบข้อเสนอแนะกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) จังหวัดชุมพร – ระนอง

    5 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อเสนอแนะกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) จังหวัดชมพร – ระนอง ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ

    นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีดังนี้ 1.สั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดระนองและชุมพร ต่อทิศทางการพัฒนาในระดับโครงสร้างหรือในภาพรวมในฐานะที่เป็นสิทธิในการกำหนดอนาคตและเจตจำนงของตนเอง รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของตนอย่างเสรี เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ และให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพร่วมกำหนดแผนพัฒนาของจังหวัดชุมพรและระนอง ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ที่ปรากฏในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ชั่งจัดทำโดย สคช. เมื่อปี 2564 – 2565 ต่อไป

    2. นำผลการจัดรับฟังความคิดเห็นและรายงานการศึกษา มาประกอบการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป ทั้งนี้ ต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนในพื้นที่

    ทั้งนี้ มอบหมายไห้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลัก รับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงคมนาคม สรุปผลการพิจารณา หรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/990898/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0da9JJ85TlDHGOrqdG6o_h

  • นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

    นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

    นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก


    5/05/2569 | 75 |

    ในปัจจุบัน ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และมาตรฐานการส่งออกที่เข้มงวดขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผลไม้เมืองร้อน (Tropical Fruits) เช่น ทุเรียน มังคุด และเงาะ ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก การนำแนวคิด “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farming) มาบูรณาการร่วมกับ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” (Agri-tourism) ภายใต้โครงการ “Smart Orchard & Fruit Trail” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าสูงและสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    1. ยกระดับคุณภาพด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)

    การเปลี่ยนผ่านจากสวนผลไม้แบบดั้งเดิมสู่ “Smart Orchard” มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการที่มีความแม่นยำสูง (Precision Agriculture) โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้:

    • ระบบ Internet of Things (IoT) และเซนเซอร์: การติดตั้งเซนเซอร์วัดความชื้นในดิน อุณหภูมิ และปริมาณธาตุอาหาร ช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยผ่านระบบอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ ลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็นและลดต้นทุนแรงงาน

    • ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data: การใช้โดรนสำรวจพื้นที่เพื่อวิเคราะห์สุขภาพของต้นไม้และการใช้ AI ในการคัดเกรดผลไม้เพื่อการส่งออก ช่วยลดอัตราการถูกตีคืนสินค้า (Zero Claim) ทำให้ผลไม้ไทยมีมาตรฐานสม่ำเสมอ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    • การจัดการความรู้: การจัดเก็บข้อมูลกระบวนการผลิตในรูปแบบ Digital Profile ช่วยในการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    2. การเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากและ SME/OTOP

    หัวใจสำคัญของ Smart Orchard ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิต แต่คือการเพิ่มมูลค่าผ่านกลไกเศรษฐกิจชุมชน:

    • การแปรรูปด้วยนวัตกรรม: สนับสนุนกลุ่ม SME และ OTOP ในพื้นที่ให้นำผลไม้ที่ไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออก (แต่ยังมีคุณภาพดี) มาแปรรูปโดยใช้นวัตกรรม เช่น การทำ Freeze-dry หรือการสกัดสารสำคัญเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอาหารเสริม

    • การสร้างแบรนด์ท้องถิ่น: การนำเรื่องราว (Storytelling) ของภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับความทันสมัยของเทคโนโลยี ช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า OTOP ประจำถิ่น ทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับการขายผลสดเพียงอย่างเดียว

    3. กลยุทธ์ Fruit Trail: เมื่อสวนผลไม้กลายเป็นจุดหมายการท่องเที่ยว

    การขับเคลื่อน “Fruit Trail” คือการนำการท่องเที่ยวมาเป็นแรงผลักดันการบริโภคและการกระจายรายได้ในระดับพื้นที่:

    • Smart Tourism Experience: นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมกระบวนการผลิตผ่านเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) หรือมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเกษตรสมัยใหม่ เช่น การควบคุมโดรนเกษตร หรือการเรียนรู้วิธีการคัดเลือกทุเรียนคุณภาพผ่านแอปพลิเคชัน

    • เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง: การจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมต่อระหว่าง “สวนอัจฉริยะ” กับ “วิถีชุมชน” และ “ร้านค้า OTOP” ช่วยขยายระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยว และกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับเศรษฐกิจฐานราก


    บทสรุป (Summary)

    แนวทางการพัฒนา Smart Orchard & Fruit Trail คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรจาก “ทำมากได้น้อย” เป็น “ทำน้อยได้มาก” ผ่าน 3 มิติหลัก คือ:

    1. Efficiency: ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานโลก

    2. Value Creation: ต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรผ่าน SME และ OTOP ด้วยนวัตกรรมแปรรูป

    3. Integration: เชื่อมโยงภาคเกษตรเข้ากับภาคการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง

    การดำเนินการตามแนวทางนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไทยในช่วงฤดูกาลผลิตสูง แต่ยังเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่เข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนในระยะยาว


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน

    • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2567). ยุทธศาสตร์เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture Strategy). สืบค้นจาก www.moac.go.th

    • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa). (2566). โครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในอุตสาหกรรมเกษตร.

    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.). (2567). แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์.

    • Food and Agriculture Organization (FAO). Digital Agriculture: Transformation of the value chain for smallholder farmers.


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/500073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LQ2kOire-PCoDeX2pkrjJ