Category: เศรษฐกิจ

  • เปิดฤดูกาลผลไม้ไทย สัมผัสเสน่ห์เศรษฐกิจชุมชนผ่านรสชาติระดับโลก

    เปิดฤดูกาลผลไม้ไทย สัมผัสเสน่ห์เศรษฐกิจชุมชนผ่านรสชาติระดับโลก

    เปิดฤดูกาลผลไม้ไทย สัมผัสเสน่ห์เศรษฐกิจชุมชนผ่านรสชาติระดับโลก


    7/05/2569 | 55 |

    เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคม ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของปีในเชิงเกษตรกรรมและเศรษฐกิจ นั่นคือ “ฤดูกาลผลไม้เมืองร้อน” ซึ่งเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่สำคัญ ผลไม้ไทยไม่เพียงแต่เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Soft Power (Food) ที่ทรงพลัง สามารถสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวคุณภาพหลั่งไหลเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ “Farm-to-Table” อย่างแท้จริงถึงแหล่งผลิตในชุมชน


    1. อัตลักษณ์แห่งรสชาติ: Soft Power ที่กินได้และเข้าถึงทั่วโลก

    ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งผลไม้เขตร้อน” โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมที่เป็นช่วงพีคของ ทุเรียน (King of Fruits) และ มังคุด (Queen of Fruits) รวมถึงเงาะ ลองกอง และสละ อัตลักษณ์ของผลไม้ไทยไม่ได้มีเพียงแค่รสชาติที่โดดเด่น แต่ยังรวมถึงเรื่องราวของสายพันธุ์และการดูแลอย่างพิถีพิถัน

    • การยกระดับสู่ Premium Grade: ปัจจุบันเกษตรกรไทยมุ่งเน้นการผลิตผลไม้ตามมาตรฐานคุณภาพระดับสูง (GAP และ GMP) รวมถึงการผลักดันผลไม้ที่มีข้อบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น ทุเรียนหมอนทองระยอง หรือส้มโอทับทิมสยาม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง (High-end Market) ทั้งในและต่างประเทศ

    • นวัตกรรมอาหารสร้างสรรค์: การนำผลไม้สดมาต่อยอดเป็นเมนู Fine Dining หรือขนมหวานฟิวชันในร้านระดับมิชลินไกด์ ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความประณีตของอาหารไทยในเวทีโลก

    2. การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agri-Tourism): การเชื่อมโยงวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจชุมชน

    ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในปี 2569 มุ่งเน้นการเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณสู่ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยใช้ “สวนผลไม้” เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ

    • กิจกรรมสร้างสรรค์ในชุมชน: การเปิดสวนผลไม้ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม (Orchard Tours) การจัดบุฟเฟต์ผลไม้เกรดพรีเมียม และการเรียนรู้วิธีการคัดเลือกผลไม้จากเกษตรกรโดยตรง ช่วยสร้าง “ประสบการณ์ที่มีคุณค่า” (Meaningful Travel) ให้กับนักท่องเที่ยว

    • การกระจายรายได้สู่ฐานราก: เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่แหล่งผลิตในจังหวัดรอง เช่น จันทบุรี ตราด หรือจังหวัดในภาคใต้และภาคเหนือ เงินหมุนเวียนจะไม่ได้อยู่เพียงแค่ในสวนผลไม้ แต่ยังกระจายไปยังธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และงานหัตถกรรมในท้องถิ่น (Fashion & Craft) ที่นักท่องเที่ยวมักเลือกซื้อเป็นของฝาก

    3. กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: จากสวนสู่ตลาดโลก

    ในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผลไม้ไทยเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศ

    • การส่งออกที่เติบโต: ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ผลไม้ไทยยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีนที่นิยมทุเรียนไทยอย่างต่อเนื่อง การรักษามาตรฐานการส่งออกและการสร้างความเชื่อมั่นผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จึงเป็นกุญแจสำคัญ

    • เศรษฐกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ: การนำระบบออนไลน์มาใช้ในการสั่งจองผลไม้ล่วงหน้า (Pre-order) ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการผลผลิตได้แม่นยำขึ้น และสร้างความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วโลก


    บทสรุป

    หัวข้อ “Fruitful Journey” ในเดือนพฤษภาคมนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองผลผลิตทางการเกษตร แต่เป็นการบูรณาการระหว่าง Soft Power ด้านอาหาร และ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน การที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มองหารสชาติและประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางกระแสการบริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ แหล่งที่มา และความยั่งยืน


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน

    • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP): รายงานสถิติการส่งออกผลไม้สดและแปรรูปของไทยปี 2568-2569

    • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: นโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” และการส่งเสริมมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP)

    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): แคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเทศกาลกินผลไม้ในจังหวัดภาคตะวันออกและภาคใต้

    • กรมทรัพย์สินทางปัญญา: รายชื่อและสถานะของสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ประเภทผลไม้ไทย


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/500204&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n2zxKXmviKLsCFYsfuOf-

  • “กรวีร์” เคลียร์ชัด ร่าง พ.ร.บ. SEC ไม่ใช่แลนด์บริดจ์! เตรียมชงกฎหมายใหม่ ดันเศรษฐกิจภาคใต้โตเทียบชั้น EEC

    “กรวีร์” เคลียร์ชัด ร่าง พ.ร.บ. SEC ไม่ใช่แลนด์บริดจ์! เตรียมชงกฎหมายใหม่ ดันเศรษฐกิจภาคใต้โตเทียบชั้น EEC

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/146012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-anB2AYutfqdh76c18Rbv

  • รายงานเตือน EU ทบทวนกฎหมายไซเบอร์ เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ 3.67 แสนล้านยูโร : อินโฟเควสท์

    รายงานเตือน EU ทบทวนกฎหมายไซเบอร์ เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ 3.67 แสนล้านยูโร : อินโฟเควสท์

    หอการค้าจีนประจำสหภาพยุโรป (CCCEU) ร่วมกับ KPMG บริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาทางธุรกิจ เผยแพร่รายงานร่วมเมื่อวันพุธ (6 พ.ค.) ระบุว่า การตัดซัพพลายเออร์จากจีนออก ภายใต้ร่างการทบทวนกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Act) ของสหภาพยุโรป (EU) อาจสร้างความเสียหายต่อประเทศสมาชิก EU รวมราว 3.67 แสนล้านยูโร (ราว 4.34 แสนล้านดอลลาร์) ภายในระยะเวลา 5 ปี

    รายงานประเมินว่า ความเสียหายดังกล่าวจะมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง ต้นทุนทางสังคม ต้นทุนทางอ้อมจากการปรับโครงสร้างระบบใหม่ และค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น

    ทั้งนี้ รายงานระบุว่า เยอรมนีจะได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นความเสียหายราว 1.708 แสนล้านยูโร (ราว 2 แสนล้านดอลลาร์) ตามมาด้วยฝรั่งเศสและอิตาลี

    กฎหมายดังกล่าว หรือ CSA2 ถูกเสนอโดยคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เมื่อต้นปีนี้ โดยมีการเพิ่มแนวคิด “ความเสี่ยงที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค” ซึ่งขาดความชัดเจนและขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ ในการประเมินความมั่นคงไซเบอร์และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมกำหนดให้ระบุ “ประเทศที่มีความเสี่ยงด้านไซเบอร์” และ “ซัพพลายเออร์ความเสี่ยงสูง” ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานของ EU ใน 18 ภาคส่วน เช่น พลังงาน การขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

    หลิว เจียนตง ประธาน CCCEU ระบุในแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนว่า เกณฑ์การพิจารณา “ซัพพลายเออร์ความเสี่ยงสูง” มีลักษณะมุ่งเป้าทางการเมือง โดยชี้ว่า แนวทางดังกล่าวทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจกลายเป็นเรื่องของการเมือง และขัดต่อหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติของ EU พร้อมเตือนว่า อาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของยุโรปด้วย

    นอกจากนี้ รายงานยังเตือนว่า มาตรการคัดกรองตามแหล่งกำเนิดสินค้าอาจเข้าข่ายละเมิดกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) ขัดต่อสนธิสัญญาการลงทุนทวิภาคี และอาจนำไปสู่การเรียกร้องค่าชดเชยจากประเทศที่ได้รับผลกระทบ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/590667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JjofXx8TXrnVDfjwtYzd6

  • คนละเรื่องกัน! ‘กรวีร์’ ย้ำ ‘ร่างกฎหมาย SEC’ ไม่เกี่ยวกับ ‘แลนด์บริดจ์’

    คนละเรื่องกัน! ‘กรวีร์’ ย้ำ ‘ร่างกฎหมาย SEC’ ไม่เกี่ยวกับ ‘แลนด์บริดจ์’

    กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล กล่าวถึง ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสมัยประชุมที่ผ่านมา ว่า ล่าสุดคณะรัฐมนตรีไม่ได้มีการยืนยันกฎหมายฉบับนี้เข้ามา และมีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน รวมถึงโจมตีพรรคภูมิใจไทยในประเด็นข้อกฎหมาย ทำให้สังคมเข้าใจผิด ไม่ว่าจะเป็นการยกที่ดิน 99 ปีให้ต่างชาติถือครอง

    จึงอยากทำให้เกิดความชัดเจนและเกิดความเข้าใจ ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ นายกรัฐมนตรีได้ตั้งเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ส่วนร่าง พ.ร.บ. SEC ที่มีการโจมตีพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้ คณะรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยันกลับมา ทั้งนี้ สส. ภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยหลายคน เห็นตรงกันว่า ศักยภาพของจังหวัดในชายแดนภาคใต้ หากได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐบาล เศรษฐกิจภาคใต้ก็จะสามารถเติบโตได้ ไม่น้อยไปกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

    กรวีร์ ยังย้ำว่า “โครงการแลนด์บริดจ์ และ ร่าง พ.ร.บ. SEC เป็นคนละเรื่องกัน และเมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยันร่าง พ.ร.บ. SEC กลับมา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะมีการพิจารณาเสนอกฎหมายใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับภาคใต้ เพื่อยื่นสู่สภาฯ อีกครั้ง”

    ส่วนคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวอีกครั้งหรือไม่นั้น กรวีร์ กล่าวว่า ถือเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี และเชื่อว่าคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/bhumjaithai-clarifies-sec-bill-is-separate-from-landbridge-project&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw357-xKn2AntH68VtqlOlEr

  • ผู้ว่า ธปท.คาดรัฐกู้ 4 แสนลบ.ช่วยดัน GDP ปีนี้โตเพิ่มเป็น 2.1% แต่ปี 70 อาจโตแค่ 1.6% จากฐานสูงขึ้น : อินโฟเควสท์

    ผู้ว่า ธปท.คาดรัฐกู้ 4 แสนลบ.ช่วยดัน GDP ปีนี้โตเพิ่มเป็น 2.1% แต่ปี 70 อาจโตแค่ 1.6% จากฐานสูงขึ้น : อินโฟเควสท์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าการที่รัฐบาลจะออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินกรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาทในการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยนั้น จะช่วยผลักดันให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ปี 69 เพิ่มขึ้นมาที่ 2.1% จากเดิมคาดไว้ 1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อน่าจะขยับขึ้นมาที่ 3-3.1% จากเดิม 2.9%

    แต่ปี 70 คาดว่า GDP จะขยายตัวชะลอลงมาที่ 1.6% จากเดิมที่คาดไว้ 2% เนื่องจากฐานในปีนี้สูงขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/590612&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L6BSix7QD_8WpbQDo8tT_

  • ทองคำเริ่มกลับมาเริ่ด!! ฿73,000 อยู่อีกไม่ไกล – InterGold

    ทองคำเริ่มกลับมาเริ่ด!! ฿73,000 อยู่อีกไม่ไกล – InterGold

    .

    ทองรีบาวด์แรง ลุ้นแตะ 73,000 บาท  ขึ้นจริงหรือแค่ขาหลอกจากทรัมป์? 

    .

    ราคาทองคำกลับตัวขึ้นแรงในสัปดาห์นี้ เป็นสัญญาณขาขึ้นจริง หรือเป็นเพียง “ขาหลอก” ก่อนปรับตัวลงอีกครั้ง? ราคาทองคำกำลังอยู่ในช่วงรีบาวด์ที่มีแรงหนุนจริงจากทั้งปัจจัยข่าวและเทคนิค แต่ยังไม่ยืนยันขาขึ้นเต็มตัว ต้องจับตาแนวต้านสำคัญและตัวเลขเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ Non-farm Payrolls ซึ่งอาจเป็นตัวตัดสินทิศทางรอบถัดไป

    .

    ราคาทองคำสัปดาห์นี้รีบาวด์แรงจากแนวรับสำคัญ ท่ามกลางปัจจัยโลกที่ผันผวน ทำให้ตลาดอยู่ในจุด “มีความหวัง แต่ยังไม่ปลอดภัย” แรงหนุนมาจากท่าทีเชิงบวกของ Donald Trump และการจับตาตัวเลข Non-farm Payrolls ซึ่งจะมีผลต่อดอกเบี้ยและทิศทางทองคำโดยตรง

    .

    ในเชิงเทคนิค ระดับ 4,500 เหรียญยังเป็นแนวรับสำคัญที่ห้ามหลุด แม้มีสัญญาณรีบาวด์จากแรงขายที่อ่อนลง แต่ภาพใหญ่ยังไม่ใช่ขาขึ้นเต็มตัว หากไม่ผ่านแนวต้านก็มีโอกาสเป็นเพียงการดีดตัวระยะสั้น

    .

    กลยุทธ์มองแนวต้าน 4,700 เหรียญเป็นจุดขายทำกำไร และรอซื้อเมื่อย่อตัวแถว 4,650–4,615 เหรียญ โดยภาพรวมตลาดเริ่มเป็น Risk-on จาก Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงที่ฟื้นตัว ทำให้ทองคำตอนนี้ยัง “ดูดี แต่ต้องพิสูจน์”

    .

    ทองคำมีโอกาสขึ้นถึง 73,000 บาทจริงไหม?มีโอกาส แต่ต้องผ่านแนวต้าน 4,700 เหรียญให้ได้ก่อน หากผ่านได้อย่างแข็งแรง จะเปิดทางไปสู่โซน 4,800–4,900 เหรียญ ซึ่งสอดคล้องกับระดับประมาณ 73,000 บาท

    ถ้าทองหลุด 4,500 เหรียญ จะเกิดอะไรขึ้น?จะเป็นสัญญาณลบชัดเจน และมีโอกาสเกิดแรงเทขายรุนแรง เพราะเป็นแนวรับสำคัญของรอบนี้

    ควรเข้าซื้อทองตอนนี้เลยไหม?ไม่ควรไล่ราคา ควรรอจังหวะย่อตัวเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ดีและลดความเสี่ยง

    ตัวเลข Non-farm Payrolls สำคัญยังไงกับทอง?เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีผลต่อดอกเบี้ย หากตัวเลขแข็งแกร่ง ทองมักถูกกดดัน แต่ถ้าอ่อนแอ ทองมีโอกาสปรับขึ้น

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/RNWxW651uus

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-06-05-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qgIwrGusKcxPve7ZyZYfN

  • ครม.อนุทิน2 เข็นพรก.กู้4แสนล้าน สกัด5วิกฤตเศรษฐกิจ วางรากฐานพลังงานสะอาด

    ครม.อนุทิน2 เข็นพรก.กู้4แสนล้าน สกัด5วิกฤตเศรษฐกิจ วางรากฐานพลังงานสะอาด

    ครม.อนุทิน2 เข็นพรก.กู้4แสนล้าน สกัด5วิกฤตเศรษฐกิจ วางรากฐานพลังงานสะอาด

    ยุทธศาสตร์ “สกัด” วิกฤตเศรษฐกิจ 5 ระลอก

    รัฐบาลประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเผชิญอย่างเร่งด่วน โดยระบุว่าปัจจุบันประเทศได้ผ่านวิกฤต 3 ระลอกแรกมาแล้ว คือภาวะสงคราม ราคาน้ำมันพุ่งสูง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 20-30 การออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยับยั้งไม่ให้เศรษฐกิจไทยถลำลึกเข้าสู่ระลอกที่ 4 คือวิกฤตค่าครองชีพสูง และระลอกที่ 5 ซึ่งอันตรายที่สุดคือ “วิกฤตกำลังซื้อหดตัว” อันเนื่องมาจากรายได้คงที่แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    โครงสร้างงบประมาณ: แบ่งสองส่วนเพื่อการพยุงและเปลี่ยนผ่าน

    วงเงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาท ถูกจัดสรรออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้ 

    200,000 ล้านบาทแรก (Short-term Relief): มุ่งเน้นการเยียวยาและพยุงค่าครองชีพ

    200,000 ล้านบาทหลัง (Long-term Transformation): มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์

    มาตรการเยียวยาและลดภาระภาคการผลิต 30 ล้านคน

    งบประมาณส่วนแรก จะถูกนำไปใช้เพื่อสิทธิประโยชน์ของกลุ่มเปราะบางและผู้ได้รับสิทธิ์ตามระเบียบปกติ รวมกว่า 30 ล้านคน โดยครอบคลุมการลดต้นทุนปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตร เช่น การจัดหาปุ๋ยและเครื่องมือที่จำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพของฐานรากทางเศรษฐกิจไม่ให้เกิดภาวะหยุดชะงักจากการแบกรับต้นทุนที่สูงเกินไป

    พลังงานสะอาด: หัวใจสำคัญของการดึงดูด New S-Curve

    งบประมาณส่วนที่สองเปรียบเสมือนการวางเสาเข็มใหม่ให้ประเทศ โดยจะใช้ปรับปรุงโครงสร้างจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจนวัตกรรมระดับโลก เช่น Data Center และ AI Hub ซึ่งปัจจุบันมีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้วกว่า 80 ราย การมีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต

    กลไกการพิจารณาและธรรมาภิบาลการคลัง

    รัฐบาลกำหนดแผนงานที่ชัดเจน โดยจะนำ พ.ร.ก. เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พฤษภาคม และตั้งเป้าเริ่มเบิกจ่ายเงินงวดแรกในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการโดยเฉพาะ เพื่อกำกับดูแลการใช้จ่ายให้เป็นไปตามวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากฝ่ายค้านเกี่ยวกับการวินิจฉัยความ “จำเป็นเร่งด่วน” ตามกฎหมาย

    สรุปภาพรวมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต

    แผนการกู้เงินครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนในเชิงหลักการจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ว่าการมุ่งเน้นพลังงานสะอาดจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบอย่างมั่นคง รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการลงทุนครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการลดความเป้าบางและสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลสืบไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/741986&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SZtviGCtYTO2kEWEocdAC

  • ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11 พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย

    ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11 พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย

    ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11 พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย


    7/05/2569 | 14 |

    ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11   พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย

    วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) เวลา 14.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 202 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเทวินทร์ นรินทร์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพ

    การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมมีมติสำคัญโดยเห็นชอบให้เสนอ “อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์” เป็น อุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Park) แห่งที่ 11 ของประเทศไทย เพื่อยกระดับทรัพยากรธรรมชาติของไทยสู่การยอมรับในระดับภูมิภาค โดยโอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อเสนอให้ครบถ้วน โดยต้องแสดงจุดเด่นของระบบนิเวศตั้งแต่พื้นที่ราบถึงยอดเขา สะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพในการเป็นพื้นที่ต้นแบบ ควบคู่กับการเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะได้รับอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ ให้พิจารณานำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิไปประกอบการดำเนินงาน โดยเฉพาะการพัฒนา “ดอยอินทนนท์” ให้เป็น พื้นที่ต้นแบบด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดทำแผนเชิงรุกเพื่อเสนอพื้นที่ที่มีศักยภาพเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในเวทีอาเซียน

    ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงฯ ยังเน้นย้ำอีกว่า การดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพต้องตั้งอยู่บนประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และต้องเร่งเดินหน้าอย่างจริงจัง ควบคู่กับการยกระดับ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bio Economy) เพื่อเปิดมิติใหม่ของการพัฒนาประเทศ โดยทุกหน่วยงานต้องบูรณาการความร่วมมือ และเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนอย่างรวดเร็ว
    นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงฯ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกลไก การเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ (Access and Benefit Sharing: ABS) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำทรัพยากรชีวภาพไปต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม และคืนประโยชน์กลับสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับในส่วนของวาระอื่น ๆ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบ (ร่าง) พระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเป็นกฎหมายกลางในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ เห็นชอบมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน จำนวน 31 ชนิด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจ ตลอดจนเห็นชอบสนับสนุนการพัฒนา “บางกะเจ้า” เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รวมไปถึงเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานในภาพรวม ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งผลักดันมติที่ประชุมสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยื


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/500834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UDKtuUSdBFFTxvYonC6zH

  • ความมั่นคงเหตุผลใหม่แลนด์บริดจ์ ความพยายามครั้งใหม่ของภูมิใจไทย

    ความมั่นคงเหตุผลใหม่แลนด์บริดจ์ ความพยายามครั้งใหม่ของภูมิใจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zwxfi1qSuduVcwzT5djQN

  • ‘ส.อ.ท.’ หนุนรัฐกู้ 4 แสนล้าน แก้วิกฤติพลังงาน แนะอัดงบแบบค่อยเป็นค่อยไป

    ‘ส.อ.ท.’ หนุนรัฐกู้ 4 แสนล้าน แก้วิกฤติพลังงาน แนะอัดงบแบบค่อยเป็นค่อยไป

    นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานเศรษฐกิจวิชาการ กล่าวว่า เอกชนสนับสนุนในหลักการกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้แก้ไขวิกฤตพลังงานและประคับประคองเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะค่อนข้างย่ำแย่ โดยเฉพาะแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนของภาคธุรกิจ และภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ

    ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นปัจจัยพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีผลต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ เห็นว่า รัฐบาลควรดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เปรียบเสมือนน้ำตกที่ไหลลงมาทีละชั้น ไม่ควรอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในคราวเดียวทั้งหมด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่าย และไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดในระยะยาว

    “หัวใจสำคัญในเวลานี้ คือการประคับประคองผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถอยู่รอดได้ ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่สูงและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน หากเอสเอ็มอีฟื้นตัว จะช่วยรักษาการจ้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้” นายมนตรี กล่าว

    ขณะเดียวกัน ได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับวินัยทางการคลังว่า กระทรวงการคลังจำเป็นต้องวางระบบบริหารจัดการงบประมาณและการใช้เงินกู้ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภาครัฐจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลังเข้ามาดูแลเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น

    ในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ มองว่า การที่รัฐบาลแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และมีศักยภาพในการผลักดันโครงการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง

    อย่างไรก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม ระบบโลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั้งทางราง ทางถนน และทางเรือ รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ และทิศทางการพัฒนาภาคใต้ในภาพรวม เพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

    นายมนตรี ยังได้สะท้อนภาพต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมประมาณ 12% เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 26% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น จึงเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

    สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก กรณีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางว่า ปัจจุบันบริบทเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับในอดีตที่ประเทศต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงกันในเชิงความร่วมมือมากกว่านี้ แต่ในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หลายประเทศเริ่มแยกตัวและแข่งขันกันมากขึ้น

    ภายใต้บริบทดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะทวิภาคี เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยสามารถขยายตลาดและค้าขายได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกนั้น ในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไทยต้องอยู่ให้เป็น และบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสมดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GxWNY-FNfzvatlKR-gyq5