Category: เศรษฐกิจ

  • CKPower ประสบความสำเร็จในการเสนอขาย Green Bond ยอดจองเกินวงเงินมากกว่า 2 เท่า สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อธุรกิจที่มั่นคงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน

    CKPower ประสบความสำเร็จในการเสนอขาย Green Bond ยอดจองเกินวงเงินมากกว่า 2 เท่า สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อธุรกิจที่มั่นคงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน

    กรุงเทพฯ 8 พ.ค. 2569 – นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 – 29 เมษายนที่ผ่านมา CKPower ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Debentures) ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 3 ชุด มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท โดยมียอดจองเกินวงเงินที่เสนอขายมากกว่า 2 เท่า ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจและทิศทางการเติบโตของบริษัท ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    “CKPower ขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในหุ้นกู้และการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ซึ่งประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้การออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัท และแนวทางการดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายธนวัฒน์กล่าว

    สำหรับหุ้นกู้ของ CKPower ในครั้งนี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยทริสเรทติ้งที่ “A-” แนวโน้มคงที่ ซึ่งเท่ากับอันดับเครดิตองค์กร และได้รับการจัดประเภทเป็น “หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Debentures)” ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน Green Bond Principles 2021, Green Loan Principles 2025 และ Thailand Taxonomy 2023 และได้ผ่านการสอบทานโดยองค์กรรับรองมาตรฐานชั้นนำของโลก DNV ในฐานะผู้สอบทานอิสระ (Independent External Reviewer) สะท้อนถึงมาตรฐานการระดมทุนที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติในระดับสากล โดยหุ้นกู้มีจำนวน 3 ชุด ประกอบด้วย
    • หุ้นกู้อายุ 4 ปี จำนวน 2,500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.89 ต่อปี
    • หุ้นกู้อายุ 7 ปี จำนวน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.46 ต่อปี โดยผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด และ
    • หุ้นกู้อายุ 10 ปี จำนวน 1,500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.75 ต่อปี โดยผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด

    เงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้จะนำไปใช้ในการลงทุนในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศไทย และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานของโลก ความสำเร็จในการเสนอขายครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของ CKPower ในฐานะผู้ออก Green Bond ที่เชื่อมโยงการระดมทุนเข้ากับการพัฒนาโครงการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

    นายธนวัฒน์กล่าวว่า สำหรับแผนงาน 5 ปี (2569-2573) CKPower ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตจากโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบ Private PPA และการยื่นประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากภาครัฐ ควบคู่ไปกับการขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (RECs) ขณะที่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง มีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นปี 2568 ที่ร้อยละ 65 และคาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ตามแผนในปี 2573 ทั้งนี้ CKPower พร้อมสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมการลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า และสร้างความตระหนักรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจบนสมดุลของความมั่นคงทางพลังงาน การสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม และการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนทิศทางการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

    เกี่ยวกับ “บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower”
    บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่าง ๆ 3 ประเภท จำนวน 18 แห่ง รวมขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 3,640 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย (1) โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 3 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ภายใต้ บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 46% (ถือผ่าน บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 615 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ภายใต้ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 42.5% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์ และ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง ภายใต้ บริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 50% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,460 เมกะวัตต์ (2) โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 2 แห่ง ภายใต้ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 65% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 238 เมกะวัตต์ และ (3) โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 13 แห่ง ภายใต้ บริษัท บางเขนชัย จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 100% จำนวน 11 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 28 เมกะวัตต์ ภายใต้บริษัท นครราชสีมา โซล่าร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 30% จำนวน 1 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์ และภายใต้บริษัท เชียงราย โซล่าร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 30% จำนวน 1 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 8 เมกะวัตต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QlmPps4V1mKtYu-kXJSfV

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 8 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 8 พ.ค. 2569

    | 62 view

    เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนาง Vibeke Lyssand Leirvåg ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand: JFCCT) และคณะผู้บริหารหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทยที่เป็นสมาชิก 25 แห่ง

    ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนในไทย การบูรณาการอาเซียน กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย และนโยบายการตรวจลงตรา โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ เน้นย้ำการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกของรัฐบาลท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย และการส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อเร่งรัดการพัฒนา การแก้ไขปัญหา และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทย

    ฝ่าย JFCCT แสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจและบทบาทสำคัญของไทยในภูมิภาค ทั้งยังหยิบยกข้อเสนอในการส่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย ซึ่งรวมถึงรัฐบาลดิจิทัล การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับอนาคต การเสริมสร้างศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การส่งเสริมความยั่งยืนแบบองค์รวมและบูรณาการ และการปฏิรูปกฎระเบียบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dpmfm-meets-jfcct-execs-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JPhrObN8_amERwiaBRte-

  • แลนด์บริดจ์: มองรอบด้าน จีน หรือ ไทย ใครได้ประโยชน์กว่ากัน ? – BBC News ไทย

    แลนด์บริดจ์: มองรอบด้าน จีน หรือ ไทย ใครได้ประโยชน์กว่ากัน ? – BBC News ไทย

    “จีนมีอะไรได้ จีนก็เอา” มองโครงการแลนด์บริดจ์ จีน-ไทย ใครได้ประโยชน์กว่ากัน

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “ทุกประเทศให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่สำหรับจีน พรรคคอมมิวนิสต์เขาอยู่ได้ [เพราะเศรษฐกิจ] เป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรมของเขามาก ๆ” ฐิตา แสงหลี นักวิจัยประจำโครงการประเทศไทยศึกษา แห่งสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ กล่าว
      • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม และ ปณิศา เอมโอชา
      • Role, บีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 13 นาที

    แนวคิดการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมฝั่งอ่าวไทย-ทะเลอันดามันให้เป็นเส้นทางการขนส่งแห่งใหม่ หรือที่เรียกว่า “แลนด์บริดจ์” ที่มีความพยายามผลักดันมาหลายสมัยรัฐบาลถูกกลับมาพูดถึงอีกครั้งในยุคของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

    โดยความเคลื่อนไหวสำคัญคือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการนี้ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง​ เป็นประธานกรรมการ ซึ่งสื่อไทยหลายสำนักรายงานว่ามีการตั้งกรอบระยะเวลาการศึกษาไว้ที่ 90 วัน ​

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาแนวทางจัดทำโครงการนี้ ที่ผ่านมาเคยมีผลการศึกษาเกี่ยวกับโครงการนี้อย่างน้อยสามฉบับ และบางฉบับก็มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกัน

    ท่ามกลางความพยายามจะเดินหน้าผลักดันโครงการนี้ต่อภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล บีบีซีไทยสรุปผลการศึกษาที่เคยมีผู้ศึกษาไว้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงตอบคำถามที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ว่า มหาอำนาจอย่างจีน จะได้ประโยชน์อะไรจากเมกะโปรเจกต์นี้หรือไม่

    การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ 3 ฉบับ

    แนวคิดการจะเชื่อมต่อทะเลระหว่างอ่าวไทยและอันดามันมีมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ แต่รูปแบบของ “แลนด์บริดจ์” ที่กำหนดพื้นที่เป้าหมายคือ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง นั้น เริ่มต้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้การผลักดันของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในขณะนั้น จากนั้นก็ถูกสานต่อในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.คมนาคม และสานต่อมาเรื่อย ๆ จนมาถึงรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.คมนาคม

    ก่อนที่ต่อมาจะมีรายงานอีกฉบับที่มักถูกนำมาอ้างอิงร่วมด้วย คือรายงานการศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ภายใต้กระทรวงคมนาคม ที่บีบีซีไทยไม่พบผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ มีเพียง “รายงานความก้าวหน้า ฉบับที่ 2” ที่ตีพิมพ์ในเดือน มี.ค. 2566 และรายงานศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่ตีพิมพ์ในเดือน พ.ค. 2567 โดยเนื้อหาในรายงานของ สนข. นี้ ส่วนใหญ่เน้นที่โครงการแลนบริดจ์เป็นหลัก โดยมีการเปรียบเทียบกับการขุดคลองเชื่อมทะเลทั้งสองฟาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีการศึกษาในรายงานของ สศช.-จุฬาฯ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • گروهبان اندرو گرت در حال تماشای «کی-داگ»، دلفین بینی‌بطری عضو واحد عملیاتی ۵۵.۴.۳، که در جریان تمرین‌های نظامی در نزدیکی ناو «گانستون هال» در خلیج فارس از آب به بیرون می‌پرد. این واحد چندملیتی متشکل از نیروهای آمریکا، بریتانیا و استرالیا، مسئولیت پاکسازی مین‌های دریایی را برای بازگشایی مسیرهای کشتی‌رانی و ارسال کمک‌های بشردوستانه در جنگ عراق بر عهده داشت. (۲۷ اسفند ۱۳۸۱)

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • An icy expanse of sea runs through a narrow passage between mountains. Much of the steep sides of the mountains are stripped of green vegetation revealing grey scarred rock. The tops of the mountains are scattered with snow and ice glitters in the fjord below.

    • A person in protective clothing walks next to an ambulance during an evacuation operation of suspected hantavirus patients, following an outbreak on the cruise ship MV Hondius, in Praia, Cape Verde, May 6, 2026

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    รายละเอียดในรายงานทั้งสามฉบับอาจสรุปความเหมือนและความต่างที่พอจะแยกเป็นประเด็นที่สำคัญต่าง ๆ ได้ อาทิ

    • รายละเอียดโครงการแลนด์บริดจ์

    รายงานของ สศช.-จุฬาฯ ระบุรายละเอียดแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์เป็น “การพัฒนาสะพานเศรษฐกิจทางบกเส้นทางใหม่ด้วยการพัฒนาระบบขนส่งทางรางเชื่อมโยงระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน (Rail Land Bridge)” โดยมีการระบุไว้ตั้งแต่ในรายงานฉบับนี้ถึงแผนการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ จ.ระนอง และ จ.ชุมพร โดยจะสร้างทางพิเศษ หรือ มอเตอร์เวย์ และระบบรถไฟรางคู่เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองแห่งเข้าด้วยกัน โดยมีจุดต้นทางอยู่ที่แหลมริ่ว ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ. ชุมพร และปลายทางอยู่ที่บริเวณแหลมอ่าวอ่าง ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง

    ที่มาของการคัดเลือกแหลมริ่วและแหลมอ่าวอ่างเป็นจุดต้นทางและปลายทางของโครงการแลนด์บริดจ์ ถูกระบุเอาไว้อย่างชัดเจนในรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ว่ามีการคัดเลือกจากทางเลือกท่าเรือที่เป็นไปได้หลายแห่งใน จ.ชุมพร และ จ.ระนอง โดยพิจารณาผลกระทบในหลายมิติ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมแล้วพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่สุดในการก่อสร้างโครงการ

    รายงานของ สนข. ระบุถึงแผนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ไว้อย่างชัดเจนในหลายประเด็น ทั้งรูปแบบการพัฒนาโครงการที่จะเป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ใช้เวลาก่อสร้างท่าเรือ 5 ปี โดยเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569 และจะเริ่มเปิดใช้งานได้ในปลายปี 2573 แต่ยังมีแผนก่อสร้างขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มปริมาณการรองรับตู้คอนเทนเนอร์เป็นระยะ ๆ

    โดย สนข. ตั้งเป้าหมายเบื้องต้นให้ท่าเรือแต่ละแห่งสามารถรองรับปริมาณสินค้าได้ 20 ล้าน TEUs (หน่วยนับสินค้าที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งมีขนาดความยาว 20 ฟุต) ภายในปี พ.ศ. 2607 แต่หากมีปริมาณสินค้าเพิ่มเกินจากนี้ก็ยังสามารถขยายได้อีกในอนาคตจนถึง 40 ล้าน TEUs

    .

    ที่มาของภาพ, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม

    คำบรรยายภาพ, แบบจำลองการพัฒนาท่าเรือระยะที่ P1/3 ของท่าเรือฝั่งระนอง (ดำเนินการปี พ.ศ. 2584 – 2623) เพื่อรองรับปริมาณสินค้า 20 ล้าน TEUs

    .

    ที่มาของภาพ, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม

    คำบรรยายภาพ, แบบจำลองการพัฒนาท่าเรือระยะที่ P1/4 ของท่าเรือฝั่งชุมพร (ดำเนินการปี พ.ศ. 2595 – 2623) เพื่อรองรับปริมาณสินค้า 20 ล้าน TEUs

    รายงานของ สศช.-จุฬาฯ ซึ่งวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างการที่ไม่มีโครงการใด ๆ เลย กับการมีโครงการแลนด์บริดจ์, โครงการคลองไทย (ขุดคลองเชื่อมระหว่างทะเลอันดามัน-อ่าวไทย) และโครงการทวาย (ก่อสร้างทางหลวงพิเศษเชื่อมต่อกับท่าเรือของเมียนมา) พบว่าทางเลือกที่มีความเหมาะสมที่สุดคือการที่ไม่มีโครงการใหม่ใด ๆ เลย แต่ดำเนินการจากสิ่งที่มีอยู่เดิมหรือใช้ของเดิมเป็นฐาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่การผลิตและการค้าตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ภายใต้แผนปฏิบัติการการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC (Southern Economic Corridor)

    ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์ รายงานฉบับนี้สรุปว่า “ไม่มีความเป็นไปได้ทางด้านเศรษฐศาสตร์” โดยให้คะแนนความเหมาะสมอยู่ในอันดับสามจากสี่ทางเลือก นำเพียงโครงการคลองไทยที่ผลการศึกษาประเมินว่าใช้งบประมาณเยอะกว่า ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากกว่า และอาจให้ประโยชน์กับต่างชาติมากกว่าจะเป็นการยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าไทย

    รายงานของ สศช.-จุฬาฯ ยังประเมินด้วยว่าเรือกลุ่มเป้าหมายที่อาจจะหันมาใช้ช่องทางแลนด์บริดจ์ของไทยแทนที่ช่องแคบมะละกา มีเพียงประเภทเดียวคือ “เรือบรรทุกสินค้าตู้” ที่โดยปกติจะมีการถ่ายลำระหว่างเส้นทางเดินเรืออยู่แล้ว ส่วนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกาโดยไม่มีการแวะเทียบท่าใด ๆ อยู่แล้วจะไม่เข้ามาใช้บริการแลนด์บริดจ์ เพราะจะทำให้เกิดการขนถ่ายซ้ำซ้อน (double handling) จากการที่ต้องนำสินค้าทั้งหมดบนเรือถ่ายลงจากเรือที่ท่าเรือฝั่งหนึ่ง แล้วขนส่งทางบกข้ามไปถ่ายขึ้นเรือที่ท่าเรืออีกฝั่งหนึ่ง

    ขณะที่รายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยย่นระยะเวลาและลดค่าใช้จ่ายสำหรับเรือขนส่งสินค้าที่มีการถ่ายลำ (transshipment) ในหลายเส้นทาง อาทิ เส้นทางระหว่างกลุ่มประเทศตะวันออกไกลและกลุ่มประเทศ BIMSTEC ไปจนถึงเส้นทางระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนและกลุ่มประเทศยุโรป หรือ BIMSTEC แต่สำหรับเรือขนส่งสินค้าที่ไม่มีการถ่ายลำ เส้นทางนี้ก็ไม่ได้ช่วยลดทั้งระยะเวลาและค่าใช้จ่าย

    รายงานของ สนข. มีการเปรียบเทียบโครงการนี้กับโครงการคลองไทย ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะสร้างประโยชน์ได้มากกว่า เพราะจะมีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับผู้คนในท้องถิ่นมากกว่าและเกิดขึ้นในหลายระดับ สามารถตอบสนองการพัฒนาพื้นที่ได้มากกว่าการขุดคลองไทยที่จำกัดเฉพาะพื้นที่ตามแนวเส้นทางขนส่งทางน้ำตามแนวคลอง

    ส่วนรายงานของ กมธ.แลนด์บริดจ์ มีข้อสรุปถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนี้หลายประการ โดยคาดว่าโครงการจะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ 280,000 ตำแหน่ง, เป็นส่วนช่วยให้ GDP ของประเทศเติบโต 5.5% ต่อปี โดยโครงการมีระยะเวลาคืนทุนในปีที่ 24

    รายงานทั้งสามฉบับระบุตรงกันว่าการก่อสร้างโครงสร้างต่าง ๆ ตามโครงการแลนด์บริดจ์ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมได้

    โดยรายงานของ สศช.-จุฬาฯ วิเคราะห์ว่า “ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นบางส่วนอาจไม่สามารถประเมินค่าได้” โดยจำเป็นต้องมีการตรวจสอบพื้นที่ที่จะทำการพัฒนา ว่าเป็นพื้นที่มรดกโลก พื้นที่อุทยาน หรือพื้นที่ป่าสงวนมากน้อยเพียงใด

    ขณะที่รายงานของ สนข. มีการวิเคราะห์ลงรายละเอียดพื้นที่แหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง พบว่าพื้นที่ศึกษาโครงการรัศมีไม่เกิน 1 กม. อยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง คือพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar site) อยู่ในพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นที่เสนอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก นอกจากนี้ยังอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง และอุทยานแห่งชาติแหลมสน และยังพบพื้นที่ป่าชายเลนในระยะห่างประมาณ 540 เมตร

    ส่วนพื้นที่ศึกษาโครงการบริเวณแหลมริ่ว จ.ชุมพร นั้น รายงานของ สนข. ระบุว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายหรือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านนิเวศวิทยา แต่พบว่ามีชุมชนอาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งเบาบาง โดยโครงการมีระยะห่างจากชุมชน/พื้นที่อ่อนไหวที่ใกล้ที่สุด ประมาณ 2.23 กม. และในรัศมี 5 กม. จากโครงการมีสถานที่ท่องเที่ยว 5 แห่ง อาทิ สุสานหอยล้านปี ศาลเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นต้น

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, รายงานของ สนข. ระบุว่าพื้นที่ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์บริเวณแหลมอ่าวอ่างในรัศมีไม่เกิน 1 กม. อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน

    รายงานของ กมธ.แลนด์บริดจ์ เน้นย้ำในประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเช่นกัน โดยรายงานที่ออกมาฉบับหลังสุดนี้มีการระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่าพื้นที่โครงการท่าเรือน้ำลึกด้านอ่าวไทย บริเวณ จ.ชุมพร นั้น อยู่ห่างจากพื้นที่ชุ่มน้ำอ่าวทุ่งคา-อ่าวสวี (อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร) ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ในระยะ 2 กม.

    ในขณะที่ท่าเรือน้ำลึกด้านทะเลอันดามัน จ.ระนอง “อยู่ติด” พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ นอกจากนี้ แนวเส้นทางขนส่งระหว่างชุมพร-ระนอง ก็มีบางส่วนที่อยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำด้วย

    รายงานของ กมธ.แลนด์บริดจ์ สรุปประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมว่าเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้กระทบกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด รวมถึงจะต้องวางแผนป้องกันและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กลับมาเหมือนเดิม ให้สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งอนุรักษ์ได้ในอนาคต

    จีนจะได้อะไรจากแลนด์บริดจ์ของไทย

    “จีนมีอะไรได้จีนก็เอา… จีนเสียอะไร จีนไม่เสีย จีนเสียตังค์ ซึ่งจีนมีตังค์” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย หลังงานเสวนาวิชาการ เรื่อง แลนด์บริดจ์: มุมมองรอบด้าน เพื่ออนาคตการขนส่งและโลจิสติกส์ไทย ซึ่งจัดโดย สถาบันการขนส่ง จุฬาฯ

    ความคิดเห็นดังกล่าวยังสอดคล้องกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญอีกสองคนที่บีบีซีไทยได้สนทนาด้วย ได้แก่ รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ และ ฐิตา แสงหลี นักวิจัยประจำโครงการประเทศไทยศึกษา แห่งสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านพลวัตเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีน–สหรัฐอเมริกา–ไทย

    จากบทสัมภาษณ์กับผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน บีบีซีไทยพบว่า ผลประโยชน์ที่จีนอาจจะได้จากการมาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ของประเทศไทย แบ่งได้เป็น 3 หัวข้อ ดังนี้:

    ฐิตาเริ่มอธิบายว่าปัญหาช่องแคบมะละกาเริ่มต้นขึ้นและกลายเป็นที่สนใจในสมัยที่อดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ของจีน ยังดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่

    ในเดือน พ.ย. 2003 เขาได้อธิบายสถานการณ์ของจีนว่าเป็น “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในช่องแคบมะละกา” (Malacca Dilemma) หรือหมายถึงการขาดทางเลือกและความเปราะบางต่อการถูกสกัดกั้นทางทะเล โดยชี้ว่า “มหาอำนาจบางประเทศได้รุกล้ำและพยายามควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกามาโดยตลอด”

    ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ระหว่างจีน สหรัฐฯ และไทย รายนี้ชี้ต่อว่า เป็นที่รู้กันดีว่ามหาอำนาจในน่านน้ำนี้หมายถึงสหรัฐอเมริกา และที่ผ่านมาจีนเองก็นำเข้าน้ำมันดิบผ่านเส้นทางนี้มากถึง 80% ของปริมาณน้ำมันที่นำเข้าทั้งหมด “แต่จีนเหมือนไม่มีอิทธิพลตรงพื้นที่นี้… เขารู้มาตั้งนานแล้วว่าตรงนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นตายอย่างเดียว”

    เธอเสริมว่าจีนกังวลเรื่องการปิดล้อม (blockade) จากสหรัฐฯ เนื่องจากเมื่อมองไปมี่สิงคโปร์ ก็มีการรองรับกองทัพเรือสหรัฐฯ หากเกิดสงครามแล้วมีการตัดเส้นทางการขนส่งพลังงานไปยังจีน จะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา หรือแม้ในกรณีที่สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น แต่เป็นปัญหาเรื่องโจรสลัดหรือการก่อการร้ายทางทะเล ก็จะส่งผลกระทบต่อจีนอย่างมหาศาลแล้ว ด้วยเหตุนี้ เธอจึงมองว่าโครงการอย่างแลนด์บริดจ์สามารถมอบ “ทางเลือก” ให้กับจีนได้จริง

    อย่างไรก็ดี นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยในสิงคโปร์ย้ำว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ตัวเลือกที่ “จีนตื่นเต้นขนาดนั้น”

    OPSHOT - China's President Hu Jintao and US President George W. Bush(R) shake hands during a bi-lateral meeting 19 October 2003 prior to the start of the Asian Pacific Economic Cooperation(APEC) in Bangkok, Thailand. AFP Photo/Paul J. RICHARDS (Photo by PAUL J. RICHARDS / AFP) (Photo by PAUL J. RICHARDS/AFP via Getty Images)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา แสดงความกังวลต่อความเปราะบางของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา ในเดือน พ.ย. 2003 โดยชี้ว่าสหรัฐฯ มีความพยายามจะรุกล้ำและควบคุมน่านน้ำนี้

    มิตินี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ที่ชี้ว่าโครการระดับเกือบ 1 ล้านล้านบาทนี้ ไม่อาจถูกมองว่าจะขึ้นมาเป็นตัวแทนของช่องแคบมะละกาได้ เนื่องจาก “ช่องแคบคือช่องแคบ ไม่มีอะไรทดแทนช่องแคบได้” พร้อมยกตัวอย่างในกรณีช่องแคบฮอร์มุซว่า แม้หลายประเทศผู้ส่งออกน้ำมันจะพยายามหันไปหาทางเลือกผ่านท่อส่งน้ำมันต่าง ๆ แต่ช่องแคบฮอร์มุซเองก็ยังมีความสำคัญในหลักที่ไม่อาจถูกแทนที่ได้อยู่ดี

    นอกจากนี้ หากเกิดการปิดช่องแคบขึ้นมาจริง ๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ผู้นี้ชี้ว่า จีนยังมีตัวเลือกอย่างช่องแคบซุนดา (Sunda Strait) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะชวากับเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย

    “จีนคิดเยอะกว่าเรา วันนี้จีนเนี่ยทำท่อส่งน้ำมันจากปากีสถานเข้าจีน จีนทำท่อส่งน้ำมันจากท่าเรือเจ้าผิว (ในเมียนมา) เข้าไปในมณฑลยูนนาน ผมคิดว่าตัวท่อน้ำมันพวกนี้มันตอบคำถามในระดับหนึ่ง แต่แน่นอนสินค้าจีนที่ต้องผ่านมะละกา สมมติถ้ามะละกามันปิดหมด มันก็มีซุนดา… แล้วจริง ๆ สมมติถ้าเขาอ้อม มันก็ไม่ได้อยู่ในวิสัยที่เกินเลย… เพราะฉะนั้นในมุมอย่างนี้ แลนด์บริดจ์ยังไงก็ไม่ทดแทน” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ย้ำ

    • การเป็นมุกอีกเม็ดบน “เส้นสายไข่มุก”

    ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ อธิบายว่า ประวัติศาสตร์การขยายอำนาจและอิทธิพลของจีนตั้งแต่สมัยโบราณนั้นยืนอยู่บนกลยุทธ์ทางบกเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ในยุคหลังมานี้จีนเริ่มหันมาพัฒนากลยุทธ์ทางทะเลของตัวเอง ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ “String of Pearls” หรือที่ อาจารย์ด้านภูมิรัฐศาสตร์รายนี้แปลเป็นไทยไว้ว่าคือ “เส้นสายไข่มุก”

    หากย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์ คำว่า ‘String of Pearls’ ถูกใช้ครั้งแรกเพื่ออธิบายยุทธศาสตร์ทางทะเลรูปแบบใหม่ที่จีนกำลังพัฒนาอยู่ ในรายงานที่ชื่อว่า Energy Futures in Asia (อาจแปลว่า “อนาคตพลังงานในเอเชีย”) ซึ่งจัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาด้านกลาโหม บูซ อัลเลน แฮมิลตัน (Booz Allen Hamilton) ตามการว่าจ้างของสำนักงานประเมินยุทธศาสตร์สุทธิ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อปี 2005

    โดยใจความสำคัญแล้ว กลยุทธ์นี้หมายถึงโครงข่ายฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารและการค้าของจีน รวมถึงเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่พาดยาวจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปจนถึงตอนใต้ของเมืองพอร์ตซูดาน (Port Sudan) ประเทศซูดาน โดยแต่ละ “ปม” ตามเส้นทางนั้นเปรียบเสมือน “ไข่มุก” หนึ่งเม็ดที่ช่วยเพิ่มอำนาจโดยรวมให้แก่รัฐแม่

    บทความวิชาการชิ้นนี้ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. 2020 ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความพยายามของจีนในการสร้าง “จุดยุทธศาสตร์” ที่ทรงอำนาจในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยจีนพยายามอย่างหนักในการปกป้องเส้นทางลำเลียงทรัพยากรสำคัญของตนในมหาสมุทรอินเดีย เช่น ผ่านการสร้างท่อส่งพลังงานทางบก ดังนั้น การเข้าไปมีบทบาททางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดียจึงถูกมองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการธำรงและขยายผลประโยชน์ของจีนเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจีนจะผลักดันสิ่งนี้ผ่านยุทธศาสตร์เส้นสายไข่มุก

    This photo taken on August 1, 2017 shows Chinese People's Liberation Army personnel attending the opening ceremony of China's new military base in Djibouti. China has deployed troops to its first overseas naval base in Djibouti, a major step forward for the country's expansion of its military presence abroad. / AFP PHOTO / STR / China OUT (Photo credit should read STR/AFP via Getty Images)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ‘String of Pearls’ ถูกใช้ครั้งแรกเพื่ออธิบายยุทธศาสตร์ทางทะเลรูปแบบใหม่ที่จีนกำลังพัฒนาอยู่ ในรายงานที่สำนักงานประเมินยุทธศาสตร์สุทธิ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เป็นผู้ว่าจ้าง เมื่อปี 2005

    อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า “ไข่มุก” แต่ละเม็ดเพียงลำพังสามารถชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าจีนตั้งใจใช้เป็นฐานกำลังทางทหารเต็มรูปแบบหรือไม่ ทว่า “ไข่มุก” แต่ละจุดก็ยังมีศักยภาพเฉพาะตัวที่จะถูกใช้ในเชิงทหารของจีน

    “วันนี้จีนลงในกัมพูชาที่เรียม จีนลงที่เจ้าผิว จีนลงที่ปากีสถาน จีนลงที่ศรีลังกา จีนลงที่ซีเรีย และจีนมีฐานทัพเรือใหญ่อยู่ที่จิบูตี ในทัศนะของนักความมั่นคงตะวันตก… นักวิชาการอเมริกันใช้คำว่าจีนกำลังร้อยสร้อยแห่งไข่มุก” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว

    สำหรับ ฐิตา เธอมองว่าจีนสนใจโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้มานานแล้วตั้งแต่ก่อนจะกลายมาเป็นแลนด์บริดจ์ เพราะช่วยให้สามารถตัดผ่านไทยไปยังมหาสมุทรอินเดียได้ง่ายขึ้น แต่เพราะสุดท้ายแลนด์บริดจ์เองไม่ได้สามารถผ่านไปได้ตรง ๆ จนทำให้จีนอาจยังสงวนท่าทีประมาณนึง

    เธอสริมว่า “ถ้าเป็นคลอง จีนน่าจะตื่นเต้นกว่านี้เพราะเรือมันผ่านได้เลย”

    • ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จีนจะได้จากแลนด์บริดจ์

    หากว่ากันตามจุดประสงค์และรูปแบบของโครงการแลนด์บริดจ์ตามงานศึกษาของ สนข. นั้น รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ อธิบายว่า 78% ของปริมาณสินค้าทั้งหมดที่จะเข้ามาใช้บริการนั้นจะมาจากต่างประเทศประเภทการถ่ายลำ/ผ่านแดน ขณะที่อีก 18% จะเป็นสินค้านำเข้า-ส่งออกจากไทย และอีกเพียง 4% ที่จะเป็นสินค้าจากประเทศจีนตอนใต้กลุ่มประเทศ GMS ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน (ยูนนาน) ซึ่งเมื่อมองโดยผิวเผินอย่างนี้อาจดูว่าจีนได้ประโยชน์น้อยจากแลนด์บริดจ์

    อย่างไรก็ดี รศ.ดร.สมพงษ์ ชี้ว่า กลยุทธ์ของจีนคือ “เขาอยากได้ทางออกทุกอย่างให้เขาเลือก มีทางเลือกให้เขามากที่สุด”

    รองศาสตราจารย์ผู้นี้เสริมว่า หากมองในภาพใหญ่ให้เกินไปจากระบบขนส่งและโลจิสติกส์ หากจีนมาลงทุนในแลนด์บริดจ์จริง “แต่ผมคิดว่าเขาไม่มา” อย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นการลดต้นทุนการส่งสินค้าของจีนไปทวีปยุโรป และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าจีนให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มาจากทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นสินค้าที่แข่งขันกับประเทศไทยโดยตรง

    หากลงมาดูกันในรายละเอียด ภูมิภาคทางตอนใต้ของจีนส่วนหนึ่งประกอบไปด้วย กวางตุ้ง และไห่หนาน ซึ่งเมืองฝอซาน (Foshan) ในกวางตุ้งนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงเครื่องใช้ไฟฟ้าของจีน” โดยในครึ่งแรกของปี 2025 เฉพาะเขตซุ่นเต๋อของเมืองฝอซาน มีตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกสินค้าเหล่านี้ราว 600 ตู้ ออกเดินทางจากเขตนี้ในแต่ละวัน

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ศุลกากรกว่างโจว ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมลฑลกวางตุ้ง ได้กำกับดูแลขบวนรถไฟขนส่งจีน–ยุโรปจำนวน 175 ขบวน รวมถึงขบวนพิเศษสำหรับสินค้ารถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมีการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์รวม 16,000 TEUs น้ำหนักรวม 88,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4.13 พันล้านหยวน (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท)

    หากเปรียบเทียบสินค้าที่ใกล้เคียงกัน ตามสถิติพบว่า ในปี 2025 อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยมีมูลค่าการส่งออก 3.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.85 แสนล้านบาท)

    “สินค้าของจีนมีพลังสูงมาก ไม่มีใครแข่งได้ อำนาจคือสินค้าเขาขายได้ ของไทยเรามีเส้นทางแต่เราไม่มีสินค้าไปขาย… คุณมีเส้นทางแต่ถ้าคุณไม่มีของ คุณเข้าไปขายในตลาดก็ไม่ได้ เส้นทางไม่มีประโยชน์” รศ.ดร.สมพงษ์ ชี้

    CHUMPHON, THAILAND - 31 MARCH 2020: The Kra Isthmus in Thailand is the narrowest part of the Malay Peninsula and also the proposed location of the Chumphon-Ranong land bridge project in Southern Thailand. (Photo by Gallo Images/Orbital Horizon/Copernicus Sentinel Data 2021)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ขณะที่ฐิตา เสริมว่า สุดท้ายแล้วตั้งแต่ปัญหาช่องแคบมะละกามาจนถึงกลยุทธ์เส้นสายไข่มุก เธอมองว่าจีนทำทั้งหมดเพื่อความมั่งคงของเศรษฐกิจประเทศ

    “ทุกประเทศให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่สำหรับจีน พรรคคอมมิวนิสต์เขาอยู่ได้ [เพราะเศรษฐกิจ] เป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรมของเขามาก ๆ” ฐิตา กล่าว

    ต่อประเด็นเรื่องการทหารและความมั่นคง เธอมองว่ามิตินี้มีไว้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อจีนสามารถขนส่งทุกอย่างได้ไม่มีปัญหา น้ำมันมาตรงเวลา รัฐบาลก็สามารถเอาสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศได้

    ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ ทิ้งท้ายว่า เมื่อวันที่จีนเข้ามา ประโยชน์อีกอย่างที่จีนจะได้คืออำนาจในการต่อรอง โดยเขาตั้งคำถามว่า “คุณจะเอาเขาเข้ามา คุณกำกับเขาได้ไหม สมมติเขาทำอะไรเกินเลย คุณมีอำนาจไปกำกับเขาไหม จะกล้าไปบอกเขาว่าคุณไม่ควรทำ… ผมถามง่าย ๆ เลย สมมติทำท่าเรือ เขาเอาเรือรบเข้ามา รัฐบาลไทยมีอำนาจไปห้ามเขาไหม คุณต้องถามตัวเองก่อน คุณจะดึงเขาเข้ามาเพราะเขามีอำนาจเยอะกว่าเรา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c2324ldm2reo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw066f2wqM-QpxQC8QQ1Kf6D

  • จากเศรษฐกิจรูปตัว K สู่ ‘เศรษฐกิจรูปตัว E’

    จากเศรษฐกิจรูปตัว K สู่ ‘เศรษฐกิจรูปตัว E’

    จากบทวิเคราะห์ของ Bank of America (BofA) ระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เคยแยกเป็นแค่ “บนกับล่าง” (K-shape) ได้เปลี่ยนมาเป็น 3 ขีดของตัว E (E-shape) เศรษฐกิจปี 2026 จึงกำลังเปลี่ยนจาก “รูปตัว K” (รวย-จน แยกทาง) เป็น “เศรษฐกิจรูปตัว E” (E-Economy) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขีด บน-กลาง-ล่าง ดังนี้

    ขีดบน (High Income-Top 20%)  กลุ่มคนรวยกลุ่มนี้ ยังคงมีกำลังซื้อสูงต่อเนื่อง ขับเคลื่อนการบริโภคสินค้าหรูหรา โดยได้อานิสงส์จากมูลค่าสินทรัพย์และตลาดหุ้นที่เติบโต ได้ประโยชน์จาก “Wealth Effect” หรือราคาของสินทรัพย์ (หุ้นและอสังหาริมทรัพย์) ที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นและยังใช้จ่ายได้ปกติ

    ขีดกลาง (Middle Income) เคยเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ แต่ในช่วงปลายปี 2025 เป็นต้นมา เริ่มเผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากการแบกรับต้นทุนการครองชีพและหนี้สินจนเริ่มจ่ายไม่ไหวล่าง เงินออมส่วนเกินจากช่วงโควิดเริ่มหมดลง ประกอบกับดอกเบี้ยนโยบายที่ค้างสูงนาน ทำให้เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ (เช่น บัตรเครดิต หรือ สินเชื่อรถยนต์)

    ขีดล่าง (Low Income) กลุ่มรายได้น้อยเผชิญวิกฤติความสามารถในการแข่งขัน หนี้สินล้นพ้นตัว และฟื้นตัวช้า ทำให้ช่องว่างความรวยและจนห่างกันมากกว่าเดิม ได้รับผลกระทบหนักสุดจากเงินเฟ้อในหมวดสินค้าจำเป็น (อาหารและค่าเช่าที่พัก) ทำให้กำลังซื้อหดตัวอย่างรุนแรง

    แนวโน้มนี้แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวไม่ได้เป็นเพียงแค่ 2 ขา (รวย-จน) เหมือน K-shape แต่เป็น 3 ชั้น ความเหลื่อมล้ำ (รวย-กลาง-จน) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ​​​​​​​ทำไมเศรษฐกิจ “รูปตัว K” กลายเป็นเศรษฐกิจ รูปตัว E

    การเปลี่ยนผ่านจาก K-Shaped Economy ไปสู่ E-Shaped Economy ไม่ใช่การเปลี่ยนชื่อเรียกเฉยๆ ครับ แต่สะท้อนถึงการยกระดับจากการ “เอาตัวรอด” ในภาวะวิกฤติ ไปสู่การ “วางรากฐานใหม่” เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

    สรุปเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ได้ดังนี้

    1.จากความเหลื่อมล้ำ (K)

    K-Shaped เป็นภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำสุดขั้วในช่วงโควิด-19 ที่กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีหรือคนรวยยิ่งรวยขึ้น (ขาขึ้น) แต่ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว และแรงงานรายวันกลับแย่ลง (ขาลง)

    2.เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็น “กระดูกสันหลัง” (Electronic)

    ในช่วง K-Shaped ใครมีดิจิทัล คือ ผู้ชนะ แต่ในยุค E-Shaped Electronic & Digital กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคน “ต้องมี” ธุรกิจทุกระดับตั้งแต่ SME ไปจนถึงบรรษัทข้ามชาติ ต้องใช้ระบบอัตโนมัติและ Data เพื่อสร้าง Efficiency (E) หรือประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิต เพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นและแรงงานที่ขาดแคลน

    3.แรงกดดันจากวิกฤตภูมิอากาศ (Environment)

    เศรษฐกิจรูปตัว K ไม่ได้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากนักเพราะมุ่งเน้นที่การฟื้นตัวทางการเงิน แต่ปัจจุบันกฎเกณฑ์โลกเปลี่ยนไป มาตรการอย่าง CBAM (ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน) หรือเกณฑ์ ESG บังคับให้เศรษฐกิจต้องเป็นรูปตัว E คือต้องมี Environment เป็นตัวตั้งต้น หากธุรกิจใดไม่ปรับตัวตามตัว E นี้ จะถูกตัดออกจากโซ่อุปทานโลกทันที

    4.การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy)

    สงครามและภูมิรัฐศาสตร์ทำให้โลกเห็นว่าการพึ่งพาฟอสซิลแบบเดิม (ยุค K) มีความเสี่ยงสูง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย Energy Transition (E) หรือพลังงานสะอาด จึงกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่จะสร้าง GDP ให้เติบโตอย่างมั่นคง

    ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้เกิดรูปตัว E

    การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากวิกฤติฉับพลัน แต่เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่กดดันต่อเนื่อง ตามรายงานของ Bank of America Institute

    – ภาวะ “Whack-a-mole Inflation” (เงินเฟ้อแบบตีตัวตุ่น) แม้ราคาสินค้าบางอย่างจะลดลง แต่จะมีสินค้ากลุ่มอื่นพุ่งสูงขึ้นสลับกันไป (เช่น เนื้อวัวพุ่งสูงขึ้นหลังราคาไข่ลดลง) ทำให้ชนชั้นกลางและล่างไม่สามารถวางแผนการเงินได้การหมดไปของ

    – “Excess Savings” เงินออมส่วนเกินที่สะสมไว้ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เริ่มหมดลงในช่วงปลายปี 2025 ทำให้กลุ่มชนชั้นกลางไม่มีเกราะป้องกันทางการเงินอีกต่อไป

    – Wealth Effect ที่เหลื่อมล้ำ ตลาดหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้เฉพาะกลุ่มบน ขณะที่กลุ่มกลางและล่างต้องจ่ายค่าเช่าหรือดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้นภาวะ

    – “Paycheck to Paycheck” สัดส่วนครัวเรือนที่มีรายจ่ายพื้นฐาน (ค่าเช่า, อาหาร, พลังงาน) สูงถึง 95% ของรายได้ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มชนชั้นกลาง ตามข้อมูลวิเคราะห์จาก CNBCสรุปสั้นๆ : ตัวขับเคลื่อนหลักคือ “ความเปราะบางของชนชั้นกลาง” ที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มคนรวย และทรุดลงไปใกล้เคียงกับกลุ่มรายได้น้อยมากขึ้นครับ

    ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ กลุ่มที่เรียกว่า “สินค้าและบริการฟุ่มเฟือยระดับกลาง” (Middle-Market Discretionary) ซึ่งเป็นสิ่งที่ชนชั้นกลางสามารถ “ตัดออก” หรือ “ลดระดับ” ได้ง่ายเมื่อเงินในกระเป๋าเริ่มตึงตัวครับ โดยแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้

    1.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแบบ Affordable Luxury 

    ร้านอาหารประเภท Casual Dining : ร้านอาหารในห้างที่ราคาสูงกว่าฟาสต์ฟู้ดแต่ไม่ถึงขั้น Fine Dining ชนชั้นกลางจะเปลี่ยนไปทำอาหารกินเองหรือกินร้านที่ราคาประหยัดกว่าแทน

    คาเฟ่และกาแฟแบรนด์เนม : กาแฟแก้วละ 100-200 บาท จะถูกลดทอนลงเป็นกาแฟชงเองหรือแบรนด์ท้องถิ่นที่ราคาถูกกว่า

    2.ธุรกิจท่องเที่ยวและสันทนา 

    การท่องเที่ยวในประเทศระดับกลาง : โรงแรม 3-4 ดาว หรือทริปสั้นๆ ในช่วงวันหยุดจะลดลง เพราะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ตัดทิ้งได้ทันที

    โรงภาพยนตร์และคอนเสิร์ต : ความบันเทิงนอกบ้านที่มีค่าใช้จ่ายแฝง (ค่าเดินทาง, ค่าอาหาร) จะถูกแทนที่ด้วยบริการ Streaming หรือกิจกรรมในบ้าน

    3.สินค้าแฟชั่นและ Gadget (Fast Fashion & Mid-Range Tech)

    เสื้อผ้าแบรนด์เนมระดับกลาง : ชนชั้นกลางจะชะลอการซื้อเสื้อผ้าใหม่ตามซีซั่น และหันไปซื้อสินค้าลดราคาหรือสินค้ามือสองมากขึ้น

    การอัปเกรดสมาร์ตโฟน : วงจรการเปลี่ยนมือถือจะลากยาวขึ้น จากเดิมที่เคยเปลี่ยนทุก 1-2 ปี อาจลากยาวเป็น 3-4 ปี ตราบเท่าที่เครื่องเดิมยังใช้งานได้

    4.ธุรกิจยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ระดับเริ่มต้น 

    รถยนต์ใหม่ (C-Segment) : ชนชั้นกลางจะลังเลในการสร้างหนี้ก้อนใหม่ระยะยาว ทำให้ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลชะลอตัว และตลาดรถยนต์มือสองอาจจะคึกคักขึ้นแทน

    คอนโดมิเนียมระดับกลาง : การกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดจะทำได้ยากขึ้นจากทั้งพฤติกรรมการประหยัดและการเข้มงวดของธนาคาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/1232879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OV0vltXc6n37wkkW7UpnA

  • แลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์บนทางแพร่ง”ความหวังเศรษฐกิจ”กับ “วิกฤตนิเวศ”

    แลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์บนทางแพร่ง”ความหวังเศรษฐกิจ”กับ “วิกฤตนิเวศ”

    แลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์บนทางแพร่ง

    แลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์บนทางแพร่ง”ความหวังเศรษฐกิจ”กับ “วิกฤตนิเวศ”

    โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือ “แลนด์บริดจ์” มูลค่า 1 ล้านล้านบาท กำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

    โดยมีการตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า โครงการนี้อาจ “ได้ไม่คุ้มเสีย” เนื่องจากต้นทุนการขนส่งที่สูงกว่าเส้นทางเดิม และความเสี่ยงที่จะทำลายฐานทรัพยากรการท่องเที่ยวระดับโลก

    ขณะที่รัฐบาลเร่งหาข้อสรุปภายใน 90 วัน เพื่อชี้ชะตาความชัดเจนก่อนเดินหน้าหาผู้ร่วมลงทุนจากต่างชาติ

    จุดบอดด้านต้นทุน: เมื่อ “ทางลัด” อาจช้าและแพงกว่า “ทางหลัก”

    จากการวิเคราะห์ของ ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่า “ตัวเลขทางสถิติ” ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างเรื่องการประหยัดเวลาอย่างมีนัยสำคัญ

    • เวลาที่เสียไป: การเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมง แต่แลนด์บริดจ์มีขั้นตอนการขนถ่ายสินค้าซ้ำซ้อน (Double Handling) ทั้งการยกขึ้นและลงเรือถึง 2 รอบ รวมถึงการขนส่งทางบก 90 กิโลเมตร รวมเวลาดำเนินการไม่ต่ำกว่า 54 ชั่วโมง หรือ ช้ากว่าเดิม 6 ชั่วโมง
    • ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น: กระบวนการยกสินค้าซ้ำซ้อนคาดว่าจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเฉลี่ย 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่ทำให้บริษัทเดินเรือรายใหญ่ตัดสินใจเลือกใช้เส้นทางเดิม
    • อุปสงค์ที่ไม่เกื้อหนุน: สินค้าไทยกว่า 70% ค้าขายกับประเทศทางทิศตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี) ซึ่งสามารถใช้ท่าเรือแหลมฉบังได้โดยตรงอยู่แล้ว โครงการนี้จึงอาจดึงดูดส่วนแบ่งการตลาดได้เพียง 20% จากกลุ่มเรือตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างทวีปเท่านั้น

    วิกฤตนิเวศและข้อกังวลด้านความโปร่งใส

    ในมิติของทรัพยากรธรรมชาติ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ ได้ฉายภาพผลกระทบที่อาจกลายเป็น “รอยแตกร้าว” ของธรรมชาติทางทะเลไทย

    การสูญเสียพื้นที่ทางทะเล: การถมทะเลรวมกว่า 13,000 ไร่ ในจังหวัดระนองและชุมพร จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทางทะเลและแนวป้องกันคลื่นลมตามธรรมชาติ

    • ความเสี่ยงต่อการท่องเที่ยว: เส้นทางเดินเรือที่พาดผ่านใกล้หมู่เกาะสุรินทร์และสิมิลัน หากเกิดอุบัติเหตุทางทะเลหรือน้ำมันรั่วไหล จะทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของท้องถิ่นอย่างไม่อาจฟื้นคืนได้
    • ข้อกังวลด้านการทุจริตและกลุ่มทุน: มีการตั้งข้อสังเกตถึงการกว้านซื้อที่ดินล่วงหน้าและการออกเอกสารสิทธิ์มิชอบในพื้นที่ลาดชันเพื่อหวังเงินเวนคืน รวมถึงการตั้งข้อสงสัยต่อความคุ่มค่าที่มีผลการศึกษาขัดแย้งกันระหว่างหน่วยงานรัฐและสถาบันวิชาการ

    บทสรุปเชิงนโยบาย: เอกชนควรรับความเสี่ยง

    เพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเมกะโปรเจกต์ในอดีต ข้อเสนอแนะเชิงบริหารจัดการระบุว่า รัฐบาลควรให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด (PPP 100%) เพื่อให้กลไกตลาดเป็นตัวตัดสินความคุ้มค่า หากโครงการมีศักยภาพจริง เอกชนย่อมพร้อมแบกรับความเสี่ยง

    ท้ายที่สุด “แลนด์บริดจ์” ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างท่าเรือและถนน แต่คือการตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะนำทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลไปเสี่ยงกับโมเดลธุรกิจที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในเชิงพาณิชย์หรือไม่ ท่ามกลางการเฝ้าระวังของภาคประชาชนที่ต้องการเห็นความโปร่งใสและการศึกษาผลกระทบ (EIA/EHIA) ที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง

    แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/post-analysis/742033&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jMPT85ApQikETtIyTWQAp

  • สรุปชัด คนละครึ่งพลัส เฟส 2 แจกเงิน 2+2  เดือน เช็กเงื่อนไข รับสูงสุด 4,000 บาท

    สรุปชัด คนละครึ่งพลัส เฟส 2 แจกเงิน 2+2 เดือน เช็กเงื่อนไข รับสูงสุด 4,000 บาท

              คลังเคาะแล้ว โครงการไทยช่วยไทยพลัส เปิดลงทะเบียนคนละครึ่ง เฟส 2 25 พ.ค. 69 แจกเงินช่วยเหลือแบบ 2+2 เดือน รับสูงสุด 4,000 บาท

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2

              วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้า โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรวมทั้งโครงการ คนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยกำหนดเปิดลงทะเบียนพร้อมกันในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญเพิ่มเติมดังนี้

    โครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 2

                – ตั้งเป้ารองรับประมาณ 30 ล้านสิทธิ ลงทะเบียนวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เปิดลงทะเบียนวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เริ่มใช้สิทธิในเดือนมิถุนายน

               – สำหรับรูปแบบการช่วยเหลือ รัฐจะร่วมจ่าย 60% ส่วนประชาชนจ่ายเอง 40% ผู้ได้สิทธิ จะได้วงเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท 

               – ระยะแรก ครอบคลุมเดือนมิถุนายน และกรกฎาคม 2569  หรือรวมวงเงิน 2,000 บาท

               – ระยะที่ 2 ในช่วงเดือนสิงหาคม และกันยายน 2569 จะมีการประเมินอีกครั้งตามสถานการณ์เศรษฐกิจ 

               – หากเดินหน้าโครงการครบ 4 เดือน ประชาชนจะได้รับสิทธิรวมทั้งโครงการสูงสุด 4,000 บาท

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่

              – เปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่  ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569

              – ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปัจจุบันได้รับเงินช่วยเหลือด้านอุปโภคบริโภคเดือนละ 300 บาท รัฐบาลจะเติมเงินเพิ่มให้อีก 700 บาท ทำให้ได้รับรวมเดือนละ 1,000 บาท ในช่วง 2 เดือนแรกของโครงการ

              – ระหว่างนั้นจะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนใหม่ หากพบว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐบางราย พ้นเกณฑ์ความยากจน บุคคลกลุ่มดังกล่าวจะถูกปรับเข้าสู่เงื่อนไขของโครงการ คนละครึ่งพลัส แทน และยังได้รับสิทธิเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 เดือน ภายใต้รูปแบบเดียวกับประชาชนทั่วไปในโครงการคนละครึ่งพลัส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view300886.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mz3HT-bQeeYQDmwiQxNW3

  • ราคาทองวันนี้ 07/05/69 ประกาศครั้งที่ 6 ปรับขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายออก 72,650 บาท

    ราคาทองวันนี้ 07/05/69 ประกาศครั้งที่ 6 ปรับขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายออก 72,650 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31P5vTSufiChpwiQaX80pH

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 07/05/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 07/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aOFMTm9PjcdzMEX2qWpWt

  • กู้ 4 แสนล้านบาท! โจทย์ของชาติ ต้องไม่ถูกลากเป็นเกมการเมือง

    กู้ 4 แสนล้านบาท! โจทย์ของชาติ ต้องไม่ถูกลากเป็นเกมการเมือง

    ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันหลายด้าน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ขยับขึ้น และราคาพลังงานที่กดทับต้นทุนของแทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงร้านค้ารายย่อยในชุมชน

    ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ของแพงขึ้น หากคือกำลังซื้อของผู้คนเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อประชาชนระวังการใช้จ่าย เม็ดเงินในระบบก็เริ่มหมุนช้าลง ร้านค้าขายของยากขึ้น ผู้ประกอบการชะลอการลงทุน และตลาดแรงงานก็เริ่มรับแรงสะเทือนตามมาเป็นทอด ๆ

    วงจรเช่นนี้ หากปล่อยให้เดินต่อไปโดยรัฐไม่เข้าแทรกแซง เศรษฐกิจจะค่อย ๆ ฝืดลงทีละส่วน ก่อนขยายเป็นปัญหาใหญ่ในภาพรวม และเมื่อถึงจุดนั้น ต้นทุนในการเข้าไปแก้ไขย่อมสูงกว่าการเร่งประคองตั้งแต่วันนี้หลายเท่า

    ในห้วงเวลาเช่นนี้ การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ “400,000 ล้านบาท” จึงมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลอยากสร้างหนี้เพิ่ม แต่เพราะโจทย์ที่ประเทศกำลังเผชิญ ไม่ใช่ปัญหาระดับเล็กที่จะใช้มาตรการเบา ๆ แล้วหวังให้ทั้งระบบฟื้นกลับมาเอง

    “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ อธิบายแนวคิดของรัฐบาลไว้ค่อนข้างชัด วงเงินก้อนนี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกใช้เยียวยาและเติมกำลังซื้อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อพยุงภาคครัวเรือนและภาคค้าขายไม่ให้ทรุดหนักไปกว่านี้

    อีกส่วนใช้วางฐานระยะยาว ทั้งการปรับโครงสร้างพลังงาน ลดภาระจากการพึ่งพาภายนอก และเตรียมศักยภาพใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม พูดให้เข้าใจง่าย ก้อนแรกคือการประคองวันนี้ ส่วนอีกก้อนคือการเตรียมวันหน้า

    นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการ “กู้ 4 แสนล้านบาท” จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตัวเลขหนี้ แต่ควรถูกมองเป็นเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจในจังหวะที่ประเทศกำลังต้องการแรงส่งขนาดใหญ่พอจะประคองทั้งระบบ

    เมื่อรัฐบาลประกาศกู้ “400,000 ล้านบาท” เสียงคัดค้านย่อมตามมา และก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเงินทุกบาทคือ “ภาระทางการคลัง” ที่ประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบในวันหน้า

    การตรวจสอบจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่การตรวจสอบต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและเหตุผล ไม่ใช่หยิบทุกเรื่องไปปะปนกับ “เกมการเมือง” จนสาระของปัญหาหลุดหาย

    “กรณ์ จาติกวณิช” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้รัฐบาลใช้กลไกงบประมาณปกติแทนการออกพระราชกำหนด ทั้งการโยกงบจากโครงการที่ยังไม่จำเป็นเร่งด่วน ใช้พื้นที่เพดานกู้ที่ยังเหลืออยู่ และใช้งบประคองสถานการณ์ระหว่างรองบประมาณปีถัดไป

    ข้อเสนอเช่นนี้ฟังดูรอบคอบในทางหลักการ เพราะไม่สร้างหนี้ก้อนใหญ่ในคราวเดียว แต่เมื่อมองในเชิงปฏิบัติ คำถามใหญ่ก็ตามมาทันทีว่า เม็ดเงินระดับนั้นจะเพียงพอหรือไม่

    ถ้าโยกงบได้ราว “50,000 ล้านบาท” อย่างที่มีการพูดกัน ตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจทั้งระบบ ก็ยังเล็กเกินไปสำหรับการพยุงประเทศทั้งประเทศ อาจช่วยบรรเทาได้บางจุด แต่ยากจะสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจกลับมาตั้งหลักอย่างมีนัยสำคัญ

    ยิ่งถ้าต้องผ่านขั้นตอนงบประมาณตามปกติ ความล่าช้าก็ยิ่งตามมา ขณะที่ปัญหาปากท้องของประชาชนไม่ได้หยุดรอ ร้านค้าที่ขายของไม่ออกวันนี้ ผู้ประกอบการที่กำลังฝืดมือวันนี้ และครัวเรือนที่รายจ่ายนำหน้ารายรับวันนี้ ไม่อาจรออีกหลายเดือนเพื่อให้ระบบงบประมาณค่อย ๆ ขยับ

    ข้อเสนอของประชาธิปัตย์จึงไม่ใช่ไม่มีเหตุผล แต่เป็นข้อเสนอที่ “เบาเกินไป” เมื่อเทียบกับน้ำหนักของปัญหา และ “ช้าเกินไป” เมื่อเทียบกับความเร่งด่วนของสถานการณ์

    อีกข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านใช้โจมตี คือการมองว่าเงินกู้ก้อนนี้ โดยเฉพาะส่วนที่ใช้วางฐานเศรษฐกิจในระยะยาว มีลักษณะคล้าย “ตีเช็คเปล่า” ให้รัฐบาลถืออำนาจใช้เงินวงกว้าง โดยรายละเอียดปลายทางยังไม่ชัดเจนพอ

    คำว่า “ตีเช็คเปล่า” ในทางการเมือง หมายถึงการให้อำนาจใช้เงินก้อนใหญ่ แต่เขียนกรอบไว้กว้าง จนฝ่ายคัดค้านมองว่าเปิดช่องให้รัฐบาลเลือกใช้งบตามดุลพินิจมากเกินไป และอาจนำไปสู่โครงการที่ไม่คุ้มค่าหรือขาดความชัดเจน

    ข้อกังวลเช่นนี้รับฟังได้ แต่ถ้าจะเหมารวมว่าเป็น “ตีเช็คเปล่า” ไปทั้งหมด ก็อาจเป็นคำวิจารณ์ที่หนักเกินข้อเท็จจริง เพราะการกำหนดกรอบกว้าง ไม่ได้แปลว่าไร้กรอบโดยอัตโนมัติ

    สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องคือ รัฐบาลต้องเปิดรายละเอียดให้ชัด บอกให้ได้ว่าเงินแต่ละส่วนจะลงไปตรงไหน ใช้อย่างไร ใครรับผิดชอบ และประเทศจะได้อะไรกลับคืนมาในเชิงรูปธรรม

    ในภาวะที่เศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว รัฐเองก็จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นพอจะขยับมาตรการให้ตรงกับสถานการณ์จริง หากล็อกกรอบแข็งจนขยับไม่ได้ สุดท้ายเงินอาจลงช้า ลงไม่ทันเวลา หรือไปไม่ตรงกับปัญหาที่เปลี่ยนไปแล้ว

    เพราะฉะนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่จะตีตราว่าเป็น “ตีเช็คเปล่า” หรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้กรอบการใช้เงินกว้างพอสำหรับการแก้ปัญหา และแคบพอสำหรับการตรวจสอบ

    อย่างไรก็ตาม การสนับสนุน “กู้ 4 แสนล้านบาท” ไม่ได้หมายความว่าสังคมควรปล่อยให้รัฐบาลใช้งบแบบไม่มีกรอบ ไม่มีเงื่อนไข หรือไม่มีการตรวจสอบ เพราะเงินก้อนนี้คือหนี้ของประเทศ และหนี้ของประเทศก็คือภาระที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบในวันหน้า

    นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า “ความโปร่งใส” ต้องเดินควบคู่ไปกับการกู้เงิน รัฐบาลต้องเปิดเผยรายละเอียดทุกโครงการให้ตรวจสอบได้ บอกให้ชัดว่าเงินลงตรงไหน เกิดผลอย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละส่วน

    เงินช่วยเหลือต้องถึงคนที่เดือดร้อนจริง เม็ดเงินต้องหมุนกลับเข้าสู่ระบบจริง ส่วนงบที่ใช้วางฐานระยะยาวก็ต้องเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ประเทศจริง ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนชื่อโครงการเดิมแล้วนำมาสวมกรอบงบใหม่

    ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านก็ควรใช้พลังทางการเมืองไปกับการตรวจสอบเนื้อหา ไล่ดูรายละเอียด และเสนอข้อปรับปรุงให้มาตรการนี้รัดกุมขึ้น มากกว่าจะดึงเรื่องไปติดหล่มข้อกฎหมาย จนมาตรการที่ตั้งใจเข้ามาพยุงเศรษฐกิจต้องสะดุดกลางทาง

    ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังอ่อนแรง ประเทศต้องการมาตรการที่ใหญ่พอ เร็วพอ และแรงพอจะรับมือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ การ “กู้ 4 แสนล้านบาท” อาจไม่ใช่ทางเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ในเวลานี้ มันอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็นที่สุด

    โจทย์ของชาติในวันนี้จึงไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียง “เกมการเมือง” เพราะสิ่งที่อยู่ตรงกลางของความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากคืออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/992389/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lTIsQgj4UtV1JOVvFkfoj

  • ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจ-อัตราเงินเฟ้อปีนี้ หลังรัฐออกพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจ-อัตราเงินเฟ้อปีนี้ หลังรัฐออกพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เป็น 2.1% รวมถึงประมาณการอัตราเงินเฟ้อปีนี้เป็น 3.1% หลังรัฐออกพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยืนยันเศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในภาวะ ‘Stagflation’

    วันนี้ (7 พฤษภาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 นี้ หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยประเมินว่า เม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยให้ GDP ในปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 0.6% เพิ่มมาอยู่ที่ประมาณ 2.1% จากประมาณการ GDP กรณีฐานปัจจุบัน ที่ธปท.คาดว่าจะอยู่ 1.5%

    ขณะที่ในปี 2570 คาดการณ์ว่า GDP จะชะลอตัวลงเหลือโตอยู่ที่ประมาณ 1.6% ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยฐาน อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุน (Upside) สำคัญได้เช่นกัน

    ผู้ว่าการธปท.ยังกล่าวถึงการประกาศอัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายนที่ออกมา 2.89% นั้นสอดคล้องกับประมาณการของธปท. ว่าจะค่อยๆ ทยอยสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในระยะข้างหน้าจะมีบางเดือนที่เงินเฟ้อรายเดือนหลุดออกจากกรอบเป้าหมายของธปท.ที่ 1-3% ไปแตะระดับ 4-5% โดยคาดว่า จะแตะระดับสูงสุด (Peak) ในช่วงสิ้นปีนี้

    ดังนั้น ในเบื้องต้น วิทัยประเมินว่า ธปท.อาจต้องปรับขึ้นประมาณการเงินเฟ้อจากปัจจุบันเฉลี่ยทั้งปี 2569 ที่ 2.9% เป็นราว 3.1% เนื่องจากมี พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทออกมา ก่อนที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2567 จะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1.4%

    ผู้ว่าการธปท.ยืนยันอีกว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในภาวะที่เรียกว่า ‘Stagflation’ เนื่องจากตามนิยามเศรษฐกิจต้องตกต่ำลงพอสมควร ขณะที่เงินเฟ้อต้องสูงขึ้นในระยะยาวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อไทยจะสูงขึ้นพอสมควรในปีนี้ ก่อนทยอยลดลงในไตรมาส 2 ของปี 2570 จากฐานในไตรมาส 2 ปีนี้ที่ขึ้นสูงมาก

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bank-thailand-raises-economy-inflation-forecast/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw062CXs_PI_j4YdTWJYIyOc