Category: เศรษฐกิจ

  • สินทรัพย์จีนกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก

    สินทรัพย์จีนกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก

    ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดโลก นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสระบุว่า สินทรัพย์จีนกำลังกลายเป็นหลักยึดสำคัญ โดยระบบนิเวศ AI ที่คุ้มค่าของจีนพร้อมสนับสนุนการยกระดับภาคการผลิต

    ขณะที่จีนเดินหน้าเปิดภาคการเงิน นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า การรวมสินทรัพย์จีนเข้าในพอร์ตโฟลิโอระดับโลกมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น แม้หุ้นสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรสินทรัพย์ทั่วโลก

    นางจาง เสี่ยวหยาน (Zhang Xiaoyan) รองคณบดี จาก Tsinghua University (PBS School of Finance) กล่าวว่า แม้จะมีความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง แต่เงินทุนข้ามพรมแดนทั่วโลกยังคงขยายตัวในปี 2568 โดยสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และจีนยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักของการลงทุนระหว่างประเทศตรรกะหลักของการจัดสรรเงินทุนระดับโลกนั้นเรียบง่าย กล่าวคือ นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่ดีขึ้นด้วยความเสี่ยงที่ต่ำกว่า ซึ่งสินทรัพย์จีนสามารถเสนอทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน

    ด้านผลตอบแทน นางจางชี้ถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งในภาคส่วนเกิดใหม่ของจีน เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลและซอฟต์แวร์ การผลิตขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีสีเขียว ในด้านความเสี่ยง สินทรัพย์จีนมีความสัมพันธ์ต่ำกับตลาดยุโรปและสหรัฐฯ ทำให้เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิวัติ AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของภูมิทัศน์การลงทุนระดับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    นายเชน จาง (Shane Zhang) ประธานบริษัท มอร์แกน สแตนลีย์ ซิเคียวริตี้ส์ (ไชน่า) กล่าวว่า แม้ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีศุลกากร ภาวะช็อกทางพลังงาน และเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น แต่โอกาสใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจีน อาจกำลังเข้าสู่สิ่งที่เขาเรียกว่า “ซูเปอร์ไซเคิล” (super cycle) ที่นำโดยการลงทุนและการผลิต ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานจีน การผลิตระดับสูง วัสดุ และห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI กำลังดึงดูดความสนใจจากนานาชาติมากขึ้น 

    นายจางปฏิเสธความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ AI โดยเน้นถึงความได้เปรียบด้านต้นทุนของจีนว่าการบรรลุประสิทธิภาพ การอนุมานโมเดลที่เทียบเคียงได้ (จุดที่โมเดล AI ที่ผ่านการฝึกแล้วประมวลผลข้อมูลใหม่แบบเรียลไทม์และสร้างผลลัพธ์) ในจีนมีต้นทุนเพียงร้อยละ 15-20 ของตัวเลขในสหรัฐฯ ซึ่งจะผลักดันให้มีการนำ AI ไปใช้ในวงกว้างมากขึ้นทั่วทั้งเศรษฐกิจจีน

    นายเหมี่ยว เหยียนเหลียง (Miao Yanliang) หัวหน้ากลยุทธ์ของ China International Capital Corp ยังกล่าวอีกว่า การปฏิวัติ AI ยังไม่ใช่ฟองสบู่เก็งกำไรในตอนนี้ เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มผลิตภาพจริงๆ ไม่มีการใช้เลเวอเรจมากเกินไป และ valuation ก็ไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับมาตรฐานในอดีต นอกจากนี้ การนำ AI มาใช้กำลังใกล้ถึงจุดเปลี่ยน (inflection point) ที่การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปจะเปลี่ยนเป็นการเร่งตัวแบบทวีคูณ ผู้ชนะจะไม่ใช่เพียงฝ่ายใดฝ่ายเดียว อาจเป็นทั้งจีนและสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็จะได้รับประโยชน์จากการปฏิวัติทางเทคโนโลยีนี้เช่นกัน

    ในภูมิทัศน์ใหม่ นักลงทุนไม่สามารถพึ่งพาหลักยึดเพียงหลักเดียวได้ สหรัฐฯ ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่การมองข้ามจีนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป ตามมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์

    “เงินทุนทั่วโลกกำลังเคลื่อนย้ายจากการถ่วงน้ำหนักมากเกินไปในสินทรัพย์สหรัฐฯ ไปสู่การจัดสรรที่หลากหลายมากขึ้น” นายเหมี่ยวกล่าว พร้อมระบุว่าน้ำหนักของจีนในพอร์ตโฟลิโอโลกปัจจุบันยังต่ำกว่าความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทจีน ในขณะที่ธนาคารกลางต่างประเทศกระจายเงินสำรองและนักลงทุนแสวงหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการถือครองที่เน้นเงินดอลลาร์ สินทรัพย์ที่อ้างอิงเงินหยวนก็ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยการเปิดภาคการเงินอย่างต่อเนื่องของจีนและการทำให้เงินตราระหว่างประเทศมีความมั่นคงยิ่งขึ้นสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การเปิดภาคการเงินของจีนกำลังเร่งตัวขึ้น โดยมีการเข้าถึงตลาดที่ง่ายขึ้นสำหรับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และกลไกการลงทุนข้ามพรมแดนที่ดีขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้สินทรัพย์จีนมีน้ำหนักมากขึ้นในพอร์ตโฟลิโอทั่วโลก

    “นักลงทุนจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของตลาดที่เปลี่ยนแปลง” นางจาง เสี่ยวหยาน รองคณบดีมหาวิทยาลัยซิงหัว กล่าว “ด้วยการเปิดประเทศระดับสูงของจีนและการดำเนินนโยบายที่เอื้ออำนวย ตลาดทุนในประเทศจะต้อนรับโอกาสในการพัฒนามากขึ้น เสนอศักยภาพการลงทุนระยะยาวสำหรับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ”

    แม้สินทรัพย์จีนจะดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้น แต่นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าจังหวะและแรงผลักดันของการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตามอง

    นายหลุยส์ ควีส์ (Louis Kuijs) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ S&P Global Ratings กล่าวว่า นวัตกรรมและความสามารถในการผลิตของวิสาหกิจจีนมีการแข่งขันสูง โดยระบุว่าความท้าทายอยู่ที่อุปสงค์ในประเทศและการบริโภค

    ในมุมมองของนายควีส์ การกระตุ้นการบริโภคขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาความกังวลของครัวเรือนเกี่ยวกับความมั่นคงของรายได้และงาน รวมถึงการเพิ่มความพร้อมของบริการสาธารณะ เช่น การดูแลสุขภาพและการศึกษาให้กับประชากรย้ายถิ่นในเมืองของจีน

    ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู

    จากบทความข่าวเศรษฐกิจดังกล่าว ซึ่งชี้ให้เห็นถึงบทบาทของจีนในฐานะหลักยึดสำคัญของตลาดโลก โดยเฉพาะจากระบบนิเวศ AI ที่คุ้มค่าและการเปิดภาคการเงิน ต่อไปนี้คือข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทยเพื่อปรับตัวและใช้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว

    1.การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศ AI ต้นทุนต่ำของจีน ไทยควรร่วมมือกับจีนในการนำเทคโนโลยี AI ไปใช้ในภาคการผลิตและบริการของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการท่องเที่ยว เนื่องจากต้นทุนการพัฒนา AI ในจีนต่ำกว่าสหรัฐฯ มาก (เพียงร้อยละ 15-20) การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมพัฒนากับจีนจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนของไทย

    2.การดึงดูดเงินลงทุนจากจีนและปรับพอร์ตการลงทุน ในขณะที่เงินทุนโลกกำลังกระจายตัวออกจากสหรัฐฯ และสินทรัพย์จีนได้รับความสนใจมากขึ้น ไทยควรส่งเสริมให้กองทุนสถาบันของไทย (เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ ประกันสังคม) จัดสรรสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์จีนเพิ่มขึ้น ทั้งหุ้น พันธบัตรรัฐบาลจีน และโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงและรับผลตอบแทนที่ดี

    3.การเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทานร่วมกับจีนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ จากบทความระบุว่าจีนกำลังเข้าสู่ “ซูเปอร์ไซเคิล” ด้านการผลิตและการลงทุน โดยเฉพาะในพลังงานสะอาด เทคโนโลยีสีเขียว และระบบอัตโนมัติ ไทยควรวางตำแหน่งตนเองเป็นฐานการผลิตเสริมของจีนในภูมิภาคอาเซียน โดยส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (supply chain integration) และดึงดูดนักลงทุนจีนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

    4.การส่งเสริมการใช้เงินหยวนในภูมิภาคและเปิดรับกลไกการเงินของจีน ด้วยแนวโน้มที่ธนาคารกลางทั่วโลกกระจายเงินสำรองออกจากเงินดอลลาร์ และจีนเปิดระบบการลงทุนข้ามพรมแดนมากขึ้น ไทยควรเร่งเจรจาความตกลงการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency Settlement) กับจีนให้ครอบคลุมมากขึ้น สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยใช้เงินหยวนในการค้าและการลงทุน รวมถึงพิจารณาออกพันธบัตรสกุลเงินหยวนในตลาดการเงินของไทย เพื่อดึงดูดสภาพคล่องจากนักลงทุนจีน

    5.การเสริมสร้างนวัตกรรมในประเทศควบคู่กับความร่วมมือ แม้บทความจะชี้ว่าวิสาหกิจจีนมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่จุดอ่อนของไทยคืออุปสงค์ในประเทศและการบริโภค ดังนั้น ไทยควรใช้เทคโนโลยี AI และเงินทุนจากจีนมาช่วยยกระดับ SMEs และสตาร์ทอัพไทย พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลและทักษะแรงงานไทยให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการลดความกังวลด้านความมั่นคงในงานของประชาชน ตามที่ผู้เชี่ยวชาญจาก S&P กล่าวไว้

    กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยควรมองจีนเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีและการเงินที่สำคัญ ปรับกลยุทธ์จากเดิมที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และยุโรปเพียงด้านเดียว หันมาใช้ประโยชน์จากต้นทุน AI ที่ต่ำกว่า ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่สินทรัพย์จีน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

    —————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    มิถุนายน 2569

    แหล่งข้อมูลผู้รายงาน : วัง เค่อจู (Wang Keju) จาก China Daily

    https://mp.weixin.qq.com/s/zRtfs_ilwllpY-7u3Gga1w

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/os1xkyjp50dfc1z76hw9ljst&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iSOFMmY-PZjKUOzIgIiON

  • ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    กรมทางหลวงยกระดับคมนาคมเมืองโคราช เปิดทดลองใช้สองอุโมงค์ยักษ์ “ประโดก – เทอร์มินอล” 3 มิ.ย. นี้ แก้รถติด เพิ่มความคล่องตัว เชื่อมเศรษฐกิจภาคอีสานไร้รอยต่อ

    กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างสะพาน ประกาศความพร้อมเตรียมเปิดทดลองใช้งานสองโครงการคมนาคมครั้งสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่

    – อุโมงค์ทางลอดแยกประโดก
    – อุโมงค์ทางลอดแยกนครราชสีมา (Terminal) 
     

    ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    พร้อมกันตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป หวังยกระดับการเดินทางบนถนนมิตรภาพ แก้ไขปัญหาจราจรคอขวดเขตเมือง และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    จังหวัดนครราชสีมาถือเป็นศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง 

    โดยมีทางหลวงหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพ เป็นเส้นทางหลักในการเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครสู่ภาคอีสาน จากการเติบโตของเมืองและการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ 

    ส่งผลให้ปริมาณการจราจรหนาแน่นอย่างต่อเนื่อง กรมทางหลวงจึงได้เร่งดำเนินโครงการก่อสร้างทางลอด ณ จุดตัดสำคัญทั้ง 2 แห่งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค

    ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    รายละเอียดเชิงวิศวกรรมของทั้ง 2 โครงการ มีดังนี้

    อุโมงค์ทางลอดแยกนครราชสีมา (Terminal): ตั้งอยู่บริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 2 กับทางหลวงหมายเลข 224 (แยกนครราชสีมา) มีระยะทางรวม 1.181 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้าง 373 ล้านบาท 

    ก่อสร้างเป็นอุโมงค์คอนกรีตขนาด 2 ช่องจราจร รองรับรถที่เดินทางจากจังหวัดขอนแก่นมุ่งหน้าสู่สระบุรี ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งระบบความปลอดภัย อาทิ ระบบระบายน้ำ ไฟฟ้าส่องสว่าง ป้องกันอัคคีภัย และระบบควบคุมการจราจรเสร็จสมบูรณ์แล้ว

    อุโมงค์ทางลอดแยกประโดก: ตั้งอยู่บริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 2 กับถนนช้างเผือกและถนนสิริราชธานี มีระยะทางรวมประมาณ 1.750 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้าง 849 ล้านบาท 

    ก่อสร้างเป็นทางลอดคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ถึง 6 ช่องจราจร (แบ่งทิศทางละ 3 ช่องจราจร) พร้อมถนนคู่ขนานและทางเท้า โดยที่ผ่านมาได้เริ่มเปิดทดลองใช้นำร่องช่วงเวลา 06.00 น. – 21.00 น. มาตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    การเปิดใช้งานอุโมงค์ทางลอดทั้งสองแห่งในวันที่ 3 มิถุนายนนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางและอุบัติเหตุในตัวเมืองโคราชเท่านั้น แต่ยังถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระดับประเทศในพื้นที่ภาคอีสาน 

    ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    ทั้งโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 (M6) สายบางปะอิน–นครราชสีมา, โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน และโครงการรถไฟทางคู่ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้จังหวัดนครราชสีมาเติบโตในฐานะประตูสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กรมทางหลวงขอความร่วมมือให้ผู้ใช้เส้นทางขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และสัญญาณจราจรภายในอุโมงค์อย่างเคร่งครัด หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุ สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิด 2 อุโมงค์โคราช ยกระดับคมนาคม เชื่อมเศรษฐกิจอีสาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/743250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LQToGqbeS_jtR4BsOH0PT

  • วันนี้ วันแรก!  เริ่มใช้่ ไทยช่วยไทยพลัส  26.04 ล้านสิทธิ

    วันนี้ วันแรก! เริ่มใช้่ ไทยช่วยไทยพลัส 26.04 ล้านสิทธิ

    01 มิถุนายน 2569, 06:55น.

              เริ่มใช้กันวันนี้  1 มิถุนายน 2569 ประชาชนที่ลงทะเบียน  “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” 26.04 ล้านราย เริ่มใช้สิทธิวันแรก โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) เวลา 06.00 – 23.00 น. ของทุกวัน “ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน

             สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนรวมกว่า 43 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จำนวน 13.18 ล้านคน และประชาชนกลุ่มคนทั่วไป (ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ประมาณ 30 ล้านสิทธิ

              สำหรับการเริ่มใช้จ่ายตามโครงการฯ ธนาคารกรุงไทย ได้มีการเตรียมความพร้อมของระบบเพื่อรองรับการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของประชาชนไว้แล้ว โดยประชาชนสามารถเติมเงินเข้า G-Wallet ไว้สำหรับสแกนใช้จ่ายในโครงการฯ หรือเติมเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

              นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยจะสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 – 21.00 น.)

    #ไทยช่วยไทยพลัส

    #ประคองเศรษฐกิจไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QGhPXkzBnh76HO2lPTpm8

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 มิ.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 มิ.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 มิ.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 96 ,91 ลง 70 สตางค์ต่อลิตร

    ด้านดีเซลลดราคา 50 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยมลดราคา 1 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 59.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.70 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.20 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 59.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.70 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.20 บาท (บางจาก)

     ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (2 มิ.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/660394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31NBrsM5NCd2rfPtXm02L3

  • เปิดวันแรกคึกคัก! “ไทยช่วยไทย พลัส” สะพัด 170 ล้านใน 3 ชั่วโมง คนใช้สิทธิทะลุ 8.9 แสนคน

    เปิดวันแรกคึกคัก! “ไทยช่วยไทย พลัส” สะพัด 170 ล้านใน 3 ชั่วโมง คนใช้สิทธิทะลุ 8.9 แสนคน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/151198&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw391IVxdL4D-D-Hr6l86jju

  • เงินสะพัดทะลุพันล้าน! “คลัง” หน้าบาน วันแรกยอดใช้จ่าย “ไทยช่วยไทยพลัส”

    เงินสะพัดทะลุพันล้าน! “คลัง” หน้าบาน วันแรกยอดใช้จ่าย “ไทยช่วยไทยพลัส”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/151317&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0baDm7sxl_ZwIyh6dshg6Y

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 01/06/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 01/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/151171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eC7ho5hbTzEVQ6nKIeUM8

  • วันแรก ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ยอดเงินสะพัดทะลุพันล้าน ใช้สิทธิแล้ว 5 ล้านคน

    วันแรก ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ยอดเงินสะพัดทะลุพันล้าน ใช้สิทธิแล้ว 5 ล้านคน

    วันนี้, 20:31น.

              กระทรวงการคลังเผยยอดใช้จ่ายวันแรกโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ประชาชนแห่ใช้สิทธิ 5 ล้านคน ดันเม็ดเงินเข้าระบบสะพัดทะลุ 1 พันล้านบาท

              นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการใช้จ่ายโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ว่า วันนี้เป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชนใช้จ่ายโดยบรรยากาศภาพรวมเป็นไปอย่างคึกคักและได้รับความสนใจจากประชาชน โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 1 มิ.ย. 69 เวลา 17.00 น. พบว่า มียอดการใช้จ่ายรวมสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วทั้งสิ้น 1,084.43 ล้านบาท  เมื่อสำรวจรายละเอียดของเม็ดเงินที่หมุนเวียนในวันแรก พบว่า เป็นการใช้จ่ายในส่วนที่ประชาชนจ่ายเองจำนวน 454.78 ล้านบาท และส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่ายสนับสนุนอีก 629.65 ล้านบาท โดยมีจำนวนประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิจับจ่ายใช้สอยสูงถึง 5 ล้านคน ผ่านการทำธุรกรรมรวมทั้งสิ้น 6.93 ล้านครั้ง ในฝั่งของผู้ประกอบการที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการรอบนี้ พบว่ามีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายจริงแล้วจำนวน 5.66 แสนร้านค้า

               ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” จะสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” (G-Wallet) ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. ได้รับเงินอุดหนุน 1,000 บาทต่อเดือน ไม่เกินวันละ 200 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2569   โดยรัฐบาลจะช่วยสมทบจ่ายให้ 60% และประชาชนร่วมจ่ายเอง 40% ครอบคลุมการซื้อสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะรายย่อย อาทิ รถโดยสารประจำทาง รถสามล้อ และวินจักรยานยนต์รับจ้าง อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้มีข้อห้ามชัดเจนโดยยกเว้นการนำไปใช้จ่ายในกลุ่มร้านนวด สปา ทำเล็บ และทำผม  ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมขยายช่องทางให้สามารถสแกนจ่ายผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ ได้เพิ่มเติม ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. เป็นต้นไป

    #ไทยช่วยไทยพลัสวันแรก

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161865&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dnlE84TU8pv04Eb6Uy6ru

  • โลกผันผวน ส.อ.ท.- กระทรวงพลังงาน หารือ แผนเสริมความมั่นคง

    โลกผันผวน ส.อ.ท.- กระทรวงพลังงาน หารือ แผนเสริมความมั่นคง

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้แจงวิสัยทัศน์และนโยบายของ ส.อ.ท. ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “5I” เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และสร้างการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว ประกอบด้วย Intelligent Industry, Innovation & Creative Industry, International Alliance & Network, Industrial Infrastructure Reform และ Inclusive & Sustainable Growth 

    กระทรวงพลังงาน
    ส.อ.ท. หารือ รมว.พลังงาน เดินหน้าแนวทางพลังงาน เสริมความมั่นคง

    ทั้งนี้ ในบรรดายุทธศาสตร์ทั้ง 5 ด้าน ทั้งกระทรวงพลังงานและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต่างเห็นตรงกันว่า “พลังงาน” เป็นปัจจัยพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับทุกมิติของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การผลิต การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัล ตลอดจนการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปภาคพลังงานควบคู่ไปกับการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยในทุกมิติ

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แสดงความเชื่อมั่นว่ากระทรวงพลังงานและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะสามารถทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เปรียบเสมือนพี่น้องที่ร่วมกันขับเคลื่อนภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน

    นายเอกนัฏ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะเข้ามารับผิดชอบงานด้านพลังงานโดยตรง แต่การดำเนินงานทุกด้านยังคงมีความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอย่างแยกไม่ออก เนื่องจากพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งถือเป็นความหวังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    มีหลายประเด็นที่กระทรวงพลังงานต้องการเร่งผลักดันร่วมกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และการเพิ่มมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต นายเอกนัฏ กล่าวเสริม

    ในการหารือครั้งนี้ นายมงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม ส.อ.ท. ได้สะท้อนมุมมองว่าพลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม แต่เป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความมั่นคงทางพลังงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมเห็นว่า ประเทศไทยควรมีแนวทาง “Pragmatic Energy Transition” ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) การเข้าถึงพลังงานในต้นทุนที่เหมาะสม (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability) ไปพร้อมกัน

    นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปิดให้เอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA การส่งเสริมพลังงานชีวภาพและพลังงานสะอาด การพัฒนา Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงแนวทางเพิ่ม Flexibility ในการบริหารระบบพลังงานของประเทศ โดยภาคอุตสาหกรรมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และรองรับอนาคตของประเทศไทย

    ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. ได้สะท้อนสถานการณ์การดำเนินงานของภาคโรงกลั่น (Operational situation) ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสมดุลห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านพลังงาน ภายใต้ภาวะความผันผวนของอุปสงค์ (Demand) และตลาดด้านพลังงาน (Energy market) โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ และมีการวางแผนบริหารจัดการสำรองน้ำมันอย่างรอบด้าน

    เนื่องจากปัจจุบัน กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้วางแผนจัดหาน้ำมันดิบเพื่อรองรับการผลิตล่วงหน้าอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ โดยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและเพิ่มความหลากหลายของแหล่งนำเข้า เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก 

    ทั้งนี้กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ พร้อมให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน การบริหารจัดการปริมาณสำรองน้ำมัน และการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานและเคมีภัณฑ์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มฯ โรงกลั่นฯ เดินหน้าจัดหาน้ำมันดิบรองรับกำลังการผลิตอย่างเต็มที่

    ด้านนายเอกนัฏ กล่าวว่า การดำเนินมาตรการต่าง ๆ จะพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ พร้อมย้ำว่าการบริหารจัดการพลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการป้องกันภาวะขาดแคลนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนว่า ประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการพลังงานที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

    กระทรวงพลังงาน
    ส.อ.ท. หารือ รมว.พลังงาน เดินหน้าแนวทางพลังงาน เสริมความมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/276740&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oEuCyqCn6UtcvDDvY3TrU

  • วิกฤติต้นทุนพุ่ง ทุบอุตฯ ‘อาเซียน’ โรงงานแห่ปิดตัว-เลิกจ้าง

    วิกฤติต้นทุนพุ่ง ทุบอุตฯ ‘อาเซียน’ โรงงานแห่ปิดตัว-เลิกจ้าง

    วิกฤติต้นทุนพุ่งกระหน่ำ เขย่าอุตสาหกรรม “อาเซียน” SME แห่ปิดตัวกว่า 100 ราย – เลิกจ้างพนักงาน นักวิเคราะห์เตือนระวังโดมิโนเอฟเฟกต์เศรษฐกิจ เมื่อตัวเลขส่งออกยังช่วยพยุง GDP

    โรงงานอุตสาหกรรมหลักทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มรายงานการปิดตัวของบริษัทและการเลิกจ้างงานแล้ว เนื่องจากผลกระทบของสงครามอิหร่านส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและระบบขนส่งแย่ลงเรื่อย ๆ แม้ว่ายอดการผลิตที่แข็งแกร่งในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยปกปิดความทุกข์ยากในภาคส่วนอื่น ๆ ไว้ก็ตาม

    ความเชื่อมั่นของผู้ผลิตในกลุ่มประเทศ “อาเซียน” ทั้ง 11 ประเทศ ประจำเดือนเม.ย. โดยวัดจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI ของ S&P Global ยังคงอยู่ในแดนบวก แต่ตัวเลขนี้ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 9 เดือน และลดลงอย่างน่าใจหายเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม  

    SME รายย่อย ‘มาเลเซีย’ แห่ปิดตัวกว่า 100 ราย

    เฟอร์ดอส รอสลี  หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารแอมแบงก์ (AmBank) ในกัวลาลัมเปอร์ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ตัวเลขการค้าของมาเลเซียในเดือนเม.ย.จะดูเติบโตดีเกินคาดจนน่าตกใจ โดยยอดส่งออกโตเป็นเลขสองหลัก แต่ข้อมูลไส้ในกลับมีความไม่เท่าเทียมกันอย่างมาก

    รอสลีเตือนว่า ความแข็งแกร่งของตัวเลขภาพรวม มันได้บดบังความตึงเครียดขั้นรุนแรงในบางธุรกิจ ซึ่งเราอาจมองไม่เห็นทันทีจากตัวเลข GDP รวม เพราะเศรษฐกิจแต่ละภาคส่วนขับเคลื่อนด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน

     “ตัวอย่างเช่น ภาคโลจิสติกส์ การผลิตขั้นทุติยภูมิ และการก่อสร้างในท้องถิ่น คือกลุ่มที่เราคาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้ธุรกิจอื่นที่กำลังรุ่งจะช่วยชดเชยตัวเลขในบัญชีระดับชาติได้ชั่วคราว แต่ความเดือดร้อนในระดับจุลภาคนั้นเป็นเรื่องจริง” รอสลีกล่าว

    มาเลเซียและฟิลิปปินส์จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือว่า SMEs มีความเสี่ยงสูงที่สุด  

    โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์รายย่อยมากกว่า 100 แห่งในเมืองมัวร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ต้องปิดตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบจากสงครามซ้ำเติมกำไรที่ลดน้อยถอยลงอยู่แล้วจากมาตรการกำแพงภาษีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    “โรงงานขนาดเล็กเริ่มทยอยปิดตัวลง รอบ ๆ ตัวเรา โรงงานเก่าแก่ก็กำลังปิดตัวเพราะทนไม่ไหวแล้ว” 

    เจฟฟรีย์ อิง เจ้าของบริษัท TKL Furniture  ส่งออกสินค้าทั้งหมดไปยังสหรัฐกล่าวว่า ขณะนี้โรงงานขนาดเล็กเริ่มทยอยปิดตัวลง โรงงานเก่าแก่ก็กำลังปิดตัวเพราะทนไม่ไหวแล้ว 

    “รายเล็กทนแรงบีบไม่ไหวก็ต้องปิดไป ส่วนรายเก่าแก่ที่เคยทำเงินได้ในปีก่อน ๆ พวกเขาเลือกที่จะปิดกิจการและเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสด ดีกว่ายอมให้เงินไหลออกจนหมดตัว”

    สตีฟ ออง  ประธานสมาคมเฟอร์นิเจอร์ยะโฮร์ ทางตอนใต้ของมาเลเซียกล่าวว่าสงครามครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ประเทศที่รบกัน แต่การขนส่งสินค้าทั่วโลกถูกรบกวนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น และทำให้ลูกค้าต่างชาติชะลอการรับมอบสินค้าออกไป

    ผลสำรวจประจำเดือนพ.ค.โดยสมาพันธ์ผู้ผลิตแห่งมาเลเซีย (FMM) พบว่า 28% จากผู้ตอบแบบสอบถาม 225 ราย “ได้ปรับลดหรือมีแผนจะปรับลดพนักงาน ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตครั้งนี้” ขณะที่ 72% ระบุว่าสถานการณ์ของพวกเขาย่ำแย่ลง

    ส่วนที่ฟิลิปปินส์ ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า โรงงานต่าง ๆ ได้เลิกจ้างคนงานไปถึง 217,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. หรือคิดเป็น 5.8% ของแรงงานในภาคการผลิตทั้งหมด 

    นอกจากนี้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตของประเทศยังดิ่งลงสู่แดนหดตัว และอ่อนแอที่สุดในกลุ่ม 6 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ของอาเซียน

    ‘ฟิลิปปินส์’ เจ็บหนัก  ไม่มีอุตสาหกรรม AI

    มิเกล ชานโก นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสตลาดเกิดใหม่ในเอเชียจากบริษัท Pantheon Macroeconomics ในอังกฤษกล่าวว่า ผู้ผลิตในฟิลิปปินส์จะต้องดิ้นรนอย่างหนักทั้งในแง่ของอุปสงค์และอุปทาน เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมากส่งผลกระทบต่อทั้งสองฝั่ง 

    ทว่าสิ่งที่ทำให้ฟิลิปปินส์ดูแย่กว่าประเทศเพื่อนบ้านคือ ภาคการส่งออกของฟิลิปปินส์ไม่ได้รับประโยชน์มากนัก  จากกระแสฮาร์ดแวร์ AI ที่กำลังช่วยหนุนให้ยอดส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเติบโตอย่างรวดเร็ว

     ชานโกมองว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์มี “เบาะรองรับทางนโยบาย” โครงสร้างพื้นฐานน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก เช่น ไม่มีมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันเหมือนอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย

    อุตสาหกรรม ‘เวียดนาม’ เริ่มตึงตัว

    ในขณะที่ “เวียดนาม” ก็เห็นความย้อนแย้ง ในภาคการผลิตอย่างชัดเจนเช่นกัน  แม้ว่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  แต่การเติบโตของตัวเลขยอดสั่งซื้อเริ่มชะลอตัว

    แอนดรูว์ ฮาร์เกอร์  ผู้อำนวยการด้านเศรษฐศาสตร์ของ S&P Global Market Intelligence ข้อสังเกตว่า “แม้ผลผลิตจะยังเพิ่มขึ้นในผลสำรวจล่าสุด แต่อัตราการขยายตัวนั้นช้าลงจนเกือบหยุดนิ่ง และเมื่อยอดสั่งซื้อใหม่เริ่มหดตัว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ยอดการผลิตจะหดตัวตามในเดือนข้างหน้า เว้นแต่ว่าสถานการณ์ด้านราคาและอุปทานจะดีขึ้นในเร็ว ๆ นี้”

    ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษคือ อุตสาหกรรมรองเท้าขนาดใหญ่ของเวียดนาม โดย พาน ธิ ทันห์ ซวน (Phan Thi Thanh Xuan) รองประธานสมาคมหนัง รองเท้าและกระเป๋าถือแห่งเวียดนามเปิดเผยว่า ตลาดส่งออกในตะวันออกกลาง “หยุดชะงัก” อย่างสิ้นเชิงจากความขัดแย้งนี้ 

    ยิ่งไปกว่านั้น ค่าขนส่งที่พุ่งขึ้น 15% และราคาวัตถุดิบที่ผูกกับราคาน้ำมันดิบที่แพงขึ้น 30% ทำให้โรงงานในท้องถิ่นตกอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ต้องแบกรับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นเอง เพราะสัญญาการส่งออกส่วนใหญ่ทำไว้ล่วงหน้าในราคาคงที่

    ต้นทุนน้ำมันพ่นพิษ เขย่าซัพพลายเชนอาเซียน

    ราคาวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบซึ่งพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งภูมิภาค จอห์น ไฮแฮมประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของ Element 6 Evolution ซึ่งเป็นอู่ต่อเรือใบที่ตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบังในประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทของเขาไม่สามารถขนส่งวัสดุคอมโพสิตที่จำเป็นจากดูไบทางเรือได้อีกต่อไป

    “ปัญหาใหญ่คือ ‘เรซิน’ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่มีน้ำหนักมากที่สุดของเรา” ไฮแฮมกล่าว “ตอนนี้เราต้องขนส่งสินค้าอันตรายนี้ผ่านทางเครื่องบินเป็นจำนวนหลายพันกิโลกรัมแทน เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ โรงงานก็ต้องหยุดผลิตทั้งหมด”

    การเปลี่ยนมาใช้การขนส่งทางอากาศฉุกเฉินนี้ ทำให้ต้นทุนค่าเรซินของบริษัทพุ่งสูงขึ้นถึง 40% เช่นเดียวกับในอินโดนีเซียที่วิกฤตต้นทุนเริ่มลุกลาม 

    สมาคมนายจ้างอินโดนีเซียรายงานว่า 10 จาก 16 ภาคการผลิตเติบโตช้ากว่าตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศที่ขยายตัว 5.61% ในไตรมาสแรกอย่างมาก เนื่องจากราคาน้ำมันแนฟทาที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “อุตสาหกรรมพลาสติก” ในประเทศ 

    ขณะที่สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซียก็กำลังทำแบบสำรวจเพื่อประเมินผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน หลังต้นทุนที่สูงขึ้นและการขนส่งที่ล่าช้าเริ่มสร้างแรงกดดันอย่างชัดเจน

    ท่ามกลางมรสุมโลจิสติกส์ที่ทำให้การพึ่งพาซัพพลายเชนระยะไกลกลายเป็นความเสี่ยง รูปแบบการจัดหาวัตถุดิบในภูมิภาคจึงเริ่มเปลี่ยนทิศทาง โดยหันมาเน้นการพึ่งพาพันธมิตรในท้องถิ่นใกล้ตัวมากขึ้น  ซึ่งภาพการปรับตัวนี้สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนผ่านความเคลื่อนไหวใน “เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์”

    ในทางกลับกัน บริษัทในสิงคโปร์ซึ่งยังคงมีความเชื่อมั่นในเชิงบวกมากที่สุด กำลังรุกคืบหาแหล่งวัตถุดิบใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง  

     เมลวิน ตัน รองประธานสมาพันธ์การผลิตแห่งสิงคโปร์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่ผู้ผลิตต้องรับมือกับค่าขนส่งและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น หลายบริษัทจึงหันไปใช้ประโยชน์จาก เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ (Johor-Singapore Special Economic Zone: JS-SEZ) ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ รวมถึงโรงงานในอินโดนีเซียที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อเป็นฐานในการจัดหาวัตถุดิบและขับเคลื่อนการผลิตแทนแหล่งเดิมที่อยู่ไกลออกไป

    โดมิโนเอฟเฟกต์ ‘อาเซียน’

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สถานการณ์จะแย่ลงไปอีก เว้นแต่การจัดหาวัตถุดิบจะปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ธนาคารเพื่อการลงทุน CIMB ของมาเลเซีย ระบุว่า ผลสำรวจของธนาคารกลางชี้ว่า “โรงงานต่าง ๆ มีวัตถุดิบสำรองเฉลี่ยเหลืออยู่สำหรับ 3-4 เดือนเท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่าภาวะการขาดแคลนวัตถุดิบจะตึงตัวอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่สิ้นไตรมาสที่สองของปี 2026 เป็นต้นไป”

    รอสลี จาก AmBank กล่าวเตือนทิ้งท้ายว่า สถานการณ์ในตอนนี้ได้กลายเป็น “วิกฤติที่ตัวเลข GDP รวมไม่สามารถจับทิศทางได้ทันทีในเวลาจริง เพราะมันเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ การส่งผ่านผลกระทบจะลุกลามเงียบ ๆ จากโดมิโนตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่ง มันทำงานเหมือนกับไฟที่ค่อย ๆ คุบไหม้อย่างช้า ๆ “

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1236521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YI0aO8i_cDabUymc3sDzm