Category: เศรษฐกิจ

  • คอลัมน์ –

    คอลัมน์ –

    FooterLogo

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66570&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oRM3zh78stKOiu8ELs0Oj

  • สถานเอกอัครราชทูตฯ จัดกิจกรรมขยายศักยภาพเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม สานต่อเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและประชาชนที่จังหวัดภูเก็ต (3) – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานเอกอัครราชทูตฯ จัดกิจกรรมขยายศักยภาพเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม สานต่อเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและประชาชนที่จังหวัดภูเก็ต (3) – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานเอกอัครราชทูตฯ จัดกิจกรรมขยายศักยภาพเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม สานต่อเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและประชาชนที่จังหวัดภูเก็ต (3)

    วันที่นำเข้าข้อมูล 11 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 2 มิ.ย. 2569

    | 9 view

    วันที่ 1 – 4 พฤษภาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ จัดกิจกรรม “Royal Thai Embassy in Kuala Lumpur’s Diplomatic Journey Trip” ภายใต้ธีม “Unseen Phuket: From Local Wisdom to Global Connectivity”

    ในห้วงการเยือนฯ คณะฯ ได้เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดภูเก็ต อาทิ แหลมพรหมเทพ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ศาลเจ้าแสงธรรม วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง) และเกาะแพหรือทะเลแหวกภูเก็ตซึ่งดูแลรักษาโดยวิสาหกิจชุมชนบางโรง นอกจากนี้ ยังได้สัมผัสประสบการณ์นวดแผนไทยที่สถานประกอบการท้องถิ่นที่ได้รับรางวัลด้านความยั่งยืน และรับชมการแสดงทางวัฒนธรรมระดับโลก “สยามนิรมิต” ที่ผสมผสานศิลปะการแสดงของไทยเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย ตลอดจนลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มพื้นเมืองและของประเทศไทย ชูสถานะ “เมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร (Creative City of Gastronomy) ขององค์การ UNESCO” ของจังหวัดภูเก็ต และส่งเสริมความนิยมในสินค้าและบริการของไทย

    การดำเนินกิจกรรมฯ ครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทย มาเลเซีย และมิตรประเทศ ด้านเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจและการทูตวัฒนธรรมเชิงรุกในทุกมิติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยมีคณะผู้แทนระดับสูงของนานาประเทศเป็นกลไกสำคัญในการเผยแพร่และสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในเวทีสากล ตลอดจนสนับสนุนการขยายโอกาสด้านการส่งออกของไทยไปยังตลาดต่างประเทศ โดยคณะฯ ต่างชื่นชมข้อริเริ่มดำเนินกิจกรรมฯ ของสถานเอกอัครราชทูตฯ และเห็นว่า กิจกรรมฯ ได้สะท้อนการดำเนินยโยบายการทูตเชิงรุกของประเทศไทยที่เด่นชัด แสดงถึงความพร้อมของไทยในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับโลก ขณะเดียวกัน ยินดีที่ได้สัมผัสวัฒนธรรมและ Soft Power ของไทยด้วยตนเอง ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเชิงบวกต่อประเทศไทย อันเป็นรากฐานที่มั่นคงของการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระดับประเทศให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในทุกระดับและครอบคลุมทุกมิติต่อไป

    อนึ่ง คณะฯ ประกอบด้วย (1) H.E. Marta Laura Gabrieloni เอกอัครราชทูตอาร์เจนตินาประจำมาเลเซีย (2) H.E. Peter Van Acker เอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำมาเลเซีย (3) H.E. Jaime Alexis Munoz Sandoval เอกอัครราชทูตชิลีประจำมาเลเซีย (4) H.E. Irakli Asashvili เอกอัครราชทูตจอร์เจียประจำมาเลเซีย (5) H.E. Orla Tunney เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำมาเลเซีย (6) H.E. Ismael Maddallah Suliman Maaytah เอกอัครราชทูตจอร์แดนประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (7) H.E. Maher Kheir เอกอัครราชทูตเลบานอนประจำมาเลเซีย (8) H.E. Mariyam Shabeena Ahmedเอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ประจำมาเลเซีย (9) H.E. Luis Javier Campuzano Pina เอกอัครราชทูตเม็กซิโกประจำมาเลเซีย (10) H.E. Peter Spišia เอกอัครราชทูตสโลวักประจำมาเลเซีย (11) H.E. Radames Jesus Gomez Azuaje เอกอัครราชทูตเวเนซุเอลาประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ (12) H.E. Constance Chemwayi เอกอัครราชทูตซิมบับเวประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ และ (13) นาย Mohamed Ariff Mohamed Ali ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/kualalumpur-110526-3%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c3060006843&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sPynOluGfsdcs_6zCs7Il

  • “บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก

    “บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก

    “บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 12 ควงลูกสาว “น้องยูมี” พร้อมผู้สมัครสก.พรรคเศรษฐกิจ ลุยตลาดขนส่งพื้นที่ 4 หนองจอก ชูนโยบายดันเป็น “เมืองอนาคต-ดึงทุนนอก-ยกเว้นภาษี”

    วันที่ 1 มิ.ย.2569 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสะเวช หรือ “บิ๊กหยม” ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 12 จากพรรคเศรษฐกิจ ลงพื้นที่หาเสียง ณ ตลาดขนส่งพื้นที่ 4 เขตหนองจอก โดยมีการเปิดตัว “น้องยูมี” ลูกสาวคนเล็ก มาร่วมเดินทักทายพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าในตลาด 

    พล.ต.ท.ชาญเทพ เปิดเผยถึงเหตุผลที่ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่เขตหนองจอก เนื่องจากเห็นว่าหนองจอกเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีศักยภาพสูง อากาศดี และมีความเป็นธรรมชาติ แต่ยังขาดความเจริญและการพัฒนาที่เท่าที่ควร ตนจึงตั้งเป้าหมายที่จะยกระดับหนองจอกให้กลายเป็น เมืองแห่งอนาคต ที่มีความสวยงาม เดินทางสะดวก ปลอดอาชญากรรม และมีสุขอนามัยที่ดี เพื่อรองรับกลุ่มผู้เกษียณอายุทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงกระจายความเจริญจากกรุงเทพฯ ชั้นใน

    นอกจากนี้ พล.ต.ท.ชาญเทพ ยังได้เสนอนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยพร้อมใช้อำนาจของผู้ว่าฯ กทม. ในการยกเว้นภาษี 10% ให้กับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตหนองจอก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในท้องถิ่น พร้อมยืนยันว่าจะให้การดูแลพี่น้องประชาชนทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะพี่น้องชาวมุสลิมที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่

    สำหรับกรณีโพลสำรวจคะแนนนิยมที่ตนเองยังตามหลังคู่แข่งอยู่นั้น พล.ต.ท.ชาญเทพ แสดงความมั่นใจว่า เวลาอีก 27 วันที่เหลือก่อนถึงวันเลือกตั้ง ถือเป็นระยะเวลาที่เพียงพอในการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงความสำคัญของบทบาทผู้ว่าฯ กทม. และเชื่อมั่นว่านโยบายที่ตรงจุดของพรรคเศรษฐกิจ จะทำให้คะแนนเสียงของหมายเลข 12 ขยับขึ้นมาพลิกเกมไล่ตามคู่แข่งได้อย่างแน่นอน

    ทางด้านประเด็นดราม่าทางการเมืองที่มีการพาดพิงเรื่องการเหยียดเพศ พล.ต.ท.ชาญเทพ ปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว  โดยระบุว่าตนเองทำงานหนักมาโดยตลอด เป็นคนรักครอบครัว มีทั้งคุณแม่และลูกสาว จึงไม่มีพฤติกรรมเช่นนั้นอย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ “น้องยูมี” ลูกสาวคนเล็กที่มาร่วมลงพื้นที่หาเสียงเป็นครั้งแรก ได้กล่าวเสริมว่า พร้อมสนับสนุนคุณพ่ออย่างเต็มที่เพราะเชื่อมั่นว่าคุณพ่อมีความตั้งใจจริงที่จะเข้ามาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน

    นอกจากนี้ พล.ต.ท.ชาญเทพ ยังได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วม กทm. โดยวิจารณ์การทำงานของผู้บริหารชุดเก่าที่อยู่มา 4 ปี แต่ฝนตกเพียงชั่วโมงเดียวน้ำยังท่วมขังใจกลางเมือง พร้อมย้ำว่าหากตนได้รับเลือกตั้ง ปัญหาน้ำท่วมจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเด็ดขาด รวมถึงจะเร่งประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นความเดือดร้อนหลักของคนกรุงเทพฯ

    ในช่วงท้ายของการลงพื้นที่ พล.ต.ท.ชาญเทพ ได้ร่วมกับทีมผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของพรรคเศรษฐกิจ ที่มาร่วมเดินหน้าหาเสียงและแสดงพลังในพื้นที่อย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย

    • นายวรชัย สมบัติเจริญกิจ ผู้สมัคร สก. เขตหนองจอก หมายเลข 2

    • นายกัณฑ์ชาติ มนต์กันภัย ผู้สมัคร สก. เขตบางกะปิ หมายเลข 2

    • นายวันชัย รัตนขจรไชย ผู้สมัคร สก. เขตลาดกระบัง หมายเลข 3

    • นายกิตติธัช อยู่ดี ผู้สมัคร สก. เขตประเวศ หมายเลข 2

    โดยทีมผู้สมัครทุกคนได้ร่วมกันฝากทิ้งท้าย ขอให้พี่น้องประชาชนไว้วางใจเลือกพรรคเศรษฐกิจ ทั้งหมายเลข 12 ในส่วนของผู้ว่าฯ กทม. และหมายเลขประจำตัวของผู้สมัคร สก. ในแต่ละเขต เพื่อเข้าไปเปลี่ยนผ่านกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2936773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BLZVvzRU7jN6tPF96rlOf

  • ครม.อนุมัติงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน จัดสรรท้องถิ่น 3.94 แสนล้าน

    ครม.อนุมัติงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน จัดสรรท้องถิ่น 3.94 แสนล้าน

    ครม.ไฟเขียวกรอบงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ–ท้องถิ่นรับ 3.94 แสนล้าน

    ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินรวม 3,788,000 ล้านบาท ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยมุ่งสนับสนุนการดำเนินนโยบายรัฐบาล ควบคู่กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และแผนพัฒนาประเทศในระยะยาว

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การจัดทำงบประมาณครั้งนี้ให้ความสำคัญกับความสอดคล้องเชิงนโยบาย ความคุ้มค่าในการใช้จ่าย ความพร้อมของหน่วยงาน รวมถึงเสถียรภาพทางการคลังและความเป็นธรรมทางสังคม เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

    สำหรับโครงสร้างงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ 2,786,367.1363 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน 789,171.5383 ล้านบาท รายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง 71,038.0403 ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 151,520 ล้านบาท สะท้อนการจัดสรรงบประมาณที่ครอบคลุมทั้งภาระประจำ การลงทุน และการบริหารหนี้สาธารณะ

    ในมิติการจัดสรรเชิงนโยบาย งบประมาณดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มหลัก ครอบคลุมทั้งงบกลาง งบหน่วยรับงบประมาณ งบบูรณาการ งบบุคลากร งบทุนหมุนเวียน งบชำระหนี้ภาครัฐ รวมถึงงบชดใช้เงินคงคลังและเงินทุนสำรองจ่าย เพื่อรองรับการบริหารงบประมาณในภาพรวมของรัฐอย่างเป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดสรรงบประมาณตาม 5 นโยบายรัฐบาล วงเงินรวม 1,503,088.7746 ล้านบาท ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงและการต่างประเทศ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ รวมถึงการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายหลักของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

    ในระดับยุทธศาสตร์ชาติ งบประมาณปีนี้ยังถูกจัดสรรตาม 6 ยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งด้านความมั่นคง การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้างความเสมอภาคทางสังคม การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับสมดุลภาครัฐ เพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างรอบด้านและยั่งยืน

    นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบการจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 394,966.5942 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ และสนับสนุนการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นโดยตรง

    ทั้งนี้ การจัดทำงบประมาณปี 2570 สะท้อนทิศทางการบริหารการคลังของรัฐที่มุ่งเน้นความสมดุลระหว่างวินัยการเงินการคลัง การลงทุนเพื่อการเติบโต และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cabinet-budget-2570-378-trillion-local-budget-394-billion&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ka75Kl8ma0YIOYSFHlDj5

  • หอการค้าฯพบนายกฯ 10 มิ.ย.นี้ เสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯพบนายกฯ 10 มิ.ย.นี้ เสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจ


    หอการค้าฯ 5 ภาค ระดมสมองเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปลดล็อก 4 กลุ่มสำคัญ ชงข้อเสนอภาคเอกชนต่อรัฐบาลรับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้จัดการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 30–31 พฤษภาคม 2569 โดยมีผู้นำหอการค้าจากทั่วประเทศกว่า 500 คน เข้าร่วมระดมความคิดเห็นและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานรากสู่ระดับประเทศ

    การประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาคในครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในพื้นที่จริงทั่วประเทศ ทั้ง SMEs ภาคเกษตร อุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว บริการ พลังงาน และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตรงกับปัญหาและศักยภาพของแต่ละภูมิภาค

    “วันนี้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายทั้งจากโลกป่วนและไทยป่วย โลกป่วนคือความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทานโลก เทคโนโลยี และกติกาการค้าใหม่ ส่วนไทยป่วยคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งผลิตภาพต่ำ ต้นทุนสูง กฎระเบียบซับซ้อน การเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยีของ SMEs รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันที่ต้องเร่งยกระดับอย่างจริงจัง หอการค้าจึงต้องทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงข้อเสนอจากพื้นที่ ไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายร่วมกับภาครัฐ” ดร.พจน์ กล่าว

    ทั้งนี้ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย อาทิ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้นำเสนอแนวทางการทำงานของภาครัฐในการปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ การเร่งใช้เทคโนโลยีและ AI การสนับสนุนพลังงานสะอาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สะท้อนความท้าทายด้านการค้าโลก การยกระดับ SMEs การเข้าถึงแหล่งทุนรูปแบบใหม่ และการเร่งรัดการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับอนาคต โดยเฉพาะการยกระดับ Digital & AI Transformation ให้เข้าถึงผู้ประกอบการทุกระดับ การเพิ่มผลิตภาพ การลดต้นทุน การขยายตลาด และการสร้างความสามารถใหม่ให้กับ SMEs ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ

    สำหรับประเด็นการระดมข้อเสนอ ที่ประชุมได้หารือแนวทางปลดล็อกเศรษฐกิจใน 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ การค้าและการลงทุน เกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว และพลังงาน โดยเน้นการเร่งรัดการเปิดตลาดและ FTA การยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไปสู่มูลค่าเพิ่มสูง การเปลี่ยนการท่องเที่ยวจากจำนวนสู่คุณภาพ และการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและมาตรการคาร์บอน ซึ่งกำลังเป็นกติกาสำคัญของการค้าโลก

    อย่างไรก็ตามในระดับภูมิภาค หอการค้า 5 ภาคได้ร่วมกันนำเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่สะท้อนจุดแข็งและปัญหาเฉพาะพื้นที่ อาทิ การพัฒนา Smart Farming และเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงในภาคกลาง การยกระดับผลไม้ สมุนไพร และเศรษฐกิจสุขภาพในภาคตะวันออก การพัฒนาการท่องเที่ยวริมโขงและโคเนื้อคุณภาพสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การผลักดันเทศกาลท่องเที่ยว กาแฟ และการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ในภาคเหนือ รวมถึงการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวตลอดปี ระเบียงสุขภาพอันดามัน และการยกระดับความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในภาคใต้

    ขณะที่อีกหนึ่งวาระสำคัญของการประชุม คือ การส่งเสริมบทบาทของนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือ YEC ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสร้างผู้นำเศรษฐกิจรุ่นต่อไป โดยหอการค้าไทยมุ่งสนับสนุนให้ YEC เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ประกอบการรุ่นใหม่ข้ามจังหวัด ข้ามภูมิภาค และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ดร.พจน์ กล่าวว่า การประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาคครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมประจำปี แต่เป็นการรวมพลังของเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ เพื่อจัดทำข้อเสนอจากพื้นที่จริงไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะรวบรวมข้อเสนอจากการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาคครั้งนี้ จัดทำเป็นข้อเสนอเร่งด่วนเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาล โดยมีกำหนดนำคณะผู้บริหารหอการค้าไทยและตัวแทนหอการค้าจากภูมิภาคต่าง ๆ เข้าพบนายกรัฐมนตรีในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เพื่อสะท้อนข้อเสนอของภาคเอกชนจากทั่วประเทศ และผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hU5OXwHeoR9Jd2Zc73Ler

  • เอฟเคไอไอ.ถอดรหัส “ต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์” หวังอัพเกรด Soft Powerไทยสร้างศักยภาพใหม่เพิ่มรายได้ประเทศ | TOPNEWS

    เอฟเคไอไอ.ถอดรหัส “ต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์” หวังอัพเกรด Soft Powerไทยสร้างศักยภาพใหม่เพิ่มรายได้ประเทศ | TOPNEWS

    สถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) เผยรายงานพิเศษเชิงลึก “การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สู่อนาคต Soft Power ไทย” พาย้อนรอยสูตรสำเร็จปี พ.ศ. 2552 ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอลงกรณ์ พลบุตร “มินิสเตอร์ครีเอทีฟไทยแลนด์” ที่พลิกโฉมประเทศจากรับจ้างผลิต (OEM) สู่แบรนด์สร้างสรรค์ ดันมูลค่าพุ่งทะลุ 1.03 ล้านล้านบาท ชู 6 มิติเด็ด ตั้งแต่การสร้างเวทีประชุมระดับโลก TICEF, รางวัลเกียรติยศชั้นครู, กองทุนโมเดลฮอลลีวูด ยันปราบละเมิดลิขสิทธิ์พันล้าน หวังเป็นบทเรียนล้ำค่าอัพเกรดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ขับเคลื่อน Soft Power ยุคปัจจุบันให้โตอย่างยั่งยืน โดยมีเนื้อหาเป็นประโยชน์ต่อการบริหารนโยบายSoft Powerของประเทศดังนี้

    1. บทนำและภูมิหลังทางนโยบาย (Background & Concept) ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี พ.ศ. 2551 (Hamburger Crisis) รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนโยบายเร่งด่วนในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกภาคอุตสาหกรรมlรับจ้างผลิต (OEM) ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มต่ำ โดยได้ประกาศนโยบาย “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) เป็นวาระแห่งชาติในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 เพื่อเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศให้ถึง 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในปี พ.ศ. 2555 และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ด้านความคิดสร้างสรรค์ของอาเซียน

    โดยแต่งตั้งนายอลงกรณ์ พลบุตร ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้เป็น “ผู้ขับเคลื่อนนโยบาย” ในการแปลงนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ภาคปฏิบัติ โดยใช้กลไกของกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหอกในการเปลี่ยนโครงสร้างจาก “Made in Thailand” ไปสู่ “Creative Thailand” ซึ่งมีทีมงานคนสำคัญมีส่วนในการขับเคลื่อนเช่น นายกอบศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและอดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีวัฒนธรรมดร.การดี เลียวไพโรจน์ ที่ปรึกษารมช.พาณิชย์ นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นายสัญญา สถิรบุตร ที่ปรึกษารมช.พาณิชย์ นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ผู้อำนวยการTCDC นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด คณะที่ปรึกษารมช.พณ. และนายอัครพล ลีลาจินดามัย เลขานุการรมช.พณ.เป็นต้น

    2. วิสัยทัศน์แห่งการเปลี่ยนแปลง (Inspirational Vision) หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย คือการจุดประกายความคิด ปรับเปลี่ยนทัศนคติของภาคการผลิตไทย และการประกาศหมุดหมายสำคัญในเวทีโลกและทิศทางเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทุกภาคส่วนโดยนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประธานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติประกาศวิสัยทัศน์แห่งการเปลี่ยนแปลงว่า “ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมที่เน้นค่าแรงถูกและทรัพยากรราคาต่ำได้อีกต่อไป

    ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทางรอดเดียวของเราคือการดึงศักยภาพที่เป็นจุดแข็งและจิตวิญญาณของคนไทย นั่นคือ ‘ความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรม’ มาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก (New Growth Engine) เพื่อนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง”

    นอกจากนี้นายอลงกรณ์ พลบุตรในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์กล่าวว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะสร้างจุดเปลี่ยนให้ประเทศไทยจากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง โดยเปลี่ยนจากประเทศ OEM (รับจ้างผลิต) เป็น ODM (ออกแบบและผลิต) และ OBM (ผลิตภายใต้แบรนด์ตัวเอง) ซึ่งจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการ ส่งผลให้ประชาชนและประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน แทนที่จะเป็นเพียงผู้ผลิตสินค้าปฐมภูมิ เราต้องมุ่งสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์และการสร้างแบรนด์ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทรัพย์สินทางปัญญา”
    และในการริเริ่มจัดงานประชุมระดับโลก TICEF นายอลงกรณ์ได้กล่าวถ้อยคำแสดงความทะเยอทะยานของประเทศไทยในแผนที่เศรษฐกิจโลกว่า “เมื่อมีการจัดงาน World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับโลกของเศรษฐกิจเก่าดั้งเดิม (Old Economy) ประเทศไทยจะจัดงานสำหรับเศรษฐกิจใหม่ระดับโลก (New Economy) เป็นครั้งแรกของโลกเช่นกัน นั่นคือ Thailand International Creative Economy Forum หรือ TICEF”

    3.โครงสร้างการบริหารนโยบายและการขับเคลื่อนระดับประเทศ การขับเคลื่อนวาระแห่งชาตินี้ ได้มีการวางรากฐานเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการไว้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงการปฏิบัติดังนี้
    3.1 จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติโดยมี นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เป็นประธาน เพื่อคุมบังเหียนในระดับนโยบายสูงสุดเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการพร้อมกับการสนับสนุนกรมทรัพย์สินทางปัญญาและศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ(TCDC)โดยมีการขยายผลจัดตั้ง “มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์” เพื่อบ่มเพาะบุคลากรสายคิดสร้างสรรค์เข้าสู่ตลาดแรงงาน

    3.2 แต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อขับเคลื่อนงานภาคปฏิบัติและแปลงนโยบายสู่การลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นประธานคณะกรรมการบริหารฯ

    3.3 วางโครงสร้างระดับภูมิภาคและการจัดตั้งครีเอทีฟซิตี้(Creative City)ริเริ่มแนวคิด “จังหวัดสร้างสรรค์” โดยมีการคัดเลือกจังหวัดนำร่องในระยะแรกจำนวน 10 จังหวัดทั่วประเทศ และขยายผลต่ออีก 10 จังหวัด เพื่อกระจายโครงสร้างพื้นฐานความรู้และดึงศักยภาพ เอกลักษณ์ รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มส่งตรงถึงเศรษฐกิจฐานราก

    3.4แก่นของนโยบาย คือ การนำ “สินทรัพย์ทางปัญญา” ผนวกกับ “ทุนทางวัฒนธรรม” ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม มาสร้างสรรค์สินค้าและบริการรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) แทนการเน้นปริมาณ (Volume)

    4.ผลงานและการดำเนินงานเชิงรุกที่สำคัญ (Key Accomplishments) การริเริ่มและผลักดันโครงการสำคัญๆในหลายมิติ และการขับเคลื่อนในระดับชาติและภูมิภาคดังนี้ :

    4.1 มิติด้านเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก — ผู้นำโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งอาเซียน : นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและในฐานะประธานอาเซียนและนายอลงกรณ์ พลบุตร ในขณะที่ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ได้เดินหน้าเชิงรุกด้วยการผลักดันให้อาเซียนร่วมกันสนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และริเริ่มแนวคิดการจัดตั้ง “ครีเอทีฟ อาเซียน” (Creative ASEAN) เพื่อสร้างความร่วมมือในภูมิภาค ซึ่งจากบทบาทการเป็นผู้ผลักดันในเวทีระดับภูมิภาคนี้เอง ทำให้นายอลงกรณ์ได้รับการกล่าวถึงและเรียกขานในเวทีอาเซียนว่าเป็น “มินิสเตอร์ครีเอทีฟไทยแลนด์” (Creative Minister of Thailand) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก นางมาลี เปงกัสตู (Mari Elka Pangestu) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของอินโดนีเซียในขณะนั้น ซึ่งให้การยอมรับและยกย่องวิสัยทัศน์เชิงรุกของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและนายอลงกรณ์เป็นอย่างมากจนนำมาสู่การที่ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูเบียนโต้และนางมาลี เปงกัสตู รัฐมนตรีการค้าได้ขอนัดหมายหารือกับ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายอลงกรณ์ พลบุตร ณ กรุงจาการ์ตา ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน(ASEAN Summit)เพื่อขอทราบแนวทางและศึกษาโมเดลการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยไปเป็นต้นแบบ ซึ่งหลังจากกาหารือครั้งนั้นเพียงไม่กี่เดือน ประเทศอินโดนีเซียก็ได้ประกาศจัดตั้ง “กระทรวงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ขึ้นเป็นครั้งแรกต่อมาจึงแยกเป็นกระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นการเฉพาะ


    การประชุมนานาชาติเศรษฐกิจสร้างสรรค์”ดาวอสแห่งเศรษฐกิจใหม่” จากการประกาศวิสัยทัศน์ที่จะสร้าง “ดาวอสแห่งเศรษฐกิจใหม่” รัฐบาลไทยได้จัดงานประชุมThailand International Creative Economy Forum(TICEF)ระดับโลกเป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายนปี2553โดยสามารถดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ นักคิด และผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนจากกว่า 30 ประเทศ โดยเฉพาะนายจอห์น ฮอว์กินส์ (John Howkins) ประธานกลุ่ม Creative Group จากประเทศอังกฤษ และผู้เขียนหนังสือชื่อดังเรื่อง “Creative Economy” เข้าร่วมงานซึ่งเป็นการปักหมุดประเทศไทยให้โดดเด่นในฐานะผู้นำและศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

    4.2 มิติด้านการเชิดชูความเป็นเลิศ — รางวัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ มีการริเริ่มรางวัลเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยนายกรัฐมนตรี(Thailand Prime Minister’s Creative Award)ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจโดยใช้กุศโลบายนำชื่อของบุคคลสำคัญ บรมครู หรือปราชญ์ผู้เป็นตำนานในแต่ละสาขาวิชาชีพของเมืองไทยมาตั้งเป็น “ชื่อเฉพาะของรางวัลเกียรติยศ” ทั้งหมด 15 สาขาอาชีพ เช่น รางวัลอังคาร กัลยาณพงศ์ ในสาขาทัศนศิลป์และวรรณศิลป์สร้างสรรค์, รางวัลศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ในสาขาจิตรกรรมร่วมสมัย, รางวัลสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในสาขาสถาปัตยกรรมสร้างสรรค์ และ รางวัล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในสาขาการบริหารจัดการวัฒนธรรมและการแสดงฯลฯเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ ยกระดับเกียรติยศของนักสร้างสรรค์ไทย และขับเคลื่อนแบรนด์ประเทศ (Nation Branding) สู่สากล

    4.3 มิติด้านกลไกการเงิน การจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และพัฒนาระบบธนาคารสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยริเริ่มระบบธนาคารเพื่ออุตสาหกรรมภาพยนต์และดนตรีโดยความร่วมมือของThe National Bank of California และสมาคมภาพยนต์แห่งสหรัฐอเมริกาโดยใช้โมเดลการกำเนิดHollywoodเป็นต้นแบบ เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิตภาพยนตร์ ดนตรี และ Content ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริงโดยสร้างมาตรฐานและระบบค้ำประกันมูลค่าแบบใหม่เป็นครั้งแรก

    4.4 มิติด้านความร่วมมือสากล — สร้างความร่วมมือกับ WIPO และ UNCTAD : นายอลงกรณ์กำกับกรมทรัพย์สินทางปัญญามีบทบาทสำคัญในการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนาหรือ อังค์ถัด ( UNCTAD: United Nations Conference on Trade and Development) ซึ่งมี ดร.ศุภชัย พาณิชย์ภักดิ์เป็นเลขาธิการได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ทำให้ประเทศไทยสามารถจัดจำแนกกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบรวม 4 กลุ่มใหญ่ 15 สาขาตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการจัดงานTICEFเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

    4.5 มิติด้านการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเฉียบขาด การบังคับใช้กฎหมายและทำลายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรอย่างจริงจัง โดยมีการจัดพิธีทำลายของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้วครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของสินค้าที่ถูกทำลายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท ตลอดช่วงเวลาการดำเนินนโยบาย

    4.6 ยกระดับอุตสาหกรรมผลักดัน 15 สาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ มรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา, ศิลปะ, สื่อ, และงานสร้างสรรค์ตามลักษณะเฉพาะ เช่น การออกแบบ แฟชั่น สถาปัตยกรรม และซอฟต์แวร์โดยมุ่งเน้นการสร้างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักออกแบบ ศิลปิน และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs)


    จากผลงานการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์คู่ขนานกับการพัฒนาและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรมจากการบริหารงานเชิงรุกอย่างรอบด้าน ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยเติบโตขึ้นแตะระดับ 1.03 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 10.6% ของ GDP ภายในเวลาไม่ถึง2ปีและได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลกเป็นผลให้นายอลงกรณ์จากประเทศไทยได้รับการคัดเลือกให้เป็น หนึ่งใน 50 ผู้มีอิทธิพลต่อระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลก (Top 50 Most Influential People in IP) จากนิตยสาร Managing Intellectual Property ซึ่งเป็นสื่อด้านทรัพย์สินทางปัญญาชั้นนำของโลก

    5.บทสรุปและบทเรียน การถอดบทเรียนจากการบริหารเชิงรุกของนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ได้สร้างรากฐานเศรษฐกิจโมเดลใหม่ในช่วงวิกฤตโลกซึ่งการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอดีตจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับการขับเคลื่อนเชิงโครงและระบบการของนโยบายSoft Powerในอนาคตเพื่อเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) ในการนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจโลกสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1591216&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zZpKiOisqXZi77El8EFTW

  • เศรษฐกิจย่าน เศรษฐกิจเมือง ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนตัวเล็ก “ทำมาหากินได้”

    เศรษฐกิจย่าน เศรษฐกิจเมือง ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนตัวเล็ก “ทำมาหากินได้”

    Loading…

    เศรษฐกิจย่าน เศรษฐกิจเมือง ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนตัวเล็ก “ทำมาหากินได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nkiydfNE45t9aG3ddTY3t

  • เศรษฐกิจไทยปี 2569 แข็งแกร่งเกินคาด ส่อง

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 แข็งแกร่งเกินคาด ส่อง

    วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.23 น.

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 แข็งแกร่งเกินคาด ส่อง ‘โล่กำบัง’ ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลกผันผวน

    ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่รุมเร้า ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินทั่วโลก ประเทศไทยยังคงยืนหยัดได้อย่างมั่นคง โดยมีเสถียรภาพทางการคลังและความมั่นคงของค่าเงินบาทเป็นโล่กำบังสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

    เสถียรภาพทางการคลัง เกราะกำบังระดับมหภาค

    ภาพประกอบ เสถียรภาพทางการคลัง เกราะกำบังระดับมหภาค

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากประเทศไทยยังคงรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด แม้จะมีภาระค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ตัวเลขสะท้อนความแข็งแกร่งยังคงเป็นไปตามกรอบกฎหมายอย่างชัดเจน

    หนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 66.38% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้ 70% ทำให้ไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอต่อการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวสูงถึง 9.4% ซึ่งกลายเป็นตัวกระตุ้นให้ภาคเอกชนหันมาขยับขยายการลงทุนตามไปอย่างแข็งแกร่ง

    เสถียรภาพทางการเงิน ทนทานต่อพายุทุนเคลื่อนย้าย
    ในโลกที่การเงินผันผวน ระบบการเงินของไทยได้รับการยอมรับว่ามีความสามารถในการต้านทานแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี โดย ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2569 ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 280.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นกันชนทรงพลังที่ช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาทไม่ให้รุนแรงจนเกินไป

    ขณะเดียวกัน แม้จะเผชิญต้นทุนพลังงานโลกที่พุ่งสูง แต่ในไตรมาสแรกไทยยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.01 แสนล้านบาท โดยมีสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีเป็นแรงส่งสำคัญ

    สรุปตัวเลขเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 1/2569

    อัตราการเติบโตของ GDP : ขยายตัว 2.8%

    มูลค่าทุนสำรองระหว่างประเทศ : 280.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP : 66.38% (ภายใต้เพดาน 70%)

    ดุลบัญชีเดินสะพัด : เกินดุล 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ทิศทางและความท้าทายในปี 2569

    ภาพประกอบ บรรยากาศย่านธุรกิจการเงินในกรุงเทพฯ สะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    แม้ตัวเลข GDP ไตรมาสแรกจะขยายตัวได้ดีเกินคาดที่ 2.8% แต่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังคงเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังวิกฤตค่าครองชีพจากราคาพลังงานและก๊าซธรรมชาติที่ยังผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ใช้นโยบายเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุมราคาสินค้าและการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้ยั่งยืนที่สุด ท่ามกลางมรสุมโลก ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าระบบเศรษฐกิจมหภาคของเรานั้นแข็งแกร่งเพียงใด ความมั่นคงทางการคลังและนโยบายการเงินที่แม่นยำ ไม่เพียงแค่ลดแรงปะทะจากภายนอก แต่ยังเป็นรากฐานที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกมั่นใจที่จะขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศไทยต่อไป

    ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับความเชื่อมั่นระดับสากล สามารถร่วมชมความสำเร็จของประเทศไทยในการได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม IMF-World Bank 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่ตอกย้ำให้เห็นถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของไทยในสายตาประชาคมโลกได้อย่างชัดเจน

    ขอขอบคุณที่มาข้อมูลเเละรูปภาพจาก กรมประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/968267&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zdtCZOc1z587G9k4-Eq7Y

  • ธปท. กำหนดมาตรฐานค่าบริการและปรับค่าธรรมเนียม เพื่อลดภาระประชาชน-SMEs กำชับแบงก์ห้ามเรียกเก็บเพิ่ม

    ธปท. กำหนดมาตรฐานค่าบริการและปรับค่าธรรมเนียม เพื่อลดภาระประชาชน-SMEs กำชับแบงก์ห้ามเรียกเก็บเพิ่ม

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์กำหนดค่าบริการและการให้บริการให้เป็นมาตรฐาน และปรับลดค่าธรรมเนียมหลายรายการลง เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราค่าบริการที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระเกินสมควร โดยครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งจะทำให้การเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นมาตรฐานเดียวกัน ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการยิ่งขึ้น

    rn

     

    rn

    ที่ผ่านมา ธปท. พบการเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการที่ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น บางรายการมีต้นทุนลดลงหรือไม่มีต้นทุนแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังเก็บค่าบริการอยู่ นอกจากนี้ ยังพบว่าค่าบริการบางรายการที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเรียกเก็บยังแตกต่างกันมาก หรือค่าบริการบางรายการยังมีหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนได้ไม่ชัดเจน ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งปรับลดหลายรายการลงให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้น โดยสรุปรายการค่าธรรมเนียมที่ปรับได้ดังนี้

    rn

     

    rn

    1. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก (Deposit-related) ได้แก่ ค่าขอรายการเดินบัญชีเงินฝาก (statement) ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน และค่ารักษาบัญชีเงินฝากกรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวและมียอดเงินฝากคงเหลือน้อยกว่าที่กำหนด (dormant account)
    rn 

    rn

    2. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Card-related) ได้แก่ ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐานและบัตรเดบิตพื้นฐาน ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต
    rn 

    rn

    3.  ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (Payment transaction-related) ได้แก่ ค่าบริการข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงิน เช่น การฝาก ถอน โอนเงินที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และที่สาขา การโอนเงินผ่านระบบบาทเนต การฝากเช็ค และการรับชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการ ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (commission in lieu of exchange) และค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
    rn 

    rn

    4.  ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้แก่ ค่าบริการการใช้สินเชื่อ (front-end fee) ค่าบริการขยายระยะเวลาการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา ค่าบริการต่ออายุวงเงินสินเชื่อในรูปแบบวงเงินหมุนเวียน ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนด (prepayment fee) กรณีสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา และค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน (cancellation fee)

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ ผู้ให้บริการจะต้องไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายรายการอื่น ค่าบริการรายการใหม่ หรือปรับอัตราดอกเบี้ย เพื่อทดแทนค่าบริการที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บได้ลดลงอันเนื่องมาจากหลักเกณฑ์ตามประกาศฉบับนี้  โดยไม่รวมถึงกรณีที่ผู้ให้บริการมีเหตุจำเป็น เช่น ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การสิ้นสุดระยะเวลาส่งเสริมการขาย หรือความเสี่ยงของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป

    rn

     

    rn

    ในกรณีที่ผู้ให้บริการไม่สามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการต้องคืนเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บเกินกว่าที่หลักเกณฑ์กำหนดให้แก่ลูกค้านับตั้งแต่วันที่หลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับ รวมถึงต้องจัดทำแผนและกรอบระยะเวลาดำเนินการเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

    rn

     

    rn

    หลักเกณฑ์นี้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 23/2569 เรื่อง การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ โดยการปรับต่าง ๆ จะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ผู้ให้บริการมีระยะเวลาในการปรับระบบงาน

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    2 มิถุนายน 2569

    rn”}}” id=”anchor1″>

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์กำหนดค่าบริการและการให้บริการให้เป็นมาตรฐาน และปรับลดค่าธรรมเนียมหลายรายการลง เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราค่าบริการที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระเกินสมควร โดยครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งจะทำให้การเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นมาตรฐานเดียวกัน ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการยิ่งขึ้น

    ที่ผ่านมา ธปท. พบการเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการที่ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น บางรายการมีต้นทุนลดลงหรือไม่มีต้นทุนแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังเก็บค่าบริการอยู่ นอกจากนี้ ยังพบว่าค่าบริการบางรายการที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเรียกเก็บยังแตกต่างกันมาก หรือค่าบริการบางรายการยังมีหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนได้ไม่ชัดเจน ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งปรับลดหลายรายการลงให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้น โดยสรุปรายการค่าธรรมเนียมที่ปรับได้ดังนี้

    1. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก (Deposit-related) ได้แก่ ค่าขอรายการเดินบัญชีเงินฝาก (statement) ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน และค่ารักษาบัญชีเงินฝากกรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวและมียอดเงินฝากคงเหลือน้อยกว่าที่กำหนด (dormant account)
     

    2. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Card-related) ได้แก่ ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐานและบัตรเดบิตพื้นฐาน ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต
     

    3.  ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (Payment transaction-related) ได้แก่ ค่าบริการข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงิน เช่น การฝาก ถอน โอนเงินที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และที่สาขา การโอนเงินผ่านระบบบาทเนต การฝากเช็ค และการรับชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการ ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (commission in lieu of exchange) และค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
     

    4.  ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้แก่ ค่าบริการการใช้สินเชื่อ (front-end fee) ค่าบริการขยายระยะเวลาการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา ค่าบริการต่ออายุวงเงินสินเชื่อในรูปแบบวงเงินหมุนเวียน ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนด (prepayment fee) กรณีสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา และค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน (cancellation fee)

    ทั้งนี้ ผู้ให้บริการจะต้องไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายรายการอื่น ค่าบริการรายการใหม่ หรือปรับอัตราดอกเบี้ย เพื่อทดแทนค่าบริการที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บได้ลดลงอันเนื่องมาจากหลักเกณฑ์ตามประกาศฉบับนี้  โดยไม่รวมถึงกรณีที่ผู้ให้บริการมีเหตุจำเป็น เช่น ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การสิ้นสุดระยะเวลาส่งเสริมการขาย หรือความเสี่ยงของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป

    ในกรณีที่ผู้ให้บริการไม่สามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการต้องคืนเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บเกินกว่าที่หลักเกณฑ์กำหนดให้แก่ลูกค้านับตั้งแต่วันที่หลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับ รวมถึงต้องจัดทำแผนและกรอบระยะเวลาดำเนินการเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

    หลักเกณฑ์นี้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 23/2569 เรื่อง การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ โดยการปรับต่าง ๆ จะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ผู้ให้บริการมีระยะเวลาในการปรับระบบงาน

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    2 มิถุนายน 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม: 

    ฝ่ายนโยบายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (MCPolicy-FCD@bot.or.th)
    ฝ่ายนโยบายการกำกับสถาบันการเงิน (RLP-RPD@bot.or.th)
    ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน (PolicyOffice-PSD@bot.or.th)
    ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการ (pig-strategyunit@bot.or.th)
    ฝ่ายตลาดการเงิน (FMInfrastructure@bot.or.th)

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260602.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1msOoMth9SAILKBx2DWwp1

  • ครม.ไฟเขียวงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท จัดสรรท้องถิ่น 3.9 แสนล้าน เร่งพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    ครม.ไฟเขียวงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท จัดสรรท้องถิ่น 3.9 แสนล้าน เร่งพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/151432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nOU2IO9vJJABqZt_kKTQS