Category: เศรษฐกิจ

  • ไทยช่วยไทยพลัส ใช้จ่ายพุ่ง 2,581 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

    ไทยช่วยไทยพลัส ใช้จ่ายพุ่ง 2,581 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ


    “ไทยช่วยไทย พลัส” แรงไม่หยุด! ทะลุ 2,581 ล้านบาท แล้ว หลังเปิดใช้วานนี้ – วันนี้ 11.00 น. รวมรายการใช้จ่าย 17.71 ล้านครั้ง 

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ว่า โครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและบทบาทของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 2,581.03 ล้านบาท

    ทั้งนี้ แบ่งเป็นการใช้จ่ายในส่วนของประชาชน จำนวน 1,078.18 ล้านบาท และภาครัฐร่วมสนับสนุนการใช้จ่าย จำนวน 1,502.85 ล้านบาท

    สำหรับจำนวนผู้เข้าร่วมใช้จ่ายผ่านโครงการฯ มีแล้วกว่า 10.09 ล้านคน เกิดรายการใช้จ่ายรวม 17.71 ล้านครั้ง ขณะที่มีร้านค้าเข้าร่วมและมีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วกว่า 711,000 ร้านค้า ทั่วประเทศ

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น และธุรกิจชุมชนทั่วประเทศ

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญสร้างสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจฐานราก และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ทั้งนี้ รัฐบาลจะได้ติดตามการดำเนินการโครงการฯ เพื่อให้จัดทำเป็นข้อมูลมหภาคเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/43353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38A0tKaRhwpPw1y2Xsh-aa

  • ดร.โจ สับไทยช่วยไทยพลัส แค่กระตุ้นเศรษฐกิจวันช็อต : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 2 มิ.ย.69

    ดร.โจ สับไทยช่วยไทยพลัส แค่กระตุ้นเศรษฐกิจวันช็อต : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 2 มิ.ย.69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/CAPUsxHpysk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jp5IO3XwQxC7oxAipw21s

  • ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพบสื่อมวลชน (GovernorConnect)

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพบสื่อมวลชน (GovernorConnect)

    งาน GovernorConnect

    rn

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    วันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2569

    rn”}}” id=”text-d91e582d36″>

    งาน GovernorConnect

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    วันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2569

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พูดคุยกับสื่อมวลชน โดยให้มุมมองต่อภาพเศรษฐกิจการเงินไทยในระยะข้างหน้า รวมถึงเล่าความคืบหน้าของมาตรการเฉพาะจุดของ ธปท. และทิศทางนโยบายสำคัญในระยะต่อไป สรุปประเด็นหลักดังนี้

    2. Update ผลและความคืบหน้ามาตรการเฉพาะจุด

    rn

    จากบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ธปท. มองว่าบทบาทในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในภาพใหญ่ จำเป็นต้องทำควบคู่กับการดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจผ่านมาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยมาตรการเฉพาะจุดที่ได้ดำเนินการไปแล้วในระยะ 8 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่

    rn

     

    rn

      rn

    • การสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียมเพื่อลดภาระประชาชน/SMEs ที่เพิ่งประกาศในราชกิจจาฯ  เพื่อให้การเก็บค่าธรรมเนียมให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป สามารถอธิบายได้ และมีมาตรฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อระบบธนาคารในระยะยาว และลดภาระให้กับประชาชน/SMEs โดยมาตรการดังกล่าวได้ปรับลดและยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ได้แก่ (1) บัญชีเงินฝาก 3 รายการ (2) บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 3 รายการ (3) ธุรกรรมการชำระเงิน 8 รายการ และ (4) การให้สินเชื่อ SMEs 5 รายการ ทั้งนี้ การปรับค่าธรรมเนียมดังกล่าว คาดว่าจะไม่เป็นภาระกับธนาคารมากนัก โดยคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 1.5 – 2% ของกำไรสุทธิของระบบ สง. โดยมาตรการนี้จะทยอยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค. ไปจนถึง 1 ต.ค. 2569 เพื่อให้เวลาแก่ สง. เตรียมความพร้อมและปรับระบบ
      rn
    • rn

    rn

     

    rn

      rn

    • มาตรการดูแลค่าเงินบาท ผ่านการกำกับธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการกำหนดให้ร้านทองรายใหญ่รายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำที่สำคัญ (ประกาศเมื่อ 1 ม.ค. 2569) โดยที่ผ่านมา ส่งผลส่วนหนึ่งให้ correlation ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำลดลง จากที่เคยสูงถึง 80% ลดมาอยู่ที่ 40% ซึ่งอาจมีผลของราคาทองคำขาลงอยู่บ้าง อย่างไรก็ดี มูลค่าการซื้อขายทองคำในภาพรวม โดยเฉพาะปริมาณการถอนทองคำจากแพลตฟอร์มลดลงชัดเจน 
    • rn

    rn

     

    rn

      rn

    • มาตรการเฝ้าระวังธุรกรรมไม่พึงประสงค์ ผ่านการกำกับธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่า ≥ 5 ล้านบาท และ ให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ (ประกาศเมื่อ 1 เม.ย. 2569) ซึ่งมีผลทำให้การถอนเงินสดมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในเดือน เม.ย. พบว่าจำนวนรายการถอนเงินสดลดลง 28% และมูลค่าถอนเงินสดลดลง 25% จากค่าเฉลี่ยในไตรมาส 1/2569 และยังลดลงต่อเนื่องในเดือน พ.ค. ทั้งนี้ ในระยะถัดไป ธปท. เตรียมกำกับธุรกรรม “ฝากเงินสด” และ “แลกเงินสด” มูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปเพิ่มเติม โดยจะต้องแจ้งแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์ เพื่อสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น
    • rn

    rn

     

    rn

      rn

    • ชุดมาตรการช่วยพยุงเศรษฐกิจ
    • rn

    rn

    โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย : ณ 31 พ.ค. 2569 มีลูกหนี้ที่เซ็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 102,277 บัญชี และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 200,000 บัญชีภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีอีกราว 93,000 บัญชีที่สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างก่อนเข้าโครงการ ซึ่งน่าจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนราย   

    rn

    SMEs Credit Boost เพื่อเป็นกลไกแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตให้กับสินเชื่อใหม่ให้กับกลุ่มธุรกิจศักยภาพ โดยปัจจุบันที่สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนความเสี่ยงเครดิตที่สูง และความต้องการสินเชื่อที่ปรับลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งสถาบันการเงินได้ร่วมมือในการนำเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) มาช่วยเป็นกลไกแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิต โดย ณ 29 พ.ค. 2569 ยอดอนุมัติสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 5,400 ล้านบาท และภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ราว 40,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการขยายขอบเขตความช่วยเหลือไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางด้วย

    rn

    SMEs Secure+ (การผ่อนปรนเกณฑ์พิจารณาให้สินเชื่อโดยคำนึงถึงหลักประกันที่ดินเป็นการชั่วคราว): ธนาคารพาณิชย์ 14 แห่งเข้าร่วมแล้วและจะมี product program ภายในเดือน มิ.ย. 2569 โดยคาดว่าภายในเดือน มิ.ย. 2570 จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 50,000 ล้านบาท

    rn”}}” id=”02″>

    2. Update ผลและความคืบหน้ามาตรการเฉพาะจุด

    จากบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ธปท. มองว่าบทบาทในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในภาพใหญ่ จำเป็นต้องทำควบคู่กับการดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจผ่านมาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยมาตรการเฉพาะจุดที่ได้ดำเนินการไปแล้วในระยะ 8 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่

    • การสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียมเพื่อลดภาระประชาชน/SMEs ที่เพิ่งประกาศในราชกิจจาฯ  เพื่อให้การเก็บค่าธรรมเนียมให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป สามารถอธิบายได้ และมีมาตรฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อระบบธนาคารในระยะยาว และลดภาระให้กับประชาชน/SMEs โดยมาตรการดังกล่าวได้ปรับลดและยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ได้แก่ (1) บัญชีเงินฝาก 3 รายการ (2) บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 3 รายการ (3) ธุรกรรมการชำระเงิน 8 รายการ และ (4) การให้สินเชื่อ SMEs 5 รายการ ทั้งนี้ การปรับค่าธรรมเนียมดังกล่าว คาดว่าจะไม่เป็นภาระกับธนาคารมากนัก โดยคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 1.5 – 2% ของกำไรสุทธิของระบบ สง. โดยมาตรการนี้จะทยอยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค. ไปจนถึง 1 ต.ค. 2569 เพื่อให้เวลาแก่ สง. เตรียมความพร้อมและปรับระบบ
    • มาตรการดูแลค่าเงินบาท ผ่านการกำกับธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการกำหนดให้ร้านทองรายใหญ่รายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำที่สำคัญ (ประกาศเมื่อ 1 ม.ค. 2569) โดยที่ผ่านมา ส่งผลส่วนหนึ่งให้ correlation ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำลดลง จากที่เคยสูงถึง 80% ลดมาอยู่ที่ 40% ซึ่งอาจมีผลของราคาทองคำขาลงอยู่บ้าง อย่างไรก็ดี มูลค่าการซื้อขายทองคำในภาพรวม โดยเฉพาะปริมาณการถอนทองคำจากแพลตฟอร์มลดลงชัดเจน 
    • มาตรการเฝ้าระวังธุรกรรมไม่พึงประสงค์ ผ่านการกำกับธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่า ≥ 5 ล้านบาท และ ให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ (ประกาศเมื่อ 1 เม.ย. 2569) ซึ่งมีผลทำให้การถอนเงินสดมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในเดือน เม.ย. พบว่าจำนวนรายการถอนเงินสดลดลง 28% และมูลค่าถอนเงินสดลดลง 25% จากค่าเฉลี่ยในไตรมาส 1/2569 และยังลดลงต่อเนื่องในเดือน พ.ค. ทั้งนี้ ในระยะถัดไป ธปท. เตรียมกำกับธุรกรรม “ฝากเงินสด” และ “แลกเงินสด” มูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปเพิ่มเติม โดยจะต้องแจ้งแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์ เพื่อสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น
    • ชุดมาตรการช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย : ณ 31 พ.ค. 2569 มีลูกหนี้ที่เซ็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 102,277 บัญชี และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 200,000 บัญชีภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีอีกราว 93,000 บัญชีที่สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างก่อนเข้าโครงการ ซึ่งน่าจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนราย   

    SMEs Credit Boost เพื่อเป็นกลไกแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตให้กับสินเชื่อใหม่ให้กับกลุ่มธุรกิจศักยภาพ โดยปัจจุบันที่สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนความเสี่ยงเครดิตที่สูง และความต้องการสินเชื่อที่ปรับลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งสถาบันการเงินได้ร่วมมือในการนำเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) มาช่วยเป็นกลไกแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิต โดย ณ 29 พ.ค. 2569 ยอดอนุมัติสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 5,400 ล้านบาท และภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ราว 40,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการขยายขอบเขตความช่วยเหลือไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางด้วย

    SMEs Secure+ (การผ่อนปรนเกณฑ์พิจารณาให้สินเชื่อโดยคำนึงถึงหลักประกันที่ดินเป็นการชั่วคราว): ธนาคารพาณิชย์ 14 แห่งเข้าร่วมแล้วและจะมี product program ภายในเดือน มิ.ย. 2569 โดยคาดว่าภายในเดือน มิ.ย. 2570 จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 50,000 ล้านบาท

    3. มาตรการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (Upcoming)

    rn

      rn

    • การกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) ข้อมูลจากผู้ให้บริการ BNPL รายใหญ่ 6-8 ราย ชี้ว่าการใช้งาน BNPL ขยายตัวเร็ว โดยมูลค่าการใช้สินเชื่อในปี 2567 ขยายตัว 38% จากปีก่อน ขณะที่จำนวนบัญชีเพิ่มจากประมาณ 6 แสนบัญชี ในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชี ในปี 2567 คิดเป็นการขยายตัวเฉลี่ยเกือบ 100% ต่อปี ทั้งนี้ การใช้สินเชื่อ BNPL ที่ใช้งานได้ง่าย แต่บางครั้งผู้บริโภคอาจได้รับวงเงินและการผ่อนจ่ายไม่รู้ตัว ซึ่งหากไม่จัดการให้ดี จะเสี่ยงทำให้ผู้บริโภคเป็นหนี้เร็วและก่อหนี้โดยไม่จำเป็นหรือไม่รู้ตัว โดยเฉพาะกลุ่มอายุน้อยและรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีหนี้และเป็น NPL สูงอยู่แล้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว ธปท. อยู่ระหว่างพิจารณาเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ เช่น กำหนดอายุขั้นต่ำ ประเภท/มูลค่าสินค้าขั้นต่ำ เพดานดอกเบี้ย การเสนอและตอบรับการใช้สินเชื่อ BNPL โดยคาดว่าจะเห็นแนวทางกำกับที่ชัดเจนภายในช่วงสิ้นปี 2569 นี้
    • rn

    rn”}}” id=”03″>

    3. มาตรการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (Upcoming)

    • การกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) ข้อมูลจากผู้ให้บริการ BNPL รายใหญ่ 6-8 ราย ชี้ว่าการใช้งาน BNPL ขยายตัวเร็ว โดยมูลค่าการใช้สินเชื่อในปี 2567 ขยายตัว 38% จากปีก่อน ขณะที่จำนวนบัญชีเพิ่มจากประมาณ 6 แสนบัญชี ในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชี ในปี 2567 คิดเป็นการขยายตัวเฉลี่ยเกือบ 100% ต่อปี ทั้งนี้ การใช้สินเชื่อ BNPL ที่ใช้งานได้ง่าย แต่บางครั้งผู้บริโภคอาจได้รับวงเงินและการผ่อนจ่ายไม่รู้ตัว ซึ่งหากไม่จัดการให้ดี จะเสี่ยงทำให้ผู้บริโภคเป็นหนี้เร็วและก่อหนี้โดยไม่จำเป็นหรือไม่รู้ตัว โดยเฉพาะกลุ่มอายุน้อยและรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีหนี้และเป็น NPL สูงอยู่แล้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว ธปท. อยู่ระหว่างพิจารณาเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ เช่น กำหนดอายุขั้นต่ำ ประเภท/มูลค่าสินค้าขั้นต่ำ เพดานดอกเบี้ย การเสนอและตอบรับการใช้สินเชื่อ BNPL โดยคาดว่าจะเห็นแนวทางกำกับที่ชัดเจนภายในช่วงสิ้นปี 2569 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260602-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AxNQ4hKeBw4fUwuFuBZ0Q

  • ดอลลาร์ปรับตัวแคบ จับตาตัวเลขเศรษฐกิจ,ถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่เฟด

    ดอลลาร์ปรับตัวแคบ จับตาตัวเลขเศรษฐกิจ,ถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่เฟด

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มิ.ย. 69)

    ดอลลาร์ปรับตัวแคบเทียบสกุลเงินหลักในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ

    ณ เวลา 21.31 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.05% สู่ระดับ 99.15 ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่า 0.09% สู่ระดับ 1.164 เทียบยูโร และปรับตัวขึ้น 0.12% สู่ระดับ 159.84 เยน

    ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงในวันนี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์หลุดระดับ 94 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI หลุดระดับ 91 ดอลลาร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า การเจรจากับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

    สำนักข่าว Tasnim ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า อิหร่านได้ระงับการแลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐผ่านช่องทางคนกลางไกล่เกลี่ย เพื่อประท้วงการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน

    ‘จะไม่มีการเจรจาใด ๆ จนกว่าข้อเรียกร้องของอิหร่านเกี่ยวกับการยุติปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลโดยทันทีในฉนวนกาซาและเลบานอน จะได้รับการตอบสนอง’

    นอกจากนี้ Tasnim ยังรายงานว่า อิหร่านและพันธมิตรได้ตกลงที่จะดำเนินมาตรการตอบโต้ ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ และเปิดแนวรบอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งบริเวณช่องแคบบับ เอล-มันเดบ

    นักลงทุนกำลังประเมินว่า การสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์จะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในวงกว้างระหว่างสหรัฐและอิหร่านอย่างไร

    อย่างไรก็ดี ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า การเจรจากับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป และคาดว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อขยายเวลาการหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า

    สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานในวันนี้ว่า อิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐเพื่อยุติสงคราม

    จนถึงขณะนี้ อิหร่านยังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธร่างข้อตกลงฉบับล่าสุดจากสหรัฐ โดยแหล่งข่าวระบุว่า อิหร่านกำลังใช้แนวทางที่แข็งกร้าว เนื่องจากมองว่าสหรัฐมักไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง และอิหร่านยังคงไม่มีความไว้วางใจสหรัฐ

    แหล่งข่าวระบุว่า อิหร่านกำลังผลักดันข้อตกลงชั่วคราวที่มีขอบเขตจำกัด เพื่อบรรเทาแรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะเดียวกัน อิหร่านจะหลีกเลี่ยงการยอมอ่อนข้อในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ โดยภายใต้ข้อตกลงใด ๆ ที่จะเกิดขึ้น อิหร่านต้องการให้ยุติการสู้รบในทุกแนวรบ รวมทั้งในเลบานอน, ต้องการเข้าถึงรายได้จากการส่งออกน้ำมันมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์, การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน, การยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน และการคงไว้ซึ่งอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซ

    กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนพ.ค.ในวันศุกร์

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้น 95,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 115,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย.

    นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.3% ในเดือนพ.ค.

    FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนไม่คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และให้น้ำหนักราว 50% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ภายในเดือนธ.ค.

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRH10IQE3MGIHGMV9HXUY4TWSWDYCXIX&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F_HzbkH5D58AYFU_syZaR

  • GDP ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แตะ 517 พันล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมการเติบโตทางเศรษฐกิจ 6.2%

    GDP ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แตะ 517 พันล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมการเติบโตทางเศรษฐกิจ 6.2%

      รายงานภาวะเศรษฐกิจล่าสุดที่ประกาศเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2569 โดยศูนย์สถิติและการแข่งขันแห่งชาติ (Federal Competitiveness and Statistics Centre : FCSC) ปรากฎตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประจำปี 2568 เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 6.2 ส่งผลให้มูลค่าเศรษฐกิจรวมแตะระดับ 517 พันล้านเหรียญสหรัฐ

    ตัวเลขมหาศาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่มุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันและก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่หลากหลายและยั่งยืนอย่างเต็มตัว

         ยุคทองของเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน (The Non-Oil Renaissance)

    หัวใจสำคัญของรายงานฉบับนี้คือการขยายตัวของ GDP ภาคนอกน้ำมันที่เติบโตสูงถึง 6.8% โดยมีมูลค่ารวม 409 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP รวมเสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ (Diversification Strategy) ที่รัฐบาลผลักดันมาอย่างยาวนานเริ่มผลิดอกออกผลอย่างเต็มที่

    นาย Abdulla Bin Touq Al Marri รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เน้นย้ำว่าผลลัพธ์นี้คือเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพของวิสัยทัศน์ We the UAE 2031” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างโมเดลเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อพลวัตของโลกได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันเศรษฐกิจของยูเออี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ การเงิน และอุตสาหกรรมยุคใหม่ (New Economy Industries) ที่ทันสมัย

    ภาคส่วนที่มีความโดดเด่นและเป็นฟันเฟืองสำคัญประกอบด้วย:

    • ภาคการค้า: ยังคงครองแชมป์ในฐานะผู้สนับสนุนหลักรายใหญ่ที่สุดของ GDP นอกภาคน้ำมัน โดยมีสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 16.9,

    • ภาคการเงินและประกันภัย: ครองส่วนแบ่งร้อยละ 13.2 ของ GDP นอกภาคน้ำมัน

    • ภาคการผลิต: มีบทบาทสำคัญด้วยสัดส่วน ร้อยละ 12.8

         เจาะลึกรายอุตสาหกรรม – เมื่อ “การก่อสร้าง” และ “การเงิน” นำขบวน

    เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตจำแนกตามสาขาเศรษฐกิจ พบว่า ภาคการก่อสร้างเป็นภาคส่วนที่มีการขยายตัวโดดเด่นที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง ร้อยละ 11.1 สะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ทั้งการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม โครงการเชิงพาณิชย์ และการขยายระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและนักท่องเที่ยว ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ตามมาด้วย ภาคการเงินและประกันภัย ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 10.4% ตอกย้ำภาพลักษณ์ของยูเออี ในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคตะวันออกกลางและโลก นอกจากนี้ยังมีภาคส่วนอื่นๆ ที่เติบโตอย่างน่าสนใจ ได้แก่:

    • อสังหาริมทรัพย์: เติบโต ร้อยละ 7.9

    • การขนส่งและจัดเก็บสินค้า: เติบโต ร้อยละ 7.8 

    นาง Hanan Mansour Ahli  ผู้อำนวยการจัดการของ FCSC กล่าวว่า ผลลัพธ์ในปี 2568 (ซึ่งรายงานในปี 2569) แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการวางนโยบายที่มุ่งเน้น การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจแบบบูรณาการที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการลงทุนจากทั่วโลก

    สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ การลงทุนอย่างต่อเนื่องใน เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับ “ความพร้อมสู่อนาคต” (Future Readiness) เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในเวทีโลกอย่างยั่งยืน,

        แนวโน้มเศรษฐกิจและโอกาสสำคัญสำหรับการนำเข้าสินค้าสู่ยูเออี

    จากผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจยูเออี ในฐานะศูนย์กลางการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยสามารถวิเคราะห์แนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญได้ดังนี้

    • แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    •  การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีและความยั่งยืน

      ยูเออียังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยเร่งลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดการพึ่งพารายได้จากภาคพลังงาน

    • การเสริมบทบาทศูนย์กลางธุรกิจและการลงทุนระดับโลก

      การเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และการคมนาคมขนส่ง สะท้อนถึงความสามารถของยูเออี ในการดึงดูดนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และแรงงานทักษะสูงจากทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    • โอกาสสำหรับการนำเข้าสินค้า

    การขยายตัวของภาคเศรษฐกิจสำคัญหลายสาขาเปิดโอกาสทางการค้าแก่ผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าดังต่อไปนี้

    • วัสดุก่อสร้างและเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ

    ภาคการก่อสร้างที่ขยายตัวร้อยละ 11.1 ส่งผลให้ความต้องการวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง วัสดุประหยัดพลังงาน อุปกรณ์ตกแต่งภายใน เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ (Smart Building) และวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    • เทคโนโลยีดิจิทัลและโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจ

    นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของยูเออี ก่อให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ฟินเทค (FinTech) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงระบบบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่

    • สินค้าอุปโภคบริโภคระดับพรีเมียม

    ภาคการค้าที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 16.9 ของ GDP ประกอบกับสถานะการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการค้าปลีกของภูมิภาค ส่งผลให้สินค้าอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพสูง อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าแฟชั่นระดับพรีเมียม มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

    • ระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้าอัจฉริยะ

    การเติบโตของภาคขนส่งและการจัดเก็บสินค้าที่ขยายตัวร้อยละ 7.8 ช่วยเพิ่มความต้องการเทคโนโลยีคลังสินค้าอัตโนมัติ ระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และอุปกรณ์โลจิสติกส์สมัยใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

         ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์

    ปัจจุบันยูเออีได้พัฒนาตนเองจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการลงทุนระดับโลก (Global Business and Investment Hub) ที่มีโครงสร้างพื้นฐานทันสมัย สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน และเครือข่ายความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA) กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

    สำหรับผู้ประกอบการไทย ยูเออีไม่เพียงเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสำคัญในการขยายการค้าและการลงทุนสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เทคโนโลยีดิจิทัล สินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพสูง และระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่

    โดยสรุป ภายใต้การบริหารนโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพและวิสัยทัศน์การพัฒนาระยะยาว ยูเออียังคงเป็นประเทศที่มีทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและศักยภาพการเติบโตสูง จึงนับเป็นหนึ่งในตลาดและจุดหมายการค้าและลงทุนที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในช่วงปี 2569 และทศวรรษข้างหน้า  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/b82d54wbmjvoyimzku0c11qs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dRWwNVqF67FMVre8wR6OI

  • สถานเอกอัครราชทูตฯ จัดกิจกรรมขยายศักยภาพเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม สานต่อเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและประชาชนที่จังหวัดภูเก็ต (2) – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานเอกอัครราชทูตฯ จัดกิจกรรมขยายศักยภาพเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม สานต่อเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและประชาชนที่จังหวัดภูเก็ต (2) – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานเอกอัครราชทูตฯ จัดกิจกรรมขยายศักยภาพเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม สานต่อเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและประชาชนที่จังหวัดภูเก็ต (2)

    วันที่นำเข้าข้อมูล 11 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 2 มิ.ย. 2569

    | 10 view

    วันที่ 1 – 4 พฤษภาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ จัดกิจกรรม “Royal Thai Embassy in Kuala Lumpur’s Diplomatic Journey Trip” ภายใต้ธีม “Unseen Phuket: From Local Wisdom to Global Connectivity”

    ช่วงค่ำวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคณะฯ กับภาครัฐและภาคเอกชนในจังหวัดภูเก็ต ณ ลาน Terrace โรงแรม Beyond Kata โดยมีนางสาววิไลลักษณ์ เรืองผล นายอำเภอถลาง เป็นผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วม พร้อมด้วยนางสาวศิริวรรณ สีหาราช ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจังหวัดภูเก็ต นางสาวคณิตา ทรัพย์ไพศาล หัวหน้าสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราวจังหวัดภูเก็ต นายวิมล หนูแก้ว ประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต นายประมุขพิสิฐ อัจฉริยะฉาย และนางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย ผู้บริหารเครือกะตะกรุ๊ป รีสอร์ท นายภูมิกิตต์ รักแต่งาม กรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายศศิศศ์ ถาวรว่องวงศ์ อุปนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต (ฝ่าย MICE) และแขกรับเชิญจากทุกภาคส่วนกว่า 50 คน เข้าร่วม

    เอกอัครราชทูตฯ กล่าวต้อนรับและย้ำถึงการดำเนินกิจกรรมฯ ครั้งปฐมฤกษ์ที่มิเพียงนำเสนอความงดงามทางธรรมชาติของประเทศไทย แต่ยังเป็นข้อริเริ่มที่มุ่งขยายผลและรักษาแรงผลักดันจากโครงการกระชับความสัมพันธ์เครือข่ายภาคเอกชนของไทย – มาเลเซีย เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่ชายแดน ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ ดำเนินต่อเนื่องมากว่า 3 ปี เพื่อขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจและการทูตวัฒนธรรมเชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นและความนิยมไทยในเวทีโลก ตลอดจนขยายโอกาสให้แก่ประชาชนและและภาคธุรกิจในประเทศไทย สอดคล้องกับนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลที่ “ครอบคลุมทุกมิติและดำเนินไปในทุกทิศทาง”

    โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯ ยังได้กล่าวถึงความสำเร็จของการจัดกิจกรรมฯ ทั้งด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยที่เป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุมความร่วมมือของชุมชนในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมร่วมของภูมิภาคอย่างเคบายา และความพร้อมของประเทศไทยในฐานะ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์บนเวทีโลก” ที่พร้อมรับโอกาสใหม่ ๆ ในสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพ อาทิ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคอสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ (Medical Wellness) ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้ ได้เชิญชวนผู้เข้าร่วมงานฯ ร่วมเสริมสร้างเครือข่ายที่เป็นประโยชน์ต่อการผลักดันความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทความสัมพันธ์ไทย – มาเลเซียที่มีเป้าหมายทางการค้าที่ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570 ซึ่งเป็นปีที่ 70 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – มาเลเซีย

    อนึ่ง บรรยากาศการจัดงานฯ เป็นไปอย่างอบอุ่น สร้างสรรค์ ท่ามกลางการรังสรรค์เมนูอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานฯ เป็นอย่างมาก โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในจังหวัดภูเก็ต อาทิ หน่วยราชการจังหวัดภูเก็ต สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจังหวัดภูเก็ต สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว จังหวัดภูเก็ต สำนักงาน ประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และสมาคมเปอรานากันประเทศไทย ฯลฯ ซึ่งทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” มุ่งขับเคลื่อนนโยบายการต่างประเทศที่ “มีความหมาย สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนไทย และมองไกลกว่าไทย”


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/kualalumpur-110526-2%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c3060006843&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uUWChmkEq2dzxwZ1rhPDG

  • สถานเอกอัครราชทูตฯ จัดกิจกรรมขยายศักยภาพเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม สานต่อเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและประชาชนที่จังหวัดภูเก็ต (1) – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานเอกอัครราชทูตฯ จัดกิจกรรมขยายศักยภาพเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม สานต่อเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและประชาชนที่จังหวัดภูเก็ต (1) – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานเอกอัครราชทูตฯ จัดกิจกรรมขยายศักยภาพเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม สานต่อเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและประชาชนที่จังหวัดภูเก็ต (1)

    วันที่นำเข้าข้อมูล 11 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 2 มิ.ย. 2569

    | 11 view

    วันที่ 1 – 4 พฤษภาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ จัดกิจกรรม “Royal Thai Embassy in Kuala Lumpur’s Diplomatic Journey Trip” ภายใต้ธีม “Unseen Phuket: From Local Wisdom to Global Connectivity” โดยนางสาวลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้นำเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ซึ่งมีถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำมาเลเซีย และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย รวม 13 คน เดินทางเยือนจังหวัดภูเก็ตเพื่อสัมผัสอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและ Soft Power ของไทย ตลอดจนศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยในภาพรวม

    วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เอกอัครราชทูตฯ นำคณะฯ ลงพื้นที่ย่านเมืองเก่าภูเก็ตเพื่อศึกษาโมเดลการพัฒนาเมืองแบบมีส่วนร่วมและยั่งยืน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางและเป็นกลไกหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีนายธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และนายพิบูลศักดิ์ กิตติธรกุล รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต พร้อมด้วยผู้บริหารสมาคมฯ เทศบาลนครภูเก็ต และวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ตให้การต้อนรับ โอกาสนี้ นายแพทย์โกศล แตงอุทัย นายกสมาคมเพอรานากันประเทศไทย และนางสาวกวินนา โกยสมบูรณ์ Creative and Graphics Designer ไลม์ไลท์ ภูเก็ต ได้บรรยายสรุปความเป็นมาและความร่วมมือของชุมชนในการอนุรักษ์วัฒนธรรมเปอรานากัน โดยเฉพาะเคบายา ซึ่งไทย มาเลเซีย และประเทศในภูมิภาคร่วมกันเสนอขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (ICH) จากองค์การ UNESCO ในปี ค.ศ. 2024

    โอกาสนี้ คณะฯ ให้ความสนใจแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการสืบสานวัฒนธรรมเปอรานากัน การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์เคบายา และโอกาสในการเปิดตลาดสินค้าเชิงวัฒนธรรมของไทยในตลาดโลก ก่อนเยี่ยมชมสถานที่ประวัติศาสตร์ในย่านเมืองเก่าภูเก็ต ทั้งสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน – โปรตุกีส ภาพวาดผนังร่วมสมัย ศาลเจ้าแสงธรรม รวมทั้งภาคธุรกิจสร้างสรรค์ในชุมชน นับเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมโยงระหว่างไทย มาเลเซีย และมิตรประเทศ รวมถึงสะท้อนบทบาทของสังคมพหุวัฒนธรรม นวัตกรรมท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่สากล

    วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 คณะฯ เดินทางเยือนวิสาหกิจชุมชนบางโรง (ท่องเที่ยวชุมชนบางโรง Bangrong CBT) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ประกอบอาชีพประมงและทำสวน เพื่อเรียนรู้ศักยภาพของเศรษฐกิจฐานรากของไทยและนำเสนอบทบาทของภาครัฐไทยในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยคณะฯ ให้ความสนใจทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนฯ อาทิ การทำกระเป๋าผ้าปาเต๊ะ การกรีดยางพารา การสาธิตการทำยางแผ่น การปลูกสับปะรด การเก็บมะพร้าว การทำขนมพื้นเมืองจากมะพร้าว และการล่องเรือชมป่าชายเลนที่อนุรักษ์โดยชุมชนฯ ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนและตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวมุสลิม (Muslim-Friendly Tourism)


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/kualalumpur-110526%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c3060006843&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cwGAfn4aoIwq-P-NKFRKP

  • หาดใหญ่ | ชุดเผชิญเหตุ “เวหา” ตรวจเข้มพื้นที่เศรษฐกิจเมือง ยึดมีด 1 เล่ม บันทึกประวัติ 5 ราย

    หาดใหญ่ | ชุดเผชิญเหตุ “เวหา” ตรวจเข้มพื้นที่เศรษฐกิจเมือง ยึดมีด 1 เล่ม บันทึกประวัติ 5 ราย

    วันที่ 1 มิ.ย. 69 เจ้าหน้าที่ชุดเผชิญเหตุ “เวหา” ร่วมกับชุดเฉพาะกิจพิทักษ์เมืองหาดใหญ่ รวมกำลัง 4 นาย ลงพื้นที่ออกตรวจเข้มในเขตเศรษฐกิจและจุดสำคัญต่าง ๆ ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการป้องกันเหตุด้านความมั่นคงและป้องกันเหตุเกี่ยวกับทรัพย์ ตามโครงการ Smart Safety Zone 4.0 ของ สภ.หาดใหญ่

    การปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นบุคคลและยานพาหนะกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสกัดกั้นและป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรม สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่

    ผลการปฏิบัติ พบว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำการบันทึกประวัติบุคคล จำนวน 5 ราย และตรวจยึดอาวุธมีดได้ จำนวน 1 เล่ม เพื่อนำไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการออกตรวจพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/31028/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b0GYlGoENfcWJd9_HK2bq

  • “ดร.โจ” สับ “ไทยช่วยไทยพลัส” แค่กระตุ้นเศรษฐกิจแบบวันช็อต  จี้รัฐบาลแก้โครงสร้างระยะยาว

    “ดร.โจ” สับ “ไทยช่วยไทยพลัส” แค่กระตุ้นเศรษฐกิจแบบวันช็อต จี้รัฐบาลแก้โครงสร้างระยะยาว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/151379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JOdZWqimvJGe1l-0ekA0_

  • ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ลุ้นเศรษฐกิจQ3โต3.2% จับตาเงินเฟ้อทะยานแต่ยันไม่ต้องขึ้นดบ.

    ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ลุ้นเศรษฐกิจQ3โต3.2% จับตาเงินเฟ้อทะยานแต่ยันไม่ต้องขึ้นดบ.

    ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ คาดเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/69 โตทะยาน 3.2% อานิสงส์การบริโภคหนุนเต็มสูบ ประเมินเงินเฟ้อขยับถึงระดับ 5% ในเดือน ต.ค. นี้ พร้อมยันยังไม่จำเป็นต้องขยับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเบรกเงินเฟ้อ มองส่งออกยังแกร่งลุ้นโตพรวด 12-13%

    2 มิ.ย. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2569 จะขยายตัวได้ที่ระดับ 3.2% จากแรงหนุนการบริโภคเป็นหลัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจจะขยับขึ้นไปสูงสุดในเดือนต.ค.2569 ที่ระดับ 5% แต่มองว่าเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอลงในไตรมาส 2 ของปี 2570 จากผลของสงครามในตะวันออกกลางคลี่คลาย และราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง

    สำหรับภาคการส่งออกในปี 2569 นั้น คาดว่ามีโอกาสโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก อยู่ที่ราว 12-13% ส่วนกรณีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ผู้ว่าการ ธปท. มองว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากนำเข้าน้ำมัน

    “จากข้อมูลดังกล่าวนี้ ทำให้ ธปท.ไม่มีความจำเป็นที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากมองว่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อสูงที่มาจากฝั่ง supply ได้ แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากที่ประเมินไว้ ธปท.จะพิจารณาอีกครั้ง” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ

    นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังไม่น่ากังวลว่าจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่อัตราการว่างงานและเงินเฟ้อสูงอย่างต่อเนื่อง (stagflation) โดย ธปท. จะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1007109/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3amfTK02wOGYgJFXso6L7O