Category: เศรษฐกิจ

  • พรรคเศรษฐกิจ เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเคสทุจริตในพื้นที่ กทม.  พร้อมติดแฮชแท็ก #ระบอบอากง

    พรรคเศรษฐกิจ เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเคสทุจริตในพื้นที่ กทม. พร้อมติดแฮชแท็ก #ระบอบอากง

    พรรคเศรษฐกิจ เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเคสทุจริตในพื้นที่ กทม. พร้อมติดแฮชแท็ก #ระบอบอากง

    วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

    วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคเศรษฐกิจ – Economic Party” ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า  #พรรคเศรษฐกิจ เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียน การทุจริตใน กทม. #ระบอบอากง ที่เบอร์ 02-0556765 หรือ พิมพ์มาใต้คอมเม้น หรือส่งข้อความหลังไมค์ #กรุงเทพต้องเด็ดขาด

    #ชาญเทพSaveBangkok #ผู้ว่ากทม

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/968458&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gwgRSsfUpDf8wxV2SEY9p

  • ชัชชาติ ยินดี จิรายุ ฟ้องปปช. ทั้งส่วย-ตั้งขรก.- ไม่เคยยุ่งทุจริต-พรรคเศรษฐกิจเตรียมแถลงพรุ่งนี้

    ชัชชาติ ยินดี จิรายุ ฟ้องปปช. ทั้งส่วย-ตั้งขรก.- ไม่เคยยุ่งทุจริต-พรรคเศรษฐกิจเตรียมแถลงพรุ่งนี้

    ชัชชาติ ยินดี จิรายุ ฟ้องปปช. ทั้งส่วย-ตั้งขรก.- ไม่เคยยุ่งทุจริต-พรรคเศรษฐกิจเตรียมแถลงพรุ่งนี้

    วันนี้, 13:59น.

              กรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ พาดพิงถึงการทำงานของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และทีมงาน โดยตอนหนึ่งกล่าวถึงระบอบอากง มีทั้ง ‘เสี่ย ป.’ ‘เสี่ย ต.’ ด็อกเตอร์ ด.’ เข้าไปมีส่วนในการโยกย้ายตำแหน่งอย่างไม่เป็นธรรม ทั้ง ผู้อำนวยการเขต ผู้ตรวจการ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูง ข้าราชการในกทม.ต่างอึดอัดใจ อีกทั้งนายชัชชาติ ยังเพิกถอน ผู้อำนวยการเขต และผู้ตรวจราชการระดับสูง ในกทม. เกือบ 20 ตำแหน่ง ดังนั้น ได้เตรียมสำนวนไปยื่นต่อ ป.ป.ช.เพื่อร้องนายชัชชาติ ว่ารู้เห็นเป็นใจ ปล่อยปละละเลยหรือไม่

              นอกจากนั้นนายจิรายุยังกล่าวส่วยโยธา มีกลุ่มเข้าไปเรียกร้องรับผลประโยชน์ พร้อมอ้างข้อมูล ป.ป.ช.ที่ระบุ กทม.มีลักษณะนี้เกือบทั้ง 50 เขต รวมถึงส่วยเทศกิจก็ยังมี พร้อมสรุป 3 ข้อกล่าวหา คือ 1.ส่วยโยธา ส่วยเทศกิจ 2.เต้าไต่ ในการแต่งตั้งโยกย้าย-ซื้อขายเก้าอี้ 3.คนทำงานหลังบ้านให้กับนายชัชชาติ

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. (อิสระ)  ชี้แจงข้อกล่าวหาว่า ประเด็นเรื่องแต่งตั้ง จริงๆ แล้วเป็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตามระเบียบปฏิบัติ และมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ใน กทม.เองก็จะเรียกว่า คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อคอยตรวจกระบวนการต่างๆ ซึ่งในการแต่งตั้งมีคณะกรรมการฝ่ายประจำ ดำเนินการ แต่งตั้งขึ้นมา เราก็เซ็นอนุมัติตามที่เขาเสนอขึ้นไป

              ส่วนจะเหมือนเป็นการปล่อยปละละเลยในหน้าที่ เพราะว่ามีผู้อำนวยการสำนักงานเขตถูกแต่งตั้งขึ้นมาอย่างไม่เป็นธรรม อย่าไปกล่าวหาคนอื่นเขาเลย ยิ่งใช้คำที่มัน (เต้าไต่) ผมว่าฟังแล้วเท่าที่เห็นมันไม่สุภาพ คือต้องรับผิดชอบตัวเอง เพราะว่าไปกล่าวหาคนอื่นเขาอย่างนั้น ผมว่ามันไม่เหมาะแล้ว เราก็เป็นผู้ใหญ่แล้วด้วย  และพร้อมให้ ตรวจสอบ

              ส่วนสถานการณ์ทุจริต เชื่อว่า สถานการณ์ดีขึ้น เหมือนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการยื่นภาษี แต่ระยะยาวถ้าหากมีคนมายื่นขออนุญาตออนไลน์มากขึ้น สถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชั่นก็น่าจะดีขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการปรับระเบียบที่ล้าสมัย ที่ยังเป็นช่องโหว่อยู่ ต้องทำควบคู่กันไป สิ่งที่ดำเนินการอยู่และรับทราบมาโดยตลอด เราไม่เคยปฏิเสธว่าทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่

              ขณะที่ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช หรือ ‘บิ๊กหยม’ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 12 เผยว่า นายคริส โปตระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ จะแถลงข่าวเปิดโปงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ ตั้งแต่เรื่องจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องของตลาดจตุจักร ทั้งแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการก็เกี่ยวด้วย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161911&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w_uTvnTl5WfPI96RMHWjR

  • พูดแล้วรับผิดชอบด้วย! ชัชชาติ ท้า พรรคเศรษฐกิจ แฉหลักฐานซื้อตำแหน่ง ลั่น “ระบบอากง” ไม่มีจริง | เดลินิวส์

    พูดแล้วรับผิดชอบด้วย! ชัชชาติ ท้า พรรคเศรษฐกิจ แฉหลักฐานซื้อตำแหน่ง ลั่น “ระบบอากง” ไม่มีจริง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่สยามสแควร์วัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเศรษฐกิจเตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต และการทุจริตคอร์รัปชันผ่าน “ระบบอากง” ว่า ที่จริงแล้วทีมงานของพรรคเศรษฐกิจต่างคุ้นเคยกันดี เนื่องจากหลายคนเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) มาก่อน และมีการพูดคุยกันมาโดยตลอด

    ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างเรื่องการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขตนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า “เอาเลย แจ้งมาเลย แต่เมื่อพูดแล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองด้วย หากมีหลักฐานจริง ผมคงไม่สามารถทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ได้ เพราะเรื่องความโปร่งใสและการทุจริตเป็นประเด็นที่มีผู้ติดตามตรวจสอบอยู่ตลอด หากมีข้อมูลจริง ก็ควรเปิดเผยตั้งแต่ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอถึงเวลานี้ เพราะชัดเจนว่าการซื้อขายตำแหน่งเป็นสิ่งที่เราไม่ทำ เนื่องจากถือเป็นจุดหายนะขององค์กร หากมีข้อมูลหรือประสบการณ์ใด ก็ขอให้นำมาเปิดเผย และหากข้อมูลชัดเจนก็สามารถแจ้งต่อ ป.ป.ช. ได้ทันที อย่าพูดเพียงลอย ๆ”

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคเศรษฐกิจฝากคำถามมาว่า “ซื้อกับใคร” นายชัชชาติ กล่าวว่า “ผมก็ไม่ทราบ หากท่านทราบก็ขอให้ชี้แจงมา แต่ก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูด เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงการเลือกตั้ง การเผยแพร่ข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผู้สมัคร อาจมีผลทางกฎหมายอาญาได้ ดังนั้นใครกล่าวหาอะไรก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ขณะนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายติดตามเรื่องดังกล่าวแล้ว”

    นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ตนเคยพบนายคริส โปตระนันทน์ ก่อนการเลือกตั้ง และพบปะกันอยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีการพูดถึงประเด็นดังกล่าว รวมถึงอดีตสมาชิก สก. หลายคนก็ไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด จึงอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าเหตุใดจึงเพิ่งนำเรื่องดังกล่าวมาพูดในช่วงนี้ และอาจมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้รู้สึกกังวล หากมีข้อมูลหรือมีบุคคลใดแอบอ้างชื่อตน ก็ขอให้นำหลักฐานมาเปิดเผยอย่างชัดเจน เพราะตนพร้อมรับการตรวจสอบทุกกรณี

    เมื่อถามว่า การออกมาเคลื่อนไหวในช่วงเวลานี้ถือเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนเพียงพูดตามข้อเท็จจริง หากมีข้อมูลและสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง ก็ต้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือหากมีการแอบอ้างชื่อตน ก็ต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน

    “จะเชื่อได้อย่างไรว่าจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการรับเงินเพื่อแลกกับการแต่งตั้ง เพราะท้ายที่สุดเราจะไม่มีทางได้ทีมงานที่มีคุณภาพ หากแต่งตั้งบุคคลที่ทุจริตหรือซื้อตำแหน่งเข้ามา ก็ย่อมไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีได้ เมื่อเจ้านายของเราคือประชาชน คนที่เข้ามาด้วยการทุจริตก็มีแนวโน้มที่จะทุจริตต่อ และนโยบายต่าง ๆ ก็จะไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะทำเช่นนั้น” นายชัชชาติ กล่าว

    นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า หากนายคริสมีความมั่นใจในข้อมูลที่มี ก็สามารถออกมาแถลงข่าวได้ แต่หากมีหลักฐานที่ชัดเจนก็ควรแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทันที เพราะตนยืนยันเรื่องนี้มาโดยตลอด

    ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึง “ระบบอากง” นายชัชชาติ กล่าวว่า “ระบบอากงไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงคำที่ถูกสร้างขึ้นมา ส่วนที่มีการอ้างถึงแนวทางการทำงานของทีมงานนั้น ผมก็พร้อมรับผิดชอบ ขณะที่คำว่า ‘อากง’ ที่ถูกกล่าวถึง หมายถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการพบปะกับสมาชิกพรรคการเมืองต่าง ๆ ตามปกติ ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร แต่เมื่อใกล้ถึงช่วงเลือกตั้งกลับมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา”

    นายชัชชาติ ยืนยันว่า พร้อมให้ทุกฝ่ายตรวจสอบ เนื่องจากการแต่งตั้งและโยกย้ายบุคลากรของกรุงเทพมหานคร ยึดหลักความรู้ ความสามารถ และผลงานเป็นสำคัญ ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ได้สะท้อนประสิทธิภาพของบุคลากรที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างชัดเจน

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งจะมีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า “ผมไม่เห็นว่าเป็นปัญหาอะไร และจะยืนหยัดในจุดยืนของตัวเอง เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีปัญหาในลักษณะนี้ หากเป็นข้อเท็จจริง ก็น่าจะมีผู้พูดถึงมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงใกล้เลือกตั้ง”

    นายชัชชาติ กล่าวย้ำว่า หากมีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใด ก็พร้อมให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ได้มีความกังวลต่อข้อกล่าวหาดังกล่าวแต่อย่างใด

    ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครที่ยังคงได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในช่วงการลงพื้นที่หาเสียง นายชัชชาติ กล่าวว่า ปัญหาของกรุงเทพมหานครเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีวันสิ้นสุด เพราะเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรจำนวนมาก แต่หน้าที่ของผู้บริหารคือการแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุดและพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5915051/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1A4dAOyiaP2Ki9XegwcByQ

  • รัฐบาล หนุน “บุญบั้งไฟพนมไพร” สู่ Soft Power ไทย ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ

    รัฐบาล หนุน “บุญบั้งไฟพนมไพร” สู่ Soft Power ไทย ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ

    รัฐบาล หนุน “บุญบั้งไฟพนมไพร” สู่ Soft Power ไทย ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ

    (1 มิ.ย. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมไทยในฐานะ “Soft Power” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ และสามารถต่อยอดเป็นพลังทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ชาวไทยได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมสืบสานคุณค่าทางศาสนา วัฒนธรรม และความสามัคคีของชุมชนไทย

    กรณีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2569 ถือเป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชุมชนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยประเพณีดังกล่าวเริ่มต้นจากการรวมพลังของชุมชนในการประกอบกิจกรรมทางศาสนา ทำบุญ และแสดงออกถึงความศรัทธา ก่อนจะพัฒนาเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

    “บั้งไฟ” จึงมิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการขอฝนตามคติความเชื่อดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความผูกพันระหว่างวิถีชีวิตของประชาชนกับพระพุทธศาสนา เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น งานช่างฝีมือ ศิลปะการแสดง และความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนทุกช่วงวัย

    รัฐบาลมองว่า ประเพณีบุญบั้งไฟเป็นตัวอย่างของการนำทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางศรัทธามาสร้างคุณค่าในยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ “วิถีพุทธแบบไทย” และอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สายตานานาชาติ ผ่านประเพณีที่สะท้อนทั้งความศรัทธา ความสร้างสรรค์ และความเข้มแข็งของชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย

    บุญบั้งไฟไม่ใช่เพียงเทศกาลของชาวอีสาน แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยทั้งชาติ เป็น Soft Power ที่สะท้อนพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนา ควบคู่กับภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนไทย รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้ประเพณีไทยที่ทรงคุณค่าเช่นนี้ได้รับการต่อยอดสู่ระดับสากล เพื่อสร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น และสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้คนรุ่นใหม่สืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f5mKAMIjIbLrGh5OwAz21

  • ชาวศรีสะเกษปลื้ม “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจจริง ยอดขายทุเรียนพุ่ง

    ชาวศรีสะเกษปลื้ม “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจจริง ยอดขายทุเรียนพุ่ง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/151581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30iDqxlEjU3j-YNfVqPw0M

  • เตรียมตัวให้พร้อม “ไทยช่วยไทยพลัส” สั่งเดลิเวอรี่ได้! ใช้สิทธิ์ง่ายๆผ่านเป๋าตัง เช็กเลยเริ่มใช้วันไหน?

    เตรียมตัวให้พร้อม “ไทยช่วยไทยพลัส” สั่งเดลิเวอรี่ได้! ใช้สิทธิ์ง่ายๆผ่านเป๋าตัง เช็กเลยเริ่มใช้วันไหน?

    เช็กวันเริ่มใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส” สั่งเดลิเวอรี ผ่านแอปเป๋าตัง รัฐช่วยจ่าย 60% เริ่มใช้ได้วันไหน? พร้อมเปิดวิธีใช้สิทธิ์

    โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านฟู้ดเดลิเวอรี โดยรัฐช่วยจ่าย 60% ส่วนผู้ใช้จ่ายเอง 40% ผ่านแอป เป๋าตัง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ

    เริ่มใช้สิทธิ์สั่งเดลิเวอรีได้เมื่อไหร่?

    ประชาชนสามารถเริ่มสั่งอาหารเดลิเวอรีผ่านแพลตฟอร์มที่ร่วมโครงการได้ตั้งแต่ วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ไปจนถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวัน

    ใครสามารถเข้าร่วมโครงการได้บ้าง?

    โครงการนี้เปิดให้กลุ่มเป้าหมายทั้งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.18 ล้านคน และประชาชนทั่วไปอีกประมาณ 30 ล้านคน โดยรัฐบาลสนับสนุนวงเงินสูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน และจำกัดวงเงินใช้จ่ายวันละไม่เกิน 200 บาท

    วิธีสั่งอาหารผ่านแอปเป๋าตัง

    1. เปิดแอปเป๋าตังและเลือกแบนเนอร์ “ฟู้ดเดลิเวอรี” หรือเข้าเมนูโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
    2. เลือกแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่ต้องการใช้บริการ
    3. ค้นหาร้านอาหารและเลือกรายการอาหาร
    4. ชำระค่าจัดส่งผ่านแพลตฟอร์ม
    5. ชำระค่าอาหารผ่าน G-Wallet ในแอปเป๋าตังโดยใส่รหัส PIN 6 หลัก และบันทึกสลิปเพื่อยืนยัน

    กรณีชำระเงิน

    เมื่อได้รับ Notification แจ้งเตือน ผู้ใช้งานต้องดำเนินการชำระเงินภายใน 5 นาที มิฉะนั้นรายการอาจถูกยกเลิก ทั้งนี้ระบบจะเรียกเก็บเฉพาะค่าจัดส่งอาหาร ส่วนค่าอาหารจะชำระผ่านแอปเป๋าตัง

    เป้าหมายของโครงการ

    โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ทั้งผู้บริโภค ร้านอาหาร และแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน และช่วยลดภาระค่าครองชีพในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนควรติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขผ่านแอปเป๋าตังและหน่วยงานรัฐ เพื่อไม่พลาดสิทธิ์

    แหล่งอ้างอิง

    1. ไทยช่วยไทยพลัส สั่งอาหารเดลิเวอรีผ่านเป๋าตัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/951943/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zB6DSo-yz63CBGYxs1vHk

  • กรมการขนส่งทางบก ขับเคลื่อน “รถเศรษฐกิจชุมชน” ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หนุนประชาชนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย

    กรมการขนส่งทางบก ขับเคลื่อน “รถเศรษฐกิจชุมชน” ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หนุนประชาชนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย

    นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบกพิจารณาปรับปรุงมาตรการเพื่อรองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่นๆ ซึ่งประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต ที่อยู่คู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน 

    แต่ในปัจจุบัน รถบางส่วนอาจยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนได้อย่างถูกต้อง กรมการขนส่งทางบกเห็นควรสนับสนุนวิถีชีวิตชุมชนควบคู่ไปกับความปลอดภัยทางถนน จึงได้ปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน 

    โฆษกกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่ออีกว่า กรมการขนส่งทางบกได้ปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง โดยให้รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องติดตั้งส่วนพ่วงข้างไว้ทางด้านซ้ายของตัวรถจักรยานยนต์ มีความมั่นคงแข็งแรง ไม่บดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ และไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการทรงตัวหรือการควบคุมรถ 

    นอกจากนี้ รถจักรยานยนต์พ่วงข้างต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น จุดยึดพ่วงที่มั่นคง ระบบห้ามล้อที่สามารถลดความเร็วหรือหยุดรถได้อย่างปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์ส่องสว่างและอุปกรณ์สะท้อนแสงที่ช่วยให้ ผู้ร่วมใช้ทางสามารถสังเกตเห็นตัวรถได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือในสภาพแสงน้อย อันจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเฉี่ยวชนและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถบนท้องถนน โดยให้จดทะเบียนเป็นประเภทรถจักรยานยนต์ (รย.12) ลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง โดยมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท   

    กรมการขนส่งทางบก ขอเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียนเพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้อง ตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73084&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qmMRA4VH4yqHI7A_HqouC

  • ดุลบัญชีเดินสะพัด จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย?

    ดุลบัญชีเดินสะพัด จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย?

    เศรษฐกิจไทยใกล้ถึงจุดเปลี่ยนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย “ขาดดุล” ต่อเนื่อง แถมยังทำสถิติใหม่แบบที่ควรต้องกังวล

    โดยเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดไทยเดือนเม.ย.2569 พบว่า ขาดดุลสูงถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์

    เรื่องนี้ “ชญาวดี ชัยอนันต์” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธปท. ระบุว่า การขาดดุลดังกล่าวเป็นเพียง “การขาดดุลชั่วคราว” ซึ่งยังไม่ได้เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องกังวล โดยสาเหตุการขาดดุลหลักมาจาก “ราคาสินค้านำเข้า” ที่สูงขึ้นโดยเฉพาะ “น้ำมัน” ที่ขยับแรงหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่รายได้การท่องเที่ยวลดลง ซึ่งก็เป็นผลจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเช่นกัน …เธอบอกด้วยว่า ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดยังไม่ใช่เรื่องน่ากังวล ตราบใดที่ยังไม่ได้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

    อย่างไรก็ตาม ในมุมของ “พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร กลับมองว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ติดลบต่อเนื่องอาจเป็นตัวสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทย “ไม่ได้แข็งแรง” เหมือนเดิม ซึ่งถ้าย้อนไปหลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นเหมือน “เกราะทองคำ” คอยปกป้องประเทศ พูดง่ายๆ คือ มีเงินไหลเข้าไทยจากการส่งออกสินค้าและบริการมากกว่าการไหลออก 

    ในมุมมองของ “พิพัฒน์” ไส้ในของการขาดดุลนี้สะท้อนความเปราะบางผ่าน “มหันตภัยเงียบ” อย่างการขาดดุลดิจิทัล (Digital Deficit) จากการจ่ายค่าบริการแพลตฟอร์มต่างชาติที่เงินไหลออกทุกวินาที และมีแต่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การลงทุนระลอกใหม่อย่าง Data Center แม้จะดูมีความหวัง แต่ในทางบัญชีกลับสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากมีสัดส่วนการนำเข้าอุปกรณ์สูงถึง 80-90% อีกทั้งยังมีตัวคูณทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าอุตสาหกรรมการผลิตเดิมอย่างโรงงานรถยนต์ เพราะมีการจ้างงานน้อยกว่าและมูลค่าเพิ่มบางส่วนอาจไม่ได้ถูกบันทึกเป็นรายได้ในประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความเสี่ยงในการเผชิญภาวะ “ขาดดุลแฝด” (Dual Deficit) หรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดควบคู่ไปกับการขาดดุลการคลังจากการทำงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง “พิพัฒน์” ชี้ให้เห็นว่า สภาวะนี้ในสายตานักลงทุน คือสัญญาณอันตรายที่สะท้อนว่า “ข้างในก็ถังแตก (รัฐบาลเงินไม่พอ) ข้างนอกก็หาเงินเข้าบ้านไม่ได้” ซึ่งจะพลิกมุมมองต่อประเทศไทยจากที่เคยมีพื้นฐานแข็งแกร่ง กลายเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีความเสี่ยงสูง นำไปสู่แนวโน้มเงินทุนไหลออกง่ายขึ้นและทำให้เงินบาทอ่อนค่าเชิงโครงสร้างพร้อมความผันผวนที่รุนแรง

    อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนผ่านนี้อาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่นและมาเลเซียที่เคยผ่านจุดนี้มาแล้ว การที่เงินบาทอ่อนค่าอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้เซกเตอร์อื่นได้บ้าง แต่สิ่งที่ต้องแลกมา คือ เสถียรภาพที่เราเคยมีมาตลอด ทั้งเงินเฟ้อต่ำและดอกเบี้ยต่ำ หากไทยกลายเป็นประเทศที่ขาดดุลต่อเนื่อง นโยบายการเงินและการคลังจะถูกจำกัดกรอบมากขึ้น ดอกเบี้ยอาจต้องอยู่ในระดับสูงเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจไทย!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/1236749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1chnF8x3jupUgvDdku0iS2

  • วันแรก “ไทยช่วยไทยพลัส” เงินสะพัด 2 พันล้านบาท

    วันแรก “ไทยช่วยไทยพลัส” เงินสะพัด 2 พันล้านบาท

    (2 มิ.ย. 69) กระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” วันแรก หลังปิดระบบเมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วสูงถึง 26,040,623 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 20-50 ปี โดยในจำนวนนี้มีผู้ประเดิมใช้สิทธิ์จับจ่ายใช้สอยเสร็จสมบูรณ์แล้วถึง 8,724,402 คน ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการมีความพร้อมรองรับกำลังซื้ออย่างคึกคัก มีร้านค้าเปิดระบบแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” และกดยอมรับเงื่อนไขพร้อมให้บริการแล้ว 896,110 ร้านค้า ซึ่งเป็นร้านค้าใหม่ 75,674 ร้านค้า และมีร้านค้าที่สามารถสร้างยอดขายสำเร็จในวันแรกไปแล้วถึง 659,658 ร้านค้า

    .

    สำหรับภาพรวมการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจวันแรก มียอดใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 2,039.74 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่ายสนับสนุน 1,184.10 ล้านบาท และเงินที่ภาคประชาชนร่วมจ่ายอีก 855.64 ล้านบาท โดยยอดปฏิสัมพันธ์ทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านรูปแบบการซื้อขายหน้าร้านปกติ เนื่องจากระบบการสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี (Food Delivery Platform) มีกำหนดจะเปิดใช้งานในวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างรอตรวจสอบและรอการกดรับเงื่อนไขอีกกว่า 1.6 แสนร้านค้า ซึ่งคาดว่าจะทยอยเข้าสู่ระบบเพื่อรองรับการจับจ่ายของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NzcuI0vlw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SHx7X_-bOpEH_HfjUrCaC

  • ธปท. ปรับเป้า GDP ปี 69 โต 2.0% อานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่งออกโต 13%

    ธปท. ปรับเป้า GDP ปี 69 โต 2.0% อานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่งออกโต 13%

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 2.0% จากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่มองว่า GDP จะขยายตัวเพียง 1.5% หลังจากได้รับผลกระทบของสงครามและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ขณะที่ปี 2570 อัตราการขยายตัวมีแนวโน้มชะลอลง โดยคาดว่า GDP ทั้งปีจะอยู่ที่ 1.7% หลังจากที่ในปี 2569 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 ระบุว่า มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นชั่วคราว ตามราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน รวมทั้งผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาล โดยคาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 3% และในบางเดือนเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงเกิน 5% จากพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสและการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงสุดที่ 5.2% ในเดือน ต.ค.ปีนี้

    ขณะที่ในปี 2570 คาดว่าเงินเฟ้อจะลดลงอยู่ที่ประมาณ 1.4% จากราคาพลังงานที่คาดว่าจะลดลงหลังสงครามตะวันออกกลางยุติ

    อย่างไรก็ตาม นายวิทัย ย้ำว่า ธปท. ไม่ได้กังวลเรื่องเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เพียงแค่ส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นตามคาดการณ์เท่านั้น เนื่องจากมองว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มปรับลดลงในไตรมาส 2 ปี 2570 และเข้าสู่กรอบ 1-3% ดังนั้น จึงประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังคงอยู่ในระดับ 1.0% ต่อไป โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะมีการประชุมเพื่อตัดสินนโยบายดอกเบี้ยครั้งต่อไปในวันที่ 24 มิ.ย. 2569 และ ธปท. ยังคงยืนยันว่าไทยไม่ได้มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation

    นอกจากนี้ ธปท. ยืนยันว่า ไม่ได้กังวลกับภาวะขาดดุลคู่ขนาน หรือ Dual Deficit ที่จะมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมกับการขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนเม.ย. 2569 ที่ 7.6 ล้านเหรียญสหรัฐ มองว่าจะเป็นภาวะชั่วคราวที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

    แต่เมื่อมองไปข้างหน้า ประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2569 มีโอกาสเข้าใกล้ระดับศูนย์ หลังจากที่ดุลการค้ามีแนวโน้มกลับมาเกินดุลในไตรมาส 4 ของปีนี้ พร้อมกับประเมินว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ จะยังเติบโตได้ดีอยู่ที่ประมาณ 12-13% จากคาดการณ์เดิมที่มองว่าจะขยายตัว 8.1%

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2936997&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-xNopf5fSJ7ttK69FWgQC