Category: เศรษฐกิจ

  • จับตานโยบาย ครม.ใหม่ ส.อ.ท. หวัง! เห็นความต่อเนื่อง-ผลลัพธ์ชัดเจน

    จับตานโยบาย ครม.ใหม่ ส.อ.ท. หวัง! เห็นความต่อเนื่อง-ผลลัพธ์ชัดเจน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี หรือครม. ชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างนักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการประจำและผู้บริหารจากภาคเอกชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางทิศทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและการลงทุนของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งในและต่างประเทศ

    “ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวัง คือ การที่รัฐบาลทำงานอย่างมีเอกภาพ วางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายเกรียงไกร กล่าว

    นายเกรียงไกร ระบุว่า จากที่ได้มีการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ประกอบกับ ครม. ชุดใหม่ที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน ถือว่าเป็นทีม ครม.เศรษฐกิจชุดเดิมที่ได้มีการหารือร่วมกัน และมีทิศทางความเห็นที่สอดคล้องกัน 

    ทั้งนี้ ระยะเวลา 4 เดือนของการเป็นรัฐบาล ถือว่าท้าทายมากสำหรับการทำงาน จึงต้องการเห็นความร่วมมือ ความตั้งใจจริง และการทำงานเป็นทีมของ ครม. รวมทั้งอยากให้นำ “5 ข้อเสนอเร่งด่วน” ที่ ส.อ.ท. ได้นำเสนอไว้จากการหารือที่ผ่านมา นำไปปรับเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะครอบคลุมหัวข้อดังนี้

    1.การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยจากการหารือที่ผ่านมา ทางนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมรับข้อเสนอของ ส.อ.ท. ในการเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ของสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ 

    การจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (RVC) รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้าและการตรวจสอบสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่กับการผลักดันการใช้และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเน้นซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือ Made in Thailand (MiT) เพื่อกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว 

    2) การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่กับการปฏิรูประบบภาษีให้ทันสมัย โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมทั้งจัดทำมาตรการจูงใจให้ SMEs เข้าสู่ระบบบัญชีเดียวและเสียภาษีที่ถูกต้อง เพื่อมีสิทธิในการรับประโยชน์ต่างๆ จากโครงการความช่วยเหลือจากภาครัฐในอนาคต

    3) การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ โดยไม่ผลักภาระไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้บนเวทีโลกและสอดคล้องกับมาตรการสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในระยะยาว

    4) การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว  อีกทั้งช่วยหาเส้นทางการขนส่งสินค้าด้วยเส้นทางอื่นๆ ทดแทน รวมถึงมาตรการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ และชดเชยค่าขนส่งที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    5) การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งหามาตรการเงินช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท 

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยและผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าภาคการผลิตและสร้างความสามารถแข่งขันในระดับโลก 

    ด้านแรงงานก็ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดย ส.อ.ท. พร้อมร่วมกับกระทรวงแรงงาน พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ทั้งในด้านดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างแรงงานคุณภาพสูงที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

    ส่วนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G–6G การสนับสนุนเทคโนโลยี AI และ IoT รวมถึงมาตรการความมั่นคงไซเบอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความได้เปรียบในการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    สำหรับด้านนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้นวัตกรรมเป็นพลังหลัก ประเทศไทยต้องเน้นสร้าง “นวัตกรรมมุ่งเป้า” โดยใช้จุดแข็งของไทยนำมาต่อยอด เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งไทยถือเป็นความได้เปรียบ ไปสู่เกษตรสมัยใหม่หรืออัจฉริยะ เพื่อพัฒนาวัตถุดิบป้อนไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกรซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ 

    นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI มายกระดับศักยภาพบุคลากร ผ่านการจัดทำหลักสูตรที่ช่วย Upskill (ยกระดับทักษะเดิม) Reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่) และ Newskill (สร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในอนาคต) เช่น การประยุกต์ใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านราคา เพื่อให้สินค้าของไทยมีความโดดเด่นและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ แนวทางสู่การยกระดับประเทศไทยให้เป็น “ประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม” อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวและกีฬา ในช่วงครึ่งปีหลัง ส.อ.ท. มองว่าภาครัฐควรมีมาตรการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมา และจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้ให้ทั่วถึง โดยไม่กระจุกตัวเพียงจังหวัดใหญ่ๆ เพียงแค่ 4-5 จังหวัด ส่วนระยะยาวควรปรับโครงสร้างด้านความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High-value Tourism) และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการจัดประชุมและงานแสดงสินค้า (MICE) เพื่อสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    “4 เดือนแรก เราต้องเห็นผลลัพธ์แบบ Quick Win และอีก 4 เดือนถัดมาก็ควรเน้นการประคองให้ต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุด คือ การแปลงนโยบายเป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและชัดเจน หากรัฐบาลสามารถทำได้เช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย” นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oIVo81oWiyP7oY0l53DwU

  • ด่วน! กูรูไพศาลตีข่าว “ธรรมนัส”เตรียมเยือนจีนปูทางเรื่องสำคัญ

    ด่วน! กูรูไพศาลตีข่าว “ธรรมนัส”เตรียมเยือนจีนปูทางเรื่องสำคัญ

    “ธรรมนัสเตรียมเยือนจีน ฟื้นเศรษฐกิจการค้า-ท่องเที่ยว ปูทางเรื่องสำคัญพ.ย.นี้”

    เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กระบุว่า “ด่วน ท่านรองนายกรัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร โดยได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เตรียมเดินทางเยือนประเทศจีน ในเร็ววันนี้ เพื่อหารือความร่วมมือในการยกระดับ การ ท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนระหว่างไทย-จีน ซึ่งซบเซามานานมากแล้ว และรัฐบาลต้องการจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ โดยเร็วที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นวงกว้าง และกระทบต่อภาคธุรกิจหลายภาคส่วนของประเทศไทยด้วย 

    โดยรองนายกรัฐมนตรี ธรรมนัส พรหมเผ่า มีวัตถุประสงค์ที่จะเดินทางไปเยือนประเทศจีนโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะไปเยือนปักกิ่งและอีกเมืองหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นเซี่ยงไฮ้หรือกวางโจว โดยได้ประสานงาน ขอให้สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีน ช่วยประสานงานเป็นการภายในก่อน คาดว่าในการเดินทางครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี จะได้พบปะหารือกับผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน รัฐบาลจีนรวมทั้งผู้นำระดับมณฑล และนักธุรกิจสำคัญ ในกิจการที่เกี่ยวข้องด้วย และจะถือโอกาสนี้พบปะ กับผู้นำองค์กรภาคเอกชนที่สำคัญของจีน ที่มีมิตรไมตรีอันยาวนาน กับเครือข่ายของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีที่มีสายสัมพันธ์สนิทแน่นแฟ้นกับประเทศจีนมานานแล้ว ในประเทศจีนด้วย 

    เพื่อเตรียมการเดินทางดังกล่าว รองนายกรัฐมนตรี ธรรมนัส พรหมเผ่า จะพบปะหารือ กับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ซึ่งท่านทูตจีน จะจัดอาหารเลี้ยงรับรองแสดงความยินดีแก่ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ด้วยในการเดินทางเยือนประเทศจีนครั้งนี้ ฝ่ายจีนจะ รายงานให้ทราบ เกี่ยวกับการเตรียมการถวายการต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีที่จะเสด็จเยือนประเทศจีน ในเดือนพฤศจิกายนศกนี้ ที่ได้เตรียมการอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นที่รู้ทั่วไปในประเทศจีนแล้วทำให้ทั่วทั้งประเทศจีนและพี่น้องประชาชนจีนทั่วประเทศ เตรียมรอชมพระบารมี กันอย่างคึกคักในขอบเขตทั่วประเทศ และคาดว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และภรรยาจะถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่นสมพระเกียรติและลึกซึ้งยิ่ง เพราะมีความสัมพันธ์ ระหว่างกันอย่างลึกซึ้งและอบอุ่น ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งที่ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและภรรยา เดินทางมาประชุมเอเปคที่ประเทศไทย 

    ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี โปรดเกล้าอนุญาตให้ ท่านประธานาธิบดีและภรรยาเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์เป็นเวลานานมากถึง 1 ชั่วโมงเต็ม ทั้งที่รัฐบาล ได้มีกำหนดเวลาเข้าเฝ้า เพื่อถ่ายรูป เพียงประเทศละ 3 นาทีเท่านั้น

    อนึ่ง ใน ขณะ นี้ กษัตริย์สีหะมุนี และพระมารดา กำลังอยู่ระหว่างเสด็จประเทศจีน ตั้งแต่ก่อน การจัดงานประชุมองค์การความร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้ และการจัดงานฉลองชัยชนะ 80 ปีในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ทำให้ ชาวเขมร ได้ นำ เรื่อง นี้ มา โฆษณา ตี ฆ้อง ร้องป่าว ข่มขวัญประเทศไทยและคนไทยเป็นการใหญ่ แต่จะเป็นเรื่อง จิ๊บจ๊อยปลีกย่อยทันที ที่พระเจ้าอยู่หัวของเราจะเสด็จเยือนปักกิ่ง

    คอยดูกันเถิด ว่าพระบารมีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้านั้นมากพ้นรำพันเจิดจ้า ดุจดั่งดวงตะวัน ที่ฉายแสงขึ้นในฟากฟ้าบูรพาทิศนั่นเอง
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จเยือนประเทศจีนเมื่อครั้งที่ทรงเป็นสยามมกุฎราชกุมารในครั้งนั้นรองประธานาธิบดีหวังเจิ่นเป็นผู้ถวายการต้อนรับ และในการเสด็จเยือนประเทศจีนครั้งนี้ จะเป็นการเสด็จเยือนต่างประเทศเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศภูฏาน
    คนไทย ทั่วประเทศจะมีความภาคภูมิใจ ในเหตุการณ์ครั้งนี้โดยทั่วหน้ากันอย่าได้สงสัยเลย

    อนึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้ประกาศ เป็นทางการโดยสำนักพระราชวัง แต่เป็นที่รู้กันโดยกว้างขวางและทั่วไปในประเทศจีน แล้ว”

    #ธรรมนัสพรหมเผ่า #ไทยจีน #การค้า #การลงทุน #การท่องเที่ยว #สีจิ้นผิง #เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652498&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qs9en_cYFFlVrflzsCtx5

  • เอกชนจับตา ครม.อนุทิน 1 แก้เศรษฐกิจ-ยกระดับความสามารถแข่งขัน

    เอกชนจับตา ครม.อนุทิน 1 แก้เศรษฐกิจ-ยกระดับความสามารถแข่งขัน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างนักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการประจำและผู้บริหารจากภาคเอกชน 

    โดยถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางทิศทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและการลงทุนของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งในและต่างประเทศ

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวัง คือ การที่รัฐบาลทำงานอย่างมีเอกภาพ วางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    “จากที่ได้มีการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา ประกอบกับ ครม. ชุดใหม่ที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน ถือว่าเป็นทีม ครม.เศรษฐกิจชุดเดิมที่ได้มีการหารือร่วมกัน และมีทิศทางความเห็นที่สอดคล้องกัน” 

    เอกชนจับตา ครม.อนุทิน 1 แก้เศรษฐกิจ-ยกระดับความสามารถแข่งขัน

    สำหรับระยะเวลา 4 เดือนของการเป็นรัฐบาล ถือว่าท้าทายมากสำหรับการทำงาน จึงต้องการเห็นความร่วมมือ ความตั้งใจจริง และการทำงานเป็นทีมของ ครม. รวมทั้งต้องการให้นำ 5 ข้อเสนอเร่งด่วนที่ ส.อ.ท. ได้นำเสนอไว้จากการหารือที่ผ่านมา นำไปปรับเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะครอบคลุมหัวข้อดังนี้

    • การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยจากการหารือที่ผ่านมา ทางนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมรับข้อเสนอของ ส.อ.ท. ในการเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ของสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ การจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (RVC) รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้าและการตรวจสอบสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่กับการผลักดันการใช้และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเน้นซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือ Made in Thailand (MiT) เพื่อกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว 
    • การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่กับการปฏิรูประบบภาษีให้ทันสมัย โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมทั้งจัดทำมาตรการจูงใจให้ SMEs เข้าสู่ระบบบัญชีเดียวและเสียภาษีที่ถูกต้อง เพื่อมีสิทธิในการรับประโยชน์ต่างๆ จากโครงการความช่วยเหลือจากภาครัฐในอนาคต
    • การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ โดยไม่ผลักภาระไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้บนเวทีโลกและสอดคล้องกับมาตรการสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในระยะยาว
    • การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว  อีกทั้งช่วยหาเส้นทางการขนส่งสินค้าด้วยเส้นทางอื่นๆ ทดแทน รวมถึงมาตรการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ และชดเชยค่าขนส่งที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
    • การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งหามาตรการเงินช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท 

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยและผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าภาคการผลิตและสร้างความสามารถแข่งขันในระดับโลก 

    ด้านแรงงานถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดย ส.อ.ท. พร้อมร่วมกับกระทรวงแรงงาน พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ทั้งในด้านดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างแรงงานคุณภาพสูงที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

    ในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G–6G การสนับสนุนเทคโนโลยี AI และ IoT รวมถึงมาตรการความมั่นคงไซเบอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความได้เปรียบในการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    สำหรับด้านนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้นวัตกรรมเป็นพลังหลัก ประเทศไทยต้องเน้นสร้างนวัตกรรมมุ่งเป้า โดยใช้จุดแข็งของไทยนำมาต่อยอด เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งไทยถือเป็นความได้เปรียบ ไปสู่เกษตรสมัยใหม่หรืออัจฉริยะ เพื่อพัฒนาวัตถุดิบป้อนไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกรซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ 

    อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI มายกระดับศักยภาพบุคลากร ผ่านการจัดทำหลักสูตรที่ช่วย Upskill (ยกระดับทักษะเดิม) Reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่) และ Newskill (สร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในอนาคต) เช่น การประยุกต์ใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรม

    อีกทั้งต้องเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านราคา เพื่อให้สินค้าของไทยมีความโดดเด่นและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ แนวทางสู่การยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวและกีฬา ในช่วงครึ่งปีหลัง ส.อ.ท. มองว่าภาครัฐควรมีมาตรการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมา และจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้ให้ทั่วถึง โดยไม่กระจุกตัวเพียงจังหวัดใหญ่ๆ เพียงแค่ 4-5 จังหวัด 

    ส่วนระยะยาวควรปรับโครงสร้างด้านความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High-value Tourism) และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการจัดประชุมและงานแสดงสินค้า (MICE) เพื่อสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    “4 เดือนแรกต้องเห็นผลลัพธ์แบบ Quick Win และอีก 4 เดือนถัดมาก็ควรเน้นการประคองให้ต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุด คือ การแปลงนโยบายเป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและชัดเจน หากรัฐบาลสามารถทำได้เช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639342&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DvGHrk5w9VddTzcV0lcoG

  • ปธ.สภานายจ้างฯ แนะรัฐบาลหาตลาดใหม่แทนกัมพูชา พร้อมหนุน ‘คนละครึ่ง’

    ปธ.สภานายจ้างฯ แนะรัฐบาลหาตลาดใหม่แทนกัมพูชา พร้อมหนุน ‘คนละครึ่ง’

    วันนี้ (20 กันยายน) เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) กล่าวถึงมาตรการคนละครึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่เตรียมรื้อฟื้นกลับมาใช้อีกครั้งที่ประเมินแล้วว่าจะส่งผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศระยะสั้นว่า โครงการคนละครึ่งเคยใช้มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ผลการตอบรับที่ดี

    ส่วนตัวเห็นด้วยกับมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่อยู่สั้น จำเป็นจะต้องเร่งทำนโยบายที่เห็นผลเร็ว และมีผลต่อประชาชนได้ทันที ซึ่งคนละครึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้หมุนเวียน มีสภาพคล่องให้ประชาชนและเชื่อว่าในระยะเบื้องต้นจะมีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ

    ส่วนปัญหาเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบหลังจากการปิดด่านไม่สามารถค้าขายและส่งออกสินค้าได้นั้น เอกสิทธิ์ เสนอว่า เรื่องการเปิดด่านยังถือเป็นเรื่องเซนซิทิฟเพราะยังมีสถานการณ์กระทบกระทั่งกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับความมั่นคงให้จบก่อน จึงจะสามารถพิจารณาเปิดด่านอีกครั้ง โดยในช่วงนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องส่งเสริม มองหาตลาดอื่นมาทดแทนกัมพูชา

    และอีกด้านหนึ่งรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านทักษะดิจิทัลด้วย ควรจะสนับสนุนให้มีจัดฝึกอบรมบุคลากรของหน่วยงานต่างๆ เพื่อรองรับอนาคตในการแข่งขันด้านดิจิทัล ซึ่งครอบคลุม เกี่ยวข้องทุกด้านทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงควรจะเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนมาตรการด้านภาษีเป็นพิเศษให้กับภาคเอกชนที่จัดฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/govt-half-half-scheme-thai-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ozaaSEZI3aOrks_zfcl-L

  • บันทึกการเดินทาง 5 ปีของ ธปท. การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย

    บันทึกการเดินทาง 5 ปีของ ธปท. การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย

    ตลอด 5ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2568)เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง หลายเรื่องไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโรคระบาด สงครามที่ส่งผลเป็นวงกว้าง ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกมานาน ในฐานะองค์กรที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบและยืดหยุ่น ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังต้องวางรากฐานให้เศรษฐกิจแข็งแรงพอที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ภายใต้ภารกิจหลัก 3ด้าน คือ การรักษาเสถียรภาพโดยรวม (macro-financial stability), การวางรากฐานภาคการเงินสำหรับอนาคต (Financial Landscape) และ การคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Consumer protection) หัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบาย คือ การผสมผสานใช้เครื่องมือที่หลากหลาย หรือ “Integrated Policy Mix” เพราะ ธปท.ตระหนักดีว่า เครื่องมือหลักอย่าง ‘ดอกเบี้ย’ นั้นจะส่งผลกระทบในวงกว้าง (Blunt Tool) อาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนจึงต้องอาศัยเครื่องมืออื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางการเงินระยะสั้นที่ตรงจุด หรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    ปี 2563-2564: รับมือวิกฤตฉุกเฉิน (COVID-19)

    ปี 2563กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักอย่างฉับพลันจากมาตรการ lockdown ในช่วงการระบาดของ COVID-19 จีดีพีหดตัวมากที่สุดในรอบ 22 ปี ที่ 6.1% การท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจแทบจะเป็นอัมพาต จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยมี 40 ล้านคนต่อปีลดลงเหลือเกือบศูนย์ ขณะที่อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น เพราะกิจการไม่สามารถเปิดทำการได้ตามปกติ

    ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ เป้าหมายของ ธปท.คือ ดำเนินมาตรการให้ทันท่วงทีและต้องยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยน เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงมาก รวมทั้งดูแลให้ระบบการเงินและระบบสถาบันการเงินยังทำงานได้ปกติและสามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปถึงผู้ได้รับผลกระทบได้ โดยในช่วงดังกล่าว กนง.ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วและต่อเนื่องจนสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ควบคู่กับการออกมาตรการทางการเงิน ทั้งแก้หนี้เดิมและเติมเงินใหม่

    ตัวอย่างมาตรการแก้ปัญหาหนี้เดิมของรายย่อยและธุรกิจ ได้แก่ การออกมาตรการพักชำระหนี้แบบ ‘ปูพรม’ ให้กับลูกหนี้ธุรกิจและครัวเรือนในวงกว้างเป็นเวลา 3-6 เดือน ตามประเภทสินเชื่อ อย่างไรก็ดี ธปท.ตระหนักว่ามาตรการแบบปูพรมนั้นมีต้นทุนสูงและอาจสร้างผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ในระยะยาว เช่น บั่นทอนวินัยทางการเงิน (moral hazard) จึงได้ปรับปรุงมาตรการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยปรับมาตรการพักชำระหนี้วงกว้างให้เป็นการพักหนี้แบบสมัครใจ (opt-in) ไปจนถึงการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงหลัง โดย ธปท.ได้ผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้อย่างจริงจัง ควบคู่กับการผ่อนปรนเกณฑ์กำกับดูแลให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ได้คล่องตัวขึ้น

    การปรับมาตรการที่ยืดหยุ่นและตรงจุดนี้ สะท้อนหลักคิดในการดำเนินนโยบายที่พร้อมปรับตัว และการขับเคลื่อนมาตรการอย่างจริงจังเพื่อให้การช่วยเหลือเกิดประสิทธิผลสูงสุด ทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อได้ (จีดีพีขยายตัว 1.6% ในปี 2564) ระบบการเงินโดยรวมยังทำงานได้ไม่สะดุด และกลไกสินเชื่อสามารถเป็นที่พึ่งให้กับเศรษฐกิจต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด โดยโครงการสินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ถูกใช้เกือบเต็มวงเงินที่ 3.5 แสนล้านบาท ช่วยธุรกิจได้กว่า 6.7 หมื่นราย

    ปี 2565: ประคองการฟื้นตัวท่ามกลางเงินเฟ้อ

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังค่อยๆ ฟื้นตัวในลักษณะที่ไม่ทั่วถึง (K-shaped Recovery) ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายระลอกใหม่จาก สงครามรัสเซียยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ประเทศเศรษฐกิจหลักหลายประเทศเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อไทยพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ 7.9% (เดือน ส..65) สถานการณ์ดังกล่าวสร้างโจทย์ที่ยากลำบาก คือ การรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ กับ การสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ไม่สะดุด (smooth take-off) โดยในช่วงเวลานั้น ธปท.ถูกแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงเหมือนหลายประเทศที่ปรับแบบก้าวกระโดด เพราะมองว่าไทยขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป (behind the curve)

    ธปท.ได้เลือกดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป (gradual and measured) ไม่ได้เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงเหมือนธนาคารกลางขนาดใหญ่หลายแห่ง เนื่องจากเห็นว่าเงินเฟ้อของไทยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านอุปทาน (cost-push inflation) ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นชั่วคราว อีกทั้งเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และไม่ได้ขยายตัวร้อนแรงเหมือนประเทศอื่น การใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากไป (เหยียบเบรก) จึงอาจกระทบการฟื้นตัวโดยไม่จำเป็น

    ขณะเดียวกัน ธปท.ได้ทยอยถอนมาตรการปูพรมบางส่วน เพื่อปรับให้นโยบายสู่ภาวะปกติและลดผลข้างเคียงต่อระบบการเงิน เช่น ปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund: FIDF) ของสถาบันการเงินกลับมาเป็นปกติที่ 0.46% จากที่ปรับลดเหลือ 0.23% ในช่วงโควิด ขณะที่อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิต ธปท.ยังขอให้คงการลดอัตราฯ ไว้ที่ 5% จนถึงปี 2566 ก่อนที่จะให้ทยอยปรับอัตราฯ ขึ้นเป็น 8% ต่อไป

    มองย้อนกลับไป การเลือกปรับดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้ความสำคัญกับบริบทการฟื้นตัวของไทยมากกว่าสถานการณ์ในต่างประเทศ ถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม โดยเงินเฟ้อทยอยปรับลดลงกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ภายใน 7 เดือน โดยไม่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องสะดุดลง (จีดีพีขยายตัว 2.6% ในปี 2565)

    ปี 2566-2567: วางรากฐานทางการเงินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

    เมื่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อคลี่คลายลง เศรษฐกิจโลกกลับเผชิญความผันผวนระลอกใหม่ ทั้งจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นในประเทศเศรษฐกิจหลักและการชะลอลงของเศรษฐกิจจีน ส่วนเศรษฐกิจไทยแม้จะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่กลับเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยภาคการผลิตและอุตสาหกรรมชะลอลง ซึ่งไม่ได้มาจากปัจจัยเชิงวัฏจักรภายนอกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมานาน ทั้งศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลง และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงราว 90% ต่อจีดีพี การดำเนินนโยบายในช่วงนี้จึงมุ่งเน้นการปรับเข้าสู่ระดับที่ช่วยรักษาสมดุลของเศรษฐกิจในระยะปานกลาง ควบคู่ไปกับการวางรากฐานสำหรับอนาคต ภายใต้หลักคิดของการทำ นโยบายที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน (robust policy) ที่ต้องยืดหยุ่น สามารถรองรับพลวัตของเศรษฐกิจการเงินที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และใช้เครื่องมือแบบผสมผสาน (policy mix) ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

    โดยในช่วงนี้ กนง.ได้ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.5% ซึ่งเป็นระดับที่เอื้อต่อการเติบโตตามศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว และการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน (neutral rate)

    นอกจากการปรับมาตรการระยะสั้นให้อยู่ในจุดสมดุล ธปท.ยังให้ความสำคัญกับนโยบายระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการพัฒนาภาคการเงินให้สามารถสนับสนุนการปรับตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยมีนโยบายสำคัญดังนี้ 1.การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน: ธปท.ได้ยกระดับการแก้ปัญหาหนี้ให้เป็นระบบและครบวงจรมากขึ้น โดยออกหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ที่เน้นให้สถาบันการเงินปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ทั้งก่อน/หลังเป็น NPL และมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง (persistent debt) ควบคู่กับการปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลที่เป็นรูปธรรม

    2.การผลักดันภูมิทัศน์ภาคการเงินใหม่ (New Financial Landscape): ธปท.ได้ริเริ่มวางทิศทางปรับภูมิทัศน์ภาคการเงินใหม่ในภาพรวมตั้งแต่ปี 2565 และทยอยขับเคลื่อนแผนงานภายใต้ทิศทางดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ซึ่งหลายเรื่องต้องใช้เวลาและอาจไม่เห็นผลเร็ว ได้แก่ ด้านดิจิทัล (digital): ส่งเสริมนวัตกรรมที่รับผิดชอบ (responsible innovation) ภายใต้แนวคิด 3 Opens: Open Competition-อนุญาตให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank), Open Infrastructure-เชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ และ Open Data เริ่มโครงการ Your Data ที่ให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเองได้มากขึ้น และด้านความยั่งยืน (sustainability): สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (brown เป็น less brown) โดยสร้างผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด (low-disruptive transition)

    ปี 2568-ปัจจุบัน: สนับสนุนการปรับตัวรับโลกใหม่

    ล่าสุด เศรษฐกิจไทยยังพบกับความท้าทายเพิ่มเติมจาก มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ (US Tariffs) ซึ่งเป็น ‘พายุลูกใหญ่’ ที่จะส่งผลกระทบต่อทิศทางการค้าและการลงทุนทั่วโลก รวมทั้งกดดันภาคการผลิตและการส่งออกของไทยให้ต้องเร่งปรับตัว ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ธปท.จึงปรับทิศทางนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายมากขึ้น ขณะที่ยังให้ความสำคัญกับการรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (policy space) ไว้รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

    เป้าหมายหลักของการทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 4ครั้ง (ตั้งแต่ปลายปี 67– เดือน ส..68)สู่ระดับ 1.5%ในช่วงนี้ ไม่ใช่เพื่อ ‘กระตุ้น’ เศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เป็นการ ‘ผ่อนคลายภาวะการเงิน’ และ ‘บรรเทาภาระ’ ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เปราะบาง เพื่อเอื้อต่อการปรับตัวรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้ นอกจากการผ่อนคลายภาวะการเงินแล้ว ธปท.ยังได้ออกมาตรการภายใต้โครงการคุณสู้ เราช่วย เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางที่มีศักยภาพให้สามารถรักษาทรัพย์สิน และลดภาระหนี้เพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายไหว (ตัวเบาขึ้น) และไปต่อได้

    ขณะเดียวกัน ภารกิจด้านการวางรากฐานภาคการเงินที่ได้ริเริ่มไว้ก็มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมหลายอย่าง เช่น การประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) การเปิดบริการขอข้อมูลการใช้-ชำระค่าน้ำ-ไฟ เพื่อนำไปขอสินเชื่อภายใต้โครงการ Your Data และโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Financing the Transition) ที่ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 9.7 หมื่นล้านบาท (ณ มิ.ย.68) จากเป้าหมาย 1 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ นอกจากการผลักดันด้านนวัตกรรมแล้ว หนึ่งในหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ภาพ การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe and Inclusive Digital Finance) คือ การสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการที่มีต่อระบบการเงิน ระบบการชำระเงิน และการใช้บริการทางการเงินต่างๆ รวมถึงการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน ซึ่ง ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการเพื่อจัดการภัยทุจริตทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยปรับนโยบายให้เหมาะสมกับบริบทในแต่ละช่วง

    การเดินทางตลอด 5 ปีที่ผ่านมาสอนเราว่า การดูแลเศรษฐกิจของประเทศไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทุกการตัดสินใจล้วนมาจากการชั่งน้ำหนักปัจจัยรอบด้านภายใต้ข้อมูลที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น และต้องพร้อมเรียนรู้และปรับเปลี่ยนเสมอ ภารกิจของธนาคารกลางไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการทำงานหนักในวันนี้ เพื่อสร้างเสถียรภาพและรากฐานที่แข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยสำหรับวันข้างหน้า.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/864950/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P1g9ruPhRb72l6a8LSie2

  • น้ำป่าสักล้นตลิ่ง ทะลักท่วมหล่มสัก พื้นที่เศรษฐกิจจมบาดาลอีกรอบ

    น้ำป่าสักล้นตลิ่ง ทะลักท่วมหล่มสัก พื้นที่เศรษฐกิจจมบาดาลอีกรอบ

    (20 ก.ย.68) ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ช่วงเช้าที่ผ่านมา เริ่มทวีความรุนแรง หลังมวลน้ำจากเขื่อนห้วยขอนแก่นเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝายห้วยขอนแก่น ม.12 ต.ห้วยไร่ มีปริมาณน้ำมากขึ้นตามไปด้วย

    กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ (ปภ.) รายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ระดับน้ำแม่น้ำป่าสักในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก เพิ่มสูงจนเกินตลิ่ง 1.18 เมตร และทะลักข้ามแนวกระสอบทรายที่เทศบาลฯ วางไว้ เพื่อป้องกันน้ำเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ ทำให้มวลน้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนและร้านค้าหลายแห่งในชุมชนสำคัญ เช่น ชุมชนวัดทุ่งจันทร์สมุทร , ชุมชนบ้านไร่ , ชุมชนท่ากกโพธิ์ , ชุมชนในเมือง และชุมชนศรีมงคล โดยมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

    กรมชลประทาน คาดการณ์ว่า ระดับน้ำจะทรงตัวประมาณช่วงเวลา 14.00 น. สำหรับพื้นที่รอบนอก แต่ยังมีความเสี่ยงที่น้ำจะล้นตลิ่งต่อไป หากมีฝนตกซ้ำหรือมวลน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำไหลสมทบ

    เพื่อรับมือสถานการณ์ นายอำเภอหล่มสัก ได้มอบหมายให้กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอหล่มสักที่ 4 ระดมกำลังพร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือ เตรียมพร้อมตั้งแต่เวลา 10.36 น. โดยจัดกำลัง อส. 9 นาย ผรส. (ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ) 4 นาย พร้อมรถยนต์ตรวจการณ์ 1 คัน ออกตรวจตราพื้นที่น้ำท่วม ช่วยเหลือประชาชนเสริมแนวคันกั้นน้ำบริเวณริมแม่น้ำป่าสัก หมู่ 8 ต.ตาลเดี่ยว รวมทั้งช่วยขนย้ายพืชผลทางการเกษตรไปเก็บไว้ในพื้นที่สูง

    ขณะเดียวกัน อำเภอหล่มสักได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชน ณ หอประชุมอำเภอหล่มสัก เพื่อเป็นจุดประสานงานและเตรียมความพร้อม หากสถานการณ์ลุกลามขยายวงกว้างไปยังหลายตำบล

    อย่างไรก็ตาม พื้นที่รอบนอกตัวอำเภอหล่มสัก ได้รับผลกระทบหนักกว่าพื้นที่ชั้นใน เนื่องจาก ไม่มีแนวป้องกันน้ำท่วม เช่น กระสอบทรายหรือคันกั้นน้ำเหมือนใจกลางเมือง หลายครอบครัวต้องช่วยเหลือกันเอง เช่นเดียวกับ ร้านลาบเป็ดเฮียตี๋ ร้านชื่อดังในพื้นที่ ที่จำเป็นต้องหยุดขายชั่วคราว เนื่องจาก น้ำเข้าท่วมร้านและต้องเร่งเก็บข้าวของ รวมถึงดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน 

    “ตอนนี้ทุกอย่างต้องช่วยเหลือกันเอง ดูแลกันเอง ต่างจากในตัวเมืองที่ยังมีเจ้าหน้าที่คอยสนับสนุน”

    ขณะนี้เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ติดแม่น้ำป่าสัก ให้เตรียมพร้อมรับมือ และขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงอย่างเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่นิ่งและอาจรุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ

    ล่าสุด นับแต่เวลา 11.30 น. มวลน้ำได้ไหลเข้าท่วมบริเวณชุมชนชั้นในของ อ.หล่มสักอีกรอบ ระดับน้ำขึ้นเรื่อย ขึ้นไว น่าจะทรงตัวประมาณช่วงเย็น – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/Nf2Y6ALl7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m_VK5UwGT6l3kL9wE2zFM

  • ปธ.หอการค้าตรัง ขอรัฐเร่งโครงการ ‘คนละครึ่ง’กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า

    ปธ.หอการค้าตรัง ขอรัฐเร่งโครงการ ‘คนละครึ่ง’กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า

    ปธ.หอการค้าตรัง ขอรัฐเร่งโครงการ ‘คนละครึ่ง’กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า

    วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุธรรม เศรษฐพิศาล ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในโครงการคนละครึ่งนั้น โครงการดังกล่าวเห็นผลเป็นรูปธรรม สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ประชาชนและแม่ค้าได้รับประโยชน์โดยตรง ไปถึงระดับรากหญ้า ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งดำเนินโครงการเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากรัฐบาลได้ทำข้อตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลจะยุบสภาภายใน 4 เดือน หากไม่รีบดำเนินการการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่สามารถดำเนินการได้

    ประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า มีความหวังกับโครงการคนละครึ่งเป็นอย่างมาก นอกจากจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าแล้ว ยังกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวอีกด้วย เกิดการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวและใช้โครงการคนละครึ่งในการซื้อสินค้า  รับประทานอาหาร นอกจากนี้รัฐบาลควรให้ความช่วยกลุ่มสินค้าโอทอปด้วย เพราะว่าขณะนี้สินค้าโอทอปเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและประชาชนในชุมเป็นผู้ผลิต แต่การจำหน่ายสินค้าโอทอปลดลงอย่างมาก

    จึงสมควรที่จะให้งบประมาณในการสนับสนุนในการปรับปรุงและพัฒนาสินค้า รวมถึงรูปแบบให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น  ซึ่งจังหวัดตรังมีสินค้าโอทอปที่มีชื่อเสียง เช่น ข้าวเบายอดม่วง เป็นข้าวพันธุ์พื้นที่และมีคุณค่าทางอาหารสูง แต่การผลิตยังไม่มากพอ เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างรวมถึงการส่งเสริมจากภาครัฐ  และพริกไทยพันธุ์ปะเหลียน ขณะนี้ก็เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ยังอยู่ในวงแคบ ขาดการส่งเสริมเท่าที่ควร ดังนั้นรัฐบาลควรส่งเสริมผลิตภัณฑ์พื้นบ้านเพื่อเป็นการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P9lxcO8NEJIJHDbAqC94W

  • ฟิทช์เตือนความไม่สงบทางการเมืองเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจ-อันดับเครดิตเนปาล : อินโฟเควสท์

    ฟิทช์เตือนความไม่สงบทางการเมืองเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจ-อันดับเครดิตเนปาล : อินโฟเควสท์

    บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) เตือนว่า สถานการณ์ความไม่สงบในเนปาลเมื่อไม่นานมานี้ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ และอาจกดดันอันดับความน่าเชื่อถือของเนปาล

    โดยปัจจุบัน ฟิทช์จัดอันดับเครดิตของเนปาลอยู่ที่ BB- และแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

    ฟิทช์ระบุในวันนี้ (19 ก.ย.) ว่า ความสงบได้กลับคืนมาแล้ว แต่เชื่อว่าความรุนแรงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้น เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติถูกควบคุม และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและธุรกิจ

    ทั้งนี้ สุชีลา การ์กี วัย 73 ปี อดีตประธานศาลฎีกา ในฐานะนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลคนใหม่ของเนปาล ได้เปิดตัวคณะรัฐมนตรีชุดแรกเมื่อวันจันทร์ (15 ก.ย.) ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยของชาติ หลังเหตุประท้วงรุนแรงที่นำโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน จนส่งผลให้รัฐบาลชุดก่อนต้องสิ้นสุดลง โดยภารกิจของเธอคือการตอบสนองข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงเพื่ออนาคตที่ปลอดคอร์รัปชัน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนมี.ค. ปีหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rLufbQuFG2rfeiK9iexSY

  • ข่าวอัพเดท : ก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียว ! รองผู้ว่าฯ

    ข่าวอัพเดท : ก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียว ! รองผู้ว่าฯ

    Tero Entertainment Logo

    Tero Entertainment Public Company Limited.

    Concerts & EventsTVRadioMusicServiceSports

    © 2024 Tero Entertainment PCL. All rights reserved.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://teroasia.com/news/268678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o-TRmzdgVSCkJHS9WQ2ZG

  • อนุบาลรุดหน้า! มทบ.37 เปิดโลกเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและสวนสัตว์ Mini Zoo

    อนุบาลรุดหน้า! มทบ.37 เปิดโลกเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและสวนสัตว์ Mini Zoo

    อนุบาลรุดหน้า! มทบ.37 เปิดโลกเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและสวนสัตว์ Mini Zoo เสริมทักษะเด็กยุคใหม่

    มณฑลทหารบกที่ 37 โดยโครงการทหารพันธุ์ดี อารยเกษตรวิถี จับมือกับสวนสัตว์ MINI ZOO เปิดบ้านต้อนรับคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์บริบูรณ์ธนวัฒน์ ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย จำนวน 300 ชีวิต! ยกขบวนน้องๆ ระดับอนุบาล 1-3 มาเรียนรู้หลักเศรษฐกิจพอเพียงแบบจัดเต็ม ด้วยการนั่งรถรางชมแหล่งเรียนรู้สำคัญรอบค่าย มณฑลทหารบกที่ 37 ทั้งโครงการทหารพันธุ์ดี และสวนสัตว์ MINI ZOO

    กิจกรรมนี้ มุ่งหวังให้น้องๆ ได้สัมผัสประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน กระตุ้นทักษะการสังเกต และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดย โครงการทหารพันธุ์ดี อารยเกษตรวิถี มณฑลทหารบกที่ 37 ได้เตรียมสถานีเรียนรู้ให้น้องๆ สัมผัสประสบการณ์จริงในหลากหลายกิจกรรม อาทิ:

    • การปลูกฝังความพอเพียงรวมถึงชมวิดีทัศน์กิจกรรมของโครงการทหารพันธุ์ดี อารยเกษตรวิถี มณฑลทหารบกที่ 37
    • สัมผัสการเลี้ยงจิ้งหรีด ให้น้ำให้อาหาร
    • เรียนรู้การเลี้ยงไส้เดือน และร่อนมูลไส้เดือน
    • กิจกรรมฝึกสังเกตแกะ และให้อาหารแกะ
    • การรู้จักพืชสมุนไพร
    • การศึกษาดูธรรมชาติของสัตว์ และให้อาหารสัตว์ใน MINI ZOO

    นับเป็นประสบการณ์สุดพิเศษที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ ปลูกฝังแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้เด็กๆ ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองดี มีความรู้ความสามารถ และนำหลักปรัชญาไปใช้สร้างสรรค์สังคมต่อไปในอนาคต

    #เศรษฐกิจพอเพียง #ทหารพันธุ์ดี #อารยเกษตรวิถี #มทบ37 #MiniZoo #การศึกษา #อนุบาล #เชียงราย #พัฒนาการเด็ก #เรียนรู้จากประสบการณ์จริง #ประสบการณ์นอกห้องเรียน #ปลูกฝังเยาวชน

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3773073/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10XnKMVNSPNHekt5UJxLfB