Category: เศรษฐกิจ

  • ‘บาทแข็ง’ โอกาสหรือวิกฤติ? ธุรกิจไทยลุ้นตัวโก่ง ไตรมาส 4 ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

    ‘บาทแข็ง’ โอกาสหรือวิกฤติ? ธุรกิจไทยลุ้นตัวโก่ง ไตรมาส 4 ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

    'บาทแข็ง' โอกาสหรือวิกฤติ? ธุรกิจไทยลุ้นตัวโก่ง ไตรมาส 4 ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

    “เงินบาทแข็งค่า” ถือเป็นโอกาสหรือวิกฤติ? “ธุรกิจ” ไทย โดยเฉพาะ SME ต้องลุ้นตัวโก่ง จับตาไตรมาส 4 ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

    • เงินบาทแข็งค่า (ต่ำกว่า 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งบวกและลบ แต่ถ้าควบคุมไม่ดีอาจเป็นปัญหา โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของภาคการส่งออกและท่องเที่ยว
    • ผลกระทบ SME ที่นำเข้ามากกว่าส่งออกได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ถูกลง แต่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบด้านรายได้ ส่วนโอกาสเงินบาทแข็งคือการนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
    • ธปท. และกระทรวงการคลังต้องมีกลยุทธ์ในการควบคุมความผันผวนของค่าเงิน เป้าหมายคือต้องการให้เศรษฐกิจไทย “แข็ง(แรง)” มากกว่าค่าเงินบาท

    เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อค่าเงินบาทเดินหน้าแข็งค่าจนต่ำกว่าระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ แม้สถานการณ์นี้จะเป็นเหมือนเหรียญสองด้านที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ค่าเงินบาทนั้น หากการควบคุมดูแลไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2568 นี้ ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการขับเคลื่อนการส่งออกและท่องเที่ยว

    ‘บาทแข็ง’ สวนทางเป้าหมายการส่งออก

    โดยตัวเลขการค้าล่าสุดสะท้อนภาพชัดเจนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2567 ประเทศไทยมียอดการส่งออกอยู่ที่ 300,739.79 ล้านดอลลาร์ แต่ขาดดุลการค้าไปถึง 4,782.99 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่มีมูลค่าการส่งออกเพียง 11% ของมูลค่ารวม แต่กลับขาดดุลการค้ามากถึง 4,632.65 ล้านดอลลาร์

    ทั้งนี้ สถานการณ์ดูเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อภาพรวมการส่งออกของประเทศเกินดุลเล็กน้อยที่ 259.89 ล้านดอลลาร์ แต่ในกลุ่ม SME กลับยังคงขาดดุลการค้าอย่างหนักที่ 6,182.73 ล้านดอลลาร์ ชี้ให้เห็นว่าแม้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบจะลดลง แต่รายได้จากการส่งออกก็หดหายไปอย่างน่าใจหาย

    ท่องเที่ยวซบเซา ‘บาทแข็ง-จีนถอย’

    อีกหนึ่งเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจอย่างภาคการท่องเที่ยวก็อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง ตัวเลข 8 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวและการที่เวียดนามใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน ทำให้เวียดนามมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นถึง 44% หรือ 3.5 ล้านคน ขณะที่ไทยมีนักท่องเที่ยวจีนเพียง 3.1 ล้านคนเท่านั้น

    นายแสงชัย กล่าวย้ำว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสร้างยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่ใช่แค่ดึงต่างชาติให้เข้ามา แต่ต้องสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างด้วยศิลปวัฒนธรรม อาหาร และมวยไทย พร้อมทั้งใช้ภาพยนตร์และซีรีส์เป็นเครื่องมือในการโปรโมท รวมถึงการส่งเสริมให้ธุรกิจท่องเที่ยวปรับตัวด้วยการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ

    พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ‘ลดต้นทุน-เร่งลงทุน’

    อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่แข็งค่าก็ถือเป็นโอกาสทองของธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้า เช่น ภาคการเกษตรที่ต้นทุนนำเข้าปุ๋ยเคมีจะลดลง ภาคพลังงานที่มีต้นทุนนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ถูกลง รวมถึงภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่การนำเข้าวัสดุอุปกรณ์จะมีราคาที่ต่ำลง นอกจากนี้ ยังเป็นจังหวะที่ภาครัฐและเอกชนควรเร่งลงทุนนำเข้าเทคโนโลยีและเครื่องจักรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ท้ายที่สุดแล้ว ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่การทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ในการบริหารจัดการค่าเงินให้มีความสมดุล เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ และทำให้คำกล่าวที่ว่า “อยากให้เศรษฐกิจไทยแข็ง(แรง)มากกว่าค่าเงินบาท” เป็นจริงเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199469&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jr471DrBwDrAt-EKkU5D2

  • 3 กูรูแนะรัฐ ‘ยาแรงเศรษฐกิจ’ ต้องแม่น ใช้งบปี 69 คุ้มค่า ดึงเงินร้อนเป็นเงินเย็น แก้บาทแข็ง

    3 กูรูแนะรัฐ ‘ยาแรงเศรษฐกิจ’ ต้องแม่น ใช้งบปี 69 คุ้มค่า ดึงเงินร้อนเป็นเงินเย็น แก้บาทแข็ง

    ล่าสุด“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษนักวิชาการเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และบิ๊กเอกชนถึงมุมมองเครื่องมือและโอกาสในการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงความกังวลในปี 2569 ที่กำลังใกล้เข้ามา

    ใช้งบฯปี 69 ต้องมีประสิทธิภาพ

    เริ่มจาก รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเมือง  ที่กล่าวว่า สิ่งที่จะต้องทำในระยะเวลา 4 เดือนนับจากนี้คือ รัฐบาลต้องเร่งใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มจากปีที่แล้วไม่มากหรือเพิ่มขึ้นมาราว 27,000 กว่าล้านบาท แสดงให้เห็นว่างบเพิ่มในขอบเขตที่จำกัด เรามีหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณที่สูงสุดในรอบ 20 ปีสูง

    3 กูรูแนะรัฐ ‘ยาแรงเศรษฐกิจ’ ต้องแม่น ใช้งบปี 69 คุ้มค่า ดึงเงินร้อนเป็นเงินเย็น แก้บาทแข็ง

    “4 เดือนของรัฐบาลนี้ต้องเร่งกระตุ้นใช้งบประมาณให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายโดยลำดับความสำคัญให้ดี คำนึงถึงกรอบวินัยทางการเงินการคลัง เช่นใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” และต้องนำไปบริหารผลกระทบที่เกิดจากภาษีทรัมป์ด้วย รวมถึงการเร่งใช้งบประมาณทั้งงบประจำและงบลงทุน”

    ในแง่โอกาสที่มองเห็นในช่วง 3-4 เดือนนี้ มองว่าการส่งออกน่าจะยังขยายตัวได้ จากช่วง 7 เดือนแรกยังขยายตัวได้ดี โดยเติบโตได้ระดับ 14-15%ถือว่าสูงมาก หากสามารถขยายการส่งออกสินค้าไปประเทศต่าง ๆ ได้มากขึ้นก็จะช่วยได้อีก เช่นเดียวกับโอกาสด้านการลงทุน ต่างชาติเข้ามาแล้วแค่เราเข้าไปเร่งให้เกิดการลงทุนให้เร็วขึ้น

    กังวล 2 เรื่องหลักกระทบประเทศ

    ส่วนปี 2569 สิ่งที่น่ากังวล มองไว้ 2 เรื่องใหญ่คือ 1.หวั่นว่าจะใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพและจะไปกระทบกรอบวินัยทางการคลัง ซึ่งถ้าใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพไทยอาจถูกปรับลดเครดิต จากมูดี้ส์ เพราะไทยอยู่ในช่วงหน้าผาด้านการคลัง 2.เรื่องการบริหารผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน เศรษฐกิจของอเมริกาอาจมีปัญหาได้ เช่นเงินเฟ้อ ตลาดอ่อนแอ และคนไม่ไว้ใจค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นต้องประเมินสถานการณ์โลกให้ดีและเตรียมรับมือกับการผันผวนเหล่านี้ให้ดี

    หาวิธีดึงเงินนอกอยู่ไทยยาว

    สอดคล้องกับ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มองว่ายาแรงเรื่องกระตุ้นดีมานด์ที่ทำได้ระดับหนึ่งเช่น โครงการคนละครึ่ง แต่โดยส่วนตัวอยากให้ไปดูเรื่องค่าเงินบาท การที่เงินบาทแข็งค่า แสดงว่ามีเงินนอกเข้ามาพักในเมืองไทย เพราะเห็นว่าไม่เสี่ยงและปลอดภัยดี  แต่เรากำลังไปกลัวว่าเข้ามามากเงินบาทจะแข็ง

    “ผมคิดว่าเงินที่เข้ามาควรไปคิดสูตรว่าจะทำอย่างไรให้เงินนอกที่เข้ามาอยู่ในไทยได้นานๆให้เป็นเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของเขา ไม่ให้ไหลเข้ามาแค่ในระยะสั้นๆ อย่างกรณีเข้ามาลงทุน FDI หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคอุตสาหกรรมนั้นถือว่าดี เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว”

    3 กูรูแนะรัฐ ‘ยาแรงเศรษฐกิจ’ ต้องแม่น ใช้งบปี 69 คุ้มค่า ดึงเงินร้อนเป็นเงินเย็น แก้บาทแข็ง

    นอกจากนี้ยังมองว่าการที่ต่างชาติเข้ามาเล่นหุ้นในไทย เงินในประเทศก็จะมากขึ้น เมื่อตลาดหุ้นมีเงินมากก็จะไปลงทุนในภาคอสังหาฯต่อ ดังนั้นตลาดหุ้นกับอสังหาฯจะคู่กัน เกิดอำนาจซื้อ การบริโภคก็จะมากขึ้น ดังนั้นเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาในเวลานี้ต้องอยู่ให้ยาว โดยรัฐบาลต้องเปลี่ยนเงินร้อนให้เป็นเงินเย็น พักให้นานๆ ไม่ใช่เป็นแค่ศาลาพักร้อน ดังนั้นในช่วงสั้นๆ 4-5 เดือนนี้ ถ้าทำได้จะเกิดผลมากกว่ามาตรการคนละครึ่งแน่นอน ดังนั้นตลาดเงินตลาดทุนต้องไปจัดระเบียบใหม่

    สำหรับโอกาสในช่วง 3-4 เดือนนี้ ยังต้องลุ้นข่าวดีว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาจะแพ้ในศาลสูงสุด กรณีบังคับใช้มาตรการภาษีกับประเทศคู่ค้าของสหรัฐเกือบทุกประเทศ ถ้าแพ้ก็จะได้ทำให้การค้าโลกกลับสู่ภาวะปกติ แต่ถ้าทรัมป์ชนะจะลากเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลกจากเพดานภาษีส่งออกไปอเมริกาสูง การค้าระหว่างประเทศเกิดความชุลมุนจากซัพพลายเชนทั่วโลกจะได้รับผลกระทบมากขึ้นในปี 2569

    แบงก์ต้องปล่อยกู้-เรียกกำลังซื้อ

    ด้านนางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) กล่าวว่า 3 เดือนสุดท้ายของปีรัฐบาลจะต้องใช้ยาแรง คือ ปลุกกำลังซื้อของคนให้ได้ แต่จะปลุกได้เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมาดูก่อนคือ ทำอย่างไรให้แบงก์ปล่อยเงินกู้ เพราะในระบบคนสายป่านสั้นมากขึ้น ซึ่งกระทรวงการคลังจะต้องลงมาดูตรงนี้

    3 กูรูแนะรัฐ ‘ยาแรงเศรษฐกิจ’ ต้องแม่น ใช้งบปี 69 คุ้มค่า ดึงเงินร้อนเป็นเงินเย็น แก้บาทแข็ง

    ยกตัวอย่าง ที่ผ่านมายอดขายรถปิกอัพร่วง คนซื้อมี แต่กู้ไม่ผ่าน อย่าลืมว่าคนไทยซื้อรถปิกอัพเพื่อนำไปทำมาหากิน ขณะที่แบงก์ก็ไม่กล้าปล่อยกู้ เพราะกลัวหนี้เสีย ซึ่งต้องทำให้แบงก์มั่นใจว่าไม่เป็นหนี้เสียเพื่อทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ กำลังซื้อจะกลับมาได้ ก็ต้องปล่อยเงินในระบบให้ได้ก่อน

    ด้านท่องเที่ยวที่ผ่านมามีข่าวเรื่องความไม่ปลอดภัยจากสื่อของจีน และมีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีจากนักท่องเที่ยวมาถึงสนามบินแล้วมีค่าใช้จ่ายหลายด้าน ปัญหาเหล่านี้ต้องรีบแก้ไข ส่วนการลงทุน FDI ที่ดีอยู่แล้วก็ต้องต่อยอดทำอย่างไรให้เติบโตต่อเนื่อง อะไรที่เป็นปัญหาก็รีบแก้ไขด่วน

    สำหรับปี 2569 ยอมรับว่ายังมีความกังวลเรื่องการเมืองภายในประเทศ ในแง่นักธุรกิจก็อยากเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มีภาวะผู้นำช่วยขับเคลื่อน และสามารถจัดการกับปัญหาคอรัปชั่นได้เด็ดขาด

     “ประเทศไทยยังมีความหวัง และการมีความหวังนี้จะเป็นจุดสำคัญที่นำพาประเทศไปสู่อนาคตได้ ยอมรับว่ารัฐมนตรีคนนอกที่ตั้งขึ้นมาครั้งนี้ถูกใจและเชื่อว่าทุกท่านจะช่วยประเทศไทยได้มาก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/exclusive-area/639318&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23WSaM-WDbhzHDupTdIaJg

  • สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ว่าที่ร้อยตรี ประยุทธ เสตถาภิรมย์ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต และ ดร. นิตยา โสรีกุล รองอธิบดีกรมสรรพสามิต นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของกรมสรรพสามิตในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน 

    การศึกษาดูงานครั้งนี้ คณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมชม บริษัท นรสิงห์บริวเวอรี่ จำกัด ผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดตามโครงการ “1 ชุมชน 1 สรรพสามิตแชมเปี้ยน” ประเภทคราฟต์เบียร์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการสุราชุมชน สร้างมาตรฐานและยกระดับสู่ตลาดสากล นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชม บริษัท ออล โคโค กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมแบบครบวงจร
     

    สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ตระหนักถึงการปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับนโยบาย “ภาษีความหวาน” ของกรมสรรพสามิต โดยคำนึงถึงสุขภาพผู้บริโภค ควบคู่กับการรักษาคุณภาพและความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าไทย 

    กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกรมสรรพสามิตในการเป็นกลไกสำคัญ ไม่เพียงแต่ด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐ แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพประชาชนและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ โดยมีคณะผู้บริหารกรมสรรพสามิต ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการศึกษาดูงานดังกล่าว 
     

    สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967045&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WfDStSUFGcB4VyL9dKAHU

  • เอกชนหนุน‘อนุทิน’ลุยโครงการหาเสียง โด๊ปเศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพ

    เอกชนหนุน‘อนุทิน’ลุยโครงการหาเสียง โด๊ปเศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพ

    เอกชนหนุน‘อนุทิน’ลุยโครงการหาเสียง โด๊ปเศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพ

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น และกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแรง รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เร่งคลอดนโยบายชุดเรือธงกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม แม้จะเป็นช่วงระยะเวลา 4 เดือน แต่หากเกิดขึ้นจริงประเมินว่าจะนำไปสู่การปูทางการจัดตั้งรัฐบาลในสมัยหน้า

    นโยบายที่เด่นชัดโดนใจมหาชน เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งประเทศ คือ“คนละครึ่ง” ประชาชนจ่าย 50% และรัฐสมทบให้ 50% ต่อวัน ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับความนิยมตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่เรียกร้องให้นำคนละครึ่งกลับมาใช้

    โดยเฟสแรก ใช้งบประมาณปี2568 วงเงิน25,000ล้านบาท ก่อนขยายในเฟสถัดไป ในปีงบประมาณ2569 ที่คาดการณ์ว่าจะใช้ เกณฑ์ 60:40 คือรัฐจ่ายให้60% ต่อวัน อย่างไรก็ตามภาคเอกชน อย่างนายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรมองว่ารัฐรัฐบาลมาถูกทางโดยเห็นด้วยอย่างยิ่งสำหรับมาตรการคนละครึ่งเนื่องจากลงถึงเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างตรงเป้ามากที่สุด

     สอดคล้องในการประชุม หอการค้าไทย วันที่ 18 กันยายน 2568 นายกรัฐมนตรี หารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมถึงคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอเพิ่มเติม อาทิโครงการคนละครึ่งเสนอวงเงินค่าใช้จ่าย 1,500 บาท/เดือนระยะเวลาตุลาคม-พฤศจิกายน2568 โครงการ Easy E-Receipt เฟส 2เสนอวงเงิน 100,000 บาท (รวมทุกหมวดสินค้า)ระยะเวลา พฤศจิกายน-ธันวาคม2568

    อนุทิน ชาญวีรกูล

    มาตรการอสังหาริมทรัพย์เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงลดหย่อนเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่น้อยกว่า 50% จนกว่าเศรษฐกิจกิจจะฟื้นตัว มาตรการการท่องเที่ยว รวมถึงโครงการเราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีนเชิญผู้นำระดับสูงของจีนเยือนไทยในการนี้ นายอนุทินได้บรรลุข้อตกลงและบรรจุข้อเสนอเอกชนไว้ในวาระการทำงาน4เดือน

    ทั้งนี้ในแง่ของ มาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งรัฐบาลอนุทิน มีนโยบายลงมาว่าจะลดหย่อน 50% ต่อ จากสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ที่เคยปฏิบัติมา และยอมรับในข้อเสนอของภาคเอกชนและหอการค้า ที่เสนอต่อรัฐบาล จนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งมองว่าเป็นธรรมกับประชาชนที่ถือครองที่ดินมรดก หรือที่ดินที่ภาคเอกชนไม่สามารถพัฒนาได้จากการติดกับดักวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงที่อยู่อาศัยค้างสต๊อกที่ได้รับผลกระทบอย่างมากสำหรับภาคเอกชนที่ต้องรับภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปีละจำนวนมากจากการเรียกเก็บอัตราที่ต้องชำระประเภทพาณิชยกรรม ทั้งนี้หากทำได้จะช่วยลดภาระได้อย่างมาก

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย ที่น่าจับตาอย่างรถไฟฟ้า40บาทนั่งได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งได้รับการยืนยันจาก นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึงแนวทางมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชนผ่านโครงการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน คือ เดินทางน้อยจ่ายค่าบริการน้อย จะมีเพดานที่กำหนดอัตราสูงสุดให้ เสมือนเป็นตั๋วบุฟเฟ่ ไม่ใช่ว่าจ่ายครั้งแรกเต็มขั้น หรือจะกล่าวก็คือจ่ายตามการเดินทาง แต่สูงสุดจะไม่เกินเพดานที่กำหนด

     ขณะที่ตั๋วรถไฟฟ้าน่าจะใช้รูปแบบเดียวกัน เพราะปัจจุบัน พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ตั๋วร่วมอยู่ในขั้นตอนของวุฒิสภาฯ หากตั๋วร่วมกลับมาปรากฏว่าไม่มีการแก้ไขอะไรมาก สภาฯสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว ตั๋วร่วมก็จะทำให้ค่ารถไฟฟ้าถูกลงอย่างมีนัยสำคัญอย่างไรก็ตามรัฐบาลจะมีแนวทางหารืออีกครั้งว่าราคาและรูปแบบจะดำเนินการอย่างไร

    ในขณะโครงการใหญ่ รถเมล์ อีวี ที่จะเร่งขับเคลื่อนภายใต้พรรคภูมิใจไทย 1.5 พันคัน มูลค่ากว่า1.5หมื่นล้านที่มีเป้าหมายเชื่อมการเดินทางรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดสาย ซึ่งราคาค่าโดยสารจะต้องนั่งได้แบบเหมาจ่ายทุกเส้นทางนั่งได้ทั้งวันด้วยเช่นเดียวกัน

     ที่น่าจับตาเรื่องของการลดค่าไฟฟ้าลงอีก4 สตางค์ ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นเรื่องการลดค่าครองชีพได้โดยตรงสำหรับผู้ใช้ไฟภาคครัวเรือน นายสิริพงศ์ มองว่า แนวโน้มค่าไฟงวดแรกปี 69 (ม.ค.-เม.ย. 69) น่าจะลดลงได้อีกอย่างน้อย 4 สตางค์ต่อหน่วยจากงวดปัจจุบัน ที่ประชาชนต้องจ่ายอยู่ที่ 3.94บาทต่อหน่วย

    ที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาแนวทางอยู่ว่าจะสามารถทำอย่างไรได้บ้างแต่ต้องดูว่ามีภาระงบประมาณที่จะต้องเข้าไปอุดหนุนเท่าใด และในรอบต่อไปจะลดได้อีกเท่าใด ดังนั้น ต้องรอตัวเลขจากรอบปัจจุบันก่อน โดยขั้นต่ำ 4 สตางค์ต่อหน่วยน่าจะได้เห็นแน่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ว่าที่ รมว. พลังงานให้มา

    มาที่โครงการขนาดใหญ่ แลนด์บริดจ์มูลค่า9.97แสนล้านบาท ที่นายอนุทิน ยื่นยันว่าสานต่อเนื่องจากเป็นโครงการที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศและคนในพื้นที่ได้ รวมถึงเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าทางเรือเชื่อมโลก ล่าสุดได้รับการยืนยันจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ยืนยันว่าจะสานต่อโครงการแลนด์บริดจ์ต่อเนื่อง เนื่องจากมีประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ และเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยด้วยเช่นกัน

    นายเอกสิทธ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) ให้สัมภาษณ์ถึงมุมมองภาพลักษณ์ของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ว่า มีการเชิญคนนอกเข้ามาเสริมโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจมาหลายท่าน ซึ่งถือว่าหน้าตาภาพลักษณ์ดูดี เชื่อว่าจะเป็นความหวังทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลได้ทำสัญญาไว้ว่าจะอยู่ในตำแหน่ง 4 เดือน

    การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้พี่น้องประชาชนก็จะค่อนข้างลำบาก แม้ว่ารัฐมนตรีใน ครม.จะเก่งแค่ไหนแต่ในระยะเวลาแค่ 4 เดือนยังทำอะไรไม่ได้ ซึ่งหลายคนมีความรู้ความสามารถด้านธุรกิจ แต่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองและไม่เคยบริหารราชการ ไม่ได้ทำงานกับข้าราชการประจำมาก่อน เพราะการทำงานภาครัฐไม่เหมือนภาคเอกชน ถือเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องให้เวลาพิสูจน์

    ทั้งนี้หลายปีที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนประสบกับปัญหาเศรษฐกิจมามากแล้ว ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ให้ช่วยดูแลแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจของประเทศเป็นเรื่องเร่งด่วน หากมีเวลา 4 เดือน รัฐบาลทำให้สภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นก็ถือว่าดีใจมากแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/639233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IyYJxBjCHbLujaAHDpw0k

  • สมาคมธนาคารไทย ชี้ปัญหาภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน

    สมาคมธนาคารไทย ชี้ปัญหาภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน

    สมาคมธนาคารไทย ชี้ปัญหาภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดมุมมองการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน “Reinvent Thailand for a Sustainable Future” ภายในงาน “Future Forum 2025 : The Great Transformation” จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)

    โดยกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าประเทศกลุ่มอาเซียน กลุ่มตะวันออกกลาง จีน และอินเดีย และยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จากอุปสรรคและความท้าทายใน 3 ด้าน คือ

    1. โครงสร้างเศรษฐกิจเปราะบางและเหลื่อมล้ำสูง คนไทยเพียง 10% ที่มีรายได้สูงสุด ครองสัดส่วนรายได้กว่า 52% ของประเทศ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 1% มีบทบาทต่อ GDP มากถึง 65% ประเทศไทยยังมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงเป็นลำดับต้นๆ ในเอเชียที่ราว 48% ของ GDP ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้จำกัดและส่งเสริมการพัฒนาได้ไม่ทั่วถึง อีกทั้ง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เมื่อรวมหนี้นอกระบบ เกิน 100% ของ GDP กระทบการบริโภคและการลงทุนในอนาคต

    2. ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง การผลิตส่วนใหญ่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย ศักยภาพแรงงานยังไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล และอาจมีการว่างงานแฝงจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคเกษตร

    3.ความท้าทายของภาครัฐ มีกฎระเบียบจำนวนมากถึงกว่า 100,000 ฉบับ บางส่วนล้าสมัยและซ้ำซ้อน การคลังอยู่ในภาวะตึงตัว ขณะที่รายจ่ายด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดย IMF ชี้ว่าหนี้สาธารณะของไทยค่อนข้างสูงเทียบกับประเทศอื่นที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน รวมถึงแนะนำให้ไทยเพิ่มความระมัดระวังในด้านการคลังเพื่อความมั่นคงระยะยาว

    ทั้งนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยและทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้หารือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อหาทางออกของประเทศ จากผลกระทบเชิงโครงสร้างและนโยบายการค้าสหรัฐฯ นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand – A Platform for Policy Co-Creation and Execution” ซึ่งเป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน เน้นการมีส่วนร่วม ออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง ใช้ข้อมูล (Data-Driven) และผลลัพธ์เป็นตัววัด (Result-Oriented) เพื่อพลิกฟื้นศักยภาพการแข่งขันและใช้เป็น “เข็มทิศ” ให้กับทุกรัฐบาล

    โครงการนี้ จะผลักดันนโยบายเร่งด่วน 2 เรื่องสำคัญ คือ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ผ่านการบูรณาการข้อมูลและขยายการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ เพื่อลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และ การเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน ด้วยการลงทุนเทคโนโลยี สร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ยกระดับทักษะแรงงานและการจ้างงานคนไทย สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่แข่งขันได้ พร้อมมาตรการจูงใจจากรัฐ เช่น สิทธิพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างตลาดใหม่อย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2883844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VVhVdmCV_qSt3_vuSJJn4

  • ‘เอกนิติ’ พร้อมลุยแก้บาทแข็ง ‘หอการค้า’ขอเรตค่าเงิน 34-35บาท

    ‘เอกนิติ’ พร้อมลุยแก้บาทแข็ง ‘หอการค้า’ขอเรตค่าเงิน 34-35บาท

    เศรษฐกิจ

    19 ก.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    ‘เอกนิติ’ พร้อมลุยแก้บาทแข็ง ‘หอการค้า’ขอเรตค่าเงิน 34-35บาท

    “อนุทิน” หารือหอการค้า รับข้อเสนอนโยบายเศรษฐกิจ มั่นใจ 4 เดือนบริหารเศรษฐกิจไม่ถอยหลัง “เอกนิติ” หารือ ธปท.จับตาเงินไหลเข้าผิดปกติป่วนบาทแข็ง หารือว่าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติ เตรียมมาตรการรักษาเสถียรภาพเงินบาทแล้ว “ภาคธุรกิจ” ขออัตราแลกเปลี่ยน 34-35 บาท

    • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่ รมว.คลัง ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท หลังพบเงินทุนไหลเข้าผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุให้เงินบาทแข็งค่า
    • สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ ขอให้ดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ที่ประมาณ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออก
    • ข้อเสนอดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการระยะเร่งด่วนที่ภาคเอกชนเสนอต่อรัฐบาลในการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจ เพื่อนำไปประกอบเป็นนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เดินสายเข้าหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2568 ล่าสุดนายอนุทิน พร้อมว่าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2568 พร้อมกับรับข้อเสนอการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    การหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยครั้งนี้ มีว่าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าร่วม ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 

    นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับฟังข้อเสนอและความต้องการจากภาคเอกชนที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้การประกอบธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีทั้งเรื่องของปัญหาเงินทุน หนี้ครัวเรือน  อัตราดอกเบี้ย ค่าพลังงาน แรงงาน โลจิสติกส์ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งได้หารือในรายละเอียดพอสมควร และหลังจากนี้จะมีการหารือในรายละเอียดเป็นเรื่องๆต่อไป 

    “การมาคุยกับภาคเอกชน เพื่อทลายข้อจำกัดที่มีอยู่ เน้นการทำให้ภาคเอกชนทำธุรกิจอย่างคล่องตัว จะเร่งฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจให้เข้มแข็งภายในระยะเวลาอันสั้น จะรวบรวมข้อเสนอภาคเอกชนทั้งหมด เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ” นายอนุทิน กล่าว

    ทั้งนี้ ยืนยันว่าเศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังอย่างแน่นอน จะพยายามเต็มที่ให้ความเป็นอยู่ของภาคประชาชนดีขึ้น โดยยึดหลักใจกว้างไม่คิดว่านโยบายที่ผลักดันเป็นนโยบายของใคร แต่ยืนยันว่าถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อประเทศจะทำหมดเพราะเวลามีไม่มาก

    “ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดังหรือได้เครดิตไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันก็ได้ก็วินวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าอย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจ” นายอนุทิน กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวถึงเงินทุนไหลเข้าไทยผิดปกติและเป็นส่วนหนึ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นรวดเร็วว่า ประเด็นนี้ได้หารือกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสมไว้แล้ว

    ส่วนประเด็นกระแสเงินไหลเข้าผิดปกติในระหว่างนี้ได้หารือ ธปท.พิจารณาเรื่องเงินทุนไหลเข้าผิดปกติหรืออย่างไร ขณะที่การทำงานเต็มรูปแบบจะต้องรอให้แต่งตั้ง ครม.อย่างเป็นทางการก่อน 

    หอการค้าขอค่าเงิน 34-35 บาท

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการระยะเร่งด่วน 4 เดือน ให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการทำทันที เริ่มจากการค้าระหว่างประเทศที่ควรเร่งรัดการเจรจากับภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ควบคู่การแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง 

    ขณะเดียวกัน ธปท.ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ประมาณ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก ควรเดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น คนละครึ่ง และอีซี่ อี – รีซีฟ รวมถึงรณรงค์ใช้ของไทย ฟื้นเอสเอ็มอี

    พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน ส่วนภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลควรตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ 

    ด้านมาตรการสำหรับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ขอให้จัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายจากหนี้เสีย และเร่งผลักดันโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยใช้เอสเอ็มอีไทย ส่วนด้านแรงงานควรแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน 

    ขณะเดียวกันประชาชนควรได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลา 1 ปี , เดินหน้าปราบคอรัปชั่น ยาเสพติด พนันออนไลน์และการค้ามนุษย์

    ยื่นข้อเสนอมาตรการระยะกลาง

    ส่วนมาตรการระยะกลาง 8 เดือน เสนอให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก 

    รวมทั้งภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาจัดตั้งกลไกการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด , ควรเร่งแก้ปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนลดต้นทุนเสริมสภาพคล่อง

    “ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคมไทย”

    นอกจากนี้ได้รวบรวมข้อเสนอจากหอการค้าทั่วประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมต่อนายกรัฐมนตรี 7 ด้าน ประกอบด้วย 

    1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศ 2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 4.ส่งเสริมการค้า การลงทุนและโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม สร้างความสามารถแข่งขันให้เอสเอ็มอี 

    5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคมโดยเฉพาะชายแดน 6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ  7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว โดยหวังว่ารัฐบาลรัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน 

    ทั้งนี้ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ราคาสินค้าเกษตรและการส่งออกที่ปรับตัวลดลง ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านการเมืองระหว่างประเทศ โดยหอการค้าไทยได้ระดมข้อคิดเห็นจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศทั้งหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า หอการค้าต่างประเทศและผู้ประกอบการรุ่นใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aHRU0LONr0dkQD_ec0lWH

  • ยูเออีโชว์ความแข็งแกร่งเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    ยูเออีโชว์ความแข็งแกร่งเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    จากรายงาน Oil Market Report (MOMR) ล่าสุดของ The Organisation of the Petroleum Exporting Countries (OPEC)  สำหรับเดือนกันยายน 2568 เปิดเผยว่า เศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (non-oil) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออียังคงแข็งแกร่งและสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอน ในภูมิภาคและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโครงสร้างเศรษฐกิจของ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้าและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตและความมั่นคงของยูเออีในระยะยาว

    หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนอกกลุ่มน้ำมันคือการปรับตัวของดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(Purchasing Managers’ Index : PMI) ซึ่งในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ฟื้นตัวขึ้นเป็น 53.3 จากเดือนกรกฎาคมที่ลดลงมาเป็น 52.9 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ ปี สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจในประเทศสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก   

    นอกจากนี้ การยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของยูเออีโดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก  Fitch Ratings ที่ให้ระดับ “AA-” พร้อมแนวโน้มเสถียรภาพ ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ยูเออีมีฐานะทางการเงินและสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการจัดตั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ

    ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศของยูเออีในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 นั้น ขยายตัวขึ้นถึง 24% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก เมื่อเทียบกับการเติบโตของการค้าระดับโลกที่อยู่ที่ประมาณ 1.8% เท่านั้น การเติบโตของการค้าส่งออกและนำเข้าสินค้านอกกลุ่มน้ำมันนี้ทำให้ยูเออีสามารถเสริมสร้างบทบาทในฐานะศูนย์กลางการค้าระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าทางเทคโนโลยีและสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจและลดความเสี่ยงด้านพึ่งพาน้ำมัน

    นอกจากการค้าระหว่างประเทศที่เติบโตแล้ว ภาคการท่องเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของยูเออี โดยเฉพาะในดูไบ ซึ่งในช่วงหกเดือนแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกือบ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมและความน่าดึงดูดของยูเออีในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ผลการดำเนินงานนี้สอดคล้องกับแผนเศรษฐกิจ “D33” ของดูไบ ซึ่งมุ่งหวังให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน

    ในส่วนของตลาดน้ำมันโลกรายงานระบุว่าความต้องการใช้น้ำมันในปี 2568 คงที่อยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสามารถในการใช้น้ำมันไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานในอนาคต แต่ในระยะสั้น ภาคขนส่ง เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และดีเซล ยังคงเป็นแรงผลักดันหลักของความต้องการน้ำมันในทั้งสองปีต่อเนื่องกัน รวมถึง LPG และนาฟธาที่ใช้ใน ภาคปิโตรเคมี ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนรายได้จากการส่งออกน้ำมันและสร้างความสมดุลในตลาดพลังงานโลก

    ผลดีต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของยูเออีในภาพรวม คือ การเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและพันธมิตรทางการค้า ทำให้ประเทศสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้ยูเออีเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระดับโลกอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจนอกกลุ่มน้ำมันและภาคการท่องเที่ยว ยังช่วยสร้างรายได้และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศอีกด้วย

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    จากบริบทที่เศรษฐกิจนอกจากน้ำมันและการขยายตัวทางการค้าดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลดีและผลเสียต่อการนำเข้าจากไทย พอสรุปได้ดังนี้

    ผลดีต่อการนำเข้าจากไทย :

    • ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น:ยูเออีที่มุ่งเน้นพัฒนาภาคการท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารนำเข้าจากไทย เช่น ผลไม้ สินค้าอาหารแปรรูป เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวและประชากรในประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกสินค้าไปยังยูเออีมากขึ้น

    • โอกาสทางการค้าและการลงทุน:การเติบโตของยูเออีในฐานะศูนย์กลางการค้าระดับโลก ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้น เนื่องจากยูเออีเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียและยุโรป ซึ่งเปิดโอกาสให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาดในภูมิภาคและตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

    • ความสัมพันธ์ทางการค้าแนบแน่นมากขึ้น:การเติบโตของเศรษฐกิจยูเออีที่ไม่พึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและยูเออีในหลายด้านมากขึ้น รวมถึงการจับคู่ธุรกิจและการสร้างเครือข่ายการค้า ซึ่งเป็นผลดีต่อการนำเข้าสินค้าจากไทย

    ผลเสียต่อการนำเข้าจากไทย:

    • การแข่งขันจากคู่ค้ารายอื่นที่เพิ่มขึ้น:เนื่องจากยูเออีเป็นศูนย์กลางการค้าระดับโลกและมีการขยายตัวของภาคการผลิตและการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น เช่น จีน อินเดีย และกลุ่มอาเซียนอื่น ๆ ก็อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในยูเออีมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ตลาดนำเข้าไทยมีความท้าทายในการแข่งขัน

    • ความเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานและต้นทุน: การขยายตัวของภาคการผลิตในยูเออีอาจทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น หากมีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานและเส้นทางการขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้านำเข้าจากไทยและความสามารถในการแข่งขันในตลาด

    • แนวโน้มการปรับเปลี่ยนความต้องการของตลาด:หากยูเออีเน้นพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีที่ผลิตในประเทศมากขึ้น หรือมีการสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศตนเองอาจทำให้ความต้องการสินค้านำเข้าจากไทยลดลงในบางกลุ่มสินค้า เช่น สินค้าอุตสาหกรรม หรือเทคโนโลยีบางประเภท

      สรุป:

    ภาพรวมแล้วเศรษฐกิจยูเออีที่เติบโตนอกกลุ่มน้ำมันและขยายตัวทางการค้า เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ส่งออกไทยในการขยายตลาดและเพิ่มการนำเข้า อย่างไรก็ตาม ต้องระวังเรื่องการแข่งขันและการปรับตัวด้านต้นทุนและความต้องการของตลาด ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเตรียมความพร้อมและสร้างความร่วมมือทางการค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

            ————————————————————————— 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/l2hzy9dofdl1gydq0gt5ucih&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yB-far2mU8Pjrvm-SuKdu

  • สนพ. คาดยอดใช้พลังงานปี 68 หดตัว 1.6%YoY หลัง H1/68 ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    สนพ. คาดยอดใช้พลังงานปี 68 หดตัว 1.6%YoY หลัง H1/68 ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานของประเทศปี 68 โดยคาดว่าจะลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับปี 67 สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวลง

    – การใช้น้ำมันคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการใช้น้ำมันเกือบทุกประเภท ยกเว้นการใช้น้ำมันดีเซลที่ลดลงจากความต้องการใช้ในภาคขนส่งที่คาดว่าจะลดลง

    – การใช้ก๊าซธรรมชาติ คาดว่าจะลดลงจากทั้งการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า การใช้ในภาคอุตสาหกรรม และการใช้ในรถยนต์ (NGV)

    – การใช้ไฟฟ้าคาดว่าจะลดลง 4.6% จากอุณหภูมิที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับปีก่อน ปริมาณฝนที่มากเนื่องจากปรากฏการณ์ลานีญา ประกอบกับฐานการใช้ไฟฟ้าที่สูงของปีก่อนที่มีสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงต้น

    *การใช้พลังงานขั้นต้น 6 เดือนแรกปี 68 ลดลง 2.5%

    ขณะที่สถานการณ์พลังงาน 6 เดือนแรกของปี 68 การใช้พลังงานขั้นต้นลดลง 2.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการลดลงของการใช้ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่การใช้น้ำมัน ลิกไนต์ และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้า มีการใช้เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 1.6% จากการใช้น้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล น้ำมันเตา และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ยกเว้น น้ำมันดีเซล ในขณะที่การใช้น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 10.9% สอดคล้องกับสถิติจำนวนผู้เยี่ยมเยือนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของการใช้ไฟฟ้าลดลง 5.5% โดยมาจากการใช้ไฟฟ้าในส่วนอุตสาหกรรม ครัวเรือน ธุรกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530794&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o8_fqCNIVzzSArN3yOrmQ

  • เศรษฐกิจโลกทนแรงสะเทือน ‘ทรัมป์’ ได้เกินคาด ตลาดการเงินไปต่อ-อนาคตยังเสี่ยง

    เศรษฐกิจโลกทนแรงสะเทือน ‘ทรัมป์’ ได้เกินคาด ตลาดการเงินไปต่อ-อนาคตยังเสี่ยง

    เศรษฐกิจโลกทนแรงสะเทือน ‘ทรัมป์’ ได้เกินคาด ตลาดการเงินไปต่อ-อนาคตยังเสี่ยง

    ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองที่พุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วง 8 เดือนแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกำแพงภาษีมหาศาล การพยายามสั่นคลอนอำนาจธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หรือแม้กระทั่งการผลักดันแนวทางรัฐทุนนิยมในรูปแบบใหม่ สิ่งที่หลายฝ่ายคาดว่าจะเป็นหายนะกลับยังไม่เกิดขึ้น เศรษฐกิจโลกยังเติบโต ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น และแรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

    BNP Paribas วิเคราะห์ว่า ความแกร่งของเศรษฐกิจโลกเกิดจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งสภาพการเงินที่เอื้ออำนวย งบดุลของครัวเรือนและภาคธุรกิจที่แข็งแรง การคาดหวังว่าปัญญาประดิษฐ์จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ และราคาพลังงานที่ลดลง ขณะเดียวกัน ความหวาดกลัวเรื่องสงครามการค้ารุนแรงที่เคยถูกประเมินว่าอาจหยุดชะงักระบบการค้าโลกก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง แม้หลายประเทศจะถูกกดดันด้วยภัยคุกคามภาษีสูง แต่สุดท้ายข้อตกลงการค้าแบบประนีประนอมก็ทำให้ภาระภาษีถูกกระจายออกไประหว่างผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้บริโภค

    อีกหนึ่งแรงกดดันที่ถูกจับตามากคือความพยายามของทรัมป์ในการกดดันเฟด ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้ประธานเจอโรม พาวเวลลาออก หรือการพยายามปลดผู้ว่าการลิซ่า คุก แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ และตลาดการเงินยังเลือกเพิกเฉยต่อความเสี่ยงเหล่านี้ สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ปรับลดจากราว 4.6% เหลือราว 4.1% ขณะที่เฟดยังมั่นใจในการควบคุมเงินเฟ้อถึงขั้นปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ล่าสุด

    บรรยากาศเช่นนี้ได้เปิดพื้นที่หายใจให้เศรษฐกิจโลก แม้จีนยังเผชิญภาวะชะลอตัวแต่ก็ยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเพราะการส่งออกและตลาดหุ้นยังพยุงตัวได้ ขณะที่ยุโรปเริ่มส่งสัญญาณดีกว่าคาด ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับคาดการณ์ GDP ปี 2025 เพิ่มเป็น 1.2% จาก 0.9% โดยอาศัยแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศ อิตาลีก็มีแนวโน้มได้รับการปรับเครดิตเรตติ้งดีขึ้นจากการจัดการหนี้สาธารณะ ส่วนสเปนยังคงร้อนแรงด้วยอัตราการเติบโตที่คาดว่าจะพุ่งถึง 2.6% ในปีหน้า

    เยอรมนีซึ่งเคยอยู่ในภาวะซบเซากำลังจะกลับมาเติบโตได้สูงถึง 1.5-2.0% ในปี 2026-2027 จากการอัดฉีดงบโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนด้านกลาโหม และการปรับลดภาษี ขณะที่ญี่ปุ่นก็พบว่าภาคการผลิตมีความเชื่อมั่นสูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ส่วนเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ยังคงยืนหยัดได้เพราะดอลลาร์อ่อนค่า โดยบราซิล เม็กซิโก และอินเดียถูกมองเป็นจุดสว่างที่ช่วยดึงภาพรวม

    อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขเหล่านี้ยังไม่ใช่รากฐานที่มั่นคง การปรับตัวต่อมาตรการภาษีของสหรัฐฯ กำลังค่อยๆ แสดงผลกับผู้ส่งออกจากญี่ปุ่นถึงเยอรมนี ธนาคารกลางญี่ปุ่นเตือนว่าผลกระทบอาจใช้เวลานานกว่าจะปรากฏชัด ขณะที่นักลงทุนบางส่วนกังวลว่าตลาดกำลังเพิกเฉยต่อปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น ตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ภาคที่อยู่อาศัยที่ซบเซา และแรงกดดันต่อการวิจัยและมหาวิทยาลัยจากนโยบายทรัมป์

    ผู้จัดการกองทุนจาก Janus Henderson เตือนว่า จุดอ่อนของตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาจเป็นชนวนถดถอยได้ทุกเมื่อ แต่ตลาดกลับมองว่าเฟดพร้อมเข้ามาช่วยเหลือเสมอ ขณะที่ Alan Siow จาก Ninety One ชี้ว่าห่วงโซ่อุปทานโลกยังซ่อนปัญหาที่จะค่อยๆ แสดงออก เนื่องจากยังมีสต๊อกสินค้าสะสมจากช่วงโควิดและการเร่งนำเข้าก่อนหน้าภาษีทรัมป์

    แม้ดัชนีตลาดหุ้นและสินทรัพย์หลายชนิดจะทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่เสียงสะท้อนจากนักลงทุนบางส่วนก็เต็มไปด้วยความกังวลว่านี่อาจไม่สะท้อนความจริงที่อยู่เบื้องล่าง ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจึงยังต้องเผชิญการปรับตัวที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้ปัจจุบันยังสามารถทนแรงสั่นสะเทือนจาก “ทรัมป์ช็อก” ได้อย่างน่าประหลาดใจก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/639279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xq_i01Zyb-4MyJERrpznx

  • หอการค้าฯ ถก นายกฯ ชงข้อเสนอ ‘7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย’

    หอการค้าฯ ถก นายกฯ ชงข้อเสนอ ‘7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย’

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ในโอกาสเข้าพบหารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วน ณ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    หอการค้าฯ ถก นายกฯ ชงข้อเสนอ '7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย'

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ราคาสินค้าเกษตรและการส่งออกที่ปรับตัวลดลง ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านการเมืองระหว่างประเทศ หอการค้าไทยจึงได้ระดมข้อคิดเห็นจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ ทั้งหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า หอการค้าต่างประเทศ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยจัดทำเป็นข้อเสนอ “7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย”เพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาใช้เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

    1.    Rebuild Confidence Plan เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศและนักลงทุน ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัย

    2.    Liquidity for SMEs & Households เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ให้ผู้ประกอบการและครัวเรือนเข้าถึงแหล่งทุนได้สะดวก

    3.    Ease Cost of Living ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนของประชาชน

    4.    Seamless Trade ค้าขายคล่อง ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม (Fair Trade) สร้างความสามารถแข่งขันให้ SMEs

    5.    Safety & Security of Thailand ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยทั้งอาชญากรรม ยาเสพติด และสังคมออนไลน์

    6.    Trade War Response เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากสงครามการค้าโลกและความผันผวนค่าเงิน

    7.    Boost Demand & Tourism กระตุ้นกำลังซื้อและส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

    หอการค้าฯ ถก นายกฯ ชงข้อเสนอ '7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย' หอการค้าฯ ถก นายกฯ ชงข้อเสนอ '7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย'

    สำหรับข้อเสนอในระยะเร่งด่วน 4 เดือน หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินมาตรการสำคัญหลายด้านอย่างทันที เริ่มจากการค้าระหว่างประเทศ ที่ควรเร่งรัดการเจรจากับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบ Reciprocal Tariff (RT) ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ราว 34–35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก ในมิติของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรเดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น 

    “คนละครึ่ง” และ “Easy E-Receipt” รวมถึงรณรงค์ “ใช้ของไทย ฟื้น SME” พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน ส่วนภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลควรตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่

    หอการค้าฯ ถก นายกฯ ชงข้อเสนอ '7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย'

    ด้านมาตรการสำหรับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ขอให้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายจากหนี้เสีย (NPL) และเร่งผลักดันโครงการ THAI SME-GP ด้านแรงงาน รัฐบาลควรกำหนดการปรับค่าจ้างตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยใช้กลไกไตรภาคี รวมถึงหาทางออกต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ขณะเดียวกัน ประชาชนควรได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงร้อยละ 50 เป็นเวลา 1 ปี นอกจากนี้ยังควรเดินหน้านโยบาย Zero Corruption และบูรณาการการปราบปรามปัญหาสังคม ทั้งยาเสพติด การค้ามนุษย์ กลโกงออนไลน์ และการพนันอย่างจริงจัง
     

    หอการค้าฯ ถก นายกฯ ชงข้อเสนอ '7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย'

    ส่วนมาตรการในระยะกลาง 8 เดือน หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา จัดตั้งกลไกการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยเน้นสาขาที่มีศักยภาพสูง เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์สมัยใหม่ และเกษตร–อาหารสมัยใหม่ อีกทั้งยังควรมีมาตรการสนับสนุนผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและคูปองฝึกอบรม ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบควรถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ด้วยการใช้มาตรการ Regulatory Guillotine เพื่อลดความซ้ำซ้อน ลดภาระที่ไม่จำเป็น และช่วยให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    หอการค้าฯ ถก นายกฯ ชงข้อเสนอ '7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย'

    อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือ แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าฯ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคมไทย” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KG-jNXwHk2SaUISYrTtWP