Category: เศรษฐกิจ

  • วันสันติภาพโลกกับบทบาท ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่  

    วันสันติภาพโลกกับบทบาท ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่  

    วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.22 น.

    วันสันติภาพโลก (International Day of Peace) จัดขึ้นทุกวันที่ 21 กันยายนของทุกปี โดยองค์การสหประชาชาติได้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมคุณค่าของสันติภาพ การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ และการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

    วันดังกล่าวจึงมีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ว่า ความสงบและสันติภาพไม่ใช่เพียงเป้าหมายทางการเมืองหรือสังคมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงของมนุษยชาติในทุกมิติ

    ในบริบทของประเทศไทย การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  อีกทั้งขณะยังเป็นนิสิตปริญญาเอก สาขาสตินวัตกรรมและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ควรพิจารณาว่า การส่งเสริมสันติภาพโลกสามารถสะท้อนและเชื่อมโยงกับบทบาทของเธอในฐานะผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจการค้าอย่างไร

    1. วันสันติภาพโลก: ความหมายและมิติที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ
    แม้สันติภาพจะถูกตีความในทางการเมืองและสังคมเป็นหลัก แต่ในทางเศรษฐกิจ สันติภาพคือเงื่อนไขของการเติบโตที่ยั่งยืน เนื่องจากความขัดแย้งสงครามและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองล้วนส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และความมั่นใจของตลาดโลก วันสันติภาพโลกจึงทำหน้าที่เตือนให้ทุกประเทศหันมามองมิติทางเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

    2. บทบาทรัฐมนตรีพาณิชย์ในยุคโลกไร้พรมแดน
    ในยุคที่เศรษฐกิจโลกพึ่งพาเครือข่ายการค้าเสรี ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) และข้อตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รัฐมนตรีพาณิชย์มีภารกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการธำรงรักษาสันติภาพเชิงเศรษฐกิจ ได้แก่
    การส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าแทนการใช้มาตรการกีดกัน
    การใช้เวทีเศรษฐกิจพหุภาคีเป็นช่องทางเจรจาลดความขัดแย้ง
    การสร้างสมดุลระหว่างการแข่งขันและความเป็นธรรมทางการค้า

    3. ศุภจี สุธรรมพันธุ์: ผู้นำเศรษฐกิจเชิงสร้างสันติภาพ
    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ มีประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจระหว่างประเทศ และเป็นนักบริหารที่คุ้นเคยกับระบบเศรษฐกิจโลก การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์เปิดโอกาสให้เธอผลักดันแนวคิด “การค้าเพื่อสันติภาพ” (Trade for Peace) ผ่านมาตรการ เช่น
    การใช้ความร่วมมือทางการค้าอาเซียนในการลดความขัดแย้งภูมิภาค
    การเจรจาและปกป้องผลประโยชน์การค้าของไทยในเวที WTO และ FTA ต่างๆ ด้วยหลักการสมานฉันท์
    การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืน

    4. ความท้าทายและโอกาส
    แม้บทบาทดังกล่าวมีศักยภาพสูง แต่ก็เผชิญกับความท้าทาย เช่น
    ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กระทบการค้าไทย
    ปัญหามาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ ๆ ในรูปแบบสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน
    การสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของประเทศกับความร่วมมือสากล

    อย่างไรก็ตาม หากสามารถใช้กลยุทธ์ทางการค้าเชื่อมโยงกับการสร้างสันติภาพ ศุภจีจะสามารถยกระดับภาพลักษณ์ของไทยให้เป็น “ผู้เล่นเชิงบวก” (constructive player) บนเวทีเศรษฐกิจโลก

    ดังนั้น วันสันติภาพโลกสะท้อนว่า สันติภาพไม่ใช่เพียงอุดมคติทางการเมือง หากแต่เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน บทบาทของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีพาณิชย์จึงมิได้จำกัดเพียงการดูแลการค้า หากแต่มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าไทยพร้อมใช้ “เศรษฐกิจการค้า” เป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพและความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ การผสานแนวคิดสันติภาพเข้ากับนโยบายพาณิชย์จึงอาจเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตบนฐานของความสงบ สมานฉันท์ และความมั่นคงร่วมกันของมนุษยชาติ

    หมายเหตุ – ในโอกาสที่หลักสูตรสตินวัตกรรมและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันจะร่วมกันจัดงาน “วันสันติภาพโลก” สำหรับปีนี้ได้กำหนดจัดขึ้น ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานครภายใต้หัวเรื่อง สังคมตื่นรู้สู่การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/447191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21BxKv356f_Rd7LTlPCfn4

  • ‘ITD’ หนุน SMEs เพิ่มศักยภาพ-ต่อยอดธุรกิจรับเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน

    ‘ITD’ หนุน SMEs เพิ่มศักยภาพ-ต่อยอดธุรกิจรับเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน

    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับศักยภาพและต่อยอดธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) และสตาร์ทอัพ

    ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับการเปลี่ยนอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้และเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การเข้าใจตลาดต่างประเทศ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การสร้างแบรนด์และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ

    โดยดำเนินการผ่านกิจกรรมเสริมแกร่ง SMEs สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้สมัยใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม ITD Expert Anywhere ซึ่งจะเป็นคลินิกเสมือนจริงให้คำปรึกษาผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงที่ปรึกษาและข้อมูลสำคัญได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบสุขภาพทางธุรกิจ วางแผนกลยุทธ์ และปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

    “การดำเนินการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยได้เรียนรู้และต่อยอดศักยภาพของตนเอง รวมถึงสร้างเครือข่ายที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพสามารถขยายโอกาสและสร้างความแข็งแกร่งในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน“

    นายสุภกิจ กล่าวต่อไปอีกว่า กิจกรรมดังกล่าวยังมีการสร้างองค์ความรู้ เทคนิต และกลยุทธ์ที่ใช้ได้จริง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ การสร้างแบรนด์และขยายตลาด 

    รวมถึงการปรับใช้เครื่องมือดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

    “สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ประกอบการ SMEs ต้องไม่หยุดเรียนรู้และพร้อมเปิดรับโอกาสใหม่ โลกธุรกิจยุคใหม่ไม่รอใคร แต่หากมีความรู้ มีเครื่องมือ และมีเครือข่ายที่แข็งแรง ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจะสามารถสร้างความสำเร็จในเวทีโลกได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639382&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uSOLxeFgUVzi3epRiEHgM

  • พลิกโฉมเมืองบั้งไฟ! ดัน 4 ขุมทรัพย์ท้องถิ่น หวังยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสู่สากล

    พลิกโฉมเมืองบั้งไฟ! ดัน 4 ขุมทรัพย์ท้องถิ่น หวังยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสู่สากล

    วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.16 น.

    พลิกโฉมเมืองบั้งไฟ! ดัน 4 ขุมทรัพย์ท้องถิ่น หวังยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสู่สากล

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.วิภาดา รัตนโรจนา ประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธร ได้เปิดเผยว่า จังหวัดยโสธรกำลังเดินหน้าครั้งสำคัญเพื่อปลดล็อกศักยภาพ Soft Power ที่ซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อนำมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้มานำเสนอในมุมมองที่ทันสมัย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ได้มอบหมายให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธรจัดโครงการ ‘Social On Tour สัมผัสเสน่ห์เมืองยศ ยลหัตถกรรม เกษตรอินทรีย์วิถียโสธร’ โดยนำทัพสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจ 4 ขุมทรัพย์ภูมิปัญญาที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.หมอนขวานผ้าขิดแม่แย้ม บ้านศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว ซึ่งเป็นศิลปหัตถกรรมที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้ชุมชนกว่า 1,000,000 บาทต่อเดือน โดยมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส

    2.โคขุนหนองแหน อำเภอกุดชุม แหล่งผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพพรีเมียม 3 สายพันธุ์ (ชาร์โรเลส์, แองกัส และวากิว) ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้กระบวนการเลี้ยงและแปรรูปเนื้อคุณภาพ

    3.ศูนย์เรียนรู้ด้านการหล่อทองเหลือง ตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมืองยโสธร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตงานฝีมือจากช่างชั้นครู ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับช่างฝีมือเฉลี่ยวันละ 400 – 1,000 บาท และมีผลิตภัณฑ์จัดส่งจำหน่ายทั่วประเทศ

    4.กลุ่มจักสานกระติบข้าวแม่คำภา บ้านดอนกลอง อำเภอเมืองยโสธร ซึ่งนำไม้ไผ่มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์จักสานอันประณีต โดยเฉพาะกระติบข้าวที่มีชื่อเสียง สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนเดือนละประมาณ 40,000 บาท และมีช่องทางการจำหน่ายทั้งในหมู่บ้านและออนไลน์

    ประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธร กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนโครงการ Social On Tour ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอเรื่องราวอันทรงคุณค่าของจังหวัดในมุมมองใหม่ แต่ยังเป็นการจุดประกายให้เห็นถึงพลังของ Soft Power ที่สามารถแปลงมรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่น และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสกับเสน่ห์เมืองยศที่รอให้ทุกคนมาค้นพบ ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gzGX1M0lDq2QlXw8rCu5l

  • กางกระเป๋ารอ“โครงการคนละครึ่ง”จับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    กางกระเป๋ารอ“โครงการคนละครึ่ง”จับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    กางกระเป๋ารอ“โครงการคนละครึ่ง”จับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,132 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย  

    *** รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล อยู่ระหว่างรอการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ  ก่อนจะไปสู่ขั้นตอนการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ระหว่างนี้ อนุทิน ก็ได้นำว่าที่คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เดินหน้าเคลื่อนไหวเชิงรุก เดินสายหารือร่วมกับ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะกรรมการ เพื่อรับฟังแนวทางแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะเร่งด่วน

    การหารือครั้งนี้ถือเป็นการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ที่สถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก โดย ส.อ.ท. ได้นำเสนอ 5 เรื่องด่วนที่ต้องเร่งแก้ไข ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจมหภาค และ ปัญหาที่กระทบผู้ประกอบการโดยตรง ได้แก่

    1.มาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า โดย นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ชี้แจงว่า ภาษีสหรัฐ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 7 ส.ค. 2568 แบ่งเป็น ภาษี 19% สำหรับสินค้าทั่วไป (ยกเว้นกลุ่มมาตรา 232 เช่น รถยนต์ เหล็ก อลูมิเนียม) , ภาษี 40% กรณีพบการสวมสิทธิ์หรือ transshipment  ปัญหาที่ตามมา คือ ขาดหลักเกณฑ์ชัดเจนในการคำนวณ Regional Value Content (RVC) ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างระมัดระวัง ดังนั้น จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล คือ รัฐบาลควรจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่อง RVC, ส่งเสริมการปรับซัพพลายเชนไทย และสนับสนุนสินค้า Made in Thailand (MiT) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

    2.สภาพคล่องและสินเชื่อ SMEs ส.อ.ท. เน้นว่า SMEs ยังมีหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 243,026 ล้านบาท จากสินเชื่อรวมกว่า 3 ล้านล้านบาท ข้อเสนอ Fast Track SMEs คือ ค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน อนุมัติภายใน 3-7 วัน สูงสุด 100%, สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME ด่วนพิเศษ 1% ผ่าน กองทุน สสว., ช่องทาง Express Lane สำหรับสินเชื่อ 5-10 ล้านบาท โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน และมาตรการ Hair Cut ปรับโครงสร้าง NPL ลดภาระผู้ประกอบการ

    3.ค่าไฟ-พลังงานทางเลือก นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. เสนอให้ปรับโครงสร้างค่าไฟสะท้อนต้นทุนจริง ลดต้นทุนส่วนเกิน และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ด้วยข้อเสนอ ลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ชำระตรงเวลา, เร่งจัดทำแผนพัฒนาพลังไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ภายในปี 2568, ส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า และพลังงานทางเลือก

    4.การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. ชี้ว่า การค้าชายแดนยังมีปัญหากระทบผู้ประกอบการ จึงเสนอมาตรการแก้ปัญหาดังนี้ ระยะเร่งด่วน : ลดค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ เพิ่มเส้นทางส่งสินค้าใหม่ เช่น จันทบุรี-ตราด, ระยะสั้น : Soft Loan ให้ SMEs รักษาสภาพคล่อง และ ระยะยาว : ใช้มาตรการทวิภาคีและกฎหมายสร้างความชัดเจนในการค้าร่วมกัน

    5.บริหารจัดการเงินบาทแข็ง นายเกรียงไกร ระบุว่า ความแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบเวียดนาม และ อินโดนีเซีย ส่งผลต่อการแข่งขันผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่มี NPL สูงและเข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก …ทั้งนี้ ส.อ.ท.ยืนยันจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาล เพื่อให้เศรษฐกิจไทย เข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต

    *** ขณะที่ “นายกฯ อนุทิน” เผยว่า รัฐบาลแม้จะอยู่ระหว่างการจัดตั้ง แต่เวลาทุกนาทีต้องไม่สูญเปล่า รัฐบาลจะร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อแก้ปัญหาที่กระทบประชาชนและผู้ประกอบการโดยตรง “ไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้รับจ้างประกอบเท่านั้น ต้องเพิ่มมูลค่าและขยาย GDP จากการผลิตภายในประเทศร่วมกับ BOI และภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน” พร้อมย้ำถึงการทำงานร่วมกับข้าราชการประจำว่า “คนละพรรค แต่พวกเดียวกัน” เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างมั่นคง

    *** หันไปดูโครงการ “คนละครึ่ง” รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน เตรียมชูนโยบาย “คนละครึ่ง” เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาเพียง 4 เดือนก่อนการยุบสภา เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยยืนยันกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นโยบายนี้ถูกบรรจุไว้ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยรัฐบาลตั้งเป้า “อัดเงินเข้าระบบทันที” หลังผ่านการแถลงนโยบาย เพื่อให้ประชาชนมีเงินจับจ่ายใช้สอยได้คล่องตัว คล้ายกับที่เคยประสบความสำเร็จในยุครัฐบาลประยุทธ์

    *** สำหรับโครงสร้างโครงการ “คนละครึ่ง” วงเงินรวม 25,000 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม 2568 สัดส่วนหลักคือ คนละครึ่ง (50:50) รัฐบาลจ่ายครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง เพิ่มพิเศษสำหรับผู้เสียภาษีอยู่ในระบบ: 60:40 รัฐบาลช่วย 60% ประชาชนออก 40%

    ส่วนวงเงินรายวัน-วงเงินโครงการ รัฐบาลยังพิจารณารายละเอียดเรื่องเพดานใช้จ่ายจาก 150 บาท/วัน (แนวทางเดิม) อาจขยับเป็น 200 บาท/วัน หากงบประมาณเพียงพอ ด้านแหล่งงบประมาณ เตรียมใช้ทั้ง งบกลางปี 2568 (กันยายน) และ งบกลางปี 2569 มาผสมผสาน เพื่อให้สามารถเดินหน้าโครงการได้ทันที

    *** นายกฯอนุทิน ระบุชัดว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารเต็มตัวจะ “เร่งดำเนินการเรื่องนี้เร็วที่สุด” พร้อมฝากประชาชนว่า “กางกระเป๋ารอได้เลย” โดยจะมอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดต่อไป

    *** การปัดฝุ่นโครงการ “คนละครึ่ง” ของ “รัฐบาลอนุทิน” ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นมาตรการฟื้นกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ยังสะท้อนการเดินเกมการเมือง ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่น ความนิยม และ บรรยากาศจับจ่ายก่อนการเลือกตั้งใหม่ ต้นปี 2569 โดยมีทั้งมิติ “เศรษฐกิจ” และ “การเมือง” เคลื่อนพร้อมกันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/639351&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_RF20P4CtGTZ2SJAMv9PM

  • ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568

    21 ก.ย. 2568 04:02 น.

    -ก+

    LightDark

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/column/category/local/2884007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30UMJkns7b0z7WRlYedSdb

  • ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568

    21 ก.ย. 2568 04:02 น.

    -ก+

    LightDark

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2884007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yjuhgbkRBWX1w3GOXvoce

  • เศรษฐกิจแห่งความโกรธ!!!

    เศรษฐกิจแห่งความโกรธ!!!

    ใครที่สนใจรายละเอียด…คงต้องลอง คลิก ไปหาอ่านเอาเองก็แล้วกัน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เศรษฐกิจแห่งความโกรธ หรือ ระบบเทคโนโลยี ที่ทำให้บรรดาบริษัทธุรกิจทั้งหลายสามารถ ทำเงิน-ทำกำไร ที่เกิดจากความโกรธนั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลให้สังคมต่างๆ เกิดการแตกแยก เสียหาย เกิดการทำลายสันติภาพในแต่ละสังคมแล้ว ยังสามารถใช้โค่นล้มรัฐบาลแต่ละประเทศได้อีกด้วย ดังตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ ที่เรียกกันว่า เนปาลโมเดล ของบรรดาพวก Gen Z ทั้งหลายนั่นเอง ที่ผู้คนในบ้านเราจำนวนมิใช่น้อยรู้สึกชื่นชม ยกย่อง จนคิดเอาเป็น แบบอย่าง ไปเลยก็มี เพราะไม่ว่ามันจะน่าเกลียด น่าชัง น่าขยะแขยง ถึงขั้นไหน ในการรุมไล่กระทืบรัฐมนตรีกลางถนน เผาบ้านนายกรัฐมนตรี เผาภรรยานายกรัฐมนตรีให้ตายทั้งเป็น แต่ในเมื่อมันสามารถโค่นล้มรัฐบาลที่ตัวเองไม่ถูกใจ-ไม่ชอบใจลงไปจนได้ มันเลยกลายเป็นสิ่งน่ายกย่อง ชื่นชม เป็นแบบอย่าง ตัวอย่าง ไปซะนี่!!!

    ส่วนใครจะหยิบฉวยประโยชน์จาก ความโกรธ-ความเกลียด เหล่านี้…คงไม่จำเป็นต้องไปคิด ไปวิเคราะห์ ไปสนใจมากมายซักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็น บริษัทธุรกิจ ที่เป็นผู้ออกแบบควบคุม ระบบเทคโนโลยี ชนิดนี้ หรือจะเป็นองค์กรแห่งการล้างผลาญทำลายรัฐบาลต่างๆ มาแล้วแทบจะทั่วทั้งโลก อย่าง CIA ดังที่นาย Lucky Bisht อดีตสายลับอินเดีย และอดีตผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยให้นายกรัฐมนตรีอินเดียคนปัจจุบัน ได้ออกมาแฉโพยเอาไว้ในสื่ออินเดีย อย่าง Times now News เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ชนิดถึงขั้นว่า… มีหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุด!!! เอาเลยถึงขั้นนั้น ในการใช้ ความโกรธ-ความเกลียด ทั้งหลาย เล่นงานรัฐบาลเนปาล ศรีลังกา ไปจนบังกลาเทศ จนประสบความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลต่างๆ มาแล้วไม่น้อยกว่า 60 ประเทศทั่วโลก…

    จริง-ไม่จริง เชื่อ-ไม่เชื่อ…คงต้องไปคิด ไปวิเคราะห์กันเอาเอง แต่ที่แน่ๆ คือ ความโกรธ-ความเกลียด ในลักษณะนี้ยังอาจนำไปใช้เล่นงานรัฐบาลที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย เอามากๆ อย่าง รัฐบาลอังกฤษ ได้ไม่น้อยไปกว่ากันซักเท่าไหร่ สามารถใช้ ระบบเทคโนโลยี ดังกล่าว ยุแยงตะแคงรั่ว ให้บรรดาพวก ผู้ดีอังกฤษ ทั้งหลายนับแสนๆ คน ออกมาประท้วงรัฐบาล ภายใต้การนำของนักเคลื่อนไหวมวลชนขวาสุดโต่งอย่าง นาย Tommy Robinson รวมทั้งยังวิดีโอ ลิงก์ ไปยังเจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง นาย Elon Musk ของอเมริกา ให้มาช่วยปลุกกระตุ้นความโกรธ ความเกลียดของชาวอังกฤษ ด้วยการหยิบเอาเรื่องการลอบสังหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาของอเมริกา อย่าง นาย Charlie Kirk มาใช้เป็นตัวอย่าง เพื่อชักจูงพวก ฝ่ายขวา ด้วยกัน ให้ออกมาสู้กับพวก ฝ่ายซ้าย ที่อยู่เบื้องหลังฉากเหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละแห่ง แต่ละที่ ด้วยการเอ่ยคำพูดวรรคทองไว้ถึงขั้นว่า… “ไม่ว่าคุณจะเลือกความรุนแรงหรือไม่? ก็ตาม แต่ความรุนแรงมันจะมาหาพวกคุณเอง ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะสู้หรือจะยอมตายเท่านั้น”…

    ส่วนจะจริง-ไม่จริง น่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ…ก็ยากที่จะสรุปได้อีกนั่นแหละ เพราะขณะที่ นาย Elon Musk พยายามยุให้ฝ่ายขวาอังกฤษเล่นงานพวกฝ่ายซ้าย อดีตนักการเมืองอังกฤษอย่าง นาย Nick Griffin แห่งพรรค British National Party กลับให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Sputnik ของรัสเซีย บอกว่าพวก ยิวสุดโต่ง หรือพวก Ultra Zionist รวมทั้งพวก Deep State ในอเมริกานั่นเอง ที่พยายามอาศัยนักเคลื่อนไหวมวลชนอย่าง นาย Tommy Robinson โค่นล้มรัฐบาลอังกฤษ หรือก่อ สงครามกลางเมือง ขึ้นมาในประเทศนี้ ส่วนเรื่องการลอบสังหารนักเคลื่อนไหวมวลชนในอเมริกา บางรายกลับนำไปโยงกับหน่วยงานข่าวกรองของอิสราเอลอย่างพวก Mossad หรือไปไกลถึงพวก นักรบยูเครน อะไรไปโน่น!!!

    อะไรจริง-อะไรเท็จ อะไรควรเชื่อ-ไม่ควรเชื่อ ก็ยากที่จะหาข้อสรุปได้อีกเช่นเคย แต่ก็นั่นแหละ…ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มันเป็นตัวสร้างแรงกระตุ้นให้เกิด ความโกรธ-ความเกลียด ขึ้นมาในอารมณ์-ความรู้สึกของใครต่อใคร หรือของสังคมหนึ่ง-สังคมใด อันนั้น…ย่อมเป็นอะไรที่น่าชิงชัง รังเกียจ ไม่ว่าต่อตัวเองหรือผู้อื่น เพราะไม่เพียงทำให้ตัวเองต้องถูกครอบงำด้วยโมหะ โทสะ ต่อสิ่งที่ไม่ถูกใจ-ไม่ชอบใจ ยังกลายเป็นตัวสร้างกำไร สร้างผลประโยชน์มากมายมหาศาล ให้กับบรรดาผู้ที่สามารถใช้ ระบบเทคโนโลยี อันสุดแสนจะก้าวหน้า-ก้าวไกล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเอามากๆ หรือทำให้ตัวเองต้องกลายเป็น เหยื่อ เป็น เครื่องมือ ของผู้ที่คิดจะหยิบฉวยผลประโยชน์จาก เศรษฐกิจแห่งความโกรธ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจความถูก-ความผิด ความดี-ความชั่ว ไม่ว่าโลกนี้-โลกหน้า หรือนรก-สวรรค์ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/865058/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GqKNOaGNeI9BdlcYOLuz7

  • จับตานโยบาย ครม.ใหม่ ส.อ.ท. ย้ำความต่อเนื่อง – ผลลัพธ์ชัดเจน

    จับตานโยบาย ครม.ใหม่ ส.อ.ท. ย้ำความต่อเนื่อง – ผลลัพธ์ชัดเจน

    3) การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ โดยไม่ผลักภาระไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้บนเวทีโลกและสอดคล้องกับมาตรการสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในระยะยาว

    4) การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว  อีกทั้งช่วยหาเส้นทางการขนส่งสินค้าด้วยเส้นทางอื่นๆ ทดแทน รวมถึงมาตรการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ และชดเชยค่าขนส่งที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    5) การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งหามาตรการเงินช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท 

    จับตานโยบาย ครม.ใหม่ ส.อ.ท. ย้ำความต่อเนื่อง - ผลลัพธ์ชัดเจน

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยและผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าภาคการผลิตและสร้างความสามารถแข่งขันในระดับโลก 

    ด้านแรงงานถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดย ส.อ.ท. พร้อมร่วมกับกระทรวงแรงงาน พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ทั้งในด้านดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างแรงงานคุณภาพสูงที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

    ในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G–6G การสนับสนุนเทคโนโลยี AI และ IoT รวมถึงมาตรการความมั่นคงไซเบอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความได้เปรียบในการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    สำหรับด้านนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้นวัตกรรมเป็นพลังหลัก ประเทศไทยต้องเน้นสร้าง “นวัตกรรมมุ่งเป้า” โดยใช้จุดแข็งของไทยนำมาต่อยอด เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งไทยถือเป็นความได้เปรียบ ไปสู่เกษตรสมัยใหม่หรืออัจฉริยะ เพื่อพัฒนาวัตถุดิบป้อนไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกรซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ 

    พร้อมกันนี้ จำเป็นต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI มายกระดับศักยภาพบุคลากร ผ่านการจัดทำหลักสูตรที่ช่วย Upskill (ยกระดับทักษะเดิม) Reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่) และ Newskill (สร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในอนาคต) เช่น การประยุกต์ใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านราคา เพื่อให้สินค้าของไทยมีความโดดเด่นและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ แนวทางสู่การยกระดับประเทศไทยให้เป็น “ประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม” อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวและกีฬา ในช่วงครึ่งปีหลัง ส.อ.ท. มองว่าภาครัฐควรมีมาตรการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมา และจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้ให้ทั่วถึง โดยไม่กระจุกตัวเพียงจังหวัดใหญ่ๆ เพียงแค่ 4-5 จังหวัด ส่วนระยะยาวควรปรับโครงสร้างด้านความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High-value Tourism) และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการจัดประชุมและงานแสดงสินค้า (MICE) เพื่อสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    “4 เดือนแรก เราต้องเห็นผลลัพธ์แบบ Quick Win และอีก 4 เดือนถัดมาก็ควรเน้นการประคองให้ต่อเนื่อง” นายเกรียงไกร กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่า “สิ่งสำคัญที่สุด คือ การแปลงนโยบายเป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและชัดเจน หากรัฐบาลสามารถทำได้เช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967065&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xNjN7mI6lRRCAwVbe20-E

  • 4 เทรนด์ พลิกโฉม”เศรษฐกิจโลก”มีผลต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างประชากร

    4 เทรนด์ พลิกโฉม”เศรษฐกิจโลก”มีผลต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างประชากร

    จากงานสัมมนา Future Forum 2025: – Great Transformation ภาคธุรกิจและนักวิชาการต่างเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    มร.เฮง สวี เกียต (Mr. Heng Swee Keat) อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ และประธานมูลนิธิวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (National Research Foundation, Singapore) ให้ความเห็นว่า

    PR Solution
    งานสัมมนา Future Forum 2025: – Great Transformation ที่จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจประเทศไทย (TMA)

    กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญ 2 วิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากโรคระบาด

    วิกฤตแรกมี 2 ครั้งใหญ่ คือ วิกฤตเศรษฐกิจ ในภูมิภาคเอเชียช่วงปี 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ส่วนวิกฤตจากโรคระบาด คือ จากการแพร่ระบาดของโรคระบาดอย่าง โคโรน่าไวรัสสายพันธ์ใหม่ 2019 (Covid-19)

    ซึ่งการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งสองรอบส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้สามารถเติบโตได้ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจอาเซียน 5 ประเทศคือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงหลังปี 2551

    ในขณะที่วิกฤตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    ซึ่งในปัจจุบันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Major Trend ใน 4D คือ

    1. De-Globalization หรือการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์จากเศรษฐกิจเสรี ไปสู่การกีดกันและการผูกขาดมากขึ้น
    2. Decarbonization การที่โลกให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน
    3. Digitalization การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทุกคน และ
    4. Demographics Challenges การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก”

    ซึ่งการขับเคลื่อนประเทศและเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ประเทศต้องขับเคลื่อนโดยการพัฒนาศักยภาพของประชากรในประเทศ เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป โครงสร้างการทำงานก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทโดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น โดยการที่ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้ 

    สิ่งสำคัญคือ การต้องพัฒนาศักยภาพในการทำงานของประชากรในประเทศให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะ AI จะเป็นขุมพลังสำหรับการพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศ รวมไปถึงต้องไม่หยุดที่จะวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    ในขณะที่ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ปรับกลยุทธในการทำธุรกิจ และ รู้จักที่จะใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงเปิดกว้างในการร่วมมือกับธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเติบโตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน มร. เฮง สวี เกียต กล่าว

    ทุน-คน-เทคโนโลยี 3 ปัจจัยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

    ในขณะที่ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center กล่าวว่ากรอบแนวคิดดั้งเดิมของความสามารถในการแข่งขันคือ การมีประสิทธิภาพในการทำงาน ความร่วมมือระหว่างกัน และการเพิ่มผลผลิต แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดแค่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มผลผลิต และความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนเท่านั้น แต่จะถูกวัดด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีประสิทธิภาพในระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และนโยบายในการบริหารจัดการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

    ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ

    ทุน (Capital) ความสามารถของบุคลากรที่มีคุณภาพ (Talent) และ เทคโนโลยี (Technology) ประเทศที่ประสบความสำเร็จคือประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี อนาคตในการพัฒนา สิ่งที่สำคัญในอนาคตคือ ทุน บุคลากร และ เทคโนโลยี 

    ดังนั้น กรอบในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในโลกในปัจจุบันและอนาคต จะวัดกันที่ 3 ประเด็น คือ

    1. ประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชากรของประเทศ ต้องเป็นประชากรที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต เข้าใจเทคโนโลยี มีความคล่องตัวในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์และมีความรู้ด้านการเงิน  
    2. ประเด็นถัดมาในภาคของธุรกิจ ต้องเป็นองค์กรที่มีกระบวนการทำงานที่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เปิดรับโอกาสในการเติบโตและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกองค์กร
    3. ประเด็นในส่วนของภาครัฐ ต้องเป็นรัฐที่มีความพร้อมที่จะรองรับอนาคตของการเข้ามาลงทุนจากภาคเอกชน มีความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่งคั่ง และมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” ศาสตราจารย์บริส กล่าวสรุป

    ภาคเอกชนไทย เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวถึงโมเดลของการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจการเงินว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุน และ เทคโนโลยี คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการเงิน

    โดยปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินเชื่อมโยงกับภาคการเงินของไทยกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในระดับโลก

    เทคโนโลยีทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมต่อการทำงานและการให้บริการในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้ง 3 ปัจจัยที่สำคัญอย่าง ทุน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์กรที่ยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ปัจจุบันบริษัทเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2566 บริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจในทุกๆ ด้าน รวมทั้งได้มีการทบทวนโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI

    ซึ่งการที่สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 36% ในครั้งแรก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราก็คงต้องออกไปจากอุตสาหกรรม พอปรับลดลงมาเหลือ 19% เท่ากันหมดในอาเซียน เราก็คิดว่าเราสามารถแข่งขันได้ โดยที่เราต้องมีความชัดเจนในการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ ชัดเจนในเรื่องของแผน รวมทั้งการสื่อสารที่ต้องชัดเจนไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องบอกว่า 2 ปีมานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และ เราต้องปรับตัว ซึ่งเป็นความท้าทาย

    ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสนับสนุนเพิ่มเติมว่า บริษัทใช้งบประมาณ 20-25% ของรายได้ต่อปี ในการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนในเทคโนโลยี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/257481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01CrtgjerENdBBn9R-QbYz

  • ‘โบว์ เมลดา’ โดนคนไทยทักพูดอังกฤษได้ยัง สวนกลับหนึ่งคำที่จำได้ ทำอีกฝ่ายหน้าเหวอ | เดลินิวส์

    ‘โบว์ เมลดา’ โดนคนไทยทักพูดอังกฤษได้ยัง สวนกลับหนึ่งคำที่จำได้ ทำอีกฝ่ายหน้าเหวอ | เดลินิวส์

    กลายเป็นเรื่องฮาแต่ก็แอบมีโมเมนต์หัวร้อนเบาๆ สำหรับนางเอกสาว โบว์-เมลดา ที่บินข้ามน้ำข้ามน้ำทะเลไปฝึกภาษาอังกฤษอยู่ที่กรุงลอนดอน แต่กลับเจอคนไทยด้วยกันเองมาทักทายแบบไม่น่ารัก จนทำให้เธอถึงกับต้องระบายออกมา

    ล่าสุดอินสตาแกรมของ “ฝน” ครีเอเตอร์ดัง ได้โพสต์คลิปวิดีโอของ โบว์ เมลดา พร้อมแคปชั่นที่บอกว่า “เมื่อมีคนมาหลู่เกียรติ” ซึ่งในคลิปนั้น ฝนได้ถามโบว์ว่า “Teacher สอนว่าอะไรไหนเล่าหน่อยสิ”

    โบว์ จึงเล่าเรื่องที่ถูกคนไทยที่ลอนดอนเข้ามาทักทายว่า “ตอนนั้นไปเที่ยว แล้วมีคนไทยมาทักว่า นี่อยู่มากี่เดือนแล้ว พูดภาษาอังกฤษได้ยังเนี่ย พี่อยู่มา 4 ปี พี่ยังพูดไม่ได้เลย”

    ทำให้ โบว์ สวนกลับไปว่า “โบว์ก็อ้าว พูดได้อยู่ค่ะ ได้อยู่ 1 คำ ครูเขาสอนมา เวลาเจอคนแปลกหน้าให้พูดคำว่า f*ck off”

    นอกจากนี้โบว์ได้เล่าต่อถึงบทสนทนาที่ถูกคนไทยคนดังกล่าวพูดกับเธอจนต้องสวนกลับไปแบบนั้น ว่า “อ้าวที่เขาว่ากันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้จริงใช่มั้ย เจอแต่คนไทย คนไทยด้วยกันทัก ปากคนไทยเป็นไงล่ะ คนไทยพูดไปเรื่อยเลย ครูสอนมา 1 คำ หนูจำได้”

    หลังจากคลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีแฟนๆ เข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจ โบว์ เมลดา กันอย่างมากมาย พร้อมทั้งชื่นชมความน่ารักและความเป็นกันเองของเธอ ที่สามารถตอบโต้สถานการณ์นี้ได้อย่างฉลาดและมีอารมณ์ขัน

    ขอบคุณภาพจาก : monsterfon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5130197/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v3PV65FmWLWKOnzLmMP4B