Category: เศรษฐกิจ

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 24 กันยายน 2568

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 24 กันยายน 2568

    24 กันยายน 2568 16:25 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 24 กันยายน 2568

    – ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงการบริหารของรัฐบาลเพื่อไทย (นายกฯ แพทองธาร-เศรษฐา) ในระยะเวลาเพียง 2 ปี รัฐบาลได้ออกมาตราการด้านการแก้หนี้-พักหนี้-เติมสินเชื่อ ผ่านกลไกของกระทรวงการคลัง นอกเหนือจากการปล่อยสินเชื่อปกติของสถาบันการเงิน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนกว่า 15 มาตรการ สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนกว่า 6 ล้านราย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการเหล่านี้จะได้รับการสานต่อจากรัฐบาลอนุทิน ไม่ควรถูกพับทิ้งกลางทาง

    – ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย จากนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางการคลังในยุโรป และระดับราคาสินทรัพย์ที่สูงเกินพื้นฐาน แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโลหะมีค่า “ทองคำ-เงิน” ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง แม้รัฐบาลใหม่เร่งมาตรการกระตุ้น แต่อาจยังไม่เพียงพอต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง คาด GDP ไทยปีนี้โตเพียง 1.9%

    – วันนี้เมื่อช่วงเช้า ได้เกิดเหตุพื้นถนนทรุดตัว บริเวณหน้าทางเข้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถนนสามเสน ใกล้เคียงกับจุดก่อสร้างทางขึ้น-ลงที่ 4 สถานีวชิรพยาบาล ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ทั้งนี้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แจ้งให้ นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ร่วมกับนายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อกำกับดูแลการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นได้สั่งการให้หยุดการก่อสร้างบริเวณพื้นที่เกิดเหตุในทันที เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ พร้อมทั้งปิดกั้นพื้นที่ก่อสร้างบางส่วน และอพยพประชาชนโดยรอบออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/653362&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07biLHJri9pbVRo4T0yMVO

  • รัสเซียโต้ทรัมป์ หลังถูกหยามเป็น “เสือกระดาษ” ยันเศรษฐกิจแกร่ง-รุกคืบยูเครนต่อเนื่อง : อินโฟเควสท์

    รัสเซียโต้ทรัมป์ หลังถูกหยามเป็น “เสือกระดาษ” ยันเศรษฐกิจแกร่ง-รุกคืบยูเครนต่อเนื่อง : อินโฟเควสท์

    ทำเนียบเครมลินออกมาตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในวันนี้ (24 ก.ย.) โดยยืนยันว่าเศรษฐกิจของประเทศยังมีเสถียรภาพและกองทัพกำลังรุกคืบในสมรภูมิยูเครน สวนทางกับความเห็นของทรัมป์ที่ปรามาสว่ารัสเซียเป็นเพียง “เสือกระดาษ” และเรียกร้องให้ยูเครนฉวยโอกาสจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจเพื่อยึดดินแดนคืนทั้งหมด

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ปธน.ทรัมป์เปลี่ยนท่าทีอย่างน่าจับตาเมื่อวันอังคาร (23 ก.ย.) โดยระบุว่าตนเชื่อว่ายูเครนสามารถยึดคืนดินแดนทั้งหมดที่ถูกรัสเซียยึดครองได้ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศ

    “ปูตินและรัสเซียกำลังประสบปัญหาใหญ่ทางเศรษฐกิจ และนี่คือเวลาที่ยูเครนต้องลงมือ” ปธน.ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล (Truth Social)

    ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ชี้แจงผ่านสถานีวิทยุ RBC ว่า ความเห็นของทรัมป์น่าจะเกิดจากการที่เขาเพิ่งได้พบปะกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นิวยอร์ก

    “เป็นที่แน่ชัดว่าปธน.ทรัมป์ได้รับฟังข้อมูลจากฝั่งของเซเลนสกี และดูเหมือนว่าข้อมูลชุดนั้นคือที่มาของการประเมินที่เราได้ยินกัน” เปสคอฟกล่าว

    เปสคอฟยืนยันว่า กองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบในยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่าเป็นปฏิบัติการที่ดำเนินไปอย่างรอบคอบและมีเป้าหมายชัดเจน “ท่านประธานาธิบดีได้ย้ำหลายครั้งว่า เรากำลังเคลื่อนทัพไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อลดการสูญเสีย และเพื่อไม่ให้ศักยภาพในการบุกของเราถดถอย นี่คือการกระทำที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี”

    อย่างไรก็ดี มุมมองดังกล่าวสวนทางกับนักวิเคราะห์การทหารชาติตะวันตกที่ประเมินว่า การที่รัสเซียไม่สามารถรุกคืบได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลัง เป็นผลมาจากการตั้งรับที่แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพของยูเครน ท่ามกลางภาวะที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ่อนล้าจากสงครามที่ยืดเยื้อกว่า 3 ปีครึ่ง

    โฆษกเครมลินยังได้กล่าวเตือนด้วยว่า “สถานการณ์ในปัจจุบันชี้ชัดว่า สำหรับฝ่ายที่ไม่ยอมเจรจาในตอนนี้ สถานะของพวกเขาในวันพรุ่งนี้และวันต่อ ๆ ไปจะย่ำแย่ลงกว่าเดิมมาก”

    เปสคอฟยังได้กล่าวถึงคำสบประมาท “เสือกระดาษ” ที่ทรัมป์ใช้เรียกด้วยว่า รัสเซียนั้นเปรียบเสมือนหมี ไม่ใช่เสือ และไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “หมีกระดาษ” อยู่จริง

    ในประเด็นเศรษฐกิจ เปสคอฟย้ำว่า “รัสเซียยังคงรักษาความแข็งแกร่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคไว้ได้” อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า “รัสเซียกำลังเผชิญกับความตึงเครียดและปัญหาในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลพวงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจนับไม่ถ้วน รวมถึงความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่แค่จากมาตรการคว่ำบาตรเพียงอย่างเดียว”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tz43SvC0TcQGnYGtqNjeK

  • ส.อ.ท. ร่วม ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ถกผลกระทบภาษีทรัมป์ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย พร้อมเสริมแกร่งดันอุตฯ สู่ New S-Curve

    ส.อ.ท. ร่วม ส.ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ถกผลกระทบภาษีทรัมป์ ชงรัฐออกมาตรการป้องสินค้าทะลักเข้าไทย พร้อมเสริมแกร่งดันอุตฯ สู่ New S-Curve

    กรุงเทพฯ, วันที่ 24 กันยายน – กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกและกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดโครงการ Econmass Talk  Ep.1 #2025  ในหัวข้อ “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย – ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” โดยมี นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นางภรณี กองอมรภิญโญ รองประธาน กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกฯ นายเดชาธร ฐิสิฐสกร คณะทำงานสายงานเศรษฐกิจและการค้า กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีฯ และนายวีระ ขวัญเลิศจิตต์  ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคม PPP Plastics ร่วมเวทีเสวนานี้เพื่อสะท้อนปัญหาและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยจากผลกระทบมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าแบบต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ที่สูงถึง 19%  และร่วมกันหาแนวทางในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยมีนางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และคณะกรรมการสมาคม ร่วมให้การต้อนรับ

    นายฐิติธัม กล่าวว่า อุตสาหกรรมต้นน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท ตั้งแต่ในผลิตภัณฑ์พลาสติกขั้นพื้นฐาน ไปจนถึง ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เวชภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในยุทธศาสตร์ S-Curve ของประเทศ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบและเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มากถึง 10–25 เท่า ตลอดทั้งห่วงโซ่ (Value Chain) จนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกหลากหลายรูปแบบ สร้างมูลค่ารวม 2.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย (สถิติปี 2566) มีมูลค่าการส่งออกกว่า 5 แสนล้านบาท หรือ 5% ของการส่งออกทั้งหมด และสร้างงานมากกว่า 400,000 ตำแหน่ง สนับสนุน SME มากกว่า 3,000 ราย  

    ด้วยปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรักษาความสมดุลให้เกิดขึ้นในภาคการผลิตปิโตรเคมี เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน ทั้งในรูปของปิโตรเลียม และการนำขยะพลาสติก กลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการรีไซเคิล ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทันสมัยมาพัฒนากระบวนการผลิต ให้สามารถผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพดีสำหรับรูปแบบการใช้งานต่าง ๆ  ในบางการใช้งานที่ต้องการความสะอาด คุณภาพสามารถเทียบเท่ากับเม็ดพลาสติกใหม่ได้ ซึ่งมีการใช้งานแล้วหลายประเทศ โดยการส่งเสริมให้เกิดการใช้วัตถุดิบชนิดใหม่นี้ นอกจากเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจใหม่แล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย อย่างไรก็ดี ความสำเร็จต้องอาศัยภาครัฐช่วยส่งเสริมการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก  และผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบให้เกิดการผลิตและใช้พลาสติกอย่างเข้าใจทั้งระบบ

    ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสจากภาษีสหรัฐฯ  ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงรุก  ซึ่งการสนับสนุนเชิงนโยบายจากรัฐจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งผลักดันให้ “อุตสาหกรรมรีไซเคิล” กลายเป็น New S-Curve ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    “ผลิตภัณฑ์พลาสติกไม่ใช่แค่ อุตสาหกรรมปลายทาง แต่คือโซลูชันที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตในทุกมิติ หากปิโตรเคมีและพลาสติกของไทยไม่แข็งแรง การพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศก็จะเดินต่อได้ยาก” นายฐิติธัม กล่าว

    นายฐิติธัม  กล่าวว่า  มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบด้านราคา   สูญเสียส่วนแบ่งตลาด และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเกิด Trade Diversion จากประเทศอื่นที่หันมาระบายสินค้าในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย ทำให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีข้อดีบางด้าน เช่น การนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ ในราคาที่ต่ำลง แต่ผลเชิงบวกยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น 

    “ภาษีทรัมป์ที่สูงถึง 19% กระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในแง่ยอดขายที่ลดลง กำไรหดตัว และความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเม็กซิโก เวียดนาม และจีน ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต การกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”  นายฐิติธัมกล่าว

    กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. ยังได้เตรียมเสนอภาครัฐเร่งออกมาตรการที่รองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ได้แก่ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และกับประเทศคู่ค้าใหม่เพื่อลดอุปสรรคภาษีและสร้างตลาดส่งออกเพิ่มเติม การสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานและการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน พิจารณาออกกฎหมายภาคบังคับเพื่อผลักดันการใช้พลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตได้จากทรัพยากรหมุนเวียน  ควบคู่กับการใช้มาตรการป้องกันการทุ่มตลาดและคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ  ซึ่งการดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทย เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้ Supply Chain ตลอดจนเสริมความมั่นคงให้เศรษฐกิจประเทศ

    ด้านนางภรณี กล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายที่สำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกไทยคือ แรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ทั้งจากความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีและความต้องการภายในประเทศ เช่น เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในสินค้าและองค์กร ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์  โดยอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมพลาสติก กำลังผลักดันการผลิตและใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในผลิตภัณฑ์พลาสติกต่าง ๆ  เพื่อให้การใช้งานพลาสติกเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง หากทำได้สำเร็จ จะเป็น New S-Curve ของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

    “การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อสร้างแรงจูงใจให้การใช้พลาสติกรีไซเคิลเกิดขึ้น ซึ่งเม็ดพลาสติกรีไซเคิลยังมีต้นทุนสูง จึงจำเป็นต้องอาศัยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และแรงจูงใจแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย สำหรับภาคเอกชนได้เริ่มการพัฒนาทั้งเชิงโครงสร้างพื้นฐานและการทดลองโมเดลการบริหารจัดการต่าง ๆ ภายใต้สมาคม PPP Plastics เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกตามโรดแมปการจัดการขยะพลาสติกของประเทศแล้ว” นางภรณีกล่าว

    สำหรับความท้าทายจาก US Tariff ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมเห็นตรงกันว่า ผู้ประกอบการไทย เสียเปรียบด้านราคา มีแนวโน้มสูญเสียตลาด ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีจุดเด่น (Product Differentiation) เน้นคุณภาพและบริการที่เหนือกว่า เพิ่มนวัตกรรมด้านความยั่งยืนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ (Brand Image) ที่ดีในตลาดโลก รวมถึงการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น การร่วมทุนหรือการร่วมมือทางเทคโนโลยี

    ทั้งนี้ ทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมได้ยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณาสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน  2. ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี ช่วยลดต้นทุนการแข่งขันในตลาดโลก 3.ปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาดเพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน และ 4. สร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกครบวงจร แม้ว่าไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ยังคงเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม และคุณภาพสินค้าที่เชื่อถือได้ ทำให้ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขันและดึงดูดความเชื่อมั่นจากตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/244354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SIhDDDiVZA0EwUJuOMkC4

  • การสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีน

    การสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีน

    การสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีน

    image.png

    ในวันที่ 19 กันยายน 2568 นาย Nguyen Sinh Nhat Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และนาย Nguyen Thanh Sinh รองประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัด หล่าวกาย (Lao Cai) เป็นประธานร่วมในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนหล่าวกาย(เวียดนาม) – ยูนนาน (จีน) 

    นาย Nguyen Sinh Nhat Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากล่าวว่า เวียดนามมีประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุด 3 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว กัมพูชา และจีน ซึ่งเวียดนามมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนมากที่สุด และยังมีศักยภาพอย่างมากที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า

    โครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนหล่าวกาย (เวียดนาม) – ยูนนาน (จีน) เชื่อมโยงกับนโยบายและแนวทางปฏิบัติของพรรคและรัฐบาล โดยเฉพาะ มี 3 ประเด็นที่สำคัญดังนี้ 

    ประการแรก ทำเลที่ตั้งของจังหวัดหล่าวกาย (Lao Cai) มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เปรียบเสมือนประตูสู่           การเชื่อมโยงเวียดนามกับจีน

    ประการที่สอง เงื่อนไขสำหรับโครงสร้างพื้นฐานการค้าชายแดนระหว่าง 2 ฝ่ายได้รับการสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันจนถึงปัจจุบัน โครงการรถไฟความเร็วสูงหล่าวกาย (Lao Cai) – นครไฮฟอง (Hai Phong) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2568 จะช่วยเปิดเส้นทางเชื่อมโยงที่สำคัญยิ่งขึ้น ซึ่งเหมาะสมต่อการวางแนวทางการสร้างเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจชายแดน

    ประการที่สาม ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดหล่าวกาย(Lao Cai) จะมีโอกาส           อย่างมากมายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    สถาบันวิจัยกลยุทธ์และนโยบายอุตสาหกรรมและการค้า ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาของโครงการระบุว่า เขตเศรษฐกิจชายแดนหล่าวกาย- ยูนนาน มุ่งเป้าไปที่รูปแบบความร่วมมือที่เท่าเทียม             การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน การแบ่งส่วนงาน และการบริหารจัดการที่ประสานกัน รายงานภาพรวมโครงการระบุว่า หลักการดำเนินงานตั้งอยู่บนพื้นฐานที่แต่ละฝ่ายบริหารจัดการพื้นที่ตามกฎหมาย ควบคู่ไปกับการสร้างกลไก                การประสานงานร่วมกัน เพื่อสร้างพื้นที่เศรษฐกิจที่ราบรื่น โดยรูปแบบการดำเนินงานประกอบด้วยสองแกนหลัก ได้แก่    (๑) จัดตั้งคณะกรรมการร่วมเวียดนาม – จีน ซึ่งรับผิดชอบทางยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหา และรักษาสมดุลผลประโยชน์        (๒) จัดตั้งคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจภายใต้คณะกรรมการประชาชนจังหวัดหล่าวกายเป็นหน่วยงานประจำ รับผิดชอบการบริหารจัดการโครงการ ส่งเสริมการลงทุน และประสานงานธุรกิจ โครงสร้างดังกล่าวมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความโปร่งใส 

    แผนงานโครงการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ระยะ (๑) ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2568-2569 ดำเนินโครงการให้เสร็จ และดำเนินการลงนามในเอกสารทวิภาคี ทดสอบการชำระเงินด่ง (VND) – หยวน (CNY) และจัดตั้งคณะกรรมการร่วม          (๒) ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2569-2570 ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ ด่านชายแดน คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า (Inland Container DepotICD) เชื่อมต่อทางหลวงและทางรถไฟ จัดตั้งคณะกรรมการบริหารเขต และนำร่อง   เขตเศรษฐกิจชายแดนและโลจิสติกส์ (๓) ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2571-2573 ขยายเขต จัดทำกรอบนโยบาย รายงานต่อรัฐบาล และเสนอมติระดับชาติ เพื่อการดำเนินการในวงกว้าง โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะบรรลุเป้าหมายมูลค่าการนำเข้า – ส่งออกอยู่ที่ 12,000 – 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2573 และสร้างงานกว่า 50,000 ตำแหน่ง โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะเพิ่มมูลค่าการส่งออกเป็น 25,000 – 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2588

    การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดนดังกล่าวจะเป็นก้าวสำคัญ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากศักยภาพสูงสุดของระเบียงเศรษฐกิจคุนหมิง– หล่าวกาย– กรุงฮานอย – นครไฮฟอง โดยเฉพาะเมื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุบทบาท “เสาหลักแห่งการเติบโต ศูนย์กลางการเชื่อมโยง” ที่กำหนดไว้สำหรับหล่าวกาย

    นาย Nguyen Sinh Nhat Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากล่าวว่า เขตเศรษฐกิจชายแดนจะเป็นแกนหลักในการดึงดูดโครงการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงขนาดใหญ่ ไม่เพียงแต่สำหรับหล่าวกายเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังจังหวัดทางตะวันตกเฉียงเหนือ สร้างความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งในภูมิภาค สร้างห่วงโซ่คุณค่าที่สมบูรณ์ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปเชิงลึก ไปจนถึงการขนส่งและการส่งออก และเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและแร่ธาตุ                  ในขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบที่ได้รับการปรับปรุงจะเสริมสร้างสถานะของหล่าวกาย ให้เป็นประตูที่สั้นที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการเชื่อมต่อภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกับอาเซียนผ่านท่าเรือ        นครไฮฟองและเมืองกว๋างนิญโดยการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนระหว่าง 2 ประเทศเป็นนโยบายร่วมกัน นายกรัฐมนตรีฯ ยังได้มีมติให้จังหวัดหล่าวกายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้น การก่อสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนจึงจำเป็นต้องมี  แนวทางแก้ไขที่ก้าวล้ำ เพื่อให้นโยบายบรรลุผล

    (จาก https://vneconomy.vn/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    ในช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่เวียดนามและจีนได้เป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ความสัมพันธ์เวียดนาม-จีนยังคงรักษาการพัฒนาที่มั่นคงพร้อมความก้าวหน้ามากขึ้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ายังคงเป็นจุดสำคัญในความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ มูลค่าการค้าทวีภาคีระหว่างเวียดนามและจีนในปี 2567 มีมูลค่า 260,650 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน จีนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ในขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนในอาเซียน สินค้าหลักที่เวียดนามส่งออกไปยังจีน ได้แก่ โทรศัพท์และส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์ สินค้าเกษตรกรรม ป่าไม้และการประมง เครื่องจักรและอุปกรณ์ เป็นต้น และสินค้าหลักที่เวียดนามนำเข้าจากจีน ได้แก่ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เป็นต้น โดยการก่อสร้างโครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีนเป็นนโยบายที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างประเทศ และกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมระหว่างเวียดนามและจีน ถือเป็นจุดสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างจีนและเวียดนาม โดยเฉพาะความสัมพันธ์การค้าของสองประเทศส่งผลให้เกิดข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในหลากหลายด้าน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง การค้า และเทคโนโลยี นับเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความร่วมมือให้ลึกซึ้งและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งสองประเทศยังแสดงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ร่วมกัน ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางรถไฟ ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาคโดยรวม โดยความร่วมมือระหว่างเวียดนามและจีนในการส่งเสริมการเชื่อมโยงทางรถไฟและทางบก เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืนในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงการตั้งใจของทั้งสองฝ่ายในการอำนวยความสะดวกในการส่งเสริมการค้า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hdfjk8yqvjgxxdq037nyevhm&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EPOIrxunGJ48gKyvStIDb

  • พ่อค้าแม่ค้าอยากเห็น

    พ่อค้าแม่ค้าอยากเห็น

    พ่อค้าแม่ค้าอยากเห็น’ครม.อนุทิน’หลังถวายสัตย์ เร่งแก้ปัญหาชายแดน-เศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.59 น.

    พ่อค้าแม่ค้าที่ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ อยากเห็นนายกอนุทิน และคณะ ครม.รัฐบาลชุดใหม่ หลังการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฎิญาณตน ได้เร่งจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน โดยเห็นด้วยการฟื้นคนละครึ่ง เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี แต่อยากให้ช่วยลดกระบวนการและขั้นตอนที่ยุ่งยากลง

    24 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงสำรวจตลาดสดเทศบาลนครบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และร้านค้าของชำในพื้นที่ ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ถึงความคิดเห็นของพ่อค้าแม่ค้า และพี่น้องประชาชน ต่อความต้องการที่อยากจะให้รัฐบาลและ ครม.ชุดใหม่ ที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ซึ่งจะมีการนำคณะ ครม.ชุดใหม่ เดินทางไปเข้าเฝ้า ถวายสัตย์ปฏิญาณ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ในเวลา 18.00 น.ของวันนี้ (24ก.ย.) ซึ่งหลังการเข้าเฝ้าฯ นายอนุทิน จะเป็นประธานการประชุม ครม.นัดพิเศษ

    โดยบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ โดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เร่งดำเนินการจัดการแก้ไขปัญหาแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นเรื้อรังมาครบ 2 เดือนแล้ว ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วไว พร้อมทั้งเสนอให้มีการสร้างรั้วกำแพงที่มีความมั่นคงสูง และปิดด่านพรมแดนช่องทางเข้าออกทุกช่องทางตลอดทั้งพรมแดน เพื่อไม่ต้องให้ได้ทำมาค้าขายร่วมกันอีก และไม่ต้องให้ความช่วยเหลือใดๆกับทางกัมพูชาอีก

    นอกจากนี้ ยังขอให้เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปางท้อง เพื่อที่ประชาชนจะได้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมทั้งยังได้สนับสนุนให้รัฐบาลนายอนุทิน ที่มีแนวนโยบายจะปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง นำขึ้นมาใช้อีกครั้งว่า เป็นโครงการที่จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี หากมีการนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนได้มีกำลังซื้อมากขึ้นด้วย และส่งผลดีช่วยเพิ่มยอดขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าได้มากขึ้นด้วย จากที่ในช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี

    อย่างไรก็ตาม อยากขอให้ปรับลดกระบวนการขั้นตอนที่ยุ่งยากลง และอยากให้ประชาชนคนไทยที่บรรลุนิติภาวะ หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไปได้มีสิทธิ์ในโครงการทุกคนด้วย และอยากให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำเหมือนในบางโครงการ

    นางสมลักษณ์ เพชรเลิศ อายุ 59 ปี แม่ค้าขายของชำ ใน ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ บอกว่า อยากฝากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขปัญหาชายแดน ขอให้สร้างรั้วปิดด่านไปเลย ปล่อยให้อยู่ใครอยู่มัน ไม่ต้องค้าขายร่วมกันอีก ส่วนเรื่องเศรษฐกิจก็อยากให้แก้ไขให้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ เพราะค้าขายทุกวันนี้ก็เงียบ หาเงินยากรายจ่ายก็เยอะ จึงอยากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา และเรื่องเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ส่วนการที่รัฐบาลจะมีการนำโครงการคนละครึ่งมาใช้ มองว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะก่อนหน้านี้ตนเคยเข้าร่วมโครงการฯ ในส่วนของประชาชนไม่ใช่ร้านค้า และมองว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับประชาชน ที่มีกำลังซื้อน้อยจะได้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น

    ด้าน นางจำนงค์ พลสงค์ อายุ 53 ปี  แม่ค้าขายของชำใน ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ บอกว่า อยากให้แก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชน และไม่อยากให้มีการเปิดด่าน ให้ปิดด่านให้หมดเลย สร้างรั่วปิดไปเลย ไม่ต้องทำมาค้าขายร่วมกันอีก เพราะบ้านเราก็พอที่จะค้าขายทำมาหากินได้

    ส่วนที่รัฐบาลจะนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้อีกก็มองว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะพ่อค้าแม่ค้าก็จะได้ขายของดี ลูกค้าก็จะมีกำลังซื้อด้วย ไม่เหมือนทุกวันนี้เงียบฉี่เหมือนตอนที่ไม่มีโครงการ ถ้ามีโครงการนี้ขึ้นมาก็เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากได้ และอยากให้มีการแก้ไขกระบวนการขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยากลง คนที่มีอยู่เดิมแล้วก็ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ให้ยุ่งยาก

    ขณะที่ น.ส.ญาณิศา สารรักษ์ อายุ 34 ปี แม่ค้าหาบเร่แผงลอยในตลาดสด เทศบาลนครบุรีรัมย์ ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ เร่งแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชากับเศรษฐกิจ และการที่รัฐบาลชุดใหม่จะนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ ถือว่าเป็นโครงการที่ดีโดยเฉพาะช่วยเศรษฐกิจแบบนี้ เพราะตนก็เคยใช้ ซึ่งตอนนั้นก็ได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และลดค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัวเป็นอย่างดี

    ส่วน นางอำเพ็ญ เฮงเจริญ อายุ 64 ปี แม่ค้าขายผักในตลาดสดเทศบาลนครบุรีรัมย์ บอกว่า อยากให้ทำรั้วกำแพงสูงและปิดด่านทุกช่องทางให้ถาวรไปเลย ไม่ต้องไปมาหาสู่และค้าขายกันอีก และให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งการที่จะปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง นำกลับมาใช้อีกเชื่อว่าจะเป็นสิ่งดีกับทั้งประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งอยากให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด เพราะมั่นใจว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี.

    012

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/916499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3clcvH6HOzcVuylYsB2GSG

  • โลกป่วน เศรษฐกิจเปราะบาง เปิดรายงานล่าสุดจาก WEF ที่กำลังบอกว่าโลกโตแยกออกเป็นสองขั้ว

    โลกป่วน เศรษฐกิจเปราะบาง เปิดรายงานล่าสุดจาก WEF ที่กำลังบอกว่าโลกโตแยกออกเป็นสองขั้ว

    รายงาน Chief Economists’ Outlook September 2025 ฉบับล่าสุดจาก World Economic Forum (WEF) ได้ส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยความไม่แน่นอน 

    โดยมีมุมมองจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำถึง 72% ที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะอ่อนแอลงในปีที่จะถึงนี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่การชะลอตัว แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกระทบในระยะยาว

    โลกกำลังแยกขั้ว (A Polarizing World)

    WEF เปิดเผยว่า โลกกำลังเผชิญปรากฎการณ์ Divergence หรือการเติบโตที่แยกขั้วชัดเจน โดยผู้เชี่ยวชาญกว่า 56% เชื่อว่าช่องว่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาจะยิ่งถ่างกว้างขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า 

    การแยกขั้วที่ว่านี้หมายความว่า เส้นทางการเติบโตของแต่ละกลุ่มประเทศจะแตกต่างกัน ประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่จะพึ่งพาเทคโนโลยี ความรู้ความชำนาญ และทุนมนุษย์ (human capital) ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาการเข้าถึงเงินทุน และทรัพยากรธรรมชาติมากกว่า

    ขั้วที่หนึ่ง กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เติบโตได้ช้า และต้องเผชิญความท้าทาย

    รายงานคาดการณ์สถานการณ์ของสหรัฐฯ ที่คาดว่าแนวโน้มการเติบโตยังซบเซา ไม่มีการเติบโตที่แข็งแกร่ง และยังต้องเผชิญความเสี่ยงเงินเฟ้อระดับสูง สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การออกนโยบายการเงินที่จจะต้องผ่อนคลายลงเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    ในฝั่งของยุโรป รายงานคาดว่าการฟื้นตัวยังคงเปราะบาง แม้จะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ แต่ภาพรวมยังเป็นการเติบโตระดับต่ำ

    ขั้วที่สอง กลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ที่กลายเป็นดาวเด่น

    รายงานกล่าวถึงกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ (MENA) และเอเชียใต้ ที่จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มการเติบโตแข็งแกร่งที่สุด โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าภูมิภาคเหล่านี้จะเติบโตในระดับแข็งแกร่ง หรือแข็งแกร่งมาก

    ส่วนทางฝั่งจีน แม้คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แต่จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายเฉพาะตัวคือภางะเงินฝืด โดยคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

    จะเห็นได้ว่า การที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ และยุโรปมีแนวโน้มเติบโตต่ำ ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาใน MENA และเอเชียใต้กลับมีแนวโน้มเติบโตสูง สะท้อนให้เห็นถึงการแยกขั้วของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

    รายงานยังได้กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อน และอุปสรรคของโลกแต่ละขั้วด้วย ได้แก่

    กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

    • ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนคือ การพัฒนา Ecosystem ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม, การเข้าถึงตลาดการค้า และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
    • อุปสรรคสำคัญคือ ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และความแตกแยกทางสังคม, กำแพงการค้า 

    กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

    • ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนคือ หลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, การเข้าถึงตลาดโลก และการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
    • อุปสรรคสำคัญคือ สถาบันและธรรมาภิบาลที่อ่อนแอหรือขาดความยืดหยุ่น ตามมาด้วยความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และกำแพงการค้า

    4 ปัจจัยที่ทำให้เกิดความปั่นปั่วนโลก

    WEF ระบุว่าความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใน 4 มิติสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบในระยะยาว ได้แก่

    1.การค้าและห่วงโซ่อุปทาน 

    Trade เป็นด้านที่ถูกดิสรัปหนักที่สุด การค้าโลกกำลังประสบกับการหยุดชะงัก โดยนักเศรษฐศาสตร์กว่า 70% มองว่ามีความปั่นป่วนในระดับสูงมากจากสงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษี

    2.นวัตกรรมและเทคโนโลยี

    การมาถึงของ AI กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รายงานคาดว่า AI จะเริ่มสร้างความปั่นป่วนในเชิงพาณิชย์ในปีหน้า และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทั่วโลกมหาศาลในศูนย์มูล 

    3.ทรัพยากร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม

    รายงานคาดว่าความปั่นป่วนในด้านนี้จะยังคงอยุ่ต่อไปในระยะยาว จากปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว และการแข่งขันด้านแร่ธาตุสำคัญ

    4. สถาบันเศรษฐกิจโลก

    สหประชาชาติ กำลังมีการปรับโครงสร้างคั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ และองค์การการค้าโลก กำลังถูกลดบทบาทลงท่ามกลางการปกป้องทางการค้าที่เพิ่มขึ้น รายงานคาดว่าการหยุดชะงักในด้านนี้จะนำไปสู่ผลกระทบที่เป็นระบบ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    วิกฤตนี้กำลังย้ายศูนย์กลางมาที่ประเทศพัฒนาแล้ว

    อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองคือ ความกังวลด้านความยั่งยืนของหนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นประเด็นในประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นหลัก ตอนนี้กำลังถูกย้ายมาอยู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว

    เมื่อปี 2024 มีการระบุว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกเกิน 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่ากว่าหนึ่งในสามของประเทศ ซึ่งคิดเป็น 75% ของ GDP โลก จะมีหนี้เพิ่มสูงขึ้นอีก

    ความกังวลด้านความยั่งยืนของหนี้ กลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วยังถูกมองว่ามีอุปสรรคสำคัญในด้าน ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง การแตกแยกทางสังคม และกำแพงการค้า

    โดยสรุป โลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การเติบโตจะช้าลง ไม่เท่าเทียม และเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การปลดล็อกศักยภาพการเติบโตที่ยังเหลืออยู่มหาศาลในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จึงต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง เงินทุนที่ตรงจุด และความร่วมมือระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

    อ้างอิง : World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/world-ecnomic-forum-chief-economist-outlook-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m7KK1rDDALYjj0I3HObpd

  • ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย แม้การเมืองคลี่คลาย คาดคนละครึ่งช่วยไม่มาก | เดลินิวส์

    ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย แม้การเมืองคลี่คลาย คาดคนละครึ่งช่วยไม่มาก | เดลินิวส์

    วันที่ 24 ก.ย. นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.9% และในปี 69 อยู่ที่ 1.6% แม้การเมืองจะมีความคลี่คลายลงบ้างแต่มีความเสี่ยงอีกหลายด้าน ซึ่งจีดีพีในปี 69 โตต่ำกว่าปีนี้ เพราะผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐที่ได้เร่งการส่งออกสินค้าไปในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลกระทบต่อการส่งออกคาดว่าปีนี้โต 5.8% แต่ในปี 69 จะติดลบ 6%

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดี ไตรมาสแรก 3.2% และไตรมาสสอง 2.8% แต่ดูจากที่มาการเติบโต มาจากการเร่งส่งออกสินค้าจากมาตรการภาษีทรัมป์ พอหลังจากนี้ครึ่งหลังปีเป็นปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจหลังโตช้า ส่วนเรื่องการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้นทำให้โอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยลดลง โดยติดตามนโยบายรัฐบาลเตรียมทำคนละครึ่ง 2.0 ซึ่งอาจช่วยได้บ้าง แต่ไม่ได้กระตุ้นให้เติบโตได้ดี

    นอกจากนี้ ต้องติดตามการเจรจาการค้าสหรัฐในเรื่องภาษีเพิ่มเติม ในส่วนของสินค้าสวมสิทธิว่าจะให้ใช้สัดส่วนการผลิตด้วยวัตถุดิบในประเทศเท่าไร โดยไทยคาดหวังว่าจะให้มีสัดส่วน 50-60% แต่ในบางประเทศอยู่สูงถึง 75-80% ทำให้ไทยอาจเป็นไปได้ยาก เพราะถ้าหากมีเป็นสัดส่วนมาก จะเป็นต้นทุนผู้ประกอบการ เป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

    ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ต้องติดตามคือเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา จะกระทบเศรษฐกิจพอสมควร โดยคาดว่ากระทบจีดีพี 0.3% ปีนี้ หากไม่สามารถกลับมาเปิดการค้าชายแดนได้ ซึ่งหากกลับไปเปิดด่านได้ก็อาจไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวไทยมีความเสี่ยงในปีนี้ เพราะนักท่องเที่ยวมาได้น้อย อาจจะเหลือแค่ 31 ล้านคน จากคาดเดิม 33.5 ล้านคน เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนไม่เข้ามา รวมทั้งการงดหรือเลื่อนการจัดกิจกรรมต่างๆทำให้อาจกระทบกับการท่องเที่ยวได้

    “กลางปีหน้าได้รัฐบาลใหม่ จะมีความชัดเจนรัฐบาล และทำให้การลงทุนดีขึ้น นักลงทุนมั่นใจ และเงินลงทุนก็จะเข้ามา ส่วนคนละครึ่ง 2.0 ยังไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง คาดว่าคนไม่ได้มีเงินเก็บเยอะ และหนี้เยอะ หากย้อนไปดูรอบแรก ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ ทำให้ร้านค้ามียอดขายเพิ่ม อาจช่วยกระตุ้นไม่มาก แต่ช่วยกระจายกำลังซื้อให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กมียอดขายเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะในในต่างจังหวัด จะมีเงินหมุนเวียนมากขึ้น”

    นายเมธัส กล่าวว่า หนึ่งในโจทย์เร่งด่วนของประเทศคงหนีไม่พ้นการดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยมองว่านโยบายการเงินควรจะมีทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพิ่มปริมาณเงินและสภาพคล่องในระบบเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่กึ่งกลางของกรอบเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 2% และสร้างกระแสเงินทุนระหว่างประเทศให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น โดยหากนโยบายการเงินและนโยบายการคลังมีทิศทางที่สอดประสานซึ่งกันและกัน เชื่อว่าจะสามารถแก้โจทย์ที่ท้าทายนี้ได้

    “กรณีค่าเงินบาทแข็งค่ากับการหาที่มาของเงินไม่ได้ ทางหน่วยงานต่างๆ ทั้ง ธปท. กระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้รวมตั้งทีมหาหาที่มาให้ได้ว่าแต่ละมุมแต่ละจุดไหนหายไปบ้าง โดยตั้งข้อสังเหตุเงินอาจมาจากคริปโตฯ ซึ่งถ้าหาคำตอบได้ว่ามาจากไหน ก็จะจัดการได้ดีกว่านี้ และหาคำตอบทำไมเงินบาทแข็ง มองว่าไม่ควรเกิดขึ้นในลักษณะแบบนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5141956/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jFsfurcgaFwyMTxr6GF1_

  • TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจโลก – ไทย โค้งสุดท้ายปี 68 ท้าทายสูง | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจโลก – ไทย โค้งสุดท้ายปี 68 ท้าทายสูง | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย จากนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางการคลังในยุโรป และระดับราคาสินทรัพย์ที่สูงเกินพื้นฐาน แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดเสี่ยง เน้นกลุ่มสาธารณูปโภคและโลหะมีค่า “ทองคำ-เงิน” ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง แม้รัฐบาลใหม่เร่งมาตรการกระตุ้น แต่อาจยังไม่เพียงพอต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง คาด GDP ไทยปีนี้โตเพียง 1.9%

    เฟดลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์

    นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) (Mr.Tanapat Dhanachata, Economist, TISCO Economic Strategy Unit) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินและการคลัง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกระทบแนวโน้มการคลังในระยะยาว

    ในส่วนของสหรัฐฯ เศรษฐกิจมีสัญญาณความเปราะบางมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นอ่อนแอรุนแรง โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กำลังเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง พร้อมกับตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลง โดย TISCO ESU ประเมินว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยนโยบายลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับต่ำกว่า 3.0% โดยมองว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะอยู่ที่ระดับ 3.25-3.50% หรือปรับลดลงราว 0.75% จากระดับปัจจุบันที่ 4.00-4.25%

    ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงกว่าระดับเป้าหมาย 2.0% ต่อเนื่อง 2.โครงสร้างตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยอุปสงค์แรงงานชะลอตัวลงพร้อมกับอุปทานแรงงาน ส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงานนั้นค่อนข้างจำกัด 3.เครื่องชี้ภาวะตลาดแรงงาน อาทิ อัตราการลาออกแบบสมัครใจ ความคิดเห็นของภาคธุรกิจและครัวเรือนเกี่ยวกับสภาวะตลาดแรงงาน และอื่นๆ บ่งชี้ภาพการชะลอลงแบบค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น ต่างการตัวเลขการจ้างงงานนอกภาคเกษตรที่ชะลอตัวลงอย่างฉับพลันในช่วงที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เฟดยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการสนับสนุนตลาดแรงงาน โดยไม่เร่งลดดอกเบี้ยเร็วจนเกินไป

    การเมืองฝรั่งเศสปั่นป่วน เสี่ยงกระทบเครดิตประเทศ

    ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสที่กำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเมืองก็ได้รับความสนใจจากตลาดไม่น้อย หลังสภามีมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี Francois Bayrou เหตุจากข้อเสนอของรัฐบาลในการลดรายจ่ายภาครัฐลงราว 44,000 ล้านยูโร เพื่อลดการขาดดุลการคลังลงให้เหลือ 4.6% ของ GDP ในปี 2569 ทั้งนี้ แม้ฝรั่งเศสจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งอย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เพราะไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากในสภาล่าง และกลุ่มการเมืองยังถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายหลัก ทำให้การผ่านงบประมาณต้องอาศัยการเจรจาและประนีประนอมอย่างมาก  

    TISCO ESU มองว่า แผนการปรับลดรายจ่ายของอดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส แม้จะมีความชัดเจน แต่โอกาสนำไปปฏิบัติจริงอาจเป็นไปได้น้อย เพราะรัฐบาลใหม่ยังเป็นเสียงข้างน้อย และต้องเจรจากับฝ่ายค้าน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ฝรั่งเศสอาจถูกปรับลดอันดับเครดิตลง โดยทั้ง Fitch Rating, Moody และ S&P ระบุในทางเดียวกันว่า หากฝรั่งเศสไม่สามารถลดการขาดดุลการคลังและควบคุมการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะได้ ก็อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

    แนะปรับพอร์ตลดความเสี่ยง เน้นกลุ่ม สาธารณูปโภคทองคำ

    นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Komsorn Prakobphol , Head of Economic Strategy Unit, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญถึง 3 ด้าน ซึ่งอาจจำกัดโอกาสการเติบโตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับฐานในระยะข้างหน้า โดย ด้านแรก เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวแบบชะลอตัวลง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการจ้างงานที่ลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

    ด้านที่สอง อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นหลังจากมาตรการขึ้นภาษีมีผลเต็มที่ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะเป็นอุปสรรคต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดย TISCO ESU คาดว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ถึงแค่เพียง 3.5% เท่านั้น ต่างจากที่ตลาดคาดว่าจะลดลงต่ำกว่าระดับ 3% ในปี 2569

    ด้านสุดท้าย คือระดับราคาของสินทรัพย์ (Valuation) ในตลาดที่อยู่ในระดับสูงมาก ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ โดยตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง และมีค่า P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเป็นอย่างมาก ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ก็สะท้อนถึงความแพงเช่นกัน จากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล (Credit Spread) ที่อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยง

    จากทั้งสามปัจจัยนี้ TISCO ESU ประเมินว่าตลาดหุ้นจะมี Upside ที่จำกัด และมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานลงราว 5-10% จากระดับปัจจุบัน โดยตัวกระตุ้นสำคัญอาจมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่เริ่มกลับตัวเป็นขาขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อระดับ Valuation ของตลาด

    ด้วยเหตุผลดังกล่าว TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีรายได้แน่นอน และไม่ผันผวนไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจมากนัก เช่น กลุ่มสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Utilities) และกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มโลหะมีค่า เช่น ทองคำ มากขึ้น

    ระวัง!! ฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี แนะกระจายลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก

    นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Thanathat Srisawast, Strategist, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า การฟื้นตัวของสภาพคล่องในตลาดทุนจากการลดดอกเบี้ยของเฟด และกระแสความร้อนแรงของ AI ได้ผลักดันให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Super Stock แห่งยุคอย่าง NVIDIA ราคาพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และแรงหนุนนี้ยังขยายไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ จนดัชนี S&P 500 ทะลุ 6,600 จุดเป็นครั้งแรก แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะอ่อนแรงลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวเริ่มสร้างความกังวลในกลุ่มนักวิเคราะห์ว่า Valuation ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของภาวะฟองสบู่ คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในยุคดอทคอมเมื่อ 25 ปีก่อน

    ด้วยเหตุนี้ TISCO ESU จึงได้นำโมเดล “Hopes & Dreams” มาใช้ในการวิเคราะห์มูลค่าหุ้น นอกเหนือจากมาตรวัดที่คุ้นเคยอย่าง P/E โดยโมเดลนี้ใช้หลักการแยกมูลค่าที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่จับต้องได้ ได้แก่ กำไรรวมที่คาดการณ์ในอีก 3 ปีข้างหน้า และมูลค่าทางบัญชีของบริษัท ออกจากส่วนที่สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนและสภาพคล่องในตลาด ซึ่งผลการประเมินพบว่า จากมูลค่าตลาดรวมของ S&P 500 กว่า 57 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบัน มีเพียงประมาณ 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้นที่อธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่อีกกว่า 37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 66% ของมูลค่าตลาดรวม เกิดขึ้นจาก “Hopes & Dreams” ของนักลงทุน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 45% อย่างมีนัยสำคัญ และยังใกล้เคียงกับช่วงฟองสบู่ดอทคอม

    กล่าวได้ว่า การลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ในระดับปัจจุบัน เสมือนกับการใช้เงินถึงสองในสามส่วนเพื่อซื้อ “ความหวัง” มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งในอดีตมักตามมาด้วยผลตอบแทนระยะยาวที่ค่อนข้างต่ำ โมเดลนี้ยังแสดงความสัมพันธ์เชิงสถิติที่แม่นยำกว่าการใช้ค่า P/E เพียงอย่างเดียว จึงช่วยสะท้อนความเสี่ยงและแนวโน้มผลตอบแทนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าตลาดหุ้นที่ตึงตัวในปัจจุบัน TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นไปสู่สินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มโลหะมีค่าอย่าง ทองคำและเงินแม้ราคาทองคำจะปรับขึ้นแล้วเกือบ 40% ในปีนี้ มาอยู่ที่ระดับ 3,600–3,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ อาจดูค่อนข้างแพง แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะยาว ได้แก่ 1.แนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ 2.การเสื่อมถอยของวินัยการคลังทั่วโลก และ 3.กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ ETF ทองคำและเงินที่เติบโตสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบมูลค่าของทองคำทั้งหมดที่ขุดขึ้นมาแล้ว (ราว 24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) กับปริมาณเงินทั่วโลก (ราว 115 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จะพบว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ราว 21% ซึ่งสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมในปี 2554 ที่ 18% เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อประกอบกับบริบทโลกที่วินัยการคลังถดถอย รายจ่ายภาครัฐขยายตัว และเสถียรภาพเชิงนโยบายการเงินลดลง TISCO ESU จึงเชื่อว่า “Monetary Debasement” หรือการลดคุณค่าของเงิน จะยังเป็นธีมการลงทุนสำคัญที่ผลักดันให้สินทรัพย์ที่มีปริมาณจำกัดอย่างโลหะมีค่ามีบทบาทมากขึ้นในการจัดพอร์ตลงทุนทั่วโลกในระยะยาว

    เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้าน คาด GDP ปีนี้โต 1.9%

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) (Mr. Methas Rattanasorn, Head of Economics, TISCO Economic Strategy Unit) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปีนี้จะขยายตัวได้กว่า 3.0% แต่การเติบโตดังกล่าวเกิดจากแรงหนุนชั่วคราว เช่น การส่งออกก่อนมาตรการภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ TISCO ESU ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 1.9% สำหรับปีนี้ และ 1.6% ในปีหน้า จากความท้าทายที่ยังมีอยู่รอบด้าน แม้จะมีความหวังเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่เพิ่มเข้ามาก็ตาม

    ในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจนจากหลายปัจจัย ประกอบด้วย 1.การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง 2.การลงทุนภาครัฐที่สะดุดในช่วงท้ายปีงบประมาณ 3.ความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 33.5 ล้านคน 4.ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และ 5.ผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มส่งผลจริง โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการรายเล็กและแรงงานโดยเฉพาะในภาคการผลิต

    ด้านนโยบายการเงิน แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.50% แล้ว แต่ TISCO ESU มองว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อที่อยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย และค่าเงินบาทที่แข็งเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงคาดว่า ธปท.มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกไตรมาสละ 0.25% สู่ระดับ 0.75% ในช่วงกลางปี 2569 โดยการเข้ารับตำแหน่งของผู้ว่าการธปท.คนใหม่อาจช่วยให้ทิศทางนโยบายการเงินมีความผ่อนคลายมากขึ้น

    สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง 2.0” ที่รัฐบาลใหม่เตรียมผลักดันนั้น แม้จะช่วยประคับประครองเศรษฐกิจจากการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนได้บางส่วน แต่ TISCO ESU ประเมินว่า อาจไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นวงกว้าง เนื่องจากบริบทของเศรษฐกิจในปัจจุบันแตกต่างออกไป ทั้งเงินออมของครัวเรือนที่ลดลง และสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ทำให้ขนาดของมาตรการน้อยกว่าในอดีตที่ผ่านมา

    อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตาคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางกับพื้นฐานของเศรษฐกิจ ซึ่งกลายเป็นข้อกังวลในแวดวงการเงิน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและค่าเงินบาท รวมถึงยังมีการตั้งคำถามถึงตัวแปรหนึ่งในดุลการชำระเงินอย่าง “NEO หรือ Net Errors and Omissions” ที่สะท้อนถึงเงินทุนที่ไหลเข้าแต่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเงินทุนสีเทา โดยล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้หารือกับสมาคมธนาคารไทยเพื่อร่วมกัน “Connect the dots” หาคำตอบถึงที่มาของเงินดังกล่าว และพูดคุยถึงแนวทางแก้ไขแล้ว

    นอกจากนี้ TISCO ESU มองว่ายังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกประการคือ อัตราเงินเฟ้อของไทยที่ต่ำมาอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเฉลี่ยเพียง 1.1% ต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่ม G3 อย่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยที่ 2.7% ต่อปี ซึ่งความแตกต่างของเงินเฟ้อสะท้อนถึงอัตราการเสื่อมถอยของมูลค่าของเงินที่ไม่เท่ากัน ภาวะดังกล่าวนี้ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 16% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือเฉลี่ยปีละ 1.6% สอดคล้องกับดัชนีค่าเงินบาทที่ถ่วงน้ำหนักด้วยการค้า (THB NEER)

    ดังนั้น หนึ่งในโจทย์เร่งด่วนของประเทศคงหนีไม่พ้นการดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและการท่องเที่ยว โดยมองว่านโยบายการเงินควรจะมีทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพิ่มปริมาณเงินและสภาพคล่องในระบบเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่กึ่งกลางของกรอบเป้าหมาย ธปท. ที่ 2% และสร้างกระแสเงินทุนระหว่างประเทศให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น โดยหากนโยบายการเงินและการคลังมีทิศทางที่สอดประสานซึ่งกันและกัน ก็เชื่อว่าจะสามารถแก้โจทย์ที่ท้าทายนี้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20250924-tiscoesu-sep25&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ulv5lWMAwgZdzXiU1pPYM

  • 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก กับมุมมองภาคธุรกิจชั้นนำของไทย

    4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก กับมุมมองภาคธุรกิจชั้นนำของไทย

    งานสัมมนา Future Forum 2025: – Great Transformation ที่จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจประเทศไทย (TMA) มีนักวิชาการและภาคธุรกิจเข้าร่วมสัมมนากว่า 250 คน ต่างเห็นพ้องตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    มร.เฮง สวี เกียต (Mr. Heng Swee Keat) อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ และประธานมูลนิธิวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (National Research Foundation, Singapore) ให้ความเห็นบนเวทีสัมมนาในหัวข้อ “Economic Transformation for Peoples, For Planet” ว่า กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญ 2 วิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจ และ วิกฤตจากโรคระบาด 

    วิกฤตแรก มีสองครั้งใหญ่คือ วิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ช่วงปี 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ส่วนวิกฤตจากโรคระบาดคือ จากการแพร่ระบาดของโรคระบาดอย่าง โคโรน่าไวรัสสายพันธ์ใหม่ 2019 (Covid-19) 

    การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งสองรอบ ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ให้สามารถเติบโตได้ทั้งเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจอาเซียน 5 ประเทศคือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงหลังปี 2551

    ในขณะที่วิกฤตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    โลกในปัจจุบันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Major Trend ใน 4D คือ 

    1.De-Globalization หรือ การเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์จากเศรษฐกิจเสรี ไปสู่การกีดกันและการผูกขาดมากขึ้น 

    2.Decarbonization การที่โลกให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน 

    3.Digitalization การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทุกคน และ 

    4.Demographics Challenges การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก  

    มร.เฮง สวี เกียต ชี้ว่า สิงคโปร์ นำทั้ง 4 เทรนด์มาใช้ในการวางกลยุทธ์บริหารประเทศ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กร ทั้ง ภาครัฐและ เอกชน โดยคำนึงถึงเรื่องการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี การให้ความสำคัญกับเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ  

    โดยเฉพาะการทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (Free Trade Area) ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์มีข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศทั้งในระดับประเทศ และระดับกลุ่มประเทศถึง 28 ฉบับ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทั้งภาครัฐและเอกชน อย่างมีหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ในทุกภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากร

    การขับเคลื่อนประเทศและเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ประเทศต้องขับเคลื่อนโดยการพัฒนาศักยภาพของประชากรในประเทศ เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป โครงสร้างการทำงานก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

    การที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ที่กำลังเกิดขึ้น โดยการที่ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้  สิ่งสำคัญคือ การต้องพัฒนาศักยภาพในการทำงานของประชากรในประเทศ ให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะ AI จะเป็นขุมพลังสำหรับการพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศ รวมไปถึงต้องไม่หยุดที่จะวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 

    ในขณะที่ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ปรับกลยุทธในการทำธุรกิจ และ รู้จักที่จะใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงเปิดกว้างในการร่วมมือกับธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเติบโตได้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน 

    3 ปัจจัยเพิ่มการแข่งขัน

    ขณะที่ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center กล่าวในช่วงการสัมมนา “The New Transformation Model” ว่า กรอบแนวคิดดั้งเดิมของความสามารถในการแข่งขัน คือ การมีประสิทธิภาพในการทำงาน ความร่วมมือระหว่างกัน และการเพิ่มผลผลิต 

    แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดแค่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มผลผลิต และความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนเท่านั้น

    แต่จะถูกวัดด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และ เอกชน ที่มีประสิทธิภาพในระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และนโยบายในการบริหารจัดการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม 

    ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ ทุน (Capital) ความสามารถของบุคลากรที่มีคุณภาพ (Talent) และ เทคโนโลยี (Technology) ประเทศที่ประสบความสำเร็จคือ ประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี อนาคตในการพัฒนา สิ่งที่สำคัญในอนาคตคือ ทุน บุคลากร และ เทคโนโลยี  

    กรอบในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในโลกในปัจจุบันและอนาคต จะวัดกันที่ 3 ประเด็น คือ ประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชากรของประเทศ ต้องเป็นประชากรที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต เข้าใจเทคโนโลยี มีความคล่องตัวในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์และมีความรู้ด้านการเงิน  

    ประเด็นถัดมา ในภาคของธุรกิจ ต้องเป็นองค์กรที่มีกระบวนการทำงานที่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เปิดรับโอกาสในการเติบโตและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกองค์กร 

    และประเด็นในส่วนของภาครัฐ ต้องเป็นรัฐที่มีความพร้อมที่จะรองรับอนาคตของการเข้ามาลงทุนจากภาคเอกชน มีความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่งคั่ง และมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 

    ธุรกิจขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวถึงโมเดลของการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจการเงิน ว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุน และ เทคโนโลยี คือ หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการเงิน ปัจจุบันต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินเชื่อมโยงกับภาคการเงินของไทย กับ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในระดับโลก 

    ที่ผ่านมาเราพัฒนาธุรกิจของเราโดยให้ความสำคัญกับภายในประเทศ และการขยายการลงทุนโดยตรงไปในภูมิภาคอาเซียน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจ โดยให้ความสำคัญเรื่องของความยั่งยืน ตามมาตรฐานของ ESG (สิ่งแวดล้อม, สังคม และธรรมาภิบาล) ธนาคารให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการพัฒนาเทคโนโลยี และการนำ AI มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร และความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนให้กับลูกค้า  

    เทคโนโลยีทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมต่อการทำงานและการให้บริการในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้ง 3 ปัจจัยที่สำคัญอย่าง ทุน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์กรที่ยั่งยืน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

                                    4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก กับมุมมองภาคธุรกิจชั้นนำของไทย

    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงและท้าทาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ความล่าช้าในการขนส่งสินค้า การบริโภคที่ลดลง ปัจจุบันบริษัทเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐ 

    ตั้งแต่ปี 2566 บริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจในทุกๆ ด้าน รวมทั้งได้มีการทบทวนโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI 

    สิ่งที่เราเรียนรู้และต้องเปลี่ยนแปลงธุรกิจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ เราต้องทำให้องค์กรของเรามีกระบวนการทำงานที่เรียบง่ายและทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เพราะเรามีธุรกิจอยู่ทั่วโลก 

    รวมไปถึงการปรับปรุงแพลตฟอร์มในการทำงาน สร้างขีดความสามารถ เพื่อรองรับกับการทำงานในอนาคต การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมไปถึงการทำธุรกิจในกรอบของ ESG 

    การที่สหรัฐ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 36% ในครั้งแรก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เราก็คงต้องออกไปจากอุตสาหกรรม พอปรับลดลงมาเหลือ 19% เท่ากันหมดในอาเซียน เราก็คิดว่าเราสามารถแข่งขันได้ โดยที่เราต้องมีความชัดเจนในการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ ชัดเจนในเรื่องของแผน รวมทั้งการสื่อสาร ที่ต้องชัดเจนไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องบอกว่า 2 ปีมานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และ เราต้องปรับตัว ซึ่งเป็นความท้าทาย 

    ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสนับสนุนว่า บริษัทใช้งบประมาณ 20-25% ของรายได้ต่อปี ในการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัล ที่เกิดขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม 

    บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้ง ภาคการเงิน ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทำให้หัวเว่ย ไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้าของเรา 

    “ปัจจุบันเทคโนโลยี ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนนอกเหนือจากการใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทุกคนพูดถึง AI พูดถึง เทคโนโลยี ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงภาคการผลิต ภาคการบริโภค ทำให้ หัวเว่ย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาภาคธุรกิจ” ดร.ชวพล กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/639681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BLmz25Xvvj2l-eK_5O6rn

  • อัปเดตโครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะเริ่มเมื่อไร เช็กเงื่อนไขล่าสุด ใครได้บ้าง

    อัปเดตโครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะเริ่มเมื่อไร เช็กเงื่อนไขล่าสุด ใครได้บ้าง

    อัปเดตล่าสุด ความคืบหน้า “คนละครึ่ง 2568” หรือ “คนละครึ่งพลัส” จะเริ่มโครงการได้เมื่อไร เช็กเงื่อนไขล่าสุด ใครลงทะเบียนได้บ้าง

    ความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” ปี 2568 หรือ “คนละครึ่งพลัส” ภายหลังจากที่ รัฐบาลอนุทินเตรียมนำโครงการดังกล่าว กลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่อาจจะมีอะไรที่มากกว่าเดิม เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น 

    “คนละครึ่งพลัส” คืออะไร

    สำหรับ “คนละครึ่ง” คือโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ 50% โดยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ

    โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงโครงการคนละครึ่ง ระบุว่า มีประโยชน์ เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กัน รัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60:40 และมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว รัฐบาลมีเวลาไม่มาก แต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อโดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวิน (Big Win) ของประเทศ

    โครงการ “คนละครึ่ง 2568” จะเริ่มเมื่อไร

    สำหรับโครงการคนละครึ่งฉบับอัปเกรด หรือ “คนละครึ่งอนุทิน” ก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าจะเริ่มใช้ได้เร็วสุดในช่วงเดือนตุลาคม 2568 โดยใช้งบประมาณ ในหมวดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินราว 25,000 ล้านบาท

    โดยนายอนุทิน ได้เผยความคืบหน้าบนเวทีปราศรัย ขณะหาเสียงช่วย น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล หรือ ครูอีฟ เลือกตั้งซ่อม จ.ศรีสะเกษ เขต 5 ตอนหนึ่งว่า นโยบายต่างๆ พูดอะไรไว้เราจะทำตามที่พูดภายใน 1 เดือนนี้ “คนละครึ่ง” จะมาถึงมือแน่นอน

    คาดแถลงนโยบาย 29-30 ก.ย. ดึง 2.5 หมื่นล้าน งบประมาณปี 68 ทำ “คนละครึ่ง” 

    ขณะที่ทางด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 และ “คนละครึ่ง” เมื่อถามว่า ส่วนงบประมาณปี 2568 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท จะนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่งทันหรือไม่ นายภราดร ย้ำว่า ต้องดูแนวทางและถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ ว่าจะมีช่องทางไหนที่สามารถทำได้หรือไม่ แต่ถึงอย่างไรต้องรอให้ ครม. มีความสมบูรณ์ก่อน

    สำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ได้คุยนอกรอบว่า วันที่ 29-30 กันยายนนี้ ฉะนั้นน่าจะอยู่ในกรอบ แต่ถึงอย่างไรต้องรอหลังจากที่นายกรัฐมนตรีทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อนัดหารือ 3 ฝ่าย (ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล วุฒิสภา) เพื่อแบ่งสรรเวลาและกำหนดวันที่ชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นได้ประสานนอกรอบแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็น 29-30 กันยายน ส่วนจะต้องเร่งรัดเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายภราดร ตอบว่า ไม่ทันก็ไม่ทัน ไม่ทันก็ไปใช้งบประมาณปี 2569 หากทันก็ใช้งบประมาณปี 2568 ก็มีเท่านั้น

    เงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” หรือ “คนละครึ่งอนุทิน” ใครได้บ้าง

    สำหรับโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคน โดยแบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

    • ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

    จะได้รับสิทธิพิเศษ “รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือรูปแบบ 60:40 โดยกลุ่มนี้จะมีผู้ได้รับสิทธิ ประมาณ 11 ล้านคน

    • ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

    จะได้รับสิทธิจ่ายคนละครึ่ง หรือ 50:50 โดยประชาชนจ่าย 50% และรัฐช่วยจ่ายอีก 50%

    จ่อเพิ่มสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี – ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อัปเดตข้อมูลโครงการ คนละครึ่ง ว่า ในส่วนของนโยบายคนละครึ่ง กำลังเป็นที่จับตามอง แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้นว่า

    • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up 

    เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ์ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป

    • ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี 

    เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

    • ชงเพิ่มวงเงิน 200 บาทต่อวัน

    โดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังได้เปิดเผยอีกว่า ภาคเอกชนได้เสนอให้เพิ่มวงเงินในโครงการคนละครึ่ง จากเดิม 150 บาทต่อวัน เป็น 200 บาทต่อวัน คนที่ใช้แพลตฟอร์ม และมีสิทธิอยู่แล้วจะไม่ต้องลงทะเบียนใหม่เมื่อถึงเวลาสามารถใช้ได้ทันที ส่วนคนที่ยังไม่เคยใช้ต้องลงทะเบียน และสำหรับคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ก็มีระบบออฟไลน์รองรับ

    อย่างไรก็ตาม สำหรับความคืบหน้า “โครงการคนละครึ่ง 2568” ยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีรายละเอียดเพิ่มเติม จะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2884666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hwbUa0fEnTJNrHbQwrSMY