Category: เศรษฐกิจ

  • เปิด 4 ภารกิจหลักของรัฐบาล 4 เดือน อนุทินสั่ง ครม. ทำงาน “สุดชีวิต สุดสมอง” หลังรับ “พรจากฟากฟ้า” – BBC News ไทย

    เปิด 4 ภารกิจหลักของรัฐบาล 4 เดือน อนุทินสั่ง ครม. ทำงาน “สุดชีวิต สุดสมอง” หลังรับ “พรจากฟากฟ้า” – BBC News ไทย

    การประชุม ครม. นัดพิเศษใช้เวลา 2 ชม. 45 นาที ก่อนที่นายกฯ จะนำทีมเปิดแถลงข่าวในเวลา 22.00 น. ของวันที่ 24 ก.ย.

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, การประชุม ครม. นัดพิเศษใช้เวลา 2 ชม. 45 นาที ก่อนที่นายกฯ จะนำทีมเปิดแถลงข่าวในเวลา 22.00 น. ของวันที่ 24 ก.ย.
      • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ปลื้มปิติที่ได้รับ “พรจากฟากฟ้า” ประกาศทำงานอย่าง “สุดความสามารถ สุดชีวิต สุดสมอง” พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะ “คืนอำนาจให้ประชาชน” ได้เลือกตั้งและลงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในเดือน มี.ค. หรืออย่างช้าต้นเดือน เม.ย. 2569

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเกิดขึ้นทันทีในช่วงหัวค่ำของวันที่ 24 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นำ ครม. เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

    จากนั้นนายกฯ อนุทินได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยมีรัฐมนตรีอีก 28 คนร่วมยืนเป็นฉากหลัง สาระสำคัญคือเปิดแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกิจ เปิดโรดแมปการเมือง และเปิดใจ-บรรยายความรู้สึกในวันแรกที่ฝ่ายบริหารชุดใหม่เข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ

    นี่คือภาพทิศทางสังคมการเมืองไทยที่ฉายโดยผู้นำรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งจำกัดระยะเวลาในการครองอำนาจฝ่ายบริหารของตนเอาไว้ 4 เดือน

    ภารกิจรัฐบาล 4 เดือน: ฟื้น “คนละครึ่ง” ฝังเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

    ที่ประชุม ครม. เห็นชอบร่างนโยบายของรัฐบาลที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภา โดยทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอแถลงนโยบายของรัฐบาลในช่วงวันที่ 28-30 ก.ย. ซึ่งจะใช้เวลา 2 วันตามที่ธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A woman with sunglasses on sitting on a chair

    • ถนนทรุด รพ วชิระ ิ

    • เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล ถนนสามเสน มีขนาดความกว้าง 30 เมตร ลึกราว 50 เมตร

    • Image of packets of Tylenol on a shelf. It is a red box with white writing in capital letters.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารประเทศไทยในระยะเวลาอันจำกัด นโยบายของรัฐบาล “อนุทิน” จะมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา 4 ด้าน

    1. ปัญหาเศรษฐกิจ: ลดรายจ่ายและค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ด้วยการผลักดันโครงการ “คนละครึ่ง” ลดค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ค่าพลังงาน และสนับสนุนให้ประชาชนใช้พลังงานทดแทนได้มากขึ้น สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น

    2. ปัญหาความมั่นคง กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา: ดำเนินมาตรการทางการทูตควบคู่มาตรการทางทหาร เพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศไทยและรักษาประโยชน์ของประชาชนไทย

    3. ปัญหาภัยพิบัติ/ภัยธรรมชาติ: เร่งรัดทำระบบเตือนภัยป้องกันภัย และปรับปรุงมาตรการการดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะต้องแก้กฎระเบียบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการได้สะดวกคล่องตัว แก้ปัญหาให้ประชาชนเร็วที่สุด และถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการรั่วไหลหรือการทุจริตคอร์รัปชัน

    4. ปัญหาภัยสังคม: ดำเนินการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การพนัน การพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ เครือข่ายฉ้อโกงประชาชนขนาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก และเป็นภัยทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง รวมทั้ง ดำเนินการทางวินัยและกฎหมายกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน แล้วตามด้วยการดำเนินคดีอาญาทุกกรณี

    “รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนที่จะไม่สนับสนุนธุรกิจการพนันทุกรูปแบบ ไม่มีเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แบบมีกาสิโน และไม่อนุญาตให้การพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย” นายอนุทินกล่าว

    สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นโครงการยอดนิยมที่เกิดขึ้นในรัฐบาล “ประยุทธ์” เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือน โดยรัฐจะเติมเงินลงกระเป๋าเงินดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อให้ประชาชนนำไปซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ในลักษณะรัฐช่วยจ่ายให้ 50% และประชาชนจ่าย 50%

    ส่วนการผุดสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งมีกาสิโนเป็นส่วนหนึ่ง มีแนวคิดจะผลักดันในรัฐบาล “แพทองธาร” ถึงขั้นเสนอร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วก่อนถอนออกไป โดยคาดหวังว่าจะเพิ่มเม็ดเงินให้ประเทศจากการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นและส่งเสริมการจ้างงาน แต่ถูกนักการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาชนบางส่วนคัดค้านอย่างกว้างขวาง เนื่องจากผลได้ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลในขณะนั้นกล่าวอ้าง ไม่อาจหักล้างผลเสียที่จะเกิดกับสังคมในวงกว้างและยาวนานได้

    นายกฯ

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    นอกจากนี้ยังมีแนวนโยบายอื่น ๆ อีก 4 ด้านที่นายอนุทินระบุถึงในระหว่างการแถลงข่าว ได้แก่

    ด้านเกษตร: ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคาข้าว มันสำปะหลัง และสินค้าเกษตรอีกหลายชนิด จะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ย พร้อมดำเนินการป้องกันปราบปรามขบวนการลักลอบนำผลผลิตการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าประเทศไทยอย่างไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศไม่สามารถโงหัวขึ้นมาได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตรให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ

    ด้านสาธารณสุข: จะจัดทำระบบสาธารณสุขให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและสะดวกที่สุด

    ด้านการศึกษา: จะมีการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยในการรับมือกับเทคโนโลยีที่ผันเปลี่ยนไปตลอดเวลา

    ด้านสิ่งแวดล้อม: เดินหน้าเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

    โรดแมปการเมือง: เลือกตั้งภายใน มี.ค.-ต้น เม.ย. 69

    ผู้นำฝ่ายบริหารที่มาจากพรรคอันดับ 3 ของสภาผู้แทนราษฎร ยังพูดถึงวาระสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสังคมการเมืองไทยในระยะยาว

    นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลจะจัดให้มีการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่มีการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไปครั้งหน้า

    “ผมในฐานะนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาผู้แทนราษฎรใน 4 เดือนนับตั้งแต่วันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าเราจะยุบสภาภายในสิ้นเดือน ม.ค. 2569 เพื่อคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งภายในเดือน มี.ค. หรืออย่างช้าต้นเดือน เม.ย. 2569 ทั้งนี้สุดแล้วแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะได้กำหนดต่อไป” นายอนุทินลั่นวาจา

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย (ซ้าย) พูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย (ซ้าย) พูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์

    หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รวบรวมเสียง สส. ร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้ 146 เสียง ซึ่งน้อยกว่า 2 พรรคใหญ่ในสภา ทว่าเขาสามารถเจรจากับพรรคประชาชน (ปชน.) ทำให้ 143 สส. ของพรรคสีส้มร่วมโหวตสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ คนที่ 32 โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนนับจากแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยหัวหน้าของ 2 พรรคได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Agreement – MOA) ด้วย

    ครม. ต้องทำงานสัปดาห์ละ 7 วัน

    เนื่องจาก “รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านเวลา” นายอนุทินจึงเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปรับตัวให้เป็นไปตามกรอบเวลาการดำเนินงานของรัฐบาล

    ผู้นำรัฐบาลกำหนดแนวทางการประชุม ครม. รวมถึงปรับกรอบการทำงานให้ทุกหน่วยงานเร่งรัด ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน แต่ยังคงความถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    “ครม. ทุกท่านต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา วันหยุดไม่มี สัปดาห์ละ 7 วัน ทำได้โดยที่ไม่มีความละล้าละลังใด ๆ ซึ่งจะเป็นการทำงานในมิติใหม่ของ ครม. ของประเทศไทย ครม. ของพี่น้องประชาชน และการประชุม ครม. ก็จะดำเนินขึ้นตามความจำเป็น ไม่จำเป็นต้องประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง… อาจจะมีการประชุม ครม. มากกว่าสัปดาห์ละ 1 วันในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะปัญหาของประเทศเรารอไม่ได้” นายอนุทินกล่าว

    ครม. ชุดนี้มีคนนอก 9 คน ในจำนวนนี้คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่ทักทายกันระหว่างถ่ายภาพหมู่ของ ครม.

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ครม. ชุดนี้มีคนนอก 9 คน ในจำนวนนี้คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่ทักทายกันระหว่างถ่ายภาพหมู่ของ ครม.

    ผู้นำรัฐบาลได้แสดงวิธีการทำงานแบบ “วันหยุดไม่มี” หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว โดยเขารุดไปตรวจสอบจุดที่ถนนยุบตัวลงบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถ.สามเสน ใกล้จุดก่อสร้างทางขึ้น-ลงที่ 4 สถานีวชิรพยาบาล (PP19) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ โดยถือเป็นการลงพื้นที่ครั้งที่ 2 หลังจากนายอนุทินไปดูพื้นที่มาแล้วรอบหนึ่งในช่วงสาย

    นายกฯ ผู้เป็นอดีตวิศวกร และอดีตเจ้าของ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ให้เหตุผลว่า มาดูหน้างาน ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ทุ่มเทการทำงานและแก้ไขปัญหา

    “ในฐานะรัฐบาล ต้องกราบขออภัยพี่น้องประชาชนทุกคนกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้ไม่ใช่เวลาโทษใคร เป็นเวลาที่ต้องเร่งคืนสภาพผิวการจราจรให้เร็วที่สุด” นายอนุทินให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม

    ในการตรวจงานราว 23.00 น. มี 3 รัฐมนตรีร่วมคณะด้วย ได้แก่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายศักดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย

    นายกฯ จัดเสื้อให้นายไชยชนก ชิดชอบ รมต.ดีอีเอส วัย 35 ปี บุตรชายของนายเนวิน ชิดชอบ จนถูกผู้สื่อข่าวแซวว่าทำหน้าที่แทนพ่อ ก่อนที่นายกฯ จะหัวเราะพลางพูดว่า

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, นายกฯ จัดปกเสื้อให้นายไชยชนก ชิดชอบ รมต.ดีอีเอส วัย 35 ปี บุตรชายของนายเนวิน ชิดชอบ จนถูกผู้สื่อข่าวแซวว่าทำหน้าที่แทนพ่อ ก่อนที่นายกฯ จะหัวเราะพลางพูดว่า “อา ๆ”

    “พรจากฟากฟ้า”

    นายกฯ และ ครม. อยู่ในชุดปกติขาวนานกว่า 8 ชม. (14.00-22.00 น.) เนื่องจาก ครม. นัดหมายกันราว 14.00 น. เพื่อถ่ายรูปติดบัตรประจำตัว ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า และเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

    จากนั้นก็ร่วมประชุม ครม. นัดพิเศษทันทีโดยใช้เวลาราว 2 ชม. 45 นาที

    ปฏิกิริยาแรกที่สังคมเห็นภายหลังออกจากรั้ววังคือ ภาพนายอนุทินน้ำตาคลอในระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบฯ

    นายอนุทินกล่าวว่า ครม. ทุกคนได้รับพระราชทานพรและพระบรมราโชวาท “เชื่อว่า ครม. ทุกท่านมีความปลื้มปิติ และจะทำงานสนองพระเดชพระคุณ สนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดความสามารถ สุดชีวิต สุดสมองที่แต่ละท่านมีอยู่ ถือว่าเป็นมงคลสูงสุดของชีวิตพวกเรา”

    เมื่อถูกถามถึงความในใจที่ทำให้นายกฯ น้ำตาคลอ นายอนุทินตอบว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่สามัญชนอย่างตนพึงจะได้รับ และไม่มีทางทำอะไร นอกเหนือจากทำคุณงามความดีให้กับประเทศและประชาชน ตามพระราชดำรัสที่ได้รับสั่งไว้

    ครม. ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ครม. ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ

    นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวย้ำในการแถลงข่าวภายหลังการประชุม ครม. นัดพิเศษว่า พวกเรา (ครม.) ทุกคนได้รับพรอันประเสริฐจากฟากฟ้า และมีความปลื้มปิติ รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับพระราชทานกำลังพระทัยจากองค์พระประมุข พวกเราทุกคนพร้อม และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง เต็มใจทุ่มเทที่จะรับราชการบริหารราชการแผ่นดินสนองพระเดชพระคุณ สนองพระมหากรุณาที่คุณ และตอบสนองประชาชนชาวไทยทุกคนนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cn4w1395p47o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OFN9YDMyYCg_fuO1G-nI4

  • InnovestX ประเมินเศรษฐกิจโลก Q4/68 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวก

    InnovestX ประเมินเศรษฐกิจโลก Q4/68 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวก

    InnovestX ประเมินแนวโน้ม Q4/2568 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น แต่ยังคงมีความท้าทาย ประเมินกรอบเป้าหมายดัชนี SET ปี 2568 ที่ 1,350–1,400 จุด

    InnovestX ประเมินเศรษฐกิจโลก Q4/68 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวก

    กรุงเทพฯ, 25 กันยายน 2568 – บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เรือธงด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) ประเมินภาพรวมการลงทุนไตรมาส 4/2568 ว่า ทิศทางตลาดเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มสดใสขึ้นหลังจากมาตรการภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีน้อยและช้ากว่าที่เคยประกาศไว้ ณ เดือน เมษายน ด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น แต่ต้องจับตาเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัว กดดันจากการส่งออกและภาคเศรษฐกิจในประเทศที่จะชะลอลง แต่เสถียรภาพการเมืองรวมถึงทีมเศรษฐกิจใหม่และนโยบายที่จะออกมาเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย โดย InnovestX ประเมินกรอบเป้าหมายดัชนี SET ปี 2568 ที่ 1,350–1,400 จุด โดยมองว่าระดับต่ำกว่า 1,200 จุดเป็นจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ กลยุทธ์หลักคือการคัดเลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น AP, CENTEL, DIF, HMPRO และ MTC ควบคู่กับการจัดพอร์ตอย่างสมดุลในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และ REITs เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนและการลดความผันผวนในระยะยาว

    นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เผยมุมมองเศรษฐกิจประจำไตรมาส 4/2568 ว่า “บรรยากาศการลงทุนไตรมาส 4/2568 ชัดเจนขึ้น ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจคลี่คลาย โดยมีแรงหนุนจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เร็วและแรงกว่าคาด แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวแต่ไม่ถดถอย ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้หุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่รวมถึงไทย ด้านปัจจัยในประเทศ ความชัดเจนทางการเมืองหนุนให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนผลักดันให้ SET Index รักษาแรงส่งเชิงบวกต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังคงแนะนำการกระจายพอร์ตลงทุนในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ เพื่อสร้างผลตอบแทนควบคู่การบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น”

    ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “เศรษฐกิจโลกไตรมาส 4/2568 และปี 2569 มีสัญญาณบวกมากขึ้น หลังสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษี “Reciprocal Tariff” ต่ำกว่าที่ประกาศเดิม โดยประเทศพัฒนาแล้วถูกเก็บราว 15% และประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย 19–20% หนุนให้ GDP โลกปี 2568–2569 อาจขยายตัว 2.9% และ 3.0% ขณะที่ Fed ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ท่ามกลางตลาดแรงงานชะลอ แต่ยังเสี่ยงเงินเฟ้อจากภาษีศุลกากร ส่วนเศรษฐกิจจีนยังชะลอจากปัญหาโครงสร้าง คาดขยายตัวเพียง 4.4% และ 4.0% ในปี 2568 -2569  แม้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นและนโยบาย Anti-Involution เพื่อพยุงการเติบโต สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดชะลอใน 4 ไตรมาสข้างหน้า ทำให้ทั้งปี 2568–2569 โตเพียง 1.8% และ 1.4% แต่ยังพอได้แรงหนุนบางส่วนจากมาตรการเศรษฐกิจ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลอนุทิน”

    InnovestX ประเมินเศรษฐกิจโลก Q4/68 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวก

    ด้าน นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าว “ตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4/2568 ความเสี่ยงขาลงจำกัด แม้ Upside ไม่กว้างนัก นักลงทุนควรเน้นลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศ ภายใต้ธีม Domestic Play ที่หนุนด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นตัวท่องเที่ยว แนวโน้มดอกเบี้ยของ ธปท. และเงินบาทแข็งค่าที่ช่วยดึงเงินทุนต่างชาติ InnovestX ปรับเป้าหมาย SET ปี 2568 ที่ 1,350–1,400 จุด โดยมองว่าบริเวณต่ำกว่า 1,200 จุดน่าสนใจในการเข้าซื้อ กลยุทธ์หลักคือคัดเลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง งบดุลมั่นคง ได้อานิสงส์จากอุปสงค์ในประเทศ ดอกเบี้ยขาลง และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ พร้อม Valuation สมเหตุสมผล หุ้นเด่น ได้แก่ AP, CENTEL, DIF, HMPRO และ MTC ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการป้องกันความเสี่ยงและการเติบโตระยะยาว

    InnovestX ประเมินเศรษฐกิจโลก Q4/68 เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวก

    ขณะเดียวกัน แนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น หนุนการลงทุนเชิงบวก โดยมีปัจจัยจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง จีนเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ และแนวโน้ม Fed กับ ธปท. ลดดอกเบี้ย กลยุทธ์คือเน้นหุ้นวัฏจักรและอุตสาหกรรมที่เติบโตตามเศรษฐกิจ รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีที่ได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลง ส่วนตลาดเกิดใหม่ยังได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นและดอลลาร์อ่อนค่า แม้ Upside หุ้นโลกจำกัด แต่ยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ โดยหุ้นเด่น ได้แก่ TSLA, MSFT, NVDA, AAPL, RTX, JPM (สหรัฐฯ), ASML, LVMH, BAE System, ABB, BNP Paribas, L’Oreal (ยุโรป) และ Tencent, Alibaba, SMIC, Trip.com, HKEX, Lenovo, Xpeng/Zeekr (จีน)

    ขณะที่ ดร. รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ  Head of Investment Strategy Department และ Trading Product Specialist Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 4/2568 ควรจัดพอร์ตอย่างรอบคอบและกระจายความเสี่ยง หลังตลาดหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เมษายน โดยยังเน้นหุ้นสหรัฐฯ คุณภาพสูง หรือกลุ่มอิงดัชนี S&P500 แบบ Equal Weight ในธีม Catch up play ขณะเดียวกัน หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากมาตรการการคลังและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงหุ้นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงและดอลลาร์อ่อนค่า เช่น Emerging markets โดยเฉพาะหุ้นจีนที่เราแนะนำต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี และตลาดหุ้นไทยที่มีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่

    ด้านตราสารหนี้ แนะนำลงทุนระยะสั้น–กลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของพันธบัตรระยะยาว ส่วนสินทรัพย์ทางเลือก ทองคำยังเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ REITs ได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและเศรษฐกิจโลกฟื้น โดย REITs ไทยน่าสนใจกว่า REITs โลกจาก Dividend yield ที่สูงกว่า นอกจากนี้ สินทรัพย์ดิจิทัลยังได้แรงหนุนจากกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นในหลายประเทศ สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ดังนั้น ควรจัดพอร์ตแบบผสมผสานเพื่อสร้างโอกาสผลตอบแทนควบคู่กับการลดความเสี่ยงระยะยาว

    กองทุนเด่นประจำไตรมาสเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสรับผลตอบแทน ได้แก่ หุ้นจีน KFCSI300-A, หุ้นยุโรป ES-EG-A, ทองคำ UOBSG-H และ REITs ไทย MPDIVMF สำหรับผู้สนใจหุ้นจีน สามารถลงทุนผ่าน DR23 ที่คัดเลือกหุ้นชั้นนำในธีมการเติบโตระยะยาว อาทิ CATL23, HSHD23, SMIC23, BABA23, KUAISH23 อีกทั้งยังสามารถใช้ US Options เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและป้องกันความเสี่ยงในหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงใช้ USD Futures ผ่านตลาด TFEX เพื่อบริหารความเสี่ยงค่าเงินได้เช่นกัน”

    InnovestX แพลตฟอร์มลงทุนที่มั่นใจได้ จากกลุ่ม SCBX ที่เดียวครบ ง่าย ได้เปรียบ ในทุกสภาวะตลาดทั่วโลก สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุน สามารถติดตามบทวิเคราะห์ และกลยุทธ์การลงทุนจาก InnovestX ที่ครอบคลุมทุกสินทรัพย์ได้ที่ www.innovestx.co.th/cafeinvest และ Facebook: InnovestX หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line: @InnovestX

    *ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน สินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    กองทุนรวมมีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนสามารถขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ผลตอบแทนในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/730937&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MG6iE-GUX8pU2XflSVEVl

  • นายกฯ ลั่นทีมเศรษฐกิจไม่ได้มานั่งเท่ๆ แต่มาฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน

    นายกฯ ลั่นทีมเศรษฐกิจไม่ได้มานั่งเท่ๆ แต่มาฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน

    ‘นายกฯ’ เร่งสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน – เศรษฐกิจ หลังได้ทีมมีความรู้ ความสามารถ ปลอดครอบงำการเมือง ยัน ใช้เวลา 4 เดือน แก้ปัญหาประเทศ ลั่นไม่มีมานั่งเท่ๆ กินกาแฟฟรี

    25 ก.ย.2568 – ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงภายหลังหารือร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ถึงการสร้างความเชื่อมั่นที่จะมอบให้กับพี่น้องประชาชนในขณะนี้ ว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ตั้งทีมทำงานด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรีจนถึงรัฐมนตรีต่างๆ ที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นบุคลากรที่ไม่มีการครอบงำใดๆทางการเมือง ทุกท่านสามารถใช้ความรู้ความสามารถได้ตามภารกิจอย่างเต็มที่ จะใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ฟื้นฟูสร้างความเชื่อมั่นมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศโดยมีอำนาจเต็ม

    “ทีมงานชุดนี้ไม่มีทีมงานการเมือง แต่เป็นการคัดสรรบุคลากรแต่ละท่านด้วยตัวเอง ซึ่งมีอำนาจเต็ม แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับ และข้อกฎหมาย โดยจะใช้เวลาเท่าที่มีอยู่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในหน่วยงานที่รับผิดชอบได้อย่างเต็มที่” นายกรัฐมนตรี ระบุ

    เมื่อถามว่า รัฐบาลมีระยะเวลาเพียงสั้นๆ จะเรียกความเชื่อมั่นได้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่าตนถึงได้บอกว่าถ้ามาถึงแล้วบอกจะแก้กฎหมายต่างๆ ถ้าพูดแบบนี้ไม่ต้องเชื่อแล้ว เพราะมันเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่เราจะจับในสิ่งที่มีอยู่ สิ่งใดที่สามารถแก้กฎระเบียบ แก้กฎกระทรวงได้ ก็จะดำเนินการตามกลไกที่มีอยู่ในกระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ ที่รัฐมนตรีกำกับดูแล เหมือนการทะลวงท่อให้ลื่นไหลไปได้ ผมคิดว่าแค่ 4 เดือนนี้ก็น่าจะเพียงพอ ที่จะสร้างรากฐานที่ดีให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต“ นายกฯ กล่าว

    ส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆจะมั่นใจได้อย่างไรว่าในระยะ 4 เดือน จะช่วยวางรากฐานด้านเศรษฐกิจได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงบ่อยไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป ขอให้มีความใจกว้าง และนึกถึงประโยชน์ประเทศ และประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก อย่างรัฐบาลชุดนี้เมื่อเราเข้ามานโยบายอะไรที่ดี ที่ค้างท่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว หรือนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นที่นิยมสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสงบให้สังคมได้ ก็นำมาสานต่อ เช่น นโยบายคนละครึ่งซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่โจทย์แรกที่รัฐบาลชุดนี้ต้องทำให้ได้ เราเตรียมงบประมาณที่เล็งไว้ว่าหากใช้จากกรณีนี้ไม่ได้ ก็มีการเตรียมงบอีกก้อนหนึ่งเพื่อนำมาดำเนินการ เราได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าเราเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองจริงๆ

    ส่วนปัญหาทุนที่ตรวจสอบที่มาไม่ได้ นายกฯ กล่าวว่า อะไรที่เกี่ยวกับทุนสีเทาก็จะให้ รมว.การคลัง ดำเนินการ ซึ่งได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ซึ่งตนได้บอกกับนายเอกนิติ ว่าวันนี้เรามานั่งกินกาแฟแล้ว ต้องทำสิ่งที่ทางตลาดทุนร้องขอมาให้สำเร็จ 3-4 เรื่อง ไม่ใช่มานั่งกินกาแฟฟรีๆ

    “ไม่ใช่มาถึงรอวันยุบสภา มาเป็นรัฐมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรีเท่ๆ 4 เดือน บอกเลยว่าไม่มีหรอก ไม่มีเท่ แต่เวลาในทุกๆวันต้องทำงานอย่างเต็มที่“ นายกรัฐมนตรี กล่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/867768/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw333n24trc6xe1f-qO_5VC7

  • โคราช จัดมหกรรม “คาเฟ่กาแฟ” เปิดเมืองศิลปะกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โคราช จัดมหกรรม “คาเฟ่กาแฟ” เปิดเมืองศิลปะกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โคราช จัดมหกรรม “คาเฟ่กาแฟ” เปิดเมืองศิลปะกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณด้านหน้าร้านกาแฟ Common ชั้น G ศูนย์การค้า Terminal 21 Korat อ.เมือง จ.นครราชสีมา หอการค้าจังหวัดนครราชสีมาร่วมกับวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา , การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา , การท่องเที่ยวและกีฬา จ.นครราชสีมา ร่วมจัดงานแถลงข่าว “30 Cafés 30 Artists”  โดยมีนายไพจิตร มานะศิลป์ ประธานหอการค้าจ.นครราชสีมา พร้อมด้วย คุณแสงเพชร ลำไธสง วัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา , นายจิรพิสิษฐ์ รุจน์เจริญ เลขานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา , นางสาวปพิชญา ณ นครพนม ผู้อำนวยการศูนย์การค้า Terminal 21 Korat , นางสาวนิสา ชาภู่พวง ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช , นายพงศกร พิศิษฐวานิช กรรมการฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม หอการค้าฯ , นายรัตนพงศ์ แซ่ลิ้ม ผู้ริเริ่มโครงการ 30 Cafés 30 Artists , คณะกรรมการหอการค้าฯ เยาวชน นักศึกษา กลุ่มคนรุ่นใหญ่ เข้าร่วมงานคึกคัก โดยมีนางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมาร่วมกิจกรรม

    ทั้งนี้ มีกิจกรรม Evens Talk การจัดงาน โดย คุณพงศกร พิศิษฐวานิช กรรมการฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม หอการค้าฯ และ คุณรัตนพงศ์ แซ่ลิ้ม ผู้ริเริ่มโครงการ 30 Cafés 30 Artists นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมโชว์ผลงานศิลปินต้นแบบของกิจกรรม “30 Cafés 30 Artists”

    สำหรับโครงการ “30 Cafés 30 Artists” ครั้งที่ 4 โดยหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ สมาคมศิลปะและสื่อสร้างสรรค์โคราช ห้างสรรพสินค้า ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน มีระยะเวลาจัดกิจกรรม ตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 รวม 60 วัน โดยจับคู่ 30 ศิลปิน กับ 30 คาเฟ่ชื่อดัง ทั่วเมืองโคราช เพื่อนำผลงานศิลปะมาตกแต่งและจัดแสดงในร้านกาแฟ เปลี่ยนบรรยากาศเมืองให้เต็มไปด้วยสีสันแห่งศิลปะ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/916586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AxFCerYvgeExqYldfF0-s

  • ทองคำร่วงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รอข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    ทองคำร่วงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รอข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    การเงิน-การลงทุน

    ทองคำร่วงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รอข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    ราคาทองคำโลกปรับตัวลงในวันพุธ ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ทองคำถอยลงจากระดับสูงสุด นักลงทุนรอดูข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญปลายสัปดาห์นี้ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยเฟด

    รอยเตอร์  รายงานราคาทองคำปรับตัวลดลงในวันพุธ ( 24 ก.ย. 68) เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เคยทำไว้ในการซื้อขายก่อนหน้า ขณะที่นักลงทุนต่างจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์นี้ เพื่อติดตามสัญญาณเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot Gold) ลดลง 0.8% มาอยู่ที่ 3,734.58 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ณ เวลา 13:56 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกสหรัฐ (17:56 GMT) หลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3,790.82 ดอลลาร์สหรัฐในวันอังคาร

    ราคาทองคำล่วงหน้าสำหรับการส่งมอบเดือนธันวาคมของสหรัฐฯ (Gold Futures) ปิดตลาดร่วงลง 1.2% มาอยู่ที่ 3,768.1 ดอลลาร์สหรัฐ

    ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (.DXY) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.6% ทำให้ทองคำแท่งที่มีราคาเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่นๆ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

    “ทองคำยังคงปรับตัวรับข่าวจากธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กับรัสเซีย… นักลงทุนยังคงระมัดระวังเล็กน้อยก่อนที่จะมีข้อมูลเศรษฐกิจบางส่วนออกมา” ฟิลลิป สไตเบิล หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ Blue Line Futures กล่าว

    เมื่อวันอังคาร เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดไม่ได้ให้เบาะแสใหม่ๆ เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยเน้นย้ำว่าธนาคารกลางต้องระมัดระวังในการสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงทรงตัวกับตลาดแรงงานที่ชะลอตัว

    ตลาดกำลังประเมินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกสองครั้งและครั้งละ 0.25% ในปีนี้ โดยครั้งแรกในเดือนตุลาคมมีความน่าจะเป็น 94% และอีกครั้งในเดือนธันวาคมมีความน่าจะเป็น 77% ตามข้อมูลของเครื่องมือติดตามเฟด FedWatch ของ CME

    จับตาเงินเฟ้อ PCE

    ขณะนี้นักลงทุนกำลังให้ความสนใจกับข้อมูลผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานประจำสัปดาห์ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี และการเปิดเผยดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ของสหรัฐฯ (PCE) ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ

    ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ กองทัพยูเครนกล่าวเมื่อวันพุธว่าได้โจมตีสถานีสูบน้ำมันสองแห่งในเขตโวลโกกราดของรัสเซียเมื่อคืนที่ผ่านมา

    ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยจะมีความน่าสนใจมากขึ้นในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย

    ด้านราคาโลหะเงินตลาดสปอตลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 43.84 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาแพลทินัมลดลง 0.7% มาอยู่ที่ 1,468.44 ดอลลาร์ และแพลเลเดียมลดลง 0.7% มาอยู่ที่ 1,211.45 ดอลลาร์

    • อัปเดตราคาเช้านี้ (25 ก.ย.68)

    บลูมเบิร์ก รายงานว่าราคาทองคำตลาดสปอตปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% สู่ระดับ 3,743.09 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อเวลา 7:50 น. ตามเวลาที่สิงคโปร์ หลังจากลดลง 0.7% ในวันพุธ ดัชนีบลูมเบิร์กดอลลาร์สปอต (Bloomberge Dollar Spot Index) ลดลง 0.1% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.6% ในการซื้อขายก่อนหน้า ราคาโลหะเงินและแพลทินัมแทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ราคาแพลเลเดียมปรับตัวสูงขึ้น

    ทองคำแท่งปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3,745 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งต่ำกว่าระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ในวันอังคารไม่ถึง 50 ดอลลาร์ ราคาทองคำปรับตัวลดลงในวันพุธ หลังจากข้อมูลแสดงให้เห็นว่ายอดขายบ้านใหม่ในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นอย่างไม่คาดคิดในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2565 และช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองสัปดาห์ ทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อส่วนใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1200302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tCPl1CQEwdRECjPHOFnPd

  • แนวโน้มเศรษฐกิจเช็ก

    แนวโน้มเศรษฐกิจเช็ก

    การปรับตัวขึ้นของค่าเงินเช็กคราวน์แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 8 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับยูโรในรอบกว่า 2 ปี โดยค่าเงินเช็กคราวน์ ณ วันที่ 23 กันยายน 2568 อยู่ที่ประมาณ 20.5 เช็กคราวน์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 นอกจากนี้ค่าเงินเช็กคราวน์ยังปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเงินยูโรในปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันอยู่ที่ 24.2 เช็กคราวน์ต่อยูโร ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักนับตั้งแต่ปลายปี 2566 การแข็งค่าของเช็กคราวน์ส่งผลกระทบหลายด้าน สำหรับธุรกิจนำเข้าสินค้าจากยูโรโซน อาจได้ประโยชน์จากต้นทุนการนำเข้าที่ถูกลง ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลดลง สำหรับผู้บริโภคเช็กและนักท่องเที่ยวภายในประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศในสกุลเงินดอลลาร์หรือยูโรจะถูกลงในแง่ของค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่ถือสินทรัพย์ในสกุลเงินต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์หรือยูโร อาจได้รับผลกระทบในแง่ “กำไรลดลงเมื่อแปลงกลับมาเป็นเช็กคราวน์”

    อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เน้นย้ำว่าต้องติดตามผลการตัดสินใจของธนาคารแห่งชาติเช็ก (Czech National Bank หรือ CNB) ว่าความแข็งแกร่งของค่าเงินเช็กคราวน์จะยังคงดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่ และจะปรับนโยบายอย่างไร เที่อาจส่งผลต่อทิศทางของค่าเงินในอนาคต ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 CNB คงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานไว้ที่ร้อยละ 3.5 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และหลีกเลี่ยงการกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมหรือการใช้จ่ายที่มากเกินไป นอกจากนี้ Mr.Jaroslav Tupý นักวิเคราะห์จาก Purple Trading ให้สัมภาษณ์กับ Forbes CZ ว่า “ค่าเงินเช็กคราวน์ยังคงได้รับผลประโยชน์จากความเชื่อมั่นเชิงบวกในตลาดการเงิน ซึ่งส่งผลดีต่อนักลงทุนในสกุลเงินเช็กคราวน์ รวมถึงธนาคารกลางเช็ก (CNB) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างสนับสนุนนโยบายที่เข้มงวด และจะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยไปอีกระยะหนึ่ง ความได้เปรียบด้านอัตราดอกเบี้ยนี้จะช่วยให้ค่าเงินเช็กคราวน์ยังคงแข็งแกร่งต่อไป”

    การจัดอันดับอัตราเงินเฟ้อของยุโรปในเดือนสิงหาคม 2568 สาธารณรัฐเช็กมีอันดับที่ดีขึ้นซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จากการวิเคราะห์ของ Portu แพลตฟอร์มการลงทุน ระบุว่าขณะนี้สาธารณรัฐเช็กมีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 14 จาก 41 ประเทศในยุโรปที่ได้รับการตรวจสอบ โดยเพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 15 ในเดือนกรกฎาคม 2568นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งสาธารณรัฐเช็ก (Czech Statistical Office หรือ ČSÚ) รายงานว่าอัตราเงินเฟ้อของสาธารณรัฐเช็กเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งทำให้สาธารณรัฐเช็กอยู่ในสถานะที่ดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ โดยโปแลนด์มีอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 2.8 ออสเตรียร้อยละ 4.1 และสโลวาเกียร้อยละ 4.4 ขณะเดียวกัน เยอรมนีรายงานอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 2.2 สำหรับยูเครนยังคงเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในยุโรปที่ร้อยละ 13.2 ตามมาด้วยรัสเซียที่มีอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 ขณะที่มอลโดวาและเบลารุสมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 7.9 และ 7.4 ตามลำดับ ในทางกลับกัน ลิกเตนสไตน์และสวิตเซอร์แลนด์มีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดร่วมกันที่เพียงร้อยละ 0.2 ทั้งนี้ ภาพรวมของอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนปรับตัวขึ้นเล็กน้อยแตะที่ร้อยละ 2.1 ในเดือนสิงหาคม 2568 ตามการประมาณการเบื้องต้นของ Eurostat ซึ่งยังคงใกล้เคียงกับเป้าหมายระยะยาวที่ร้อยละ 2 โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน ยังคงอยู่ที่ร้อยละ 2.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 แม้ว่าแนวโน้มโดยรวมจะมีแนวโน้มเป็นไปในเชิงบวก แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงสร้างความกังวลในหลายประเทศในยุโรปชี้ให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั่วทั้งทวีป แม้ว่าหลายประเทศจะเข้าใกล้ระดับที่ยั่งยืนมากขึ้นก็ตาม

    นอกจากนี้ ตามข้อมูลเบื้องต้นจาก ČSÚ ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ค่าจ้างเฉลี่ยรายเดือนของกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก เพิ่มขึ้นเป็น 62,307 เช็กคราวน์ต่อเดือน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วประเทศที่ 49,402 เช็กคราวน์ เงินเดือนของปรากสูงกว่า 12,905 เช็กคราวน์ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในประเทศ และค่าจ้างจริงเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 เมื่อเทียบเป็นรายปีหลังหักเงินเฟ้อ การเติบโตของค่าจ้างนี้บ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้นและโอกาสในตลาดแรงงานของกรุงปราก ทั้งนี้ จำนวนพนักงานโดยรวมในกรุงปรากเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 เมื่อเทียบเป็นรายปี เป็นประมาณ 830,000 คน ซึ่งตอกย้ำถึงความโดดเด่นทางเศรษฐกิจของกรุงปราก โดยนักวิเคราะห์ระบุว่านี่เป็นการเพิ่มขึ้นที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยการเติบโตของค่าจ้างเร่งตัวขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคข้อมูลและการสื่อสาร ซึ่งเงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 87,500 เช็กคราวน์ และภาคการเงินและประกันภัย อยู่ที่ประมาณ 84,700 เช็กคราวน์ ในขณะเดียวกัน ภาคส่วนที่มีรายได้ต่ำ เช่น ภาคบริการและภาคสนับสนุนงานธุรการ มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 29,270 เช็กคราวน์ และ 35,300 เช็กคราวน์ ตามลำดับ

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้น จะเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของเช็กขณะนี้เป็น “จุดสมดุล” ที่น่าสนใจ มีทั้งโอกาสและข้อควรระวังที่ผู้ประกอบการไทยควรคำนึงถึง โอกาสที่น่าสนใจ ได้แก่ การที่ค่าเงินเช็กคราวน์แข็งค่าสูงต่อยูโร การนำเข้าสินค้าจากประเทศในยูโรโซนจะมีต้นทุนลดลง และเป็นข้อได้เปรียบสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกไปยังเช็กหรือยุโรปกลางเช่นกัน และการที่เงินเดือนเฉลี่ยในกรุงปรากสูงขึ้นแสดงถึงผู้บริโภคในเมืองมีศักยภาพทางการเงินสูง ส่งผลให้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพหรือแบรนด์ต่างประเทศอาจมีโอกาสเข้าไปแข่งได้ ข้อควรระวัง เมื่อต้นทุนการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบยุโรปลดลง ผู้ผลิตในยุโรปมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันเรื่องต้นทุนโลจิสติกส์และคุณภาพที่แข็งแกร่ง ผู้ประกอบการไทยอาจต้องดึงจุดเด่นสินค้าด้วยนวัตกรรม คุณภาพ หรือจุดขายเฉพาะ นอกจากนี้ ธนาคารกลางเช็กอาจต้องปรับนโยบายดอกเบี้ยหรือตรึงดอกเบี้ยในกรณีที่เงินเฟ้อแผ่วลงหรือเศรษฐกิจชะลอ ซึ่งจะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและอัตราสินเชื่อในเช็ก ทั้งนี้ การเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายอาจเน้นที่ผู้บริโภครายได้ปานกลางถึงสูงในเมืองใหญ่ที่มีกำลังซื้อ โดยเน้นสินค้าคุณภาพสูง เช่น สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์อาหารแบบพรีเมียม เป็นต้น สำหรับธุรกิจที่มีการซื้อขายระหว่างประเทศ ควรพิจารณาใช้สัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (forward contracts) หรือเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ เพื่อป้องกันความผันผวน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามนโยบายการเงินและท่าทีทางการเมืองที่เกี่ยวกับการคลังและการลงทุนของเช็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะสามารถนำมาปรับแผนการดำเนินธุรกิจได้ทันท่วงทีต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/n7jsvr17tbd6pzew2lsjhuip&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hb9T3iOYDj7MZ5Jw1jYQS

  • แนวโน้ม SET “ไซด์เวย์อัพ” จับตาครม.เศรษฐกิจถก FETCO

    แนวโน้ม SET “ไซด์เวย์อัพ” จับตาครม.เศรษฐกิจถก FETCO

    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดแกว่งไซด์เวย์อัพได้ โดยที่ติดตามคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจะเข้าหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยที่เข้ามาช่วยหนุนต่อความคาดหวังในการกระตุ้นตลาดทุนของไทยได้ และเป็นแรงหนุนต่อตลาดหุ้นได้เช่นกัน

    ขณะที่ราคาน้ำมันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมา ทำให้จะเป็นแรงหนุนต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานได้ด้วยเช่นกัน และส่งผลหนุนต่อดัชนี ส่วนตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เปิดมาเคลื่อนไหวบวกและลบสลับกัน โดยให้แนวต้าน 1,290 จุด แนวรับ 1,265 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/784914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04GfNB4_ANnxk-jzuRNSMy

  • ส.อ.ท.ยื่น 4 ข้อเสนอรัฐบาล

    ส.อ.ท.ยื่น 4 ข้อเสนอรัฐบาล


    นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานEconmass Talk ในหัวข้อ “อุตสาหกรรมพลาสติกไทยได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจและส.อ.ท. ว่า ได้เตรียมนำข้อเสนอแนะให้รัฐบาล เพื่อขอให้ช่วยเหลือ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีสหรัฐฯ และมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะการนำประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นตัวกำหนด ใน 4 ประเด็นหลักดังนี้ 1. ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศให้เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน 2. ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี ช่วยลดต้นทุนการแข่งขันในตลาดโลก 3. ปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาดเพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน และ 4. สร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน ของพลาสติกครบวงจร

    “แม้ว่าไทยต้องเผชิญแรงกดดัน จากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ยังคงเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญของภูมิภาค”

    นายเดชาธร ฐิสิฐสกร คณะทำงานสายเศรษฐกิจและการค้า กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์การค้าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และต้องเผชิญปัญหาความท้าทายเช่นเดียวกัน รวมถึงไทยด้วย ซึ่งสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีต่างตอบแทนจากไทย 19% ซึ่งไม่นับรวมอัตราภาษีเดิมอีก 5% เมื่อรวมแล้วสินค้าส่งไปจำหน่ายในสหรัฐฯ จะเสียภาษีในอัตรา 24% ขณะที่สินค้าพลาสติกและปิโตรเคมีประเทศคู่แข่งของไทย อัตราภาษีต่ำกว่าไทย ดังนั้น ไทยต้องเร่งปรับตัว ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม รวมถึงหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ด้วย

    นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคมพีพีพี พลาสติก กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจคัดแยกและกำจัดขยะ แล้วนำมารีไซเคิลได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ถือเป็นโอกาสทำเงินได้ เนื่องจากปัจจุบันปริมาณขยะมีมากกว่า 3 ล้านตันต่อปี แต่การกำจัดขยะ แล้วนำมารีไซเคิลอย่างถูกต้อง ตามกฎหมายมีเพียง 50,000 ตันต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2884886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T7VaqBWIB-5t5oW6WHHYg

  • ท่าเรือระนองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย สร้างเศรษฐกิจโตระยะยาว

    ท่าเรือระนองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย สร้างเศรษฐกิจโตระยะยาว

    ท่าเรือระนองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย สร้างเศรษฐกิจโตระยะยาว

    ท่าเรือระนองก้าวสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค หนุนแลนด์บริดจ์เชื่อมจีน-อินเดีย เลี่ยงช่องแคบมะละกา ด้านเอกชนแนะใช้ Sandbox วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน-เขตปลอดอากร-โรงงานอุตสาหกรรม หนุนเศรษฐกิจระนองเติบโตระยะยาว

    นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาท่าเรือระนองว่า ปัจจุบันท่าเรือแห่งนี้ถูกวางบทบาทสำคัญในฐานะ “ศูนย์กลางการขนส่งหลายรูปแบบ” (Multimodal Transport Hub) ที่เชื่อมโยงจีนตอนใต้เข้าสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC และมหาสมุทรอินเดีย โดยจะทำหน้าที่คู่ขนานสองบทบาทที่เกื้อหนุนกัน คือ ท่าเรือระนองปัจจุบัน ซึ่งเปรียบเสมือนท่าเรือชายฝั่งสำหรับเรือขนาดเล็กในระดับภูมิภาค ส่วนโครงการท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ในโครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันนั้น จะกลายเป็นประตูการค้าหลักเพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่ในเส้นทางระหว่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า ท่าเรือระนองในปัจจุบันจะมีข้อจำกัดด้านร่องน้ำลึกประมาณ 8 เมตร เหมาะสำหรับเรือ Feeder ขนาดบรรทุก 50-120 ตู้คอนเทนเนอร์ (TEU) ที่เชื่อมโยงการค้ากับตลาดสำคัญอย่างย่างกุ้งและจิตตะกอง ส่วนท่าเรือน้ำลึกใหม่ จะถูกออกแบบให้มีร่องน้ำลึก 18 เมตร ยื่นออกไปในทะเล เพื่อรองรับ Mother Vessel ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 3,000–20,000 TEU โดยตรง ทำให้ไทยมีท่าเรือฝั่งอันดามันที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก และเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เลี่ยงช่องแคบมะละกาที่แออัด

    “ท่าเรือทั้งสองแห่งไม่ได้แข่งขันกัน แต่จะทำงานเสริมกัน โดยท่าเรือน้ำลึกใหม่จะเน้นรองรับเรือข้ามทวีป ส่วนท่าเรือเดิมจะยังคงเป็นหัวใจของการขนส่งชายฝั่งและภูมิภาค ซึ่งการมี Mother Vessel เข้ามาเทียบท่าจะสร้างอุปสงค์การกระจายสินค้าต่อด้วยเรือเล็ก ส่งผลให้ท่าเรือระนองปัจจุบันคึกคักยิ่งขึ้น“

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า สิ่งที่ทำให้ท่าเรือระนองมีศักยภาพโดดเด่นคือ โครงข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมตรงจากจีนตอนใต้ โดยมีทั้งเส้นทางถนนตรงมายังระนอง และเส้นทางผสมระหว่างราง-ถนน ผ่านลาวเข้าสู่ชุมพร ก่อนถ่ายสินค้าลงรถบรรทุกมายังท่าเรือระนอง ระยะเวลาเพียง 2-3 วันเมื่อเทียบกับเส้นทางเรือที่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์ ขณะที่จากท่าเรือระนองสามารถส่งต่อสินค้าสู่ย่างกุ้งเพียง 2.5 วัน โคลัมโบ 7 วัน และเชนไน 5 วัน ซึ่งสั้นกว่ามากเมื่อเทียบกับเส้นทางเดิม

    ขณะเดียวกันทางจีนจึงให้ความสนใจอย่างสูงต่อโครงการแลนด์บริดจ์และท่าเรือระนอง เพราะช่วยแก้ปัญหาคอขวดการขนส่งทางเรือ และยังเชื่อมต่อโดยตรงสู่ตลาดขนาดใหญ่ในภูมิภาค BIMSTEC ที่มีประชากรรวมกว่า 1 ใน 4 ของโลก โดยเฉพาะเมียนมา บังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา ซึ่งล้วนเป็นตลาดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ดังนั้นท่าเรือระนองไม่ใช่แค่ท่าเรืออีกแห่ง แต่คือหัวใจของยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทยที่จะเชื่อมจีนตอนใต้เข้ากับอินเดียและมหาสมุทรอินเดียอย่างเต็มรูปแบบ

    ด้านนายณัฐภูมิ เปาวรัตน์ อำนวยการอาวุโสฝ่ายการค้าพัฒนาธุรกิจและการลงทุน ผู้แทนองค์กรด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGJWD กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่าท่าเรือระนองจะเป็น Gateway Port ของฝั่งอันดามัน โดยใช้โครงสร้างปัจจุบันเป็นทำหน้าที่เตรียมเป็นพื้นที่ต้นแบบ Sandbox ทดสอบเส้นทางจริงทันที ไม่ต้องรอโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้า เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับประเทศกลุ่ม BIMSTEC รับมือความผันผวนโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

    นอกจากประโยชน์ทางการค้า โครงการพัฒนาท่าเรือระนองยังมีมิติทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ โดยจะช่วยสร้างงานใหม่ กระตุ้นการลงทุนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การแปรรูปอาหารทะเล และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดันจังหวัดระนองที่มีศักยภาพสูงด้านอุตสาหกรรมทะเลก้าวขึ้นเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้

    ขณะเดียวกันมองว่าการผลักดันโครงการจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมศุลกากรในการอำนวยความสะดวกกฎระเบียบการนำเข้า–ส่งออก การสนับสนุนจากพาณิชย์จังหวัด ทูตพาณิชย์ BOI และผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ในอนาคต ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ยังเตรียมต่อยอดสู่การขนส่งทางอากาศ เช่น การรวบรวมสินค้าล็อตเล็กที่สุวรรณภูมิแล้วส่งต่อทางเรือผ่านระนองไปยังประเทศปลายทาง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความหลากหลายของโครงข่ายขนส่ง ทำให้โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางการค้าใหม่ แต่ยังเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคและสร้างจุดยืนใหม่ให้ไทยบนเวทีการค้าโลก

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2884700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ByyTd7bDQH5J9R5k6BcmV

  • สรุป 4 เทรนด์จาก 4 ผู้นำระดับโลกในงานสัมมนา Future Forum 2025

    สรุป 4 เทรนด์จาก 4 ผู้นำระดับโลกในงานสัมมนา Future Forum 2025

    “เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” จากโจทย์อันท้าทายนี้เอง ที่เชิญชวนให้ผู้นำระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจและภาคธุรกิจชั้นนำของไทยมาร่วมกันนำเสนอมุมมองที่น่าสนใจบนเวทีงานสัมมนา Future Forum 2025 : Great Transformation ที่จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจประเทศไทย (TMA) โดยมีนักวิชาการและภาคธุรกิจเข้าร่วมสัมมนากว่า 250 คน


    โดยผู้นำระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจและภาคธุรกิจชั้นนำของไทย ได้มาชี้ชัด 4 เทรนด์สำคัญที่กำลังมีอิทธิพลพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกบนเวที Future Forum 2025 : Great Transformation

    เริ่มจาก มร.เฮง สวี เกียต (Mr. Heng Swee Keat) อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ และประธานมูลนิธิวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (National Research Foundation, Singapore) ให้ความเห็นบนเวทีสัมมนาในหัวข้อ “Economic Transformation for Peoples, For Planet” ว่า
    “กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญ 2 วิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากโรคระบาด วิกฤตแรกมีสองครั้งใหญ่คือ วิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียช่วงปี 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ส่วนวิกฤตจากโรคระบาด คือ จากการแพร่ระบาดของโรคระบาดอย่าง โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 (Covid-19)”
    “การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งสองรอบส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้สามารถเติบโตได้ทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจอาเซียน 5 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงหลังปี 2551 ในขณะที่วิกฤตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก”
    โดย อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ให้มุมมองสำคัญว่าโลกในปัจจุบันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Major Trend ใน 4D คือ
    1. De-Globalization หรือการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์จากเศรษฐกิจเสรี ไปสู่การกีดกันและการผูกขาดมากขึ้น
    2. Decarbonization การที่โลกให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน
    3. Digitalization การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทุกคน และ
    4. Demographics Challenges การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก”
    มร.เฮง สวี เกียต ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าสิงคโปร์ นำทั้ง 4 เทรนด์มาใช้ในการวางกลยุทธ์บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

    The Circle of Investing

    “โดยเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน คำนึงถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี การให้ความสำคัญกับเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (Free Trade Area) ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์มีข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศทั้งในระดับประเทศ และระดับกลุ่มประเทศถึง 28 ฉบับ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างมีหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในทุกภาคอุตสาหกรรมรวมไปถึงการพัฒนาบุคลากร”
    และอดีตรองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ยังย้ำอีกว่า “การขับเคลื่อนประเทศและเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ประเทศต้องขับเคลื่อนโดยการพัฒนาศักยภาพของประชากรในประเทศ”
    “เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป โครงสร้างการทำงานก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทโดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น โดยการที่ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้  สิ่งสำคัญคือ การต้องพัฒนาศักยภาพในการทำงานของประชากรในประเทศให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้”
    “และในยุคนี้ AI จะเป็นขุมพลังสำหรับการพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศ รวมไปถึงต้องไม่หยุดที่จะวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ปรับกลยุทธในการทำธุรกิจ และ รู้จักที่จะใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงเปิดกว้างในการร่วมมือกับธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเติบโตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน”
    ขณะที่ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center กล่าวในช่วงการสัมมนา “The New Transformation Model” ว่า
    “กรอบแนวคิดดั้งเดิมของความสามารถในการแข่งขันคือ การมีประสิทธิภาพในการทำงาน ความร่วมมือระหว่างกัน และการเพิ่มผลผลิต แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไป คือความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดแค่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มผลผลิต และความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนเท่านั้น แต่จะถูกวัดด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีประสิทธิภาพในระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และนโยบายในการบริหารจัดการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม”
    “และปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ ทุน (Capital) ความสามารถของบุคลากรที่มีคุณภาพ (Talent) และ เทคโนโลยี (Technology) ประเทศที่ประสบความสำเร็จคือประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี อนาคตในการพัฒนา สิ่งที่สำคัญในอนาคตคือ ทุน บุคลากร และ เทคโนโลยี”
    “โดยกรอบในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในโลกในปัจจุบันและอนาคต จะวัดกันที่ 3 ประเด็น คือ ประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชากรของประเทศ ต้องเป็นประชากรที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต เข้าใจเทคโนโลยี มีความคล่องตัวในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์และมีความรู้ด้านการเงิน” 
    “ประเด็นถัดมาในภาคของธุรกิจ ต้องเป็นองค์กรที่มีกระบวนการทำงานที่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เปิดรับโอกาสในการเติบโตและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกองค์กร”
    “ส่วนประเด็นในส่วนของภาครัฐ ต้องเป็นรัฐที่มีความพร้อมจะรองรับอนาคตของการเข้ามาลงทุนจากภาคเอกชน มีความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่งคั่ง และมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”
    มาถึงในส่วนของผู้นำภาคเอกชนไทย ได้เน้นย้ำชัดเจนว่าให้เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีเป็นหลัก

    พลวัตเศรษฐกิจดิจิทัล

    ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวถึงโมเดลของการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจการเงินว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุน และ เทคโนโลยี คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการเงิน ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินเชื่อมโยงกับภาคการเงินของไทยกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในระดับโลก”
    “ที่ผ่านมาเราพัฒนาธุรกิจของเราโดยให้ความสำคัญกับภายในประเทศและการขยายการลงทุนโดยตรงไปในภูมิภาคอาเซียน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจโดยให้ความสำคัญเรื่องของความยั่งยืน ตามมาตรฐานของ ESG (สิ่งแวดล้อม, สังคม และธรรมาภิบาล) ธนาคารให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการพัฒนาเทคโนโลยี และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร และความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนให้กับลูกค้า”
    “เทคโนโลยีทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมต่อการทำงานและการให้บริการในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้ง 3 ปัจจัยที่สำคัญอย่าง ทุน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์กรที่ยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”
    ด้าน ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงและท้าทาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง”
    “ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ความล่าช้าในการขนส่งสินค้า การบริโภคที่ลดลง ปัจจุบันบริษัทเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี 2566 บริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจในทุกๆ ด้าน รวมทั้งได้มีการทบทวนโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI”

    เมืองน่าลงทุนระดับโลก

    “สิ่งที่เราเรียนรู้และต้องเปลี่ยนแปลงธุรกิจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ เราต้องทำให้องค์กรของเรามีกระบวนการทำงานที่เรียบง่ายและทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เพราะเรามีธุรกิจอยู่ทั่วโลก รวมไปถึงการปรับปรุงแพลตฟอร์มในการทำงาน สร้างขีดความสามารถเพื่อรองรับกับการทำงานในอนาคต การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมไปถึงการทำธุรกิจในกรอบของ ESG”
    “การที่สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 36% ในครั้งแรก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราก็คงต้องออกไปจากอุตสาหกรรม พอปรับลดลงมาเหลือ 19% เท่ากันหมดในอาเซียน เราก็คิดว่าเราสามารถแข่งขันได้ โดยที่เราต้องมีความชัดเจนในการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ ชัดเจนในเรื่องของแผน รวมทั้งการสื่อสารที่ต้องชัดเจนไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องบอกว่า 2 ปีมานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และ เราต้องปรับตัว ซึ่งเป็นความท้าทาย”
    ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสนับสนุนและให้มุมมองในฐานะบริษัท Technology เพิ่มเติมว่า
    “บริษัทใช้งบประมาณ 20-25% ของรายได้ต่อปี ในการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทุกภาคอุตสาหกรรมทั้งภาคการเงิน ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทำให้หัวเว่ย ไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้าของเรา”
    “ปัจจุบันเทคโนโลยี ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนนอกเหนือจากการใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทุกคนพูดถึง AI พูดถึง เทคโนโลยี ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงภาคการผลิต ภาคการบริโภค ทำให้ หัวเว่ย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาภาคธุรกิจ” ดร.ชวพล กล่าวสรุป

    ที่มา : บทความเรื่อง “เปิด 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก” จากเว็บไซต์ CarlifeWay


    อัปเดตทุกเทรนด์ที่เกี่ยวกับการพัฒนาในทุกด้าน

    ส่องอาชีพมาแรง และ ธุรกิจอาหารสร้างสรรค์ ปี 2025 เทรนด์ไหนกำลังมา ไปดูกัน!

    ถอดบทเรียนจาก “กรุงศรี 80 ปี” สถาบันการเงินคู่สังคมไทย กับการปรับตัวครั้งสำคัญ เพื่อรับโอกาสจากเทรนด์ ‘การเงินเพื่อความยั่งยืน’

    10 เทรนด์ท่องเที่ยว ปี 2026 ยกระดับ ‘อุตสาหกรรมเที่ยวไทย’ ให้ตอบโจทย์นักเดินทางทั่วโลก

    Post Views: 97

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/24/4-trends-from-future-forum-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UWRB_7VVkawEVDnHmJuEb