Blog

  • เศรษฐกิจไทยใกล้ 0% หากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน เงินเฟ้อสูงเศรษฐกิจโตต่ำ

    เศรษฐกิจไทยใกล้ 0% หากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน เงินเฟ้อสูงเศรษฐกิจโตต่ำ

    ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย แม้จะมีความพยายามเจรจา แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง และส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก โดยเฉพาะด้านพลังงานที่กลายเป็นชนวนสำคัญของ “Oil Shock” และต่อเนื่องเป็น “Supply Shock” ซึ่งกำลังกดดันเศรษฐกิจหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่เดิมก็เติบโตในระดับต่ำอยู่แล้ว

    คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ในภาวะที่ทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินมีข้อจำกัด เครื่องมือใดจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุดตัวลงไปมากกว่านี้ และจะสามารถรักษาการเติบโตให้อยู่ในแดนบวกได้หรือไม่

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินในรายการ ‘ฐานทอล์ค’ ทางเนชั่นทีวี 22 ว่า ภาพเศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกปรับลดคาดการณ์ GDP ลงจาก 1.9% เหลือเพียง 1.2% จากผลกระทบภายนอกที่รุนแรงกว่าคาด โดยเฉพาะปัจจัยด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน

    “วิกฤต 3F” กดเศรษฐกิจ

    บุรินทร์ระบุว่า วิกฤตปัจจุบันสามารถอธิบายผ่าน “3F Crisis” ได้แก่

    • Food (อาหาร) – ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบด้านพลังงาน ทำให้บางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย เริ่มลดการเพาะปลูก เพราะต้นทุนสูงและปุ๋ยไม่เพียงพอ ส่งผลให้ปัญหาด้านอาหารจะเริ่มเห็นชัดในอีก 6 เดือนข้างหน้า ขณะที่ไทยเองก็พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจำนวนมาก โดยประมาณ 30% มาจากตะวันออกกลาง
    • Flight (การเดินทาง/ท่องเที่ยว) – การเปลี่ยนเส้นทางบินและต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มหายไป 1–2 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่ม Long-haul จากยุโรป ส่งผลให้ช่วง Low Season ไตรมาส 2 อาจลดลง 9–10% และหากราคาน้ำมันเครื่องบินสูงขึ้น จะยิ่งกระทบค่าตั๋วโดยสาร
    • Freight (ค่าขนส่ง) – ค่าระวางเรือพุ่งขึ้นถึง 5 เท่า รวมถึงค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนผู้ส่งออกสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออกไปตะวันออกกลาง

     บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    “เราปรับ GDP จาก 1.9% ลงมาเหลือ 1.2% บนสมมติฐานว่าสถานการณ์จบใน 1 เดือน ถ้าวิกฤตลากยาวกว่านั้น มีโอกาสเห็นตัวเลขโต 0 จุดกว่าเปอร์เซ็นต์ หรือไม่โตเลยทั้งปี 1.2% ที่เห็นตอนนี้ ถือเป็น baseline ไม่ใช่กรณีเลวร้ายที่สุด”

    พลังงานแพง กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญที่บุรินทร์ชี้ให้เห็น คือ “ต้นทุนพลังงาน” ที่กำลังกลายเป็นตัวแปรหลักของเศรษฐกิจไทยในรอบนี้ โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง คิดเป็นประมาณ 6–7% ของ GDP เมื่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างตั้งแต่ค่าเงินบาทอ่อนตัว ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้นตาม

    สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอดีตถูก “บิดเบือน” จากนโยบายตรึงราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานในประเทศต่ำกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้ภาคธุรกิจและระบบขนส่งไม่ได้เร่งปรับตัวหรือเพิ่มประสิทธิภาพเท่าที่ควร เมื่อเผชิญกับราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน จึงเกิดแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    “ในระยะถัดไป ภาคเศรษฐกิจไทยจึงอาจต้องเผชิญการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ทั้งในมิติของการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่ระบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น การพัฒนาโครงข่ายขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ และการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งจะเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศในระยะยาว”

    ขณะเดียวกัน ปัญหาพลังงานยังเชื่อมโยงไปถึงการขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและพลาสติกที่เป็นฐานสำคัญของการผลิตในประเทศ ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ อาหาร ไปจนถึงภาคก่อสร้างและ Data Center ซึ่งบุรินทร์เตือนว่า หากไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบทดแทนได้ทัน อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของการผลิตในหลายอุตสาหกรรม และกระทบเป็นลูกโซ่ในระบบเศรษฐกิจ

    นโยบายการเงิน “ติดข้อจำกัด”

    ในด้านนโยบายการเงิน บุรินทร์อธิบายว่า แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นจากระดับเดิมที่คาดไว้เพียง 0.4% เป็นประมาณ 3.4% แต่ลักษณะของเงินเฟ้อในครั้งนี้เป็น “Cost-push” ที่มาจากราคาพลังงานและปัจจัยภายนอก ไม่ใช่การบริโภคภายในประเทศที่ร้อนแรง ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยตามหลักเศรษฐศาสตร์จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

    ในทางกลับกัน นโยบายที่มีความเป็นไปได้มากกว่าคือการลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของมาตรการนี้กลับถูกจำกัดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะพฤติกรรมของธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ทำให้แม้ต้นทุนทางการเงินจะลดลง แต่เงินไม่ได้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงอย่างที่ควรจะเป็น

    นอกจากนี้ ยังเกิดภาวะสภาพคล่องล้นระบบแต่ไม่เกิดการลงทุน โดยเงินจำนวนมากไหลกลับไปอยู่ในพันธบัตรรัฐบาลแทนการลงทุนในภาคธุรกิจ สะท้อนความเชื่อมั่นที่ยังอ่อนแอของภาคเอกชน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    “ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเป็นตัวพลิกเศรษฐกิจได้ หากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนและขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ”

    นโยบายการคลัง “พื้นที่จำกัด”

    ในขณะที่นโยบายการเงินมีข้อจำกัด นโยบายการคลังก็เผชิญแรงกดดันไม่ต่างกัน โดยระดับหนี้สาธารณะของไทยกำลังเข้าใกล้ 70% ของ GDP ซึ่งเป็นกรอบสำคัญที่รัฐบาลต้องระมัดระวัง เพราะอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนและสถาบันจัดอันดับเครดิต

    บุรินทร์ชี้ว่า แม้การกู้เงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตจะสามารถทำได้ แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่ “กู้หรือไม่กู้” หากแต่เป็น “กู้ไปทำอะไร” หากเงินกู้ถูกนำไปใช้ในโครงการที่สร้างศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐานหรือการยกระดับผลิตภาพ ก็จะช่วยให้หนี้มีความยั่งยืน

    “แต่หากเป็นการใช้จ่ายแบบกระตุ้นระยะสั้นหรือประชานิยมโดยไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ก็จะกลายเป็นภาระหนี้ที่บั่นทอนเสถียรภาพในระยะยาว”

    อีกประเด็นสำคัญคือ มาตรการช่วยเหลือควรเป็นแบบ “เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย” โดยเน้นช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบาง แทนการแจกแบบทั่วถึง ซึ่งอาจทำให้ทรัพยากรของรัฐกระจายไปยังกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    พร้อมกันนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการ “เพิ่มรายได้” ผ่านการขยายฐานภาษี และ “ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น” ควบคู่กันไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการบริหารหนี้สาธารณะยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

    บทเรียน: ลดพึ่งพานำเข้า-สร้างความยืดหยุ่น

    วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า เศรษฐกิจไทยยังมี “จุดเปราะบางเชิงโครงสร้าง” หลายด้าน โดยเฉพาะการพึ่งพาการนำเข้าทั้งพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ย ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในประเทศผันผวนตามสถานการณ์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    บุรินทร์มองว่า นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญที่ไทยต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ เช่น การพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์จากทรัพยากรชีวมวลที่มีอยู่จำนวนมาก เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารในระยะยาว

    ในมิติของพลังงาน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานฟอสซิลที่ผันผวน

    ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้น แต่เป็น “บททดสอบเชิงโครงสร้าง” ที่จะชี้ว่าเศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวเพื่อสร้างความยืดหยุ่น และลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกได้มากน้อยเพียงใดในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qZmk7yevcJkkx2BhTl3cE

  • ไทยเบฟ ผนึกกำลัง สำนักงาน กปร. ดัน “เศรษฐกิจฐานราก” ชูหลักเศรษฐกิจพอเพียงยกระดับชุมชน

    ไทยเบฟ ผนึกกำลัง สำนักงาน กปร. ดัน “เศรษฐกิจฐานราก” ชูหลักเศรษฐกิจพอเพียงยกระดับชุมชน

    บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) ขอความร่วมมือและความอนุเคราะห์จาก สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอ ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยเบฟมุ่งมั่นพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดตั้ง บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด) ดำเนินงานในระดับประเทศและในทุกจังหวัด และในปีนี้ไทยเบฟได้ขยายการดำเนินงานเพื่อชุมชนผ่านการริเริ่ม “โครงการด้วยจงรักและภักดี” สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เนื่องในปีมหามงคล พุทธศักราช 2569-2570

    โดยมี นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติมาร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารสำนักงาน กปร. และไทยเบฟ ผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตร และ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมในงาน

    นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า ความร่วมมือนี้นับเป็นมิติสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กปร. และภาคเอกชน โดยมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้และผลสำเร็จจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการสนับสนุนข้อมูลให้แก่พื้นที่ที่มีการดำเนินการของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยสำนักงาน กปร. พร้อมสนับสนุนการให้ความรู้ และการอบรมเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้ง 6 ศูนย์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงาน กปร. ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ขอขอบคุณ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริไปขยายผล เพื่อเสริมศักยภาพของชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในมิติต่าง ๆ ให้เกิดความต่อเนื่องอย่างยั่งยืน

    ด้าน นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไทยเบฟ น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยมุ่งหมายเพื่อ

    “สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” ไทยเบฟได้ดำเนิน โครงการด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 928 บริษัท โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 ภาคส่วน ประกอบด้วย การผลิต การค้าและการบริการ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น การผสานความร่วมมือกับ สำนักงาน กปร. ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อน้อมนำองค์ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในทุกภูมิภาคของประเทศ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ตามภูมิสังคมอย่างเหมาะสมครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของชุมชนได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    โดยไทยเบฟ มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และ ร่วมผลักดันศักยภาพชุมชนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการ สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2925970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nzCxmSGEXoPCNdy8_bikT

  • เจษฎ์ ชี้ทางรอดรัฐบาล ปราบโกงคือหัวใจ แนะน้อมนำ เศรษฐกิจพอเพียง ฝ่าวิกฤตชาติ

    เจษฎ์ ชี้ทางรอดรัฐบาล ปราบโกงคือหัวใจ แนะน้อมนำ เศรษฐกิจพอเพียง ฝ่าวิกฤตชาติ

    เจษฎ์ ชี้ทางรอดรัฐบาล ปราบโกงคือหัวใจ แนะน้อมนำ เศรษฐกิจพอเพียง ฝ่าวิกฤตชาติ

    วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.36 น.

    เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงทิศทางการบริหารประเทศของรัฐบาล พร้อมจับตาการแถลงนโยบาย 5 ด้าน โดยเน้นย้ำว่า แม้ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ แต่กุญแจสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลอยู่รอดและนำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งได้แท้จริง คือการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด โดยระบุถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจ ว่า การแก้ปัญหาระยะสั้นนั้นหลายฝ่ายพอจะมองเห็นทิศทางอยู่แล้ว แต่โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งวางโครงสร้างคือ การแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างความยั่งยืน

    ​ทั้งนี้ นายเจษฎ์ ยังเสนอให้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) มาเป็นเข็มทิศในการฝ่าวิกฤต แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมาขุดดินกินหญ้า หรือต้องไปปลูกพืชปลูกผักกันทุกคน แต่มันคือการใช้ความพอเพียงในการดูแลกันและกัน ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนตระหนักและจัดวางให้ได้

    เจษฎ์ โทณะวนิก

    นายเจษฎ์ กล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องเศรษฐกิจ นั่นคือการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะ สนิมที่เกิดแต่เนื้อใน ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ รัฐบาลก็ไม่อาจไปรอด รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ล้ม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน หรือถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันทั้งสิ้น 

    นายเจษฎ์ ยังกล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถทำตามนโยบายปราบปรามการทุจริตได้สำเร็จ 1 เรื่องจะส่งผลดีเป็นโดมิโนไปยังด้านอื่น ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง โดยจะทำให้คนการเมืองต้องทำงานอย่างจริงจังและซื่อสัตย์สุจริต เมื่อปัญหาการโกงกินถูกขจัด ความแตกแยกในสังคมและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจะลดลง เนื่องจากข้ออ้างหลักที่มักใช้โจมตีกันคือเรื่องทุจริต ซึ่งจะนำไปสู่ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ทำให้ทุกฝ่ายสามารถพูดคุย หาทางออกร่วมกันได้ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างยั่งยืนต่อไป

    เจษฎ์ โทณะวนิก

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957969&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LuRV1ptNwPPoowDUuTkEP

  • SCB EIC ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : “ระบบการเงินนวัตกรรม” คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : “ระบบการเงินนวัตกรรม” คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – หลังวิกฤต COVID-19 เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถกลับไปเติบโตได้เกิน 3% เช่นเดิม และจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เติบโตต่ำสุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เป็นเพียงวัฏจักรระยะสั้น แต่แสดงให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน ทั้งการลงทุนอยู่ในระดับต่ำ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน รวมถึงแผลเป็นทางเศรษฐกิจหลังวิกฤต COVID-19 ที่เห็นได้จากหนี้ครัวเรือนสูงใกล้ 90% ของ GDP รายได้แรงงานที่เติบโตช้า และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวนมากที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัว

    ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในเอเชียที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในบริบทที่ภาครัฐเผชิญข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้น พื้นที่นโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมมีจำกัด

    ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนไปนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงในระยะข้างหน้า และไม่สามารถพึ่งพาโมเดลการเติบโตเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานต้นทุนต่ำ และการแข่งขันด้านปริมาณได้อีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับศักยภาพการเติบโตใหม่สู่ “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ที่เน้นการยกระดับผลิตภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน ซึ่ง “นวัตกรรม” คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

    “ระบบนวัตกรรมไทย” ยังไม่สามารถแปลงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

    การพัฒนางานวิจัยนวัตกรรมของไทยและการขยายผลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้าน สะท้อนจาก

    • อันดับของไทยในดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) โดย World Intellectual Property Organization (WIPO) ที่ปรับลดลงเป็นปีที่ 3 โดยในปี 2025 ไทยร่วงลง 4 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 45 จาก 139 ประเทศ ขณะที่ประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค เช่น เวียดนาม สามารถพัฒนานวัตกรรมได้ต่อเนื่องและแซงไทยขึ้นมาได้ในปีเดียวกัน (รูปที่ 1)
    • สัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของไทยอยู่ในระดับต่ำเพียง 92% ของ GDP ในปี 2025 (คาดการณ์โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ) ต่ำกว่าเป้าหมายระยะกลางปี 2023-2027 ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ 2% และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก
      ในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ 2.7% มาก การพัฒนานวัตกรรมไทยที่ล่าช้าสะท้อนปัญหาเชิงระบบ ทั้งโครงสร้างสถาบันที่ยังไม่เอื้อต่อการลงทุนในนวัตกรรมใหม่ การขาดความเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยของภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจในการต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ รวมถึงนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมภาคเอกชนที่ยังไม่ชัดเจนและขาดความต่อเนื่อง
    • จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยเริ่มชะลอตัว จำนวนแบบเทียบเท่าทำงานเต็มเวลา (Full-Time Equivalent : FTE) ในปี 2023 ลดลงเหลือเพียง 23 คนต่อประชากร 10,000 คน ต่ำสุดตั้งแต่ปี 2018 ทำให้ศักยภาพในการสร้างองค์ความรู้ใหม่และพัฒนานวัตกรรมเชิงลึกมีข้อจำกัดมากขึ้น
    • การนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือระหว่างหน่วยวิจัยภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจไทยยังมีน้อย แม้ปริมาณงานวิจัยนวัตกรรมของไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากสัดส่วนของผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ที่ภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำมีเพียง 2% ของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ทั้งหมด (ข้อมูลปี 2024) ส่งผลให้โครงการวิจัยนวัตกรรมจำนวนมากไม่สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่มความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ การยื่นขอสิทธิบัตรในไทยยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 13 ฉบับต่อประชากร 1 ล้านคน เทียบกับเกาหลีใต้ที่สูงถึง 3.7 พันฉบับต่อประชากร 1 ล้านคน โดยไทยมีสิทธิบัตรที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันเพียง 1,852 ฉบับ ขณะที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่มีมากกว่า 1 ล้านฉบับ (ข้อมูลปี 2024) สะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่าง “จำนวนงานวิจัย” กับ “นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริงในไทย” (รูปที่ 2)

    ปัญหาที่แท้จริงของการพัฒนานวัตกรรมไทยจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนงานวิจัยหรือไอเดียนวัตกรรม แต่คือการขาดกลไกที่สามารถแปลงงานวิจัยให้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันระบบนวัตกรรมของไทยยังขาด “ตัวเชื่อมระบบนวัตกรรม” ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่จากห้องปฏิบัติการ ไปสู่การพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ การทดสอบทางการตลาด และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริงในที่สุด

    ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม : “กลไกแบ่งปันความเสี่ยงภาครัฐ-ภาคการเงิน” คือกุญแจสำคัญ

    SCB EIC มองว่า ตัวเชื่อมสำคัญของระบบนวัตกรรมไทยที่ยังขาดประสิทธิภาพคือ “ระบบการเงินนวัตกรรม” เนื่องจากกลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ยังไม่ทำงาน โดยเฉพาะกองทุนร่วมลงทุน เครื่องมือแบ่งปันความเสี่ยงจากภาครัฐ และระบบสินเชื่อที่ยังประเมินความเสี่ยงจากมูลค่าหลักประกันทางกายภาพ มากกว่าศักยภาพการสร้างรายได้ของนวัตกรรม ส่งผลให้ธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัปจำนวนมาก ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูงแต่ขาดหลักประกันแบบดั้งเดิม ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ แม้จะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้ในระยะยาว

    บทเรียนจากประเทศผู้นำนวัตกรรมพบว่า แค่ผลิตงานวิจัยอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ แต่ต้องมีระบบนิเวศที่ดีรองรับด้วย ประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านนวัตกรรมไม่ได้โดดเด่นแค่การสร้างงานวิจัยหรือเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังมีระบบนิเวศที่ช่วยให้นวัตกรรมสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยมีปัจจัยความสำเร็จ 3 ประการ คือ

    1. โครงสร้างพื้นฐานด้านความรู้และบุคลากร มีการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ในสัดส่วนสูง
      และมีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ
    2. ตลาดแข่งขันได้และกฎระเบียบเอื้อต่อนวัตกรรม มีตลาดที่เปิดกว้าง และเอื้อต่อการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ของผู้ผลิตเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้สัญญาที่มีประสิทธิภาพ เช่น สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ สัญญาความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา และสัญญาการถ่ายโอนเทคโนโลยี ซึ่งกำหนดสิทธิและผลประโยชน์ของคู่สัญญาอย่างชัดเจน ช่วยลดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย และเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนพัฒนานวัตกรรม
    3. ระบบการเงินที่รองรับธุรกิจนวัตกรรม เนื่องจากธุรกิจนวัตกรรมต้องใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนไม่แน่นอน และมีสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible assets) ในสัดส่วนสูง เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) ซอฟต์แวร์ และข้อมูล หากภาคการเงินยังยึดติดกับหลักประกันแบบดั้งเดิมและประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลทางการเงินในอดีตหรือประวัติสินเชื่อเป็นหลัก ธุรกิจเหล่านี้จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จำกัด ประเทศผู้นำนวัตกรรมจึงพัฒนากลไกทางการเงินที่หลากหลายและยืดหยุ่น มีทางเลือกการระดมทุนทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน กลไกค้ำประกันหรือแบ่งปันความเสี่ยง และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน เพื่อให้ระบบการเงินมีบทบาทสนับสนุนนวัตกรรมได้จริง

    World Intellectual Property Organization (WIPO) ประเมินว่าในช่วงปี 1995-2024 การลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตนของ 27 กลุ่มประเทศหลักของโลกเติบโตสะสมกว่า 143% ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์มีตัวตน (Tangible assets) ขยายตัวสะสมเพียง 32% สอดคล้องกับโครงสร้างมูลค่ากิจการของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตนสูงถึงราว 90% ของมูลค่ากิจการทั้งหมด

    ตัวเลขนี้สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ภาคการเงินในหลายประเทศ รวมถึงไทย ยังปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลให้สินทรัพย์เชิงนวัตกรรมและองค์ความรู้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อการเข้าถึงเงินทุนได้อย่างเต็มที่

    การยกระดับบทบาทของภาคการเงินให้สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจได้จริงจึงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย แม้ที่ผ่านมา จะมีความพยายามสนับสนุนนวัตกรรมผ่านเครื่องมือทางการเงินในหลายมิติ ทั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายใต้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ รวมถึงมาตรการยกเว้นภาษีเพื่อการวิจัยและพัฒนาภายใต้โครงการของ BOI แต่เครื่องมือเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังมีบทบาทจำกัดอยู่ในช่วงเริ่มต้นของกระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และยังไม่สามารถเชื่อมต่อไปสู่การขยายผลเชิงพาณิชย์ในวงกว้างได้

    ระบบการเงินไทยยังไม่ขับเคลื่อนนวัตกรรม

    สำหรับประเทศไทย บทบาทของภาคการเงินในการจัดสรรเงินทุนให้แก่ธุรกิจนวัตกรรมยังมีข้อจำกัดทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์ ส่งผลให้นวัตกรรมจำนวนมากไม่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ

    ข้อจำกัดฝั่งอุปทานเงินทุน ประกอบด้วย

    1. การขาดมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) โดยธรรมชาติของ IP มีมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้การประเมินมูลค่าทำได้ยาก ประกอบกับไทยยังขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ แนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน และตลาดรองสำหรับซื้อขาย IP ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังไม่กล้ารับ IP เป็นหลักประกันในการให้สินเชื่อ
    2. การยึดติดกับหลักประกันแบบดั้งเดิม สถาบันการเงินยังคงประเมินความเสี่ยงธุรกิจจากสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น รถยนต์ เครื่องจักร และอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ธุรกิจนวัตกรรมระยะเริ่มต้น ซึ่งมีสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็น IP ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อภายใต้กรอบการประเมินนี้ได้
    3. ความเสี่ยงด้านกระแสรายได้และเกณฑ์การกำกับดูแลความเสี่ยงเครดิต ธุรกิจนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพัฒนาและทดสอบสินค้าก่อนเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ทำให้กระแสรายได้มีความไม่แน่นอนสูง สถาบันการเงินหรือผู้ให้ทุนจึงมักประเมินโอกาสผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน มาตรฐานการกำกับดูแลความเสี่ยงยังกำหนดให้มูลค่าหลักประกันต้องสามารถบังคับขายได้ ซึ่ง IP ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องบังคับขายทอดตลาดเมื่อธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อได้ ทำให้สถาบันการเงิน
      มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจนวัตกรรม

    ข้อจำกัดฝั่งอุปสงค์เงินทุน

    ธุรกิจไทยที่ต้องการลงทุนพัฒนานวัตกรรมใหม่และมีศักยภาพเชิงพาณิชย์ยังมีจำนวนจำกัด แม้จะมีการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่การนำไปใช้จริงในภาคธุรกิจยังไม่แพร่หลาย เนื่องจากภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือความท้าทายในระยะสั้นและการรักษาสภาพคล่อง มากกว่าการลงทุนในนวัตกรรมที่มีความ
    ไม่แน่นอนสูง ขณะเดียวกัน มาตรการสนับสนุนของภาครัฐยังมุ่งเน้นการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (IP) มากกว่าการส่งเสริมการนำ IP ไปใช้ต่อยอดและขยายผลเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้อุปสงค์เงินทุนเพื่อพัฒนานวัตกรรมยังอยู่ในระดับต่ำ

    ข้อจำกัดดังกล่าวสะท้อนผ่านสัดส่วนการขอสินเชื่อโดยใช้ IP เป็นหลักประกันของไทย ซึ่งอยู่ที่เพียง 0.07% ของมูลค่าหลักประกันทั้งหมด (ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ณ มิ.ย. 2025) ดังนั้น หากภาคการเงินสามารถเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจนวัตกรรมและเปิดรับ IP เป็นหลักประกันที่มีมูลค่าในตัวได้ ควบคู่กับบทบาทของภาครัฐในการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ให้มีความน่าเชื่อถือ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปิดทางให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และสามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    บทเรียนต่างประเทศชี้ “กลไกแบ่งปันความเสี่ยงรัฐ-ภาคการเงิน” คือหัวใจของการเงินเพื่อหนุนนวัตกรรม

    SCB EIC สังเคราะห์บทเรียนจากต่างประเทศ พบว่า ปัจจัยความสำเร็จสำคัญของการเชื่อมโยงภาคการเงินกับระบบนวัตกรรม ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างระบบการเงินที่ยืดหยุ่น การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานวิจัย รวมถึงการมีกลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงินอย่างชัดเจน

    ประเทศในเอเชียที่มีความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมมากกว่าไทย เช่น เกาหลีใต้, สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งติดอันดับ 4, 5 และ 34 ของโลกด้านนวัตกรรมในปี 2025 ตามลำดับ ได้พัฒนาระบบนิเวศที่เชื่อมโยงงานวิจัย นวัตกรรม และระบบการเงินอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ โดยออกแบบเครื่องมือทางการเงินให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและช่วงการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมในแต่ละระยะ เพื่อสนับสนุนการขยายผลเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ

    สิงคโปร์ : สร้างระบบนิเวศทางการเงิน รัฐร่วมแบกรับความเสี่ยงให้ IP ใช้เป็นทุนได้จริง

    สิงคโปร์จัดตั้งโครงการ Intellectual Property Financing Scheme (IPFS) ตั้งแต่ปี 2014 เพื่อพัฒนากลไกครบวงจร ตั้งแต่การประเมินมูลค่า IP ไปจนถึงการปล่อยสินเชื่อ โดยหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาของรัฐทำหน้าที่ประเมินมูลค่าสิทธิบัตรเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐโดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม และกระทรวงการคลัง ร่วมแบ่งปันความเสี่ยงผ่านการค้ำประกันและรับภาระความเสียหายจากการผิดนัดชำระหนี้สูงสุดถึง 80% ของมูลค่าความเสียหาย ช่วยลดความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และเปิดทางให้การปล่อยสินเชื่อโดยใช้ IP เกิดขึ้นได้จริง

    นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจดทะเบียนและการประเมินมูลค่า IP ควบคู่กับยุทธศาสตร์ Singapore Intellectual Property Strategy 2030 เพื่อผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการใช้ IP เชิงพาณิชย์ของเอเชีย ในปัจจุบันสิงคโปร์ดำเนินโครงการ Enterprise Financing Scheme – Venture Debt Loan โดยภาครัฐร่วมแบ่งปันความเสี่ยงกับสถาบันการเงินในสัดส่วน 50–70% ของยอดหนี้ที่ผิดนัด ขึ้นกับอายุของบริษัท เพื่อสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ตอัปที่ขาดหลักประกันแบบดั้งเดิม

    เกาหลีใต้ : รัฐเป็นผู้นำรับความเสี่ยงเป็นลำดับแรก

    เกาหลีใต้เริ่มพัฒนาระบบการเงินเพื่อหนุนนวัตกรรมตั้งแต่ปี 2006 โดยมี Korea Technology Finance Corporation (KOTEC) เป็นกลไกหลักในการประเมินศักยภาพเชิงพาณิชย์ของเทคโนโลยีผ่าน Technology Rating System (TRS)
    ซึ่งเป็นระบบวัดระดับความก้าวหน้าของนวัตกรรมในเกาหลีที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ โดยจัดอันดับตั้งแต่ AAA ถึง D ธุรกิจต่าง ๆ รวมถึง SMEs และสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีที่ได้รับอันดับ TRS ตั้งแต่ B ขึ้นไปจะสามารถขอหนังสือค้ำประกันเพื่อนำไปใช้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ โดยภาครัฐรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้มากกว่า 90% ของยอดความเสียหาย

    จุดเด่นสำคัญของเกาหลีใต้ คือการติดตามผลหลังการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่องโดย Korean Intellectual Property Office (KIPO) และการพัฒนาตลาดรองสำหรับ IP ในกรณีที่ธุรกิจผิดนัดชำระหนี้ กองทุนรับซื้อ IP ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการคลังสามารถเข้าซื้อ IP เพื่อนำเงินมาชดเชยความเสียหายให้ธนาคารได้ กรณีศึกษานี้สะท้อนว่า การที่รัฐพร้อมรับความเสี่ยงเป็นลำดับแรกในทุกขั้นตอน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคการเงินในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

    มาเลเซีย : เรียนรู้จากโครงการนำร่อง สู่การปรับระบบให้เป็นรูปธรรม

    มาเลเซียเริ่มโครงการสินเชื่อนำร่อง โดยใช้ IP เป็นหลักประกันตั้งแต่ปี 2013 โดยร่วมมือกับ WIPO ในการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP และมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบเงินอุดหนุนและการแบ่งปันความเสี่ยง ต่อมารัฐได้เพิ่มบทบาทการค้ำประกันความเสียหายจากการผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 80% เพื่อจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อนวัตกรรมมากขึ้น

    อย่างไรก็ดี ในระยะแรก มาเลเซียเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนการประเมินมูลค่า IP การขาดตลาดรอง และประสบการณ์ของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจนวัตกรรม ปัจจุบันรัฐบาลได้ปรับบทบาทไปสู่การสนับสนุนเชิงปฏิบัติผ่านโครงการนำร่องที่ใช้กรณีจริงของภาคธุรกิจ โดยสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา เช่น Malaysian Industrial Development Finance Berhad (MIDF) ได้นำพอร์ต IP ของภาคธุรกิจมาประเมินมูลค่าและออกแบบโครงสร้างสินเชื่อ เพื่อยกระดับระบบการเงินนวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    จากกรณีศึกษาต่างประเทศ แม้แต่ละประเทศจะมีแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา (IP Ecosystem) ที่แตกต่างกัน แต่มีองค์ประกอบร่วมของความสำเร็จที่ชัดเจน โดยเฉพาะการมีกลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความไม่แน่นอนสูงได้ นอกจากนี้ ประเทศที่ประสบความสำเร็จยังต้องมีการกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญาและมาตรฐานการประเมินมูลค่าที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อสนับสนุนการนำ IP ไปใช้เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

    ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วย “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” มากขึ้น ภาคการเงินที่ยังยึดติดกับหลักประกันแบบดั้งเดิมจึงมีแนวโน้มกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ และการแปลงนวัตกรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

    ไทยต้องออกแบบ “ระบบการเงินนวัตกรรม” ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรม

    การผลักดันให้นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริง จำเป็นต้องยกระดับบทบาทของระบบการเงินให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงการจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม แต่คือการปรับโครงสร้างและกลไกของระบบการเงินให้สามารถรองรับลักษณะเฉพาะของธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงและมีรูปแบบการสร้างมูลค่าที่แตกต่างจากธุรกิจดั้งเดิม

    SCB EIC มองว่าการออกแบบระบบการเงินนวัตกรรมของไทยต้องดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์เงินทุน ผ่านเสาหลักสำคัญ 4 ด้านที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ได้แก่

    เสาหลักที่ 1 การปรับระบบการเงินให้รองรับ IP เป็นหลักประกัน และลดการยึดติดหลักประกันทางกายภาพแบบเดิม

    ระบบการเงินจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดจากปัจจุบัน จากการพิจารณาสินเชื่อโดยอาศัยมูลค่าทรัพย์สินที่จับต้องได้ ไปสู่การประเมินศักยภาพที่แท้จริงของธุรกิจนวัตกรรม ทั้งในด้านเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพการเติบโตในอนาคต การเปิดทางให้ทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์ไม่มีตัวตนสามารถมีบทบาทในการเข้าถึงแหล่งทุน จะช่วยลดข้อจำกัดสำคัญของธุรกิจนวัตกรรมในช่วงเริ่มต้นและช่วงขยายผลเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินและผู้เล่นที่หลากหลาย ตั้งแต่เงินทุนในรูปแบบทุนไปจนถึงสินเชื่อเชิงพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้องกับวงจรการพัฒนานวัตกรรมในแต่ละระยะ

    เสาหลักที่ 1 นี้ สามารถเริ่มต้นได้ผ่านความร่วมมือของกรมทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ WIPO ร่วมกันพัฒนาแนวทางและมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่ใช้ได้จริงในบริบทของนวัตกรรมไทย ขณะที่สถาบันการเงินสามารถเริ่มทดลองนำกรอบการพิจารณาสินเชื่อดังกล่าวนี้ไปใช้กับธุรกิจนวัตกรรมบางกลุ่มที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ชัดเจน

    เสาหลักที่ 2 การพัฒนากลไกแบ่งปันความเสี่ยงร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคการเงินอย่างเป็นระบบ

    เนื่องจากความเสี่ยงสูงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินยังไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจนวัตกรรม
    (IP Financing) ภาครัฐจึงควรมีบทบาทในการร่วมรับความเสี่ยงผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การค้ำประกันสินเชื่อ การสนับสนุนต้นทุนการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา หรือการเปิดพื้นที่ทดลองการปล่อยสินเชื่อโดยใช้ IP เป็นหลักประกันภายใต้ Regulatory Sandbox

    นอกจากนี้ การสนับสนุน IP Financing ควรถูกออกแบบให้ครบวงจร ตั้งแต่การประเมินมูลค่า IP ตามมาตรฐานที่เชื่อถือได้ การพิจารณาสินเชื่อบนข้อมูลที่สะท้อนศักยภาพธุรกิจจริง ไปจนถึงการมีกลไกรองรับกรณีผิดนัดชำระหนี้ เช่น หน่วยงานหรือกองทุนที่สามารถรับโอนและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรมภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

    สำหรับเสาหลักที่ 2 กระทรวงการคลังจะมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกลไกค้ำประกันร่วมรับความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อนวัตกรรมที่เหมาะสมกับวงจรความเสี่ยง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญผ่านการสร้างภูมิทัศน์
    ภาคการเงิน (Financial Landscape) ควบคู่กับการวางกรอบกำกับดูแลความเสี่ยงที่เอื้อต่อการทดลองปล่อยสินเชื่อ
    เพื่อนวัตกรรม สนับสนุนให้ภาคการเงินมีพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาแนวทางการประเมินและบริหารความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศนวัตกรรม

    เสาหลักที่ 3 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้งานได้จริง

    การลดความไม่แน่นอนของข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ธุรกิจนวัตกรรมอย่างยั่งยืน SCB EIC เห็นว่าควรพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานหรือแพลตฟอร์มกลางในลักษณะ Center of Excellence ด้าน Innovation Financing
    เพื่อทำหน้าที่รวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP และกลไกรับรองผู้ประเมิน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล การเชื่อมโยง
    และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชนในรูปแบบที่เหมาะสม จะช่วยลดต้นทุนการประเมิน
    ความเสี่ยง สร้างความมั่นใจให้ผู้ให้ทุน และเอื้อให้การตัดสินใจสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

    เสาหลักที่ 3 นี้จำเป็นต้องอาศัยกรมทรัพย์สินทางปัญญา สกสว. กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยร่วมวางระบบฐานข้อมูลกลางด้านมูลค่าหลักประกัน IP และการใช้ประโยชน์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินและภาคธุรกิจ สามารถใช้เป็นฐานอ้างอิงร่วมกัน ทดลองใช้ และพัฒนาต่อยอดไปสู่มาตรฐานกลางที่ใช้งานได้จริง

    เสาหลักที่ 4 การสร้างแรงจูงใจด้านอุปสงค์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจได้จริง

    เนื่องจากมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์ หากภาคธุรกิจยังไม่เห็นโอกาส
    ในการสร้างรายได้จากนวัตกรรม การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาก็จะไม่สามารถขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
    ในเสาหลักที่ 4 นี้ ภาครัฐจำเป็นต้องออกแบบแรงจูงใจเพื่อสร้างอุปสงค์ด้านนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่มีแผนลงทุนในเทคโนโลยีหรือการวิจัยและพัฒนา ควบคู่กับการจัดตั้งกลไก Co-funding
    ที่ภาครัฐร่วมลงทุนกับภาคธุรกิจในโครงการนวัตกรรม โดยอาจเริ่มจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการขยายผล
    ก่อนขยายไปสู่ SMEs แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างกระแสรายได้ที่ชัดเจนให้กับทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ภาคธุรกิจเห็นประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนด้านนวัตกรรมในระยะยาว (รูปที่ 4)

    ทั้งสี่เสาหลักจำเป็นต้องขับเคลื่อนโดย Stakeholders หลักที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เพื่อให้ระบบการเงินสามารถ
    ทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม”
    ระหว่างนวัตกรรม เงินทุน และการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

    รูปที่ 4 : สี่เสาหลักการออกแบบ “ระบบการเงินนวัตกรรม” ของไทยที่ต้องขับเคลื่อนพร้อมกัน

    ท้ายที่สุด การพัฒนา “ระบบการเงินนวัตกรรม” เป็นการปรับโครงสร้างเชิงระบบที่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ภาครัฐในฐานะผู้ออกแบบระบบและร่วมแบ่งปันความเสี่ยง ภาคการเงินในฐานะผู้พัฒนาเครื่องมือและกรอบประเมินความเสี่ยงรูปแบบใหม่ และภาคธุรกิจในฐานะผู้สร้างอุปสงค์และขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ตลาดจริง แม้ในช่วงปีที่ผ่านมา จะเริ่มมีความพยายามเชื่อมโยงการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเข้ากับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น แต่ความพยายามดังกล่าวยังจำเป็นต้องถูกยกระดับให้เชื่อมโยงกันเป็น “ระบบนิเวศนวัตกรรม” อย่างแท้จริง

    หากไทยไม่เร่งปฏิรูประบบการเงินให้รองรับนวัตกรรมในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ช่องว่างด้านผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคจะยิ่งขยาย และอาจกลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ในทางกลับกัน หากไทยสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างต่อเนื่อง และเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ทรัพย์สินทางปัญญา และแหล่งเงินทุนเข้าด้วยกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ระบบการเงินเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมจะไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโตเชิงคุณภาพ ช่วยเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ดี ในโลกเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์ไม่มีตัวตน การปรับตัวที่ล่าช้าอาจทำให้ไทย
    ไม่เพียง “พลาดโอกาส” แต่เสี่ยงที่จะ “ตามไม่ทัน” การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/10/632854/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ss2SPbLKpLI-X_yaOq_O5

  • สุดารัตน์เตือนสึนามิเศรษฐกิจไทยแนะรัฐรับมือวิกฤตพลังงานจี้หั่นงบช่วยSMEs

    สุดารัตน์เตือนสึนามิเศรษฐกิจไทยแนะรัฐรับมือวิกฤตพลังงานจี้หั่นงบช่วยSMEs

    คุณหญิงสุดารัตน์เตือนไทยรับมือสึนามิเศรษฐกิจจากสงครามยืดเยื้อกระทบราคาพลังงานและสินค้าขาดแคลนจี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างราคาพร้อมหั่นงบไม่จำเป็นเยียวยาประชาชน

    สุดารัตน์ชี้สงครามยืดเยื้อทำโครงสร้างพลังงานพัง

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เตือนไทยเผชิญ “สึนามิเศรษฐกิจ” ที่รุนแรงกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งจากสงครามที่ยืดเยื้อ ย้อนแย้ง และย่อยยับ แม้มีการเจรจาที่ปากีสถานแต่สถานการณ์ยังเปราะบาง โดยความเสียหายของโครงสร้างพลังงานต้องใช้เวลาซ่อมแซม 3-5 ปี ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาวและเสี่ยงต่อการก่อการร้ายต่อเนื่อง

    ไทยจ่อคิวน้ำมันแพงและวิกฤตปุ๋ยขาดแคลนหลังสงกรานต์

    สึนามิลูกแรกคือราคาพลังงานพุ่งสูงซึ่งจะส่งผลหนักหลังสงกรานต์ โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มทุก 1 บาทจะฉุด GDP ลง 0.04% ส่วนลูกที่สองคือการขาดแคลนพลังงานและสินค้าปิโตรเคมี เช่น ปุ๋ย และยารักษาโรค ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้เกษตรกร รัฐบาลจึงต้องวางแผนรับมือแบบสถานการณ์เลวร้ายที่สุด

    เสนอหั่นงบสองแสนล้านลดภาษีน้ำมันหนุนใช้พลังงานสะอาด

    รัฐบาลต้องบริหารราชการในภาวะวิกฤตด้วยการรัดเข็มขัด ตัดงบก่อสร้างอาคารและถนนเกือบ 200,000 ล้านบาท มาเยียวยาคนตัวเล็กและ SMEs พร้อมยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว ส่วนระยะยาวต้องปรับโครงสร้างใหญ่ ลดการใช้ฟอสซิล สนับสนุนโซลาร์เซลล์และการใช้รถ EV เพื่อสร้างความมั่นคงในยุคที่โลกผันผวน

    ที่มา : คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zm-8eQuhGj764Za777M_f

  • ‘ยศชนัน’ ปักหมุด อว. ใช้นวัตกรรมสร้างรายได้เข้าประเทศ เปิดมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ Upskill-Reskill

    ‘ยศชนัน’ ปักหมุด อว. ใช้นวัตกรรมสร้างรายได้เข้าประเทศ เปิดมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ Upskill-Reskill

    วันนี้ (10 เมษายน 2569) ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมร่วมรัฐสภาในการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า กระทรวง อว.มีแนวทางจะเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายเพื่อสร้างอนาคตให้กับลูกหลาน สำหรับประเทศไทยต้องเชื่อมโยงนโยบายต่างประเทศ สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ รวมถึงบริการภาครัฐเข้าด้วยกัน โดยนำแนวทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นอีกหนึ่งในกระดูกสันหลังให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

    สำหรับประเด็นแรกคือเรื่อง ‘นวัตกรรม’ นวัตกรรมมาจากการศึกษา วิจัย และอีกข้อคือจาก ‘อุตสาหกรรม’ ที่มีอยู่ในประเทศอยู่แล้ว จากภาคอุตสาหกรรม จากเอกชน หรือจากการลงทุนต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่ต้องดึงดูดให้ทำสิ่งนี้ได้ คือการส่งเสริมอาชีวศึกษาหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อรองรับนวัตกรรมจากภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้นวัตกรรมเกิดจากงานวิจัยเชิงลึก เกิดจากสิ่งที่เอกชนมีอยู่แล้ว แต่ภาคการศึกษาต้องช่วยในเรื่องทุนมนุษย์ให้สมบูรณ์ 

    ส่วนมหาวิทยาลัย ยศชนันระบุว่า ยังคงมีประโยชน์ โดยเฉพาะในเรื่อง Deep Tech ซึ่งมาจากงานวิจัยทั้งของนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ องค์ความรู้ใหม่นี้ล้วนมาจากงานวิจัย เปลี่ยนจากงานวิจัยเชื่อมโยงไปสู่นวัตกรรมต่อไป โดยหากเป็นระยะเริ่มต้นสามารถใช้งบประมาณของหน่วยงานจาก อว.ได้ แต่หากเป็นระยะท้ายซึ่งใช้แหล่งทุนค่อนข้างมาก อาจจำเป็นต้องหา Matching Fund โดยอาจมาจากทั้ง Angel Fund หรือ Venture Capital เข้ามาลงทุน ซึ่ง อว.จะเป็นผู้สนับสนุน นอกจากนี้นักวิจัยบางคนอาจบอกว่า ไม่ถนัดเรื่องนวัตกรรม เรื่องลิขสิทธิ์ ทาง อว.จะส่งเสริมเรื่องนี้ เพื่อให้นักวิจัยไม่เสียโอกาส สามารถสร้างรายได้อย่างทั่วถึง

    ขณะเดียวกัน ในอนาคตงานวิจัยจะไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทย แต่ต้องเป็นประโยชน์กับอีกหลายประเทศทั่วโลก ต้องเกิดระบบนิเวศของผู้ประกอบการขึ้นมา ส่งเสริมไปสู่การสร้างนวัตกรรม ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมพื้นที่กลางให้ ‘นักคิด’ ต้องอยู่ร่วมกับนักปฏิบัติ ให้เป็น Maker Space หรือ Coworking Space เพื่อให้สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้สะดวกมากขึ้น

    “นวัตกรรมจะไปสู่ภาคเศรษฐกิจได้อย่างไรบ้าง สำหรับประเทศไทย ผมให้ความสำคัญกับพี่น้องรากหญ้า เราต้องไม่สูญเสียเอกราชทางเทคโนโลยีให้กับประเทศได้ เราจะส่งเสริมเศรษฐกิจ Wellness เศรษฐกิจสุขภาพให้แข็งแรง ประเทศไทยสามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ เช่นเดียวกับเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี สังคม ขณะที่เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ เราสามารถชูเรื่องสมุนไพรได้เช่นกัน”

    นอกจากนี้ อว.จะทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม คือการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันโดยตรง และเพิ่มผลิตภาพของเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมให้มากขึ้น สามารถให้คนที่อายุเยอะขึ้น ไม่สามารถ ‘ผลิต’ ได้ในเวลาที่จำกัด และภายใต้ทรัพยากรจำกัดสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยได้ 

    ยศชนันยังระบุด้วยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องคิดเรื่องเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมมูลค่าสูง บริการมูลค่าสูง ต่อยอดให้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ต่อยอดเป็นความมั่นคงทางโภชนาการ (Nutrition Security) หรืออาหารแห่งอนาคต (Future Food) ขณะเดียวกันในเรื่องอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ สามารถต่อยอดจากอุตสาหกรรมที่มีอยู่ได้เช่นกัน รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจจีโนมิกส์ เรื่องโรคเขตร้อน ประเทศไทยมีฐานข้อมูลมากที่สุด และเรื่องการใช้เซลล์หรือยีนในการบำบัดโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ ทั้งธาลัสซีเมีย พาร์กินสัน มะเร็ง หากทำได้นี่คือเศรษฐกิจมูลค่าสูงขึ้น และจะมีมูลค่าสูงขึ้นทั้งระบบ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจด้าน Wellness เศรษฐกิจด้านบริการ การท่องเที่ยว ทันตกรรม และเวชศาสตร์ฟื้นฟู 

    อีกเรื่องคือเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ โฟโตนิกส์ (Photonics) ดาต้าเซนเตอร์ และ AI กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในโลกอนาคตชิปโฟโตนิกส์ ชิป Power Consumption และเรื่องการจัดการพลังงาน จะเป็นอีกหนึ่งตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากสามารถมีซัพพลายเชนหรือห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบได้ จะสามารถเปลี่ยนมิติต่างๆ ในประเทศไทย ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มได้

    นอกจากนี้ อว.จะทำงานด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศร่วมกับกระทรวงกลาโหม ให้ประเทศมีเอกราชเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ จะทำงานเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์เชื่อมโยงกับ Quantum Communication เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในทุกมิติ

    ขณะที่เรื่องการจัดการคอร์รัปชัน อว.จะทำงานร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อทำเรื่อง Open Data เชื่อมไปถึงรัฐบาลดิจิทัลให้ได้ เช่นเดียวกับเรื่อง Net Zero Carbon เรื่องการจัดการ Food Waste และเรื่องการจัดการภัยพิบัติ

    สุดท้าย อว.จะพลิกโฉมมหาวิทยาลัย โดยใช้นวัตกรรมช่วยเศรษฐกิจและสังคม นำกองกำลังสำคัญที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยช่วยกันทำงาน และเปิดมหาวิทยาลัยรองรับทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่นักศึกษาเท่านั้น แต่ทุกวัย รวมถึงศิษย์เก่าและผู้สูงอายุต้องเข้ามา Upskill-Reskill ได้ 

    “เรามีระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมให้นักคิด นักปฏิบัติ มาเจอกัน เรื่องการนำนวัตกรรมเชื่อมกับเศรษฐกิจ นวัตกรรมเชื่อมสังคม พลิกโฉมมหาวิทยาลัย ตอบโจทย์ในสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญมา ผมจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย เพื่อให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นความหวังของประเทศไทย”

    Tags: , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-yotchanan-anutin-policy-second-day/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RMgVW9hzXqEYVYzpk-YIj

  • การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 10 เมษายน 2569 | เดลินิวส์

    การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 10 เมษายน 2569 | เดลินิวส์

    อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5765574/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wjc-EsSuJFBUMu-HG_NA_

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมพร้อมสัญญาณ 5G และไฟเบอร์เน็ตบ้าน รองรับท่องเที่ยวสงกรานต์ยุคน้ำมันแพง 

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมพร้อมสัญญาณ 5G และไฟเบอร์เน็ตบ้าน รองรับท่องเที่ยวสงกรานต์ยุคน้ำมันแพง 

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.06 น.

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เตรียมพร้อมสัญญาณ 5G และไฟเบอร์เน็ตบ้าน รองรับท่องเที่ยวสงกรานต์ยุคน้ำมันแพง 

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ชูแผนรับเทศกาลสงกรานต์ 2569 รับวันหยุดยาว ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดว่าจะอาจจะส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางของคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้เปลี่ยนไป ทั้งการลดระยะทางท่องเที่ยว เลือกใช้เวลาพักผ่อนวันหยุดยาวใกล้บ้าน หรือหันมาใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่บ้านมากขึ้น ขณะที่กลุ่มที่ยังคงเดินทางมีแนวโน้มใช้เวลาบนถนนสายหลักและจุดพักรถนานขึ้น โดยเฉพาะสถานีน้ำมันซึ่งอาจมีความหนาแน่นจากการแวะพักและรอคิวเติมน้ำมัน

    เผยยกทัพโซลูชันจัดเต็ม นอกจากเพิ่มสัญญาณ 5G และ 4G ปีนี้แล้ว ทรูยังติดตั้ง IBC (In-Building Coverage) เพิ่มจากเดิมเพื่อขยายสัญญาณภายในอาคารและศูนย์การค้าทั่วกรุงเทพฯ รองรับคนกรุงที่ปีนี้คาดว่าจะมีกลุ่มปรับแผนเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และเลือกฉลองสงกรานต์แบบพักผ่อนในเมืองแทน ไม่ว่าจะเดินห้าง ดูหนัง หรือนัดกินข้าวกับเพื่อน ก็ใช้งานมือถือได้ลื่นไหล ประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมนำ AI ที่ได้รับการรับรอง Autonomous Network ระดับ 4.0 จาก TM Forum มาใช้บริหารโครงข่าย ผ่านระบบ Intent-Based Operation (IBO) ที่ทำงานเสมือนทีมปฏิบัติการอัตโนมัติ ดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทีมงานทรู คอร์ปอเรชั่น ไม่ได้แค่วางแผนโครงข่ายเชิงรุกเพื่อรองรับท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ แต่เรายังวางแผนรองรับพฤติกรรมการใช้งานที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เทศกาลสงกรานต์จะมีรูปแบบ ‘กระจุกตัวในแหล่งท่องเที่ยวสงกรานต์ และการเดินทางไกลข้ามจังหวัด’ ไปสู่รูปแบบที่ ‘กระจายตัวและยืดหยุ่น’ ทั้งระหว่างการเดินทางข้ามจังหวัด และการใช้งานในจังหวัด หรืออยู่บ้านกับครอบครัวมากขึ้น โดยคาดว่าปริมาณการใช้งานดิจิทัลยังคงเพิ่มสูง แต่จะกระจายไปยังสถานที่จัดกิจกรรมสงกรานต์ใหญ่ๆ เส้นทางคมนาคมสายหลัก จุดพักรถ และพื้นที่ชุมชนมากขึ้น ควบคู่กับการใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านที่เติบโตจากกลุ่มผู้บริโภคที่เลือกพักผ่อนอยู่บ้านในปีนี้”

    เพื่อตอบรับแนวโน้มดังกล่าว ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เตรียมความพร้อมโครงข่าย 5G และ 4G ครอบคลุม 5 พื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยว วัด และสถานที่ทำบุญ, จุดเล่นน้ำสงกรานต์, ศูนย์กลางคมนาคม เช่น สนามบิน สถานีขนส่ง และสถานีรถไฟ, ถนนสายหลักเชื่อมภูมิภาค และจุดพักรถตามเส้นทาง รวมถึงสถานีน้ำมัน และสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดใช้งานสำคัญในปีนี้ พร้อมทั้งดูและเน็ตบ้านในทุกพื้นที่ชุมชน

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทรูให้ความสำคัญกับจุดจัดงานสงกรานต์ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์ไทย และเป็นจุดดึงดูดการเยือนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ ถนนข้าวสาร, ถนนสีลม, สยามสแควร์, รวมถึงอีเวนต์ขนาดใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น SIAM Songkran Music Festival (RCA), S2O Songkran Music Festival (ย่านรัชดา) และ X Festival (Warehouse Stadium) เป็นต้น รวมถึงการเสริมสัญญาณพื้นที่จัดกิจกรรมสงกรานต์ทุกภูมิภาคและจังหวัดต่างๆ ทั่วไทย

    สำหรับเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้นำโซลูชันเสริมศักยภาพเครือข่ายมาใช้งานแบบครบวงจร เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นและมีรูปแบบซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ การติดตั้งรถสถานีฐานเคลื่อนที่ COW (Cell-On-Wheel) ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง, การเพิ่มเสาสัญญาณชั่วคราวในจุดจัดงานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในแต่ละจังหวัดทุกภูมิภาค, การปรับค่าพารามิเตอร์เครือข่ายให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานเฉพาะช่วงเทศกาล พร้อมทั้งติดตั้ง IBC (In-Building Coverage) เพิ่มจากเดิมเพื่อขยายสัญญาณภายในอาคารและศูนย์การค้าทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงการบริหารจัดการโครงข่ายแบบเรียลไทม์

    นอกจากนี้ สำหรับเทศกาลสงกรานต์ 2569 ทรูนำ AI ที่ได้รับการรับรอง Autonomous Network ระดับ 4.0 จาก TM Forum มาใช้บริหารโครงข่าย ผ่านระบบ Intent-Based Operation (IBO) ที่ทำงานเสมือนทีมปฏิบัติการอัตโนมัติ ดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อคาดการณ์และปรับจูนล่วงหน้าก่อนเกิดผลกระทบ โดยสามารถกระจายโหลดในพื้นที่หนาแน่น จัดการสัญญาณรบกวน และประเมินผลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ลูกค้าใช้งาน 5G และ 4G ได้อย่างต่อเนื่อง ลื่นไหล รองรับการสตรีม วิดีโอคอล และเล่นเกมได้อย่างสนุก

    ขณะเดียวกัน ทรูยังได้จัดทีมทำงานที่ศูนย์ปฏิบัติการ BNIC และ War Room ตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ AI วิเคราะห์และติดตามสถานการณ์เครือข่ายอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมทั้ง 5G, 4G และอินเทอร์เน็ตบ้านทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปริมาณการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และรักษาคุณภาพการให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาล

    บริษัทฯ ยังดำเนินการตามแนวทางของ กสทช. อย่างเคร่งครัด เพื่อดูแลคุณภาพโครงข่ายและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานในทุกพื้นที่ ทั้งกลุ่มที่เดินทางท่องเที่ยว หรือกลุ่มที่เลือกใช้เวลาอยู่บ้านในช่วงวันหยุดยาว

    “การวางแผนเสริมสัญญาณมือถือและเน็ตบ้านรับเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ สะท้อนถึงบทบาทของทรูในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคในทุกสถานการณ์ พร้อมรองรับทั้ง ‘การเดินทางท่องเที่ยว’ และ ‘ไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น’ ของคนไทยในยุคปัจจุบัน” นายคูรัม กล่าวในที่สุด

    เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความสนุกและร่วมส่งความปรารถนาดีในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ไปพร้อมกับลูกค้าคนสำคัญให้ได้สุขสดใส ชื่นใจวันสงกรานต์ เบิกบานทั่วไทยไปกับทรู พร้อมส่งมอบความสดใสรับเทศกาลปีใหม่ไทย ด้วยการมอบกระเป๋ากันน้ำสุดเก๋ไก๋ให้ลูกค้าได้นำไปใช้เบิกบานทั่วไทย เพียงเข้ามาใช้บริการหรือทำธุรกรรมที่ ทรูช็อป และ ดีแทคช็อป 129 สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ครบ 500 บาท รับฟรีทันทีกระเป๋ากันน้ำ 1 ใบ (จำกัด 1 สิทธิ์ต่อ 1 ท่าน) ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายนนี้ เป็นต้นไป

    พร้อมกันนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย มอบสิทธิพิเศษดับร้อนในงานมหาสงกรานต์ ร่วมสาดความสุขและมอบความคุ้มค่าแบบเต็มพิกัดให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ และนักท่องเที่ยว ไปกับกิจกรรมปีใหม่ไทยเที่ยวใกล้บ้าน “มหาสงกรานต์” ทั่วกรุงเทพฯ เปิดจุดรับสิทธิพิเศษมากมาย ประจำ 2 แลนด์มาร์กยอดฮิตกรุงเทพมหานคร ทั้งสวนลุมพินี และสวนเบญจกิติ ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 นี้ ทั้งรับฟรี! เครื่องดื่มคลายร้อน โค้ก ซีโร่, เครื่องดื่ม Slurpee จาก Freshy, น้ำแร่ Eto, ไอศกรีม Cremo พร้อมรับส่วนลดค่าอาหารที่ร้าน KFC สูงสุดถึง 50% และส่วนลดเข้าร่วมเวิร์กชอปศิลปะสูงสุด 10% (สำหรับลูกค้า TrueBlack และ dtac PLATINUM BLUE) กดรับสิทธิ์ง่ายๆ ผ่านแอปทรู นอกจากนี้ พิเศษสำหรับลูกค้า Tourist SIM สามารถแวะซื้อซิมพร้อมกดรับซองกันน้ำฟรีได้ที่บูธทรูตลอดงาน เตรียมโหลดแอปทรู ให้พร้อมแล้วมารับความคุ้มค่าสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ไปด้วยกัน!
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/472314&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pzn-82Yc6WPq37bThZA-q

  • พิธีรำลึกครบรอบ 40 วันแห่งการถึงแก่อสัญกรรมของอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ภายใต้หัวข้อ “รำลึกอัรบะอีน

    พิธีรำลึกครบรอบ 40 วันแห่งการถึงแก่อสัญกรรมของอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ภายใต้หัวข้อ “รำลึกอัรบะอีน

    และการเน้นย้ำเอกภาพของประชาชาติอิสลามในประเทศไทย” ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ระหว่างเวลา 14.00–15.30 น. ณ ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร โดยมีบุคคลสำคัญจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งด้านศาสนา การเมือง และวัฒนธรรม จากทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    บุคคลสำคัญที่เข้าร่วมในพิธี ได้แก่ ฯพณฯ อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรีแห่งประเทศไทย   ฯพณฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ท่านอิหม่ามชาฟิอี  นภากร อิหม่ามประจำมัสยิดศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย คุณอรรถ นานา รองประธานมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ผศ.มนัส เกียรติธารัย อดีตประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร ตลอดจนนักวิชาการและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    สาระสำคัญของการจัดงานครั้งนี้ มุ่งเน้นการยกย่องบทบาทความเป็นผู้นำของท่านอายะตุลลอฮ์ คาเมเนอี พร้อมทั้งพิจารณามิติด้านบุคลิกภาพ แนวคิด และบทบาททางการเมืองของท่าน ตลอดจนเน้นย้ำถึงความสำคัญของความเป็นเอกภาพของประชาชาติอิสลาม ท่ามกลางบริบทของโลกมุสลิมที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในหลากหลายมิติ

    ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้กล่าวถึงบทบาทอันทรงอิทธิพลของผู้นำผู้ล่วงลับ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสืบสานแนวทางและอุดมการณ์ของท่าน เพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ศักดิ์ศรีแห่งอิสลาม และความเป็นเอกภาพของประชาคมมุสลิม โดยเห็นว่าการจัดงานครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชาติมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและราชอาณาจักรไทย

    ดร.เมห์ดี ซาเร ทูตวัฒนธรรมสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้กล่าวเปิดงานโดยแสดงความยินดีต้อนรับผู้เข้าร่วม พร้อมทั้งระบุว่าพิธีในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการพิจารณาเชิงลึกถึงมิติทางบุคลิกภาพของท่านอายะตุลลอฮ์ คาเมเนอี โดยเน้นย้ำว่าไม่ควรจำกัดการวิเคราะห์ท่านไว้เพียงในกรอบของผู้นำทางการเมือง หากแต่ควรพิจารณาในฐานะสัญลักษณ์ของการบูรณาการระหว่างจริยธรรม จิตวิญญาณ และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแบบอย่างของภาวะผู้นำที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณค่ามนุษย์อย่างเด่นชัด

    ในลำดับถัดมา วิทยากรได้กล่าวถึงเส้นทางชีวิตของผู้นำท่านดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่าการเติบโตในครอบครัวที่ยึดมั่นในหลักศาสนาและอยู่ในสภาพแวดล้อมทางวิชาการ ได้มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมบุคลิกภาพที่เปี่ยมด้วยความตระหนักรู้และความมุ่งมั่นตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต อีกทั้งประสบการณ์ชีวิตที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะในช่วงการต่อสู้ทางการเมือง ยังได้เสริมสร้างความอดทน ความเข้มแข็ง และวิสัยทัศน์เชิงอนาคต ซึ่งปรากฏอย่างชัดเจนในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้นำ

    ฯพณฯ อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรีแห่งประเทศไทยได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อประชาชนแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดยระบุว่าการสูญเสียในครั้งนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงในระดับชาติ หากแต่เป็นความสูญเสียของประชาชาติอิสลามโดยรวม พร้อมทั้งกล่าวว่าบุคลิกและบทบาทของท่านอายะตุลลอฮ์ คาเมเนอี มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในโลกมุสลิม และได้รับการยอมรับในฐานะสัญลักษณ์ของผู้นำทั้งในมิติทางศาสนาและสังคม

    นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงบทบาทของผู้นำท่านดังกล่าวในการพิทักษ์คุณค่าของอิสลาม โดยเฉพาะการยืนหยัดเคียงข้างผู้ถูกกดขี่ อาทิ ประเด็นปาเลสไตน์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในหลักความยุติธรรมและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าหนึ่งในบทเรียนสำคัญจากชีวิตของท่าน คือความจำเป็นของการธำรงไว้ซึ่งความสามัคคีในหมู่มุสลิม เนื่องจากความแตกแยกภายในย่อมนำไปสู่ความอ่อนแอ และมีเพียงความเป็นเอกภาพเท่านั้นที่จะทำให้สามารถเผชิญกับความท้าทายในระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ฯพณฯ ดร. นัสเซอร์รุดดีน ไฮดารี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้กล่าวในเชิงวิเคราะห์ภาพรวม โดยชี้ให้เห็นถึงบทบาทของอิหร่านในบริบทของภูมิภาคและเวทีโลก โดยระบุว่าในฐานะที่เป็นอารยธรรมที่มีรากฐานยาวนาน อิหร่านได้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางทางวัฒนธรรมและการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง และบทบาทดังกล่าวยังคงปรากฏอย่างเด่นชัดในยุคปัจจุบัน

    ทั้งนี้ วิทยากรได้เน้นย้ำว่าภาวะผู้นำของท่านอายะตุลลอฮ์ คาเมเนอี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนบทบาทดังกล่าว โดยด้วยวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์และมุมมองระยะยาว ท่านสามารถเสริมสร้างศักยภาพภายในประเทศ และยกระดับอิหร่านให้เป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในเวทีภูมิภาคและนานาชาติ ซึ่งเป็นผลจากการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างมิติทางวัฒนธรรม ความคิด และยุทธศาสตร์

    ด้านฯพณฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตประธานรัฐสภาไทย ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อประชาชนแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและประชาชาติอิสลาม โดยระบุว่าการสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นความโศกเศร้าร่วมกันของโลกมุสลิม มิใช่เพียงในระดับชาติเท่านั้น

    พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวว่าท่านอายะตุลลอฮ์ คาเมเนอี มิได้เป็นเพียงผู้นำทางการเมือง หากแต่ยังเป็นบุคคลสำคัญในด้านศาสนา จริยธรรม และความคิด ซึ่งมีบทบาทอย่างยิ่งในการกำหนดแนวคิดร่วมสมัยของโลกอิสลาม โดยชี้ให้เห็นว่ารูปแบบภาวะผู้นำที่ผสานระหว่างศาสนาและการเมืองบนพื้นฐานของคุณธรรมและค่านิยมทางศาสนา สามารถเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับความซับซ้อนของโลกยุคปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม ท่านได้กล่าวเสริมว่า ผู้นำผู้ล่วงลับท่านนี้สามารถเป็นแบบอย่างของความแน่วแน่และความมุ่งมั่น ในการยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมและเผชิญกับความท้าทายได้อย่างโดดเด่น

  • ใบเตย อาร์สยาม ตอบปม ฟิล์ม รัฐภูมิ บอกช่วยค่าเทอมลูก แต่ ดีเจแมน โต้กลับ – ไทยรัฐออนไลน์

    ใบเตย อาร์สยาม ตอบปม ฟิล์ม รัฐภูมิ บอกช่วยค่าเทอมลูก แต่ ดีเจแมน โต้กลับ – ไทยรัฐออนไลน์

    หลังจากที่นักร้องนักแสดงหนุ่ม ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ให้สัมภาษณ์ว่าช่วยเหลือนักร้องลูกทุ่งสาว ใบเตย สุธีวัน ทวีสิน หรือ ใบเตย อาร์สยาม เพราะตอนที่ออกจากเรือนจำใหม่ๆ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2925995&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OxdTY8X9EUYFP5h2CqfEV