Blog

  • อาจารย์เชนสร้างเศรษฐกิจ

    อาจารย์เชนสร้างเศรษฐกิจ

    เผยแพร่:

    อาจารย์เชนสร้างเศรษฐกิจ’เพื่อไทย’วิสัยทัศน์สวยหรูตามรอย ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ : ถอนหมุดข่าว 10/04/69 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist02/watch/gxylMIYW2Dk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t4oAJCWUbMoVkuBN_dTGB

  • T

    T

    พร้อมส่ง 3 ออนไลน์แคมเปญ แท็กทีมทัพครีเอเตอร์ชวนไลฟ์สนุก สืบสานประเพณีและวัฒนธรรมไทยช่วงสงกรานต์ปีนี้

    TikTok ผนึก ททท. ดัน

    TikTok แพลตฟอร์มแห่งการค้นพบระดับโลก และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สานต่อความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อมุ่งส่งเสริมวัฒนธรรมไทยให้เป็น Soft Power สำคัญเพื่อผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ เปิดตัว 3 แคมเปญใหม่รับ “สงกรานต์ปี 2569” ผ่าน TikTok LIVE มุ่งสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมไทยดิจิทัลไร้พรมแดน ชูการไลฟ์เป็นเครื่องมือหลักมัดใจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ๆ ทั่วโลก สานต่อความสำเร็จจากงาน “Wonder Thai Festival” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่สร้างยอด Engagement สูงกว่าแคมเปญอื่นถึง 24% TikTok ผนึก ททท. ดัน

    ดันวัฒนธรรมไทยเป็น “แม่เหล็ก” สะพานเชื่อมการท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

    ความสำเร็จของแคมเปญ Wonder Thai Festival เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจำลองบรรยากาศ “งานวัด” มาไว้บนหน้าจอสมาร์ทโฟน สร้างยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) สูงถึง 24% จำนวนครีเอเตอร์ร่วมไลฟ์ในแคมเปญมีมากกว่าแคมเปญประเภทอื่นถึง 10% สะท้อนให้เห็นว่า “วัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นไทย” คือแนวคอนเทนต์ระดับแม่เหล็กที่ทรงพลัง สามารถดึงดูดใจผู้ใช้งาน TikTok กว่า 50 ล้านรายได้เป็นอย่างดี ผ่านการพัฒนาฟีเจอร์ Virtual Gifts และ User Interface (UI) ของ TikTok LIVE ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อเข้ากับบรรยากาศและเทศกาลไทยโดยเฉพาะ ทำให้การสืบสานประเพณีไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

    ความสำเร็จดังกล่าวยังตอกย้ำการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ TikTok LIVE ในประเทศไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยมีจำนวน LIVE Creator สูงถึง 11.4 ล้านราย (เติบโตขึ้น 117%) มียอดการชมไลฟ์รวมกว่า 8 พันล้านวิวต่อเดือน (เติบโตขึ้น 38%) สะท้อนให้เห็นถึงความเหนียวแน่นของชุมชนผู้ใช้งานและความพร้อมของอีโคซิสเต็มส์ในการเป็นช่องทางหลักเพื่อส่งต่อวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก

    TikTok สนับสนุนยุทธศาสตร์ “Value over Volume” ของ ททท. ผ่าน “Sub-Culture Economy” เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ความร่วมมือในครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ททท. ที่มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ (Value over Volume) โดยอาศัยศักยภาพของ TikTok ในฐานะแพลตฟอร์มระดับโลกที่รวมทุกความสนใจ เพื่อเข้าถึงกลุ่ม Sub-Culture ที่มีกำลังซื้อสูงและมีปฏิสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสายกิน (Foodies), สายอาร์ตและงานดีไซน์ (Art & Design) หรือกลุ่มผู้หลงใหลในวัฒนธรรมท้องถิ่น (Cultural Seekers)

    โดย TikTok ได้จับมือกับเหล่า TikTok LIVE Creator ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงถ่ายทอดคอนเทนต์ที่มากกว่าแค่บรรยากาศงานเทศกาล แต่เป็นการนำเสนอ “ประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่” และ “อัตลักษณ์ท้องถิ่นไทยที่โดดเด่น” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนจากยอดวิวสู่การตัดสินใจเดินทางจริงของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมใช้จ่ายเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีคุณค่า

    เปิดตัว 3 แคมเปญใหม่รับสงกรานต์ ดันครีเอเตอร์สร้าง Festive Moment ระดับโลกบน TikTok LIVE

    เพื่อให้สงกรานต์ปี 2569 เป็นเทศกาลของไทยที่ผู้คนเข้าถึงได้ทุกโมเมนต์ TikTok และ ททท. ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ 3 กิจกรรมไฮไลท์ที่จะเปลี่ยนหน้าจอให้เป็นเวทีสืบสานและส่งต่อวัฒนธรรมระดับโลก ดังนี้

    1. สาด LIVE สาด Love: ยกกลิ่นอายวัฒนธรรมสงกรานต์ทั่วไทย เช่น ก่อเจดีย์ทราย, ปักตุงปีใหม่เมือง และ รถถีบกางจ้อง มาไว้บนหน้าจอ TikTok LIVE เปิดให้เหล่าครีเอเตอร์สร้างไลฟ์สร้างสีสันของตัวเองในธีมสงกรานต์ชวนเหล่าแฟน ๆ ผู้ติดตามส่งของขวัญคอลเลกชันพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ ตั้งแต่ 11 – 17 เมษายน 2569
    2. LIVE ชุ่ม PK ฉ่ำ: แข่งเล่นสงกรานต์ไลฟ์ชนจอระหว่างครีจเอเตอร์ไทยและครีเตอร์ในต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ประเพณีสงกรานต์ออกสู่สายตาชาวโลกผ่าน TikTok LIVE ด้วยการนำเสนอ ของขวัญ LIVE ในธีมสงกรานต์ เช่น ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปะแป้ง และของขวัญต่าง ๆ อีกมากมายให้ผู้มีส่วนร่วมสัมผัสประสบการณ์สงกรานต์รูปแบบใหม่บนจอโทรศัพท์ พร้อมกับเหล่าครีเอเตอร์แนวหน้า ที่จะมาแสดงความสามารถ ร้อง เต้น ในชุดพื้นเมืองไทย ตั้งแต่ 13 – 15 เมษายน 2569
    3. ดาวเด่นเล่นสงกรานต์: ไลน์อัพพาเหรดสงกรานต์ผ่านช่อง TikTokLIVE-TH นำเสนอคอนเทนต์หลากลายรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับประเพณีไทยและสงกรานต์ โดยผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมโดยการส่งไอคอนไลค์ธีมสงกรานต์ให้กำลังใจครีเอเตอร์ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ดี ๆ ตั้งแต่ 13 – 15 เมษายน 2569

    นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy SEA, TikTok กล่าวว่า “TikTok มีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่ระดับสากล ผ่านความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มที่เป็น Global Community เราไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่เรามีชุมชนครีเอเตอร์ที่ทรงพลังหลายล้านราย พร้อมเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการส่งต่อเรื่องราววัฒนธรรมไทยให้มีชีวิตชีวาบนโลกดิจิทัล การร่วมมือกับ ททท. อย่างต่อเนื่องผ่านการสร้างสรรค์กิจกรรมของ TikTok LIVE เป็นการเปิดประตูให้คนได้เห็นมนต์เสน่ห์ของไทยแบบเรียลไทม์ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าเนื้อหาที่จริงใจจากครีเอเตอร์จะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นความสนใจในเทศกาลและวัฒนธรรมไทย สามารถต่อยอดเป็นการช่วยตัดสินใจท่องเที่ยวไทยทั้งในช่วงเทศกาลและหลังเทศกาล ตอกย้ำบทบาทแพลตฟอร์มที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของไทยอย่างเป็นรูปธรรม”

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ททท. ปรับตัวให้ทันกับเทรนด์โลกออนไลน์ที่มองหาความจริงใจและประสบการณ์ที่จับต้องได้จริง การยกระดับ Soft Power ไทยสู่ระดับสากลต้องอาศัยเครื่องมือที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด โดย TikTok LIVE ตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีเยี่ยมในแง่ของการส่งเสริมการท่องเที่ยวในยุคนี้ได้อย่างทรงพลังที่สุด เราจับมือกับ TikTok ต่อเนื่อง เพราะเห็นถึงศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในแคมเปญสงกรานต์ในครั้งนี้ ททท.ยังได้สนับสนุนแพคเกจท่องเที่ยวไทยให้แก่ครีเอเตอร์ที่ชนะจากการไลฟ์ร่วมสนุกบน TikTok เพื่อจูงใจและสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกับ TikTok LIVE Creator ในเทศกาลต่าง ๆ จึงได้ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเพณีไทยให้สนุกสนาน เข้าถึงง่าย และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมอยากมาสัมผัสบรรยากาศจริงที่ประเทศไทย ไม่ใช่แค่ช่วงสงกรานต์ แต่เป็นในทุกเทศกาลตลอดทั้งปี”

    ปักหมุดไฮไลท์สำคัญความร่วมมือกับ TikTok LIVE x ททท. ที่ห้ามพลาด!

    ห้ามพลาด! ในวันที่ 10 เมษายน 2569 เตรียมพบกับกองทัพ Top TikTok LIVE Creators แถวหน้าของเมืองไทย ในฐานะแขกรับเชิญพิเศษระดับเซเลบริตี้ที่จะมารวมตัวกันในงาน “เสน่ห์ไทย” ที่จัดขึ้นโดย ททท. พาสัมผัสมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยผ่านสายตาครีเตอร์คนรุ่นใหม่ พร้อมพาไปสัมผัสบรรยากาศงาน รวมถึง “เสน่ห์อาร์ต By Songkran Festival” ที่รวบรวมผลงานจากศิลปินไทย ถ่ายทอดเอกลักษณ์ผ่านคาแรกเตอร์ดีไซน์สุดสร้างสรรค์ที่กระจายอยู่ทั่วงาน อาทิ Mamuang, 2CHOEY, POORBOY, TOMATO TWINS และ CRY BABY โดยแต่ละจุดมีเรื่องราวและแรงบันดาลใจที่แตกต่างกัน สะท้อนความเป็นไทยในมุมมองร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น พร้อมเสริมด้วยไฮไลท์กิจกรรมภายในโซน ไม่ว่าจะเป็นจุดถ่ายภาพ Art Installation ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อสายคอนเทนต์โดยเฉพาะ กิจกรรมพบปะศิลปินตัวจริง รวมถึงเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ในสไตล์ของตัวเอง พร้อมถ่ายทอดสดให้ชมกันผ่านหน้าจอ TikTok LIVE เท่านั้น ผู้ใช้งานสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลได้ง่าย ๆ เพียงค้นหา #Songkran2026 และ #AmazingThailand บน TikTok

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iepquea3g4hsi21ocyb7jq6f57nqgv25&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AjBJRiHDnZS5Xs-ARGg7g

  • งามหน้า! โซเชียลจวก ‘คู่รักต่างชาติ’ โชว์หนังสดริมหาดดังแบบไม่สนโลก | เดลินิวส์

    งามหน้า! โซเชียลจวก ‘คู่รักต่างชาติ’ โชว์หนังสดริมหาดดังแบบไม่สนโลก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 เพจ “Phuket Times ภูเก็ตไทม์” ได้เผยแพร่ภาพนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ชายและหญิง อยู่ในลักษณะไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ บริเวณโขดหิน หาดลายิ ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต โดยเหตุเกิดในช่วงเช้าที่ผ่านมา

    จากภาพดังกล่าวปรากฏภาพทั้งสองอยู่ในสภาพเปลือยกาย และมีพฤติกรรมเชิงชู้สาวโดยไม่คำนึงถึงนักท่องเที่ยวและประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง สร้างความไม่เหมาะสมต่อสถานที่ท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของพื้นที่ โดยเพจระบุข้อความว่า “โจ่งครึ่ม! คู่รักนทท.ต่างชาติ เล่นจ้ำจี้ขย่มกันยามเช้า เสียงร้องครางสนั่น เหตุเกิด บริเวณหาดลายิ กมลา #ภูเก็ต”

    ภายหลังจากการเผยแพร่ ได้มีผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก อาทิ แล้วหาดนี้สวยด้วย 55555, ดีงามค่ะ จัดไปโลดคะเพราะบ้านเราไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย งามหน้า ทำไรก็ได้ กฎหมายไม่แรง, ไม่ต้องดูผ่านแอปแบบนี้ก็ฟินเลยคนถ่ายคลิป, โชคดีได้ดูหนังกลางแปลง คนดูว่าพรือ, ธรรมชาติของมนุษย์ ผิดที่ประเพณีไม่เหมือนกัน เป็นต้น

    ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการติดตามตัวบุคคลในคลิปมาดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดกระแสให้สังคมกลับมาตั้งคำถามถึงมาตรการดูแลความเรียบร้อยในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5768277/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bIRPJMOeFNnxzAhppaUjj

  • ไม่ตรงปก เปรียบเทียบข้อเสนอนโยบายสภาผู้บริโภคกับรัฐบาล – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ไม่ตรงปก เปรียบเทียบข้อเสนอนโยบายสภาผู้บริโภคกับรัฐบาล – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เปรียบเทียบข้อเสนอนโยบายสภาผู้บริโภคในการคุ้มครองผู้บริโภค กับนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศกับรัฐสภา ยังไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงลึกประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค ในฐานะองค์กรตัวแทนผู้บริโภคตามกฎหมาย ได้จัดทำนโยบายคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ครอบคลุมปัญหาสำคัญของผู้บริโภค ทั้งภัยมิจฉาชีพออนไลน์ ค่าครองชีพสูง ระบบขนส่ง พลังงาน การศึกษา อาหาร และสุขภาพ เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้เป็นแนวทางดำเนินนโยบาย ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่ประกาศต่อรัฐสภามีความแตกต่างกัน

    สำหรับข้อเสนอนโยบายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค มีทั้งด้านลดภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ โดยสภาผู้บริโภคเสนอให้จัดตั้ง “กองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากมิจฉาชีพ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีแนวทางเยียวยาผู้เสียหายอย่างชัดเจน ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากไม่สามารถติดตามเงินคืนได้ทันเวลา และบางรายสูญเงินจนกระทบต่อการดำรงชีวิต นำไปสู่ข่าวเศร้าสลดที่มีความสูญเสียตามมา แต่นโยบายของรัฐบาลมุ่งปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ แต่ยังไม่มีมาตรการจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายขึ้นมาปกป้องประชาชน

    ทางด้านข้อเสนอ “อวสานแพ็กเกจแพง” สภาผู้บริโภคพบว่า ภายหลังการควบรวมธุรกิจโทรคมนาคม ทำให้ผู้ให้บริการมีจำนวนเหลือเพียง 2 ราย กระทบต่อการแข่งขันในตลาดลดลง และราคาแพ็กเกจมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงเสนอให้มีแพ็กเกจพื้นฐานในราคา 100 บาท ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และยังเป็นการลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่เผชิญปัญหาค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงขึ้น ทั้งราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงค่าน้ำมันและค่าไฟ พร้อมเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย กสทช. ที่เป็นองค์กรอิสระ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ ทางด้านนโยบายรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบเอไอ แต่ไม่มีแนวทางในการกำกับดูแลราคา หรือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดโทรคมนาคมที่เข้าข่ายตลาดผูกขาดและแทบไม่มีการแข่งขันแล้ว

    ขณะที่ข้อเสนอ “ช็อปชัวร์ทุกแพลตฟอร์ม” จากปัญหาเรื่องการซื้อของออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่างๆ เกิดปัญหามากมาย ทั้งได้ของไม่ตรงปก สินค้าไม่มีมาตรฐานและบางครั้งเจอมิจฉาชีพทำให้สูญเสียเงิน จึงผลักดันนโยบายยืนยันตัวตนผู้ขาย (e-KYM) เพื่อมีการตรวจสอบและวางระบบป้องกันปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ทั้งนี้รัฐบาลได้ประกาศแนวทางผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลและเอไอ การพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของประเทศ แต่ยังไม่มีการลงรายละเอียดในแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภค

    ทางด้านนโยบายสร้างเมืองที่เป็นธรรม สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอ “ตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด” จากปัญหาระบบขนส่งสาธารณะของไทย โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่เกิดปัญหาเรื่องรถโดยสารสาธารณะมีไม่ทั่วถึง มีการยกเลิกเส้นทางขนส่งที่ขาดทุน ปัญหารถน้อยและคอยนาน ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องพึ่งพารถยนต์และรถมอเตอร์ไซต์ส่วนบุคคล รวมถึงเสนอให้กำหนดอัตราค่าโดยสารขั้นต่ำ 10% ของค่าแรง ทางด้านรัฐบาลมีนโยบายเรื่องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่มีการลงรายละเอียดในเรื่องการจัดตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะ

    รวมถึง “ข้อเสนอเปลี่ยนที่ว่าง เป็นที่พึ่ง” จากปัญหาผู้บริโภคหลายแสนคนประสบอุทกภัยทุกภูมิภาคและขาดที่พักพิงชั่วคราวในการอพยพ ทำให้เสนอนำที่ดินรกร้างของภาครัฐมาเป็นที่พักอาศัย ขณะที่รัฐบาลมีการระบุเรื่องแจ้งเตือนและบริหารภัยพิบัติ รวมถึงการจัดจัดสรรที่ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แต่ไม่มีการนำเสนอเรื่องบริหารพื้นที่พักพิงในช่วงภัยพิบัติ

    ทางด้านข้อเสนอ “หยุดสร้างโรงไฟฟ้า เปิดฟรีโซลาร์เซลล์” เสนอให้ส่งเสริมประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโดยไม่จำกัดและเปิดขายไฟฟ้าคืนสู่ระบบได้ง่าย รวมถึงมีนโยบายให้กลุ่มรายได้น้อยติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ฟรี รวมถึงหยุดสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เพื่อลดต้นทุนแฝงและทำให้ค่าไฟฟ้าคิดตามจริง พร้อมด้วยนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ทั้งค่าการกลั่นและราคาอ้างอิงและต้นทุนที่ไม่จริง เพื่อให้ราคาน้ำมันถูกลง มุ่งเป้าหมายระยะยาวทำให้ประเทศลดการใช้ฟอสซิลและเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน แต่รัฐบาลสนับสนุนพลังงานสะอาดพร้อมวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้รองรับสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) สนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Grid) และดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน

    ทางด้านนโยบายคุณภาพชีวิต มีข้อเสนอ “เรียนฟรี ต้องฟรีจริง” จากปัญหานักเรียนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการศึกษาขั้นพื้นฐาน แม้มีการรับรองสิทธิการเรียนตามรัฐธรรมนูญ และบางรายไม่ได้รับวุฒิการศึกษา เนื่องจากไม่ได้จ่ายค่าเทอมจึงอาจต้องเป็นหนี้ตลอดชีพ ขณะที่ภาครัฐบาลมีนโยบายพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์เรียนรู้ฟรีและให้ทุนบุคลากรที่มีศักยภาพสูง

    ข้อเสนอเรื่อง “ปรับแก้ พ.ร.บ. อาหารฉบับไดโนเสาร์” ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2522 ยาวนานถึง 40 ปีแล้ว ทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงอาหารไม่ปลอดภัย ขาดการตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงผู้บริโภค ส่งผลให้เมื่อเกิดปัญหาอาหารปนเปื้อนหรือไม่ได้มาตรฐาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถจัดการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ขณะที่รัฐบาลมุ่งจัดทำเรื่องมาตรฐานอาหารที่มีความปลอดภัย แต่ไม่มีการกำหนดนโยบายปฏิรูปกฎหมายของอาหารที่ล้าสมัย

    สำหรับ “ข้อเสนอให้รัฐจ่ายเงิน 3 กองทุนสุขภาพอย่างเท่าเทียม” จากปัญหาความเหลื่อมล้ำของมาตรฐานและสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภคในการเข้ารับบริการด้านสุขภาพ และค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนที่สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น แต่นโยบายรัฐบาลมุ่งเสนอเรื่องพัฒนาระบบสุขภาพและการเชื่อมโยงระบบข้อมูลของสุขภาพทำให้ทุกคนได้รับการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งไม่ได้ลงไปแก้ปัญหาเรื่อง 3 กองทุนสุขภาพและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในระดับสูง

    นอกจากนี้มีประเด็นเรื่องประกันสังคม สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอให้มีการ “ปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม” ทั้งเลือกคณะกรรมการที่ต้องมีตัวแทนจากประชาชน การใช้สิทธิรักษาพยาบาลผู้ประกันตนต้องเท่าเทียมกับบัตรอื่นๆ และผู้ประกันตนควรได้รับบำนาญชราภาพอัตรา 9,000 บาทต่อเดือน แต่รัฐบาลกำหนดนโยบายปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม และยกระดับความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุน ขยายสิทธิประโยชน์สู่แรงงานนอกระบบ 

    ขณะเดียวกันสภาผู้บริโภคมีข้อเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคทั้งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับสภาผู้บริโภค กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายสำคัญในการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเดิมที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2522 ฉบับสอง ร่างพระราชบัญญัติอาหาร ฉบับสภาผู้บริโภค และร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) จะช่วยยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้แก่ประชาชน เท่าเทียมกับประเทศกลุ่มสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ( Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) จึงช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าสู่ประเทศสมาชิกในอนาคต

    นอกจากนี้รัฐบาลมีแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม ยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง เพื่อลดปัญหาหนี้สินของคนไทย แต่สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอเรื่องแก้หนี้ให้แก่ประชาชน ด้วยข้อเสนอแนวทางแก้ “หนี้ไม่เป็นธรรม” โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกัน ซึ่งกำลังศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไข เพื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป

    อย่างไรก็ตาม การนำเสนอนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคของสภาผู้บริโภค เป็นตามภาระกิจของสภาผู้บริโภคตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 ในการนำเสนอนโยบายต่อรัฐบาลนำไปดำเนินการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/tcc_media/comparative-government-policy/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21r3z2ttgAooMj5C0AbbN1

  • เช็กเลย ‘ทักษะที่คนทำงานด้านความยั่งยืน-สิ่งแวดล้อม’ พึงมี เพื่อตอบโจทย์ภาครัฐและตลาดแรงงาน ตามประกาศล่าสุดของ กระทรวง อว.  | SDG Move

    เช็กเลย ‘ทักษะที่คนทำงานด้านความยั่งยืน-สิ่งแวดล้อม’ พึงมี เพื่อตอบโจทย์ภาครัฐและตลาดแรงงาน ตามประกาศล่าสุดของ กระทรวง อว.  | SDG Move

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยแพร่ประกาศกำหนด “ทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาอาหารแห่งอนาคต กลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน และกลุ่มสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. 2569  เพื่อเป็นแนวทางแก่สถาบันการศึกษาในการจัดทำหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการฝึกอบรม ให้สามารถสร้างกำลังคนที่สอดคล้องความต้องการของภาครัฐและตลาดแรงงานตามบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง

    ประกาศข้างต้น แบ่งกลุ่มสาขาของทักษะเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

    กลุ่มสาขาอาหารแห่งอนาคต (future food) ประกอบด้วยอาชีพ ดังนี้

    • ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและสร้างสรรค์อาหาร (food innovator)
    • นักกำหนดอาหาร (dietitian)
    • นักโภชนาการเพื่อการออกแบบนวัตกรรมอาหาร (nutrinovator)

    กลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (environment and sustainability) ประกอบด้วยอาชีพ ดังนี้

    • ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืน (sustainability development specialist) 
    • ผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (carbon footprint specialist)

    กลุ่มสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (digital and artificial intelligence) ประกอบด้วยอาชีพ ดังนี้

    • นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (data scientist) ระดับแรกเข้าและระดับเชี่ยววชาญ
    • วิศวกรข้อมูลขนาดใหญ่ (big data engineer) ระดับแรกเข้าและระดับเชี่ยววชาญ
    • วิศวกรปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence engineer) ระดับแรกเข้าและระดับเชี่ยววชาญ
    • ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence specialist) 

    สำหรับ กลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) พบว่าทักษะที่พึงประสงค์เน้นไปที่การพัฒนาคนและองค์กรให้สามารถวิเคราะห์ ตรวจสอบ และติดตามแนวโน้มประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental Social and Governance) หรือ ESG อย่างมีประสิทธิภาพ และเน้นให้มีความสามารถในการประมวลผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และให้ข้อเสนอแนะ กำหนดกลยุทธ์ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วย

    ทั้งนี้ หากพิจารณาทักษะทึ่พึงประสงค์ของ 2 อาชีพที่ระบุภายใต้สาขานี้ พบว่าทักษะและสมรรถนะทางเทคนิค ที่ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ควรมี ทั้งสิ้น 3 ทักษะ ได้แก่ 

    • ทักษะด้านการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล เช่น สามารถเข้าใจและประเมินผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร และประเมินความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพได้
    • ทักษาะด้านการเสนอแนวทางดำเนินการเพื่อเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กร เช่น สามารถนำเสนอองค์ความรู้หรือเทคนิคใหม่ ๆ มาปรับใช้เพื่อดำเนินการตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร
    • ทักษะด้านการบริหารจัดการโครงการ เช่น สามารถพัฒนาโครงการด้านความยั่งยืนที่เหมาะสมกับองค์กร

    ส่วนทักษะและสมรรถนะทางเทคนิค ที่ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ควรมี ทั้งสิ้น 3 ทักษะ ได้แก่

    • ทักษะด้านการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล เช่น สามารถเข้าใจการดำเนินงานขององค์กร และเงื่อนไขทาง อุตสาหกรรมที่ส่งผลต่อการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    • ทักษาะด้านการเสนอแนวทางดำเนินการเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอน เช่น สามารถให้ข้อคิดเห็นต่อปริมาณการปล่อยคาร์บอนขององค์กร ดำเนินการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในการเสนอนโยบายและ ออกแบบกลยุทธ์ ข้อกำหนด แนวปฏิบัติ หรือวิธีการจัดการ การปล่อยคาร์บอน ให้เป็นไปตามมาตรฐาน กฎหมาย หรือ ข้อบังคับ
    • ทักษะด้านการบริหารจัดการโครงการ เช่น สามารถคำนวณต้นทุนและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปล่อย คาร์บอนขององค์กร รวมถึงสามารถวิเคราะห์ความคุ้มค่า ในตลาดการซื้อขายคาร์บอน (Carbon Market)

    นอกจากนี้ ทั้งสองอาชีพยังต้องมีทักษะและสมรรถนะทั่วไป เช่น สามารถคิดอย่างเป็นระบบ สามารถคิดเชิงวิพากษ์โดยใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ ได้ รวมถึงสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์และมีความเป็นผู้นำ

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    – มนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จากหลากวิธี และ ‘ระบบอาหาร’ ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ทำให้โลกร้อนมากขึ้น
    – บริโภคผักนำเข้ายังยั่งยืนกว่าเนื้อสัตว์ผลิตในท้องถิ่น เพราะการขนส่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าการเลี้ยงสัตว์ 
    – การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำฟาร์มทั่วโลก คุกคามความพยายามลดโลกร้อนตามความตกลงปารีส 
    – Carbon Footprint มหาศาลจากการขุด Bitcoin ทั่วโลก นำมาสู่การยกเลิกการชำระเงินซื้อ Tesla ด้วย Bitcoin 
    – SDG Updates | Plant-Based Diet กุญแจสำคัญเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของโลก 
    – SDG Updates | การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเยอรมนี และการถอดบทเรียนเพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (EP.13) 

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ
    – (4.4) เพิ่มจำนวนเยาวชนและผู้ใหญ่ที่มีทักษะที่เกี่ยวข้องจำเป็น รวมถึงทักษะทางด้านเทคนิคและอาชีพสำหรับการจ้างงาน การมีงานที่มีคุณค่า และการเป็นผู้ประกอบการ ภายในปี พ.ศ. 2573
    – (4.7) สร้างหลักประกันว่าผู้เรียนทุกคนได้รับความรู้และทักษะที่จาเป็นสำหรับส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมไปถึง การศึกษาสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคระหว่างเพศ การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความสงบสุขและการไม่ใช้ความรุนแรง การเป็นพลเมืองของโลก และความชื่นชมในความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการที่วัฒนธรรมมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี พ.ศ. 2573
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    – (13.3) พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว การลดผลกระทบ การเตือนภัยล่วงหน้า

    แหล่งที่มา : ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษาฯ “ทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาอาหารแห่งอนาคต กลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน และกลุ่มสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. 2569” (ราชกิจจานุเบกษา)

    • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ เเละสิ่งเเวดล้อมทางทะเล ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/04/10/sustainability-skill-esg/amp/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35dypT__Kya2QjjX7K98j4

  • ประสบการณ์ลูกค้าสู่ความไว้วางใจ ทรูคว้าอันดับ 1 เครือข่ายมือถือการันตีจาก nPerf

    ประสบการณ์ลูกค้าสู่ความไว้วางใจ ทรูคว้าอันดับ 1 เครือข่ายมือถือการันตีจาก nPerf

    วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.41 น.

    ประสบการณ์ลูกค้าสู่ความไว้วางใจ ทรูคว้าอันดับ 1 เครือข่ายมือถือการันตีจาก nPerf

    พิสูจน์คุณภาพที่ลูกค้าใช้งานจริง ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป

    ท่ามกลางการใช้งานดิจิทัลที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย ทรู คอร์ปอเรชั่น ตอกย้ำคุณภาพเครือข่ายที่ลูกค้าไว้วางใจ และเป็นสัญญาณที่มีความหมาย คว้าอันดับ 1 ด้านคุณภาพเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ประจำปี 2025 จาก nPerf สถาบันทดสอบประสิทธิภาพเครือข่ายระดับโลกจากฝรั่งเศส ซึ่งวัดผลจากประสบการณ์ใช้งานจริงของผู้ใช้งานในทุกมิติ โดยทรูมูฟ เอช อันดับ 1 เครือข่ายมือถือ 10 ปีต่อเนื่อง ด้วยคะแนนรวม 85,644 nPoints พร้อมดีแทค คะแนนมาแรงโดดเด่นประสบการณ์ใช้งานแพลตฟอร์ม ขณะที่ทรูออนไลน์ เน็ตบ้านไฟเบอร์ ครองอันดับ 1 บรอดแบนด์ 6 ปีซ้อน ด้วยคะแนน 142,668 nPoints พร้อมความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 332.45 Mb/s และอัปโหลดสูงสุด 270.28 Mb/s พร้อมทั้งสตรีมมิ่งสูงสุดที่ 85.60% สะท้อนศักยภาพเครือข่ายที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “รางวัลจาก nPerf ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดอันดับคุณภาพเครือข่าย แต่สะท้อนถึง ‘ประสบการณ์ใช้งานจริงของลูกค้า’ ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาโครงข่ายอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการรวมโครงข่ายทรูและดีแทคภายใต้โครงการ One Network ซึ่งเป็นการรวมโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ทำให้เราสามารถยกระดับเครือข่าย 5G และ 4G Power Up ความเร็ว แรง ความครอบคลุม และคุณภาพการใช้งานในทุกมิติเพื่อลูกค้าทรูและดีแทค จนนำไปสู่การเป็นเครือข่ายคุณภาพที่ลูกค้าใช้งานจริงดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป สะท้อนผ่านผลการจัดอันดับของสถาบันระดับโลกอย่าง nPerf ที่ทรูครองอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง พร้อมได้รับรางวัล Best Mobile Network Performance 2025 โดยเฉพาะด้านความเร็วอัปโหลดที่สูงที่สุด รองรับการเติบโตของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในไทย เมื่อผสานกับจุดแข็งของดีแทคด้านคุณภาพการใช้งานจริง ทั้งการท่องเว็บและการสตรีมมิ่งจากมือถือ รวมทั้งศักยภาพของ TrueOnline ในฐานะเน็ตบ้านไฟเบอร์บรอดแบนด์อันดับ 1 ยิ่งเสริมให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดทุกการเชื่อมต่อดิจิทัลอย่างแท้จริง”

    คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของเครือข่ายมือถือ และ 6 ปีของบรอดแบนด์ ความสำเร็จของทรูไม่ได้สะท้อนเพียงคุณภาพโครงข่ายที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่องจาก nPerf แต่คือความตั้งใจในการเป็นสัญญาณที่เชื่อมต่ออย่างมีความหมาย สร้างความสุขที่มีคุณค่าต่อชีวิตผู้คน เพราะสำหรับเราการเชื่อมต่อไม่ใช่มุ่งแค่เรื่องสัญญาณของความเร็วและแรง แต่คือการเชื่อมทุกความสัมพันธ์และโอกาสเข้าด้วยกันอย่างมีความสุขของทุกคนอย่างไร้รอยต่อ

    ทรูมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าทั่วประเทศได้รับประสบการณ์ที่แรงขึ้น ลื่นขึ้น และเข้าถึงได้ทุกที่ รองรับทุกไลฟ์สไตล์ดิจิทัล ทั้งการทำงาน การเรียนรู้ และความบันเทิง รางวัลจาก nPerf จึงเป็นมากกว่าการยืนยันด้านเทคโนโลยี แต่คือสัญญาณของความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามอบให้ทรูมาโดยตลอด และเราจะยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้ทุกความไว้ใจเชื่อมถึงกันทั่วประเทศไทย”

    นายเรอโนด์ เกราเดค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร nPerf กล่าวว่า “ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา True สร้างความสำเร็จอย่างโดดเด่นจากการคว้ารางวัลเครือข่ายมือถือที่ดีที่สุดในประเทศไทย และ TrueOnline ยังครองอันดับ 1 ด้านบรอดแบนด์ หรือ อินเทอร์เน็ตบ้านต่อเนื่อง 6 ปี รางวัล nPerf ถือเป็นหนึ่งในการรับรองมาตรฐานที่ท้าทายที่สุดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เนื่องจากวัดผลจากหลายปัจจัยรวมถึงประสบการณ์ใช้งานจริงของลูกค้า เราประทับใจอย่างยิ่งกับการเพิ่มขึ้นของความเร็วเครือข่ายถึง 4 เท่าในรอบ 10 ปี”

    สรุปผลรายงาน nPerf Barometer 2025: ประสิทธิภาพโมบายล์อินเทอร์เน็ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป

    True Move H – อันดับ 1 Best Mobile Network Performance 2025 จาก nPerf

    ▪️คะแนนรวมสูงสุด: 85,644 nPoints อันดับ 1 ของประเทศ
    ▪️Download Speed: 77.16 Mb/s (72% ของผู้ใช้ได้ระดับ Excellent)
    ▪️Upload Speed: 24.24 Mb/s สูงสุดในอุตสาหกรรม
    ▪️Latency: 29.55 ms อยู่ในระดับ Excellent
    ▪️5G: คะแนนรวม 104,255 nPoints และ Upload Speed สูงสุด 47.98 Mb/s
    ▪️การเติบโต: +2.2% สูงสุดในอุตสาหกรรม

    dtac คะแนนรวม: 77,478 nPoints – โดดเด่นมาแรงด้วยจุดเด่นด้านประสบการณ์การใช้งาน

    ▪️Browsing Performance: 67.03% อันดับ 1
    ▪️YouTube Streaming: 80.06% อันดับ 1
    ▪️5G: อันดับ 1 ด้าน Streaming และ Browsing
    ▪️การเติบโต: +1.4%

    ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่นสามารถบริหารจัดการเครือข่ายขนาดใหญ่ทั้ง 2 แบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย True Move H โดดเด่นด้านความเร็วและ 5G ขณะที่ dtac โดดเด่นด้านประสบการณ์ใช้งานจริง ทั้งการท่องเว็บและการสตรีมมิ่ง

    TrueOnline ครองอันดับ 1 อินเทอร์เน็ตบ้านที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป

    TrueOnline ครองอันดับ 1 ด้วยคะแนน 142,668 nPoints

    ▪️ความเร็วดาวน์โหลด: 332.45 Mb/s
    ▪️ความเร็วอัปโหลด: 270.28 Mb/s
    ▪️Browsing: 76.13%
    ▪️YouTube Streaming: 85.60%
    ▪️Latency: 12.49 ms

    ทั้งนี้ อินเทอร์เน็ตบ้านของ ทรูออนไลน์ สะท้อนมาตรฐานโครงข่ายบรอดแบนด์ที่รองรับการใช้งานทุกรูปแบบอย่างเท้จริง การแชร์คอนเทนต์ และการดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ผู้ให้บริการรายอื่นตามมาด้วยคะแนน 141,456 nPoints

    ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งมั่นยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั้งเครือข่ายมือถือและบรอดแบนด์ให้ครอบคลุมและเท่าเทียมทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาโครงข่ายให้รองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งด้านคอนเทนต์ดิจิทัล บริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI และภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโต พร้อมผสานศักยภาพเครือข่ายเข้ากับนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งและครบวงจร รองรับทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการเสริมบทบาทของไทยในการแข่งขันระดับโลก ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การดึงดูดการลงทุน และการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/472449&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vesLf-4dXBw3HvTwJrVbq

  • “ลามิน่า” ฟิล์มกรองแสงที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุด – บ้านเมือง

    “ลามิน่า” ฟิล์มกรองแสงที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุด – บ้านเมือง

    “ลามิน่าฟิล์ม” ประกาศศักดาเบอร์ 1 ครองแชมป์ Thailand’s Most Admired Brand รางวัลแบรนด์ฟิล์มฟิล์มชนิดพิเศษ เช่น ฟิล์มนิรภัยภายนอกอาคาร และฟิล์มเพื่อสัตว์เลี้ยง. ลา …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/auto/472499&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LVUeZdyqRWUkZHvnKWUMi

  • เปิดแผนเชียงรายรับศึกสงกรานต์ 69 ตั้งศูนย์ลดอุบัติเหตุเข้มข้นพร้อมกิจกรรมห่มสไบใส่ยีนส์กระตุ้นยอดเดินทาง

    เปิดแผนเชียงรายรับศึกสงกรานต์ 69 ตั้งศูนย์ลดอุบัติเหตุเข้มข้นพร้อมกิจกรรมห่มสไบใส่ยีนส์กระตุ้นยอดเดินทาง

    พ่อเมืองเชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 ชูวินัยรัฐเป็นด่านแรก ประคองความเชื่อมั่นท่องเที่ยวท่ามกลางแรงกดดันจากพลังงานโลก

    เชียงราย 9 เมษายน 2569 ก่อนที่ถนนทุกสายจะเริ่มแน่นด้วยรถที่มุ่งหน้ากลับบ้านและนักท่องเที่ยวจะทยอยเข้าสู่เมืองเหนือ บรรยากาศที่เชียงรายในปีนี้ไม่ได้มีเพียงความคึกคักของเทศกาล แต่ยังมีเงาของความกังวลซ้อนอยู่ข้างหลัง ทั้งความปลอดภัยบนท้องถนน ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว และแรงสั่นสะเทือนจากวิกฤตพลังงานโลกที่ไหลมาถึงการตัดสินใจเดินทางของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในจังหวะเช่นนี้ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จึงเลือกส่งสัญญาณชัดเจนออกไปถึงทุกหน่วยงานว่า สงกรานต์ปีนี้ภาครัฐต้องเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประชาชนเห็นก่อน ทั้งเรื่องวินัยจราจร ความพร้อมในการบริการ และมาตรฐานความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจและจุดบริการทุกแห่ง โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เมษายนว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แจ้งเวียนคำสั่งของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงรายให้ทุกหน่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรักษาวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด และย้ำชัดว่าแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอุ่นใจตลอดช่วงเทศกาล

    คำสั่งนี้มีความหมายมากกว่าเพียงมาตรการประจำเทศกาล เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มสะท้อนสัญญาณเปราะบางจากปัจจัยภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวรายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสัปดาห์เหลือ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 60,509 คน หรือร้อยละ 9.60 โดยมีสาเหตุสำคัญจากความกังวลเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางและข่าวลือเรื่องน้ำมันไม่เพียงพอซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในภาพรวมตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 5 เมษายน ประเทศไทยยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 9,744,179 คน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายแล้วประมาณ 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขที่ชะลอในสัปดาห์ล่าสุดกำลังเตือนว่า บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

    จุดเริ่มต้นของมาตรการ อยู่ที่การทำให้รัฐน่าเชื่อถือก่อน

    จังหวัดเชียงรายกำหนดช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน ระหว่างวันที่ 10 ถึง 16 เมษายน พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย บนชั้น 3 ศาลากลางจังหวัด เพื่อทำหน้าที่อำนวยการ สั่งการ กำกับติดตาม และเป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุจากประชาชน โดยก่อนหน้านั้น จังหวัดได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนแล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม และประกาศหัวข้อรณรงค์ปีนี้ว่า “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” พร้อมตั้งเป้าลดการสูญเสียให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เทียบกับช่วงเทศกาลที่ผ่านมา นี่คือการส่งสัญญาณว่าจังหวัดไม่ต้องการให้สงกรานต์เป็นเพียงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ต้องเป็นพื้นที่พิสูจน์ประสิทธิภาพการบริหารราชการด้วย

    สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำเรื่องการเป็นแบบอย่างของข้าราชการ จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ เป็นแกนกลางของการบริหารความเชื่อมั่น เพราะในเทศกาลที่มีทั้งการเดินทางหนาแน่น การเล่นน้ำ การดื่มสังสรรค์ และความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ประชาชนจะเชื่อมั่นมาตรการของรัฐได้มากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาพที่เขาเห็นตรงหน้า เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวินัย มีความพร้อม และไม่มีพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐรณรงค์ ความร่วมมือจากประชาชนก็ย่อมเกิดขึ้นง่ายกว่า ตรงกันข้ามภาครัฐเรียกร้องวินัยแต่ไม่สามารถรักษาวินัยของตัวเองได้ มาตรการทั้งหมดก็อาจกลายเป็นเพียงคำประกาศบนกระดาษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือความเสี่ยงจริงบนถนนช่วงสงกรานต์

    สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องถนน แต่คือเรื่องภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว

    สำหรับเชียงราย สงกรานต์ไม่ใช่เพียงเทศกาลของคนในพื้นที่ แต่เป็นจังหวะสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ การเดินทาง และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวด้วย นี่คือเหตุผลที่ในเวลาเดียวกันกับการคุมเข้มเรื่องอุบัติเหตุ หน่วยงานท่องเที่ยวก็เร่งเดินหน้ากิจกรรมสร้างสีสันและกระตุ้นการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ททท. สำนักงานเชียงราย เปิดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวแต่งผ้าเมืองเหนือ ผ้าไทย หรือห่มสไบใส่ยีนส์ไปเช็กอินที่ 3 แลนด์มาร์กสำคัญ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ วัดร่องเสือเต้น และวัดร่องขุ่น พร้อมโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กแบบเปิดสาธารณะติดแฮชแท็กที่กำหนด โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่ 6 เมษายนถึง 31 พฤษภาคม และมอบของที่ระลึกให้ผู้ร่วมกิจกรรม 100 คนแรก นี่คือความพยายามใช้ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่นและบรรยากาศเทศกาลมาช่วยตอกย้ำว่าจังหวัดยังพร้อมต้อนรับนักเดินทางในฐานะเมืองสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงเมืองผ่านทาง

    มิติของกิจกรรมนี้จึงใหญ่กว่าการแจกของรางวัลหรือชวนถ่ายรูป เพราะมันเป็นการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่เชิงสัญลักษณ์มาช่วยยืนยันภาพจำของเชียงรายในช่วงเวลาที่ปัจจัยลบจากภายนอกกำลังกระทบภาคท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าในสัปดาห์ล่าสุด ตลาดมาเลเซียยังคงเป็นตลาดอันดับสองของไทยในเชิงสะสม แต่นักท่องเที่ยวรายสัปดาห์จากมาเลเซียลดลงแรงจากผลกระทบของความเชื่อมั่นและข่าวสารเรื่องพลังงาน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภาพนี้บอกว่าตลาดไม่ได้หยุดทั้งหมด แต่กำลังเลือกเดินทางอย่างระมัดระวังมากขึ้น จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายจึงต้องทำมากกว่าการรอให้คนมาเอง ต้องออกแรงส่งสัญญาณเชิงบวกกลับไปว่าที่นี่มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และการจัดการที่น่าเชื่อถือพอให้ตัดสินใจเดินทางได้

    ตัวเลขนักท่องเที่ยวล่าสุด กำลังส่งสัญญาณเตือนมากกว่าตัวเลขธรรมดา

    เมื่อมองลึกลงไปในรายงานรายสัปดาห์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเห็นว่าการชะลอตัวในช่วงปลายมีนาคมต่อถึงต้นเมษายนไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนตามฤดูกาล รายงานระบุชัดว่าในสัปดาห์ดังกล่าว นักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียเดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับ 1 ล้านคนแล้ว แต่จำนวนรายสัปดาห์กลับลดลงหนักจากผลของข่าวสารเรื่องน้ำมันไม่มีจำหน่ายและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางระยะใกล้ นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของยุคที่การท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เที่ยวบินหรือวันหยุด แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูล ความรู้สึกปลอดภัย และต้นทุนเดินทางที่รับรู้ได้ทันทีผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เมื่อข่าวลบเคลื่อนตัวเร็ว ความลังเลในการเดินทางก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่หน่วยงานท่องเที่ยวจะอธิบายเสียอีก

    ยิ่งเมื่อมองภาพรวมทั้งปี ความท้าทายนี้ยิ่งชัดขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อวันที่ 3 เมษายนว่า สถานการณ์ปี 2569 ยังฟื้นตัวต่อได้ แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้นของนักท่องเที่ยว ททท.จึงปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ในกรอบ 30 ถึง 34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายเดิมราวร้อยละ 18 ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะคลี่คลายใน 1 ถึง 3 เดือน ขณะเดียวกันยังประเมินว่าการเดินทางของคนไทยทั้งปีอาจอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคนต่อครั้ง ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมเช่นกัน และรายได้รวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท ภาพนี้ทำให้ชัดเจนว่าสงกรานต์ 2569 ไม่ใช่เทศกาลในปีธรรมดา แต่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งจังหวัดและประเทศต้องรักษาโมเมนตัมการท่องเที่ยวไว้ท่ามกลางลมต้านหลายทิศทาง

    พลังงานโลกกลายเป็นตัวแปรของสงกรานต์ในเชียงรายอย่างหลีกไม่พ้น

    แม้เชียงรายจะอยู่ไกลจากตะวันออกกลางหลายพันกิโลเมตร แต่แรงกระแทกจากความขัดแย้งได้ส่งผลมาถึงภาคท่องเที่ยวไทยแล้วโดยตรง ททท. ระบุว่าหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของปีนี้คือความผันผวนของราคาน้ำมันและข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน โดยเฉพาะตลาดระยะไกลที่พึ่งพาเส้นทางการบินผ่านตะวันออกกลาง ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของภาคเอกชนอย่าง SCB EIC ประเมินว่าวิกฤตยืดเยื้อ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจได้รับแรงกดดันหนักขึ้นจากต้นทุนการบินและการปรับพฤติกรรมเดินทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่เพียงกระทบตลาดตะวันออกกลาง แต่ลามไปถึงยุโรปและอเมริกาบางส่วนด้วย

    ในทางกลับกัน ททท. ยังพยายามใช้มาตรการด้านอุปทานเข้ามาช่วยประคองตลาด ผ่านโครงการ Thailand Summer Blast และความร่วมมือกับสายการบิน เพื่อเพิ่มเที่ยวบินเข้าสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สัญญาณนี้สำคัญต่อจังหวัดอย่างเชียงราย เพราะหมายความว่าฝั่งการตลาดระดับประเทศยังไม่ยอมปล่อยให้ภาคท่องเที่ยวชะลอตัวตามแรงลบของต้นทุนพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายามใช้การอัดกิจกรรม การประสานสายการบิน และการสร้างความเชื่อมั่นเชิงแบรนด์อย่าง Trusted Thailand เป็นแนวรับอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ดี มาตรการระดับชาติจะเห็นผลได้มากน้อยเพียงใด ในท้ายที่สุดก็ขึ้นกับว่าจังหวัดปลายทางสามารถจัดการบรรยากาศการเดินทางและภาพลักษณ์ในพื้นที่ได้ดีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งนี่เองคือจุดที่เชียงรายต้องพิสูจน์ตัวเองในช่วงสงกรานต์ปีนี้

    เชียงรายจึงต้องเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ทั้งคุมความเสี่ยงและสร้างเหตุผลให้คนอยากมา

    มองเฉพาะมาตรการด้านความปลอดภัยของจังหวัด อาจเห็นเพียงภาพการตั้งศูนย์ปฏิบัติการและการกำชับเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมองร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการเดินทาง จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือคุมความเสี่ยงให้เข้มที่สุด เพื่อไม่ให้เทศกาลกลายเป็นข่าวอุบัติเหตุหรือภาพความไร้ระเบียบที่ทำลายความเชื่อมั่น ด้านที่สองคือทำให้คนยังรู้สึกว่าการมาเชียงรายมีเหตุผลที่คุ้มค่า ทั้งในเชิงประสบการณ์ วัฒนธรรม และความสนุกของการเดินทาง ชุดคิดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่ ททท. ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปีว่า ต้องขยับจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างคุณค่า หรือ Value over Volume มากขึ้น โดยใช้แนวคิด Amazing 5 Economy เป็นกรอบใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ

    สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวมีความหมายในระดับปฏิบัติอย่างมาก เพราะจังหวัดนี้ไม่อาจแข่งขันด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว แต่ต้องแข่งขันด้วยเรื่องราวและประสบการณ์เฉพาะถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผ้าเมือง ศิลปะ วัดร่วมสมัย อาหาร วัฒนธรรมล้านนา และภูมิทัศน์เมืองศิลป์ การใช้กิจกรรมเช็กอินสามแลนด์มาร์กมาผูกกับการแต่งกายพื้นถิ่น จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำให้เจ้าหน้าที่ต้อง “ใสสะอาดพร้อมบริการ” ก็สะท้อนอีกด้านว่า เมืองท่องเที่ยวจะขายเพียงสถานที่ไม่ได้ แต่ต้องขายความรู้สึกเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่นาทีแรกที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเจอรัฐด้วย

    สงกรานต์ปีนี้จึงเป็นบททดสอบของรัฐระดับจังหวัดมากกว่าที่เคย

    ในหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายต้องเผชิญโจทย์ซ้อนอยู่เสมอ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม หมอกควัน พลังงาน และการท่องเที่ยว ปี 2569 ก็เช่นกัน เพียงแต่โจทย์ทั้งหมดมาชนกันในช่วงสงกรานต์อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าการจราจรไม่ปลอดภัย ความรู้สึกเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจะถอย ถ้าภาพบริการภาครัฐไม่ดี การใช้จ่ายก็อาจไม่กระจาย ถ้าข่าวลือเรื่องน้ำมันหรือความไม่พร้อมในพื้นที่ขยายตัว การตัดสินใจเดินทางก็จะยิ่งชะลอ และถ้ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่มากพอ เมืองก็จะไม่สามารถเปลี่ยนวันหยุดยาวให้เป็นรายได้จริงได้เต็มศักยภาพ ดังนั้น คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้ข้าราชการต้องเป็นแบบอย่างที่ดี จึงไม่ใช่เพียงเรื่องคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระดับจังหวัดด้วย

    ยิ่งเมื่อนำตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามามองร่วมกัน จะยิ่งเห็นว่าความเสี่ยงเรื่องความเชื่อมั่นในตลาดระยะใกล้สามารถส่งผลต่อยอดเดินทางได้เร็วมาก การลดลงของนักท่องเที่ยวมาเลเซียในสัปดาห์ล่าสุดเป็นบทเรียนที่ชัดว่า ข่าวสารด้านพลังงานและความปลอดภัยสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเดินทางได้ทันที แม้ตลาดดังกล่าวจะยังเป็นกำลังหลักของไทยในเชิงสะสม ฉะนั้น จังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ซึ่งพึ่งพาทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ ย่อมต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการจัดการภาคสนามสูงกว่าพื้นที่ที่พึ่งพาตลาดระยะไกลเพียงอย่างเดียว ความพร้อมจึงไม่ใช่เรื่องเบื้องหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าและภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวไปแล้วโดยตรง

    ถ้าสงกรานต์เชียงรายจะผ่านไปได้ดี ต้องให้คนรู้สึกทั้งปลอดภัยและอยากอยู่ต่อ

    ข้อท้าทายสำคัญของเชียงรายในเทศกาลนี้จึงไม่ใช่แค่ทำให้คนเดินทางมาถึง แต่ต้องทำให้คนที่มาถึงแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะใช้เวลาอยู่ต่อ ใช้จ่ายต่อ และบอกต่อ ภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น ดังที่ ททท. ประเมินว่ารายได้โตช้ากว่าปริมาณนักท่องเที่ยว ซึ่งแปลตรงไปตรงมาว่า ต่อให้คนยังมา แต่การตัดสินใจใช้จ่ายไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติอีกแล้ว เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักขึ้นทั้งเรื่องความปลอดภัย คุณภาพประสบการณ์ และเรื่องเล่าที่ทำให้คนรู้สึกว่า “มาแล้วได้มากกว่าเที่ยว” เชียงรายมีต้นทุนในมือครบ ทั้งศิลปะ ศาสนา วัฒนธรรม และความเป็นเมืองชายแดนที่มีสีสัน เพียงแต่ต้องบริหารให้ทุกองค์ประกอบทำงานไปในทิศทางเดียวกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ของเทศกาลนี้ให้ได้

    ในมุมนี้ กิจกรรมแบบ ChiangraiCityChallenge แม้ดูเป็นแคมเปญเล็ก แต่กลับมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะมันช่วยเชื่อม “ความอยากถ่ายรูป” เข้ากับ “การเดินทางจริง” และเชื่อม “แลนด์มาร์ก” เข้ากับ “การใช้เวลาในเมือง” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกัน มาตรการด้านถนนก็ทำหน้าที่เป็นฐานรากให้กิจกรรมเหล่านี้มีโอกาสเกิดรายได้อย่างไม่สะดุด อุบัติเหตุรุนแรง ภาพรวมบวกทั้งหมดจะถูกกลบในเวลาอันสั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสงกรานต์ 2569 ของเชียงรายจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเทศกาลประจำปี แต่ควรถูกมองเป็นบททดสอบแบบเรียลไทม์ของการบริหารจังหวัดภายใต้แรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์

    ปลายทางของคำสั่งผู้ว่าฯ ไม่ได้อยู่ที่กระดาษเวียน แต่อยู่ที่ถนนและความทรงจำของผู้คน

    เมื่ออ่านทั้งหมดประกอบกันแล้ว สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายส่งออกไปในวันที่ 9 เมษายน ไม่ใช่แค่ถ้อยคำอวยพรให้ประชาชนเที่ยวสงกรานต์อย่างมีความสุขปลอดภัย แต่คือคำสั่งเชิงบริหารที่พยายามทำให้ “รัฐ” กลับมาเป็นหลักยึดของความเชื่อมั่นในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังลังเลกับหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งการเดินทาง ราคาเชื้อเพลิง ความปลอดภัยบนถนน และบรรยากาศทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยว ในสภาวะเช่นนี้ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวก แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนของทั้งจังหวัดด้วย ว่าที่นี่พร้อมรับแขกจริงหรือไม่ พร้อมดูแลคนในพื้นที่จริงหรือไม่ และพร้อมเปลี่ยนเทศกาลให้เป็นทั้งความสุขและรายได้โดยไม่แลกกับความสูญเสียมากเกินไปหรือไม่

    สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของสงกรานต์เชียงรายปีนี้อาจไม่ได้วัดจากจำนวนโพสต์บนโซเชียลหรือจำนวนคนเช็กอินเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากสิ่งง่ายที่สุดและสำคัญที่สุดเช่นกัน คือคนกลับถึงบ้านปลอดภัย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างน่าเชื่อถือ นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจพอจะใช้เวลาและใช้จ่ายในเมือง และจังหวัดสามารถรักษาบรรยากาศการเดินทางไว้ได้ท่ามกลางกระแสลบจากภายนอกทำได้เช่นนั้น คำสั่งให้ข้าราชการเป็นตัวอย่างที่ดีจะไม่ใช่แค่ข้อความในวันหนึ่งของเดือนเมษายน แต่จะกลายเป็นจุดตั้งต้นของความไว้วางใจที่มีค่ากว่าสิ่งใดสำหรับจังหวัดท่องเที่ยวในปีที่ความเชื่อมั่นกลายเป็นทรัพยากรหายากที่สุดอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-governor-songkran-safety-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-a4zaJjsFmLto6AXURw3h

  • ทรูเร่งอัปเครือข่าย 5G รับพฤติกรรมใหม่ อยู่บ้าน-เที่ยวใกล้มากขึ้น

    ทรูเร่งอัปเครือข่าย 5G รับพฤติกรรมใหม่ อยู่บ้าน-เที่ยวใกล้มากขึ้น

    เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 รอบนี้อาจไม่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางของคนไทยเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทั้งการลดทริปไกล หันเที่ยวใกล้บ้าน หรือใช้เวลาพักผ่อนอยู่บ้านกับครอบครัวมากขึ้น 

    ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการเครือข่ายอย่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น ก็เริ่มปรับกลยุทธ์รองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยเน้นการกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมมากขึ้น แทนการโฟกัสเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวหลักเหมือนในอดีต

    s__81035708_0

    จาก “เที่ยวไกล” สู่ “กระจายตัว”

    ข้อมูลจากทรูสะท้อนว่า เทศกาลปีนี้ผู้ใช้งานไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะเมืองท่องเที่ยว แต่กระจายไปหลายพื้นที่มากขึ้น เช่น

    • ถนนสายหลัก และจุดพักรถ
    • สถานีน้ำมัน และจุดชาร์จ EV
    • ห้างสรรพสินค้า และพื้นที่ในเมือง
    • การใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านที่เพิ่มขึ้น

    โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ คาดว่าคนจำนวนหนึ่งจะเลือก “อยู่เมือง” มากขึ้น ทั้งเดินห้าง ดูหนัง หรือทำกิจกรรมในร่มแทนการเดินทางไกล :contentReference[oaicite:1]{index=1}

    5 จุดสำคัญที่เครือข่ายต้องรองรับหนัก

    ทรูระบุว่าได้เตรียมขยายโครงข่าย 5G และ 4G ครอบคลุม 5 พื้นที่หลักทั่วประเทศ ได้แก่

    • แหล่งท่องเที่ยว และวัด
    • จุดเล่นน้ำสงกรานต์
    • สนามบิน สถานีขนส่ง และรถไฟ
    • ถนนสายหลักระหว่างจังหวัด
    • จุดพักรถ สถานีน้ำมัน และสถานีชาร์จรถไฟฟ้า

    สะท้อนว่าการใช้งานดิจิทัลไม่ได้ลดลง แต่ “ย้ายที่” และ “กระจายตัว” มากขึ้น

    s__81035751_0

    ใช้ AI มาช่วยจัดการโหลดแบบเรียลไทม์

    หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้คือระบบ AI บริหารเครือข่ายระดับ Autonomous Network ซึ่งสามารถสิ่งต่างๆ คือ

    • คาดการณ์การใช้งานล่วงหน้า
    • กระจายโหลดในพื้นที่คนหนาแน่น
    • ลดสัญญาณรบกวนแบบอัตโนมัติ
    • ปรับค่าระบบแบบเรียลไทม์

    รวมถึงการเสริมโครงข่ายภาคสนาม เช่น รถสถานีฐานเคลื่อนที่ (COW) และเสาสัญญาณชั่วคราวในพื้นที่อีเวนต์ขนาดใหญ่

    s__81035764_0

    กรุงเทพฯ ยังเป็นจุดใช้งานหลัก

    แม้คนบางส่วนจะออกต่างจังหวัด แต่จุดเล่นน้ำหลักในกรุงเทพฯ ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น เช่น

    • ถนนข้าวสาร
    • สีลม
    • สยามสแควร์
    • งานเทศกาลดนตรี เช่น S2O และ SIAM Songkran

    ภาพรวมปี 2569 ชัดเจนว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่ได้ลดลง แต่มีความ “ยืดหยุ่น” มากขึ้น ทั้งคนที่เดินทางและคนที่อยู่บ้าน และนี่คือเหตุผลที่ผู้ให้บริการต้องปรับเกม จากการ “อัดสัญญาณจุดใหญ่” ไปสู่การ “กระจายคุณภาพเครือข่ายทั่วประเทศ” ให้รองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ของผู้ใช้งานยุคนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1623610/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UOfkE5GO-e-SMW6WUFKFe

  • เศรษฐกิจไทยติดหล่มโครงสร้าง เหตุระบบการเงินไม่รองรับนวัตกรรม SCB EIC แนะเร่งปฏิรูปผ่าน 4 เสาหลัก : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจไทยติดหล่มโครงสร้าง เหตุระบบการเงินไม่รองรับนวัตกรรม SCB EIC แนะเร่งปฏิรูปผ่าน 4 เสาหลัก : อินโฟเควสท์

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังติดกับดักการเติบโตเชิงโครงสร้าง อัตราการขยายตัวอ่อนแรงลงต่อเนื่อง สะท้อนชัดว่า โมเดลการเติบโตแบบเดิมที่พึ่งพาปริมาณ ไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ ที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน “นวัตกรรม” คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ขึ้น แต่ระบบการพัฒนานวัตกรรมของไทยยังมีจุดอ่อนหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ประเทศมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ และยกศักยภาพการเติบโตได้จริง

    SCB EIC มองว่า “ระบบนวัตกรรมของไทย” ยังไม่สามารถแปลงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง สะท้อนผ่าน

    • อันดับนวัตกรรมของไทยในดัชนี Global Innovation Index ที่ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี สู่อันดับ 45 จาก 139 ประเทศปี 2025 เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยกำลังสูญเสียความสามารถด้านนวัตกรรม เทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค
    • สัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทยยังต่ำกว่า 2% ต่อ GDP ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางของประเทศ
    • จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยลดลงเหลือเพียง 23 คนต่อประชากร 10,000 คน (ข้อมูลปี 66) สะท้อนปัจจัยพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่อ่อนแอลงต่อเนื่อง
    • จำนวนการยื่นขอสิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคนที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 13 ฉบับ (ข้อมูลปี 67) และจำนวนสิทธิบัตรที่ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ

    โดยข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหานวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดความพยายาม แต่คือ “ระบบนวัตกรรมของไทย” ที่ยังไม่เอื้อต่อการแปลงศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาให้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจจริง

    *ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม

    ขณะเดียวกัน ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม “กลไกแบ่งปันความเสี่ยงภาครัฐ-ภาคการเงิน” คือกุญแจสำคัญ ทั้งนี้ ธุรกิจที่พัฒนานวัตกรรมใหม่โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัป มีศักยภาพเติบโตสูง แต่มักจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก เนื่องจากขาดหลักประกันเงินกู้ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้

    ปัจจุบัน การจัดสรรเงินทุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยยังมีช่องว่างเชิงโครงสร้าง จากทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์ ฝั่งอุปทานเงินทุน สถาบันการเงินยังขาดมาตรฐานสากลในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) และยังคงยึดหลักประกันทางกายภาพเป็นหลัก ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงไม่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจนวัตกรรมที่มีความไม่แน่นอนสูงด้านกระแสรายได้และเทคโนโลยี

    ส่วนฝั่งอุปสงค์เงินทุน ธุรกิจไทยที่พร้อมลงทุนในนวัตกรรมใหม่ และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ยังมีไม่มาก สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการสร้างและขยายธุรกิจฐานนวัตกรรม ช่องว่างดังกล่าวนี้สะท้อนชัดผ่านการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในไทย ซึ่ง ณ มิ.ย. 68 มีสัดส่วนเพียง 0.07% ของสินทรัพย์ค้ำประกันทั้งหมด

    ทั้งนี้ บทเรียนจากหลายประเทศชี้ชัดว่า “กลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน” เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกเงินทุนสู่ธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในฝั่งอุปทานเงินทุน เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ใช้กลไกค้ำประกันความเสี่ยงร่วมกัน โดยรัฐช่วยค้ำประกันความเสี่ยงราว 50-90% ของยอดคงเหลือหลังลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ช่วยลดภาระความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานประเมินมูลค่า IP ที่เป็นสากลน่าเชื่อถือ และการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐและภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์เงินทุน สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจกล้าลงทุนพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์มากขึ้น กลไกแบ่งปันความเสี่ยงจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมอุปทานเงินทุนกับอุปสงค์นวัตกรรม ให้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้

    ในโลกข้างหน้า เศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วย “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” มากขึ้น ประเทศที่ออกแบบ “ระบบการเงินนวัตกรรม” ให้เงินทุนและนวัตกรรมเดินหน้าไปพร้อมกันได้ จะเป็นประเทศที่สามารถยกระดับศักยภาพการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน

    *ออกแบบ “ระบบการเงินนวัตกรรม” เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม

    ดังนั้น ไทยต้องออกแบบ “ระบบการเงินนวัตกรรม” ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง จำเป็นต้องออกแบบและปรับกลไกระบบการเงินให้รองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม แต่คือการทำให้ระบบการเงิน “กล้าให้เงินทุน” และภาคธุรกิจ “กล้าลงทุน” ในจังหวะเดียวกัน

    SCB EIC มองว่า การออกแบบระบบการเงินนวัตกรรมของไทยต้องดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์เงินทุน ผ่านเสาหลักสำคัญ 4 ด้าน ที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ได้แก่

    1. การปรับระบบการเงินให้รองรับ IP เป็นหลักประกัน และลดการยึดติดหลักประกันทางกายภาพแบบเดิม : ระบบการเงินจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดจากปัจจุบัน จากการพิจารณาสินเชื่อโดยอาศัยมูลค่าทรัพย์สินที่จับต้องได้ ไปสู่การประเมินศักยภาพที่แท้จริงของธุรกิจนวัตกรรม ทั้งในด้านเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพการเติบโตในอนาคต การเปิดทางให้ทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์ไม่มีตัวตนสามารถมีบทบาทในการเข้าถึงแหล่งทุน จะช่วยลดข้อจำกัดสำคัญของธุรกิจนวัตกรรมในช่วงเริ่มต้นและช่วงขยายผลเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินและผู้เล่นที่หลากหลาย ตั้งแต่เงินทุนในรูปแบบทุนไปจนถึงสินเชื่อเชิงพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้องกับวงจรการพัฒนานวัตกรรมในแต่ละระยะ

    เสาหลักที่ 1 นี้ สามารถเริ่มต้นได้ผ่านความร่วมมือของกรมทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ WIPO ร่วมกันพัฒนาแนวทางและมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่ใช้ได้จริงในบริบทของนวัตกรรมไทย ขณะที่สถาบันการเงินสามารถเริ่มทดลองนำกรอบการพิจารณาสินเชื่อดังกล่าวนี้ไปใช้กับธุรกิจนวัตกรรมบางกลุ่มที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ชัดเจน

    2. การพัฒนากลไกแบ่งปันความเสี่ยงร่วมกันระหว่าง ภาครัฐกับภาคการเงินอย่างเป็นระบบ : เนื่องจากความเสี่ยงสูงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินยังไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจนวัตกรรม (IP Financing) ภาครัฐจึงควรมีบทบาทในการร่วมรับความเสี่ยงผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การค้ำประกันสินเชื่อ การสนับสนุนต้นทุนการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา หรือการเปิดพื้นที่ทดลองการปล่อยสินเชื่อโดยใช้ IP เป็นหลักประกันภายใต้ Regulatory Sandbox

    นอกจากนี้ การสนับสนุน IP Financing ควรถูกออกแบบให้ครบวงจร ตั้งแต่การประเมินมูลค่า IP ตามมาตรฐานที่เชื่อถือได้ การพิจารณาสินเชื่อบนข้อมูลที่สะท้อนศักยภาพธุรกิจจริง ไปจนถึงการมีกลไกรองรับกรณีผิดนัดชำระหนี้ เช่น หน่วยงานหรือกองทุนที่สามารถรับโอนและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรมภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

    สำหรับเสาหลักที่ 2 กระทรวงการคลังจะมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกลไกค้ำประกันร่วมรับความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อนวัตกรรมที่เหมาะสมกับวงจรความเสี่ยง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญผ่านการสร้างภูมิทัศน์ภาคการเงิน (Financial Landscape) ควบคู่กับการวางกรอบกำกับดูแลความเสี่ยงที่เอื้อต่อการทดลองปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรม สนับสนุนให้ภาคการเงินมีพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาแนวทางการประเมินและบริหารความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศนวัตกรรม

    3. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้งานได้จริง : การลดความไม่แน่นอนของข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ธุรกิจนวัตกรรมอย่างยั่งยืน SCB EIC เห็นว่าควรพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานหรือแพลตฟอร์มกลางในลักษณะ Center of Excellence ด้าน Innovation Financing เพื่อทำหน้าที่รวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP และกลไกรับรองผู้ประเมิน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชนในรูปแบบที่เหมาะสม จะช่วยลดต้นทุนการประเมินความเสี่ยง สร้างความมั่นใจให้ผู้ให้ทุน และเอื้อให้การตัดสินใจสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

    เสาหลักที่ 3 นี้จำเป็นต้องอาศัยกรมทรัพย์สินทางปัญญา สกสว. กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยร่วมวางระบบฐานข้อมูลกลางด้านมูลค่าหลักประกัน IP และการใช้ประโยชน์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินและภาคธุรกิจ สามารถใช้เป็นฐานอ้างอิงร่วมกัน ทดลองใช้ และพัฒนาต่อยอดไปสู่มาตรฐานกลางที่ใช้งานได้จริง

    4. การสร้างแรงจูงใจด้านอุปสงค์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรม ที่สามารถต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจได้จริง : เนื่องจากมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์ หากภาคธุรกิจยังไม่เห็นโอกาสในการสร้างรายได้จากนวัตกรรม การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาก็จะไม่สามารถขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

    โดยในเสาหลักที่ 4 นี้ ภาครัฐจำเป็นต้องออกแบบแรงจูงใจเพื่อสร้างอุปสงค์ด้านนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่มีแผนลงทุนในเทคโนโลยีหรือการวิจัยและพัฒนา ควบคู่กับการจัดตั้งกลไก Co-funding ที่ภาครัฐร่วมลงทุนกับภาคธุรกิจในโครงการนวัตกรรม โดยอาจเริ่มจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการขยายผล ก่อนขยายไปสู่ SMEs แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างกระแสรายได้ที่ชัดเจนให้กับทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ภาคธุรกิจเห็นประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนด้านนวัตกรรมในระยะยาว

    อย่างไรก็ดี ทั้ง 4 เสาหลักนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน Stakeholders หลักที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เช่น กระทรวงการคลัง, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยร่วมมือกับองค์กรสากล World Intellectual Property Organization (WIPO) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ จึงจะทำให้ระบบการเงินไทยทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างเงินทุน นวัตกรรม และการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้สำเร็จ

    *แนะเร่งปฎิรูประบบการเงินให้รองรับนวัตกรรม

    ท้ายที่สุด การพัฒนา “ระบบการเงินนวัตกรรม” เป็นการปรับโครงสร้างเชิงระบบที่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ภาครัฐในฐานะผู้ออกแบบระบบและร่วมแบ่งปันความเสี่ยง ภาคการเงินในฐานะผู้พัฒนาเครื่องมือและกรอบประเมินความเสี่ยงรูปแบบใหม่ และภาคธุรกิจในฐานะผู้สร้างอุปสงค์และขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ตลาดจริง แม้ในช่วงปีที่ผ่านมา จะเริ่มมีความพยายามเชื่อมโยงการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเข้ากับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น แต่ความพยายามดังกล่าวยังจำเป็นต้องถูกยกระดับให้เชื่อมโยงกันเป็น “ระบบนิเวศนวัตกรรม” อย่างแท้จริง

    ดังนั้น หากไทยไม่เร่งปฏิรูประบบการเงินให้รองรับนวัตกรรมในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ช่องว่างด้านผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคจะยิ่งขยาย และอาจกลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ในทางกลับกัน หากไทยสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างต่อเนื่อง และเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ทรัพย์สินทางปัญญา และแหล่งเงินทุนเข้าด้วยกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ระบบการเงินเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมจะไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโตเชิงคุณภาพ ช่วยเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ดี ในโลกเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์ไม่มีตัวตน

    “การปรับตัวที่ล่าช้าอาจทำให้ไทยไม่เพียงพลาดโอกาส แต่เสี่ยงที่จะตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว” บทวิเคราะห์ ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34kD63_3qq9Vr_hzEo4g-N