Blog

  • ผอ.ททท.ตราด เผย 5 วันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวทะลุ 4 หมื่นคน สร้างรายได้กว่า 373 ล้านบาท ต่างชาติพุ่ง 160 ล้าน | TOPNEWS

    ผอ.ททท.ตราด เผย 5 วันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวทะลุ 4 หมื่นคน สร้างรายได้กว่า 373 ล้านบาท ต่างชาติพุ่ง 160 ล้าน | TOPNEWS

    จ.ตราด / ว่าที่ ร.ต.กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงหลัง “เทศกาลสงกรานต์” วันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 รวมจำนวน 5 วัน จังหวัดตราด พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวจังหวัดตราด และเข้าท่องเที่ยวยัง 3 เกาะหลัก ประกอบด้วย เกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก

    รวมจำนวน 40,704 คน แบ่งเป็นชาวไทย 30,602 คน และชาวต่างชาติ 10,102 คน/ครั้ง โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 373.83 ล้านบาท ทั้งนี้ รายได้จากชาวไทย 212.94 ล้านบาท ชาวต่างชาติ 160.89 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดตราดมีจำนวนสถานพักแรมจำนวน 411 แห่ง ห้องพักทั้งหมด 11,395 ห้อง อัตราการเข้าพักเฉลี่ย 63.60% จำนวนคืนพักเฉลี่ยของผู้เข้าพัก 1.93 คืน สำหรับเรื่องปัญหาราคาน้ำมันแพงขึ้นนั้น มีผลกระทบกับจังหวัดตราดน้อยมาก

    ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 73.83 โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยว ได้แก่ กลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มคู่รัก กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มวัยทำงาน เป็นต้น ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ มีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 26.17 โดยมีสัญชาติ เยอรมัน จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ บริติช ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ ได้แก่ กลุ่มนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวตามลำดับ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีจุดประสงค์การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน โดยปัจจัยที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคือมีการจัดงานโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในหลายพื้นที่ของจังหวัด ได้แก่ เช่น วันที่ 11-15 งาน “เฮฮา มหาสงกรานต์ @สระสีเสียด” ณ อ่างเก็บน้ำเขาระกำตอนล่าง สระสีเสียด ต.หนองเสม็ด จ.ตราด หรือวันที่ 13-15 งานประเพณีสงกรานต์วัดบุปผาราม ณ วัดบุปผาราม ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด วันที่ 13 สงกรานต์ Night คลองใหญ่ ณ หน้าเทศบาลตำบลคลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด วันที่ 14 วันไหลบ่อไร่ เขตเทศบาลตำบลบ่อพลอย อ.บ่อไร่ จ.ตราด และในสัปดาห์หน้า จะมีการจัดงานสงกรานต์วันไหลอีก คือ วันที่ 19-21 วันไหลเกาะช้าง สนามบินเล็กเกาะช้าง อ.เกาะช้าง จ.ตราด และวันที่ 24 เมษายน 2569 วันไหลแหลมงอบ ต.แหลมงอบ อ.แหลมงอบ จ.ตราด

    นอกจากนี้ ททท.สำนักงานตราด จัดโปรโมชั่น SUMMER “คลายร้อนก่อนเกาะ” เที่ยวเกาะกูด – เกาะหมาก ให้คุ้มกว่าเดิม เพียงโชว์ “ตั๋วเรือ” ที่ท่าเรือที่ร่วมรายการ รับทันทีส่วนลดค่าเครื่องดื่ม 50 บาท/ท่าน ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2569 ณ ท่าเรือเสือดำโก ท่าเรือบุญศิริ ท่าเรือชลธี ท่าเรือเกาะกูดเอ็กซ์เพรส และท่าเรือโอเชียนฟร้อนท์

    สิทธิพิเศษเพิ่มเติม หากพกแก้วส่วนตัวเลือกรับส่วนลดเครื่องดื่ม หรือหมวก หากเดินทางด้วยรถ EV เลือกรับส่วนลดเครื่องดื่ม หรือหมวก หรือกางเกง และ ททท.สำนักงานตราด ร่วมกับร้าน Coffee Camp @Ko Chang อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดโปรต้อนรับวันสงกรานต์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวเกาะช้าง เพียงพกแก้วส่วนตัวมาเอง รับส่วนลด 5 บาท จากร้านค้า และรับของที่ระลึกพวงกุญแจจากฝาขวดพลาสติก 1 ชิ้น รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่พกแก้วส่วนตัวมา แสดงหลักฐานการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานการจอง การโอน หรือคีย์การ์ด/กุญแจห้องพัก พร้อมลงทะเบียนรับสิทธิ์หน้าร้าน ลดเพิ่มตามเลขวันที่จัดโปรโมชั่นสงกรานต์ เช่น วันที่ 11 ลดเพิ่ม 11 บาท + 5 บาทจากร้านค้า รวม 16 บาท วันที่ 15 ลดเพิ่ม 15 บาท + 5 บาทจากร้านค้า รวม 20 บาท

    นายเดชาธร จันทร์อบ นายก อบต.เกาะหมาก และเจ้าของโรงแรมสวนย่ารีสอร์ท เกาะกูด เปิดเผยว่า ในเดือนเมษายน 2569 นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะเดินทางมาท่องเที่ยวในอำเภอเกาะกูด ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งเกาะกูด เกาะหมาก และเกาะอื่น ๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ จำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดลงตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ราคาค่าโดยสารของเกาะกูดยังไม่ได้มีการประกาศขึ้น เพราะต้องรอหลังสงกรานต์ก่อน ซึ่งทางอำเภอจะได้ประกาศภายหลัง แต่ก็ไม่ได้กระทบการท่องเที่ยวของเกาะกูด เพราะนักท่องเที่ยวพร้อมจ่าย เนื่องจากเดินทางมาปีละ 1-2 ครั้ง จึงไม่มีผล แต่ที่กระทบจะเป็นชาวตราดหรือชาวเกาะกูด ที่เดินทางไปมาระหว่างฝั่งกับเกาะ ซึ่งเดินทางบ่อยที่จะได้รับผลกระทบในครั้งนี้

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1548668&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VUSkKNSS7C1P2c55cP0I3

  • สหรัฐจำคุกชายสองคน ฐานช่วยชาวเกาหลีเหนือสวมรอยทำงานไอทีทางไกล | เดลินิวส์

    สหรัฐจำคุกชายสองคน ฐานช่วยชาวเกาหลีเหนือสวมรอยทำงานไอทีทางไกล | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่า นายเค่อเจีย หวัง วัย 42 ปี ถูกตัดสินจำคุก 9 ปี หลังเขารับสารภาพในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับการฉ้อโกงทางโทรศัพท์ การฟอกเงิน และการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

    ส่วนนายเจิ้นซิง หวัง วัย 39 ปี ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 92 เดือน หลังเขายอมรับผิดในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับการฉ้อโกงทางไปรษณีย์และโทรศัพท์ รวมถึงการฟอกเงิน

    ผู้ต้องหาทั้งสองคน ซึ่งเป็นพลเมืองสหรัฐจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการที่เรียกว่า “แล็ปท็อปฟาร์มส์” (laptop farms) ซึ่งให้บริการคอมพิวเตอร์ที่บุคคลในต่างประเทศ สามารถเข้าสู่ระบบทางไกลโดยแอบอ้างเป็นพนักงานในสหรัฐ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุเสริมว่า บริษัทในสหรัฐมากกว่า 100 แห่ง ตกเป็นเป้าหมาย

    “กลอุบายดังกล่าวทำให้พนักงานไอทีชาวเกาหลีเหนือ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของสหรัฐ และได้รับเงินเดือนจากบริษัทในสหรัฐที่ไม่รู้เรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ” นายจอห์น ไอเซนเบิร์ก ผู้ช่วย รมว.ยุติธรรมสหรัฐ ฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ กล่าว

    ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่า แผนการของพนักงานไอทีชาวเกาหลีเหนือ เป็นที่ทราบกันดีว่าสร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ให้กับกระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือ และโครงการอาวุธของรัฐบาลเปียงยาง.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5785517/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw325REiZrBM9KlkY2XvS60A

  • เศรษฐกิจ UK เดือนก.พ.โตเกินคาดที่ 0.5% แต่แนวโน้มเสี่ยงถูกกระทบจากสงครามอิหร่าน

    เศรษฐกิจ UK เดือนก.พ.โตเกินคาดที่ 0.5% แต่แนวโน้มเสี่ยงถูกกระทบจากสงครามอิหร่าน

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)

    สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) เปิดเผยในวันนี้ (16 เม.ย.) ว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร (UK) ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนเกิดสงครามในอิหร่าน โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 0.5% ในเดือนก.พ. ซึ่งแข็งแกร่งกว่าในเดือนม.ค.ที่ขยายตัวเพียง 0.1% และดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.1%

    ทั้งนี้ GDP เดือนก.พ.ของ UK ทำสถิติขยายตัวรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2567 โดยได้แรงหนุนจากภาคบริการที่ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ขณะที่ภาคการผลิตและการก่อสร้างก็ขยายตัวในเดือนก.พ.เช่นกัน

    เดือนก.พ.ถือเป็นครั้งแรกที่ภาคส่วนหลักทั้งหมดของ UK ซึ่งได้แก่ ภาคการผลิต ภาคการก่อสร้าง และภาคบริการ มีการเติบโตพร้อมกันนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว โดยผลผลิตภาคการก่อสร้างได้รับแรงหนุนจากการก่อสร้างบ้านใหม่ในภาคเอกชนซึ่งขยายตัว 4.3%

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งทำให้เส้นทางการขนส่งพลังงานหยุดชะงักและสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดทั่วโลก

    สงครามครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ UK มากกว่าประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วรายอื่น ๆ เพราะจะผลักดันให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นและเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลซึ่งกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก

    ด้านนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของ UK จะพุ่งสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เกือบสองเท่า และได้พากันปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของ UK

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFF0IQCG393LYV4P2XII9EC4NWR6PLG&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SeBnCHEAHHqX-CPHZGuQT

  • ต่างชาติแห่ถอนเงินทุน สงครามดับฝัน GDP ไทยฟื้น เมื่อ 2 เครื่องยนต์อ่อนแรง

    ต่างชาติแห่ถอนเงินทุน สงครามดับฝัน GDP ไทยฟื้น เมื่อ 2 เครื่องยนต์อ่อนแรง

    ต่างชาติแห่ถอนเงินทุน ‘ไทย’ สงครามอิหร่านสะท้อนเศรษฐกิจเปราะบาง วิกฤติพลังงาน-ศก.โตต่ำ-บาทอ่อน และ 2 เครื่องยนต์ไทยอ่อนแรง ทำหลายความหวัง GDP ฟื้น โจทย์ใหญ่รัฐบาลหาทางออกที่มีจำกัด

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มเทขายสินทรัพย์ประเทศไทย เนื่องจากความกังวลเรื่องวิกฤติพลังงาน ซึ่งกำลังบั่นทอนความหวังในการฟื้นตัวของ “เศรษฐกิจไทย” ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความล่าช้าในการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่กำลังเกิดขึ้น 

    รายงานระบุว่า สถานการณ์ของไทยในตอนนี้ถือว่า “หนักกว่า” ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ จากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ตึงตัว โดยหนี้สาธารณะพุ่งสูงจนใกล้จะชนเพดานที่รัฐบาลตั้งไว้คือ 70% ประกอบกับเศรษฐกิจไทยเองก็ตกอยู่ในภาวะเงินฝืดมาก่อนที่จะเกิดสงคราม   

    วิกฤตินี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไทยกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดี เพราะก่อนหน้านี้เริ่มมีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในไทยอย่างคึกคักเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

     2 เครื่องยนต์ไทยอ่อนแรก ฉุดเงินไหลออก

    ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาซื้อหุ้นไทยสูงถึง 1,700 ล้านดอลลาร์  หรือราว 6.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างขาดลอยของพรรคภูมิใจไทย  ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยจะมีเสถียรภาพทางการเมือง และจะเกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ทุกคนรอคอยมานาน 

    แต่เมื่อสงครามอิหร่านปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ.ความเชื่อมั่นนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนต่างชาติพากันถอนทุนคืน โดยในเดือนมี.ค.มีการเทขายหุ้นไทยออกไปสุทธิ 823 ล้านดอลลาร์ ราว 3 หมื่นล้านบาท

    ขณะที่ตลาดพันธบัตรก็มีเงินไหลออกอีก 705 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการไหลออกของเงินทุนรวมที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2567

    การประกาศหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ในเดือนนี้ ช่วยสร้างความหวังว่าสถานการณ์อาจคลี่คลาย ส่งผลให้หุ้นไทยพุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่ทว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมีท่าทีระมัดระวัง เพราะตระหนักดีว่าเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูงหากราคาน้ำมันยังคงค้างอยู่ในระดับที่สูงแบบนี้ต่อไป

    ดาเนียล ตัน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก Grasshopper Asset Management ให้ความเห็นว่า ตลาดอาจจะยังประเมินผลกระทบระยะยาวจากวิกฤติพลังงานต่ำเกินไป เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นจะไปกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็น 2 เครื่องยนต์หลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในขณะนี้

    ทางด้าน Khoi Vu นักกลยุทธ์จาก JPMorgan ระบุว่า ทางธนาคารยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อหุ้นไทย โดยมองว่าแม้เสถียรภาพทางการเมืองจะเริ่มดูดีขึ้นก่อนหน้านี้ แต่การเกิดภาวะ “ช็อก” จากวิกฤติพลังงานได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่เข้ามาขัดขวางการเติบโตในระยะสั้น

    วิกฤติพลังงาน-ศก.โตต่ำ-บาทอ่อน

    เมื่อสถานการณ์การหยุดยิงยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างออกมาเตือนว่า ประเทศไทยอาจต้องเตรียมรับมือกับปีที่ยากลำบากอีกปีหนึ่ง เนื่องจากเครื่องมือหรือนโยบายที่จะนำมาใช้แก้ปัญหานั้นเริ่มมีตัวเลือกน้อยลงทุกที

    สิ่งที่ทำให้ไทยมีความเสี่ยงมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้มีแค่เรื่องค่าน้ำมันรถเท่านั้น แต่เป็นเพราะโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยพึ่งพา “ก๊าซธรรมชาติ” มากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตทั้งหมดในแต่ละปี ที่สำคัญคือไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมาผลิตไฟ ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศผันผวนตามราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    โจทย์ใหญ่ของไทยในตอนนี้คือเศรษฐกิจเติบโตช้า  โดยปีที่แล้วขยายตัวเพียง 2.4% ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น 

    ในขณะเดียวกัน “เงินเฟ้อ” ก็ลดลงต่อเนื่องกันถึง 12 เดือน ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่าภาวะเงินฝืดหรือการจับจ่ายที่ซบเซา สถานการณ์นี้บีบให้ธนาคารกลางต้องตัดสินใจหั่นดอกเบี้ยลงตั้งแต่เดือนก.พ. ตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม

    ข้อมูลจากหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของรัฐระบุว่า ทุกๆ 1 บาท ที่ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้น จะฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ลดลงถึง  0.2% 

    นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลไทยยังลังเลและไม่กล้าที่จะควักเงินงบประมาณออกมาอุดหนุนราคาน้ำมันเพิ่มเติมในตอนนี้

    สงครามครั้งนี้ทำให้สถานการณ์เงินเฟ้อของไทยพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้อาจพุ่งสูงถึง 3.5%  ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสงคราม แต่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมาก เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่เงินเฟ้อเคยติดลบอยู่ที่ 0.54%

    เงินบาทไทยอ่อนค่าลงประมาณ 2.8% นับตั้งแต่สงครามเริ่มปะทุขึ้น แม้ว่าจะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาบ้างแล้วหลังจากที่มีการประกาศหยุดยิงเมื่อสัปดาห์ก่อน  

    นักวิเคราะห์มองว่า แม้สกุลเงินคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเปโซของฟิลิปปินส์ และรูเปียห์ของอินโดนีเซียจะอ่อนค่าลงอย่างมากจนทำลายสถิติ แต่ประเทศไทยยังมี “กันชน” ที่ดีกว่า เพราะในปี  2568 ที่ผ่านมา เงินบาทเคยแข็งค่าขึ้นถึง 9% ทำให้ไทยยังมีพื้นที่รองรับหากค่าเงินจะอ่อนตัวลงอีกหลังจากนี้

    ไทยต้องเลือก เพื่ออุ้มเศรษฐกิจ

    แกรี่ ตัน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก Allspring Global Investments ในสิงคโปร์ มองว่า “นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ในการตัดสินใจวางนโยบายเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีผลกระทบตามมาทั้งสิ้น”

     “ธนาคารแห่งประเทศไทยมีทางเลือกน้อยมาก หากจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมสถานการณ์ก็กลัวจะไปขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือมีพื้นที่เพียงพอที่จะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก สถานการณ์นี้จึงบีบให้ภาพรวมของนโยบายการเงินไทยยังต้องเข้มงวดโดยปริยาย”

    ณัฐนนท์ อรัณยกานนท์ ผู้จัดการการลงทุนจาก บลจ. อาเบอร์ดีน วิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอย ดุลบัญชีเดินสะพัด และทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง นอกจากนี้ยังทำให้การควบคุมเงินเฟ้อทำได้ยากขึ้น และกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีกในอนาคต

    ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ต้องเลือกลำดับความสำคัญในการแทรกแซงเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลได้ตัดประเด็นเรื่องการอุดหนุนราคาน้ำมันออกไปแล้ว แต่เลือกที่จะแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อตรึงราคาค่าไฟฟ้าเอาไว้ให้คงที่ เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนในช่วงฤดูร้อน 

    ความกังวลด้านการคลังเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP ซึ่งขยับเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ 70% เข้าไปทุกที ทำให้นักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลอาจต้องขยายเพดานหนี้เพิ่ม อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลยังคงยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มีแผนที่จะปรับเพิ่มเพดานหนี้ดังกล่าว

    ทางด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาโดยยอมรับตามตรงว่า ในขณะนี้ประเทศไทยมีเครื่องมือหรือกลไกทางการเงินที่จำกัดมากในการเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น 

    ณัฐนนท์ มองว่า “หากผลกระทบจากวิกฤตินี้ยังคงลากยาวเกินเดือนเม.ย.ไปอีก มันจะไม่ใช่แค่ข่าวที่คนกังวลกันไปเองแล้ว แต่มันจะเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจในแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “

    อ้างอิง Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1229852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V5ntK3zUYNHfV-O9fGYO6

  • “ศุภจี” กางแผนนโยบายเร่งด่วนแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เตรียมถก รมช.มหาดไทย ลดค่าครองชีพประชาชน | TOPNEWS

    “ศุภจี” กางแผนนโยบายเร่งด่วนแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เตรียมถก รมช.มหาดไทย ลดค่าครองชีพประชาชน | TOPNEWS

    “ศุภจี” กางแผนนโยบายเร่งด่วนแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เตรียมถก รมช.มหาดไทย ลดค่าครองชีพประชาชน

    • เผยแพร่ : 16/04/2026 14:10

    “ศุภจี” กางแผนนโยบายเร่งด่วนแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เตรียมถก รมช.มหาดไทย ลดค่าครองชีพประชาชน

    #topnewstv #ศุภจี #เศรษฐกิจ

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1548825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kavyFPscVk9kHE_Xl9TK1

  • เศรษฐกิจจีนโต 5% ในไตรมาสแรกปี 2569 แม้เจอผลกระทบสงคราม | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจจีนโต 5% ในไตรมาสแรกปี 2569 แม้เจอผลกระทบสงคราม | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีน ขยายตัว 5.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน

    ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่เอเอฟพีคาดการณ์ไว้เล็กน้อย ที่ 4.8% โดยอิงจากการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์

    อนึ่ง รัฐบาลปักกิ่งตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้ไว้ที่ 4.5-5.0% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

    ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ยอดขายปลีกเติบโต 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในเดือน มี.ค. ซึ่งต่ำกว่าที่บลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ที่ 2.4%

    ขณะเดียวกัน การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.7% สูงกว่าที่บลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ที่ 5.3% แต่ชะลอตัวลงจาก 6.3% ในเดือน ม.ค. และก.พ. รวมกัน

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แหล่งพลังงานที่หลากหลายของจีน ช่วยปกป้องจีนจากผลกระทบในระยะสั้น แม้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกจากสงคราม อาจทำให้ความต้องการสินค้าส่งออกของจีนลดลงก็ตาม.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5784944/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iMgFtmh5P7sz26fQ3weM-

  • ปังมาก! สงกรานต์ ‘ไอคอนสยาม’ ดึงนักท่องเที่ยว 1.47 ล้านคน ปลุกเศรษฐกิจริมแม่น้ำ กระตุ้นยอดขายเติบโตกว่า 15%

    ปังมาก! สงกรานต์ ‘ไอคอนสยาม’ ดึงนักท่องเที่ยว 1.47 ล้านคน ปลุกเศรษฐกิจริมแม่น้ำ กระตุ้นยอดขายเติบโตกว่า 15%

    สงกรานต์ไอคอนสยามประสบความสำเร็จเกินคาด รวมยอดทราฟฟิกหมุนเวียนตลอดเทศกาล 6 วันกว่า 1.47 ล้านคน เติบโตทั้งกลุ่มชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตอกย้ำให้ประเทศไทยและไอคอนสยามเป็นแลนมาร์กงานเทศกาลระดับโลกอย่างแท้จริงสร้างไวรัลบนโซเชี่ยล มีผู้ชมคอนเทนต์สงกรานต์บนออนไลน์รวม 100 ล้านวิว เป็นเบอร์หนึ่งของงานเทศกาลสงกรานต์ตัวจริงที่ครบทุกมิติทั้งการเล่นสาดน้ำและคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีไทย พร้อมปลุกเศรษฐกิจ กระตุ้นยอดขายช่วงเทศกาลให้เติบโต 15% จากปีที่ผ่านมา

    16 เม.ย. 2569 – นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า ไอคอนสยามและพันธมิตรภาครัฐและเอกชน มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ร่วมกันจัดงานเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่อ “ICONSIAM THAICONIC SONGKRAN 2026” ถือเป็นส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ และเผยแพร่เทศกาลสงกรานต์ไทยอันเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมและสัมผัสประสบการณ์อันทรงคุณค่านี้ร่วมกัน การจัดงานในปีนี้ ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายอย่างมาก กิจกรรมทั้งหมดได้รับความสนใจ มียอดทราฟฟิกหมุนเวียนตลอดเทศกาลทั้ง 6 วัน รวมกว่า 1.47 ล้านคน โดยจำนวนผู้ร่วมงานเติบโตทั้งในกลุ่มชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนั้น ยังสร้างปรากฎการณ์บนโลกออนไลน์ มีผู้ชมคอนเทนต์ตลอดเทศกาลสงกรานต์สูงมากถึง 100,000,000ครั้ง (views) ตอกย้ำให้ประเทศไทยและไอคอนสยามเป็นแลนมาร์กงานเทศกาลระดับโลกอย่างแท้จริง

    “งานสงกรานต์ไอคอนสยาม จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สาด สนุก สุข สิริมงคล สงกรานต์ไทย” นำเสนอประสบการณ์ครบมิติทั้งการสาดน้ำที่สนุกสนาน สะอาด ปลอดภัย มอบความบันเทิงจากศิลปินไทยมากความสามารถ พร้อมการแสดงทางวัฒนธรรมไทยหลากหลายด้าน เช่น ขบวนแห่นางสงกรานต์ การละเล่นพื้นบ้าน พร้อมกิจกรรมเสริมความสิริมงคล ส่งเสริมการใช้ชีวิตตามวิถีไทยอย่างครบเครื่อง ทำให้เป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ครบทุกเซ็กเมนต์ ทั้งกลุ่มลูกค้าชาวไทยและชาวต่างประเทศ ประกอบกับการร่วมมือกับพันธมิตรร้านค้าผู้เช่าภายในศูนย์การค้ามากกว่า 1,000 ร้านค้า ส่งมอบประสบการณ์ช็อปปิ้งที่หลากหลายคุ้มค่า ทำให้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ มียอดจับจ่ายใช้สอยสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 15% จึงเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งภายในศูนย์การค้าและธุรกิจโดยรอบริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างคึกคักตลอดเทศกาล” นายสุพจน์กล่าว

    โดยความสำเร็จในครั้งนี้ไอคอนสยาม ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ได้แก่กระทรวงวัฒนธรรม, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กรุงเทพมหานคร, กรมประชาสัมพันธ์ และพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ปุริ จำกัด, บริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด, บริษัท ซิตี้ ไอซ์ จำกัด, Beverly Hills Polo Club, Sapporo Beer, โรงพยาบาลสมิติเวช, บริษัท นิสชิน ฟูดส์ (ไทยแลนด์) จำกัด, แบรนด์ Havaianas, น้ำแร่ 6ty degrees, บริษัท ส.นภา (ประเทศไทย) จำกัด, DREAME THAILAND และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส (AIS), บริษัท แบรนด์ดีไลท์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และ เมืองสุขสยาม ร่วมสร้างมหาปรากฏการณ์งานสงกรานต์ ทำให้งานสงกรานต์ไอคอนสยามเป็นเบอร์หนึ่งของงานเทศกาลสงกรานต์ที่ครบมิติทั้งการละเล่นสาดน้ำและคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีไทย ส่งเสริมให้ประเทศไทยและไอคอนสยามเป็นแลนมาร์กของการจัดงานเทศกาลระดับโลกอย่างแท้จริง

    ไอคอนสยามได้นำเสนอไฮไลต์สำคัญที่รวบรวมไอคอนแห่งความเป็นไทยในทุกมิติ มาบรรจบกันในเทศกาลฉลองปีใหม่ไทย ตั้งแต่มรดกทางวัฒนธรรม สัญลักษณ์ของชาติ จนถึงตัวแทนแห่งยุค เพื่อร่วมเชิดชูและสืบสานความงดงามของวัฒนธรรม สู่เทศกาลสงกรานต์ที่เต็มไปด้วยสีสัน และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชาติ เพื่อมอบประสบการณ์ที่โดดเด่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา

    หนึ่งในไฮไลต์ที่ได้รับการกล่าวถึงในโลกโซเชียลและกลายเป็นจุดถ่ายรูปเช็คอินยอดฮิต คือ Water Landmark ช้างไทยพ่นน้ำขนาดยักษ์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการนำ “ช้างไทย” สัญลักษณ์และเอกลักษณ์ของไทยมานำเสนอในรูปแบบผลงานประติมากรรมศิลปะขนาดใหญ่ สร้างสรรค์โดยศิลปิน Dee SweetDrug Studio และสามารถพ่นน้ำได้ถึง 6 งวง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ร่วมงาน พร้อมเสริมสิริมงคลให้กับผู้เล่นน้ำสงกรานต์ด้วยน้ำมนต์ 9 วัด นอกจากนี้ ไอคอนสยามยังได้นำมรดกทางวัฒนธรรมให้ปรากฏสู่สายตาผู้คนทั่วโลกผ่าน ขบวนแห่นางสงกรานต์สุดวิจิตรตระการตา พร้อมไอคอนแห่งยุคอย่าง หลิง-ออม และ 4EVE ตลอดจนปรากฏการณ์ความบันเทิงที่รวบรวมศิลปินมากมายมามอบความสุขและความบันเทิงภายในงานกว่า 300 ชีวิตตลอด 6 วันเต็ม

    รวมถึงกิจกรรมที่ยังคงรักษาประเพณีดั้งเดิม ทั้งการสรงน้ำพระเสริมสิริมงคล รับพลังบุญต้อนรับปีใหม่ไทย กิจกรรมรดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ เพื่อแสดงความเคารพและความกตัญญู กิจกรรมการประกวดหนูน้อยสงกรานต์ และการประกวดร้องเพลงรุ่นเด็ก เยาวชนและผู้ใหญ่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมความกล้าแสดงออกแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมความรักความอบอุ่นภายในครอบครัวอีกด้วย ทุกกิจกรรมล้วนสร้างประสบการณ์แบบ “THAICONIC” อย่างแท้จริงในทุกมิติ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/980747/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KuJ7ud-OKlx1xzCyKVLyQ

  • ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

    ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

    ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

    ธปท.ลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 เหลือ 1.3% จากผลกระทบสงครามอิหร่าน เตือนหากยืดเยื้ออาจเผชิญสถานการณ์เลวร้ายไร้ขีดจำกัด

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ลงเหลือ 1.3% จากเดิมที่เคยประเมินไว้สูงกว่านี้ ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน การท่องเที่ยว และต้นทุนการนำเข้า

    นางชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ที่กรุงวอชิงตันว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ทิศทางชะลอตัว โดยผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกกำลังกดดันหลายภาคส่วนสำคัญ

    “แนวโน้มหลายด้านกำลังเป็นขาลง” นางชญาวดีกล่าว พร้อมเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ สถานการณ์เศรษฐกิจอาจเลวร้ายได้โดยแทบไม่มีขีดจำกัด

    ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับลดลงเกือบเป็นศูนย์ในเดือนมีนาคม จากการปิดสนามบินในภูมิภาค ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีสัดส่วนการใช้จ่ายถึงราว 7% ของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด

    นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นอีกตลาดสำคัญ ก็ลดลงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทำให้การเดินทางข้ามพรมแดนลดลงตามไปด้วย

    ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

    ธปท.ประเมินว่า หากสงครามยุติลงในช่วงครึ่งหลังของปี อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 1.3% ในปี 2569 ลดลงจากคาดการณ์ก่อนหน้าในเดือนธันวาคมที่ 1.9% ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3.5%

    แม้เศรษฐกิจไทยจะมีฐานะพื้นฐานที่แข็งแกร่งในช่วงก่อนเกิดวิกฤต แต่แรงกดดันในปัจจุบันถือว่าสูง โดยเฉพาะจากต้นทุนพลังงานและภาคต่างประเทศที่ผันผวน

    ในด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเดิมคาดว่าจะเกินดุลประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ธปท.ระบุว่าอาจต้องปรับลดลง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะพลิกกลับเป็นขาดดุล

    สำหรับนโยบายการเงิน ธปท.ระบุว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เว้นแต่เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเกิน 1 ปี โดยมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีสาเหตุจากฝั่งอุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม แม้จะอยู่ในระดับสูง แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ และเริ่มกลับมาเป็นบวกในเดือนเมษายน

    นางชญาวดีกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank ในช่วงปลายปีนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งโลก พร้อมยืนยันว่าไทยยังมีศักยภาพในการปรับตัว และมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพียงพอในการรับมือความท้าทายระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม ทิศทางเศรษฐกิจไทยยังคงขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อระดับความรุนแรงของผลกระทบในระยะถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/740992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Eh2FB1GzT5MUf2ZSjXO1c

  • เศรษฐกิจจีนโตเกินคาด GDP ไตรมาสแรกพุ่ง 5% แม้เผชิญผลกระทบสงครามอิหร่าน

    เศรษฐกิจจีนโตเกินคาด GDP ไตรมาสแรกพุ่ง 5% แม้เผชิญผลกระทบสงครามอิหร่าน

    เศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกขยายตัวดีกว่าที่คาด แม้สงครามในตะวันออกกลางกระทบพลังงานโลก ขณะส่งออกเริ่มชะลอ นักวิเคราะห์เตือนไตรมาสถัดไปเสี่ยงอ่อนแรง

    เศรษฐกิจจีนยังคงแสดงความแข็งแกร่งเกินคาดในช่วงต้นปี โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกขยายตัว 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ราว 4.8%

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกอย่างรุนแรง

    นอกจากนี้ ยังถือเป็นการเปิดเผยตัวเลข GDP ครั้งแรก หลังจากจีนปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปีลงมาอยู่ที่ 4.5%–5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1991

    แรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในไตรมาสนี้มาจากภาคการผลิต ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญแรงกดดันจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว

    ด้าน ไคล์ ชาน นักวิเคราะห์จาก Brookings Institution ระบุว่าการส่งออกรถยนต์และสินค้าอุตสาหกรรมเป็นจุดเด่นสำคัญของข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด

    อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านยังไม่ปรากฏเต็มที่ และคาดว่า GDP ในไตรมาสถัดไปอาจอ่อนตัวลง จากความปั่นป่วนด้านการค้าและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

    ข้อมูลล่าสุดจาก General Administration of Customs ระบุว่าการเติบโตของการส่งออกจีนในเดือนมีนาคมชะลอลงเหลือ 2.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน

    ก่อนหน้านี้ การส่งออกในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์เติบโตมากกว่า 20% โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน การนำเข้าของจีนในเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นเกือบ 28% ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงเหลือเพียงกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งปี

    โจว อี้เซียว นักเศรษฐศาสตร์จาก Australian National University ระบุว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นสะท้อนต้นทุนสินค้าทั่วโลกที่สูงขึ้น อันเป็นผลจากสงครามอิหร่าน

    โดยเฉพาะความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง เช่น พลาสติก ปรับตัวสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้ดีกว่าคาด แต่ยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการบริโภคภายในที่อ่อนแอ จำนวนประชากรที่ลดลง และวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดทางการค้า และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ

    ปัจจุบัน สินค้าจีนส่วนใหญ่เผชิญภาษีนำเข้าจากสหรัฐในอัตรา 10% โดย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า อาจมีการปรับกลับไปใช้อัตราภาษีเดิมในช่วงก่อนคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐภายในเดือนกรกฎาคม

    ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง อาจพบกันในประเทศจีนช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ.

    ที่มา : BBC

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2926936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oRkfBTefZZcblrGmnkJ37

  • “ดร.วันวิชิต” ยกเครดิตรัฐบาล สร้างเชื่อมั่นสงกรานต์ไทยคึกคัก สวนกระแสปั่นด้อยค่า ประเทศเหงาเศรษฐกิจชะลอ | TOPNEWS

    “ดร.วันวิชิต” ยกเครดิตรัฐบาล สร้างเชื่อมั่นสงกรานต์ไทยคึกคัก สวนกระแสปั่นด้อยค่า ประเทศเหงาเศรษฐกิจชะลอ | TOPNEWS

    ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า บรรยากาศที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก สะท้อนว่าความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตราคาพลังงานไม่ได้ส่งผลให้การเดินทางหรือการท่องเที่ยวหยุดชะงักตามที่หลายฝ่ายกังวลก่อนหน้านี้

    “ภาพรวมสงกรานต์ปีนี้ ถือเป็นการลบข้อกังขาที่ว่าเศรษฐกิจชะลอตัวจนคนไม่เดินทาง หรือกังวลน้ำมันขาดแคลน จนคนไม่ออกต่างจังหวัด ถือเป็นข่าวที่ทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลแก้เกมอย่างหนัก กระทั่ง สงกรานต์ กลับมาคึกคัก และคึกคักกว่าที่หลายคนคิด ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนยังเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน ก็ต้องให้เครดิตรัฐบาลด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมองว่า เทศกาลสงกรานต์ของไทยในปีนี้ได้ยกระดับสู่ “มหกรรมระดับโลก” อย่างชัดเจน โดยหลายพื้นที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด พระนครศรีอยุธยา อำเภอสะเดา จังหวัด สงขลา หรือจังหวัด พะเยา ที่มีการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงคอนเสิร์ตจากศิลปินระดับนานาชาติอย่าง BamBam ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    ขณะที่พื้นที่ยอดนิยมอย่าง ถนนข้าวสาร และ สีลม ยังคงเป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกเดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองอย่างหนาแน่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1548601&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x6FxSQNrT-yLOUjoSOsl6