Blog

  • นักวิชาการ ชี้รัฐบาลสอบผ่าน สงกรานต์ 69 คึกคักระดับโลก

    นักวิชาการ ชี้รัฐบาลสอบผ่าน สงกรานต์ 69 คึกคักระดับโลก


    นักวิชาการ ชี้รัฐบาลสอบผ่าน สงกรานต์ 69 คึกคักระดับโลก ลบข้อกังขาเศรษฐกิจ-น้ำมันขาด

    ผศ.ดร. วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ว่า  เป็นไปอย่างคึกคักเกินความคาดหมาย และสะท้อนภาพรวมเชิงบวกของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนได้อย่างชัดเจน

    โดยระบุว่า ตลอดช่วงเทศกาล นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้หยุดพัก แต่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด ทั้งในลักษณะไม่เป็นทางการและทางการ อาทิ การร่วมกิจกรรมกับประชาชน การตรวจจุดท่องเที่ยว และการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงาน ซึ่งช่วยสะท้อนภาพรวมการใช้ชีวิตและการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวได้อย่างใกล้ชิด

    ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า บรรยากาศที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก สะท้อนว่าความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตราคาพลังงานไม่ได้ส่งผลให้การเดินทางหรือการท่องเที่ยวหยุดชะงักตามที่หลายฝ่ายกังวลก่อนหน้านี้

    “ภาพรวมสงกรานต์ปีนี้ ถือเป็นการลบข้อกังขาที่ว่าเศรษฐกิจชะลอตัวจนคนไม่เดินทาง หรือกังวลน้ำมันขาดแคลน จนคนไม่ออกต่างจังหวัด ถือเป็นข่าวที่ทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลแก้เกมอย่างหนัก กระทั่ง สงกรานต์ กลับมาคึกคัก และคึกคักกว่าที่หลายคนคิด ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนยังเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน ก็ต้องให้เครดิตรัฐบาลด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมองว่า เทศกาลสงกรานต์ของไทยในปีนี้ได้ยกระดับสู่ “มหกรรมระดับโลก” อย่างชัดเจน โดยหลายพื้นที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด พระนครศรีอยุธยา อำเภอสะเดา จังหวัด สงขลา หรือจังหวัด พะเยา ที่มีการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงคอนเสิร์ตจากศิลปินระดับนานาชาติอย่าง BamBam ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    ขณะที่พื้นที่ยอดนิยมอย่าง ถนนข้าวสาร และ สีลม ยังคงเป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกเดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองอย่างหนาแน่น

    ผศ.ดร.วันวิชิต ยังระบุด้วยว่า การจัดกิจกรรมที่คึกคักในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียนได้ดีขึ้น โดยมองว่า “สงกรานต์” เปรียบเสมือนแรงกระตุ้นสำคัญที่ช่วยพยุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก

    ส่วนประเด็นราคาพลังงาน มองว่าเป็นผลจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ขณะที่ภายในประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจสอบการกักตุนและการค้าผิดปกติ ซึ่งมีการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

    ท้ายที่สุด แสดงความเชื่อมั่นว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” จะสามารถออกมาได้อย่างทันท่วงที และช่วยสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41991&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2arSj2xpKuVyXzCYoloSPZ

  • หอการค้าโคราชสรุปภาพรวมเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวสงกรานต์ ปี 2569 “คึกคัก” | เดลินิวส์

    หอการค้าโคราชสรุปภาพรวมเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวสงกรานต์ ปี 2569 “คึกคัก” | เดลินิวส์

    นายอัฐพล สัมพันธ์วงศ์ รักษาการประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ได้สรุปภาพรวมสงกรานต์โคราชปีนี้ ตนขอใช้คำว่า “คึกคักแบบกระจุกตัว” แม้บรรยากาศตามหัวเมืองจะดูสนุกสนาน แต่ในเชิงเศรษฐกิจเราพบสัญญาณที่น่าสนใจและต้องเฝ้าระวังอยู่หลายประเด็น ดังนี้

    1. สถานการณ์ คนเน้น เย็น-ค่ำ และมาแบบ “เซฟงบ”

    ปีนี้ในเขตอำเภอเมือง บริเวณลานย่าโม ถนนราชดำเนิน และตามห้างสรรพสินค้า ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักที่คนแน่นในช่วงเย็นถึงค่ำครับ แต่ที่น่าสังเกตคือ

    -พฤติกรรมเปลี่ยน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนที่เน้นเดินทางระยะใกล้ ส่วนใหญ่เลือกซื้อของจากตลาดสดหรือห้างไปล้อมวงกินข้าวกัน ที่มากกว่าการออกไปจับจ่ายข้างนอกแบบเต็มตัวเหมือนปีก่อนๆ

    -เสน่ห์ Soft Power: จุดที่ต้องชื่นชมคือการนำวัฒนธรรมอย่าง “ประเพณีแห่พระคันธารราฐ” มาชูโรงคู่กับความบันเทิงสมัยใหม่ ซึ่งดึงดูดกลุ่มคนใจบุญและคนรุ่นใหม่ให้มาอยู่รวมกันได้อย่างลงตัว

    2. เปรียบเทียบปี 68

    เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ความคึกคักโดยรวมดู ดรอปลง

    -เน้นพึ่งทางใจ ปีนี้คนเข้าวัดทำบุญ สะท้อนว่าในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ผู้คนต้องการที่พึ่งทางใจควบคู่ไปกับการรื่นเริง

    -ระมัดระวังการใช้จ่าย: ยอดต่อหัวค่อนข้างนิ่งครับ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้คนคิดเยอะก่อนควักเงินจ่าย โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็น

    3. ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลัก?

    -ยังคงเป็น “คนโคราชคืนถิ่น” และนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียงเป็นหลัก

    -กลุ่มที่น่าสนใจ: คือกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวมาเยี่ยมญาติในโคราชและครอบครัวที่มีเขยต่างชาติ (ยุโรป) ที่เริ่มหันมาสัมผัสสงกรานต์ในหัวเมืองใหญ่อย่างโคราชแทนการไปเมืองท่องเที่ยวหลักอื่นๆ

    4. เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ: “รายได้ไม่เป็นไปตามเป้า”

    นี่คือจุดที่น่ากังวลครับ เม็ดเงินหมุนเวียนปีนี้ถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    -โรงแรมอ่วม อัตราเข้าพัก (Occupancy Rate) ทั้งในเมืองและเขาใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 40-50% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับเทศกาลใหญ่ขนาดนี้

    -ต้นทุนกินกำไร แม้ร้านอาหารจะพอขายได้ แต่กำไรหดเพราะค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าที่พุ่งสูงในช่วงหน้าร้อน บวกกับค่าน้ำมันและวัตถุดิบที่แพงขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ประกอบการแทบแบกไม่ไหว

    5. ปัจจัยบวกและอุปสรรคที่ต้องเจอ

    -ตัวช่วยสำคัญ ถนน M6 ช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก รวมถึงกิจกรรมดึงดูดอย่าง “การแข่งขันขั่วหมี่โคราช” “การแข่งกินจุ” ที่กลายเป็นสีสันใหม่ที่คนให้ความสนใจ มีนักแข่งมาจากจากทางไกลอีกด้วย

    -อุปสรรคตัวสำคัญ คืออากาศที่ร้อนจัดจนคนไม่อยากออกจากบ้านในช่วงกลางวัน และสถานการณ์โลกที่กระทบต่อความมั่นใจในการใช้จ่าย รวมถึงความขัดแย้งและการสู้รบ ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อต้นทุนการเดินทาง

    ข้อเสนอแนะและทางออก หลังจบสงกรานต์ ผมเกรงว่าเศรษฐกิจจะซบเซาลงอีก หอการค้าฯ จึงมีข้อเสนอต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ

    1. ต้องมี Event ต่อเนื่อง รัฐต้องเร่งทำ “Event Calendar” ทันที ไม่ใช่จบแค่สงกรานต์แล้วเงียบหาย เน้นดึงกลุ่ม MICE และการท่องเที่ยววันธรรมดามาช่วยพยุงธุรกิจ

    2. ช่วยลดภาระต้นทุน: ขอมาตรการดูแลราคาน้ำมันและค่าไฟสำหรับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

    3. เติมสภาพคล่องรายย่อย: ผลักดัน Soft Loan (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) ให้พ่อค้าแม่ค้าและ SME เข้าถึงง่ายขึ้น รวมถึงการ “งดหรือลดค่าเช่าแผง” ในพื้นที่ของรัฐสัก 6 เดือน เพื่อให้เขาได้ลืมตาอ้าปากได้

    4. ปรับตัวด้านโลจิสติกส์ เสนอแนวคิด “รวมเที่ยวรถ” และพัฒนา Logistics Hub ในจังหวัด เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้า

    สุดท้ายนี้ หอการค้าฯ ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของโคราชครับ หากเราผลักดันเรื่อง “พลังงานสะอาด” ควบคู่ไปกับการรักษาฐานวัฒนธรรมและธรรมชาติ เราจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและทำให้เศรษฐกิจโคราชกลับมาแข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5784777/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20UMiUAfJIENSw_j2xqkrd

  • ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    “ททท.” เดินหน้าบริหารความเสี่ยงวิกฤติ “ตะวันออกกลาง” ฝ่าข้อจำกัดเส้นทางบินและน้ำมันแพง หลัง“สงครามอิหร่าน” ฉุดนักท่องเที่ยวมิดเดิลอีสต์หาย คาดลดลง 50% ช่วงสถานการณ์ยังไม่นิ่ง มุ่งเก็บตลาดนักท่องเที่ยวที่ยังเดินทางมาไทยได้ ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงทดแทน ลุ้นคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน ประเมินต่างชาติเที่ยวไทย 30-34 ล้านในคนปี 69 ลดลง 18% จากเป้าเดิม

    “สงครามอิหร่าน” กินเวลานานกว่า 1 เดือนครึ่ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวจาก “ตะวันออกกลาง” ซึ่งเดิมเป็นความหวังในการปั้นรายได้ตลาดต่างประเทศปี 2569 ให้เติบโตในยุคพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเต็มไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น ด้วยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ใช้จ่ายในไทยเฉลี่ยเกือบ 1 แสนบาท/คน/ทริป สูงสุดเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นๆ และเข้ามามีบทบาทในการทดแทนตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมเท่าปี 2562 ก่อนโควิดระบาด

    จากการรายงานสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าประเทศไทย 7.52 แสนคน เพิ่มขึ้น 1.4% เทียบกับปีก่อน (ไม่รวมอิสราเอล จำนวน 4.1 แสนคน เพิ่มขึ้น 45.5%)

    ขณะที่ 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปี 2569 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางสะสม 8.13 หมื่นคน ลดลง 20% เทียบช่วงเดียวของปีที่แล้ว เฉพาะเดือน มี.ค. หลังสถานการณ์สู้รบปะทุเมื่อ 28 ก.พ. ตรงกับช่วงถือศีลอดซึ่งถือเป็นโลว์ซีซันของตลาดนี้ พบว่ามีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทย จำนวน 1.24 หมื่นคน ลดลง 33% เทียบเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30-34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม ซึ่งมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบินและความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

    “ททท.ติดตามสถานการณ์ในเดือน เม.ย. อย่างต่อเนื่อง ถ้ายืดเยื้อและมีปัญหาราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ อาจส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวม”

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    จับตาผล “น้ำมันแพง” กระทบแอร์ไลน์

    หลังจากช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสม 9.31 ล้านคน ลดลงแค่ 2.4% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพราะยังได้นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ ซึ่งต้องดูว่าถ้ายังมีปัญหาราคาน้ำมันแพง อาจจะส่งผลต่อการเดินทาง ทำให้สายการบินไม่สามารถทำการบินได้ แต่ถ้าปัญหาน้ำมันแพงมีแนวโน้มเริ่มคลี่คลาย อย่างน้อยยังมีนักท่องเที่ยวจากพื้นที่ที่เดินทางได้ ทำให้ไม่เสียหายมากนัก

    ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลง 3% จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าปีนี้จะสร้างรายได้รวมจากทั้งตลาดในและต่างประเทศประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    “การปรับเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะมีแน่นอน เพราะในสถานการณ์แบบนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะตั้งเป้าสูง ด้วยข้อจำกัดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่จุดที่จะเน้นคือการเพิ่มรายได้ ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ยาวขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น”

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    ข้อจำกัดการบินฉุดแนวโน้ม “มิดเดิลอีสต์” ร่วง 50%

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ต้องรอให้สถานการณ์ความขัดแย้งนิ่งก่อน ถึงจะประเมินได้ว่าตลอดปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทยเท่าไร หลังจากปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางดี รวมประมาณ 8 แสนคน ขณะเดียวกันต้องบริหารความเสี่ยง เก็บตลาดนักท่องเที่ยวที่ยังเดินทางมาไทยได้

    “เมื่อสถานการณ์นิ่ง ถึงจะประเมินได้ว่าตลอดปี 2569 มีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าสายการบินยังไม่สามารถทำการบินได้แบบนี้ ก็น่าจะติดลบประมาณ 50% ในช่วงที่ยังไม่นิ่ง”

    ดึงตลาดอื่นชดเชย “มิดเดิลอีสต์” เปย์หนักแสนบาทต่อทริป

    สำหรับนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีพฤติกรรมการใช้จ่ายเฉลี่ย 9 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท/คน/ทริป และใช้จ่ายสูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น โดยนิยมเดินทางมารักษาพยาบาลในไทย แม้ปัจจุบันจะยังมีอยู่ แต่ก็ลดลงค่อนข้างมาก จุดนี้ถือเป็นความท้าทายของ ททท. ในการดึงตลาดอื่นมาทดแทน ต้องมีกิจกรรมท่องเที่ยวน่าสนใจและสามารถสร้างการใช้จ่ายคุณภาพ เพื่อให้ได้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงจากตลาดเดิมเข้ามาเติมเต็ม

    “ททท.จึงได้เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ อาทิ จีน มาเลเซีย อินเดีย ซึ่งเป็นฐานตลาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตดีเพื่อเป็นตลาดทดแทน โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่มีสัญญานการเติบโตเชิงบวกอย่างเห็นได้ชัดถึง 38% ในเดือน มี.ค. 2569 เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว”

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

    “แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป”

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    เดือน มี.ค. “ซาอุดีฯ-โอมาน” ยังเป็นบวก

    สำหรับสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. ตามการรายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่ามีจำนวนสะสม 9,316,909 คน ลดลง 2.43% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 453,810 ล้านบาท ลดลง 1.96%

    โดยตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 อันดับแรกที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค. – มี.ค.) ปี 2569 ได้แก่ 1.จีน 1,488,713 คน 2.มาเลเซีย 959,023 คน 3.รัสเซีย 725,958 คน 4.อินเดีย 625,598 คน 5.เกาหลีใต้ 412,151 คน 6.สหราชอาณาจักร 353,527 คน 7.เยอรมนี 346,016 คน 8.สหรัฐ 320,071 คน 9.ญี่ปุ่น 307,580 คน และ 10.ฝรั่งเศส 305,448 คน

    ส่วนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง 3 เดือนแรกปีนี้ ในภาพรวมทุกตลาด (ไม่รวมอิสราเอล) ติดลบ มีจำนวนรวม 81,346 คน ลดลง 19.76% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

    เฉพาะเดือน มี.ค. หลังเกิดเหตุสู้รบ มีจำนวนสะสม 12,485 คน ลดลง 33.26% โดยติดลบเกือบทุกตลาด อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1,853 คน ลดลง 46.31% ส่วนคูเวต 348 คน ลดลง 83.15% ขณะที่กาตาร์ 401 คน ลดลง 78.34% ยกเว้นตลาดซาอุดีอาระเบียที่มีจำนวนเดินทางเข้าไทย 4,783 คน เพิ่มขึ้น 7.03% และตลาดโอมาน 2,129 คน เพิ่มขึ้น 75.52%

    ททท. งัดแผนบริหารความเสี่ยง ชดเชยนักท่องเที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’

    “ทีเอชเอ” มองครึ่งปีหลังทัวริสต์ Wait & See

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า จากสถานการณ์ตลาด และผลกระทบรายภูมิภาค พบว่าภาพรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 ปิดตัวได้ดีตามเป้าหมาย แต่มีความกังวลอย่างมากต่อไตรมาส 2 เนื่องจากยอดจองล่วงหน้าชะลอตัว และน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนไตรมาส 3-4 ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในภาวะรอดูสถานการณ์ (Wait & See)

    เฉพาะตลาดตะวันออกกลาง พบว่าผลกระทบด้านการบินสูญเสียศักยภาพการขนส่ง (Flight Capacity) ไปเกือบ 50% หรือประมาณ 120,000 ที่นั่ง เนื่องจากสายการบินหลักอย่างเอมิเรตส์, กาตาร์ แอร์เวย์ส และเอทิฮัด ได้รับผลกระทบโดยตรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1229804&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eor9RlmAw_R0ET7WrexxB

  • ททท.ปลื้มสงกรานต์ 2559 หนุนต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนท็อปฟอร์ม

    ททท.ปลื้มสงกรานต์ 2559 หนุนต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนท็อปฟอร์ม

    ททท.ปลื้มสงกรานต์ 2559 หนุนต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนท็อปฟอร์ม

    วันนี้(วันที่ 16 เมษายน 2569) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุดเบื้องต้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 13 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าสะสมกว่า 10.4 ล้านคน

    โดยเทศกาลสงกรานต์ 2569 เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวคึกคักทั่วประเทศ และสะท้อนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 อันดับแรก ได้แก่

    • อันดับ 1 จีน จำนวน 1,676,260 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย จำนวน 1,103,045 คน
    • อันดับ 3 รัสเซีย จำนวน 796,612 คน
    • อันดับ 4 อินเดีย จำนวน 722,061 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ จำนวน 441,075 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 เป็นต้นมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 99,840 คน โดยเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย รวมถึงกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short Haul) อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน เมียนมา และเวียดนาม

    สงกรานต์ 2569

    ททท. คาดว่าเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยไม่น้อยกว่า 500,000 คน

    ขณะเดียวกัน การจัดกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศยังช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยคาดว่าจะเกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 5.9 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,350 ล้านบาท

    ททท.ปลื้มสงกรานต์ 2559 หนุนต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 10 ล้านคน นักท่องเที่ยวจีนท็อปฟอร์ม

    ตอกย้ำบทบาทของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในฐานะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ผู้ว่าการ ททท. กล่าวขอบคุณประชาชนชาวไทยทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแลและต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยไมตรีจิตความเป็นไทย ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์อย่างเหมาะสม

    ขณะเดียวกันผู้ประกอบการท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐได้บูรณาการความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การดูแลความปลอดภัย และการป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ดีให้กับประเทศ

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    รวมถึงการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้นในระดับภูมิภาคและระดับโลก แต่ด้วยความเข้มแข็งของภาคการท่องเที่ยวไทย อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 

    ประเทศไทยยังมีความพร้อมและความเชื่อมั่นในการก้าวผ่านความท้าทายต่าง ๆ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสู่เป้าหมายปี 2569 ด้วยรายได้กว่า 2.80 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน และการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ 212 ล้านคน-ครั้ง อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656660&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bdbe6HVI1CcrNLqHo_JJy

  • นานาชาติยกย่อง สงกรานต์ไทย มรดกโลก เวิลด์อีเว้นท์ สะท้อนพลังวัฒนธรรม

    นานาชาติยกย่อง สงกรานต์ไทย มรดกโลก เวิลด์อีเว้นท์ สะท้อนพลังวัฒนธรรม

    นานาชาติยกย่อง ‘สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์’ สะท้อนพลังวัฒนธรรม ททท.คาดสงกรานต์ปีนี้ สร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท

    วันนี้ 15 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

    โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ค เยอรมนี อินเดีย เบลเยี่ยม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรียเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย

    รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP  Reuters Euronews และ Xinhua เน้นรายงานและภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย 

    ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย 

    นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดย The Straits Times ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

    ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศ (ททท.) ได้คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

    โฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

    “ ท่านนายกรัฐมนตรี ชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือ ร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง” นางสาวรัชดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/qg9b6RJBe&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jsIz3vvtFyaTc3Gg19Aoe

  • รมว.คลัง G7 ถกเข้มผลกระทบสงครามอิหร่าน กดดันเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์

    รมว.คลัง G7 ถกเข้มผลกระทบสงครามอิหร่าน กดดันเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์

    รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ประชุมกันที่กรุงวอชิงตันในวันพุธ (15 เม.ย.) เพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบที่ลุกลามต่อเศรษฐกิจโลกจากสงครามในอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากขึ้นมานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว

    ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกถูกกระทบนั้น ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือ การที่กลุ่มประเทศ G7 จะสามารถแสดงจุดยืนที่เป็นเอกภาพในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่ เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เผยให้เห็นรอยร้าวที่ลึกขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป

    รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารของกลุ่ม G7 ซึ่งประกอบด้วยอังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหรัฐ และสหภาพยุโรป (EU) ต้องการหลีกเลี่ยงสงครามยืดเยื้อที่อาจทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นและเศรษฐกิจชะลอตัว

    อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่สถานการณ์ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย โดยช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของโลก ยังคงปิดการสัญจรทางเรือเป็นส่วนใหญ่

    เจ้าหน้าที่ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีแนวโน้มจะไม่ออกแถลงการณ์ร่วม

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ก่อนการประชุม G7 ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นได้หารือกับสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการเสริมสร้างการสื่อสารอย่างใกล้ชิดด้านอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมรับฟังข้อมูลสถานการณ์อิหร่านและประเด็นอื่นที่ “น่าสนใจอย่างยิ่ง”

    คาตายามะยังโพสต์ผ่านเอ็กซ์ว่า ได้ชี้แจงต่อฝ่ายสหรัฐฯ เกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการสนับสนุนทางการเงินของญี่ปุ่นต่อประเทศในเอเชีย ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

    ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนวงเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศก่อนการเดินทางของคาตายามะ มีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานพลังงานในเอเชีย เช่น การปล่อยกู้เพื่อจัดหาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W7Mi_-6bpp4G4GWALIYeP

  • หอการค้าโคราชสรุปภาพรวมเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวสงกรานต์ ปี 2569 “คึกคัก” | เดลินิวส์

    หอการค้าโคราชสรุปภาพรวมเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวสงกรานต์ ปี 2569 “คึกคัก” | เดลินิวส์

    นายอัฐพล สัมพันธ์วงศ์ รักษาการประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ได้สรุปภาพรวมสงกรานต์โคราชปีนี้ ตนขอใช้คำว่า “คึกคักแบบกระจุกตัว” แม้บรรยากาศตามหัวเมืองจะดูสนุกสนาน แต่ในเชิงเศรษฐกิจเราพบสัญญาณที่น่าสนใจและต้องเฝ้าระวังอยู่หลายประเด็น ดังนี้

    1. สถานการณ์ คนเน้น เย็น-ค่ำ และมาแบบ “เซฟงบ”

    ปีนี้ในเขตอำเภอเมือง บริเวณลานย่าโม ถนนราชดำเนิน และตามห้างสรรพสินค้า ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักที่คนแน่นในช่วงเย็นถึงค่ำครับ แต่ที่น่าสังเกตคือ

    -พฤติกรรมเปลี่ยน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนที่เน้นเดินทางระยะใกล้ ส่วนใหญ่เลือกซื้อของจากตลาดสดหรือห้างไปล้อมวงกินข้าวกัน ที่มากกว่าการออกไปจับจ่ายข้างนอกแบบเต็มตัวเหมือนปีก่อนๆ

    -เสน่ห์ Soft Power: จุดที่ต้องชื่นชมคือการนำวัฒนธรรมอย่าง “ประเพณีแห่พระคันธารราฐ” มาชูโรงคู่กับความบันเทิงสมัยใหม่ ซึ่งดึงดูดกลุ่มคนใจบุญและคนรุ่นใหม่ให้มาอยู่รวมกันได้อย่างลงตัว

    2. เปรียบเทียบปี 68

    เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ความคึกคักโดยรวมดู ดรอปลง

    -เน้นพึ่งทางใจ ปีนี้คนเข้าวัดทำบุญ สะท้อนว่าในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ผู้คนต้องการที่พึ่งทางใจควบคู่ไปกับการรื่นเริง

    -ระมัดระวังการใช้จ่าย: ยอดต่อหัวค่อนข้างนิ่งครับ เพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้คนคิดเยอะก่อนควักเงินจ่าย โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็น

    3. ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลัก?

    -ยังคงเป็น “คนโคราชคืนถิ่น” และนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกล้เคียงเป็นหลัก

    -กลุ่มที่น่าสนใจ: คือกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวมาเยี่ยมญาติในโคราชและครอบครัวที่มีเขยต่างชาติ (ยุโรป) ที่เริ่มหันมาสัมผัสสงกรานต์ในหัวเมืองใหญ่อย่างโคราชแทนการไปเมืองท่องเที่ยวหลักอื่นๆ

    4. เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ: “รายได้ไม่เป็นไปตามเป้า”

    นี่คือจุดที่น่ากังวลครับ เม็ดเงินหมุนเวียนปีนี้ถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    -โรงแรมอ่วม อัตราเข้าพัก (Occupancy Rate) ทั้งในเมืองและเขาใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 40-50% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากสำหรับเทศกาลใหญ่ขนาดนี้

    -ต้นทุนกินกำไร แม้ร้านอาหารจะพอขายได้ แต่กำไรหดเพราะค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าที่พุ่งสูงในช่วงหน้าร้อน บวกกับค่าน้ำมันและวัตถุดิบที่แพงขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ประกอบการแทบแบกไม่ไหว

    5. ปัจจัยบวกและอุปสรรคที่ต้องเจอ

    -ตัวช่วยสำคัญ ถนน M6 ช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก รวมถึงกิจกรรมดึงดูดอย่าง “การแข่งขันขั่วหมี่โคราช” “การแข่งกินจุ” ที่กลายเป็นสีสันใหม่ที่คนให้ความสนใจ มีนักแข่งมาจากจากทางไกลอีกด้วย

    -อุปสรรคตัวสำคัญ คืออากาศที่ร้อนจัดจนคนไม่อยากออกจากบ้านในช่วงกลางวัน และสถานการณ์โลกที่กระทบต่อความมั่นใจในการใช้จ่าย รวมถึงความขัดแย้งและการสู้รบ ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อต้นทุนการเดินทาง

    ข้อเสนอแนะและทางออก หลังจบสงกรานต์ ผมเกรงว่าเศรษฐกิจจะซบเซาลงอีก หอการค้าฯ จึงมีข้อเสนอต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ

    1. ต้องมี Event ต่อเนื่อง รัฐต้องเร่งทำ “Event Calendar” ทันที ไม่ใช่จบแค่สงกรานต์แล้วเงียบหาย เน้นดึงกลุ่ม MICE และการท่องเที่ยววันธรรมดามาช่วยพยุงธุรกิจ

    2. ช่วยลดภาระต้นทุน: ขอมาตรการดูแลราคาน้ำมันและค่าไฟสำหรับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

    3. เติมสภาพคล่องรายย่อย: ผลักดัน Soft Loan (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) ให้พ่อค้าแม่ค้าและ SME เข้าถึงง่ายขึ้น รวมถึงการ “งดหรือลดค่าเช่าแผง” ในพื้นที่ของรัฐสัก 6 เดือน เพื่อให้เขาได้ลืมตาอ้าปากได้

    4. ปรับตัวด้านโลจิสติกส์ เสนอแนวคิด “รวมเที่ยวรถ” และพัฒนา Logistics Hub ในจังหวัด เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้า

    สุดท้ายนี้ หอการค้าฯ ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของโคราชครับ หากเราผลักดันเรื่อง “พลังงานสะอาด” ควบคู่ไปกับการรักษาฐานวัฒนธรรมและธรรมชาติ เราจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและทำให้เศรษฐกิจโคราชกลับมาแข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5784777/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20UMiUAfJIENSw_j2xqkrd

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 16 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 16 เมษายน 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : ลุ้นแตะ 5,000$ เร็วๆ นี้
    แนวรับ : $4,800 หรือ 72,600
    แนวต้าน : $5,000 หรือ 75,000

    .

    ทองคำกำลังเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่จริงหรือไม่ และระดับ $5,000 จะเป็นเป้าหมายที่เกิดขึ้นได้ในระยะสั้นหรือเปล่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง สงครามยังไม่จบ และทิศทางเงินเฟ้อที่ยังมีโอกาสเร่งตัวต่อจากนี้ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าแรงซื้อทองคำรอบนี้เป็นเพียงแรงหนุนระยะสั้นจากความกังวล หรือกำลังสะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนของตลาดโลกอย่างแท้จริง

    .

    หลังผ่านช่วงสงกรานต์ ตลาดทองคำยังเดินหน้าร้อนแรงต่อเนื่อง โดยราคาทองคำโลกทะลุขึ้นมาแถว $4,870 ต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำแท่งไทยขึ้นไปแตะบริเวณ 73,300 บาท แม้ภาพการเมืองโลกและการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน แต่สิ่งที่เริ่มเห็นคือ ตลาดการเงินไม่ได้ตอบสนองแบบตื่นตระหนกเหมือนช่วงแรกอีกต่อไป ดัชนีหุ้นยังยืนได้และราคาน้ำมันเริ่มผ่อนลง สะท้อนว่านักลงทุนกำลังปรับตัวกับความเสี่ยง และไม่ได้เทขายสินทรัพย์ทุกอย่างแบบไร้ทิศทางเหมือนก่อนหน้า

    ในอีกด้านหนึ่ง ทองคำยังคงได้แรงหนุนชัดเจนจากบทบาทของการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ เพราะหากสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิตทั่วโลกมีโอกาสสูงขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งเศรษฐกิจโลกอ่อนแรงและซัพพลายเชนเริ่มมีรอยร้าวมากเท่าไร ความต้องการถือทองคำก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ขณะเดียวกัน กระแสคาดการณ์ว่าดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงในระยะถัดไป จากภาระหนี้และความจำเป็นในการอัดฉีดเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็ยิ่งเป็นอีกแรงผลักที่หนุนราคาทองคำในภาพใหญ่

    ส่วนประเด็นเงินเฟ้อ แม้ตัวเลขฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภคของสหรัฐฯ ยังไม่ได้เร่งขึ้นแรงอย่างที่ตลาดกังวล แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าต้นทุนจากภาวะสงครามยังส่งผ่านไม่เต็มที่ เพราะหลายภาคธุรกิจอาจยังใช้สต็อกเดิมที่มีอยู่ ดังนั้นเงินเฟ้อในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมยังเป็นช่วงสำคัญที่ต้องติดตาม หากต้นทุนเริ่มสะท้อนเข้าระบบมากขึ้นจริง ก็จะยิ่งทำให้ทองคำกลับมาโดดเด่นในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงมากขึ้นอีก

    ในเชิงเทคนิค ภาพทองคำยังถือว่าแข็งแรง เพราะโครงสร้างราคาเป็นการยกฐานขึ้นต่อเนื่องแบบ Higher High และ Higher Low หากยังยืนเหนือแนวรับบริเวณ $4,800 ได้อย่างมั่นคง โอกาสขึ้นไปทดสอบ $5,000 ก็ยังเปิดกว้าง และหากผ่านได้จริง ภาพระยะถัดไปอาจขยับไปลุ้นโซน 81,000 บาทได้ไม่ยาก

    .

    ภาพรวมของทองคำในเวลานี้ยังคงเป็นบวก แม้โลกจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ตลาดเริ่มเปลี่ยนจาก “ความกลัว” ไปสู่ “การรับมือ” มากขึ้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของทองคำยังแข็งแรง ทั้งในมุม Safe Haven เงินเฟ้อ ดอลลาร์ และแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก จึงทำให้เป้าหมาย $5,000 ยังเป็นระดับที่น่าจับตาอย่างมากในระยะนี้ โดยจุดสำคัญคือการยืนเหนือ $4,800 ให้ได้ เพราะหากทำได้ ทองคำอาจกำลังเดินหน้าเข้าสู่รอบเป้าหมายใหม่อย่างจริงจัง

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-16-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01Si2Xx86UbLtNW_SCO7DV

  • รอยเตอร์ชี้ทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย วิกฤตน้ำมันฉุดฟื้นศก.

    รอยเตอร์ชี้ทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย วิกฤตน้ำมันฉุดฟื้นศก.

    รอยเตอร์ชี้ทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย วิกฤตน้ำมันฉุดฟื้นศก.

    รอยเตอร์ชี้ สงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่ง กระทบเศรษฐกิจไทย นักลงทุนต่างชาติแห่ขายสินทรัพย์ หวั่นฟื้นตัวสะดุด ท่ามกลางข้อจำกัดนโยบาย

    สำนักข่าวรอยเตอร์ เผยแพร่บทความ ระบุว่ากระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย

    ราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ความเปราะบางด้านพลังงานของไทยถูกจับตามองมากขึ้น เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางเกือบครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

    สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก โดยก่อนหน้าความขัดแย้ง นักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทยสุทธิราว 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์ จากความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองและแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม หลังเกิดสงครามในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ กระแสเงินทุนได้พลิกกลับอย่างรวดเร็ว โดยเดือนมีนาคมพบแรงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 823 ล้านดอลลาร์ และเงินทุนไหลออกจากตลาดตราสารหนี้อีก 705 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการไหลออกสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567

    แม้การประกาศหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์จะช่วยหนุนตลาดหุ้นและค่าเงินบาทให้ฟื้นตัวในระยะสั้น แต่นักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อความเสี่ยงในระยะยาว หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง

    รอยเตอร์ชี้ทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย วิกฤตน้ำมันฉุดฟื้นศก.

    นักวิเคราะห์มองว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบต่อการบริโภค การส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกัน ตลาดอาจยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบเชิงลึกจากวิกฤตพลังงานอย่างเต็มที่

    อีกทั้ง เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงนโยบาย โดยอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาอยู่ที่เพียง 2.4% ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในภาวะติดลบต่อเนื่องก่อนเกิดสงคราม ส่งผลให้ธนาคารกลางต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปก่อนหน้านี้

    นักลงทุนจำนวนมากประเมินว่า ไทยกำลังอยู่ในภาวะ “ติดกับดักนโยบาย” เนื่องจากมีพื้นที่จำกัดในการใช้นโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยการขึ้นดอกเบี้ยอาจกระทบการฟื้นตัว ขณะที่การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็มีข้อจำกัดจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน

    รอยเตอร์ชี้ทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย วิกฤตน้ำมันฉุดฟื้นศก.

    นอกจากนี้ โครงสร้างพลังงานของไทยที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากกว่าครึ่ง และมีการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลกส่งผ่านสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง

    ค่าเงินบาทยังกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการดูดซับแรงกระแทก โดยอ่อนค่าลงราว 2.8% หลังเกิดสงคราม แม้จะฟื้นตัวบางส่วนภายหลังการหยุดยิง ขณะที่ฐานะการคลังของประเทศก็เริ่มตึงตัว โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ใกล้เพดานที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 70%

    รัฐบาลยังคงหลีกเลี่ยงการอุดหนุนราคาน้ำมันในวงกว้าง แต่เลือกใช้มาตรการควบคุมค่าไฟฟ้าเพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินเดือนเมษายน ผลกระทบอาจลุกลามจากระดับมหภาคไปสู่ภาคธุรกิจและการดำเนินชีวิตประจำวัน

    รอยเตอร์ชี้ทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย วิกฤตน้ำมันฉุดฟื้นศก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/740983&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rCHUjiHYUHkVFndM0Rxxr

  • ‘เวิลด์แบงก์’ ชี้ ‘ไทย’  ติดหล่ม ‘รายได้ปานกลาง’ ลากยาวถึงปี  2050

    ‘เวิลด์แบงก์’ ชี้ ‘ไทย’ ติดหล่ม ‘รายได้ปานกลาง’ ลากยาวถึงปี 2050

    วันที่โลกหมุนเร็วขึ้นแต่ไทยกลับเดินช้าลงจากเดิมเราเคยตั้งเป้าว่าจะก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ให้ได้ภายในปี 2037

    แต่ดูเหมือนเศรษฐกิจไทยกำลังถูกท้าทายอย่างหนักด้วยคลื่นลมจากสมรภูมิทั่วโลก ทั้งศึกภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่นำมาสู่วิกฤติและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ อาจทำให้เส้นชัยเดิมที่เคยวางไว้อาจเลื่อนออกไปไกลอีกเกือบหนึ่งทศวรรษ

    “กรุงเทพธุรกิจ” พูดคุยกับ “ดร. เกียรติพงศ์ อารยะปรัชญา” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทย ได้ร่วมวิเคราะห์โจทย์ใหญ่ที่ทำให้ไทยยังติดหล่มนี้ และ “5 เครื่องยนต์ใหม่” ในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่อนาคตที่จะเป็นทางรอดเพื่อพาไทยออกจากวิกฤติพลังงาน ความเสี่ยงทางการคลัง และสังคมสูงวัย ซึ่งล้วนเป็นโอกาสให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตที่ 3-4% อีกครั้ง

    โจทย์ใหญ่ที่ ‘ไทย’ ต้องรับมือ

    ความเปราะบางประการแรกที่ไทยกำลังเผชิญ คือ “วิกฤติพลังงาน” โดยไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ “สีแดง” เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิในสัดส่วนที่สูงที่สุดในอาเซียน ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ ทำให้พื้นที่ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของไทยมีความคับขันมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีทรัพยากรพลังงานในประเทศ

    ทว่าจุดแข็งที่ทำให้ไทยมีความยืดหยุ่น คือ “เงินเฟ้อ” ที่เราอยู่ในระดับต่ำมากใกล้ศูนย์ ทำให้แรงกดดันจากราคาน้ำมันแม้จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของแบงก์ชาติ ในขณะที่ประเทศอื่นเงินเฟ้อทะลุเป้าไปแล้ว

    แน่นอนว่า เรื่องนี้ลามไปสู่ข้อจำกัดทางด้าน “พื้นที่ทางการคลัง” เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่น่ากังวล ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทยขยับเข้าใกล้เพดานที่ระดับ 70% ของ GDP ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง และไทยเองก็ยังมีปัญหาเรื่อง “ฐานภาษี” ที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน

    เรื่องนี้นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับการขยับเพดาหนี้สาธารณะ ซึ่งในเรื่องนี้ ดร. เกียรติพงศ์ ได้ชวนให้เรามองลึกไปกว่าแค่ตัวเลข แต่ให้โฟกัสที่ “วัตถุประสงค์” ของการกู้เงิน โดยให้แง่คิดว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณหนี้ แต่อยู่ที่ว่าเรากู้เงินมาเพื่ออะไร

    ในระยะสั้น หลายประเทศอาจใช้การคลังเพื่อประคับประคองกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง เช่น การโอนเงินเยียวยาผู้มีรายได้น้อย หรือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แก่ธุรกิจที่อ่อนแอ

    แต่สำหรับไทยนั้น ดร. เกียรติพงศ์ มองเห็นโอกาสที่ยั่งยืนกว่านั้น คือ การใช้เงินกู้เพื่อ “ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล การผลิตขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือกองทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน เพราะหากเรานำเงินกู้มาลงทุนแล้วสามารถกระตุ้นให้ GDP เติบโตขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง สุดท้ายแล้วสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะค่อยๆ ลดลงเองโดยธรรมชาติในระยะปานกลาง

    ความท้าทายที่ยากจะปฏิเสธคือ “วิกฤติโครงสร้างประชากร” ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลิตภาพแรงงานที่ลดลง และเพิ่มภาระด้านสาธารณสุขอย่างมหาศาล ซึ่งปัญหานี้ถูกซ้ำเติมด้วยภาวะการกระจุกตัวของความเจริญในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่สูงที่สุดในโลก ความมั่งคั่งที่ไหลไปไม่ถึงเมืองรองทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศทำงานเพียงสูบเดียว ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่จึงเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ทำให้การยกระดับรายได้ของคนทั้งประเทศเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

    ดังนั้น ทางแก้คือเราต้องเพิ่มผลิตภาพจากภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ มาทดแทน และต้องใช้โอกาสจากการเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนที่มีโครงสร้างประชากรหลากหลายเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะแรงงาน และต้องเปิดโอกาสให้จังหวัดเมืองรองมีอำนาจตัดสินใจ ระดมทุน และเก็บภาษีเองเพื่อลงทุนในท้องถิ่น เช่น โครงการรถไฟฟ้ารางเบาในขอนแก่น หากเมืองรองโตขึ้น มันจะช่วยยกฐาน GDP ทั้งประเทศขึ้นได้ในระยะยาวและลดความเหลื่อมล้ำ

    ทั้งหมดนี้ล้วนตอกย้ำ อุปสรรค์สำคัญที่ไทยยังไม่สามารถแก้ได้คือ “กับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่งไทยติดอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูงมานานหลายทศวรรษ จากเดิมที่เคยวาดหวังจะหลุดพ้นในปี 2037 แต่ด้วยผลกระทบจากโควิด-19 และความปั่นป่วนทั่วโลก ยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไทยโตช้า และถ้าหากว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตในระดับ 2.5% ต่อปีเช่นปัจจุบัน เราอาจต้องรอไปจนถึงปี 2050 หรือช้าลงกว่าเป้าหมายเดิมถึงหนึ่งทศวรรษ

    “ทางออกเดียวคือการเร่ง “ศักยภาพการเติบโต” ให้ถึงระดับ 3-4% ต่อปี ทั้งการจัดสรรและการเลือกลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชนถูกจุด การปฏิรูปกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐาน การดึงดูดการลงทุนใหม่และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ New S-Curve”

      5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

     เวิลด์แบงก์ ได้จัดทำรายงานพิเศษเพื่อวิเคราะห์ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (5 Industry of the Future) เพื่อให้ไทยสามารถปรับตัวเข้ากับบริบทโลกที่เปลี่ยนไปได้ หัวใจสำคัญคือการปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความเชื่อมโยง ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่มีอยู่มหาศาลทั่วโลกให้ไหลเข้าสู่ไทยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปได้

    อุตสาหกรรมแรก คือ “การผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว” (Advanced Manufacturing & Green Industry) เซกเตอร์นี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ไทยมีรากฐานแข็งแกร่ง เราเห็นการไหลเข้าของเม็ดเงินในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไทยชัดเจนที่สุดในอาเซียน จากการวิเคราะห์พบว่าไทยสามารถเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนได้ถึง 60% เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์อยู่เดิม

     นอกจากนี้ ไทยยังเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศที่มีการปล่อยมลพิษต่ำ ติดอันดับท็อป 3 ของโลก อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นรากฐานความมั่นคงทางพลังงานโดยการลดการพึ่งพาน้ำมันและเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งสอดรับกับความต้องการของนักลงทุนระดับโลกที่เน้นมาตรฐานความยั่งยืน

    2.การบริการด้านดิจิทัล (Digital services) ที่เปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ที่เชื่อมโยงและเพิ่มผลิตภาพให้กับทุกอุตสาหกรรม ไทยมีความโดดเด่นในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขั้นพื้นฐาน ซึ่งไทยเรามีทั้งพร้อมเพย์และการโอนเงินภาครัฐที่เป็นต้นแบบความสำเร็จในอาเซียน

    ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการพัฒนา Sovereign AI หรือ อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ คือ ปัญญาประดิษฐ์แบบพึ่งพาตนเองที่เข้าใจบริบททางภาษา กฎหมาย และวัฒนธรรมของไทย เพื่อนำมาแก้ปัญหาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในภาคธุรกิจ รวมทั้งการดึงดูดศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังเป็นโอกาสในการสร้างระบบนิเวศน์ของเอไอ

    ต่อมาคือ 3.เกษตรกรรมและอาหาร (Agriculture and food) เป็นการผนวกความแข็งแกร่งดั้งเดิมของไทยเข้ากับนวัตกรรมสีเขียว ยกระดับเกษตรกรรมสู่ระบบสีเขียว เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ภาคส่วนที่มีแรงงานอาศัยอยู่มากที่สุด

     4. การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและสุขภาพ (Sustainable tourism and health) ที่ผ่านมาไทยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness และ Medical Tourism ดังนั้นการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับมาตรฐานความยั่งยืนไม่เพียงแต่ช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเป็นการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    สุดท้ายคือ 5.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative economy) แรงขับเคลื่อนทรงพลัง คือการใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการยกระดับการท่องเที่ยวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จำเป็นต้องอาศัยการเปิดกว้างของภาคบริการ และเมื่อผนวกเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอจะช่วยให้ผลงานสร้างสรรค์ของไทยเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

    อย่างไรก็ดี ดร.เกียรติพงศ์ เผยว่า รายงานพิเศษนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 (2026 Annual Meetings) จัดขึ้นที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่12 – 18ตุลาคม2569ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    พร้อมทิ้งท้ายว่า “การทำงานที่สอดประสานกันของทั้ง 5 เซกเตอร์นี้จะเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยการปฏิรูปกฎระเบียบ การเปิดภาคบริการ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความเชื่อมโยง เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในการสร้างเสถียรภาพและมั่งคั่งให้แก่เศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางและระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vplFgK1–ygoRQMu7FfRt