Blog

  • IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญช่วงยากหากราคาน้ำมันยังสูง

    IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญช่วงยากหากราคาน้ำมันยังสูง

    ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คริสตาลินา จอร์จีเอวา เตือนเมื่อวันพุธว่า เศรษฐกิจโลกจะเผชิญช่วงเวลายากลำบากหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุดและราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง พร้อมแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะขยายไปสู่ราคาอาหาร

    ความกังวลจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    “เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลายากลำบากข้างหน้า” หากความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป จอร์จีเอวา กล่าวในงานแถลงข่าวระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตัน การโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ กระตุ้นให้เตหะรานแก้แค้น ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญสำหรับน้ำมันและปุ่ยเกือบปิดสมบูรณ์

    ราคาพลังงานพุ่งสูงกดดันประเทศต่างๆ

    ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันต่อประเทศต่างๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่เปราะบางและประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคนี้ จอร์จีเอวา แสดงความกังวลต่อความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่อาจขยายไปสู่ราคาอาหาร หากการจัดส่งปุ่ยในราคาที่เหมาะสมไม่กลับมาเร็วๆ นี้

    คำแนะนำต่อธนาคารกลาง

    ขณะที่ประเทศต่างๆ พยายามควบคุมผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูงต่อประชาชน จอร์จีเอวา เรียกร้องให้ธนาคารกลาง “รอดูสถานการณ์” ก่อนปรับอัตราดอกเบี้ยหากสามารถทำได้ โดยเฉพาะในประเทศที่ประชาชนมีความคาดหวังที่มั่นคงต่อการควบคุมเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ธนาคารกลางขาดความน่าเชื่อถืออาจต้องส่งสัญญาณที่แข็งแกร่งกว่า

    เรียกร้องความช่วยเหลือทางการเงิน

    ปัจจุบัน IMF มีโปรแกรมช่วยเหลือทางการเงิน 39 โปรแกรม และคาดว่าจะมีความต้องการโปรแกรมใหม่จากอย่างน้อยโหลประเทศ โดยหลายประเทศอยู่ในแอฟริกาใต้สะฮารา จอร์จีเอวา เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างความขัดแย้งนี้อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ “หากคุณต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน อย่าลังเล เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพราะยิ่งเราดำเนินการเร็ว เราจะปกป้องเศรษฐกิจและประชาชนได้มากขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/imf-warns-global-economy-tough-times-high-oil-prices&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xPH6-VPM33SZuHS28qOMm

  • สุดช็อก! ประธานบริษัทโลจิสติกส์ดัง ยิงตัวตายพร้อมภรรยาสาวในบ้านหรู | เดลินิวส์

    สุดช็อก! ประธานบริษัทโลจิสติกส์ดัง ยิงตัวตายพร้อมภรรยาสาวในบ้านหรู | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ร.ต.ท.พงพัฒน์ ศรีคง รอง สว.(สอบสวน) สน.บางชัน รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ราย ภายในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง ซอยพระยาสุเรนทร์ 26 แขวงบางชัน เขต​คลองสามวา กรุงเทพฯ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.กฤติเดช ภูมิธเนศ ผกก.สน.บางชัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ และกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

    ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ มีรั้วรอบขอบชิด บนห้องนอนชั้น 2 บนเตียงนอนพบศพ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 53 ปี อดีตประธานบริษัทโลจิสติกส์ชื่อดัง นอนหงายจมกองเลือด มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนใต้คาง 1 นัด มือขวากำปืนสั้นแบบลูกโม่ รีวอลเวอร์ ขนาด .38 ใกล้กันเป็นศพภรรยา ทราบชื่อ น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี นอนหงายจมกองเลือดในชุดนอนสีม่วงลายการ์ตูน มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนกระบอกเดียวกันที่ท้ายทอยทะลุคิ้วซ้าย 1 นัด แพทย์ชันสูตรเบื้องต้น เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1 วัน โดยแอร์ถูกเปิดไว้จนเย็นฉ่ำ นอกจากนี้ยังพบจดหมายสั่งเสียวางอยู่บนโต๊ะทำงานด้วย มีใจความทำนองเกี่ยวกับปัญหาในชีวิต

    สอบสวนทราบว่า ก่อนสงกรานต์ พ่อผู้ตาย และครอบครัว รวม 6 คนไปเที่ยวต่างจังหวัด และเพิ่งกลับมาถึงบ้านช่วง 20.00 น. วานนี้ (14 เม.ย.) โดยคิดว่าลูกชายกับลูกสะใภ้เข้านอนกันหมดแล้ว เพราะประตูล็อกและเปิดแอร์ไว้ กระทั่งช่วงสายครอบครัวจะสรงน้ำพระ จึงเชิญพระพุทธรูปมาวางไว้ชั้นล่าง แล้วไปเคาะเรียกลูกชายให้มาร่วมพิธี แต่ไม่มีการตอบโต้ โทรศัพท์เข้าไปหาทั้ง 2 คน ก็ไม่รับสาย เอะใจใช้กุญแจสำรองเปิดเข้าไป จึงพบกับสภาพดังกล่าว

    รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้ตายกับภรรยา เป็นเจ้าของบริษัทโลจิสติกส์ชื่อดังขนาดใหญ่ แต่ด้วยพิษเศรษฐกิจทำให้ต้องปิดบริษัทไป แล้วมาช่วยกันขายของออนไลน์ แต่ก็ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะการแข่งขันสูงมาก อาจเครียดเรื่องหนี้สิน หรือเรื่องส่วนตัว จนหาทางออกไม่ได้ จึงก่อเหตุสลดดังกล่าว

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า นายเอ ใช้หมอนกดท้ายทอยภรรยาแล้วยิงเป็นคนแรก จากนั้นค่อยมายิงตัวเองตายตาม ก่อนนำศพส่งสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อผ่าพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5783938/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3amGHapSyxmRLGfenr_gRr

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 16 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 16 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 16 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตราคาน้ำมัน 16 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 16/4/2569 เวลา 09.00 น.  มีดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันที่ 16 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. 

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 16 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 66.30 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 55.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 16 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 66.80 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 56.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์”วันนี้ 16 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 16 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949588/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y-4RP1vHtfyzYyST-TLy2

  • ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    วันนี้ (16 เม.ย.2569) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยเป็นประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ พุทธศานิกชนนิยมเข้าวัดทำบุญในช่วงวันพระหรือวันหยุดยาวโดยเฉพาะช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น สงกรานต์ เป็นต้น และยังมีเทศกาลอื่น ๆ ที่ชาวพุทธนิยมไปทำบุญ เช่น ทำบุญวันคล้ายวันเกิด การขอพรพระให้หายจากอาการเจ็บป่วย การสอบแข่งขัน งานบวช การทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ไปจนถึงการจัดงานศพ

    ปัจจุบันการจัดกิจกรรมทางศาสนามีรูปแบบที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตมากขึ้น จากการทำบุญแบบเดิมที่ต้องซื้อของใช้ทำบุญถวายสังฆทาน การเดินทางไปที่วัดหรือศาสนสถานต่าง ๆ เพื่อบริจาคเงิน หรือปล่อยสัตว์ตามความเชื่อ เปลี่ยนเป็นการทำบุญรูปแบบใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการทำบุญผ่านช่องทางออนไลน์ที่สอดรับกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    ชาวพุทธส่วนใหญ่นิยมทำบุญ โดยการถวายสังฆภัณฑ์ หรือเครื่องสังฆทาน ทำให้ธุรกิจในหมวดหมู่ธุรกิจร้านขายปลีกสินค้าใหม่อื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น ได้รับอานิสงส์จากการทำบุญในเทศกาลต่าง ๆ ของชาวพุทธด้วย

    ข้อมูล วันที่ 31 มี.ค.2569 พบว่า ธุรกิจท่องเที่ยวเกี่ยวกับสายบุญ มีการจดทะเบียนนิติบุคคลและดำเนินกิจการอยู่มีจำนวน 2,736 ราย ทุนจดทะเบียน 8,282.76 ล้านบาท หากวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล พบว่า ธุรกิจที่ระบุถึงการจำหน่ายสังฆทาน จำนวน 42 ราย ทุนจดทะเบียน 99.32 ล้านบาท

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง  กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    แม้ตัวเลขอาจดูไม่สูง เพราะธุรกิจจำหน่ายสังฆทาน ส่วนใหญ่จัดตั้งในรูปแบบร้านค้าทั่วไป และไม่นิยมมาจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล หากธุรกิจกลุ่มนี้สามารถพัฒนาและจัดระบบการบริหารให้เข้าสู่การดำเนินธุรกิจ ในรูปแบบนิติบุคคลได้ จะทำให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือ และมีโอกาสต่อยอดขยายธุรกิจให้เติบโตต่อไปอีกได้

    อย่างไรก็ตาม การทำบุญในรูปแบบออนไลน์ได้เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีภารกิจมากหรือไม่สะดวกไปทำบุญด้วยตนเอง ก็อาจใช้บริการให้ผู้อื่นทำแทน ตั้งแต่การเลือกชุดสังฆทานที่มีสินค้าหลากหลายผ่านทางออนไลน์ ไปจนถึงการนำชุดสังฆทานไปถวายวัดโดยใช้บริการของร้าน การบริการปล่อยปลา หรือแม้กระทั่งธุรกิจการทำบุญเลี้ยงพระ ก็มีบริการให้เลือกหลากหลายขนาดตามกำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคล

    การทำบุญออนไลน์นับเป็นช่องทางการขายประเภทหนึ่ง ที่กำลังได้รับความนิยม และยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเสนอขายสินค้าของตนเองในรูปแบบที่แตกต่าง เช่น การจัดแพกเกจสินค้าให้มีความน่าสนใจ เช่น ชุดสังฆทานอุปกรณ์ห้องน้ำของบริษัทผลิตอุปกรณ์ในห้องน้ำ ชุดสังฆทานเครื่องมือแพทย์ของบริษัทเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง  กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวอีกว่า ธุรกิจทัวร์แพกเกจท่องเที่ยวสายบุญ มีแนวโน้มเติมโตเช่นกัน จากการที่ชาวพุทธใช้เวลานี้ไปกับการเดินทางไปทำบุญ ไหว้พระ ในโอกาสต่าง ๆ โดยปัจจุบันมีธุรกิจจัดนำเที่ยว ที่ดำเนินกิจการอยู่ 10,305 ราย ทุนจดทะเบียน 37,482.76 ล้านบาท หากมีการจัดทัวร์สายบุญ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท ทำให้ผู้ท่องเที่ยวอิ่มบุญ และยังเป็นการกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ลงลึกไปยังธุรกิจท้องถิ่นทั้งการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกประจำท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง ซึ่งช่วยกระตุ้นรายได้ให้แก่ชุมชน สร้างงานในพื้นที่ รวมทั้งเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง  กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    ท่องเที่ยวสายบุญ ธุรกิจดาวรุ่ง กรมพัฒน์ฯ เผย คนรุ่นใหม่นิยมทำบุญสูงขึ้น

    อ่านข่าว:

    รัฐบาลเผยสื่อนอกยก “สงกรานต์ไทย” เป็น World Water Festival

    “แอตแลนตา” ครองแชมป์สนามบินพลุกพล่านสุดในโลก 2568 ต่อเนื่องร่วม 30 ปี

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,000 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504679&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21KlnbDEcLN91tgNcEjsW3

  • ส่วนต่างหลักร้อย รอยแตกหลักล้าน! ทวงหนี้ 3 วันไม่ได้ตังค์แต่ได้แผล แลกคดีบุกรุกแถมดอกเบี้ยโหด | เดลินิวส์

    ส่วนต่างหลักร้อย รอยแตกหลักล้าน! ทวงหนี้ 3 วันไม่ได้ตังค์แต่ได้แผล แลกคดีบุกรุกแถมดอกเบี้ยโหด | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 เมษายน เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (14 เม.ย.) เกิดเหตุทะเลาะวิวาทภายในบ้านพักพื้นที่บ้านดอนกลาง ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ระหว่างกลุ่มผู้ให้กู้ยืมเงินและลูกหนี้ จนบานปลายกลายเป็นเหตุทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

    โดยก่อนเกิดเหตุ นายดำ (นามสมมุติ) อายุ 56 ปี กำลังฉลองเทศกาลสงกรานต์กับญาติภายในบ้านพัก ต่อมาพบว่า นายแมน (นามสมมุติ) อายุ 55 ปี พร้อมพวก คือ นายโบ้ (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี ขี่รถจักรยานยนต์วนเวียนอยู่บริเวณหน้าบ้านหลายรอบ ก่อนจะเข้ามาจอดและทวงถามหนี้สินพร้อมดอกเบี้ยที่นายดำค้างชำระ

    ทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาตกลงเรื่องดอกเบี้ย แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ก่อนที่นายแมนและนายโบ้ จะบุกเข้าไปภายในบ้านและลงมือทำร้ายร่างกายนายดำ

    ขณะเกิดเหตุ นางนู (อายุ 80 ปี) มารดาของนายดำเห็นเหตุการณ์จึงร้องขอความช่วยเหลือ ทำให้นายสิงห์ น้องชายของผู้บาดเจ็บ ซึ่งอยู่ภายในบ้านได้ยินเสียงและออกมาดู ก่อนจะพบว่านายโบ้กำลังจะหยิบอาวุธลักษณะเหล็กแหลมที่วางอยู่ข้างบ้าน

    นายสิงห์จึงคว้าไม้ไผ่ที่วางอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำเข้าห้ามปราม พร้อมฟาดใส่นายโบ้จนได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก ขณะเดียวกันได้พยายามจะเข้าทำร้ายนายแมน แต่ฝ่ายนายแมนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหลบหนีออกจากพื้นที่

    ภายหลังเหตุการณ์สงบลง นายดำได้รับบาดเจ็บตามร่างกาย ญาติจึงนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม โดยพบว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน นายโบ้ก็เข้ารับการรักษาและเย็บบาดแผลเช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีการเผชิญหน้ากันในโรงพยาบาล

    จากการสอบสวนเบื้องต้น นายดำยอมรับว่าได้กู้ยืมเงินจากนายแมนจำนวน 5,000 บาท โดยมีการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 และมีการผ่อนชำระวันละ 250 บาท รวม 24 วันเป็นเงิน 6,000 บาท ระบุว่าที่ผ่านมาได้ชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด แต่เพิ่งค้างชำระเพียง 3 วัน ขณะที่อีกฝ่ายระบุว่าค้างถึง 6 วัน จึงเกิดความไม่เข้าใจกันและนำไปสู่เหตุทะเลาะวิวาท

    ต่อมา มีรายงานว่า นายแมนได้กลับเข้ามาในพื้นที่อีกครั้ง พร้อมชักชวนกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 15-17 ปี แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย จึงถอยกลับออกไปโดยไม่ได้เกิดเหตุปะทะรอบสอง

    ล่าสุด นายดำพร้อมน้องชายได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.ธาตุพนม ในข้อหาบุกรุกและทำร้ายร่างกาย พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรมการปล่อยกู้ดอกเบี้ยเกินอัตราของคู่กรณี โดยอยู่ระหว่างรอการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

    ขณะเดียวกัน ได้มีการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เรียกร้องให้ตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมตั้งคำถามต่อการทวงหนี้ในลักษณะใช้ความรุนแรง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5782550/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38gUDaIPIMilxNlaX2WUEa

  • วิเคราะห์ 4 เงื่อนงำค้างคา คดียิง สส.กมลศักดิ์

    วิเคราะห์ 4 เงื่อนงำค้างคา คดียิง สส.กมลศักดิ์

    2.อาวุธปืนที่ใช้ยิง สส.กมลศักดิ์ มีข่าวว่า ตำรวจชุดคลี่คลายคดีตามยึดได้แล้ว โดยมีการนำปืนไปแยกชิ้น ทำลาย และทิ้งลงแม่น้ำ

    แต่ผลตรวจอาวุธปืนยังไม่ออกมา จึงยังไม่มีความชัดเจนว่า ที่มาของอาวุธปืนมาจากแหล่งใด วิถีการยิง และการใช้อาวุธ เป็นรูปแบบใด เพราะจะเป็นหลักฐานเชื่อมโยงกลับไปมัดผู้ต้องหาที่ถูกระบุว่าเป็น “มือปืน” ได้

    แต่หากผลตรวจอาวุธปืนออกมาไม่ชัดเจน อาจเป็นช่องโหว่หรือช่องรอดของกลุ่มผู้ต้องหาในคดีได้เหมือนกัน

    3.มีข่าวออกมาเกี่ยวกับปลอกกระสุนที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ มากกว่า 30 นัด เป็นปลอกกระสุนใหม่ พ.ต.อ.ทวี ใช้คำว่า “เบิกใหม่”

    ความหมายของ “ปลอกกระสุนใหม่” คือ ยิงจากอาวุธปืนที่ไม่เคยถูกเก็บหลักฐานการยิง จึงมีความเป็นไปได้ 2-3 ประการ คือ

    หนึ่ง ทีมสังหารไปจัดหา ปืนใหม่ และกระสุนล็อตใหม่ มาใช้เพื่องานนี้

    สอง ทีมสังหารใช้ปืนผิดกฎหมายในตลาดมืด ซึ่งไม่ใช่ปืนของทางราชการ หรือของคนร้ายที่เคยใช้ และถูกเก็บหลักฐานการยิงเอาไว้แล้ว

    หรือสาม ทีมสังหารใช้ปืนถูกกฎหมายของหน่วยราชการบางหน่วย ที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องยิงทดสอบเพื่อเก็บหลักฐานการยิงไว้เป็นฐานข้อมูล

    ความเป็นไปได้ข้อ 3 นี้เองที่ทำให้สังคมคาใจว่า มีการใช้ยุทโธปกรณ์ของทางราชการในการก่อเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ นอกเหนือจากรถกระบะของ กอ.รมน.นราธิวาส หรือไม่

    4.ผู้บงการที่สั่ง หรือจ้างวานให้สังหาร สส.กมลศักดิ์ คือใครกันแน่

    พ.ต.อ.ทวี ตั้งข้อสังเกตว่า “คนบงการต้องมีอำนาจมาก” เพราะใช้ “ทีมผสม” ซึ่งเป็นอดีตทหาร ทั้งในและนอกพื้นที่ ไม่ใช่มือปืนท้องถิ่นธรรมดา แถมอาวุธที่ใช้ก็เป็นอาวุธที่ไม่มีประวัติ รวมถึงกระสุนก็เป็นกระสุนใหม่ ไม่ใช่ล็อตที่เคยใช้ด้วย

    ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 ฟันธงในการชี้แจงเมื่อวันที่ 13 เมษายนว่า เหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานความมั่นคง เป็นเรื่อง “ส่วนบุคคล” การพูดแบบนี้ ทำให้ พลโท พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการ สมช. ตั้งคำถามสวนกลับว่า เมื่อแม่ทัพกล้าฟันธงว่าหน่วยงานรัฐไม่เกี่ยว แปลว่ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่า คนบงการคือใคร

    นอกจากนี้ พลโทพงศกร เพิ่งให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ “เนชั่นวิเคราะห์ข่าว” โดยสังเคราะห์เหตุการณ์ยิง สส.กมลศักดิ์ เอาไว้อย่างน่าสนใจ และเป็นการโต้กลับคำชี้แจงของแม่ทัพภาคที่ 4 อย่างมีน้ำหนัก

    โดยเฉพาะในประเด็นที่บอกว่า หน่วยงานรัฐไม่เกี่ยวข้อง แต่ พลโทพงศกร มองว่า ปฏิบัติการนี้ ไม่ใช่การกระทำของ “มือปืน” เพราะมือปืนไม่ลงมือแบบนี้ วิธีการยิงไม่เหมือนกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “ปฏิบัติการทางทหาร” เพียงแต่คนปฏิบัติเป็นอดีตทหารนอกราชการ ฉะนั้นหน่วยงานความมั่นคงและแม่ทัพต้องพิสูจน์เรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา เนื่องจากปัจจุบันไม่มีใครเชื่อมั่นอีกแล้ว ยิ่งมีการใช้รถของทางราชการไปเป็นพาหนะ ยิ่งทำให้คนไม่เชื่อมั่นเลย

    อย่างไรก็ดี พลโท พงศกร ออกตัวว่า ตนก็ยังเชื่อว่า แม่ทัพภาคที่ 4 หรือ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ กอ.รมน.ไม่รู้เห็นเรื่องนี้ จึงขอเสนอทางออกในการฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976130&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_1okFqjuru2ClCQnuLEx9

  • ปรากฏการณ์หม่นมืด หมอธีระวัฒน์ เปิดข้อมูลช่วงวิกฤต เสี่ยงอารมณ์ดิ่ง-จบชีวิตตัวเอง

    ปรากฏการณ์หม่นมืด หมอธีระวัฒน์ เปิดข้อมูลช่วงวิกฤต เสี่ยงอารมณ์ดิ่ง-จบชีวิตตัวเอง

    วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.19 น.

    15 เมษายน 2569 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ปรากฏการณ์หม่นมืด ในช่วงเวลาของพระจันทร์เต็มดวง

    ปรากฏการณ์หม่นมืด ในช่วงเวลาของพระจันทร์เต็มดวงนั้น มีการบันทึกและรายงานตั้งแต่สมัยโบราณและ คล้ายมีความเชื่อมโยงกับ การเจ็บป่วยทางจิตอารมณ์หรือการปะทุขึ้นมาใหม่อย่างรุนแรง

    ความแปรปรวนทางจิตเหล่านี้ มีลักษณะตั้งแต่ อาการทางโรคจิตวิปลาสที่ถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล ด้องนำเข้าห้องฉุกเฉิน และที่สำคัญก็คือความพยายามฆ่าตัวตาย โดยมีสถิติเกิดขึ้นในระยะเวลาต่างๆกัน มากบ้างบ่อยครั้งบ้าง น้อยบ้าง ในช่วง ระหว่าง จันทร์ new moon คือวันแรม 15 ค่ำ และจันทร์เต็มดวง full moon วันขึ้น 15 ค่ำหรือวันเพ็ญ

    ทั้งนี้จากการแบ่ง lunar phases เป็นระยะตั้งแต่ new moon. First quarter. Full moon. และ last quarter และเริ่มต้นใหม่ ดังที่รู้จักกัน เป็นวันแรม 15 ค่ำ วันขึ้นแปดค่ำ วันขึ้น 15 ค่ำ วันแรมแปดค่ำ ตามลำดับ

    แม้กระทั่งมีการสังเกตุระยะต่างๆของการแสดงอาการไบโพล่าร์ ว่ามีความลื่นไหลไปกับ ระยะ lunar phases หรือข้างขึ้นข้างแรม ตามฤดูและ น่าจะเกี่ยวข้องกับ จังหวะเวลา ที่ควบคุมจากนาฬิกาในสมอง (circadian rhythm)

    ในเรื่องของพฤติกรรมการฆ่าตัวตายใน ผู้ป่วยไบโพล่าร์นั้น ดูเหมือนว่า มีความเกี่ยวข้องกับ ความแปรเปลี่ยน และปริมาณของแสงแดด ที่ได้รับ ในช่วงระยะเวลาต่างๆของปีด้วย โดยเฉพาะ จะมีความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายสูง ถ้าปริมาณของแสงแดดไม่คงที่

    คณะผู้วิจัย จากภาควิชาจิตเวช และ INBRAIN Indiana University School of Medicine และ Indianapolis VA medical center และ สำนักงานชันสูตรศพ ที่ Marion county ร่วมกันศึกษา ผลของจันทร์เต็มดวง และในช่วงเวลาอื่น กับการฆ่าตัวตาย โดยยังวิเคราะห์ช่วงระยะเวลาของวัน และช่วงระยะเวลาว่าเป็นเดือนไหนของปี ที่มี สถิติสูงสุด และทำการเชื่อมโยงกับ ตัวชี้วัดในเลือดในระดับโมเลกุลของผู้ที่เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย โดยตีพิมพ์ในวารสาร Discover mental health ปี 2023

    การศึกษาเหล่านี้ กระทำในช่วงระยะเวลาก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิด และมีการบันทึกการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคมปี 2012 จนกระทั่งถึงวันที่ 17 ธันวาคมปี 2016

    โดยมีจำนวนทั้งหมด 210 รายในช่วงระยะเวลา 626 วันที่เกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์ของจันทร์เต็มดวงและอีก 566 รายที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 2006 วันนอกสัปดาห์ที่พระจันทร์เต็มดวง

    โดยผู้เสียชีวิตมีอายุ 30 ปีหรืออ่อนกว่าเป็นจำนวน 208 รายและอายุ 55 ปีหรือสูงกว่าเป็นจำนวน 232 ราย

    มีบางส่วนที่มีเลือดเก็บไว้ในโครงการของ INBRAIN initiative โดยมีระยะห่างจากที่เสียชีวิตไม่เกิน 24 ชั่วโมงและสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นการกระทำด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่เป็นการใช้ยาหรือสารพิษซึ่งจะทำให้กระทบต่อการแสดงออกของยีนส์

    ในจำนวนตัวอย่างเลือด 45 รายนั้น เป็นชาย 38 รายและหญิง 7 ราย

    31 รายกระทำโดยการใช้ปืนยิงที่ศีรษะหรือหน้าอก

    12 รายโดยขาดอากาศหายใจ

    หนึ่งรายโดยการกรีดข้อมือและอีกหนึ่งรายโดย การช็อตไฟฟ้า

    เลือดทั้งหมดมีการเก็บอย่างดีใน RNA stabilizing PAXgene tubes ที่อุณหภูมิ -80 องศาจนกระทั่งนำมาศึกษา

    การวิเคราะห์ยีนส์ที่เป็นตัวชี้วัด ในการฆ่าตัวตายโดยสัมพันธ์กับนาฬิกาในสมอง

    (Circadian clock) เลือกใช้ดาต้าเบสจากหลายกลุ่ม ที่มีการรายงานมาก่อน และในที่สุดเลือกได้ 1468 ยีนส์ที่มีความเกี่ยวพันกับหน้าที่การทำงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเวลาหลับตื่นและนาฬิกาในสมอง

    จากจีโนมของมนุษย์เป็นจำนวน 21,000 ยีนส์และแบ่งออกเป็นยีนที่เป็นหลัก ในการปฏิบัติตัวเป็นนาฬิกาสมอง (core clock gene) จำนวน 18 ยีนส์ และอีก 336 ยีนส์จัดแบ่งเป็นยีนส์ที่มีส่วนเชื่อมโยงส่งผ่านเข้าหรือออกจาก ยีนส์หลัก (immediate clock genes) และยีนส์ส่วนที่เหลือมีความสัมพันธ์กับยีนส์ในระดับที่สองและถือเป็น distant clock genes มีจำนวน 1119 ยีนส์ และมีการกำหนดจำนวนยีนส์ตัวท็อป (top biomarker genes) 154 ตัวที่เชื่อมโยงอยู่กับการกำหนดเวลานาฬิกาของร่างกาย ที่ได้จากการศึกษาก่อนหน้านี้ โดยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ ความแปรปรวนทางจิตอารมณ์ตั้งแต่วิตกกังวล ซึมเศร้า จนกระทั่งถึง PTSD และ ภาวะการเจ็บปวด

    กลุ่มผู้เสียชีวิตทั้ง 45 รายได้รับการศึกษา จีโนมของมนุษย์ทั้งหมดและจัดแบ่งตามเพศ และวิเคราะห์ตามเงื่อนของดัชนีชี้วัด ของการฆ่าตัวตาย 154 ตัวนี้ ด้วยกัน

    ในช่วงเวลาที่จันทร์เต็มดวงและนอกช่วงเวลาดังกล่าว

    ผลของการศึกษาพบว่าอุบัติการของการฆ่าตัวตายจะสูงระหว่างสัปดาห์ของจันทร์เต็มดวงโดยเฉพาะในคนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป แต่ไม่สัมพันธ์กับคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี

    ระยะเวลาของวันจะอยู่ในช่วง 15.00 ถึง 16:00 น. และเดือนกันยายนเป็นช่วงที่มีการฆ่าตัวตายสูงที่สุด

    แต่ในคนที่อายุเกิน 55 ปีนั้นจะมีสถิติสูงสุดในเดือนกรกฎาคมและคนที่อายุต่ำกว่า 30 จะมีสถิติสูงสุดในช่วงเดือน พฤศจิกายน

    นอกจากนั้นยังพบว่าการใช้แอลกอฮอล์ และภาวะ หดหู่ ซึมเศร้าจะยิ่ง เพิ่มความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายให้สูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

    ยีนส์ที่มีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย ในช่วงจันทร์เต็มดวงนั้นคือ AHCYL2. ACSM3. AK2. และ RBM3

    สำหรับกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับช่วงระยะเวลาของวันจะเป็น GSK3B. AK2. และ PRKCB

    และที่มีความสัมพันธ์กับเดือนจะเป็น TBL1XR1 และ PRKCI

    ยีนทั้งหมดนี้จำนวนครึ่งหนึ่งจะสามารถถูกปรับเปลี่ยนการแสดงออกโดยยาลิเทียม (lithium) และยาvalproate ที่ให้ผลต่อต้านการฆ่าตัวตายและยีนส์ทั้งหมดในกลุ่มเหล่านี้ถูกปรับเปลี่ยนโดยภาวะหดหู่และแอลกอฮอล์โดยให้ผลส่งเสริมการฆ่าตัวตาย

    ผลของการศึกษา เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายนี้ เป็นการควบรวม วิเคราะห์ ระยะเวลา วิกฤต ที่เกี่ยวข้องกับ สัปดาห์ของ ดวงจันทร์เพ็ญ ช่วงเดือน และช่วงเวลาของวัน ที่มีความสัมพันธ์ กับแสงที่ตกกระทบ และมีผลต่อนาฬิกาในสมองและร่างกาย และอาจส่งผลกับการแสดงออกของยีนส์ที่มีส่วนกำหนดในพฤติกรรม ที่บรรเทาหรือ ส่งเสริมการ ทำร้ายตนเอง และยีนส์เหล่านี้ พิสูจน์ว่ามีความเชื่อมโยงกับยาที่ใช้รักษาอยู่ด้วย และการใช้ แอลกอฮอล์ในช่วงระยะเวลาที่วิกฤตที่มีความหดหู่แฝงอยู่ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ร้ายแรงไปอีก

    รายงานนี้เป็นตัวอย่างอันดีที่มิได้ละเลยหลักฐานที่ได้จากการสังเกต และนำมาวิเคราะห์เพื่อทำการพิสูจน์และเชื่อมโยงกับยีนส์ของมนุษย์และ ดัชนีชี้วัด ที่ในอนาคตอาจจะนำมาใช้เพื่อป้องกันเหตุโศกนาฏกรรมเหล่านี้ได้ผลดียิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบันของคนไทย การมองคนอย่างเป็นคนด้วยกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา และช่วยเท่าที่ทำได้ ให้เขารู้สึกว่ายังมีคนที่เห็นใจและเอาใจใส่ น่าจะเป็นประการสำคัญที่สุดที่ต้องการครับ

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/958679&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27ndMIj5knEglLtnsDvpEk

  • รัฐบาลแถลง เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    รัฐบาลแถลง เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    รัฐบาลแถลง เทศกาลสงกรานต์ ปีนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

    วันนี้, 08:15น.

            ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ

    +++กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    +++ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    +++ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    +++ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    +++ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    +++ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

              ก่อนหน้านี้ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%เ มื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

              สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160772&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1451v55LVV7tUH78q11VRL

  • รอบวันทันเหตุการณ์   15-04-69

    รอบวันทันเหตุการณ์ 15-04-69

    เผยแพร่:

    รอบวันทันเหตุการณ์ 15-04-69

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/QMY8Gq0VUuw&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2frtLJMjgZkgyhswL7sbz1

  • นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าธนาคารโลกเตือนความขัดแย้งตะวันออกกลางเสี่ยงสร้างภาวะอดอยากระดับโลก

    นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าธนาคารโลกเตือนความขัดแย้งตะวันออกกลางเสี่ยงสร้างภาวะอดอยากระดับโลก

    ธนาคารโลกออกมาเตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่จะผลักดันให้ผู้คนอีกหลายล้านคนเผชิญกับภาวะอดอยาก เมื่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามแพร่กระจายไปทั่วโลก

    Indermit Gill นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าของธนาคารโลก เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อวันพุธว่า ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 300 ล้านคนที่ประสบภาวะขาดแคลนอาหารรุนแรงอยู่แล้ว และจำนวนนี้อาจเพิ่มขึ้นอีก 20% ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

    Gill ให้สัมภาษณ์ระหว่างการประชุม International Monetary Fund-World Bank Spring Meetings ที่กรุงวอชิงตัน โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค

    ราคาปุ่ยพุ่งสูงกระทบการเกษตรโลก

    การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ ได้ทำให้ราคาปุ่ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการผลิตปุ่ยต้องใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบหลัก การขาดแคลนปุ่ยและราคาที่สูงขึ้นอาจกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ หยุดการส่งออกอาหารและสะสมอาหารไว้ใช้ภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้ราคาอาหารโลกพุ่งสูงขึ้นไปอีก

    “การห้ามส่งออกเหล่านี้ทำให้เรากังวลอย่างมาก” Gill กล่าวกับ AFP โดยเน้นว่ากลุ่มที่เสี่ยงมากที่สุดคือประชากรในประเทศที่เกิดสงครามหรือมีรัฐบาลที่ไม่มั่นคง

    หากสถานการณ์ยังไม่ได้รับการแก้ไขในเร็วๆ นี้ “ความหิวโหยจะเริ่มคุกคามประเทศเหล่านี้อย่างมาก” เขาเตือน

    เอเชียได้รับผลกระทบก่อน อัฟริกาตามมา

    ปัจจุบันการขาดแคลนปิโตรเคมีและผลกระทบทางเศรษฐกิจกำลังส่งผลต่อภูมิภาคเอเชียมากที่สุด แต่ Gill อธิบายว่า “เมื่อวิกฤตการณ์ยืดเยื้อนานขึ้น ผลกระทบจะแพร่กระจายไปสู่แอฟริกาอย่างรวดเร็ว”

    “อาหารที่มีในตลาดตอนนี้ผลิตมาแล้ว” Gill กล่าว แต่ผลกระทบที่แท้จริงอาจรู้สึกได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยทั่วโลกต้องใช้จ่ายส่วนใหญ่ของรายได้ไปกับความต้องการขั้นพื้นฐานเช่นอาหารและเชื้อเพลิง

    เงินเฟ้อพุ่ง การเติบโตลดลง

    Gill เตือนว่าอัตราเงินเฟ้อโดยรวมอาจเพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 4.7% ในปีนี้ ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดหากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงเดือนสิงหาคม ขณะเดียวกันการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกอาจลดลงถึง 40% ในแต่ละปี

    การเงินเฟ้อที่สูงขึ้นประกบกับการเติบโตที่ลดลงจะเป็น “การโจมตีสองทาง” ต่อความยั่งยืนของหนี้ของประเทศยากจน ซึ่งจะขัดขวางความสามารถในการจัดการกับวิกฤตการณ์นี้และวิกฤตการณ์ในอนาคต

    Gill เตือนว่าตัวเลขการเติบโตของภูมิภาคต่างๆ อาจดูดีเกินจริง เนื่องจากเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จีน และอินเดียซึ่งมักจะป้องกันตัวเองจากแรงกระแทกภายนอกได้ดี มักจะดึงตัวเลขประมาณการขึ้น เมื่อตัดเศรษฐกิจเหล่านี้ออกจากการประมาณการ “คุณจะเริ่มเห็นความเปราะบางมากขึ้น” เขากล่าว

    Chief Economist of the World Bank Group Indermit Gill (C) chats with other delegates before the opening of the 10th ASEAN Finance Ministers and Central Bank Governors Meeting in Jakarta in August 2023

    Chief Economist of the World Bank Group Indermit Gill (C) chats with other delegates before the opening of the 10th ASEAN Finance Ministers and Central Bank Governors Meeting in Jakarta in August 2023

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/world-bank-chief-economist-warns-middle-east-conflict-hunger-risk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1txSp8wFkE_dAFaOEpOwv5