Blog

  • นายกฯ ปลื้มต่างชาติยกย่อง “สงกรานต์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดันท่องเที่ยวไทยคึกคัก

    นายกฯ ปลื้มต่างชาติยกย่อง “สงกรานต์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดันท่องเที่ยวไทยคึกคัก

    นายกฯ ปลื้มต่างชาติยกย่อง “สงกรานต์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดันท่องเที่ยวไทยคึกคัก

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะมรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

    โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย เบลเยียม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP Reuters Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย

    นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดย The Straits Times ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

    ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000035797&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LVtZog_KtZxRAtavym2o8

  • ออกกำลังกายให้ตรงกับนาฬิกาชีวิต ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้อย่างไร ?  – BBC News ไทย

    ออกกำลังกายให้ตรงกับนาฬิกาชีวิต ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้อย่างไร ? – BBC News ไทย

    ไม่อยากออกกำลังกายใช่ไหม ? บางทีปัญหาอาจไม่ใช่คุณ แต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ตรงกับนาฬิกาชีวิต

    A woman takes a run in the early morning sunlight

      • Author, มิเชล โรเบิร์ตส์
      • Role, บรรณาธิการข่าวสุขภาพดิจิทัล
    • เวลาอ่าน: 3 นาที

    เหล่านักวิจัยด้านสุขภาพชี้ว่า เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการออกกำลังกาย การเข้าคลาสฟิตเนส หรือการวิ่ง การเลือกช่วงเวลาในการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับนาฬิกาชีวิตจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    พวกเขาแนะนำว่า เหล่าผู้ที่ตื่นเช้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘larks’ ควรออกกำลังกายในช่วงเช้าเพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ขณะที่กลุ่มคนนอนดึกควรหันมาออกแรงในช่วงเย็น

    งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Open Heart ระบุว่า การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพในลักษณะนี้ อาจช่วยเพิ่มประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจอยู่แล้ว

    อาสาสมัครที่ทดลองทำตามวิธีนี้ พบว่ามีคุณภาพการนอนหลับของพวกเขาดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง และระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวมมีสุขภาพดียิ่งขึ้น

    สอดประสานกัน

    อาสาสมัครที่อยู่ในวัย 40 และ 50 ปี จำนวน 134 คน จากปากีสถานเข้าร่วมในการศึกษานี้

    อาสาสมัครเหล่านี้ไม่มีใครที่สุขภาพดีเป็นพิเศษ และทุกคนต่างมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อยหนึ่งอย่างต่อโรคหัวใจ อาทิ ความดันโลหิตสูง หรือมีน้ำหนักเกิน

    พวกเขาได้รับคำแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วบนลู่วิ่งเป็นเวลา 40 นาที/วัน จำนวน 5 วัน/สัปดาห์ กินระยะเวลาทั้งสิ้น 3 เดือน

    จากการตอบแบบสอบถาม อาสาสมัคร 70 คน เป็นคนตื่นเช้า ขณะที่อีก 64 คนเป็นกลุ่มนอนดึก

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • An artist's impression of a hypothetical Planet Nine shown as a large dark blue sphere, with a tiny bright Sun in the distance and other stars and the Milky Way galaxy behind.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    อาสาสมัครบางคนออกกำลังกายในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพของพวกเขา ซึ่งเป็นแนวโน้มโดยธรรมชาติของร่างกายที่ตื่นตัวในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเลือกออกกำลังกายในช่วงเวลาที่ตรงกันข้ามกับธรรมชาติของร่างกาย

    ทั้งสองกลุ่มมีพัฒนาการด้านสมรรถภาพร่างกายดีขึ้นเหมือนกัน แต่การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับ ‘โครโนไทป์’ (chronotype) หรือรูปแบบนาฬิกาชีวภาพของแต่ละคน ให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องความดันโลหิต ความสามารถในการใช้ออกซิเจน (aerobic capacity) ตัวชี้วัดทางเมตาบอลิซึม และคุณภาพการนอนหลับ

    นักวิจัยอธิบายว่า นาฬิกาชีวภาพภายในร่างกายมีผลต่อรูปแบบการนอน-ตื่น รวมถึงระดับฮอร์โมนและพลังงานในแต่ละช่วงของวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการออกกำลังกายและความสม่ำเสมอในการฝึกได้”

    ‘เจ็ตแล็กทางสังคม’ จงฟังนาฬิกาชีวิตของตัวเอง

    ผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า แนวทางออกกำลังกายแบบแนวทางเดียวใช้ได้กับทุกคนหรือ one-size fits all อาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม

    ความไม่สอดคล้องกันระหว่างนาฬิกาชีวภาพกับตารางชีวิตทางสังคม หรือที่เรียกว่าภาวะเจ็ตแล็กทางสังคม (social jetlag) ถูกเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้น โดยคนที่นอนดึกอาจมีความเสี่ยงมากกว่า จึงไม่ควรฝืนออกกำลังกายในช่วงเช้าตรู่

    ดร.ราชีฟ สังกะรานารายานัน จากสมาคมหัวใจและหลอดเลือดแห่งสหราชอาณาจักร (British Cardiovascular Society) ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมของวารสารที่ตีพิมพ์งานวิจัยนี้ ระบุว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวสนับสนุนแนวคิดในการปรับเวลาออกกำลังกายให้เหมาะกับนาฬิกาชีวิตของแต่ละคน แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลการศึกษาต่อไป

    ขณะที่ ดร.นีนา เรเซโฮเช็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านจังหวะชีวภาพจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า แม้ช่วงเวลาอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณา แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้เพียงพอ

    หน่วยงานด้านระบบบริการสุขภาพของสหราชอาณาจักร หรือ NHS แนะนำว่า ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ควรตั้งเป้าให้ได้ดังนี้:

    • ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (เช่น โยคะ พิลาทิส หรือเวทเทรนนิ่ง) ที่ครอบคลุมกล้ามเนื้อหลักทุกส่วน ได้แก่ ขา สะโพก หลัง หน้าท้อง หน้าอก ไหล่ และแขน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน
    • ทำกิจกรรมระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เช่น การเดินเร็ว) หรือ กิจกรรมระดับหนัก 75 นาทีต่อสัปดาห์ ที่ทำให้หายใจแรงขึ้น (เช่น การวิ่ง)
    • กระจายการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอตลอดทั้งสัปดาห์ หรือทำเป็นประจำทุกวัน
    • ลดเวลาการนั่งอยู่กับที่ให้น้อยลง

    หลักฐานงานศึกษาชี้ว่า การผสมผสานรูปแบบการออกกำลังกายที่หลากหลายจะให้ผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

    วิดีโอสั้น

    • .

    • A woman holds weights handles on either side of her face, with the handles out of focus clpose to camera and her face in perfect focus

    • An elderly Black man running with headphones and a mobile phone in hand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c0j6657zgz2o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pN_x_ltxPV8lTlh1MypaB

  • หอดูดาวเวรา รูบินในชิลี เป็นความหวังช่วยไขปริศนาดาวเคราะห์ดวงที่ 9 อันลึกลับอย่างไร – BBC News ไทย

    หอดูดาวเวรา รูบินในชิลี เป็นความหวังช่วยไขปริศนาดาวเคราะห์ดวงที่ 9 อันลึกลับอย่างไร – BBC News ไทย

    An artist's impression of a hypothetical Planet Nine shown as a large dark blue sphere, with a tiny bright Sun in the distance and other stars and the Milky Way galaxy behind.

    ที่มาของภาพ, Caltech/R Hurt (IPAC)

      • Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
      • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
    • เวลาอ่าน: 8 นาที

    นับตั้งแต่ดาวพลูโตถูกถอดสถานะออกจากการเป็นดาวเคราะห์ในปี 2006 เราก็ได้รับรู้ว่าระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์อยู่ 8 ดวง ทว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่าสมาชิกดวงที่ 9 อันลึกลับยังมีอยู่จริง และเราก็อาจกำลังจะค้นพบมันในไม่ช้า ด้วยอานิสงส์จากกล้องโทรทรรศน์ทรงพลังรุ่นใหม่

    หอดูดาว เวรา รูบิน ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาทางตอนเหนือของประเทศชิลี เริ่มภารกิจที่ปฏิวัติวิถีที่เรามองจักรวาลเมื่อเดือน มิ.ย. 2025 และหนึ่งในเป้าหมายของมันคือการช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในสวนหลังบ้านของระบบสุริยะของเรา

    การมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 (Planet Nine) เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและก่อให้เกิดความเห็นต่างในหมู่นักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ปี 2016

    ในปีนั้นเอง คอนสแตนติน บาตีกิน และไมเคิล บราวน์ นักดาราศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (แคลเทค-Caltech) สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์งานวิจัยเพื่อเสนอว่ามีดาวเคราะห์ซึ่งมีมวลราว 10 เท่าของโลก กำลังโคจรอยู่บริเวณชายขอบของระบบสุริยะ

    .

    คำบรรยายภาพ, วงโคจรที่ผิดปกติของวัตถุพ้นดาวเนปจูน (trans-Neptunian objects) 6 ดวง ทำให้บาตีกินและบราวน์ นักดาราศาสตร์ เสนอสมมติฐานเกี่ยวกับการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ในปี 2006

    พวกเขาอ้างว่า มีเพียงการมีอยู่ของ เทหวัตถุ หรือ วัตถุบนท้องฟ้าขนาดมหึมาเท่านั้นที่สามารถอธิบายพฤติกรรมของวัตถุพ้นดาวเนปจูน (trans‑Neptunian objects-TNOs) ระยะไกลจำนวน 6 ดวงได้ โดยวัตถุเหล่านี้เป็นก้อนน้ำแข็งที่โคจรรอบดวงอาทิตย์และอยู่นอกวงโคจรของดาวเนปจูน ในบริเวณที่เรียกว่าแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) และบรรดาวัตถุพ้นดาวเนปจูนที่อยู่ห่างไกลเหล่านี้ก็มีวงโคจรที่เอียงและยืดยาวผิดปกติ ซึ่งบ่งชี้ว่าพวกมันอาจอยู่ใต้อิทธิพลแรงโน้มถ่วงของเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่า

    “ถ้าไม่มีดาวเคราะห์ดวงที่ 9 เราจะไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่างได้อีกต่อไป” ศาตราจารย์บราวน์กล่าวกับบีบีซี

    หากคุณไม่ได้ติดตามรายละเอียดที่ซับซ้อนของวงการดาราศาสตร์ คุณอาจพลาดภาพย้อนแย้งในเรื่องนี้ไป กล่าวคือ บราวน์ ผู้เป็นแกนนำสำคัญในการเสนอแนวคิดเรื่องดาวเคราะห์ลึกลับดวงใหม่คนนี้ คือนักดาราศาสตร์คนเดียวกันกับที่ผลงานของเขามีบทบาทชี้ขาดในการนำไปสู่การถอดสถานะของ “ดาวเคราะห์ดวงที่ 9” ดวงก่อนเมื่อ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

    Pluto is seen as a brownish sphere against a black background, with darker and lighter coloured areas on its surface.

    ที่มาของภาพ, NASA

    คำบรรยายภาพ, แม้ดาวพลูโตจะสูญเสียสถานะความเป็นดาวเคราะห์ไปแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นวัตถุพ้นดาวเนปจูนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเท่าที่เรารู้จักจนถึงขณะนี้

    นับตั้งแต่มีการค้นพบในปี 1930 ดาวพลูโตเคยเป็นดาวเคราะห์ที่เล็กที่สุดและอยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะของเรา แต่ในปี 2005 บราวน์และเพื่อนร่วมงานอีกสองคนได้ค้นพบดาวเอริส (Eris) วัตถุที่มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพลูโต ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ไกลออกไปจากระยะวงโคจรของดาวเนปจูน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • A woman takes a run in the early morning sunlight

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    การค้นพบดาวเอริสมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลหรือไอเอยู (International Astronomical Union-IAU) ในการปรับเปลี่ยนนิยามของคำว่า “ดาวเคราะห์” ในปีถัดมา และถอดดาวพลูโตออกจากกลุ่มดาวเคราะห์ ลดสถานะลงเป็นดาวเคราะห์แคระเคียงคู่กับดาวเอริส

    แปลกประหลาด เลือนราง และอยู่ห่างไกล

    ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งเกี่ยวกับแนวคิดดาวเคราะห์ดวงที่ 9 อีกดวงนี้ คือ จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครพบเห็นและยืนยันมันได้ อย่างน้อยก็อย่างเป็นทางการ ยกตัวอย่างเช่น แม้แต่บราวน์และบาตีกินก็ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เป็นฐานในการนำเสนอแนวคิดที่พวกเขาอ้างถึง

    ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหากดาวเทียมดวงที่ 9 มีอยู่จริง มันจะอยู่ห่างจากเรามาก ๆ นักดาราศาสตร์จากแคลเทคประเมินว่ามันอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ยมากกว่าดาวเนปจูนราว 20 เท่า นั่นหมายความว่ามันอาจใช้เวลานานถึง 20,000 ปีตามเวลาบนโลก เพียงเพื่อโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ

    ยิ่งวัตถุอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากเพียงไร มันก็ย่อมสะท้อนแสงได้น้อยมากเท่านั้น และนั่นทำให้มันยิ่งมีความเลือนรางอย่างมาก

    สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนมากกว่าเดิม คือ พวกยังคาดการณ์ด้วยว่าวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะค่อนข้างประหลาด ในขณะที่ดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระนาบเกือบเป็นวงกลมและค่อนข้างราบเรียบ แต่การเคลื่อนที่ของสมาชิกดวงที่ 9 ที่คาดว่าจะมีอยู่นั้น จะมีวงโคจรที่ยืดยาวมากและเอียงอย่างชัดเจน

    .

    คำบรรยายภาพ, ดาวเคราะห์ทั้งแปดดวงที่รู้จักกันในระบบสุริยะโคจรรอบดวงอาทิตย์ในวิถีโค้งเกือบเป็นวงกลม โดยทั้งหมดอยู่ในระนาบสองมิติเดียวกันโดยประมาณ

    ทว่า ความเป็นไปได้ในการมองเห็นมันอาจกำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากหอดูดาวเวรา รูบิน ช่วยให้เราสแกนท้องฟ้าในซีกโลกใต้ทั้งหมดทุก ๆ 2-3 คืน ต่างจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจับภาพเป้าหมายเฉพาะเจาะจงลึกเข้าไปในห้วงอวกาศ

    ด้วยอุปกรณ์อย่างกล้องดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา คาดว่าตลอดภารกิจ 10 ปี หอดูดาวเวรา รูบินแห่งนี้จะจัดทำบันทึกวัตถุบนท้องฟ้านับพันล้านรายการ รวมถึงวัตถุพ้นดาวเนปจูนใหม่ ๆ มากกว่า 40,000 ดวง

    “รูบินสามารถค้นพบวัตถุจำนวนมากในอวกาศที่ทั้งเลือนรางและอยู่ไกลกว่าที่เราเคยมองเห็นได้มาก่อน” ดร.ซาราห์ กรีนสตรีต นักดาราศาสตร์ประจำหอดูดาวกล่าว

    “ถ้าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 มีอยู่จริงในขนาดและตำแหน่งตามสมมติฐาน หอดูดาวรูบินจะพบมันได้อย่างแน่นอน” เธอกล่าวอ้าง

    เหตุการณ์จะซ้ำรอยเนปจูนอีกหรือไม่ ?

    บราวน์ยังเชื่อด้วยว่าหอดูดาวรูบินจะ “พบดาวเคราะห์ดวงที่ 9 โดยตรง หรือไม่ก็พบหลักฐานที่แทบโต้แย้งไม่ได้ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง” หากมันมีอยู่จริง เขาคิดว่าอาจสามารถมองเห็นได้ภายใน 1 หรือ 2 ปี ซึ่งจะถูกนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์

    “ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ในระบบสุริยะของเรา และจะเป็นดาวเคราะห์ดวงแรกที่ถูกค้นพบในรอบ 180 ปี!” เขากล่าว

    นักดาราศาสตร์รายนี้กำลังอ้างถึงการค้นพบดาวเนปจูนอย่างเป็นทางการในปี 1846

    Neptune is seen illuminated as an almost-full sphere, with different shades of greenish-blue bands across its surface and a large deep blue oval area in the middle.

    ที่มาของภาพ, Corbis via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ดาวน้ำแข็งยักษ์อย่างเนปจูนเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่วงนอกสุดของระบบสุริยะในปัจจุบัน โดยโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระยะห่างมากกว่าโลกประมาณ 30 เท่า

    การมีอยู่ของดาวเนปจูนถูกคาดการณ์ไว้แล้วล่วงหน้า หลังจากนักดาราศาสตร์สังเกตเห็นความผิดปกติในวงโคจรของดาวยูเรนัสซึ่งเป็นดาวเคราะห์ข้างเคียง จากนั้นการคำนวณเหล่านี้ถูกนำไปใช้โดยโยฮันน์ ก็อทท์ฟรีด กัลเล นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน เพื่อระบุตำแหน่งของดาวเนปจูนบนท้องฟ้า

    อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาพบว่าดาวเนปจูนเคยถูกสังเกตเห็นมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 1612 โดยกาลิเลโอ กาลิเลอี แต่ไม่ได้รับการระบุว่ามันเป็นดาวเคราะห์ เพราะการเคลื่อนที่ของมันเมื่อเทียบกับดวงดาวนั้นทั้งช้าและแผ่วเบาเกินกว่าที่กล้องโทรทรรศน์ในยุคนั้นจะตรวจจับได้

    เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับดาวเคราะห์ดวงที่ 9 หรือไม่ ?

    ผศ.มาเลนา ไรซ์ นักดาราฟิสิกส์ดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยเยล สงสัยว่าเรื่องนั้นอาจเป็นไปได้มากทีเดียว

    “ฉันไม่เชื่อว่าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะยังไม่มีอยู่ในข้อมูลของเรา เราแค่ต้องดูมันอย่างละเอียดให้มากพอ” เธอกล่าว

    พบได้ในระบบดาวอื่น ๆ

    เมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว ทีมนักวิทยาศาสตร์จากไต้หวัน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย อาจทำสิ่งนั้นได้สำเร็จพอดี

    พวกเขาวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจท้องฟ้าจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศอินฟราเรด 2 ตัวที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 1983 และ 2006 ตามลำดับ และพบจุดจาง ๆ คู่หนึ่งที่สอดคล้องกัน ซึ่งอาจเป็นตัวแทนของดาวเคราะห์ที่ยังไม่รู้จักดวงหนึ่งซึ่งเคลื่อนที่ผ่านท้องฟ้าในช่วงระยะเวลา 23 ปี

    อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวถูกนักดาราศาสตร์บางส่วนตั้งข้อสงสัย และแม้แต่ทีมวิจัยเองก็ยังมีท่าทีระมัดระวังอย่างมาก

    “ยังเร็วเกินไปมากที่จะบอกว่างานวิจัยของเราเป็นการค้นพบดาวเคราะห์ [ดวงที่ 9]” เทอร์รี แฟน ผู้เขียนหลักจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัวของไต้หวัน กล่าวและเสริมว่าควรจะเรียกว่ามันเป็นการค้นพบ “ดาวที่มีศักยภาพเป็นดาวเคราะห์ [ดวงที่ 9]” มากกว่า

    An aerial view of a huge telescope seen through its open housing, at the top of a large, white building perched on the edge of a rocky mountaintop. There is a road around the observatory and some cars at the bottom, with the mountainous landscape glowing golden brown in the sunset.

    ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, มีการคาดหวังกันว่าหอดูดาวเวรา รูบิน ในชิลี จะช่วยยุติข้อถกเถียงเกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ทว่า อีกประเด็นหนึ่งคือ การมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสำหรับนักดาราศาสตร์อย่างไรซ์

    ดาวเคราะห์ตามสมมติฐานดวงนี้คาดว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าโลก แต่เล็กกว่าดาวเนปจูน และไรซ์ระบุว่า นี่คือขนาดของดาวเคราะห์ที่พบได้บ่อยที่สุดในระบบดาวอื่น ๆ

    “เราพบดาวเคราะห์ประเภทนี้รอบดาวฤกษ์ดวงอื่นราวครึ่งหนึ่ง แต่ในระบบสุริยะของเราเองกลับยังไม่มี” เธอกล่าว

    ถ้าไม่ใช่ดาวเคราะห์ แล้วมันคืออะไร ?

    ถึงกระนั้นฝ่ายคัดค้านสมมติฐานเรื่องดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ก็ยกเหตุผลหลายประการขึ้นมาโต้แย้ง ตั้งแต่ความเป็นไปได้ที่การสังเกตในงานวิเคราะห์ของบาตีกินและบราวน์อาจคลาดเคลื่อน ไปจนถึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับดาวเคราะห์ลึกลับ ซึ่งหมายถึงดาวเคราะห์เอ็กซ์ (Planet X) ตามทฤษฎีที่เคยถูกเสนอขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ว่ามีแรงดึงต่อดาวยูเรนัส แต่ต่อมาก็ถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง

    อีกเหตุผลหนึ่งที่เพิ่มความเคลือบแคลงให้กับสมมติฐานเรื่องนี้คือ การค้นพบวัตถุชื่อแอมโมไนต์ (Ammonite) ในปี 2023 ซึ่งเป็นวัตถุพ้นดาวเนปจูนที่มีวงโคจรไม่สอดคล้องกับวัตถุพ้นดาวเนปจูนทั้ง 6 ดวงที่บาตีกินและบราวน์ใช้วิเคราะห์ในตอนแรก

    A cluster of white pixels form a white dot in the middle of the image against a highly pixelated black and grey background.

    ที่มาของภาพ, Nasa, Esa and M Brown (Caltech)

    คำบรรยายภาพ, ดาวเคราะห์แคระเซดนาซึ่งถูกค้นพบในปี 2003 เป็นหนึ่งในวัตถุพ้นดาวเนปจูนทั้ง 6 ดวงที่มีวงโคจรผิดปกติ และถูกเชื่อมโยงกับความเป็นไปได้ของการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9

    นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีคู่แข่งที่นำเสนอโดยทีมนักดาราฟิสิกส์จากสถาบันวิจัยฟอร์ชุงส์เซนทรุม ยือลิช (Forschungszentrum Jülich) ในเยอรมนี โดยในปี 2025 พวกเขาได้ดำเนินการแบบจำลองคอมพิวเตอร์ซึ่งชี้ว่าดาวฤกษ์มวลมหาศาลดวงหนึ่งที่เฉียดผ่านใกล้ระบบสุริยะเมื่อหลายพันล้านปีก่อน อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางแรงโน้มถ่วง จนทำให้วงโคจรของวัตถุพ้นดาวเนปจูนเปลี่ยนแปลงไป

    “ฉันจะไม่บอกว่าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ไม่มีอยู่จริง” ศาสตราจารย์ซูซานน์ ฟัลซ์เนอร์ ผู้นำการศึกษานี้ กล่าวและเสริมว่า “แต่ความเป็นไปได้มันค่อนข้างต่ำ”

    ด้านกรีนสตรีตกล่าวว่า หลักฐานที่สนับสนุนการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงนี้ “ลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” ทว่าต่อให้ภาพจากหอดูดาวรูบินไม่เผยให้เห็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 เธอก็ยังมองโลกในแง่ดีว่าอาจค้นพบสิ่งอื่น ๆ แทน

    “พื้นที่กว้างใหญ่ของระบบสุริยะชั้นนอกยังแทบไม่ได้รับการสำรวจเลย…ใครจะรู้ว่ามันอาจมีอะไรอีกบ้างซ่อนตัวอยู่ที่นั่น” เธอกล่าว

    “ทุกครั้งที่เราตอบคำถามได้หนึ่งข้อ ก็จะมีคำถามใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cz900vkw2lgo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pzfOccxsJeAxsEGeF2arL

  • ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ ความเคลื่อนไหวการเงิน การลงทุน ราคาทอง ราคาน้ำมัน บทวิเคราะห์ธุรกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ

    ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ ความเคลื่อนไหวการเงิน การลงทุน ราคาทอง ราคาน้ำมัน บทวิเคราะห์ธุรกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ

    โบรกเผย กลุ่มค้าปลีก ยอดขายเดือนมี.ค.ดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่จากปัจจัยพื้นฐาน

    โบรกเผย กลุ่มค้าปลีก ยอดขายเดือนมี.ค.ดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่จากปัจจัยพื้นฐาน

    ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของกลุ่มค้าปลีกในเดือนมี.ค.ที่เร่งตัวขึ้น ไม่ได้เป็นสัญญาณการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศอย่างแท้จริง ตัวเลขยอดขายที่ดีขึ้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยทางเทคนิค เช่น ฐานการเปรียบเทียบที่ต่ำสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย และการกักตุนสินค้าในกลุ่มค้าส่งและวัสดุก่อสร้าง

    15 เม.ย. 2569 | 08:30 น.

    “ค่าวัสดุก่อสร้าง” ทำจุดสูงสุดใหม่นับจากช่วงโควิด เพิ่มขึ้น 2.6% เดือนมี.ค. กดดันรายได้กลุ่มรับเหมา

    “ค่าวัสดุก่อสร้าง” ทำจุดสูงสุดใหม่นับจากช่วงโควิด เพิ่มขึ้น 2.6% เดือนมี.ค. กดดันรายได้กลุ่มรับเหมา

    “K-Research” เผยราคาวัสดุก่อสร้างทำนิวไฮนับตั้งแต่โควิด เดือนมี.ค. เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 2.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 5-8% ในไตรมาส 2 กดดันผลประกอบการ-สภาพคล่องของผู้รับเหมา หลังกว่า 50% ของต้นทุนรวมเป็นค่าก่อสร้าง พลังงาน ขนส่ง

    15 เม.ย. 2569 | 06:30 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1229234&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VGNY9mr3ty_oqFaVmR_Kp

  • สุดเศร้า! ครูสอนภาษาไทยโรงเรียนดัง อากาศร้อนเกิด ‘ฮีทสโตรก’ ช็อกดับคาบ้าน | เดลินิวส์

    สุดเศร้า! ครูสอนภาษาไทยโรงเรียนดัง อากาศร้อนเกิด ‘ฮีทสโตรก’ ช็อกดับคาบ้าน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 เม.ย. พ.ต.อ.ถึงพร ปานทอง ผกก.สภ.พิมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.พิมาย พร้อมร้อยเวรสอบสวน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในบ้านพักครู โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา หลังได้รับแจ้งว่า มีครูเสียชีวิตภายในบ้านพักครู โดยไม่ทราบสาเหตุ

    ที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักครูสองชั้น พบผู้เสียชีวิต ทราบชื่อ คือ นายธวัชชัย อายุ 60 ปี ตำแหน่ง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ครูโรงเรียนดังกล่าว สภาพศพไม่สวมเสื้อ นอนหงาย เสียชีวิตอยู่ชั้นล่างของบ้าน ตรวจสอบตามร่างกาย ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด ทรัพย์สินยังอยู่ครบ ซึ่งคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

    จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้เสียชีวิตพักอยู่ในบ้านพักครูคนเดียว ซึ่งในช่วงวันนี้ ในพื้นที่ อ.พิมาย มีสภาพอากาศที่ร้อนจัด ถึง 40 องศาฯ คาดว่า ผู้เสียชีวิตน่าจะเป็นฮีทสโตรก หรือโรคลมแดดกะทันหัน เนื่องจากมีโรคประจำตัว เส้นเลือดในสมองตีบ จึงอาจเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้นำศพส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลพิมาย เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5784127/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KUSc2soaIql1SZAmXOzlZ

  • เด็กจบใหม่เป็นหนี้ แถมไม่มีงานทำ? วิกฤติปริญญาไร้ค่าลามทั่วโลก

    เด็กจบใหม่เป็นหนี้ แถมไม่มีงานทำ? วิกฤติปริญญาไร้ค่าลามทั่วโลก

    ภาพจำของ “ใบปริญญา” เคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง เป็นตั๋วทองสู่ชีวิตการทำงานที่ดี งานเงินเดือนสูง แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ในวันนี้ ความเชื่อนั้นกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก เห็นได้จากกรณีเด็กจบใหม่เคสหนึ่งในสหราชอาณาจักรที่ต้องแบกหนี้กู้ยืมการศึกษาสูงถึง 420,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ 13,400,000 บาท เทียบแล้วสูงกว่าราคาซื้อบ้านในอังกฤษได้ทั้งหลังเสียอีก

    เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขที่น่าตกใจ แต่กลายเป็นภาพสะท้อนของวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นกับบัณฑิตจบใหม่ทั่วโลก ซึ่งวันนี้พวกเขาหลายคนได้เปลี่ยนคำถามในใจจากเดิมที่ว่า “เรียนจบแล้วจะได้งานไหม?” มาเป็น “เงินที่ลงทุนเรียนสูงๆ ระดับปริญญา วันนี้มันคุ้มค่าอยู่ไหม?”

    หนี้พุ่ง ค่าใช้จ่ายสูง เริ่มต้นวัยทำงาน = ภาระชีวิตระยะยาว

    ข้อมูลจาก Student Loans Company เปิดเผยว่า บัณฑิตจบใหม่รายหนึ่งในสหราชอาณาจักรมีหนี้สะสมสูงถึง 314,356 ปอนด์ หรือประมาณ 420,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 13,400,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าราคาบ้านเฉลี่ยในประเทศที่อยู่ราว 270,000 ปอนด์ (ประมาณ 11,700,000 บาท)

    แม้กรณีนี้จะเป็นเพียงตัวอย่างที่รุนแรงที่สุด แต่ภาพรวมของปัญหาก็กำลังขยายวงกว้างขึ้นอย่างชัดเจน บัณฑิตจบใหม่ส่วนใหญ่ยังคงมีหนี้เฉลี่ยราว 45,000 ปอนด์ (ประมาณ 1,960,000 บาท) และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่มีหนี้ทะลุหลักแสนปอนด์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยอดหนี้เกิน 100,000 ปอนด์ (ประมาณ 4,300,000 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่นาน

    เมื่อดอกเบี้ยจากหนี้สินค่าเล่าเรียนยังคงทบต้นอย่างต่อเนื่อง ภาระเหล่านี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ช่วงเรียนจบ แต่กลายเป็นแรงกดดันระยะยาวที่ติดตัวคนทำงานไปอีกหลายปี ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นกลับวิ่งเร็วกว่ารายได้ ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยภาวะ “ติดลบ” ตั้งแต่วันแรก

    ผลกระทบจึงไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่ลามไปถึงการใช้ชีวิตจริง หลายคนต้องเลื่อนการย้ายออกจากบ้าน เลื่อนการสร้างครอบครัว และชะลอแผนการเงินในระยะยาว เพราะยังไม่สามารถตั้งหลักได้จากภาระหนี้ที่แบกอยู่

    งานหาย แข่งขันสูง โลกการทำงานยุคนี้ไม่รองรับคนจบใหม่

    แม้จะยอมแบกรับต้นทุนการศึกษาที่สูงขึ้น แต่สิ่งที่คนจบใหม่ต้องเผชิญกลับไม่ใช่โอกาสที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อดูภาพรวมเด็กจบใหม่ในสหราชอาณาจักร พบว่า มีการยื่นสมัครงานมากกว่า 1.2 ล้านครั้ง เพื่อชิงตำแหน่งงานบัณฑิตเพียงราว 17,000 ตำแหน่ง ตามข้อมูลของ Institute of Student Employers ซึ่งสะท้อนการแข่งขันในตลาดแรงงานที่รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะที่บางกรณี พบว่า บัณฑิตจบใหม่ต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งปี สมัครงานนับพันครั้ง แต่ยังไม่ได้รับข้อเสนอแม้แต่ครั้งเดียว

    สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเดียว แต่กำลังเป็นแนวโน้มระดับโลก มาดูทางฝั่งเด็กจบใหม่ในสหรัฐฯ กันบ้าง มีรายงานว่าพวกเขามีหนี้การศึกษารวมทะลุ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้

    ข้อมูลจาก Bureau of Labor Statistics ยังชี้ว่า คน Gen Z กำลังกลายเป็นแรงงานสัดส่วนใหญ่ในอนาคต แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในสถานะ NEETs หรือไม่ได้ทำงาน ไม่ได้เรียน และไม่ได้ฝึกอบรม เมื่อโอกาสลดลง ขณะที่จำนวนผู้แข่งขันเพิ่มขึ้น ความกดดันจึงตกอยู่กับคนจบใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่ออีกแรงกดดันสำคัญอย่าง AI เริ่มเข้ามาแทนที่งานระดับเริ่มต้น ซึ่งเคยเป็นก้าวแรกของการเติบโตในอาชีพ

    Steve Preston จาก Goodwill ยังระบุว่า องค์กรกำลังเตรียมรับมือกับจำนวนคนว่างงานรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของเทคโนโลยี ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว

    ปริญญายังสำคัญ แต่ “ไม่คุ้มค่า” สำหรับหลายคนอีกต่อไป

    ท่ามกลางแรงกดดันทั้งด้านหนี้สินและโอกาสในการทำงาน แนวคิดเรื่อง “ความคุ้มค่า” ของการศึกษากำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้น จากรายงานจาก Nexford University ระบุว่า 1 ใน 3 ของบัณฑิตจบใหม่มองว่า ปริญญาของตนไม่คุ้มค่าในเชิงการเงิน ส่งผลให้หลายคนต้องเลื่อนแผนชีวิตสำคัญออกไป ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน การสร้างครอบครัว หรือแม้แต่การเริ่มต้นเก็บออมเงินเพื่ออนาคต

    ในขณะเดียวกัน แนวคิดขององค์กรก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ซีอีโอจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับ “ทักษะจริง” มากกว่าวุฒิการศึกษา ทำให้ใบปริญญาไม่ใช่ข้อได้เปรียบแบบที่คนรุ่นก่อนๆ เคยได้รับอีกต่อไป

    ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนการสั่นคลอนของ “สัญญาทางสังคม” ที่เคยเชื่อว่า การเรียนมหาวิทยาลัยคือเส้นทางสู่ความมั่นคง แต่ในความเป็นจริง คนจำนวนมากที่ทำตามเส้นทางนั้นกลับไม่ได้รับผลลัพธ์อย่างที่คาดหวัง เมื่อเปรียบเทียบกับบางอาชีพที่ไม่ต้องใช้ปริญญา แต่สามารถสร้างรายได้สูงได้เร็วกว่า ความเชื่อเดิมจึงยิ่งถูกตั้งคำถามมากขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่

    พูดได้ว่าในวันที่หนี้สินเพิ่มขึ้น โอกาสการมีทำงานลดลง และทักษะจริงกลายเป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญมากขึ้น ใบปริญญาในวันนี้จึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “หลักประกันความสำเร็จ” ได้เหมือนในอดีต

    สำหรับคนรุ่นใหม่ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การเลือกเรียนจบสูง แต่คือการหาวิธีสร้างคุณค่าให้ตัวเองในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และไม่ยึดติดกับเส้นทางเดิมอีกต่อไป ขณะเดียวกัน สำหรับสังคมและระบบการศึกษา คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรเพื่อไม่ให้การลงทุนด้านการศึกษาของคนรุ่นใหม่ กลายเป็นภาระที่ต้องแบกไปตลอดชีวิต

    อ้างอิง: Fortune, The Times, CNN

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1229797&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lnWoS-T9o1Ch4Zpx2bP-4

  • พลเมืองอิหร่านที่ถูกควบคุมตัวในฝรั่งเศสเนื่องจากแสดงความเห็นสนับสนุนปาเลสไตน์ เดินทางกลับบ้านแล้ว

    พลเมืองอิหร่านที่ถูกควบคุมตัวในฝรั่งเศสเนื่องจากแสดงความเห็นสนับสนุนปาเลสไตน์ เดินทางกลับบ้านแล้ว

    พลเมืองอิหร่านที่ถูกควบคุมตัวในฝรั่งเศสเนื่องจากแสดงความเห็นสนับสนุนปาเลสไตน์ เดินทางกลับบ้านแล้ว

    15 เมษายน 2569, 21:44น.

              สถานีโทรทัศน์อิหร่านรายงานว่า ฝรั่งเศสปล่อยตัวนางสาวมาห์ดีห์ เอสฟานดิอารี นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน และเธอเดินทางกลับถึงอิหร่านแล้ว นางสาวเอสฟานดิอารี อาศัยอยู่ในฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2561 สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยลียง และทำงานเป็นนักแปล ถูกจับกุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว (2568) ในข้อหาส่งเสริมการก่อการร้ายจากการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อออนไลน์สนับสนุนปาเลสไตน์ ศาลตัดสินจำคุก 4 ปี แต่หลังจากที่รับโทษ 1 ปีก็ได้รับการปล่อยตัวโดยคุมประพฤติ

              การปล่อยตัวยังเกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่อิหร่านปล่อยตัวพลเมืองฝรั่งเศสสองคนที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาจารกรรม คือนางเซซิล โคห์เลอร์ วัย 41 ปี และนายฌาคส์ ปารีส วัย 72 ปี ทั้งคู่ถูกจับกุมในเดือนพฤษภาคม 2565 และถูกจำคุกนานกว่า 3 ปี จากนั้นย้ายไปกักบริเวณในบ้านจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 เมษายน (2569) หลังจากที่ได้รับการปล่อยตัว พวกเขาถูกนำตัวจากอิหร่านไปยังประเทศอาเซอร์ไบจานที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อขึ้นเครื่องบินต่อไปยังปารีส

              สำนักงานของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวว่า การปล่อยตัวพวกเขาเป็นผลมาจากการทำงานเป็นเวลานาน แต่มีการเร่งการทำงานขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากแรงกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน

    #พลเมืองอิหร่าน

    #ฝรั่งเศส

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160764&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aWc8hPXvG3vC04ju3i171

  • เรียกร้องนายกฯ สั่งย้าย “แม่ทัพภาค 4” ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ-ตาดีกา

    เรียกร้องนายกฯ สั่งย้าย “แม่ทัพภาค 4” ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ-ตาดีกา

    วันนี้ (15 เม.ย.2569) สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ในฐานะผู้แทนสถาบันการศึกษาปอเนาะและโรงเรียนตาดีกาในภาคใต้ ร่วมประชุมกำหนดท่าทีต่อกรณี พล.ท.นรทิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ที่กล่าวหาว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง ซึ่งมองว่าเป็นการบิดเบือนและด้อยค่าสถาบันปอเนาะ

    นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ระบุว่า การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องโดยแม่ทัพภาคที่ 4 แสดงถึงความไม่เข้าใจต่อบริบทของพื้นที่อย่างรุนแรง และกระทบต่อความสงบสุขของจังหวัดชายแดนใต้ จึงเสนอให้นายกฯ สั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่ทันที

    หลังจากนี้ตัวแทนสมาคมฯ จะยื่นหนังสือต่อเลขาธิการ ศอ.บต. ขอให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 และยื่นหนังสือต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ รวมถึงยื่นหนังสือต่อนายกฯ ที่จะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในวันที่ 17 เม.ย.นี้

    ภาพประกอบข่าว เรียกร้องนายกฯ สั่งย้าย

    ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 ชี้แจงกับไทยพีบีเอส ว่า การพาดพิงสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา เป็นเพียงการกล่าวถึงสถาบันบางแห่งเท่านั้น ไม่ใช่การเหมารวมทั้งหมด เพราะมีข้อมูลว่าบางโรงเรียนหรือครูบางคน สอนโดยใช้ทัศนคติของตัวเอง

    พร้อมระบุว่า ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าเรื่องนี้ กอ.รมน.ชุดใหญ่ และกระทวงศึกษาธิการต้องเข้าไปกำกับดูแล เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบที่ต้นเหตุ ซึ่งการลงพื้นที่ของนายกฯ ในวันที่ 17 เม.ย.นี้ จะเสนอรายละเอียดเรื่องนี้ต่อนายกฯ ด้วย

    ภาพประกอบข่าว เรียกร้องนายกฯ สั่งย้าย

    “สุณัย” ตั้งคำถามตั้งคนนอกพื้นที่ ขาดความเข้าใจบริบทหรือไม่

    ด้านนายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย เห็นว่า การพาดพิงสถาบันสอนศาสนาแบบเหมารวม อาจทำให้เกิด “แนวร่วมตีกลับ” เพราะไม่ใช่ทุกโรงเรียนที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบ นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงการแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่มาจากนอกพื้นที่ ว่าอาจขาดความเข้าใจบริบทปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้หรือไม่

    ทั้งนี้ ในการแถลงข่าวความคืบหน้าคดียิง สส.ประชาชาติ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา มีช่วงหนึ่งที่แม่ทัพภาคที่ 4 ปิดไมค์ และอ้างความเห็นส่วนตัวในลักษณะที่ว่า หากทหารเป็นผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหายคงไม่รอดชีวิต ซึ่งต่อมามีเพจในโซเชียลมีเดียจำนวนมากโจมตีผู้สื่อข่าวที่ทำหน้าที่ตั้งคำถาม

    ล่าสุด สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ถึงการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าผู้สื่อข่าวมีสิทธิและหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการตั้งคำถาม ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “คำถาม” ของผู้สื่อข่าว แต่อยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจ โดยปัญหาการใช้ไอโอโดยหน่วยงานความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มานาน ซึ่งขณะนี้ยกระดับเป็นการคุกคามสื่อ เป็นการละเมิดเสรีภาพสื่ออย่างร้ายแรง และเป็นความพยายาม “ปิดปากสื่อ” ด้วยวิธีการที่ตรวจสอบได้ยาก แต่สร้างความเสียหายแก่สังคม

    นอกจากนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ยังประณามพฤติกรรมดังกล่าว และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและหยุดการใช้นโยบายที่สร้างความแตกแยก

    อ่านข่าว

    สมาคมนักข่าวฯ จี้หยุดใช้ IO คุกคามสื่อตั้งคำถาม มทภ.4 เหตุยิง สส.นราฯ

    แม่ทัพ 4 ปิดไมค์ “ทำจริง-ไม่รอด” เรียกทัวร์ปมยิง “กมลศักดิ์” สส.นราฯ

    นายกฯ คาดโทษบิ๊ก ขรก.เกียร์ว่าง ลั่น​มีอำนาจสั่งย้ายได้หมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504670&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y6SJlMRBrmbwzbLpRezi_

  • อย่าหาว่าไม่เตือน! หมอดังเผย 1 นิสัย “กินมื้อเที่ยง” สุดอันตราย ยอมรับเองเมื่อก่อนก็พลาด

    อย่าหาว่าไม่เตือน! หมอดังเผย 1 นิสัย “กินมื้อเที่ยง” สุดอันตราย ยอมรับเองเมื่อก่อนก็พลาด

    ปรับด่วน! แพทย์ NHS เผยความอันตรายของการ “กินเร็วเกินไป” เสี่ยงกรดไหลย้อน-เบาหวานมากกว่าที่คิด

    แนะนำพฤติกรรมการทานอาหารที่ถูกต้อง ต้องใช้เวลาอย่างน้อยกี่นาทีถึงจะปลอดภัยต่อร่างกาย

    การรับประทานอาหารมื้อกลางวันด้วยความเร่งรีบเพื่อให้ทันเวลาเข้างาน หรือการรับประทานท่ามกลางตารางงานที่อัดแน่น อาจดูเป็นเรื่องปกติในวิถีชีวิตคนเมือง แต่ ดร.อามีร์ ข่าน (Amir Khan) แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปจากหน่วยงานบริการสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ (NHS) ได้ออกมาแจ้งเตือนว่า พฤติกรรมดังกล่าวกำลังทำลายสุขภาพในระยะยาวอย่างรุนแรง

    การย่อยอาหารไม่ได้เริ่มที่ “กระเพาะ” แต่เริ่มที่ “ปาก”

    ดร.อามีร์ ระบุว่ากระบวนการย่อยอาหารที่สมบูรณ์ต้องเริ่มตั้งแต่อาหารสัมผัสกับช่องปาก การรับประทานที่เร็วเกินไปจะข้ามขั้นตอนสำคัญดังนี้:

    • การเคี้ยวไม่ละเอียด: ทำให้อาหารชิ้นใหญ่ลงสู่กระเพาะอาหารโดยตรง บีบให้ระบบย่อยต้องทำงานหนักกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืดและอาหารไม่ย่อย
    • ขาดเอนไซม์อะไมเลส (Amylase): การเคี้ยวช้าๆ จะช่วยให้น้ำลายผสมกับอาหารได้ดี ซึ่งในน้ำลายมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยคาร์โบไฮเดรตตั้งแต่ในปาก
    • ความเสี่ยงกรดไหลย้อน: การรับประทานเร็วเกินไปเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน (GERD)

    สมองต้องการเวลา 20 นาที เพื่อรับรู้ความอิ่ม

    นอกจากปัญหาทางเดินอาหารแล้ว ความเร็วในการรับประทานยังมีผลกระทบต่อระบบเผาผลาญและน้ำหนักตัว เนื่องจากสมองต้องการเวลาประมาณ 20 นาที ในการรับสัญญาณจากฮอร์โมนว่าร่างกายได้รับอาหารเพียงพอแล้ว

    การรับประทานที่เร็วเกินไปจึงมักนำไปสู่ภาวะ Overeating หรือการรับประทานเกินความจำเป็น ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและการดื้อต่ออินซูลิน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 และเกิดการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกาย

    แนวทางการรับประทานเพื่อสุขอนามัยที่ดี

    จากการศึกษาร่วมกับ ดร.ไซ กฤษณะ กูดี (Sai Krishna Gudi) มหาวิทยาลัยแมนิโทบา ระบุว่าระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละมื้อคือ 10–20 นาที โดยมีข้อแนะนำเชิงปฏิบัติ ดังนี้:

    1. เคี้ยวให้ครบจำนวนครั้ง: แนะนำให้เคี้ยวอาหารต่อคำประมาณ 15–20 ครั้ง เพื่อให้ละเอียดที่สุด
    2. วางช้อนส้อมระหว่างคำ: เทคนิคนี้จะช่วยชะลอความเร็วในการตักอาหารคำถัดไปได้โดยอัตโนมัติ
    3. ใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาทีต่อมื้อ: เพื่อให้ร่างกายและสมองทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการ “รีบทาน” เป็น “ค่อยๆ เคี้ยว” อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ส่งผลกระทบอันยิ่งใหญ่ต่อระบบทางเดินอาหารและสุขภาพโดยรวม การให้เวลาเพียงพอแก่ร่างกายในมื้อกลางวันไม่เพียงแต่ช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์อย่างท้องอืดหรือกรดไหลย้อน แต่ยังเป็นการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

     

    อ้างอิงข้อมูล: ดร.อามีร์ ข่าน (NHS) และงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมนิโทบา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9883814/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2us0UQWxM8GxijNxnctfhc

  • ชี้แจงจบ ดรามายังฉ่ำ “แม่ทัพ 4” ต้องแจงซ้ำ-วุ่นกว่าเก่า

    ชี้แจงจบ ดรามายังฉ่ำ “แม่ทัพ 4” ต้องแจงซ้ำ-วุ่นกว่าเก่า

    ประเด็นที่ 2 กรณีพูดพาดพิงปอเนาะ

    พลโท นรธิป พูดระหว่างแถลงข่าวเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569  และให้สัมภาษณ์เพิ่มในวันนี้ ในลักษณะเดียวกันว่า “เราแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้มา 20 กว่าปีแล้วแต่ไม่จบ เพราะเราแก้กันที่ปลายเหตุ แต่ไม่ได้แก้กันที่ต้นเหตุคือโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา ที่มีการบ่มเพาะ มีการสอน เรื่องนี้ กระทรวงศึกษาธิการที่ดูแลการเรียนการสอน ต้องลงมาช่วยด้วย ทุกส่วนต้องมาช่วยกัน”

    ประเด็นนี้บานปลาย เพราะ นายขดดะรี บินเซ็น ในฐานะ นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ และประธานที่ปรึกษา ศอ.บต. กล่าวว่า องค์กรเครือข่ายภาคการศึกษา 3 พี่น้อง ประกอบด้วย โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม, สถาบันปอเนาะ และตาดีกา เตรียมรวมตัวแถลงการณ์ตอบโต้แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ออกมาให้สัมภาษณ์พาดพิงสถาบันการศึกษาทางศาสนา ทำให้ได้รับความเสียหาย

    “การพาดพิงเช่นนี้ถือเป็นการด้อยค่าและทำลายความเชื่อมั่นต่อสถาบันการศึกษาศาสนาที่สร้างคุณประโยชน์มาอย่างยาวนาน เราจึงเรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ มิฉะนั้นจะมีการยกระดับการเคลื่อนไหวประท้วง”

    งานนี้ร้อนถึง พันเอก เอกวริทธิ์ รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าคนเดิม ต้องออกมาชี้แจงเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้ง โดยยืนยันว่า สิ่งที่แม่ทัพภาคที่ 4 สื่อสารนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนความจริงในการแก้ปัญหาที่ “ต้นน้ำ” ไม่ใช่การเหมารวมสถานศึกษาทั้งหมด

    พันเอก เอกวริทธิ์ ขยายความว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาสถานศึกษาบางแห่งขาดมาตรการคัดกรองบุคลากร โดยเฉพาะ “อุสตาซ” หรือ ครูสอนศาสนา ให้กลายเป็นช่องว่างให้ผู้มีแนวคิดสุดโต่งแอบแฝงเข้ามาปลูกฝังความรุนแรงให้กับลูกศิษย์หรือเยาวชน

    ข้อมูลนี้มีหลักฐานยืนยันจากการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งผู้ก่อเหตุรุนแรงหลายรายยอมรับว่าได้รับแนวคิดจากสถานศึกษาบางแห่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา ฉะนั้นหากไม่จัดการปัญหาที่เป็นต้นตอ หรือต้นน้ำ ก็จะไม่สามารถหยุดวงจรความรุนแรงที่ยืดเยื้อมา 20 ปีได้เลย

    แต่ พันเอก เอกวริทธิ์ ก็ย้ำว่า การแตะเรื่องโครงสร้างการศึกษาทางศาสนามีความอ่อนไหวทั้งในมิติการเมืองและการศาสนา จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด พร้อมยืนยันว่า กอ.รมน.ทราบดีว่า สถาบันการศึกษาทางศาสนาส่วนใหญ่ คือ “เสาหลัก” ที่สร้างคุณธรรมให้กับเยาวชนและคนในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงก็ให้ความเคารพมาโดยตลอด แต่ในทางปฏิบัติ มีหลักฐานชัดเจนว่ามีบุคลากรในโรงเรียนบางกลุ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบจริง ซึ่งเป็นเรื่องตัวบุคคล จึงต้องแก้ไขโดยใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป

    ฉก.นราฯโดนหางเลข ต้องออกแถลงโต้เอี่ยวเหตุยิง สส.

    อีกหนึ่งประเด็นที่เหมือนเป็น “ลูกหลง” จากคดียิง สส.กมลศักดิ์ และการแถลงของแม่ทัพภาคที่ 4 คือ บทบาทของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส

    เพราะในคืนเกิดเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ คือ คืนวันที่ 19 มีนาคม ต่อเนื่องเข้ามืดวันที่ 20 มีนาคม ทางหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ประกาศมาตรการ “ปิดเมืองขั้นสูงสุด” หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส

    แต่ในคืนเดียวกันกับที่ประกาศปิดเมือง ซึ่งมีการตั้งด่านตรวจเข้มทุกจุด กลับมีการใช้รถกระบะของทางราชการไปยิง สส.กมลศักดิ์ ได้ ถือเป็นเหตุการณ์อุกอาจ

    เมื่อมีการใช้รถของ กอ.รมน.เป็นพาหนะไปยิง สส. ทำให้มีการมองเชื่อมโยงทำนองว่า “รู้เห็นกันหรือไม่” มีการเปิดด่าน หรือไม่สกัดกั้นรถที่ใช้เป็นพาหนะไปก่อเหตุ เพราะเป็นรถของทางราชการด้วยกันหรือเปล่า

    ล่าสุด หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส จึงออกแถลงการณ์เป็นเอกสารชี้แจง โดยย้ำว่า ทางหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์ดังกล่าว”     

    พร้อมทั้งระบุในแถลงการณ์ว่า ความจริงต้องถูกพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางกฎหมายและพยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่การตัดสินด้วยกระแสความรู้สึก โดยแสดงความเชื่อมั่นในพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการทำความจริงให้ปรากฏ    

    “เราเชื่อว่าความยุติธรรมคือรากฐานของสันติสุขที่แท้จริง หน่วยฯ จะยังคงเดินหน้าดูแลความสงบสุขให้พี่น้องประชาชนด้วยความจริงใจ โปร่งใส และตรวจสอบได้” แถลงการณ์ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976132&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16wZTx6HqcHnj2hYXQLpnE