Blog

  • ผู้นำชิลีประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจกว่า 40 ข้อ มุ่งออกจากบรรทัดฐานเดิม | เดลินิวส์

    ผู้นำชิลีประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจกว่า 40 ข้อ มุ่งออกจากบรรทัดฐานเดิม | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงซันติอาโก ประเทศชิลี เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่า คาสต์ กล่าวในแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลของเขาจะเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการฟื้นฟู การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งประกอบด้วยมาตรการมากกว่า 40 ข้อ ต่อสภาคองเกรสชิลี ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    “เราไม่ได้มาเพื่อทำซ้ำวงจรเดิม แต่เรามาเพื่อทำลายมัน” คาสต์ กล่าวเพิ่มเติม

    อนึ่ง ข้อเสนอดังกล่าวยังรวมถึงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลทีละน้อย จาก 27% เหลือ 23% ซึ่งเป็นมาตรการที่ฝ่ายค้านของชิลีปฏิเสธไปแล้ว โดยให้เหตุผลว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการคลังสาธารณะ

    ขณะที่คาสต์กล่าวว่า แผนการโดยรวมมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการว่างงานให้เหลือ 6.5% ก่อนที่เขาจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในปี 2573 ตลอดจนเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปี เป็นประมาณ 4% จากประมาณ 2.5% ในปีที่แล้ว และทำให้บัญชีภาครัฐกลับมาสมดุล

    นอกจากนี้ การปฏิรูปยังรวมถึงการก่อสร้างบ้านเรือนมากกว่า 1,000 หลัง ที่ถูกทำลายจากไฟป่า พร้อมด้วยมาตรการจูงใจทางภาษี เช่น การลดภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวสำหรับการขายบ้านใหม่ และมาตรการส่งเสริมการนำเงินทุนกลับประเทศ.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5786348/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iY-LlofmAZ7iTvROI4UAF

  • ดึงเศรษฐีอาหรับ ปลุกเศรษฐกิจไทย ดันเฮลท์แคร์ เจาะต่างชาติอยู่ยาว

    ดึงเศรษฐีอาหรับ ปลุกเศรษฐกิจไทย ดันเฮลท์แคร์ เจาะต่างชาติอยู่ยาว

    ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทาง “ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง” ที่ทวีความรุนแรงขึ้น แต่ปัจจัยลบดังกล่าวกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนกลายเป็นแรงผลักดันให้ “เม็ดเงินลงทุน” และ “คนเก่งทั่วโลก” เริ่มโยกย้ายมองหา “บ้านหลังใหม่” เพื่อกระจายความเสี่ยงข้างต้น สอดคล้องกับเหล่านักวิเคราะห์ และผู้นำภาคการเงินไทย ต่างมองเห็น “โอกาสเชิงกลยุทธ์” ที่เงินทุน และกลุ่มบุคลากรศักยภาพสูง ใน “กลุ่มต่างชาติ” โดยเฉพาะ “กลุ่มตะวันออกกลาง” ที่เรียกว่า “เศรษฐีอาหรับ”

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากปัญหาความขัดแข้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” ซึ่งประเทศไทยกำลังได้รับอานิสงส์ในฐานะ “Safe Haven” หรือพื้นที่ปลอดภัยที่ดึงดูดทั้ง “เงินทุนจากทั่วโลก” และ “กลุ่มคนเก่ง” (Talent) จำนวนมหาศาลที่มีโอกาสไหลเข้าสู่ “ประเทศไทย” และ “อาเซียน” มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    “ตะวันออกกลาง” คุ้นเคยระบบสาธารณสุขไทย 

    สะท้อนภาพที่ทำให้นักลงทุน และคนเก่งระดับโลกมองหา “การกระจายความเสี่ยง” (Diversification) ซึ่งไทยถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ด้วยเนื่องจากมีความคุ้นเคย และเชื่อมั่นใน “ระบบสาธารณสุข”  (Healthcare) ของไทย รวมทั้ง ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณของคนเก่ง และนักธุรกิจระดับโลกที่ต้องการย้ายเข้ามาพำนัก และลงทุนในเมืองไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็น “ส้มหล่น” ที่ไทยต้องรีบคว้าโอกาสดังกล่าวไว้

    ดึงเศรษฐีอาหรับ ปลุกเศรษฐกิจไทย ดันเฮลท์แคร์ เจาะต่างชาติอยู่ยาว

    ดร.สันติธาร กล่าวต่อว่า นี่คือโอกาสสำคัญในเชิงกลยุทธ์ โดยชี้ว่าช่วงระยะเวลา 4 ปีต่อจากนี้ของรัฐบาล จะเป็น “โอกาสทอง” ในการวางรากฐาน เพื่ออนาคตของประเทศ แม้ว่ากระแสเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI จะหมุนไปอย่างรวดเร็ว แต่ประเทศไทยยังมีแต้มต่อที่สามารถนำมาต่อยอดได้ทันทีหากเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้

    “หากไทยสามารถผนวกความโดดเด่นด้านเฮลท์แคร์ และบริการ เป็นแรงดึงดูดสำคัญเข้ากับกระแส เอไอ ได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่จะเป็นการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศให้ก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน”

    ชูโมเดล “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ดึงเศรษฐีต่างชาติอยู่ยาว

    นายแพทย์ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 3 และ 6 และกรรมการ บริษัท กรุงเทพ ดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า โซนภาคตะวันออก และภาคใต้มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่น่าสนใจ คือ นักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่ยาวขึ้น โดยมาจองที่พักแล้วก็อยู่ยาวขึ้น ถ้ามองในภาพของระดับโลก 

    ดังนั้น หากประเทศไทยเข้าใจโอกาสนี้แล้ว ก็สร้างโอกาสให้มีการลงทุน อนุญาตให้มีการย้ายถิ่นฐาน ในลักษณะจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ น่าจะเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศไทย จากการที่ทั่วโลกมองว่าประเทศไทยเป็นกลาง ยังเป็น “พื้นที่ที่ปลอดภัย” และ “น่าอยู่” ก็จะเลิกพึ่งพิงเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เข้ามาแล้วก็หายไป กลายมาเป็นพื้นที่ที่มีคนมาพำนักอยู่ยาว ก็น่าจะทำให้ไทยมีความมั่นคงทางโครงสร้างใหม่เกิดขึ้น

    ทั้งนี้ ประเทศไทยมี “ศักยภาพ” ที่จะดำเนินการเรื่องนี้ได้ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างที่พร้อมมาก เช่น โรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ที่เปิดขึ้นอย่างมากพอที่จะรองรับกลุ่มนี้ มีโรงพยาบาลที่ดี เป็นสังคมที่อยู่กันครบทุกชนชาติ ทุกศาสนา ที่สำคัญมี “จุดแข็ง” เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถพักผ่อนจิตใจได้ มีธรรมชาติทั้งป่า ทะเล ไม่ได้มีแค่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึง มีอาหารที่อุดมสมบูรณ์ราคาไม่แพง

    อย่างไรก็ตาม หากมองภาพอย่าง “ดูไบ” ที่มีการเปิดพื้นที่สร้างเมือง สร้างกติกาให้คนที่มี “ความมั่งคั่ง” จากทั่วโลกสามารถย้ายไปอยู่ แล้ว พร้อมกับเอื้อให้เกิด “การลงทุน” โดยเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ที่เป็นทะเลทรายจนมีความเจริญเติบโตได้ หรือ “ประเทศสิงคโปร์” ก็จะมีคนที่มีความมั่งคั่งของประเทศต่าง ๆ ย้ายความมั่งคั่งไปอยู่ ไปสร้างการลงทุนที่นั่น ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่นั่น ซึ่งที่ตะวันออกกลางก็คล้ายๆ กัน ตอนที่เกิด “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” หลายคนก็ย้ายออกไปอยู่ที่นั่น และไปตั้งธุรกิจที่นั่น ส่งผลทำให้เกิดการลงทุนต่าง ๆ

    “พูดง่ายๆ คือ เป็น Financial Hub ใหม่ของโลก ที่รองรับคนมีศักยภาพสูงจากทั่วโลกเข้ามาอยู่พำนัก แล้วก็ลงทุน ที่สำคัญต้องไม่เอาทุนเทาเข้ามา เพราะถ้ามีคนเทาอยู่มาก คนจากทั่วโลกก็ไม่อยากมาอยู่ เพราะเขาต้องการความปลอดภัย ต้องการความถูกต้องชัดเจน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องท้าทายทางฝั่งรัฐบาลว่าจะมองเห็นโอกาสในการออกแบบโครงสร้างใหม่นี้ ส่วนตัวมองพื้นที่เหมาะสมอย่างจ.ภูเก็ต หรือภาคตะวันออก”นพ.ก้องเกียรติ กล่าว

    สมาคมชงดึง “กลุ่ม Expats” ลงทุนในหุ้นไทย 

    นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ( บลจ.) วรรณ และในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า สมาคมเสนอแนวทางเพิ่มมูลค่าตลาดหุ้นไทยผ่านการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติที่ “พำนักในไทย” (Expats) เข้ามาลงทุน ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้านักลงทุนกลุ่มใหญ่ที่มี “ศักยภาพระดับสูง”

    โดยมองเห็นศักยภาพ “กลุ่ม Expats” โดยเฉพาะจาก “ตะวันออกกลาง” มีอยู่ในเมืองไทย “ราว 500,000 คน” หากสามารถดึงมาลงทุนได้เพียง 25,000 คน และลงทุนเฉลี่ยคนละ 1 ล้านบาท จะช่วยสร้าง “เม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดทุนได้” จำนวนมหาศาล 

    ทั้งนี้ สมาคมยังเสนอให้ปรับเงื่อนไข Long-term Resident Visa (LTR) ที่ปัจจุบันกำหนดให้ลงทุนในตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 500,000 ดอลลาร์ โดยเสนอให้ “กองทุนรวม” สามารถนับรวมเป็นสินทรัพย์ลงทุนเพื่อขอวีซ่าได้ และลงทุนให้สอดคล้องกับระยะเวลา หรืออายุวีซ่าที่พวกเขาได้รับ เพื่อเพิ่มความสะดวก และดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทยมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้โมเดลแข่งขันคล้ายประเทศสิงคโปร์ โดยกำหนดให้นักลงทุนกลุ่มดังกล่าวนำเงินอย่างน้อย 10% ของความมั่งคั่งมาลงทุนใน “ตลาดทุนไทย” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาค

    “ กลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักในไทย ซึ่งมีจำนวนหลายล้านคน ทั้งที่ถือวีซ่าระยะสั้น และระยะยาว โดยคาดหวังว่าการอำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มนี้สามารถลงทุนในกองทุนไทยได้ตามระยะเวลาของวีซ่า หากนำเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดทุน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมได้ ” 

    อย่างไรก็ตาม หากมาตรการดังกล่าวสามารถเดินหน้าได้ตามแผนคาดจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้นของนักลงทุนสถาบันในอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจุบันมีมูลค่าการลงทุนหุ้นไทยของนักลงทุนสถาบันประมาณ 1 ล้านล้านบาท สมาคมมองตลาดหุ้นไทยยังมี “เสน่ห์” และ “น่าสนใจ” มากกว่าตลาดหุ้นสหรัฐในหลายด้าน

    สำหรับ มุมมองการลงทุนท่ามกลางไฟ “สงครามตะวันออกกลาง” ประเมินในภาวะที่ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางลงทุนทั่วโลก 

    แนะวางกลยุทธ์ใหม่สู่ศูนย์กลางธุรกิจภูมิภาค

    นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มองว่า ประเทศไทยควรปรับตัว ในเชิงโครงสร้างวางกลยุทธ์ใหม่เพื่อยกระดับบทบาทจาก “ปลายทางการลงทุน” สู่การเป็น “ศูนย์กลางธุรกิจ และห่วงโซ่มูลค่าของภูมิภาค” โดยเน้นการออกแบบนโยบายที่เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างง่าย ลดขั้นตอน และกฎระเบียบที่ซับซ้อน พร้อมยกระดับมาตรการด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ที่จูงใจนักลงทุนในระยะยาว

    ทั้งนี้ รัฐบาลควรมุ่งเน้นการดึงดูดเงินลงทุนคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพ และต้นทุนแข่งขันได้ เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจ และสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

    ดังนั้น กลยุทธ์ใหม่นี้ยังมุ่งสร้าง Ecosystem การลงทุนครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อ “ลดต้นทุน” และ “เพิ่มความคุ้มค่า” ให้กับนักลงทุน พร้อมดึงดูดการลงทุนระยะยาว เช่น การตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค (Regional HQ) และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว มากกว่าการลงทุนที่เน้นเพียงต้นทุนต่ำ

    ขณะเดียวกัน มองว่าเสถียรภาพทางการเมือง ความต่อเนื่องของนโยบาย และความเชื่อมั่นของประเทศ ถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ของกลยุทธ์เพราะว่านักลงทุนให้ความสำคัญกับความแน่นอนในระยะยาว

    “การกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างชัดเจน และต่อเนื่อง จะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันกับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในอนาคต”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1229810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tVJkBOxcfF6JOrI-ogfOE

  • “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน-ราคาพลังงาน-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

    “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน-ราคาพลังงาน-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

    “เอกนิติ” แสดงวิสัยทัศน์รับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านกรอบนโยบาย “4T” ชี้ รัฐบาลไทยเน้นนโยบายการคลังแบบตรงจุด มุ่งช่วยเฉพาะกลุ่ม

    เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและบทบาทของภูมิภาคเอเชียรวมทั้งประเทศไทย รวมถึงแนวนโยบายเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแนวทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะปานกลาง ในเวที IMF Governor Talks ภายใต้การประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา 

    นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะระดับการลงทุนที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพ รัฐบาลจึงกำหนด “การยกระดับการลงทุน” เป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ผ่านการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การพัฒนาทุนมนุษย์ และการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงแนวทางรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านกรอบนโยบาย “4T” ได้แก่ Target (การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า), Transition (การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด), Transformation (การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ) และ Together (ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน) ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น Smart Grid เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า และการส่งเสริมกลไก Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) พร้อมทั้งสนับสนุนการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

    ขณะที่ด้านนโยบายการคลัง รัฐบาลเน้นการดำเนินนโยบายการคลังแบบตรงจุด โดยเน้นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม แทนการช่วยเหลือแบบวงกว้าง ควบคู่กับการเร่งลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อีกทั้งในตอนท้าย ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของอาเซียนในโลกที่มีความแตกแยก (fragmented world) ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเป็น “แรงยึดเหนี่ยว” ของระบบเศรษฐกิจโลกได้

    พร้อมกันนี้ ไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Annual Meetings) ในเดือนตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร จะขับเคลื่อนการประชุมภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในยุคที่โลกเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ด้านการเติบโตอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจโลก และการยกระดับบทบาทของอาเซียนในฐานะพลังขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    ชมคลิป IMF Governor Talks (ภาษาอังกฤษ) ฉบับเต็ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926991&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Fvg6zceTmtqtVsrSUo2bU

  • ไทยเตรียมเจ้าภาพประชุม ต.ค.นี้ “เอกนิติ” กางวิชั่นรับมือเศรษฐกิจผันผวน

    ไทยเตรียมเจ้าภาพประชุม ต.ค.นี้ “เอกนิติ” กางวิชั่นรับมือเศรษฐกิจผันผวน

    ไทยประกาศความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสภาผู้ว่าการไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกในเดือน ต.ค. นี้ มุ่งสานพลังความร่วมมือฝ่าวิกฤติโลกแตกแยก “เอกนิติ” นำทีมเศรษฐกิจขึ้นเวทีใหญ่ที่สหรัฐฯ โชว์วิสัยทัศน์รับมือความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ งัดยุทธศาสตร์ยกระดับการลงทุนและนโยบาย 4T ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว

    วันที่ 15 เม.ย.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีสัมมนา IMF Governor Talks ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ประจำปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยเน้นย้ำถึงทิศทางเศรษฐกิจโลกและบทบาทสำคัญของภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง

    นายเอกนิติ ได้ประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการรับไม้ต่อเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (IMF–World Bank Annual Meetings) ซึ่งจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ กรุงเทพมหานคร ในเดือน ต.ค. ที่จะถึงนี้

    โดยกระทรวงการคลังเตรียมขับเคลื่อนวาระการประชุมภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อเปิดมิติใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการสร้างโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ตลอดจนการผลักดันบทบาทของอาเซียนให้เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจโลก

    นายเอกนิติ ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะระดับการลงทุนที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ รัฐบาลจึงได้วางหมุดหมายให้การยกระดับการลงทุนเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์ชาติ ผ่านการเร่งฉีดเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทุนมนุษย์และการกิโยตินกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่ออัปเกรดผลิตภาพของประเทศ

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้กางแผนรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านกรอบนโยบาย “4T” ซึ่งประกอบด้วย Target หรือการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า Transition การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด Transformation การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และ Together การดึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยจะเดินหน้าเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาทิ ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และส่งเสริมกลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง เพื่อรองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน

    สำหรับทิศทางการคลังในระยะต่อไป รัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านจากการหว่านงบประมาณช่วยเหลือแบบวงกว้าง มาเป็นการดำเนินนโยบายแบบพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง พร้อมกับนำเม็ดเงินไปอัดฉีดในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยนายเอกนิติได้กล่าวทิ้งท้ายบนเวทีสัมมนาว่า ท่ามกลางบริบทของโลกที่มีความแตกแยก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย มีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นเป็นแรงยึดเหนี่ยวสำคัญเพื่อประคองเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229910&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sxX6RvlTgWv-sOL35mFuB

  • “นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา”ยอมรับสงกรานต์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    “นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา”ยอมรับสงกรานต์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายเรียงทองบาท มีพันธ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา และผู้บริหารวังช้างอยุธยาแลเพนียด กล่าวถึง เทศกาลสงกรานต์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา ชูเรื่องช้างเล่นน้ำสงกรานต์ และยังมีการจัดกิจกรรมสงกรานต์หลายจุดในเกาะเมือง ภาพรวมได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสราคาน้ำมัน และจากการพูดคุยกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติลดน้อยลงไป เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา

    โดยยังพบว่าการท่องเที่ยวได้จากคนในประเทศมากกว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีตัวแลข 450 ล้านบาทจากการท่องเที่ยว แต่ไม่ถือว่าไม่มาก ต้องดูว่าหลังจากนี้ไปแล้ว ประชาชนจะหยุดเที่ยวยาวมั้ย หลังเทศกาลสงกรานต์ เพราะคนไม่มีรายได้เพิ่ม ผลกระทบการท่องเที่ยวในอยุธยามาจากเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องของสภาพอากาศ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจไม่ดีทำให้การใช้จ่ายน้อยลง ตนยังเห็นในทีมบริหารรัฐบาลที่ต้องมาเจอปัญหานี้ สภาวะสงคราม ยังเอาใจช่วยคณะทูตให้หาทางคุยเรื่องน้ำมันให้นำน้ำมันเข้ามาในประเทศให้มาก จะช่วยได้ เพราะน้ำมันเป็นเหตุผลหลักในการใช้จ่าย และอยากให้พัฒนาด้านการให้บริการคมนาคม เช่นการส่งเสริมให้คนใช้รถไฟมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5786263/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iE0WWAyRxOXAuoDaeRAVP

  • 112 พันล้านดอลลาร์; ต้นทุนของสามปีแห่งนโยบายสงครามของเนทันยาฮู ในมุมมองของสถิติ

    112 พันล้านดอลลาร์; ต้นทุนของสามปีแห่งนโยบายสงครามของเนทันยาฮู ในมุมมองของสถิติ

    112 พันล้านดอลลาร์; ต้นทุนของสามปีแห่งนโยบายสงครามของเนทันยาฮู ในมุมมองของสถิติ
    🔹 ตามรายงานของธนาคารกลางอิสราเอลต้นทุนทางการเงินของสงครามที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ภายใต้คณะรัฐมนตรีของ เบนจามิน เนทันยาฮู ในช่วงปี 2023–2026 ถูกประเมินไว้ที่ราว 112 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ยัง ไม่รวม การตัดสินใจทางทหารล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน
    🔹 เว็บไซต์ข่าว มะอาริฟ รายงานว่า “ก่อนสงคราม” อัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 68% และอาจพุ่งขึ้นเป็น 72% ภายในปี 2030
    🔹 การเพิ่มขึ้นของหนี้เพื่อใช้จ่ายในสงครามและค่าชดเชยหมายถึงอะไร? มันคือภาระที่หนักขึ้นของรัฐหรือไม่ก็ภาษีที่กดทับประชาชนเหมือนลมหายใจที่เริ่มติดขัด
    🔹 ด้วยความเสียหายระดับนี้เอง Bezalel Smotrich รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเตือนในช่วงก่อนการยอมรับข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านว่า“การหยุดเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิงนับตั้งแต่เริ่มสงครามกับอิหร่านได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจแบกรับได้”
    🔹 ในจดหมายถึงเนทันยาฮู เขาระบุว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจต่อการปิดประเทศเต็มรูปแบบในแต่ละสัปดาห์อยู่ที่ประมาณ 3.02 พันล้านดอลลาร์และย้ำว่า การหยุดชะงักต่อเนื่องไม่เพียงกระทบผู้ประกอบการแต่ยังเป็นแรงกดดันต่อคลังของรัฐ ที่หนักหนากว่าค่าใช้จ่ายจากสงครามโดยตรงเสียอีก

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน GI

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน GI

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน GI “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร ต่อยอดสู่ท่องเที่ยว


    16/04/2569 | 55 |

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับฐานการผลิตไทย สู่เป้าหมายเกษตรมูลค่าสูงของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” สินค้า GI รายการที่ 4 ของจังหวัดสมุทรสาคร ต่อจากลำไยพวงทองบ้านแพ้ว มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และน้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ตอกย้ำคุณภาพสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณภาพโดดเด่นและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น พร้อมยกระดับสู่สินค้า GI ระดับพรีเมียม สร้างรายได้ให้ชุมชนในมิติต่างๆ อย่างยั่งยืน
     
    (16 เม.ย. 69) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีความโดดเด่นที่แตกต่างจากปลาสลิดแหล่งอื่น เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลมีระบบชลประทานครอบคลุมทั้งพื้นที่ น้ำมีคุณภาพดีใช้ได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีสภาพน้ำกร่อยที่มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์และมีหญ้าที่ช่วยสร้างแหล่งอาหารธรรมชาติ ประกอบกับภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาสลิดบ้านแพ้วแบบดั้งเดิมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีการขุดบ่อให้มีความลึกมากพอ จนแสงแดดส่องไม่ถึงพื้นบ่อ ทำให้อุณหภูมิน้ำมีความเย็น ส่งผลให้ปลาสลิดสดมีสีเทาอ่อน ซึ่งสีไม่เข้มเท่าปลาสลิดจากแหล่งอื่น เนื้อปลาละเอียด นุ่ม แน่น ไม่ร่วน ไม่มีกลิ่นโคลน เนื้อปลาสดที่ทอดจะมีรสชาติหวาน และเมื่อนำปลาสดมาผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การคัดเลือกปลาที่มีขนาดเหมาะสม การผ่าทำความสะอาด การหมักเกลือในสัดส่วนที่พอดี และการตากแดดตามวิธีดั้งเดิมของชุมชน จนได้เป็นปลาสลิดแดดเดียวและปลาสลิดหอมที่มีเนื้อแน่น แห้ง ไม่ร่วน ไม่มีกลิ่นโคลน เมื่อทอดสุกเนื้อปลาจะมีความนุ่ม รสชาติเค็มพอดี และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ปัจจุบันมีปริมาณการผลิตปลาสลิดบ้านแพ้วอยู่ที่ 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดได้สูงถึง 740 ล้านบาทต่อปี
     
    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” ในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยกรมฯ มีแนวทางส่งเสริมและยกระดับสินค้าอย่างครบวงจร ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ GI ให้เหมาะกับตลาดพรีเมียม ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศ การจัดหาช่องทางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศ และแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ เป็นต้น โดยสินค้า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีศักยภาพจากจุดเด่นในด้านคุณภาพ รสชาติ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และของฝากคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างยั่งยืน
     
    นอกจากนี้ กรมฯ ยังมุ่งมั่นส่งเสริมการต่อยอดแหล่งผลิตสินค้า GI ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน เพื่อเชื่อมโยงสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว สอดรับกับนโยบาย “365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน” ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับสินค้าและบริการสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยใช้จุดแข็งด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ของสินค้าในท้องถิ่นสร้างรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GIที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 256 รายการ และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนรวมกว่า 115,979 ล้านบาท
     
    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่า การขึ้นทะเบียน GI จะช่วยผลักดันให้ “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครร่วมกันรักษามาตรฐานการผลิต และต่อยอดการพัฒนาสินค้า GI ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและ Soft Power ด้านอาหารของไทย ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งผลิตเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน อันจะก่อให้เกิดการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืนในระยะยาว


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/494950&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WWRRxrZvMwkWkc7AqdDbg

  • สงกรานต์กาญจน์ซบ! นักท่องเที่ยวหด 40% หอการค้าฯ จี้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สงกรานต์กาญจน์ซบ! นักท่องเที่ยวหด 40% หอการค้าฯ จี้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.55 น.

    จากการสำรวจข้อมูลภาคสนามและรวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในจังหวัดกาญจนบุรีช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ พบว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวไม่คึกคักอย่างที่คาดหวัง นางสาวณัฐรินทร์ พงษ์วิทยภานุ ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี ได้วิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค ก่อนเสนอแนวทางฟื้นเศรษฐกิจต่อภาครัฐ โดยสรุปเป็น 6 ประเด็นสำคัญพร้อมการขยายเนื้อหา ดังนี้:

    1. ยอดจองห้องพักวูบ 30–40% สัญญาณเตือนชัดเจนว่ากำลังซื้อหดตัว

    แม้แหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างอำเภอไทรโยคยังคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมทั่วทั้งจังหวัดแล้วพบว่ายอดการเดินทางลดลงค่อนข้างมาก ผู้ประกอบการที่พักหลายแห่งรายงานตรงกันว่า ยอดจองห้องพักช่วงเทศกาลปีนี้ลดลงเฉลี่ย 30–40% ส่งผลให้รายได้ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ อีกทั้ง ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนก็ไม่หนาแน่นเหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นดัชนีสะท้อนชัดเจนว่า “เม็ดเงินท่องเที่ยวไหลเข้าสู่จังหวัดน้อยลงกว่าปกติ” โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัวที่เลือกลดทริปเพื่อลดรายจ่ายในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว

    2. พฤติกรรมท่องเที่ยวเปลี่ยน — นักท่องเที่ยว “รัดเข็มขัด” ทุกเม็ดเงิน

    ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากปรับพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่นิยมรับประทานอาหารในร้านใหญ่ ก็เปลี่ยนมาเลือกซื้ออาหารจากร้านสะดวกซื้อ หรือทำอาหารไปรับประทานเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้เม็ดเงินไม่กระจายสู่ผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านท่องเที่ยวเท่าที่ควร

    หลายธุรกิจรายงานว่า “ลูกค้าใช้จ่ายต่อหัวลดลงอย่างต่อเนื่อง” ทั้งในกิจกรรมท่องเที่ยว ร้านขายของฝาก และร้านบริการต่างๆ ซึ่งแนวโน้มนี้สะท้อนทิศทางการท่องเที่ยวเชิงประหยัดที่ชัดเจนขึ้นในปีนี้

    3. นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงกว่า 50% โดนผลกระทบสงคราม-ค่าตั๋วเครื่องบิน

    สถานการณ์ท่องเที่ยวต่างประเทศในหลายพื้นที่ของโลก รวมถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปและอเมริกาที่เคยเป็นตลาดหลักของกาญจนบุรีลดลงกว่า 50% ในปีนี้ ส่งผลให้โครงสร้างนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ปัจจุบันสัดส่วนเป็นนักท่องเที่ยวไทยถึง 80% ขณะที่ต่างชาติอยู่ที่เพียง 20% และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอเชีย เช่น จีน และมาเลเซีย
    ผู้ประกอบการหลายรายกังวลว่า หากเทรนด์นี้ยังดำเนินต่อไป จะกระทบต่อรายได้จากตลาดต่างชาติที่เคยเป็นกำลังหลักในช่วงไฮซีซั่นของจังหวัด

    4. ต้นทุนธุรกิจพุ่งไม่หยุด — ผู้ประกอบการต้อง “กัดฟันแบกภาระ”

    ต้นทุนวัตถุดิบ อาหาร พลังงาน และค่าแรงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการกลับไม่สามารถปรับราคาขายได้ เนื่องจากเกรงว่ายอดลูกค้าจะหายไปมากกว่าเดิม ทำให้หลายกิจการต้องลดกำไรลงหรือแบกรับต้นทุนด้วยตัวเอง

    สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลที่สุดคือ “ช่วงหลังสงกรานต์” ซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวซบเซา (Low Season) หลายธุรกิจเกรงว่า หากรายได้ไม่พอค่าดำเนินการ อาจต้องลดจำนวนพนักงานหรือชะลอการลงทุน บางรายอาจเสี่ยงถึงขั้นต้องปิดกิจการหากไม่ได้รับมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐ

    5. มอเตอร์เวย์ M81 ช่วยกระตุ้นเดินทาง แต่ยังไม่พอพยุงเศรษฐกิจทั้งจังหวัด

    ปัจจัยบวกที่ช่วยประคองสถานการณ์คือ การเปิดใช้มอเตอร์เวย์สาย M81 ซึ่งทำให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ มายังจังหวัดกาญจนบุรีสะดวกขึ้น ใช้เวลาเพียงประมาณ 50 นาที ส่งผลให้กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ One Day Trip เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีใหญ่โดยภาครัฐและ อบจ. มีส่วนช่วยดึงดูดกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่นิยมกิจกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ แต่หอการค้ามองว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ หากต้องการให้เศรษฐกิจจังหวัดฟื้นตัวแบบยั่งยืน ต้องอาศัยกลยุทธ์ระยะยาวและการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน

    6. ข้อเสนอสำคัญ: อัดมาตรการกระตุ้น-ภาษี-โครงสร้างพื้นฐาน EV ดันกาญจน์สู่เมือง Wellness & Go Green

    หอการค้าจังหวัดกาญจนบุรีเสนอแนะภาครัฐให้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนและมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ เช่น: โครงการกระตุ้นท่องเที่ยว

    ดึงเม็ดเงินเข้าจังหวัดผ่านโครงการลักษณะ “เราเที่ยวด้วยกัน” หรือ “คนละครึ่ง” เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเดินทางและใช้จ่าย
    ส่งเสริมการสัมมนาของหน่วยงานรัฐในช่วง Low Season ช่วยเติมเต็มรายได้ให้โรงแรม รีสอร์ต และผู้ประกอบการในช่วงที่การท่องเที่ยวเบาบาง มาตรการภาษีเพื่อผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะธุรกิจที่จัดกิจกรรมหรือเทศกาลเพื่อกระตุ้นการเดินทางตลอดทั้งปีโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด

    เช่น สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อติดตั้งจุดชาร์จรถ EV ในโรงแรม ร้านอาหาร และจุดท่องเที่ยว เพื่อสอดรับกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเดินทางแบบลดคาร์บอน พร้อมผลักดันกาญจนบุรีเป็น “Wellness & Go Green Destination” ในอนาคต

    บทสรุป

    หอการค้ากาญจนบุรีย้ำว่า หากต้องการพลิกฟื้นเศรษฐกิจจังหวัดให้กลับมาคึกคัก จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนในทิศทางเดียวกัน พร้อมเดินหน้าแผนพัฒนาที่ตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวยุคใหม่ เพื่อให้กาญจนบุรีเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเฉพาะช่วงเทศกาล แต่ตลอดทั้งปี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/472814&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WOQYD9IKO5tCzj9-YaX3M

  • ผอ.ททท.ตราด เผย 5 วันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวทะลุ 4 หมื่นคน สร้างรายได้กว่า 373 ล้านบาท ต่างชาติพุ่ง 160 ล้าน | TOPNEWS

    ผอ.ททท.ตราด เผย 5 วันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวทะลุ 4 หมื่นคน สร้างรายได้กว่า 373 ล้านบาท ต่างชาติพุ่ง 160 ล้าน | TOPNEWS

    จ.ตราด / ว่าที่ ร.ต.กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงหลัง “เทศกาลสงกรานต์” วันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 รวมจำนวน 5 วัน จังหวัดตราด พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวจังหวัดตราด และเข้าท่องเที่ยวยัง 3 เกาะหลัก ประกอบด้วย เกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก

    รวมจำนวน 40,704 คน แบ่งเป็นชาวไทย 30,602 คน และชาวต่างชาติ 10,102 คน/ครั้ง โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 373.83 ล้านบาท ทั้งนี้ รายได้จากชาวไทย 212.94 ล้านบาท ชาวต่างชาติ 160.89 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดตราดมีจำนวนสถานพักแรมจำนวน 411 แห่ง ห้องพักทั้งหมด 11,395 ห้อง อัตราการเข้าพักเฉลี่ย 63.60% จำนวนคืนพักเฉลี่ยของผู้เข้าพัก 1.93 คืน สำหรับเรื่องปัญหาราคาน้ำมันแพงขึ้นนั้น มีผลกระทบกับจังหวัดตราดน้อยมาก

    ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 73.83 โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยว ได้แก่ กลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มคู่รัก กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มวัยทำงาน เป็นต้น ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ มีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 26.17 โดยมีสัญชาติ เยอรมัน จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ บริติช ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ ได้แก่ กลุ่มนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวตามลำดับ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีจุดประสงค์การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน โดยปัจจัยที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคือมีการจัดงานโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในหลายพื้นที่ของจังหวัด ได้แก่ เช่น วันที่ 11-15 งาน “เฮฮา มหาสงกรานต์ @สระสีเสียด” ณ อ่างเก็บน้ำเขาระกำตอนล่าง สระสีเสียด ต.หนองเสม็ด จ.ตราด หรือวันที่ 13-15 งานประเพณีสงกรานต์วัดบุปผาราม ณ วัดบุปผาราม ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด วันที่ 13 สงกรานต์ Night คลองใหญ่ ณ หน้าเทศบาลตำบลคลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด วันที่ 14 วันไหลบ่อไร่ เขตเทศบาลตำบลบ่อพลอย อ.บ่อไร่ จ.ตราด และในสัปดาห์หน้า จะมีการจัดงานสงกรานต์วันไหลอีก คือ วันที่ 19-21 วันไหลเกาะช้าง สนามบินเล็กเกาะช้าง อ.เกาะช้าง จ.ตราด และวันที่ 24 เมษายน 2569 วันไหลแหลมงอบ ต.แหลมงอบ อ.แหลมงอบ จ.ตราด

    นอกจากนี้ ททท.สำนักงานตราด จัดโปรโมชั่น SUMMER “คลายร้อนก่อนเกาะ” เที่ยวเกาะกูด – เกาะหมาก ให้คุ้มกว่าเดิม เพียงโชว์ “ตั๋วเรือ” ที่ท่าเรือที่ร่วมรายการ รับทันทีส่วนลดค่าเครื่องดื่ม 50 บาท/ท่าน ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2569 ณ ท่าเรือเสือดำโก ท่าเรือบุญศิริ ท่าเรือชลธี ท่าเรือเกาะกูดเอ็กซ์เพรส และท่าเรือโอเชียนฟร้อนท์

    สิทธิพิเศษเพิ่มเติม หากพกแก้วส่วนตัวเลือกรับส่วนลดเครื่องดื่ม หรือหมวก หากเดินทางด้วยรถ EV เลือกรับส่วนลดเครื่องดื่ม หรือหมวก หรือกางเกง และ ททท.สำนักงานตราด ร่วมกับร้าน Coffee Camp @Ko Chang อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดโปรต้อนรับวันสงกรานต์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวเกาะช้าง เพียงพกแก้วส่วนตัวมาเอง รับส่วนลด 5 บาท จากร้านค้า และรับของที่ระลึกพวงกุญแจจากฝาขวดพลาสติก 1 ชิ้น รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่พกแก้วส่วนตัวมา แสดงหลักฐานการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานการจอง การโอน หรือคีย์การ์ด/กุญแจห้องพัก พร้อมลงทะเบียนรับสิทธิ์หน้าร้าน ลดเพิ่มตามเลขวันที่จัดโปรโมชั่นสงกรานต์ เช่น วันที่ 11 ลดเพิ่ม 11 บาท + 5 บาทจากร้านค้า รวม 16 บาท วันที่ 15 ลดเพิ่ม 15 บาท + 5 บาทจากร้านค้า รวม 20 บาท

    นายเดชาธร จันทร์อบ นายก อบต.เกาะหมาก และเจ้าของโรงแรมสวนย่ารีสอร์ท เกาะกูด เปิดเผยว่า ในเดือนเมษายน 2569 นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะเดินทางมาท่องเที่ยวในอำเภอเกาะกูด ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งเกาะกูด เกาะหมาก และเกาะอื่น ๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ จำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดลงตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ราคาค่าโดยสารของเกาะกูดยังไม่ได้มีการประกาศขึ้น เพราะต้องรอหลังสงกรานต์ก่อน ซึ่งทางอำเภอจะได้ประกาศภายหลัง แต่ก็ไม่ได้กระทบการท่องเที่ยวของเกาะกูด เพราะนักท่องเที่ยวพร้อมจ่าย เนื่องจากเดินทางมาปีละ 1-2 ครั้ง จึงไม่มีผล แต่ที่กระทบจะเป็นชาวตราดหรือชาวเกาะกูด ที่เดินทางไปมาระหว่างฝั่งกับเกาะ ซึ่งเดินทางบ่อยที่จะได้รับผลกระทบในครั้งนี้

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1548668&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VUSkKNSS7C1P2c55cP0I3

  • สหรัฐจำคุกชายสองคน ฐานช่วยชาวเกาหลีเหนือสวมรอยทำงานไอทีทางไกล | เดลินิวส์

    สหรัฐจำคุกชายสองคน ฐานช่วยชาวเกาหลีเหนือสวมรอยทำงานไอทีทางไกล | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่า นายเค่อเจีย หวัง วัย 42 ปี ถูกตัดสินจำคุก 9 ปี หลังเขารับสารภาพในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับการฉ้อโกงทางโทรศัพท์ การฟอกเงิน และการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

    ส่วนนายเจิ้นซิง หวัง วัย 39 ปี ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 92 เดือน หลังเขายอมรับผิดในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับการฉ้อโกงทางไปรษณีย์และโทรศัพท์ รวมถึงการฟอกเงิน

    ผู้ต้องหาทั้งสองคน ซึ่งเป็นพลเมืองสหรัฐจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการที่เรียกว่า “แล็ปท็อปฟาร์มส์” (laptop farms) ซึ่งให้บริการคอมพิวเตอร์ที่บุคคลในต่างประเทศ สามารถเข้าสู่ระบบทางไกลโดยแอบอ้างเป็นพนักงานในสหรัฐ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุเสริมว่า บริษัทในสหรัฐมากกว่า 100 แห่ง ตกเป็นเป้าหมาย

    “กลอุบายดังกล่าวทำให้พนักงานไอทีชาวเกาหลีเหนือ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของสหรัฐ และได้รับเงินเดือนจากบริษัทในสหรัฐที่ไม่รู้เรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ” นายจอห์น ไอเซนเบิร์ก ผู้ช่วย รมว.ยุติธรรมสหรัฐ ฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ กล่าว

    ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่า แผนการของพนักงานไอทีชาวเกาหลีเหนือ เป็นที่ทราบกันดีว่าสร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ให้กับกระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือ และโครงการอาวุธของรัฐบาลเปียงยาง.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5785517/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw325REiZrBM9KlkY2XvS60A