Blog

  • กสศ. เปิด 5 “ชุดสวัสดิการพื้นฐาน” ช่วยเด็กวิกฤตการศึกษาทั่วประเทศไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    กสศ. เปิด 5 “ชุดสวัสดิการพื้นฐาน” ช่วยเด็กวิกฤตการศึกษาทั่วประเทศไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    กสศ. เดินหน้า ชุดโอกาสช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแบบรายคน ทันที ทันการณ์ ตรงจุด พร้อมบูรณาการวิจัยและปฏิบัติการ สร้างระบบคุ้มครองเด็กอย่างยั่งยืน ภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus

    ที่ประชุมคณะทำงานพัฒนานวัตกรรมการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมี ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับในฐานะประธานคณะทำงานดังกล่าว มีมติเห็นชอบ ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา เพื่อรับมือช่วงเปิดเทอมปีการศึกษา 2569 ภายใต้นโยบายThailand Zero Dropout Plus 

    ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคของประเทศไทย โดยผลกระทบดังกล่าวได้กระทบถึงครัวเรือนยากจนที่เปราะบางที่สุด สอดคล้องกับองค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาที่ชี้ชัดว่า ช่วงเปิดภาคเรียนคือจุดวิกฤตทางการเงินของครัวเรือน เพราะรายจ่ายหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาอันสั้น ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบ และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ ทางการศึกษา

    “แรงกดดันทางการเงินที่สะสมขึ้นในช่วงเปิดเทอม จึงกลายเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่ง เสี่ยงหยุดเรียนหรือหลุดจากระบบการศึกษาไป

    ดังนั้น เพื่อเสริมพลังมาตรการของหน่วยงานหลัก คณะทำงานฯ จึงมีมติเห็นชอบจัด ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กวิกฤตการศึกษา ตาข่ายสุดท้ายเพื่อปกป้องไม่ให้เด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา 3 ระดับ ได้แก่
     (1) อุปสรรคทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้า
     (2) การขาดโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น
     (3) การขาดกลไกรองรับในระยะยาว

    “มาตรการดังกล่าวจะดำเนินการผ่าน ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตการศึกษา กสศ. โดยมุ่งช่วยเหลือเด็กและเยาวชนอายุ 3-18 ปีทั่วประเทศ ที่อยู่ในภาวะ วิกฤตสูงสุด” หรือ “กลุ่มสีแดงเป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เผชิญข้อจำกัดรุนแรงจนไม่สามารถเรียนต่อได้ ต้องออกไปทำงานเพื่อประคองครอบครัว หรือมีเงื่อนไขชีวิตที่ทำให้เส้นทางการเรียนสะดุดลงอย่างฉับพลัน กสศ. ยืนยันว่า การช่วยเหลือเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ต้องเป็นแบบ รายคน ทันที ทันการณ์ และตรงจุด เพราะวิกฤตระยะสั้นในชีวิตเด็กเพียงคนเดียว หากไม่ได้รับการแก้ไขทันเวลา อาจนำไปสู่การหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างถาวร” ศ.ดร.สมพงษ์ ระบุ 

    ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษาประกอบด้วย “5 โอกาส ได้แก่ 

    โอกาสที่ 1  คูปองการเรียนรู้ Learning Plus
    สวัสดิการสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาแบบบูรณาการ 3 มิติ ทั้งคอร์สทักษะออนไลน์ฟรี ครอบคลุมทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล และทักษะอาชีพยุคใหม่ รวมถึงการสนับสนุนค่าเดินทางและค่าอาหารเช้า

    โอกาสที่ เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่าน Mobile School
     แพลตฟอร์มการเรียนรู้ยืดหยุ่นแบบออนไลน์ (Flexible Learning Platform) ที่เชื่อมการเรียนรู้จากชุมชน พื้นที่ทำงาน และชีวิตประจำวัน เข้ากับผู้เรียน ครู โค้ช และพื้นที่การเรียนรู้ในระบบเดียว มุ่งทลายข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ และเปิดโอกาสให้เรียนฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    โอกาสที่ 3 SIM พร้อมเรียน
    การสนับสนุนอินเทอร์เน็ตฟรีเพื่อการเรียนรู้ ภายใต้หลักคิดว่า การเชื่อมต่อดิจิทัล คือโครงสร้างพื้นฐานทางโอกาสที่สำคัญไม่ต่างจากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการเรียนรู้

    โอกาสที่ 4 Learn to Earn
    กลไกการเรียนรู้ควบคู่การทำงาน (Work-Integrated Learning) ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยมีระบบเทียบโอนทักษะจากการทำงานเป็น หน่วยกิตการศึกษา เปิดทางให้ผู้เรียนมีรายได้ระหว่างเรียน และได้รับวุฒิการศึกษาที่ได้รับการรับรองเมื่อสำเร็จการศึกษา เพื่อลดเงื่อนไขที่ทำให้เด็กต้องเลือกระหว่าง ปากท้อง กับ อนาคต

    โอกาสที่ ธนาคารโอกาส
    ระบบกลางจัดสรรทรัพยากรและสวัสดิการด้านอุปกรณ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และสื่อการเรียนรู้ บนหลักการของความโปร่งใสและการมุ่งเป้าอย่างแม่นยำ เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปถึงเด็กที่ต้องการจริง เพราะการขาดอุปกรณ์จำเป็นเพียงชิ้นเดียว อาจทำให้เด็กคนหนึ่งหลุดออกจากการเรียนรู้ได้

    ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้มาตรการครั้งนี้แตกต่างจากการช่วยเหลือเฉพาะหน้า คือการออกแบบให้มี การวิจัยนโยบายควบคู่กับการปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อสะสมหลักฐานเชิงประจักษ์จากพื้นที่จริงในทุกมาตรการ และต่อยอดไปสู่การสร้างระบบคุ้มครองเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษาที่ยั่งยืน สามารถใช้ขยายผลระดับนโยบายได้ในอนาคต

    ทั้งนี้ กสศ. พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากจังหวัดทั่วประเทศ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือเด็กวิกฤต โดยสามารถติดต่อศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เบอร์สายด่วนโทร 092-596-6155 และ 02-079-5475 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/pr-news/1457306&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JHshpuRJ_dFavkffgprEB

  • ‘ฟิล์ม ธนภัทร’ เคลียร์ปมถูกหญิงปริศนาพุ่งหอมกลางวง-เปิดใจช็อตจุ๊บปาก ‘อินทนนท์’ ยันแค่เพื่อนเล่นกัน!

    ‘ฟิล์ม ธนภัทร’ เคลียร์ปมถูกหญิงปริศนาพุ่งหอมกลางวง-เปิดใจช็อตจุ๊บปาก ‘อินทนนท์’ ยันแค่เพื่อนเล่นกัน!

    ไหวพริบดีเลิศ! “ฟิล์ม ธนภัทร” ยืดอกตอบปมดราม่าถูกแฟนคลับจู่โจมหวังหอมแก้ม ลั่นขอให้เว้นระยะห่างและเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน พร้อมแจงคลิปหลุดจูบเย้ยสงกรานต์กับ “นนท์ อินทนนท์” …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5807005/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CYbXTuQFWJIOi3HgYC6Lb

  • ฟิล์มเปิดใจช็อตจูบกลางสงกรานต์ สถานะแฟนมั้ย? – บันเทิง ดารา – Teenee.com

    ฟิล์มเปิดใจช็อตจูบกลางสงกรานต์ สถานะแฟนมั้ย? – บันเทิง ดารา – Teenee.com

    ด้านพระเอกหนุ่มฟิล์ม ธนภัทรเผยว่า ไม่ได้ซีเรียสกับคลิปที่หลุดออกมา เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขทั้งคู่ ยอมรับว่าเป็นคนติดสกินชิพกับคนสนิทอยู่แล้ว หลังเกิดเรื่องได้ทักไปขอโทษนนท์เพราะกลัวอีกฝ่าย …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://entertain.teenee.com/thaistar/319437.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z4i6Z-6tSjaLu6rfbiQUE

  • ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ รัดเข็มขัดหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ รัดเข็มขัดหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ รัดเข็มขัดหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ

    • เผยแพร่ : 23/04/2026 21:13

    ส่อง “กระเป๋าเงินรัฐบาล” ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ รัดเข็มขัดหาเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้ระยะยาวของประเทศ

    #topnewstv #งบปี70 #เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1555746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lYnNkPHVAzpu5PlVO-jzQ

  • อ.ต.ก. เดินหน้าตลาดการนำการผลิต ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ ยกระดับผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา”ระหว่างวันที่ 22-26 เมษายน 2569 ณ มีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่

    อ.ต.ก. เดินหน้าตลาดการนำการผลิต ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ ยกระดับผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา”ระหว่างวันที่ 22-26 เมษายน 2569 ณ มีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่

    วันที่ 23 เมษายน 2569 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริมตลาดผู้บริโภคผลไม้ไทยกลุ่มภาคเหนือ ภายใต้ชื่องาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา” ระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ มีโชคพลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ดร.พรเทพ ศรีธนาธร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยนายต่อกุล คำถาเครือ รองผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (ด้านธุรกิจ) ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันเกษตรกร และประชาชน เข้าร่วมงาน

    การจัดงานในครั้งนี้ อ.ต.ก. มุ่งเน้นในการขับเคลื่อนนโยบายหลักด้าน “ตลาดนำการผลิต” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องดำเนินการวางแผนด้านการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อเข้าสู่กระบวนการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในช่วงที่มีผลผลิตจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของผลไม้เศรษฐกิจของประเทศ และเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อ.ต.ก. ยังคงขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้แนวคิด “อ.ต.ก.แฟร์ 4 ภาค” อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายผลผลิตตามฤดูกาลไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยการจัดงานในจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของภาคเหนือ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบตลาดภายในประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถต่อยอดโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อ.ต.ก. คัดสรรผลไม้สดจากแหล่งผลิตและสินค้าเกษตรแปรรูปคุณภาพ จากผู้ประกอบการกว่า 60 ร้านค้า เข้าร่วมจำหน่ายผลไม้คุณภาพทั้งสดและแปรรูป ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญใน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบตลาดสินค้าเกษตร และก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ออกแบบให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค อาทิ กิจกรรมนาทีทอง การแสดงดนตรีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง และกิจกรรมบนเวทีตลอดทั้งวัน อ.ต.ก.ขอเชิญทุกท่านสนับสนุนสินค้าเกษตรไทย ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ มีโชคพลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1014249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CswEu2_-f1XyY3HGsG3gZ

  • ‘ป่าเสื่อมโทรม’ สู่ ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ อัปเกรดปั้น ‘แลนด์มาร์กสุขภาพโลก’

    ‘ป่าเสื่อมโทรม’ สู่ ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ อัปเกรดปั้น ‘แลนด์มาร์กสุขภาพโลก’

    คณะอนุกรรมการบริหารจัดการกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อ.แม่ออน ตามพระราชดำริ จ.เชียงใหม่  ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาโครงการน้ำพุร้อนสันกำแพง จ.เชียงใหม่ เพื่อผลักดันให้เป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้มาตรฐานสากล และมีความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการบูรณาการภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    ป่าเสื่อมโทรม-ที่อยู่ที่ทำกิน-น้ำพุร้อนสันกำแพง

    “น้ำพุร้อนสันกำแพง” มีรากฐานสำคัญมาจากน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของราษฎรภาคเหนือ ซึ่งเผชิญกับปัญหาความยากจนในอดีต จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “โครงการหมู่บ้านสหกรณ์” ขึ้นในปี พ.ศ.2520 เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    ในขณะนั้น ได้มีการคัดสรรพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมใน อ.สันกำแพง กว่า 22,000 ไร่ มาจัดสรรให้ครอบครัวราษฎรประมาณ 385 ครอบครัว โดยแบ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยรายละ 200 ตารางวา และที่ดินทำกินอีกประมาณ 5-7 ไร่ ซึ่งปัจจุบันโครงการได้ขยายครอบคลุมพื้นที่รวม 8 หมู่บ้าน

    ระหว่างการพัฒนาพื้นที่ในช่วงปี พ.ศ.2520 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศเผชิญกับวิกฤตการณ์พลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เข้ามาสำรวจแหล่งพลังงานใต้ดิน และขุดเจาะพบน้ำพุร้อนที่มีความร้อนสูงถึง 105 องศาเซลเซียส ถือเป็นอุณหภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ และสามารถพุ่งขึ้นไปในอากาศได้สูงถึง 15 เมตร

    อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สูงเกินไปในขณะนั้น คณะกรรมการหมู่บ้านสหกรณ์จึงได้ปรับเปลี่ยนแนวทางจากการผลิตพลังงานมาเป็นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแทน เริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2527 บนพื้นที่ 75 ไร่ เพื่อนำรายได้มาช่วยเหลือ และขับเคลื่อนการดำเนินงานของหมู่บ้านสหกรณ์

     กระทั่ง ปัจจุบันที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีความสำคัญมากขึ้น จึงมีการหารือ และนำมาสู่ “โครงการยกระดับกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อ.แม่ออน ตามพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ ให้เป็นต้นแบบเวลเนสน้ำพุร้อนแห่งชาติ” มีเป้าหมายให้เกิดความยั่งยืนเพื่อสุขภาพ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ เป็นแลนด์มาร์กด้านสุขภาพที่สำคัญ  และสร้างความอยู่ดีมีสุขให้ประชาชน

    ‘ป่าเสื่อมโทรม’ สู่ ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ อัปเกรดปั้น ‘แลนด์มาร์กสุขภาพโลก’

    ลงนามยกระดับน้ำพุร้อนสันกำแพง

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อ.แม่ออน ตามพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ยกระดับกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อ.แม่ออน ตามพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ ให้เป็นต้นแบบเวลเนสน้ำพุร้อนแห่งชาติ และสร้างอาชีพรายได้ให้แก่ชุมชน จำนวน 2 ฉบับ

    ระหว่าง พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ประธานอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำพุร้อนสันกำแพง กับ ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นพ.ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ(พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะผู้บริหาร ร่วมเป็นสักขีพยาน

    พลอากาศเอก ชลิต กล่าวว่า การดำเนินงานตามบันทึกความเข้าใจทั้ง 2 ฉบับ ถือเป็นการน้อมนำพระราชดำริมาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยการบูรณาการระหว่างโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง คณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำพุร้อนสันกำแพง ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก และองค์การเภสัชกรรม ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างอาชีพ และรายได้ที่มั่นคงแก่ชุมชน

    ผ่านอัตลักษณ์ “นวดไทยโพธิ์-ล้านนา” และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ “SANN by GPO” ทั้งนี้ ขอชื่นชมในความตั้งใจของทุกหน่วยงานที่ร่วมกันผลักดันให้ทรัพยากรท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยก้าวสู่มาตรฐานระดับสากล ซึ่งจะส่งผลให้เป็นพื้นที่จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่ยั่งยืน และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศต่อไป

    แผนพัฒนา 3 ระยะ

    พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า น้ำพุร้อนสันกำแพง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินโครงการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นมาตรฐาน และเป็นต้นแบบความยั่งยืน เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดี และความอยู่ดีมีสุขของราษฎรในพื้นที่ โดยคณะทำงานได้กำหนดกรอบการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย

    •  ระยะที่ 1 (ปี พ.ศ.2569 – 2570) มุ่งเน้นการรื้อถอน ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบสาธารณูปโภคภายในพื้นที่ พร้อมทั้งเริ่มสร้างอาชีพให้กับประชาชนในหมู่บ้านสหกรณ์ควบคู่กันไป,
    • ระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2570 – 2571 เป็นต้นไป จะเป็นการก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เช่น อาคารสถาปัตยกรรม และบ่อน้ำพุร้อนที่ทันสมัย
    •  และระยะที่ 3 จะเน้นการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนทั้ง 8 หมู่บ้าน รวมถึงพื้นที่รอบนอก

    ‘ป่าเสื่อมโทรม’ สู่ ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ อัปเกรดปั้น ‘แลนด์มาร์กสุขภาพโลก’

     ขอบเขตความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจทั้ง 2 ฉบับ คณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำพุร้อนสันกำแพง จะอำนวยความสะดวกในการใช้พื้นที่ดำเนินกิจกรรม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ร่วมวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อน และชุมชนรอบข้างให้มีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ สนับสนุนข้อมูล การบริหารจัดการ และการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนในการฝึกอบรม และนำองค์ความรู้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ

    “โครงการนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดี ยิ่งจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกที่เข้ามาเติมเต็มด้านองค์ความรู้เชิงสุขภาพ ซึ่งผลสำเร็จของโครงการน้ำพุร้อนสันกำแพงนี้ จะถูกใช้เป็นโมเดลต้นแบบให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำไปขยายผล และประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป” พลเอกเฉลิมชัย กล่าว 

     ฟันเฟืองสู่ “World Herbal & Wellness Hub”

    นายพัฒนา กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เป็นการน้อมนำพระราชดำริมาปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหัวใจหลัก ถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปเศรษฐกิจสุขภาพไทยโดยความร่วมมือของส่วนกลาง และท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “World Herbal & Wellness Hub” ตามนโยบายรัฐบาล พร้อมส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาและทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนต่อไป

    “ตั้งเป้าพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนสันกำแพงให้เป็นสถาบันการเรียนรู้ และต้นแบบเวลเนสน้ำพุร้อนแห่งชาติ ที่มีจุดเด่นในการดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไทยอัตลักษณ์ล้านนาผสมผสานคุณสมบัติทางธาราบำบัด เป็น Soft Power ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของ จ.เชียงใหม่ และภาคเหนือ”นายพัฒนา กล่าว   

    ชูซอฟต์พาวเวอร์ “นวดไทยโพธิ์–ล้านนา”

    สำหรับบันทึกความเข้าใจ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เป็นความร่วมมือระหว่างคณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำพุร้อนสันกำแพง กับกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ในการพัฒนาหลักสูตร “นวดไทยโพธิ์–ล้านนา” และกำหนดเกณฑ์มาตรฐานแหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพ (Thermal Wellness Standard) ให้ทัดเทียมระดับโลก ซึ่งปัจจุบันได้อบรมหลักสูตรนวดไทยโพธิ์-ล้านนา 450 ชั่วโมง ให้กับบุคลากรในพื้นที่แล้ว เพื่อให้มีทักษะอาชีพขั้นสูง สามารถสร้างรายได้จากทรัพยากรในท้องถิ่นตนเอง

    ปั้นแบรนด์ “SANN by GPO”  น้ำแร่ และสมุนไพรท้องถิ่น

     ส่วนฉบับที่ 2 เป็นความร่วมมือระหว่างคณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำพุร้อนสันกำแพง กับองค์การเภสัชกรรม ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ และนวัตกรรม มุ่งเน้นการวิจัยน้ำแร่ และสมุนไพรท้องถิ่น พัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “SANN by GPO” (Natural Mineral Therapy) และน้ำแร่ดื่มเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี ‘ป่าเสื่อมโทรม’ สู่ ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ อัปเกรดปั้น ‘แลนด์มาร์กสุขภาพโลก’

    ขยายผลสู่แหล่งน้ำพุร้อนทั่วประเทศ

    นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า  โครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ยั่งยืนในระดับนานาชาติ ซึ่งน้ำพุร้อนของไทย ไม่ได้มีเฉพาะเชียงใหม่เท่านั้น ยังมีหลายแห่งจากเหนือจรดภาคใต้ โดยแต่ละแห่งจะโดดเด่นแตกต่างกัน แร่ธาตุที่อยู่ในน้ำ อุณหภูมิก็แตกต่างกัน ซึ่งกรมการแพทย์แผนไทย มีแนวทางจะไปต่อยอดเพื่อให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ยั่งยืน เหมือนประเทศญี่ปุ่นมีออนเซ็น ประเทศไทยก็มีน้ำพุร้อนเช่นกัน

    ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้เข้าไปสำรวจแหล่งน้ำพุร้อนหลายๆ จุด เช่น สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ที่พุเตย จ.เพชรบูรณ์ เพื่อเข้าไปดูสารสำคัญต่างๆในน้ำพุ และได้ประสานกับญี่ปุ่น เพื่อเก็บตัวอย่างว่า มีสารอะไรอยู่ในน้ำ ซึ่งอาจมีการเทียบเคียงดูว่า เรื่องผิวพรรณ การดูแลสุขภาพ สามารถนำมาใช้ให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติสู่การผลักดันการท่องเที่ยวต่อไป

    “น้ำพุร้อน ถือเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมาตลอด หากไทยขยับเรื่องนี้ดีๆ จะสามารถนำมาเป็นจุดขายเรื่องแหล่งท่องเที่ยว และยังสร้างรายได้ให้ชุมชนด้วย”นายพัฒนา กล่าว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1230875&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LBlobLniBwsfpGIHMu9ep

  • ททท. เดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวมูลค่าสูงตามนโยบายรัฐบาล

    ททท. เดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวมูลค่าสูงตามนโยบายรัฐบาล

    ททท. เดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวมูลค่าสูงตามนโยบายรัฐบาล

    วันที่ 23 เมษายน 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าผลักดันประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Health & Wellness ระดับโลก จัดงาน “Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2026” รวบรวมผู้ประกอบการไทยด้านสุขภาพในฐานะผู้ขาย 69 ราย และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในฐานะผู้ซื้อจากต่างประเทศทั่วโลก 74 ราย เปิดเวทีเจรจาธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสและขยายเครือข่ายสู่ตลาดนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury”

    ภายในงานยังนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมและสินค้า Health & Wellness พร้อมต่อยอดประสบการณ์ผ่านกิจกรรม Site Visit พาผู้ซื้อสัมผัสบริการจริงที่สถานประกอบการชั้นนำในกรุงเทพฯ และ Amazing Thailand Health & Wellness Fam Trip 2026 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เพื่อผลักดันสู่โอกาสทางการขาย และมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ คาดการณ์การเจรจาธุรกิจกว่า 1,632 นัดหมาย และสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 929.62 ล้านบาท

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.tatnewsthai.org/index.php/article-infos/6283

    #AmazingThailand #สุขทันทีที่เที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1014176&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U6Cnee0y-iEMqxOAfUv-8

  • สนามบินฮาเนดะป่วนซ้ำ เครื่องเช็กอินต่างประเทศขัดข้อง กระทบเที่ยวบินล่าช้า : อินโฟเควสท์

    สนามบินฮาเนดะป่วนซ้ำ เครื่องเช็กอินต่างประเทศขัดข้อง กระทบเที่ยวบินล่าช้า : อินโฟเควสท์

    บริษัท เจแปน แอร์พอร์ต เทอร์มินอล (JAT) ผู้ดำเนินงานสนามบินฮาเนดะเปิดเผยวันนี้ (23 เม.ย.) ว่า สนามบินฮาเนดะเผชิญเหตุขัดข้องซ้ำ หลังเครื่องเช็กอินเที่ยวบินระหว่างประเทศเกิดขัดข้อง ส่งผลให้บางเที่ยวบินล่าช้า ซึ่งเหตุการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นขึ้นเพียง 2 วันหลังจากสนามบินแห่งนี้ประสบปัญหาระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ

    บริษัท JAT ระบุว่า เครื่องเช็กอินเริ่มมีปัญหาตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00 น. ก่อนได้รับการแก้ไขในเวลา 11.00 น.

    ทั้งนี้ เหตุขัดข้องดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากเกิดเหตุเที่ยวบินล่าช้าและยกเลิกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 เม.ย.) อันเนื่องมาปัญหาระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ ซึ่งกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ระบุว่า มีสาเหตุมาจากความขัดข้องที่ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศฟุกุโอกะ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/587263&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WJOkTEdpN974Aj8vqgIGA

  • พาณิชย์ชู 5 นโยบาย รับมือวิกฤตซ้อน ดันเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    พาณิชย์ชู 5 นโยบาย รับมือวิกฤตซ้อน ดันเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    พาณิชย์ชู 5 นโยบาย รับมือ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” เร่งแก้ระยะสั้น–ปฏิรูปเศรษฐกิจไทยระยะยาว

    ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน วิกฤตพลังงาน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “โจทย์ยากหลายมิติ” พร้อมกัน กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งวางทิศทางใหม่ เพื่อพาประเทศฝ่าคลื่นความไม่แน่นอน และสร้างฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในระยะยาว

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนด 5 นโยบายหลัก เพื่อรับมือสถานการณ์ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ที่เกิดขึ้นทั้งจากเศรษฐกิจโลก พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ โดยมุ่งเป้าหมายสำคัญในการ “ประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาส” ให้ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะปรับรูปแบบการทำงานสู่การบูรณาการเชิงระบบ ผ่านแนวคิดคลัสเตอร์ (Cluster) และการแก้ปัญหาแบบยึดประเด็นเป็นศูนย์กลาง (Issue-based) พร้อมเปิดให้ภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบนโยบาย (Co-Creation) เพื่อให้มาตรการตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    ศุภจี ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากความตึงเครียดในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีของจีน ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานยังดันต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งสูงขึ้น กระทบต่อความสามารถแข่งขันของไทย

    “การกำหนดนโยบายในวันนี้ ต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเข้าใจบริบทประเทศคู่ค้า เพื่อให้ไทยยืนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมั่นคง” ศุภจี กล่าว

    6 เดือนโกยผล Quick Big Win กว่า 7.3 หมื่นล้าน

    ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค. 2568 – มี.ค. 2569) กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนนโยบาย ‘Quick Big Win’ ผ่าน 7 นโยบายหลัก 19 โครงการ และกว่า 80 กิจกรรม สร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวมกว่า 73,000 ล้านบาท

    โดยเกษตรกรได้รับประโยชน์มากกว่า 6 ล้านครัวเรือน และผู้ประกอบการกว่า 193,000 ราย ขณะที่มาตรการลดค่าครองชีพ เช่น โครงการร้านยาสุขกายสบายกระเป๋า ช่วยลดภาระประชาชนกว่า 5,600 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 16,650 ล้านบาท

    นอกจากนี้ การเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มกว่า 34,000 ล้านบาท และช่วยผลักดันการส่งออกไทยให้เติบโตต่อเนื่อง

    เดินหน้า 5 นโยบายหลัก ปรับสมดุลเศรษฐกิจทั้งระบบ

    สำหรับทิศทางระยะต่อไป กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้า 5 นโยบายหลัก ได้แก่

    1. ดูแลค่าครองชีพ-สร้างรายได้ ผ่านโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดราคาสินค้าจำเป็นกว่า 3,000 รายการ สูงสุด 58% พร้อมเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วย SMEs ขยายตลาด และสนับสนุนคูปอง–ค่าขนส่ง

    2. ยกระดับสินค้าเกษตร ทั้งระบบห่วงโซ่ เน้นแปรรูปเพิ่มมูลค่า ลดความเสี่ยงราคาผันผวน พร้อมผลักดัน ‘ล้งชุมชน’ และสินค้า GI สู่ตลาดโลก

    3. เสริมแกร่ง SMEs และชุมชน ผ่าน 7 มาตรการ ทั้ง Upskill, Franchise, ทรัพย์สินทางปัญญา และการเข้าถึงแหล่งทุน

    4. สร้างสมดุลการส่งออก กระจายตลาดใหม่ ลดพึ่งพาตลาดเดิม เร่ง FTA ไทย–EU และไทย–เกาหลีใต้ พร้อมต่อยอดภาคบริการ เช่น Wellness และเศรษฐกิจผู้สูงวัย

    5. ยกระดับเทคโนโลยี-ปลดล็อกกฎระเบียบ เดินหน้าพาณิชย์ดิจิทัล “MOC Plus” ใช้ AI และ Big Data บริหารข้อมูล พร้อมเตรียมยกเลิกเอกสารราชการแบบกระดาษในปี 2569

    ศุภจี ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์จะใช้ ‘วิกฤต’ เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการ การใช้ข้อมูลเป็นฐาน และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

    “เป้าหมายคือทำให้ประชาชนประหยัดรายจ่าย มีรายได้เพิ่ม และเข้าถึงโอกาสอย่างทั่วถึง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามวิกฤตและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”

    moc-5policy-thai-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-5policy-thai-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oZNEiKlyNgpvLRFS6yNbP

  • สู้พิษเศรษฐกิจ! ชาวนาอัดฟางข้าวตุนเสบียงสัตว์เลี้ยง พร้อมรวมสต๊อกส่งโรงไฟฟ้าชีวมวลลดจ่ายสร้างรายได้

    สู้พิษเศรษฐกิจ! ชาวนาอัดฟางข้าวตุนเสบียงสัตว์เลี้ยง พร้อมรวมสต๊อกส่งโรงไฟฟ้าชีวมวลลดจ่ายสร้างรายได้

    ภูมิภาค

    สู้พิษเศรษฐกิจ! ชาวนาอัดฟางข้าวตุนเสบียงสัตว์เลี้ยง พร้อมรวมสต๊อกส่งโรงไฟฟ้าชีวมวลลดจ่ายสร้างรายได้

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 23 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพ ของประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ เขตพื้นที่ใช้น้ำโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวหรือเขื่อนลำปาว ในโซนที่เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรัง  ต.นาเชือก ต.บัวบาน อ.ยางตลาด, ต.ลำคลอง ต.บึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำ พบว่าหลังจากที่ชาวนาว่าจ้างรถเก็บเกี่ยวข้าวและนำข้าวเปลือกไปขายแล้ว ยังได้จ้างรถอัดฟางก้อน ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร  ทดแทนการปล่อยทิ้งหรือใช้ไฟเผาทำลายเหมือนหลายปีที่ผ่านมา

    นายหนู ญาณประเสริฐ อายุ 64 ปี ชาวนาบ้านบึงวิชัย หมู่ 6 ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เดิมหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง โดยจ้างรถเกี่ยวข้าว ก็จะเหลือตอซังและฟางข้าวละเอียด สัตว์เลี้ยงไม่ค่อยชอบกิน และย่อยสลายยาก จึงเหลือตกค้างในแปลงนา เวลาจ้างรถไถก็จะไถยาก เพราะฟางข้าวที่หนาแน่นจะปกคลุมผิวดิน หลายปีที่ผ่านมาแก้ไขปัญหาโดยเผาทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและเกิดมลภาวะ ต่อมาทางรัฐบาลมีกฎหมายออกมา “ห้ามทำการเผา” เพื่อลดปัญหาดังกล่าว ตนและชาวนาทั่วไปจึงหันมาจ้างรถอัดฟางก้อนแทน  เพื่อกักตุนเป็นอาหารสัตว์

    นายหนู กล่าวอีกว่า อุปกรณ์ในการอัดฟางก้อน ทีแรกเกิดจากภูมิปัญญาของช่างท้องถิ่น  ก่อนที่จะพัฒนารูปแบบและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งาน ได้รับความนิยมขึ้นตามลำดับ และฟางก้อนก็มีการนำไปใช้ประโยชน์หลายอย่าง ทั้งตกแต่งสถานที่สไตล์ลูกทุ่ง ตามร้านอาหาร จุดเช็คอินแหล่งท่องเที่ยว บูธจัดงาน สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ ทดแทนการเผาทำลาย เกิดมลพิษดังกล่าว

    สำหรับตนเริ่มจากอัดฟางก้อนให้ตัวเองและในหมู่ญาติพี่น้อง ต่อมาฟางอัดก้อนได้รับความนิยมมากขึ้น มีการต่อยอดประโยชน์การใช้สอย ก็รับจ้างอัดฟางก้อนให้เพื่อนชาวนาทั่วไป รวมทั้งอัดขายให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ หลายปีก่อนคิดราคาก้อนละ 10 บาท ต่อมาเพิ่มเป็น 12-15 บาท ปัจจุบันหลังน้ำมันขึ้นราคาเพิ่มเป็นก้อนละ 18 บาท

    “กรณีวิกฤติพลังงานเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้น เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบถึงทุกวันนี้ที่ราคาค่าสินค้าต่างๆเพิ่มราคาสูงขึ้น และยังไม่มีแนวโน้มจะปรับลดลง ถึงแม้ราคาน้ำมันจะมีการปรับลดตามลำดับก็ตาม  รวมทั้งค่าไฟในครัวเรือนที่สูงขึ้นกว่าเดือนที่ผ่านมา มีผลจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด มีการใช้พัดลม แอร์ และพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น จึงเกิดความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านหลายครัวเรือน ที่รายได้น้อย แทบไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าไฟ เพราะต้องอดออมไปใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็นต่อการครองชีพ”

    นายหนู กล่าวเพิ่มเติมว่า ในภาวะวิกฤติพลังงานอย่างนี้ เรายังมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความเป็นห่วง เอาใจใส่ต่อปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาพลังงาน  ที่จะต้องเร่งแก้ไขทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ยิ่งมีนโยบายส่งเสริมประหยัดเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการใช้พลังงานทดแทน รวมถึงสนับสนุนโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยนำวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นและจากภาคเกษตรกรรม อย่าง ขยะ พลาสติก ฟางข้าว แกลบ ซังข้าวโพด ใบอ้อย ซึ่งต้นทุนต่ำเป็นวัตถุดิบ และนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและให้พลังงานที่สูง  ตนจึงขอสนับสนุนให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างจริงจัง  เพื่อแก้ไขปัญหาและฝ่าวิกฤติพลังงาน โดยไฟฟ้าชีวมวล เพื่อทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง และชาวบ้านได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง

    “ทั้งนี้ จากนโยบายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าชีวมวลของรัฐบาลที่มีอยู่เดิม โดยมีฟางข้าวเป็นหนึ่งในวัตถุดิบส่งเข้าโรงงานดังกล่าว ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและมีความเป็นไปได้สูง มีทิศทางที่จะดำเนินการไปได้อย่างยั่งยืน เพราะมีวัสดุในท้องถิ่นและจากภาคการเกษตรเป็นจำนวนมาก เมื่อรัฐมีกระแสไฟฟ้าชีวมวลเข้ามาเสริมพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ค่าไฟฟ้าทั่วไปก็ย่อมจะถูกลง ตนรู้สึกตื่นตัวมากในเรื่องนี้มาก ซึ่งจะได้บอกกล่าวกับเพื่อนชาวนา  เป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ทำการอัดฟางก้อนเก็บไว้ ที่นอกจากจะกักตุนให้สัตว์เลี้ยงกินในฤดูแล้งแล้ว ยังสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการส่งขายให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลที่อยู่ใกล้บ้าน  เป็นการสร้างรายได้เข้าครัวเรือน และได้ใช้พลังงานไฟฟ้าราคาถูกอีกด้วย  เหมือนได้กำไรถึง 2 ต่อทีเดียว”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07RCRt-q6ldV0z4yNQ0R7p