Blog

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ เตรียมทบทวนฟรีวีซา 90 ประเทศ เล็งลดเวลาเหลือ 30 วัน

    รมว.ท่องเที่ยวฯ เตรียมทบทวนฟรีวีซา 90 ประเทศ เล็งลดเวลาเหลือ 30 วัน

    วันนี้ (23 เม.ย.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา แถลงต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาถึงแนวทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2569 โดยมีประเด็นสำคัญคือ

    การพิจารณาทบทวนมาตรการ “ฟรีวีซา” สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อปรับลดระยะเวลาอนุญาตพำนักจากเดิม 60 วัน ให้เหลือเพียง 30 วัน

    เหตุผลสำคัญในการปรับลดระยะเวลาพำนัก นายสุรศักดิ์ ระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่านักท่องเที่ยวมากกว่าร้อยละ 90 มักใช้เวลาพำนักอยู่ในประเทศไทย เฉลี่ยไม่เกิน 30 วันอยู่แล้ว การปรับลดครั้งนี้ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป

    แต่จะมีส่วนสำคัญในการช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ และป้องกันปัญหาที่แฝงมากับการท่องเที่ยว เช่น การลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย หรือการจัดตั้งนอมินีเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวหรือผู้ทำงานทางไกลที่ต้องการอยู่ยาว รัฐบาลยังคงส่งเสริมให้ใช้ระบบ Destination Thailand Visa (DTV) ซึ่งอนุญาตให้พำนักได้นานถึง 180 วันเป็นทางเลือกหลัก

    ในส่วนของนโยบายการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวหรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” (Travel Fee) รมว.ท่องเที่ยวฯ ยืนยันว่า จะดำเนินการต่อไปตามแผนงาน โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมนี้

    เนื่องจากหลายประเทศชั้นนำทั่วโลกก็เรียกเก็บเพื่อนำเงินเข้ากองทุน สำหรับดูแลความปลอดภัย ประกันชีวิต และประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยวโดยตรง นอกจากนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ให้มีความยั่งยืน และส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

    นายสุรศักดิ์ กล่าวถึงแผนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยมีแนวคิดที่จะแยกภารกิจด้าน “กีฬา” ออกจากการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน และจะนำงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นรูปธรรม

    รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวอีกว่า ในด้านกีฬา รัฐบาลเตรียมปรับโครงสร้างเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ และมุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาพัฒนาศักยภาพนักกีฬาสู่ระดับอาชีพอย่างแท้จริง โดยการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์กีฬาระดับโลกในอนาคต จะถูกพิจารณาโดยเน้นเรื่อง “ความคุ้มค่า” และรายได้ที่จะกลับคืนสู่ประเทศเป็นหลัก เพื่อให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    อ่านข่าวอื่น :

    คลังอินโดฯ อ้างโมเดลอิหร่าน เล็งเก็บเงินเรือสินค้าผ่าน “ช่องแคบมะละกา”

    DSI สอบแล้ว 5 บริษัทเรือขนน้ำมัน พบ 20 เที่ยวผิดปกติ

    เช็ก 56 จังหวัด รับมือพายุฝนฟ้าคะนอง 23-25 เม.ย.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504989&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gqLuWXAxS87GL_B4MYS6q

  • แมริออท บอนวอย ส่งกลยุทธ์ ‘Flexi 24 Hours’ รุกตลาดท่องเที่ยวไทย | เดลินิวส์

    แมริออท บอนวอย ส่งกลยุทธ์ ‘Flexi 24 Hours’ รุกตลาดท่องเที่ยวไทย | เดลินิวส์

    รายงานข่าวจาก แมริออท บอนวอยภายใต้เครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า บริษัทได้ยกระดับประสบการณ์การเดินทางในประเทศไทย ผ่านการเปิดตัวแคมเปญใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่นและคุ้มค่า หวังเจาะกลุ่มลูกค้านักธุรกิจและนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวด้วยโปรโมชั่น “Flexi 24 Hours Stay” และ “Stay, Spend, Savor” ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมโรงแรมที่มีแบรนด์ครอบคลุมทุกเซกเมนต์

    สำหรับโปรโมชั่น “Flexi 24 Hours Stay” จะมอบประสบการณ์การเข้าพักเต็ม 24 ชั่วโมงในกรุงเทพฯ โดยไม่จำกัดเวลาเช็กอิน ไม่ว่าผู้เข้าพักจะเดินทางมาถึงโรงแรมที่เลือกในเวลาใดก็ตามภายใต้ข้อเสนอสุดยืดหยุ่นนี้ ผู้เข้าพักสามารถเช็กอินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งกลางวันและกลางคืน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อเป็นทางเลือกที่สะดวกสบาย ไร้ความกังวล เหมาะสำหรับการเดินทางเพื่อประชุมทางธุรกิจ การเดินทางเพื่อช้อปปิง หรือการแวะพักระยะสั้นในเมือง 

    ขณะเดียวกันยังจัดโปรโมชั่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในโรงแรม ด้วยประสบการณ์ “Stay, Spend, Savor” ผ่านการมอบเครดิตเงินคืน เพื่อตอบโจทย์การเดินทางของคู่รักและครอบครัวที่ต้องการใช้เวลาวันหยุดอย่างคุ้มค่าในโรงแรมและรีสอร์ทชั้นนำของประเทศ ยกระดับการพักผ่อนให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยเครดิตโรงแรม เพื่อจูงใจให้ผู้เข้าพักใช้บริการร้านอาหาร เครื่องดื่ม ค็อกเทลยามพระอาทิตย์ตกดิน หรือทรีตเมนต์สปาชวนผ่อนคลาย 

    นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังสามารถเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วย อาหารเช้าทุกวันสำหรับ 2ท่าน รวมอยู่ในอัตราค่าห้องพักที่ร่วมรายการ โดยโปรโมชั่นนี้ให้บริการสำหรับโรงแรมและรีสอร์ทในแหล่งท่องเที่ยวกลุ่มลักชูรี่ (Luxury Tier) รวมถึงโรงแรมภายใต้แบรนด์ พรีเมียม (Premium Brands) เหมาะสำหรับการเดินทางสุดโรแมนติกของคู่รัก การเดินทางท่องเที่ยวของครอบครัว การพักผ่อนเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ และการเดินทางเพื่อการพักผ่อนอย่างมีระดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5804850/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q4dZpEjIax-NRrXJv1-at

  • “หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์ที่ไม่ได้ขายแค่ที่พัก แต่ทำเงินทั้งหมู่บ้าน

    “หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์ที่ไม่ได้ขายแค่ที่พัก แต่ทำเงินทั้งหมู่บ้าน

    เขาเห็นรากไม้และเศษไม้ที่เหลือทิ้งจากการทำไม้ในอดีตถูกทิ้งไว้ตามเรือกสวนไร่นา จึงเริ่มนำมาสร้างสรรค์เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์เฉพาะตัวภายใต้แบรนด์ Flow Phrae Furniture ซึ่งเป็นสินค้า OTOP วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตเฟอร์นิเจอร์จากรากไม้และตอไม้

    ในขณะนั้น จังหวัดแพร่มีนโยบายจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต้องการผลักดันให้เมืองแพร่เป็น “Furniture City” สินชัยจึงใช้โอกาสนี้รวบรวมช่างฝีมือในชุมชนที่มีทักษะการทำไม้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ มาจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนในปี 2550

    “เราเป็นคนหมู่บ้านปางงุ้นที่เกิดมาก็เห็นไม้สักแล้ว เรามี DNA การทำเฟอร์นิเจอร์ที่ถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ช่างไม้ของเราบางคนไปทำงานต่างพื้นถิ่น แล้วเขาก็กลับมาพัฒนาบ้านเกิด สิ่งนี้คือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพวกเรา” 

    “หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์ที่ไม่ได้ขายแค่ที่พัก แต่ทำเงินทั้งหมู่บ้าน

    การก้าวเข้าสู่สนาม OTOP ในปี 2551 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อสินค้าของเขาได้รับการคัดเลือกให้เป็น OTOP 5 ดาว และได้ไปโชว์ตัวที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีเป็นครั้งแรก การได้ไปเจอโลกกว้าง ทำให้สินชัยเริ่มเข้าใจว่า สินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมี “ช่องทาง” และ “เรื่องราว” ที่น่าสนใจ

    สร้าง ‘อาณาจักรธุรกิจครบวงจร’ เติบโตไปพร้อมกับ ‘วิถีชุมชน’ 

    ต่อมา สินชัยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนที่ดินมรดก 4 ไร่ จากการทำนาแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็น “หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์ ที่มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ฟาร์มผัก ซึ่งหัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการทำที่พัก แต่คือการวางโครงสร้างธุรกิจที่เกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ 

    เขาเปลี่ยนจากการขายแค่ “ผลิตภัณฑ์” มาเป็นการขาย “ประสบการณ์” ที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ โดยใช้โฮมสเตย์ คาเฟ่ และร้านอาหาร ทำหน้าที่เป็น ‘Living Showroom’ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสอัตลักษณ์ของงานไม้สักทองท่ามกลางบรรยากาศการพักผ่อน

    เมื่อลูกค้าได้ลองใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ประณีตหรือชิมอาหารในชุดภาชนะไม้สักทอง ความประทับใจเหล่านั้นจะเปลี่ยนสถานะจาก ‘ผู้มาเยือน’ ให้กลายเป็น ‘ผู้ซื้อ’ โดยอัตโนมัติผ่านประสบการณ์ตรงที่หาจากไหนไม่ได้

    “ผมมองว่าเราต้องสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า เมื่อเขามาพักโฮมสเตย์ เขาได้เห็นเฟอร์นิเจอร์ของเรา ได้ลองนั่งโต๊ะ เก้าอี้ ได้ชิมอาหารพื้นถิ่น นี่คือการขายความสุขที่จับต้องได้ และช่วยเปลี่ยนสินค้าพื้นเมืองให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ลูกค้าเต็มใจจะจ่ายเพื่อแลกกับคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้”

    “หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์ที่ไม่ได้ขายแค่ที่พัก แต่ทำเงินทั้งหมู่บ้าน

    ความเหนือชั้นของอีโคซิสเต็มนี้ คือการเชื่อมโยงโลกออฟไลน์เข้าสู่โลกออนไลน์ TikTok Shop ทำหน้าที่เป็นช่องทางบอกเล่าเรื่องราว DNA ของหมู่บ้านปางงุ้นสู่คนทั่วประเทศ 

    โดยมีฟันเฟืองสำคัญคือชุมชน 120 ครัวเรือน รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่ตัดสินใจย้ายกลับมาพัฒนาบ้านเกิด วงจรนี้จึงไม่ใช่แค่การเติบโตของแบรนด์เพียงลำพัง แต่คือการสร้างความยั่งยืนที่มีรากฐานจากคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

    “อีโคซิสเต็มของหมอนไม้ไออุ่นคือการนำ DNA ของคนวังชิ้นมาทำให้เกิดมูลค่าสูงสุด เพื่อให้โลกเห็นภาพความตั้งใจจริงของเรา”

    สินชัยเปลี่ยน ‘อุปสรรค’ ให้กลายเป็น ‘แรงขับเคลื่อน’ โดยใช้ TikTok Shop เป็นสะพานเชื่อมจากป่าเขาสู่หน้าจอสมาร์ทโฟนของคนทั้งประเทศ การเดินทางของหมอนไม้ Shop ถูกถอดรหัสออกมาเป็น 3 กลยุทธ์สำคัญ ที่เปลี่ยนสินค้าชุมชนให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้  

    กลยุทธ์ ‘Downsizing’ ย่อส่วนงานคราฟต์ไม้สักทอง 

    สินชัยแก้โจทย์ใหญ่ของสินค้า OTOP ยุคเก่าที่ “ชิ้นใหญ่และขนส่งยาก” ด้วยการตัดสินใจทรานสฟอร์มผลิตภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “ย่อส่วนเพื่อเปิดใจ” 

    โดยนำไม้สักทองที่เป็นมรดกของครอบครัวมาแปรรูปเป็นสินค้าขนาดเล็ก เช่น เก้าอี้ โต๊ะกระชับพื้นที่ อุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร และของตกแต่งบ้านดีไซน์มินิมอล เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจซื้อ 

    นอกจากนี้ยังพัฒนานวัตกรรมอย่าง “สบู่ถ่านไม้สักทอง” ผลิตภัณฑ์สบู่ธรรมชาติที่นำผงถ่านจากไม้สักทองมาเป็นส่วนผสมหลัก เพื่อใช้ประโยชน์ในการดีท็อกซ์ผิว ดูดซับสิ่งสกปรก และช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ให้กลายเป็นสินค้า Hero ที่ขายง่ายบน TikTok Shop ก่อนจะต่อยอดไปสู่การรับออเดอร์เฟอร์นิเจอร์แบบ custom-made สำหรับลูกค้าที่ต้องการความเอ็กซ์คลูซีฟ

    “เราเน้นงานไม้ที่แข็งแรง แต่ถ้าลูกค้ามีรีเควสพิเศษ เราก็พร้อมจะ customize ให้ตามโจทย์ เรามีทีมงานที่เคยทำงานที่เกาหลี ไต้หวัน กลับมาช่วยงานที่หมู่บ้าน ทำให้การสร้างสรรค์งานง่ายขึ้น ผมเชื่อว่างานฝีมือช่างไม้บ้านเราคืองานปราณีตที่มีมูลค่ามหาศาล”

    “หมอนไม้ไออุ่น” โฮมสเตย์ที่ไม่ได้ขายแค่ที่พัก แต่ทำเงินทั้งหมู่บ้าน

    กลยุทธ์ ‘Emotional Marketing’: ขายความรู้สึกนำหน้าสินค้า

    เพื่อทลายข้อจำกัดด้านระยะทางที่ห่างไกลกว่า 100 กิโลเมตร เขาใช้ TikTok Shop เป็นเครื่องมือเชิงรุกที่ไม่เน้นการขายแบบยัดเยียด แต่ใช้การ “ขายความรู้สึก” ผ่านคอนเทนต์ที่ถ่ายทอดบรรยากาศยามเช้าและวิถีชีวิตจริงของบ้านปางงุ้น 

    สินค้าชิ้นเล็กอย่างสบู่หรือเครื่องครัวไม้สักมินิมอลจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ ทำให้ลูกค้ากล้าตัดสินใจซื้อออนไลน์ครั้งแรก ก่อนจะพัฒนาความเชื่อใจจนกลายมาเป็นลูกค้าประจำ และเป็นลูกค้าโฮมสเตย์ด้วย

    “ผมไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่มหรือที่พัก แต่ผมขาย ‘ความรู้สึก’ TikTok ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศที่คนอาจสัมผัสยากทางออนไลน์ ให้เป็นประสบการณ์ที่ชวนให้อยากมาสัมผัสด้วยตัวเอง ทำให้เราไม่ต้องนั่งรอความหวัง แต่สามารถส่งความสุขจากบ้านเราไปถึงมือทุกคนได้ทันที”

    กลยุทธ์ ‘Authenticity’: ความจริงใจคืออาวุธลับ

    อาวุธลับที่ทรงพลังที่สุดของสินชัยคือ “ความจริงใจ (Authenticity)” เขาบอกว่า พิสูจน์ให้เห็นว่าความสวยงามของโปรดักชั่นไม่สำคัญเท่ากับความจริงของเรื่องราว โดยเฉพาะภาพรอยยิ้มของคนในชุมชนที่มารวมตัวช่วยกันทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าบน TikTok Shop มองหามากกว่าการโฆษณาที่สวยหรู และนี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้นักธุรกิจรุ่นใหญ่สามารถพาชุมชนก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่ความยั่งยืน

    “เมื่อก่อนผมเป็นคนพูดไม่เก่ง TikTok Shop ทำให้ผมมีโอกาสได้ไลฟ์ ทำให้พูดเก่งขึ้น สามารถโปรโมททั้งการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ไปด้วยกัน ผมมีรายได้จาก TikTok Shop ประมาณ 5 หลักต่อเดือน จากการไลฟ์และวิดิโอสั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ความจริงใจ ความสม่ำเสมอ และความไม่ท้อ”

    หมอนไม้ไออุ่น: รากเหง้าคือ ‘จุดแข็ง’ 

    ในวันที่โลกหมุนเร็วด้วยเทคโนโลยี หลายคนอาจมองว่าความเก่าแก่ของภูมิปัญญาเป็นเรื่องล้าหลัง แต่สำหรับ คุณสินชัย เขากลับมองต่างออกไป เขาเชื่อมั่นว่า “รากเหง้าคือจุดแข็ง และเทคโนโลยีทำให้ถึงจุดหมาย” ที่จะพาความภาคภูมิใจของชาววังชิ้นไปได้ไกลกว่าเดิม 

    โดยเฉพาะทักษะช่างไม้ที่เขานิยามว่ามันคือ “DNA ในสายเลือด” ที่แยกแยะไม้สักทองได้ด้วยตาเปล่า ผสานกับฝีมือของคนรุ่นใหม่ในชุมชนที่เคยไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ช่างไม้ไกลถึงเกาหลี ไต้หวัน และเซี่ยงไฮ้ แล้วตัดสินใจกลับมาเพื่อทำให้บ้านเกิดแข็งแรง 

    เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำสำหรับเพื่อนผู้ประกอบการ OTOP ที่ยังลังเล สินชัยยืนยันหนักแน่นว่า “อย่ารอให้พร้อม แล้วค่อยเริ่ม” เพราะบน TikTok Shop ‘ความจริงใจ’ ทรงพลังกว่าความสมบูรณ์แบบ

    “หลายคนกลัวเทคโนโลยี แต่ผมอยากบอกว่า TikTok Shop คือพื้นที่ที่ให้ ‘ความเป็นมนุษย์’ มากที่สุด ลูกค้าอยากเห็นวิถีชีวิตจริงๆ ของผู้คน อยากเห็นรอยยิ้มของลุงทำเก้าอี้ ป้าที่มาช่วยแพ็กของ เด็กๆ ที่มาช่วยเสิร์ฟน้ำ ถ้าพวกเค้าไม่ได้อยู่ในจอ เค้าก็จะหายไปจากความทรงจำของผู้คน”

    ก้าวต่อไปของ ‘หมอนไม้ไออุ่น’ 

    สิ่งที่ทำให้ก้าวต่อไปของหมอนไม้ไออุ่นน่าสนใจ คือโมเดลการเติบโตแบบ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อตอบแทนชุมชน

    “ถ้าผมวิ่งคนเดียว ผมอาจจะไปได้เร็ว แต่ถ้าจะไปให้ไกล เราต้องไปด้วยกัน การให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมจะทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน เมื่อชาวบ้านมีรายได้ ชุมชนก็เข้มแข็ง และความเข้มแข็งนั้นแหละคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ทำให้ธุรกิจยั่งยืน”

    ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า สินชัยตั้งเป้าให้แบรนด์ Flow Phrae Furniture และ หมอนไม้ไออุ่น เป็นหมุดหมายสำคัญของจังหวัดแพร่ ผ่านการขับเคลื่อนพื้นที่ให้เป็น Creative Industry Village (CIV) ที่สมบูรณ์แบบ ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสประสบการณ์ กิน-เที่ยว-ช้อป ได้ครบวงจร 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/741339&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vlEQGwh79R8J7Btfp3pdH

  • ท่องเที่ยวขอนแก่นเร่งเกม MICE ผสาน Wellness ดึงนักธุรกิจโลก

    ท่องเที่ยวขอนแก่นเร่งเกม MICE ผสาน Wellness ดึงนักธุรกิจโลก

    ขอนแก่น: เมื่อ “ไมซ์” ขับเคลื่อนเมือง และ “เวลเนส” เติมมูลค่าใหม่

    บนแผนที่การท่องเที่ยวไทย “ขอนแก่น” อาจไม่ใช่เมืองปลายทางเชิงธรรมชาติแบบทะเลหรือภูเขา แต่ในอีกมิติหนึ่ง เมืองหลวงแห่งอีสานกำลังวางตำแหน่งตัวเองใหม่อย่างชัดเจนในฐานะ “เมืองเศรษฐกิจการประชุม” ที่เติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
     

    ดร.ณัฏฐิญา ตันทสุข นายกสมาคมท่องเที่ยวและไมซ์ จังหวัดขอนแก่น สะท้อนภาพการเติบโตว่า ตลอดช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ขอนแก่นได้พัฒนาโครงสร้างการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเลือกใช้ “วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ชุมชน” เป็นจุดขายหลัก ทดแทนข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ

    จากเมืองทางผ่าน ขอนแก่นจึงถูกยกระดับสู่ “MICE City” ที่สามารถดึงดูดทั้งองค์กรธุรกิจ บริษัทมหาชน และอีเวนต์ระดับประเทศให้เข้ามาจัดงานได้อย่างต่อเนื่อง

    ดร.ณัฏฐิญา ตันทสุข นายกสมาคมท่องเที่ยวและไมซ์ จังหวัดขอนแก่น

    จากห้องประชุม สู่การพักผ่อนเชิงสุขภาพ

    หัวใจสำคัญของการเติบโตอยู่ที่อุตสาหกรรม MICE (Meetings, Incentives, Conventions, Exhibitions) ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้โดยตรงจากการจัดงาน แต่ยังต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวในมิติอื่น

    ปีนี้ ขอนแก่นยกระดับกลยุทธ์ไปอีกขั้น ด้วยการผสาน “Wellness Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เข้ามาเป็นแกนเสริม

    แนวคิดนี้ตอบโจทย์พฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ไม่ได้มองแค่การเดินทางเพื่อทำงาน แต่ต้องการ “คุณภาพชีวิต” ระหว่างการเดินทาง ทั้งการพักผ่อน ฟื้นฟูสุขภาพ และประสบการณ์ที่มีความหมาย

    การผสาน MICE เข้ากับ Wellness จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกิจกรรม แต่เป็นการ “ยืดระยะเวลาการใช้จ่าย” และ “เพิ่มมูลค่าต่อหัว” ของนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ
     

    ความเชื่อมั่นในวันที่โลกผันผวน

    แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากภาวะสงคราม ราคาพลังงาน และกำลังซื้อที่ชะลอตัว แต่ขอนแก่นยังคงแสดงศักยภาพผ่านตัวเลขจริง

    รายได้จากการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ที่แตะระดับประมาณ 1,500 ล้านบาท กลายเป็นตัวสะท้อนความแข็งแกร่งของดีมานด์ภายในประเทศ และความสามารถในการดึงดูดนักเดินทาง

    ดร.ณัฏฐิญา มองว่า “นิสัยมักม่วน” หรือความรักความสนุกของคนไทย รวมถึงความร่วมมือที่เหนียวแน่นของภาคเอกชน คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวยังเดินหน้าต่อได้

    ขณะเดียวกัน การลงทุนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ การจัดอีเวนต์ระดับประเทศนอกกรุงเทพฯ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต เช่น รถไฟความเร็วสูง และตลาดนักท่องเที่ยวเฉพาะทางอย่างนักกอล์ฟจากเกาหลีและญี่ปุ่น ล้วนเป็น “แรงหนุนระยะยาว” ที่สำคัญ

    เมืองไร้ทะเล แต่ไม่ไร้โอกาส

    ขอนแก่นกำลังพิสูจน์ว่า “ข้อจำกัด” ไม่ใช่อุปสรรค หากสามารถแปลงเป็น “จุดยืน” ที่ชัดเจน

    จากเมืองที่ไม่มีทะเล วันนี้ขอนแก่นเลือกใช้

    • วัฒนธรรม เป็นเสน่ห์
    • MICE เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ
    • Wellness เป็นตัวเพิ่มมูลค่า

    ทั้งหมดหลอมรวมเป็นโมเดลการท่องเที่ยวที่แตกต่าง

    ด้วยรากฐานนี้ จังหวัดตั้งเป้าเติบโต 5–10% ในปีนี้ โดยมุ่งสร้าง “ประสบการณ์ที่มีคุณภาพ” มากกว่าปริมาณ และวางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางการประชุมและการท่องเที่ยวแห่งภาคอีสานอย่างเต็มตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/741387&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jyXyH0UAunVhHVt_Nkf0i

  • ไทยดวลจีนรอบ 8 ทีม เทนนิส ยู 14 หญิงชิงแชมป์โลกคัดเอเชีย

    ไทยดวลจีนรอบ 8 ทีม เทนนิส ยู 14 หญิงชิงแชมป์โลกคัดเอเชีย

    บริษัท สยามสปอร์ต ซินติเคท จำกัด (มหาชน)
    เลขที่ 66/26 – 29 ซอยรามอินทรา 40
    ถนนรามอินทรา แขวงนวลจันทร์
    เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230

    โทร : 02-5088-000
    อีเมล์ : [email protected]
    เว็บไซต์ : www.siamsport.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/102811/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tvprD7jnIZYZtGZhkwf3N

  • หยุดยาว พ.ค. นี้ “ทริปสั้น” มาแรง! คนไทยเน้นเที่ยวใกล้-วางแผนง่าย-ประหยัดงบ

    หยุดยาว พ.ค. นี้ “ทริปสั้น” มาแรง! คนไทยเน้นเที่ยวใกล้-วางแผนง่าย-ประหยัดงบ

    หยุดยาว พ.ค. นี้

    อโกด้า เผยเทรนด์ “ทริประยะสั้น” มาแรงรับหยุดยาว พ.ค. นี้ “ระยอง-โฮจิมินห์” ครองแชมป์ยอดค้นหาพุ่ง สะท้อนพฤติกรรมเน้นเที่ยวใกล้-วางแผนง่าย-ประหยัดงบ

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว ระบุว่า นักเดินทางชาวไทยหันมาให้ความนิยมกับทริประยะใกล้ที่วางแผนได้ง่ายมากขึ้น สะท้อนถึงความต้องการเดินทางที่ใช้เวลาน้อยลงและมองหาความสะดวกในการเดินทาง

    ทั้งนี้ การค้นหาที่พักสำหรับจุดหมายปลายทางระยะใกล้เพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดยาววันแรงงานและวันฉัตรมงคล ระหว่างวันที่ 30 เม.ย.-4 พ.ค. 69 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยความสนใจที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นทั้งกับการท่องเที่ยวภายในประเทศและต่างประเทศ โดยระยองเป็นจุดหมายปลายทางในประเทศที่ได้รับการค้นหาเพิ่มขึ้นมากที่สุด และโฮจิมินห์เป็นจุดหมายยอดนิยมที่ได้รับการค้นหาเพิ่มขึ้นมากที่สุด สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ

    หยุดยาว พ.ค. นี้

    โดยจุดหมายปลายทางที่สามารถขับรถได้จากกรุงเทพฯ ในระยะใกล้ ๆ ได้รับความสนใจจากนักเดินทางชาวไทยเป็นอย่างมาก โดยระยองมีการค้นหาเพิ่มขึ้นมากที่สุด (44%) รองลงมาคือพัทยา (40%) ชลบุรี (29%) เกาะเสม็ด (22%) และหัวหิน/ชะอำ (19%) ซึ่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของการท่องเที่ยวระยะใกล้ ๆ และวางแผนง่าย ๆ

    สำหรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของนักเดินทาง อาจได้รับอิทธิพลจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของการท่องเที่ยวแบบประหยัดและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการเดินทางระยะสั้นสามารถช่วยลดทั้งเวลาในการวางแผนและค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของระยอง ยังได้รับแรงสนับสนุนจากความพยายามในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยสวนผลไม้ตามฤดูกาลและกิจกรรมในฟาร์มช่วยเพิ่มมิติใหม่ให้กับแหล่งท่องเที่ยว และกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

    ในส่วนของจุดหมายปลายทางที่ไกลจากกรุงเทพฯ พบว่า กระบี่ มีการค้นหาเพิ่มมากขึ้น 13% และเชียงใหม่ 28% สะท้อนให้เห็นว่าแม้การท่องเที่ยวระยะใกล้จะเป็นเทรนด์หลักในช่วงวันหยุดนี้ แต่นักเดินทางชาวไทยยังคงให้ความสนใจในการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางระยะไกล เพื่อหาประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน เทรนด์การเดินทางระยะใกล้ ยังสามารถเห็นได้จากการเดินทางไปต่างประเทศอีกด้วย โดยเมืองที่ใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินไม่นานจากกรุงเทพฯ ได้รับความสนใจจากนักเดินทางชาวไทยอย่างมาก ซึ่งโฮจิมินห์มีอัตราการค้นหาเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 134% รองลงมาคือดานัง 58% และฮ่องกง 2% โดยโซลเป็นเพียงจุดหมายปลายทางเดียวในอันดับต้น ๆ ที่ไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางระยะสั้น โดยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 49% ความนิยมของเมืองนี้น่าจะเป็นผลมาจากนักเดินทางอยากไปสัมผัสกับฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากฤดูนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดช่วงหนึ่งในการเดินทางไปเยือนโซล

    น.ส.อรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีน ของอโกด้า เผยว่า นักเดินทางชาวไทยยังคงมีความต้องการการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี แม้จะเป็นช่วงหลังวันหยุดยาวสำคัญอย่างเทศกาลสงกรานต์ก็ตาม ขณะเดียวกัน ยังเห็นเทรนด์ที่ชัดเจนของการตัดสินใจเดินทางที่คำนึงถึงงบประมาณมากขึ้น โดยนักเดินทางให้ความสำคัญกับทริปที่เรียบง่ายและสะดวกสบายมากกว่า ส่งผลให้จุดหมายปลายทางระยะใกล้และวางแผนได้ง่ายได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทั้งภายในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12808725&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pDB-FCraBvmX5VmesErnC

  • รัฐบาลเตรียมยกเลิก “ฟรีวีซ่า” 60 วัน สกัดนักท่องเที่ยวไม่พึงประสงค์ ดันไทยเที่ยวไทย

    รัฐบาลเตรียมยกเลิก “ฟรีวีซ่า” 60 วัน สกัดนักท่องเที่ยวไม่พึงประสงค์ ดันไทยเที่ยวไทย

    รัฐบาลเตรียมยกเลิก

    วันนี้ (วันที่ 23 เมษายน 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาล กำลังอยู่ระหว่างการทบทวน และมีแนวโน้มที่จะ ยกเลิกมาตรการผ่อนผันการตรวจลงตรา หรือ ฟรีวีซ่า 60 วัน หรือการยกเลิกวีซ่า ประเภท ผ. 60 วัน ที่เคยทดลองใช้กับทุกประเทศ เพื่อใช้เป็นกลไกคัดกรองนักท่องเที่ยวกลุ่มไม่พึงประสงค์ และมุ่งเน้นการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจและสังคม

    จากการรวบรวมข้อมูลหลังการทดลองใช้มาตรการฟรีวีซ่า 60 วันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายความมั่นคง และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ข้อสรุปว่าจำเป็นต้องมีการทบทวนความเหมาะสมของมาตรการดังกล่าว
     

    โดยมีแนวทางที่จะ ยกเลิกมาตรการฟรีซ่า 60 วันในทุกประเทศ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เพื่อกลับไปใช้เกณฑ์เดิมของแต่ละประเทศที่เคยได้รับ กับวีซ่าใหม่ๆในแต่ละประเทศที่เหมาะสมต่อไป โดยมีแนวคิดในการขยายระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว (Long Stay) เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

    สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการปรับปรุงเรื่องวีซ่าในครั้ง คือเพื่อใช้เป็น กลไกในการคัดกรองนักท่องเที่ยวเบื้องต้น รัฐบาลต้องการลดปัญหาที่เกิดจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไม่พึงประสงค์ และมุ่งเน้นไปที่การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีคุณภาพและต้องการพำนักในระยะยาว (Long Stay) แทน

    ขั้นตอนในขณะนี้ ปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศได้มีการประชุมหารือในเรื่องนี้แล้ว และเตรียมที่จะ นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากต้องมีการแก้ไขมติ ครม. เดิมที่มีการอนุมัติมาตรการผ่อนผันไว้
     

    รมว.สุรศักดิ์ กล่าวต่อถึงประเด็นกระแสข่าวในโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับกรณีชาวต่างชาติถือ วีซ่าประเภท LTR (Long-Term Resident) พำนักในไทย และมีประเด็นเรื่องการไม่เสียภาษีนั้น รัฐบาลยืนยันว่ากระบวนการออกวีซ่าแต่ละประเภทมีการพิจารณาอย่างรอบคอบจากกระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องเอกสารประกอบการพิจารณา ทั้งวงเงินลงทุนและหลักทรัพย์ ซึ่งต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด 

    หากมีการกระทำผิดกฎหมายหรือเลี่ยงภาษีจริง จะต้องมีการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยปัจจุบันหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้  

    นอกจากนี้เป้าหมายหลักของนโยบายรัฐบาลในขณะนี้คือการส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน โดยเน้นแนวคิด “กรีน” (Green) และการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยเน้นความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในทุกมิติ เพื่อให้การท่องเที่ยวสร้างประโยชน์แก่ชุมชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง 

    นอกจากการปฏิรูปเรื่องวีซ่าแล้ว รัฐบาลเตรียมเสนอมาตรการ “ควิกวิน” (Quick Win) เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยนำมาตรการที่เคยใช้ในช่วงโควิดกลับมาประยุกต์ใช้ใหม่ พร้อมพิจารณามาตรการยกเว้นภาษี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

    การแยกส่วนงานด้านกีฬากับท่องเที่ยวออกจากกัน เพื่อความคล่องตัว รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการ และเน้นการอัพสกิล/รีสกิลบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/657282&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2c_7dtLwyZKGm-d9R0W33N

  • ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกาหลีใต้ต่ำสุดรอบ 1 ปี เหตุสถานการณ์ตอ.กลางกดดันเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกาหลีใต้ต่ำสุดรอบ 1 ปี เหตุสถานการณ์ตอ.กลางกดดันเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยในวันนี้ (23 เม.ย.) ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCSI) ของเกาหลีใต้ อยู่ที่ระดับ 99.2 ในเดือนเม.ย. ลดลง 7.8 จุดจากเดือนมี.ค. โดยลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และกลับมาต่ำกว่าระดับ 100 เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2568 ซึ่งขณะนั้นดัชนีอยู่ที่ 93.6

    ทั้งนี้ ดัชนีที่สูงกว่า 100 บ่งชี้ว่าผู้บริโภคที่มีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจมีจำนวนมากกว่าผู้บริโภคที่มุมมองลบ

    ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกาหลีใต้ปรับตัวลงมากที่สุดในรอบ 1 ปี ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อเงินเฟ้อและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    เจ้าหน้าที่ BOK ระบุว่า แม้ภาคการส่งออกยังคงแข็งแกร่ง แต่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น จากอุปทานพลังงานหยุดชะงักและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

    นอกจากนี้ เงินเฟ้อในช่วง 1 ปีข้างหน้า น่าจะเพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับ 2.9% จากผลกระทบของอุปทานน้ำมันดิบและวัตถุดิบที่ตึงตัว

    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง หลังเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ร่วมกันเปิดปฏิบัติการโจมตีกรุงเตหะรานและเมืองอื่น ๆ อีกหลายแห่งในอิหร่าน ส่งผลให้ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านในขณะนั้นเสียชีวิต พร้อมด้วยผู้บัญชาการทหารระดับสูงและพลเรือน จากนั้นอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล รวมถึงฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งใช้มาตรการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวด

    ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นประมาณ 20% ของการใช้น้ำมันทั่วโลก โดยการหยุดชะงักของการขนส่งทางเรือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/587271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C89CMFQQ-Q-VgYsokCYTt

  • อว. ผนึกกำลังกระทรวงพาณิชย์ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ระดมแพลตฟอร์ม เพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร – SMEs | เดลินิวส์

    อว. ผนึกกำลังกระทรวงพาณิชย์ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ระดมแพลตฟอร์ม เพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร – SMEs | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ร่วมประชุมบูรณาการระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวง พณ. โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายวุฒิไกร ลีวีระพันธ์ุ” ปลัดกระทรวง พณ. และผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงาน เข้าร่วม เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งด้านงานวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง อว. เข้ากับศักยภาพด้านการตลาดของกระทรวง พณ. มุ่งเป้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้องประชุมบูรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์

    หลังการประชุม ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ทิศทางการทำงานร่วมกันในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ โดยในระยะเร่งด่วนกระทรวง อว. จะระดมสรรพกำลังจากแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพ ทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) ทั่วประเทศ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยี เสริมทักษะอาชีพ และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ SMEs นอกจากนี้ ในระยะยาวกระทรวง อว. ได้เตรียมวางรากฐานประเทศสู่การเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value Economy) โดยพร้อมเป็นทัพหน้าในการยกระดับคุณภาพทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ร่วมกับสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อสร้างสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูงและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการบูรณาการร่วมกับกระทรวง พณ. เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบและผลักดันกระบวนการจดสิทธิบัตรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มต่อยอดจากระบบ Fast Track ในกลุ่มสินค้าการแพทย์และอาหารแล้ว

    “เป้าหมายสำคัญคือการลดเวลาการจดสิทธิบัตร หากกระทรวง อว. สามารถเข้ามาช่วยเตรียมความพร้อมในส่วนหน้า และทำงานบูรณาการร่วมกับกระทรวง พณ. อย่างใกล้ชิด เราอาจจะสามารถผลักดันให้การจดสิทธิบัตรของทุกผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นและพร้อมนำไปใช้ประโยชน์ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

    ด้าน นางศุภจี กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการประชุมในครั้งนี้ คือการนำจุดแข็งของกระทรวง อว. และกระทรวง พณ. มาเชื่อมโยงกัน โดยนำงานวิจัย ความรู้ ความสามารถของทางกระทรวง อว. มาช่วยเสริมความสามารถในการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะแบ่งการทำงานเป็น 4 ประเด็น คือ 1. ยกระดับสินค้าเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยใช้องค์ความรู้ไปช่วยเพิ่มมูลค่า 2. สร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรและนวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน โดยนำไปต่อยอดใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจให้ SMEs 3. ผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์และการส่งออก เปลี่ยนงานวิจัยบนหิ้งให้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่จับต้องได้ และ 4. พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและเทคโนโลยี ติดอาวุธทางข้อมูลให้ SMEs ไทย โดยขับเคลื่อนการทำงานของรัฐด้วยข้อมูล (Data) และนวัตกรรม

    รองนายกฯ และ รมว.พณ. กล่าวต่อว่า กระทรวง พณ. พร้อมนำกลไกการตลาดมาเชื่อมต่อกับงานวิจัยของกระทรวง อว. เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถนำไปใช้จริงและเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ โดยในเบื้องต้นจะมีการนำเครือข่ายของ อว. เข้ามาช่วยเพิ่มทักษะ ทั้ง Upskill และ Reskill ให้กับกลุ่มสินค้าชุมชนและ SMEs ในโครงการไทยช่วยไทยทันที ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองกระทรวงยังเตรียมผลักดันนโยบายสำคัญอย่าง การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ (IP Finance) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ของกระทรวง อว. และเตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสร้างกลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถนำสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินได้ ซึ่งจะถือเป็นการพลิกโฉมหน้าการนำงานวิจัยจากหิ้งมาต่อยอดสร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5806537/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SdS5og6cK1VfoKHv2WEVt

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 เมษายน 2569 – InterGold

    วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 10.46 น.

    กลยุทธ์ : รอช้อนที่แนวรับ $4,700
    แนวรับ : $4,700 หรือ 71800
    แนวต้าน : $4,850 หรือ 73,300

    .
    1. ไฟสงครามยังคุโรม! Geopolitical Risk พุ่ง ดันทองคำเป็นหลุมหลบภัยชั้นดี
    แม้จะมีการขยายเวลาหยุดยิง แต่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังเดือดจัด หลังอิหร่านยึดเรือและมีการปะทะเกิดขึ้น ความไม่แน่นอนนี้เป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกวิ่งเข้าหาทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) ตราบใดที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่จบ ทองคำก็ยังมีแรงหนุนให้ไปต่อได้ไกล

    2. พลังงานพุ่งปรี๊ด! สัญญาณเตือนเงินเฟ้อรอบใหม่เริ่มทำงาน
    ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brent และ WTI ทะยานขึ้นกว่า 3% จากวิกฤตการเดินเรือและสต็อกน้ำมันที่ลดลงเกินคาด ซึ่งราคาพลังงานที่สูงขึ้นนี้เป็น “ตัวเร่งเงินเฟ้อ” โดยตรง เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งแรง ทองคำจึงทำหน้าที่เป็น “เกราะป้องกันมูลค่าเงิน” ที่นักลงทุนเลือกใช้เพื่อสู้กับภาวะของแพง ทำให้ทองคำยังคงมีความต้องการสูงในตลาดโลก

    3. ตลาดหุ้น All-Time High! ศึกแย่งชิงเม็ดเงินระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงและทองคำ
    ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ (ATH) สะท้อนภาวะ Risk-on ที่เม็ดเงินไหลเข้าหาตลาดหุ้นอย่างบ้าคลั่ง แม้จะมีข่าวร้ายจากสงครามมาบ้าง แต่ความร้อนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่คอยดึงสภาพคล่องออกไปจากตลาดทองคำ ทำให้การขยับขึ้นของราคาทองคำอาจถูกสกัดเป็นระยะๆ จากแรงดึงดูดของกำไรในตลาดหุ้น

    4. Stagflation มาเยือน? ยุโรป-อังกฤษ กระอักภาวะเศรษฐกิจชะลอแต่เงินเฟ้อสูง
    ตัวเลขเงินเฟ้ออังกฤษ (CPI) ที่พุ่งแตะ 3.3% และแนวโน้มดัชนี PMI ภาคการผลิตของยุโรปที่ส่งสัญญาณหดตัวลง (คาดการณ์ต่ำกว่า 50 จุด) กำลังสร้างความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวสวนทางกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ภาวะความผิดปกติทางเศรษฐกิจเช่นนี้มักจะเป็นช่วงเวลาที่ “ทองคำ” ฉายแสงได้ดีที่สุด เพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ประเภทอื่น

    5. ดักรอที่แนวรับ! ทองเริ่มตึงตัว
    แม้ราคาทองคำจะยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แต่ในเชิงเทคนิคเริ่มเห็นสัญญาณการตึงตัวของราคา (Overextended) ทำให้การวิ่งเข้าหา แนวต้านสำคัญที่ $4,850 (73,300 บาท) อาจไม่ใช่เรื่องง่ายและมีความเสี่ยงที่จะโดนแรงขายทำกำไรตบกลับลงมาได้ทุกเมื่อ สำหรับใครที่ยังไม่มีของ “ไม่แนะนำให้ไล่ราคา” ในจังหวะนี้ แต่ควรรอให้ราคาย่อตัวลงมาทดสอบ แนวรับแข็งแกร่งที่บริเวณ $4,700 (71,800 บาท) เพื่อดูแรงรับว่าเหนียวแน่นพอหรือไม่ หากหลุดแนวรับนี้อาจต้องถอยมาตั้งหลักใหม่

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-23-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L5RVnSANYksNCNnTCxvPl