Blog

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 เมษายน 2569 – InterGold

    วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 10.46 น.

    กลยุทธ์ : รอช้อนที่แนวรับ $4,700
    แนวรับ : $4,700 หรือ 71800
    แนวต้าน : $4,850 หรือ 73,300

    .
    1. ไฟสงครามยังคุโรม! Geopolitical Risk พุ่ง ดันทองคำเป็นหลุมหลบภัยชั้นดี
    แม้จะมีการขยายเวลาหยุดยิง แต่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังเดือดจัด หลังอิหร่านยึดเรือและมีการปะทะเกิดขึ้น ความไม่แน่นอนนี้เป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกวิ่งเข้าหาทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) ตราบใดที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่จบ ทองคำก็ยังมีแรงหนุนให้ไปต่อได้ไกล

    2. พลังงานพุ่งปรี๊ด! สัญญาณเตือนเงินเฟ้อรอบใหม่เริ่มทำงาน
    ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brent และ WTI ทะยานขึ้นกว่า 3% จากวิกฤตการเดินเรือและสต็อกน้ำมันที่ลดลงเกินคาด ซึ่งราคาพลังงานที่สูงขึ้นนี้เป็น “ตัวเร่งเงินเฟ้อ” โดยตรง เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งแรง ทองคำจึงทำหน้าที่เป็น “เกราะป้องกันมูลค่าเงิน” ที่นักลงทุนเลือกใช้เพื่อสู้กับภาวะของแพง ทำให้ทองคำยังคงมีความต้องการสูงในตลาดโลก

    3. ตลาดหุ้น All-Time High! ศึกแย่งชิงเม็ดเงินระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงและทองคำ
    ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ (ATH) สะท้อนภาวะ Risk-on ที่เม็ดเงินไหลเข้าหาตลาดหุ้นอย่างบ้าคลั่ง แม้จะมีข่าวร้ายจากสงครามมาบ้าง แต่ความร้อนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่คอยดึงสภาพคล่องออกไปจากตลาดทองคำ ทำให้การขยับขึ้นของราคาทองคำอาจถูกสกัดเป็นระยะๆ จากแรงดึงดูดของกำไรในตลาดหุ้น

    4. Stagflation มาเยือน? ยุโรป-อังกฤษ กระอักภาวะเศรษฐกิจชะลอแต่เงินเฟ้อสูง
    ตัวเลขเงินเฟ้ออังกฤษ (CPI) ที่พุ่งแตะ 3.3% และแนวโน้มดัชนี PMI ภาคการผลิตของยุโรปที่ส่งสัญญาณหดตัวลง (คาดการณ์ต่ำกว่า 50 จุด) กำลังสร้างความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวสวนทางกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ภาวะความผิดปกติทางเศรษฐกิจเช่นนี้มักจะเป็นช่วงเวลาที่ “ทองคำ” ฉายแสงได้ดีที่สุด เพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ประเภทอื่น

    5. ดักรอที่แนวรับ! ทองเริ่มตึงตัว
    แม้ราคาทองคำจะยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แต่ในเชิงเทคนิคเริ่มเห็นสัญญาณการตึงตัวของราคา (Overextended) ทำให้การวิ่งเข้าหา แนวต้านสำคัญที่ $4,850 (73,300 บาท) อาจไม่ใช่เรื่องง่ายและมีความเสี่ยงที่จะโดนแรงขายทำกำไรตบกลับลงมาได้ทุกเมื่อ สำหรับใครที่ยังไม่มีของ “ไม่แนะนำให้ไล่ราคา” ในจังหวะนี้ แต่ควรรอให้ราคาย่อตัวลงมาทดสอบ แนวรับแข็งแกร่งที่บริเวณ $4,700 (71,800 บาท) เพื่อดูแรงรับว่าเหนียวแน่นพอหรือไม่ หากหลุดแนวรับนี้อาจต้องถอยมาตั้งหลักใหม่

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-23-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L5RVnSANYksNCNnTCxvPl

  • “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต  ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ดูแลค่าครองชีพ

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ดูแลค่าครองชีพ

    วันนี้ ( 23 เม.ย.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์วันนี้มีความซับซ้อนกันหลายมิติ ขณะที่ประเทศจีนก็เริ่มทำแผนพัฒนาประเทศ 5 ปี ซึ่งไทยจะสามารถปรับตัวให้สามารถอยู่ได้ โดยรักษาดุลการค้าของประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาไปพร้อมกัน

    ยอมรับว่า วิกฤตพลังงานกดดันราคาสินค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ รวมถึงค่าขนส่ง และการส่งออกในด้านการดูแลค่าครองชีพประชาชน กระทรวงพาณิชย์จะให้ความสำคัญมากที่สุด ยอมรับว่า หากสถานการณ์ ยังไม่คลี่คลายอาจจะต้องยอมขยับราคาสินค้าบางประเภท ตามโครงสร้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์

    ส่วนในระยะถัดไปกระทรวงพาณิชย์ จะผลักดันโครงการ “ไทยช่วยไทย” อย่างเต็มรูปแบบ โดยยกระดับโครงการธงฟ้าเดิม, สินค้า HOUSE BRAND, สินค้าเกษตร โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกองทุนหมู่บ้าน เปิดจุดให้ขายสินค้าโครงการไทยช่วยไทย ผ่าน 800 ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ จำหน่ายสินค้าลดค่าครองชีพทุกวันศุกร์ ขณะนี้มีที่ว่าการอำเภอพร้อมเข้าร่วมแล้ว 660 แห่ง เริ่มโครงการวันที่ 1 พ.ค.นี้ หากยังไม่เพียงพอ ในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงยาก จะใช้โครงการ “ธงฟ้าเคลื่อนที่” และเปิดรับ “รถพุ่มพวง” ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 2,000 คัน และเปิดรับเพิ่มเป็น 5,000 คัน

    คาดว่าจะเปิดรับสมัครภายในสัปดาห์หน้า ภาครัฐจะช่วยเรื่องบัตรเติมน้ำมันแบ่งเป็นรถมอเตอร์ไซต์พ่วงข้างช่วยค่าน้ำมัน 1,500 บาทต่อเดือน รถยนต์ 3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินโครงการได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพ.ค.นี้

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต  ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มสินค้า SMEs กระทรวงฯ ร่วมกับ 6 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Thailand Postmart, Nexgen, Shopee, LAZADA, TikTok และ LINE MAN ซึ่งจะไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) ขณะที่กระทรวงฯ จะช่วยสนับสนุนค่าขนส่ง รวมถึงจัดทำคูปองส่วนลดใบละ 100 บาท ให้กับผู้ซื้อ โดยจะคัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ผลิตจริง มีมาตรฐาน และมีความพร้อมในการจำหน่ายออนไลน์ จำนวน 2,000 ราย เข้าสู่แพลตฟอร์มดังกล่าว โดยมีเป้าหมายขยายไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย

    ที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้ดำเนินนโยบาย Quick Big Win 7 นโยบาย 19 โครงการสำคัญ 80 กิจกรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 73,000 ล้านบาทเกษตรกรได้ประโยชน์ 6,000,000 ครัวเรือนผู้ประกอบการได้ประโยชน์มากกว่า 193,000 ราย

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต  ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    เป้าหมาย คือ ทำให้ประชาชนสามารถประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างโอกาสให้กระจายได้อย่างทั่วถึง ทั้งในระดับชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตซ้อนวิกฤต และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    สำหรับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ จะเน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น และการปรับโครงสร้างรองรับในระยะยาว 5 ประกอบด้วย 1.การดูแลค่าของชีพสร้างรายได้ยกระดับชุม 2.รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร 3. สร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอีและชุมชน 4.สร้างสมดุลย์การส่งออก 5.ยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อคกฎหมาย

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต  ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    กระทรวงพาณิชย์จะใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวง การใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

    โชว์ผลงาน 6 เดือน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 73,000 ล้านบาท

    รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568-มีนาคม 2569) กระทรวงพาณิชย์ได้ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวคิด Quick Big Win โดยเน้นมาตรการเร่งด่วนที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในระยะสั้น ควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาว ดำเนินงานผ่าน 7 นโยบายหลัก 19 โครงการสำคัญ และกว่า 80 กิจกรรม ครอบคลุมการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การดูแลค่าครองชีพ การเสริมสร้างศักยภาพ SMEs การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย–กัมพูชา การรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การเจรจา FTA และการพัฒนาเทคโนโลยีและกฎระเบียบสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 73,000 ล้านบาท โดยเกษตรกรได้รับประโยชน์มากกว่า 6 ล้านครัวเรือน และผู้ประกอบการได้รับประโยชน์มากกว่า 193,000 ราย

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต  ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    “ศุภจี” ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทย”ดูแลค่าครองชีพ

    ในด้านการลดค่าครองชีพ โครงการร้านยาสุขกายสบายกระเป๋า ช่วยลดภาระประชาชนกว่า 5,600 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 16,650 ล้านบาท ขณะที่การส่งเสริมแฟรนไชส์และสินเชื่อ SMEs สามารถสร้างมูลค่าธุรกิจรวมกว่า 1,500 ล้านบาท และขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ

    นอกจากนี้ การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด สามารถหมุนเวียนเศรษฐกิจได้กว่า 325 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การบุกตลาดใหม่และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 34,000 ล้านบาท และผลักดันให้มูลค่าส่งออกรวมเติบโตต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังได้แต่งตั้ง 2 โฆษกกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ คือ นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และนายประคัลร์ กอดำรง เอกอัครราชทูต(ฝ่ายการพาณิชย์) เพื่อประชาสัมพันธ์งานกระทรวงพาณิชย์ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    อ่านข่าว:

    “ศุภจี” เล็งปรับทัพพาณิชย์ครั้งใหญ่ สู้วิกฤตค่าครองชีพสูง เร่งแก้ราคาสินค้าเกษตรพุ่ง

    “ศุภจี” สั่งเพิ่มช่องทาง “ไทยช่วยไทย” ดึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เข้าร่วมเริ่ม 16 เม.ย.นี้

    ราคาพลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง ฉุดเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงในรอบ 6 เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p0fx-VYx2HjMPePlPqSdW

  • ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ล่าสุด ขุนคลังคาดเริ่มเดือนพฤษภาคม 2569

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ล่าสุด ขุนคลังคาดเริ่มเดือนพฤษภาคม 2569

    เลื่อนลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสแล้ว! ล่าสุด ขุนคลังประกาศเปิดสมัครชิงสิทธิ์เดือนพฤษภาคม เริ่มใช้จ่ายเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมเผย จ่อออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน เดือน พ.ค. นี้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คาดว่าจะเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม และเริ่มใช้จ่ายสิทธิได้ในเดือนมิถุนายน 2569 โดยจำนวนเงิน และผู้ที่จะได้รับสิทธินั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และรูปแบบการใช้เงิน เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในระยะยาว

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงก่อนงบประมาณปี 2570 เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาด โดยจะนำมาเสริมกับเงินที่มาจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายปี 2569 วงเงินราว 80,000-100,000 ล้านบาท และเงินจากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท

    นายเอกนิติ ระบุว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของ GDP ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 66% ของ GDP เหลือช่องว่างอีก 4% คิดเป็นเงินที่กู้ได้ 8 แสนล้านบาท จึงไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949896/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09k4XENKguYAx4sLHN78hw

  • ลดค่าไฟ พัฒนาสารเคลือบภายนอก ช่วยลดความร้อนในอาคาร – Techhub

    ลดค่าไฟ พัฒนาสารเคลือบภายนอก ช่วยลดความร้อนในอาคาร – Techhub

    … อากาศร้อนจัด. นักวิจัยนาโนเทคได้ต่อยอดนวัตกรรม สีและสารเคลือบภายนอกเพื่อลดความร้อนสำหรับอาคาร และน้ำยาเคลือบผิวเซลล์แสงอาทิตย์ป้องกันการเกาะฝุ่น รวมถึงเซลล์แสงอาทิตย์ฟิล์ม …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techhub.in.th/nstda-nanocoating-technology-for-solar-energy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iCIwJy9XaasWy-5pufYHC

  • วิจัยเผย การออกกำลังกายที่ “สโตรก” กลัวที่สุด! แค่วันละ 10 นาที ลดเสียงอัมพาตได้เยอะ!

    วิจัยเผย การออกกำลังกายที่ “สโตรก” กลัวที่สุด! แค่วันละ 10 นาที ลดเสียงอัมพาตได้เยอะ!

    อย่ารอให้สาย! วิจัยเผย “วิ่งวันละ 10 นาที” สยบความเสี่ยงสโตรก-อัมพาต หายห่วงเรื่องความดันสูง

    โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรืออัมพฤกษ์-อัมพาต เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกในลำดับต้นๆ แต่รู้หรือไม่ว่า หนึ่งในวิธีป้องกันที่ผู้เชี่ยวชาญยกให้เป็น “ไม้ตาย” นั้นง่ายแสนง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ และใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาทีต่อวันเท่านั้น นั่นคือ “การวิ่ง” ครับ

    ทำไมการวิ่งถึงช่วยป้องกันสโตรก?

    อ้างอิงข้อมูลจาก WebMD และผลการศึกษาขนาดใหญ่ที่ติดตามชีวิตคนวัยผู้ใหญกว่า 55,000 คน นานถึง 15 ปี พบความจริงที่น่าทึ่งว่า:

    • ลดโอกาสเสียชีวิต: คนที่วิ่งเป็นประจำมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือสโตรก ต่ำกว่าคนไม่วิ่งถึง 45%

    • วิ่งน้อยก็ได้ประโยชน์: แม้แต่คนที่วิ่งไม่ถึง 10 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ ก็ยังมีความเสี่ยงต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่วิ่งเลยอย่างเห็นได้ชัด

    • คุมความดันโลหิต: การวิ่งในระดับปานกลางช่วยลดความดันโลหิตในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันสูงเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของสโตรก

    ไม่ใช่แค่ป้องกันสโตรก แต่ “การวิ่ง” ยังให้มากกว่าที่คุณคิด1. ปอดและหัวใจแข็งแรงขึ้น

    เมื่อคุณวิ่ง หัวใจและปอดต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อส่งออกซิเจนไปยังเลือดและกล้ามเนื้อ การทำแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้การเดินขึ้นบันไดหรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องสบายๆ

    2. ปรับอารมณ์ให้แฮปปี้ (Runner’s High)

    การวิ่งเพียง 15 นาทีด้วยความเร็วต่ำ ช่วยให้ร่างกายหลั่งสาร Endocannabinoids ซึ่งเป็นสารลดความเจ็บปวดตามธรรมชาติ ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และเติมพลังงานให้ชีวิตได้ดีกว่าการนั่งพักเฉยๆ เสียอีก

    3. บำรุงกระดูกให้หนาแน่น

    การศึกษาพบว่ากลุ่มคนอายุ 40-85 ปีที่วิ่งสม่ำเสมอ สามารถรักษาหรือเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกได้ดีกว่าคนทั่วไป ช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนเมื่ออายุมากขึ้น

    4. ห่างไกลโรคเรื้อรังและเบาหวาน

    การวิ่งช่วยคุมน้ำหนักและลดความเสี่ยงการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ถึง 28% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่วิ่ง

    5. อายุยืนขึ้นอีก 3 ปี!

    สถิติระบุว่านักวิ่งมีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรต่ำกว่าคนทั่วไป 25-40% และมีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3 ปี

    คำแนะนำสำหรับมือใหม่:

    • อย่าหักโหม: ควรเริ่มจากเดินสลับวิ่งแล้วค่อยๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ

    • ปรึกษาหมอ: หากคุณมีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมการวิ่งเสมอ

    การวิ่งเป็นยาที่ราคาถูกที่สุดจริงๆ แค่สวมรองเท้าแล้วก้าวออกไปวันละ 10 นาที สุขภาพเปลี่ยนแน่นอน ลองเริ่มดูเย็นนี้เลยไหม?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9885318/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PDHke8UQMM5eegFfv4-2w

  • สพฐ. จับมือ ไมโครซอฟท์ ปฏิวัติการศึกษาไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ 29,000 โรงเรียน

    สพฐ. จับมือ ไมโครซอฟท์ ปฏิวัติการศึกษาไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ 29,000 โรงเรียน

    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ร่วมกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการยกระดับระบบการศึกษาไทยผ่านทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยใช้แพลตฟอร์มการศึกษาระดับชาติ National Digital Learning Platform (NDLP) เป็นกลไกหลัก พร้อมประกาศเป้าหมายขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีไปยังโรงเรียนในสังกัดทั่วประเทศจำนวน 29,000 แห่ง ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้แก่เยาวชนไทย

    กิจกรรมนำร่องภายใต้ความร่วมมือนี้คือการจัดการแข่งขัน AI Hackathon ในหัวข้อ ‘My Future Community – ชุมชนแห่งอนาคต’ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนนำร่อง 1,018 แห่งที่ใช้งานแพลตฟอร์ม NDLP ได้นำทักษะด้าน AI มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาจริงในท้องถิ่นของตนเอง

    โดยมีการคัดเลือกทีมผู้สมัครจนเหลือ 8 ทีมสุดท้ายเพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้ได้ผ่านกระบวนการ Hackathon Workshop เพื่อเรียนรู้การสร้างแนวคิดการแก้ปัญหา การพัฒนาข้อเสนอโครงการ และการสร้างชุมชนอัจฉริยะ (Smart Community) ภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนการนำเสนอผลงานจริง

    พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระบุว่าการแข่งขันครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมทักษะดิจิทัลและ AI บนแพลตฟอร์ม NDLP ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และการนำความรู้ไปแก้ปัญหาในโลกจริง ซึ่งเยาวชนที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพแบบครบวงจรสามารถสร้างรูปแบบการนำเสนอผ่านเครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปต่อยอดปฏิบัติได้จริง

    ทั้งนี้ สพฐ. มีแผนยุทธศาสตร์ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนการศึกษาใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อย่างยั่งยืน การยกระดับสมรรถนะผู้เรียนรอบด้าน และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงรุก เพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล โดยปัจจุบันแพลตฟอร์ม NDLP มีสื่อการเรียนรู้พร้อมใช้งานกว่า 1,300 เรื่อง ครอบคลุมทักษะสำคัญ 16 ด้านตามกรอบของ World Economic Forum

    สุภารัตน์ จูระมงคล ผู้อำนวยการด้านทักษะเอไอ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยแนวคิดของหัวข้อการแข่งขันว่ามีพื้นฐานจากการเชื่อมั่นในศักยภาพของเยาวชนไทยที่จะเป็นผู้สร้างอนาคตของชุมชนผ่านการใช้เครื่องมือ AI เป็นทักษะใหม่ในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข หรือความปลอดภัย

    สำหรับเกณฑ์การตัดสินประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก คือ ความชัดเจนและความสมบูรณ์ของกระบวนการตั้งแต่ปัญหาจนถึงผลกระทบ การวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกที่แม่นยำ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของไมโครซอฟท์ เช่น Azure AI หรือ GitHub Copilot ความเป็นไปได้ในการขยายผล และทักษะการนำเสนอและการตอบคำถาม โดยความร่วมมือระยะยาวนี้ ไมโครซอฟท์ได้ส่งมอบหลักสูตรการเรียนรู้ด้าน AI ไว้บนแพลตฟอร์มเพื่อให้เยาวชนเข้าถึงความรู้ได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา

    ผลการแข่งขัน AI Hackathon ในครั้งนี้ ทีมชนะเลิศได้แก่ ทีมตาสระอิสระโอ จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรี กับผลงาน “RubberGuard AI” ซึ่งเป็นการใช้ AI ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดความเสียหายจากโรคในสวนยางพาราเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง ได้รับเงินรางวัลเป็นทุนการศึกษา 50,000 บาท

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม KKS re NPK จากโรงเรียนขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ กับผลงาน Smart Fertilizer Management ที่ใช้ระบบตรวจสภาพดินเพื่อแนะนำสูตรปุ๋ย ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 30,000 บาท

    และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Bergamot จากโรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพมหานคร กับผลงาน MindMirror ซึ่งเป็นระบบ AI สำหรับตรวจจับช่องว่างความเข้าใจระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท

    นอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชยอีก 5 รางวัลที่ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 10,000 บาท และประกาศนียบัตร

    สำหรับการพัฒนาทักษะผ่านแพลตฟอร์ม NDLP

    สำหรับเยาวชนที่สนใจคอร์สเรียนบนแพลตฟอร์ม NDLP ไมโครซอฟท์ได้จัดทำและนำขึ้นแพลตฟอร์ม

    อย่างครบถ้วนแล้ว โดยมีคอร์สเรียนครอบคลุมดังนี้

    • หลักสูตร AI Basics
    • หลักสูตร AI Skills for Everyone
    • หลักสูตร AI Skills for Business Professionals
    • หลักสูตร Microsoft 365 Copilot with Use Cases
    • หลักสูตร Power BI for Beginners
    • Azure AI: Zero to Hero
    • หลักสูตร Prompt Engineering with GitHub Copilot
    • หลักสูตร Cloud-native with Azure Container Apps
    • หลักสูตร Enhanced Pipeline Security with Azure DevOps
    • Machine Learning, Deep Learning, NLP ชื่อคุ้นหู…แต่ไม่รู้คืออะไร
    • สำรวจโลก Generative AI: จากทฤษฎีสู่การสร้างสรรค์จริง
    • เริ่มต้นการผจญภัยกับ AI จากไอเดียสู่การสร้างจริง

    โดย สพฐ. และไมโครซอฟท์จะดำเนินการขยายผลการเข้าถึงแพลตฟอร์มนี้ให้ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดทั้งหมดภายในปี 2569 ตามแผนที่วางไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/obec-microsoft-digital-education-schools/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yoGqcDHZtoTJv3K6XWcz4

  • เปิด 5 “ชุดสวัสดิการพื้นฐาน” ช่วยเด็กวิกฤตการศึกษาทั่วประเทศ

    เปิด 5 “ชุดสวัสดิการพื้นฐาน” ช่วยเด็กวิกฤตการศึกษาทั่วประเทศ

    กสศ. เดินหน้า 5 ชุดโอกาสช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแบบรายคน ทันที ทันการณ์ ตรงจุด พร้อมบูรณาการวิจัยและปฏิบัติการ สร้างระบบคุ้มครองเด็กอย่างยั่งยืน ภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus

    ที่ประชุมคณะทำงานพัฒนานวัตกรรมการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมี ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ในฐานะประธานคณะทำงานดังกล่าว มีมติเห็นชอบ “ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา” เพื่อรับมือช่วงเปิดเทอมปีการศึกษา 2569 ภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus 

    ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคของประเทศไทย โดยผลกระทบดังกล่าวได้กระทบถึงครัวเรือนยากจนที่เปราะบางที่สุด สอดคล้องกับองค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาที่ชี้ชัดว่า ช่วงเปิดภาคเรียนคือจุดวิกฤตทางการเงินของครัวเรือน เพราะรายจ่ายหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาอันสั้น ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบ และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ ทางการศึกษา “แรงกดดันทางการเงินที่สะสมขึ้นในช่วงเปิดเทอม จึงกลายเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่ง เสี่ยงหยุดเรียนหรือหลุดจากระบบการศึกษาไป”

    ดังนั้น เพื่อเสริมพลังมาตรการของหน่วยงานหลัก คณะทำงานฯ จึงมีมติเห็นชอบจัด “ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กวิกฤตการศึกษา” ตาข่ายสุดท้ายเพื่อปกป้องไม่ให้เด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา 3 ระดับ ได้แก่

     (1) อุปสรรคทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้า

     (2) การขาดโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น

     (3) การขาดกลไกรองรับในระยะยาว

    “มาตรการดังกล่าวจะดำเนินการผ่าน “ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตการศึกษา กสศ.” โดยมุ่งช่วยเหลือเด็กและเยาวชนอายุ 3-18 ปีทั่วประเทศ ที่อยู่ในภาวะ “วิกฤตสูงสุด” หรือ “กลุ่มสีแดง” เป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เผชิญข้อจำกัดรุนแรงจนไม่สามารถเรียนต่อได้ ต้องออกไปทำงานเพื่อประคองครอบครัว หรือมีเงื่อนไขชีวิตที่ทำให้เส้นทางการเรียนสะดุดลงอย่างฉับพลัน กสศ. ยืนยันว่า การช่วยเหลือเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ต้องเป็นแบบ “รายคน ทันที ทันการณ์ และตรงจุด” เพราะวิกฤตระยะสั้นในชีวิตเด็กเพียงคนเดียว หากไม่ได้รับการแก้ไขทันเวลา อาจนำไปสู่การหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างถาวร” ศ.ดร.สมพงษ์ ระบุ 

    ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา ประกอบด้วย “5 โอกาส” ได้แก่ 

    โอกาสที่ 1 คูปองการเรียนรู้ Learning Plus

    สวัสดิการสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาแบบบูรณาการ 3 มิติ ทั้งคอร์สทักษะออนไลน์ฟรี ครอบคลุมทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล และทักษะอาชีพยุคใหม่ รวมถึงการสนับสนุนค่าเดินทางและค่าอาหารเช้า

    โอกาสที่ 2 เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่าน Mobile School

     แพลตฟอร์มการเรียนรู้ยืดหยุ่นแบบออนไลน์ (Flexible Learning Platform) ที่เชื่อมการเรียนรู้จากชุมชน พื้นที่ทำงาน และชีวิตประจำวัน เข้ากับผู้เรียน ครู โค้ช และพื้นที่การเรียนรู้ในระบบเดียว มุ่งทลายข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ และเปิดโอกาสให้เรียนฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    โอกาสที่ 3 SIM พร้อมเรียน

    การสนับสนุนอินเทอร์เน็ตฟรีเพื่อการเรียนรู้ ภายใต้หลักคิดว่า “การเชื่อมต่อดิจิทัล” คือโครงสร้างพื้นฐานทางโอกาสที่สำคัญไม่ต่างจากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการเรียนรู้

    โอกาสที่ 4 Learn to Earn

    กลไกการเรียนรู้ควบคู่การทำงาน (Work-Integrated Learning) ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยมีระบบเทียบโอนทักษะจากการทำงานเป็น “หน่วยกิตการศึกษา” เปิดทางให้ผู้เรียนมีรายได้ระหว่างเรียน และได้รับวุฒิการศึกษาที่ได้รับการรับรองเมื่อสำเร็จการศึกษา เพื่อลดเงื่อนไขที่ทำให้เด็กต้องเลือกระหว่าง “ปากท้อง” กับ “อนาคต”

    โอกาสที่ 5 ธนาคารโอกาส

    ระบบกลางจัดสรรทรัพยากรและสวัสดิการด้านอุปกรณ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และสื่อการเรียนรู้ บนหลักการของความโปร่งใสและการมุ่งเป้าอย่างแม่นยำ เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปถึงเด็กที่ต้องการจริง เพราะการขาดอุปกรณ์จำเป็นเพียงชิ้นเดียว อาจทำให้เด็กคนหนึ่งหลุดออกจากการเรียนรู้ได้

    ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้มาตรการครั้งนี้แตกต่างจากการช่วยเหลือเฉพาะหน้า คือการออกแบบให้มี การวิจัยนโยบายควบคู่กับการปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบ “วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม” เพื่อสะสมหลักฐานเชิงประจักษ์จากพื้นที่จริงในทุกมาตรการ และต่อยอดไปสู่การสร้างระบบคุ้มครองเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษาที่ยั่งยืน สามารถใช้ขยายผลระดับนโยบายได้ในอนาคต

    ทั้งนี้ กสศ. พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากจังหวัดทั่วประเทศ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือเด็กวิกฤต โดยสามารถติดต่อ ศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เบอร์สายด่วนโทร 092-596-6155 และ 02-079-5475 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/Ngy3D9XeS&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CLSk4xT38GuLu5JQEVMoY

  • การศึกษากดดันเกินไป? จีนเร่งออกมาตรการลดเครียด งดจัดอันดับ-จำกัดการสอบในโรงเรียน หวังดึงคนตัดสินใจมีลูก

    การศึกษากดดันเกินไป? จีนเร่งออกมาตรการลดเครียด งดจัดอันดับ-จำกัดการสอบในโรงเรียน หวังดึงคนตัดสินใจมีลูก

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กจีนเผชิญแรงกดดันสูงมาก โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่มีการแข่งขันดุเดือด ล่าสุดรัฐบาลจีนเร่งผลักดันมาตรการลดความเครียดในโรงเรียน เพื่อบรรเทาภาระทั้งของนักเรียนและผู้ปกครอง ท่ามกลางความกังวลว่าแรงกดดันดังกล่าวกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ลังเลที่จะมีลูก

    ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ออกแนวทางถึงหน่วยงานท้องถิ่น เน้นย้ำแนวคิด สุขภาพต้องมาก่อน พร้อมกำชับให้โรงเรียนให้ความสำคัญกับการดูแลอารมณ์และลดความเครียดของนักเรียนอย่างจริงจัง ควบคู่กับมาตรการจำกัดการสอบในระดับประถมและมัธยมต้น เพื่อลดการแข่งขันที่รุนแรงเกินไป โดยห้ามสอบข้อเขียนในช่วง 2 ปีแรกของประถมศึกษา ส่วนระดับชั้นอื่นสามารถจัดสอบได้เพียงภาคเรียนละ 1 ครั้ง และห้ามจัดอันดับหรือเปิดเผยคะแนนต่อสาธารณะ โดยให้แจ้งผลเฉพาะนักเรียนและผู้ปกครองเท่านั้น

    นอกจากนี้ ยังสั่งห้ามโรงเรียนในพื้นที่เดียวกันจัดสอบร่วมกัน ยกเว้นระดับชั้นสุดท้าย หลังพบว่าบางแห่งลดเวลาเรียนปกติเพื่อให้นักเรียนฝึกทำข้อสอบซ้ำๆ เพื่อแข่งขันกัน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังออก 10 มาตรการยกระดับสุขภาพจิตนักเรียน มุ่งลดภาระการเรียนที่หนักเกินไปและหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ไร้ระเบียบ ซึ่งกระทบต่อเวลาพักผ่อนของเด็ก หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการขยายเวลาพักระหว่างคาบจาก 10 นาทีเป็น 15 นาที และส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อลดปัญหาสุขภาพ เช่น ภาวะสายตาสั้น หลังพบว่านักเรียนมัธยมในเมืองต้าเหลียนราว 95% ต้องสวมแว่นสายตาในห้องเรียน

    ความเคลื่อนไหวนี้ สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการคลายความตึงเครียดในระบบการศึกษา ท่ามกลางความกังวลว่าแรงกดดันให้บุตรหลานประสบความสำเร็จกำลังซ้ำเติมวิกฤตอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง

    โดยผลสำรวจของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเหรินหมิน ซึ่งเก็บข้อมูลจากประชาชนกว่า 8,000 คนในช่วงปี 2023-2024 พบว่า นอกจากภาระค่าที่อยู่อาศัยแล้ว ความกังวลด้านการศึกษาเป็นอีกปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจมีบุตร เนื่องจากผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาพื้นฐานสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา

    เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนก็สอดคล้องกัน อวี๋ หญิงอายุ 30 กว่าปีจากเมืองต้าเหลียน ซึ่งมีบุตรชายเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กล่าวสังคมจีนยังให้ความสำคัญกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างมาก ใครทำได้ดีก็มีโอกาสในชีวิตมากกว่า ส่งผลให้การแข่งขันทางการศึกษาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังสร้างความตึงเครียดต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัว

    ทั้งนี้ จีนเคยออกนโยบาย ลดภาระสองด้าน เมื่อปี 2021 เพื่อลดการบ้านและการเรียนกวดวิชาหลังเลิกเรียน รวมถึงควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา แต่ผลลัพธ์ยังไม่ชัดเจน ทำให้รัฐบาลต้องกลับมาเร่งแก้ปัญหาอีกครั้ง ท่ามกลางข้อกังขาว่านโยบายเดิมเพียงพอหรือไม่

    ทั้งหมดสอดคล้องข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน รายงานว่า อัตราการเกิดของประเทศลดลงจากมากกว่า 10 ล้านคนในปี 2021 เหลือต่ำกว่า 8 ล้านคนในปี 2025 สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างในระยะยาว แม้ภาครัฐจะออกมาตรการต่อเนื่อง แต่การแข่งขันทางการศึกษายังคงฝังรากลึกในสังคมจีน โดยเฉพาะการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกาเข่า ซึ่งยังคงเป็นด่านสำคัญที่กำหนดโอกาสในชีวิตของนักเรียนจำนวนมาก

    ภาพ: hxdbzxy/shutterstock

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/china-education-stress-reduce-birthrate/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hUN55j_00KoFpEn08G_4E

  • รวยสิบล้านแต่สันดาน “นักส่อง”! รวบเสี่ยคฤหาสน์หรูแอบฝังกล้องห้องน้ำหญิง อ้างวิชาจากยูทูบ | เดลินิวส์

    รวยสิบล้านแต่สันดาน “นักส่อง”! รวบเสี่ยคฤหาสน์หรูแอบฝังกล้องห้องน้ำหญิง อ้างวิชาจากยูทูบ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 เม.ย. 69 พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าขอหมายค้นจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเข้าตรวจค้นคฤหาสน์หรูราคาหลังละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ภายในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

    จากการตรวจค้นภายในบ้านพบ นายคริส (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี เจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นนักธุรกิจหนุ่ม พร้อมของกลาง ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ iPhone 16 Pro สีขาว จำนวน 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Vivo Y29 สีขาว จำนวน 1 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กยี่ห้อ HP สีเทา จำนวน 1 เครื่อง, กล้องวงจรปิดขนาดเล็กชนิดส่งสัญญาณภาพระยะไกล จำนวน 11 ตัว พร้อมอุปกรณ์ควบคุม รวมถึงคลิปและภาพผู้หญิงขณะเข้าห้องน้ำจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศของตนเองหรือผู้อื่น”

    พล.ต.ต.ธวัชชัย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากพนักงานร้านค้าแห่งหนึ่งในพื้นที่ สภ.แม่ปิง ว่าพบกล้องวงจรปิดแบบซ่อน ถูกติดตั้งบริเวณใต้อ่างล้างมือภายในห้องน้ำหญิง โดยหันกล้องไปทางชักโครก จึงเชื่อว่ามีผู้ไม่หวังดีแอบติดตั้งกล้องเพื่อบันทึกภาพหญิงที่เข้าห้องน้ำในลักษณะอนาจาร

    ภายหลัง เจ้าหน้าที่ได้เร่งสืบสวนทางเทคนิคจนสามารถระบุตัวผู้กระทำความผิด และเข้าจับกุมได้ที่บ้านพัก พร้อมตรวจยึดของกลาง โดยจากการตรวจสอบพบว่าภายในห้องน้ำหญิงมีการติดตั้งกล้องแบบควบคุมระยะไกลรวม 4 จุด

    จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ติดตั้งกล้องเพื่อแอบดูและบันทึกภาพ จากนั้นนำไฟล์มาเก็บไว้ดูเอง เจ้าหน้าที่ตรวจพบภาพและคลิปจำนวนมากจากผู้เสียหายหลายราย โดยผู้ต้องหาได้ก่อเหตุมานานกว่า 1 เดือน

    ผู้ต้องหารับสารภาพว่า กระทำไปด้วยความคึกคะนอง โดยศึกษาวิธีการจาก YouTube ก่อนสั่งซื้ออุปกรณ์มาลองทำเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5805299/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05N6G5sUWXdRFU8q18VQWZ

  • ‘วุฒิสภา’ คิกออฟ 27 เม.ย.ให้สมาชิกควักจ่ายเงินค่าข้าวเอง

    ‘วุฒิสภา’ คิกออฟ 27 เม.ย.ให้สมาชิกควักจ่ายเงินค่าข้าวเอง

    ผู้สื่อข่าวรายงานประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมี มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้มีการรับทราบมติคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ภราดร ปริศนานันทกุล เป็นกรรมาธิการวิปวุฒิสภาในสัดส่วนผู้แทนคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะได้มีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภาต่อไป

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา วันจันทร์ที่ 27 เม.ย. และวันอังคารที่ 28 เม.ย. 69 ที่จะมีการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการพัฒนาบัณฑิตให้มีความรู้ สมรรถนะ และคุณธรรมตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน” ของคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “การสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (E – COMMERCE)” ของคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน ยังได้พิจารณาเตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 ราย รวมถึงการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เมื่อสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการแห่งร่างฯ ดังกล่าวแล้ว

    ทั้งนี้ ในการจัดทำคำของบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้มีการตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนการเดินทางไปประชุมทวิภาคีและเยือนต่างประเทศของคณะกรรมาธิการ และค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในสมัยประชุมด้วย

    ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้มีการทบทวนแนวทางการจัดอาหารกลางวันให้แก่ สว. ในวันที่มีการประชุมวุฒิสภาในสมัยประชุมปัจจุบัน โดยมีมติให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดหาร้านอาหารมาให้บริการที่ห้องอาหารสมาชิกวุฒิสภา ชั้น 2 เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 เม.ย. เป็นต้นไป โดย สว. จะต้องรับผิดชอบค่าอาหารด้วยตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/senate-requires-members-to-pay-for-meals-and-cuts-overseas-trip-and-entertainment-budget&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pVQg5p0HUQZUV2uL1IlMi