Blog

  • ผนึก 2 กระทรวง เร่งเครื่องเศรษฐกิจฐานราก ดัน “สิทธิบัตรไทย” จบใน 1 ปี

    ผนึก 2 กระทรวง เร่งเครื่องเศรษฐกิจฐานราก ดัน “สิทธิบัตรไทย” จบใน 1 ปี

    กระทรวง อว. ผนึกกำลังกระทรวงพาณิชย์ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องระดมแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร – SMEs พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบใหม่ผลักดัน “ทรัพย์สินทางปัญญา” เพื่อสร้างสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูง “อ.เชน” เผยตั้งธงทำงานร่วม 2 กระทรวงลดเวลาจดสิทธิบัตรของทุกผลิตภัณฑ์ให้ได้ภายใน 1 ปี

    เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ร่วมประชุมบูรณาการระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวง พณ. โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายวุฒิไกร ลีวีระพันธ์ุ” ปลัดกระทรวง พณ. และผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงาน เข้าร่วม เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งด้านงานวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง อว. เข้ากับศักยภาพด้านการตลาดของกระทรวง พณ. มุ่งเป้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้องประชุมบูรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์

    หลังการประชุม ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ทิศทางการทำงานร่วมกันในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ โดยในระยะเร่งด่วนกระทรวง อว. จะระดมสรรพกำลังจากแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพ ทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) ทั่วประเทศ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยี เสริมทักษะอาชีพ และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ SMEs นอกจากนี้ ในระยะยาวกระทรวง อว. ได้เตรียมวางรากฐานประเทศสู่การเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value Economy) โดยพร้อมเป็นทัพหน้าในการยกระดับคุณภาพทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ร่วมกับสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อสร้างสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูงและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการบูรณาการร่วมกับกระทรวง พณ. เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบและผลักดันกระบวนการจดสิทธิบัตรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มต่อยอดจากระบบ Fast Track ในกลุ่มสินค้าการแพทย์และอาหารแล้ว

    “เป้าหมายสำคัญคือการลดเวลาการจดสิทธิบัตร หากกระทรวง อว. สามารถเข้ามาช่วยเตรียมความพร้อมในส่วนหน้า และทำงานบูรณาการร่วมกับกระทรวง พณ. อย่างใกล้ชิด เราอาจจะสามารถผลักดันให้การจดสิทธิบัตรของทุกผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นและพร้อมนำไปใช้ประโยชน์ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

    ด้าน นางศุภจี กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการประชุมในครั้งนี้ คือการนำจุดแข็งของกระทรวง อว. และกระทรวง พณ. มาเชื่อมโยงกัน โดยนำงานวิจัย ความรู้ ความสามารถของทางกระทรวง อว. มาช่วยเสริมความสามารถในการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะแบ่งการทำงานเป็น 4 ประเด็น คือ 1. ยกระดับสินค้าเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยใช้องค์ความรู้ไปช่วยเพิ่มมูลค่า 2. สร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรและนวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน โดยนำไปต่อยอดใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจให้ SMEs 3. ผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์และการส่งออก เปลี่ยนงานวิจัยบนหิ้งให้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่จับต้องได้ และ 4. พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและเทคโนโลยี ติดอาวุธทางข้อมูลให้ SMEs ไทย โดยขับเคลื่อนการทำงานของรัฐด้วยข้อมูล (Data) และนวัตกรรม

    รองนายกฯ และ รมว.พณ. กล่าวต่อว่า กระทรวง พณ. พร้อมนำกลไกการตลาดมาเชื่อมต่อกับงานวิจัยของกระทรวง อว. เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถนำไปใช้จริงและเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ โดยในเบื้องต้นจะมีการนำเครือข่ายของ อว. เข้ามาช่วยเพิ่มทักษะ ทั้ง Upskill และ Reskill ให้กับกลุ่มสินค้าชุมชนและ SMEs ในโครงการไทยช่วยไทยทันที ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองกระทรวงยังเตรียมผลักดันนโยบายสำคัญอย่าง การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ (IP Finance) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ของกระทรวง อว. และเตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสร้างกลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถนำสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินได้ ซึ่งจะถือเป็นการพลิกโฉมหน้าการนำงานวิจัยจากหิ้งมาต่อยอดสร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/291505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zNbpXMhES1md8DG_GYICy

  • ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่ายเพิ่ม 60:40 ทยอยจ่ายให้ จ่อใช้เกณฑ์เดิม คนละครึ่งพลัส

    ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่ายเพิ่ม 60:40 ทยอยจ่ายให้ จ่อใช้เกณฑ์เดิม คนละครึ่งพลัส

              รัฐบาลเดินหน้า ไทยช่วยไทยพลัส ลุยสูตร 60:40 รัฐบาลจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ไม่ใช่แค่คนละครึ่ง รัฐทยอยจ่ายให้ จ่อใช้เกณฑ์เดิม คนละครึ่งพลัส 

    ไทยช่วยไทยพลัส

              วันที่ 23 เมษายน 2569 มีความคืบหน้าเกี่ยวกับ โครงการไทยช่วยไทยพลัส โดย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ ซึ่งอาจใช้รูปแบบ 60:40 คือ รัฐบาลจะจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ซึ่งเบื้องต้นอาจเป็นการทยอยจ่าย ส่วนระยะเวลาการให้เงินยังอยู่ระหว่างพิจารณา

    เงื่อนไขรับสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส 

              – มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป 

              – ใช้เกณฑ์เดิมของ คนละครึ่งพลัส 

    จำนวนผู้ได้รับสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส 

              ยังอยู่ระหว่างพิจารณา 

              โดยโครงการนี้จะไปร่วมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย จึงต้องมาคำนวณดูว่าใช้งบประมาณโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปแล้ว มีเงินเหลือเท่าไหร่มาทำส่วนของ ไทยช่วยไทยพลัส 

              สำหรับแหล่งเงินของไทยช่วยไทยพลัส อาจจะเป็นเงินกู้หรือเงินงบประมาณก็เป็นไปได้ทั้งหมด และยังมีแหล่งเงินที่สามารถใช้ได้ตอนนี้คือ งบกลาง และรัฐบาลยังเตรียมออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน จึงคิดว่าน่าจะมีแหล่งเงินรองรับโครงการได้

    ขอบคุณข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view300516.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jn3-zh749kc_j2aKe4K6E

  • ร่างพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชิลี

    ร่างพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชิลี

    ชิลีกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศด้วย “ร่างพระราชบัญญัติการการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” ฉบับใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของประธานาธิบดีโฆเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาความซบเซาทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอย่างเร่งด่วน ซึ่งประธานาธิบดีคาสต์ลงนามและนำร่างพระราชบัญญัติฯ เข้าเสนอต่อรัฐสภา เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฯ มีมาตรการกว่า 40 ข้อ ครอบคลุมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การลดภาษี ส่งเสริมการลงทุน การจ้างงาน ควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของประเทศ ฯลฯ ซึ่งมีรายละเอียดหลักที่น่าสนใจโดยสรุปดังนี้ 

    มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน

    ความมั่นคงทางภาษี สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนเกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป จะได้รับอัตราภาษีคงที่เป็นเวลาสูงสุดถึง 25 ปี[1] ช่วยปกป้องบริษัทจากการขึ้นภาษีหรือการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านภาษีในอนาคต กลไกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจเชิงกลยุทธ์ อาทิ ธุรกิจเหมืองแร่ ธุรกิจผลิตลิเทียม ธุรกิจพลังงานสะอาด และภาคการก่อสร้าง ที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาวและมีต้นทุนสูง

    การลดขั้นตอนทางราชการ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่กระทบต่อภาคการลงทุนและเศรษฐกิจของชิลี เนื่องจากระบบการขออนุญาตที่ซับซ้อนทำให้โครงการต่าง ๆ ต้องหยุดชะงักเป็นเวลาหลายปี การปรับกฎระเบียบเพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติโครงการจะช่วยลดระยะเวลาในการขอใบอนุญาติโครงการต่าง ๆ จากที่เคยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี จะเหลือเพียง 6 เดือน[2] 

    การคุ้มครองการลงทุนสำหรับโครงการที่ได้รับการอนุมัติ[3] หากโครงการที่ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินงานและมีมติรับรองด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว (ในช่วงการรอใบอนุญาต) หากถูกเพิกถอนในภายหลังโดยคำสั่งศาล (จากการเปลี่ยนแปลงและบังคับใช้กฎหมายใหม่) จะมีกลไกการชดเชยค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่เกิดขึ้นไปแล้ว จุดประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในการริเริ่มโครงการใหม่ ๆ 

    การดึงเงินทุนกลับเข้าประเทศ เสนอให้ปรับลดอัตราภาษีเงินได้นอกประเทศ โดยเสียภาษีเพียงครั้งเดียวในอัตราร้อยละ หากนำกลับมาลงทุนในประเทศภายในระยะเวลา 3 ปี หลังจากประกาศใช้กฎหมาย (ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 35)

    มาตรการด้านการลดภาษี

    ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล มีการเสนอให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 27 เหลือร้อยละ 23 โดยจะทะยอยลดลงในแต่ละปี ซึ่งอัตราภาษีดังกล่าวในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 27 และตั้งเป้าหมายว่าในปี 2570 จะลดลงเหลือร้อยละ 25.5 ปี 2571 เหลือร้อยละ 24 และปี 2572 เหลือร้อยละ 23 โดยวัตถุประสงค์ของการลดอัตราภาษีฯ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของชิลีให้เทียบเท่ามาตรฐานของ OECD ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งบริษัทขนาดใหญ่และ SME กว่า 230,000 แห่ง      

    ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากร้อยละ 19 เหลือร้อยละ 0 เป็นระยะเวลา 12 เดือน สำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยจะมีการนำบ้านใหม่จำนวนกว่า 1 แสนหลังที่ไม่มีผู้ซื้อจำหน่ายออกสู่ตลาด ซึ่งมาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยให้กับภาคประชาชนและกระตุ้นกิจกรรมในภาคการก่อสร้าง

    ยกเว้นภาษีที่ดิน สำหรับเจ้าของบ้านที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป (เฉพาะบ้านหลังแรกที่ใช้พักอาศัยเท่านั้น)

    มาตรการส่งเสริมการจ้างงาน

    มอบเงินอุดหนุนเงินเดือน สนับสนุนเงินเข้าสู่ระบบปีละ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลดีต่อแรงงานจำนวนกว่า 4 ล้านคน โดยนายจ้างสามารถขอยื่นรับสิทธิประโยชน์นี้ ในกรณีที่มีลูกจ้างเงินเดือนระหว่าง 545,000 ถึง 838,000 เปโซชิลี (620 เหรียญสหรัฐ ถึง 950 เหรียญสหรัฐ) โดยจะได้รับเป็นเครดิตเงินอุดหนุนโดยตรง เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดตอนชำระภาษีเงินได้ ทั้งนี้ อัตราเงินอุดหนุนจะอยู่ที่ร้อยละ 15 ของยอดเงินเดือน 545,000 เปโซชิลี และจะทะยอยลดลงจนเหลือ สำหรับยอดเงินเดือนที่เกิน 838,000 เปโซชิลี ซึ่งผลลัพธ์จากมาตรการนี้  จะสะท้อนต้นทุนการจ้างงานที่ลดลงของทั้งบริษัทขนาดใหญ่และ SME ทำให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น

    มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐ

    ปฏิรูประบบราชการ ปรับปรุงและควบคุมการดำเนินงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กำหนดบทลงโทษการใช้วันลาป่วยของเจ้าหน้าที่รัฐโดยมิชอบ โดยให้มีผลถึงแพทย์ผู้ออกใบรับรองการลานั้นด้วย  นอกจากนี้ ยังจัดให้มีโครงการเกษียณอายุราชการก่อนเวลาโดยสมัครใจโดยมอบเงินชดเชยให้มากกว่าเดิม 3 เท่า

    ระงับการรับสถาบันการศึกษาใหม่ที่จะเข้าร่วมโครงการเรียนฟรี[1] เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐ โดยนายฮอร์เก กิรอซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจ้งว่าที่ผ่านมาจากการดำเนินโครงการเรียนฟรีเป็นเวลา 4 ปี รัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการเรียนฟรีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ซึ่งปัจจุบันแตะระดับที่ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี นอกจากนี้ มีการเสนอการพัฒนาการจัดเก็บเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่รัฐค้ำประกัน (CAE) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    มาตรการด้านความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของประเทศ

    กองทุนฉุกเฉินและฟื้นฟูผู้ประสบภัย สนับสนุนเงินกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้ากองทุนฉุกเฉินฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ไฟใหม้ในแคว้น Nuble และ Biobio ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติมหากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในอนาคต

    ความปลอดภัยและปราบปรามอาชญากรรม ตั้งแต่การเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีคาสต์เผยว่าการดำเนินการตามแผน โล่ป้องกันชายแดน แสดงผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจจำนวนผู้ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายลดลง และจะดำเนินการตามแผนฯ ต่อไป โดยรัฐบาลได้ดำเนินการจับกุมและเนรเทศผู้ลักลอบเข้าเมืองหลายพันคน นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการทำงานของตำรวจอย่างเต็มที่ ทำให้ตัวเลขการก่อคดีอาชญากรรมลดลงหลายพันคดีต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนประธานาธิบดีคาสต์เข้ารับตำแหน่ง 

    จัดตั้งกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ[1] เพื่อบูรณาการการทำงานของสถาบันต่าง ๆ อาทิ กรมตำรวจ หน่วยสืบสวนสอบสอน กรมราชทัณฑ์ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กรมสรรพากร  กรมศุลกากร เทศบาล สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการรักษาความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของชาติ

    รัฐบาลตั้งเป้าที่จะให้ร่างพระราชบัญญัติการการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับนี้ได้รับการอนุมัติภายในต้นเดือนกันยายน 2569 เพื่อให้สามารถนำไปรวมไว้ในกฎหมายงบประมาณปี 2570 ได้ โดยประธานาธิบดีคาสต์ได้กำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การบรรลุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 4 ต่อปี ลดอัตราการว่างงานจากร้อยละ 8.3 เหลือร้อยละ 6.5 และบรรลุความสมดุลทางการคลังเชิงโครงสร้างของประเทศให้ได้ภายในปี 2573 โดยประธานาธิบดีคาสต์ได้กล่าวปิดท้ายในการประชุมรัฐสภาว่า เรากำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้องเป็นก้าวแรก ร่างพระราชบัญญัติฯ นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาประเทศของเราและหวังว่ารัฐสภาจะพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาวชิลีทุกคน

    บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคตฯ

    ประเทศชิลีอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจซบเซาโดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยเพียงร้อยละ ต่อปี ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลลบต่อการเติบโตและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของชิลี เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบเชื่อมโยงกันทั่วโลก การที่รัฐบาลของประธานาธิบดีคาสต์เสนอแนวทางที่ชัดเจนในการฟื้นฟูประเทศ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเตรียมความพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม สคต.ฯ เห็นว่าขอบเขตของร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญนั้น อาจทำให้กระบวนพิจารณาทางกฎหมายในรัฐสภาที่มีความซับซ้อนอยู่แล้ว จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก และอาจทำให้ผลการพิจารณาการปรับปรุงกฎหมายไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากรัฐภา จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างชิลีและประเทศคู่ค้าต่าง ๆ รวมทั้งไทย เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้มีลักษณะเป็น Businessbase หรือเอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

    ผลกระทบต่อประเทศไทย 

    โอกาสในการขยายการลงทุนของไทย: ชิลีตั้งเป้าลดขั้นตอนและระยะเวลาการขออนุมัติโครงการลงทุนต่าง ๆ จาก ปี เหลือเพียง เดือน และให้ความมั่นคงทางภาษีสูงสุดถึง 25 ปี ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีความพร้อม (โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานสะอาด พลังงานทางเลือก แบตเตอรี่รถไฟฟ้า และธุรกิจก่อสร้าง) ให้เข้าไปลงทุน/ตั้งฐานการผลิตหรือร่วมลงทุนในชิลีได้สะดวกมากขึ้นและมีความเสี่ยงด้านภาษีที่ต่ำลง

    กระตุ้นการลงทุนใหม่และเพิ่มโอกาสการนำเข้า: การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและมอบเงินอุดหนุนการจ้างงาน   จะทำให้โครงสร้างต้นทุนธุรกิจในชิลีลดลง ส่งผลให้ภาคธุรกิจของชิลีมีความคล่องตัวสูงขึ้น อาจกระตุ้นการลงทุนจากผู้ประกอบการชาวชิลีทั้งรายเก่าและรายใหม่ในการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เหลือร้อยละศูนย์สำหรับอสังหาริมทรัพย์ เพื่อระบายสต็อกที่อยู่อาศัยกว่า แสนหลัง และการก่อสร้างที่พักอาศัยใหม่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอัคคีภัย จะกระตุ้นความต้องการสินค้าในหมวดอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้าง รวมไปถึง รถกระบะ รถบรรทุก เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และของใช้ภายในบ้าน โดยในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องในกลุ่มดังกล่าวมายังชิลีรวมมูลค่ากว่า 331.30 ล้านเหรียญสหรัฐ 

    ร่างพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศฉบับนี้ ถือเป็นแผนแม่บทที่มีความทะเยอทะยานและครอบคลุมที่สุดในรอบทศวรรษของชิลี โดยมุ่งเน้นการใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและความมั่นคงทางภาษีเป็นเครื่องมือ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน หากร่างระราชบัญญัติฯ นี้สามารถบังคับใช้ได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด   จะเป็นโอกาสสำคัญให้ชิลีบรรลุเป้าหมายพลิกฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจตามที่ตั้งไว้ แต่ยังเป็นโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและภาคการส่งออก ให้สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่ในชิลีได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมายนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของชิลีต่อไป

    __________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

              เมษายน 2569


    [1] https://www.gob.cl/en/news/chile-to-have-new-public-security-ministry-learn-details-of-its-functions/


    [1] https://www.hacienda.cl/noticias-y-eventos/noticias/ministro-quiroz-detalla-pilares-del-plan-de-reconstruccion-nacional-para


    [1] https://www.hacienda.cl/noticias-y-eventos/noticias/ministro-quiroz-detalla-pilares-del-plan-de-reconstruccion-nacional-para

    [2] https://www.gob.cl/noticias/principales-medidas-plan-reconstruccion-nacional-detalles/

    [3] https://www.gob.cl/noticias/principales-medidas-plan-reconstruccion-nacional-detalles/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wplxrsfp9pnu40w0ar71awvc&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y1MzFM_WvxC3CnsUDuIs1

  • เหยื่อร้องกองปราบ ถูกเพจท่องเที่ยวทิพย์หลอก ผู้เสียหายโผล่เพียบ หลังนัดคืนเงิน แล้วเบี้ยวซ้ำซ้อน

    เหยื่อร้องกองปราบ ถูกเพจท่องเที่ยวทิพย์หลอก ผู้เสียหายโผล่เพียบ หลังนัดคืนเงิน แล้วเบี้ยวซ้ำซ้อน

    เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 23 เม.ย. 69 ที่ บริเวณริมฟุตบาทหน้าแดนเนรมิตเก่า จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ ได้นำ น้องฟ้า ลูกสาว จ่ายันต์ อดีตทหารอากาศ สังกัด อย. พร้อมด้วยกลุ่มผู้เสียหาย เดินทางเข้าร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีถูกเพจนำเที่ยวชื่อดังหลอกจัดทริปขี่ม้าและเดินป่า ทิพย์ เชิดเงินหนีรวมมูลค่าความเสียหายหลายแสนบาท

    เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ คุณฟ้า ลูกสาวของจ่ายันต์ ได้จองทริปเทรลขี่ม้าที่จังหวัดลพบุรีผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง สำหรับการเดินทางวันที่ 10-11 ม.ค. 2569 โดยได้โอนเงินค่าทริปเต็มจำนวนรวม 12,000 บาท ไปตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 2568

    กระทั่งถึงวันนัดหมาย (10 ม.ค. 2569) ผู้เสียหายทั้งหมด 6 คน เดินทางไปถึงฟาร์มม้าที่จังหวัดลพบุรี แต่กลับได้รับคำตอบที่น่าตกใจจากทางฟาร์มว่า “ไม่ได้รับการประสานงานและไม่มีเงินโอนมาจากทางเพจ” ทำให้ไม่สามารถให้บริการขี่ม้าได้ กลุ่มผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าถูกหลอกและเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เมืองลพบุรี ในวันเดียวกัน

    เจ้าของเพจได้เจรจาและรับปากว่าจะคืนเงินทั้งหมดให้ภายในวันที่ 14 ม.ค. 2569 แต่เมื่อถึงกำหนดกลับเงียบหาย ไม่สามารถติดต่อได้ กลุ่มผู้เสียหายจึงเริ่มเดินหน้าพึ่งพากระบวนการยุติธรรมในหลายช่องทาง ดังนี้

    – 15 ม.ค. 2569 ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

    – 26 ม.ค. 2569 สคบ. แจ้งประสานส่งเรื่องต่อไปยังกรมการท่องเที่ยว

    – 20 ก.พ. 2569 ผู้เสียหายติดตามเรื่องด้วยตนเองจนพบเจ้าหน้าที่นิติกร ซึ่งระบุว่าได้เรียกเจ้าของเพจมาพบแล้ว โดยทางเพจขอเลื่อนการจ่ายเงินคืนไปเป็นวันที่ 23 มี.ค. 2569

    – 23 มี.ค. 2569 – ปัจจุบัน เมื่อถึงกำหนดนัดครั้งล่าสุด เจ้าของเพจยังคงนิ่งเฉย ไม่มีการคืนเงินและไม่มีการติดต่อกลับใดๆ

    จากการรวบรวมข้อมูลของกลุ่มผู้เสียหายพบว่า เพจดังกล่าวมักใช้รูปแบบการหลอกลวงซ้ำๆ ทั้งทริปขี่ม้า ทริปเดินป่า และทริปท่องเที่ยวเชิงผจญภัยอื่นๆ

    “ตอนนี้รวบรวมผู้เสียหายที่โดนโกงในลักษณะเดียวกันได้แล้วถึง 13 คน คาดว่าน่าจะมีผู้เสียหายนับร้อยราย ซึ่งทุกคนถูกหลอกให้รอและเลื่อนนัดวันคืนเงินวนไปเรื่อยๆ จนหมดความหวัง จึงต้องมาร้องขอให้จ่าคิงส์พาเข้าแจ้งความที่กองปราบในวันนี้” คุณฟ้า ตัวแทนผู้เสียหายระบุ

    ด้าน จ่าคิงส์ แตงทิม ฝากเตือนถึงประชาชนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงเอ็กซ์ตรีม ให้ตรวจสอบเลขใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยวให้ชัดเจนก่อนโอนเงิน และตรวจสอบประวัติของเพจจากกลุ่มรีวิวต่างๆ พร้อมทิ้งท้ายว่า หากมีผู้เสียหายรายอื่นที่ถูกเพจนี้หลอกลวงในลักษณะเดียวกัน ขอให้รีบแสดงตัวเพื่อรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีให้ถึงที่สุดต่อไป

    เบื้องต้นผู้เสียหายเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.เพื่อให้ข้อมูลเอาผิดเพจดังกล่าวอยู่

    ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/social/43389&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t7tU7DMaHU6i-1d7_vZXE

  • สื่อมวลชนปัญญาอ่อน?

    สื่อมวลชนปัญญาอ่อน?

    เหตุนี้กระมัง..เมื่อรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย-คุณอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ จึงได้เห็นข่าวจาก “ผู้จัดการออนไลน์” ที่รายงาน..

    “นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าวถึงกรณีมีการสะท้อนปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวบางคน บางกลุ่ม ว่า

    หลังจากที่มีการทดลองใช้ฟรีวีซ่าแบบ 60 วัน กับนักท่องเที่ยวในหลายประเทศเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา

    ปรากฏว่ามีการสะท้อนปัญหาเข้ามามากมาย ซึ่งเรื่องนี้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งฝ่ายความมั่นคงจะต้องกลับมาทบทวนถึงมาตรการฟรีวีซ่า

    เพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากที่สุด..ซึ่งในการทบทวนนั้นจะต้องมองในเรื่องของการปฏิบัติว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความเหมาะสม

    รวมทั้งจะทำอย่างไรกับนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และจะมีการปรับอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจากนักท่องเที่ยวที่ไม่พึงประสงค์..”

    ครับ..ตอนนั้นแม้ผมจะไม่ได้เห็นต่าง เพราะเชื่อ-และมั่นใจในทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทยจะได้มีการกลั่นกรอง พิจารณารอบคอบถี่ถ้วนดีแล้ว

    แต่เมื่อเป็นที่ประจักษ์ว่า “นโยบายฟรีวีซ่า 90 วัน 93 ประเทศ” ประโยชน์น้อยกว่าความชิบหาย เอ๊ยเสียหายของประเทศ-สังคม

    ผมจึงเลยเห็นดี-เห็นงาม และขอสนับสนุนที่รัฐบาลเตรียมยกเลิก “ฟรีวีซ่า” ..อย่าอืดอาดล่ะ รีบนำเข้าพิจารณาในการประชุม ครม. ออกเป็นมติ..เร็ว!

    เอ้า..แล้วนั่นจะเห็นด้วยดีไหม? ก็ที่คุณจักรพล ผลละออ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาชน โพสต์กรณีมีเสียงวิจารณ์การทำงานของพรรค ว่า..

    “จริงๆ เรื่องนี้อยู่นอกประเด็นการเขียนเรื่องพรรคมวลชน แต่เป็นเรื่องที่ผมครุ่นคิดกับมันมาสักระยะหนึ่งแล้ว

    ผมคิดว่าสื่อมวลชนของเรา ขออภัยหากใช้ถ้อยคำรุนแรง คือถ้าพูดตามตรง “ปัญญาอ่อน” กันขึ้นทุกวัน

    ก่อนหน้านี้หรือก่อนผมเกิด เราเคยเชื่อว่าสื่อมวลชนเป็นฐานันดรที่สี่ เป็นชนชั้นพิเศษ มีอภิสิทธิ์ หรือเป็นปราการปกป้องเสรีภาพและประชาธิปไตย

    จนได้พูดกันว่าเสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน

    แต่ดูคุณภาพสื่อมวลชนทุกวันนี้กันเถอะครับ เราคาดหวังสื่อมวลชนในฐานะปราการปกป้องอะไรได้บ้าง สื่อมวลชนไม่ได้คัดกรองข่าวหรือชี้นำความคิดอะไรแก่สังคมเลย

    ได้แต่หยิบเอาเรื่องปัญญาอ่อนอะไรก็ได้ที่น่าจะมีคนสนใจมาเขียนข่าวกันไปวันๆ สถานะผู้ชี้นำความคิดหรือปราการปกป้องประชาธิปไตยอะไรนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

    เหลือสื่อมวลชนไม่กี่คนเท่านั้นที่คิดเรื่องนี้ และที่น่าเศร้าคือสื่อจำนวนมากที่สำนึกเรื่องนี้เป็นสื่ออิสระหรือสื่อพลเมืองที่ไม่ใช่สื่อมวลชนอาชีพมีสังกัดใหญ่โตด้วย

    แต่คนเหล่านี้แม่นยำเรื่องจรรยาบรรณสื่อเสียยิ่งกว่าพวกจบสื่อสารมวลชนมาหากินกับอาชีพสื่อหลายคนเสียอีก

    สำหรับผม ถ้าเราคาดหวังให้ประเทศนี้ก้าวหน้า มีอนาคต สื่อมวลชนในฐานะฐานันดรที่สี่ ก็ต้องช่วยชี้นำความคิดสังคมด้วย ต้องเลิกเสนอข่าวดรามาปัญญาอ่อน ไร้สาระ

    แล้วผลักดันความคิดชี้นำในสังคม เลิกคิดง่ายๆ แบบสุกเอาเผากินหากินกับเรื่องงี่เง่าแล้วทำข่าวเชิงลึกเสริมสร้างสติปัญญาแก่สังคมบ้าง

    พูดแบบนี้เพื่อนสนิทมิตรสหายที่เป็นสื่ออาจจะโกรธ อาจจะเกลียดผม แต่นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าต้องพูด ไม่อย่างนั้นเราก็จะวนเวียนอยู่ในวัฏจักรแบบนี้กันไม่รู้จบ..”

    เอาเถอะ..แม้จะไม่ใช่เพื่อนสนิท แต่ผมก็ไม่โกรธ-เกลียดคุณจักรพลหรอกน่า เป็นสิทธิที่จะมองกันได้ แต่ขอออกตัวนิด..สื่อมวลชนไม่ได้เป็นชนชั้นพิเศษอะไรเลย

    และเป็นองค์กร-สังคมที่มีทั้งคนดี-คนไม่ดีปะปนกันเฉกเช่นสมาชิกในพรรคประชาชนนั่นแหละ!

    อ้อ..เรื่องผลักดันความคิดชี้นำในสังคม สื่อก็ได้ทำมาโดยตลอดทุกยุค-ทุกสมัย ยิ่งยุคนี้ยิ่งต้องทำหนักขึ้น เพราะมีกลุ่มคนบางคณะได้พยายามชักจูงชี้นำสังคมไปในทางผิดๆ แบบสุกเอาเผากิน

    ส่วนที่ว่า สื่อปัญญาอ่อนนั้นผมไม่เถียง และเชื่อคุณจักรพลก็คงไม่เถียง หากผมจะบอกว่า..

    สส.พรรคประชาชนก็มี..ปัญญาอ๋อนนอ่อน!.

    สันต์ สะตอแมน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/984707/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z7poFIfa9TAGMoIWiuGtv

  • มะนาวราคาพุ่งแรง จนต้องกางมุ้งนอนเฝ้า

    มะนาวราคาพุ่งแรง จนต้องกางมุ้งนอนเฝ้า

    (23 เม.ย. 69) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สวนมะนาวของนางนงนุช เกษตรกรบ้านสระงาม ต.บ้านมะเกลือ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ที่กำลังเร่งจ้างคนงานเก็บผลผลิตมะนาวส่งขาย หลังราคามะนาวในช่วงฤดูแล้งปีนี้พุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 30-35 บาท และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งส่งผลให้มะนาวขาดตลาดแต่ความต้องการของผู้บริโภคยังคงสูง สร้างรายได้หมุนเวียนให้ครอบครัวเป็นกอบเป็นกำในระยะนี้

    .

    อย่างไรก็ตาม จากราคาที่ขยับสูงขึ้นทำให้มะนาวกลายเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ นางนงนุชเผยว่าปีที่ผ่านมาสวนมะนาวเคยถูกขโมยลักลอบเข้ามาเก็บผลผลิตไปเป็นจำนวนมากจนสูญเสียรายได้มหาศาล ในปีนี้จึงต้องออกมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด ทั้งการเพิ่มความถี่ในการเดินตรวจตรา และจำเป็นต้องนอนเฝ้าสวนในช่วงเวลากลางคืนเพื่อรักษาผลผลิตที่เหลืออยู่

    .

    นอกจากมาตรการเฝ้าระวังขโมย เกษตรกรยังต้องแบกรับภาระในการดูแลสวนให้รอดพ้นจากภัยแล้ง ทั้งการเร่งรดน้ำและใส่ปุ๋ยเพื่อให้มะนาวออกผลผลิตได้ตามคุณภาพ โดยนางนงนุชระบุว่าต้องจัดคนเฝ้ายามตลอดทั้งคืนเพื่อความไม่ประมาท เนื่องจากมะนาวในสวนมีมูลค่าสูงและเป็นรายได้หลักของครอบครัวในช่วงวิกฤตภัยแล้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NZnTVx5Ob&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z40iTH5uz2UNSSe2f-sn5

  • กรมการท่องเที่ยวพร้อมเครือข่าย บุกจับบริษัททัวร์ย่านราชปรารภ “ไม่ทำประกันภัยนักท่องเที่ยว – ต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย”

    กรมการท่องเที่ยวพร้อมเครือข่าย บุกจับบริษัททัวร์ย่านราชปรารภ “ไม่ทำประกันภัยนักท่องเที่ยว – ต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย”

    กรมการท่องเที่ยวพร้อมเครือข่าย บุกจับบริษัททัวร์ย่านราชปรารภ “ไม่ทำประกันภัยนักท่องเที่ยว – ต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย”

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากหัวหน้ากลุ่มตรวจและกำกับธุรกิจนำเที่ยวมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยว กรมการท่องเที่ยว ซึ่งได้ร่วมกับกองกำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบธุรกิจนำเที่ยว (บริษัททัวร์) ย่านถนนราชปรารภ ตามเบาะแสที่ได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพบว่า ไม่สามารถแสดงเอกสารการจัดทำประกันภัยนักท่องเที่ยว รวมทั้งมีการว่าจ้างบุคคลสัญชาติอินเดียทำงานในบริษัททัวร์ โดยไม่มีใบอนุญาตทำงานในราชอาณาจักร เบื้องต้นเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 กรณีไม่ทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะถูกปรับพินัยในอัตราไม่เกิน 500,000 บาท พร้อมทั้งโทษทางปกครองถูกพักใช้ใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน รวมถึงการดำเนินคดีตามกฎหมายจัดหางาน และการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นคนไทยของบริษัท จากนั้นจึงนำตัวส่งสถานีตำรวจนครบาลพญาไท เพื่อดำเนินคดีต่อไป

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวขอบคุณเครือข่ายเฝ้าระวังการทำทัวร์เถื่อนไกด์เถื่อนที่ได้ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ จนนำไปสู่การเฝ้าสังเกตพฤติการณ์และจับกุมดำเนินคดีได้ในที่สุด กรมการท่องเที่ยวจะดำเนินการอย่างเข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของนักท่องเที่ยวและรักษามาตรฐานวิชาชีพธุรกิจนำเที่ยวของไทยให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1014219&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R8feZYA3e9OaXsc9SYY3C

  • ฟิล์ม ธนภัทร เปิดใจ! โดนจู่โจมหอมแก้มกลางงาน – บันเทิง ดารา – Teenee.com

    ฟิล์ม ธนภัทร เปิดใจ! โดนจู่โจมหอมแก้มกลางงาน – บันเทิง ดารา – Teenee.com

    ฟิล์ม ธนภัทร ออกมาเปิดใจถึงเหตุการณ์สุดช็อก หลังเจอแฟนคลับพุ่งเข้าหาหวังซุกไซ้หอมแก้ม โดยเจ้าตัวยอมรับว่าตกใจเพราะเป็นครั้งแรกที่เจอแบบนี้ แต่ยังอารมณ์ดีปล่อยมุก “ความน่ารักเป็นเหตุ” …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://entertain.teenee.com/thaistar/319439.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D03LZdG1FfppmPLiO5eNi

  • รอผล 2 สัปดาห์ ส่งปลาแข้น้ำโขงมีตุ่มขึ้นเต็มตัวตรวจสารปนเปื้อน

    รอผล 2 สัปดาห์ ส่งปลาแข้น้ำโขงมีตุ่มขึ้นเต็มตัวตรวจสารปนเปื้อน

    ภูมิภาค

    รอผล 2 สัปดาห์ ส่งปลาแข้น้ำโขงมีตุ่มขึ้นเต็มตัวตรวจสารปนเปื้อน

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.53 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีชาวประมงอำเภอเชียงคาน จ.เลย พบปลาแข้ที่บริเวณดอนไข่ น้ำหนัก 100 กรัม ยาว 23 เซนติเมตร  มีลักษณะผิดปกติ ตุ่มขึ้นเต็มตัว ไม่กล้านำไปขาย หรือนำไปรับประทาน เพราะเกรงว่าจะเกิดจากสารพิษอันตราย ที่ติดมาในลำน้ำโขง
        
    นายชาญณรงค์ วงศ์ลา เลขานุการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขง ประมงพื้นบ้านอำเภอเชียงคาน เปิดเผยว่า  ความผิดปกติที่พบในตัวปลาแข้ครั้งนี้ นีบเป็นตัวที่สามในรอบ 2 เดือน ซึ่งปลาแข้ เป็นปลาที่หากินอยู่บนใกล้ผิวดิน และกินปลาเล็กเป็นอาหาร หลังจากนี้จะนำปลาไปส่งพิสูจน์ที่สถาบันการศึกษาด้านสิ่งวิทยาศาสตร์แวดล้อม และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป 

    สำหรับความผิดปกติที่พบดูคล้ายกับอาการได้รับสารพิษหรือสารเคมีปนเปื้อนในแม่น้ำโขง หากสถานการณ์น้ำในโขงยังคงมีความเปลี่ยนแปลงที่ผิดธรรมชาติแบบนี้ ไม่เพียงแต่กระทบต่อพันธุ์ปลา แต่ยังส่งผลถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและรายได้ของชาวประมงโดยตรงจึงฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบคุณภาพน้ำและสาเหตุของโรคในปลาครั้งนี้ด้วยครับ ก่อนที่ระบบนิเวศจะเสียหายไปมากกว่านี้”  นายชาญณรงค์ กล่าว

    ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา มีรายงานตรวจสอบคุณภาพน้ำที่แม่น้ำกกจังหวัดเชียงราย พบสารโลหะหนักปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งสาเหตุมาจากการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ประเทศพม่าหลายแห่ง โดยแม่น้ำกกไหลลงแม่น้ำโขงที่อำเภอแม่สาย นอกจากนี้ยังพบว่าพื้นที่ในสปป.ลาว ฝั่งตรงข้ามจังหวัดเลย ก็มีการทำเหมืองแร่หลายชนิดอยู่ตามริมลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนกันระหว่างชาวจีน นายทุนไทยและชาวลาว.

    ล่าสุดวันนี้  นายชาญณรงค์ วงศ์ลา เลขานุการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขง กล่าวว่า ตนได้เดินทางด้วยรถยนต์จากจังหวัดเลย ไปยัง พิษณุโลก น้ำปลาไปตรวจ ที่มหาวิทยาลัยนเรศร ปลาตัวนี้จะเหมือนปลาที่จับได้ที่แม่น้ำกกที่ปนเปื้อน เราคาดว่าจะได้ข้อมูล ปลาตัวนี้ มันได้รับสารพิษจริงหรือเปล่านี้ส่วนหนึ่ง ส่วนที่ 2 คือ ชาวประมงและชาวบ้าน ที่เชียงคาน จะได้คลายกังวล ซึ่งตอนนี้เขาก็มีความกังวลวิตกเยอะมากเพราะระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปซึ่งทางน้ำกกเองมีการทำเขื่อนในประเทศพม่า ส่วนลุ่มน้ำโขงทางอีสานมันจะมีที่เป็นทางฝั่งสปป.ลาว ที่เขาทำเหมืองก็อาจจะมีผลกระทบด้วยเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าสารพิษตัวนี้ถ้าเป็นปนเปื้อนมาจากภาคเหนือหรือหรือทางฝั่ง สปป.ลาว ซึ่งผลเสียปัจจุบันที่ได้รับอยู่แล้ว ของเขือนไชยบูลีเองนั้นและตอนนี้ก็เป็นเรื่องของสารเคมีอีกด้วย เป็นผลกระทบข้ามพรหมแดนเราก็อยากฝากไปถึงหน่วยงานมีหน้าที่เกี่ยวข้องรัฐบาลเอง  ว่า ข้อ 1 รัฐบาลจะมีมาตรการแก้ไข ปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างไร   2 มีแนวทางป้องกันในกรณีผลกระทบข้ามพรหมแดนอย่างไร และ 3 หลังจากได้รับผลกระทบแล้วจะมีมาตรการอะไรบ้างที่จะลงมาเพื่อให้ชุมชนที่เราอยู่ที่ได้ผลกระทบด้านการท่องเที่ยว เกษตรริมโขงและวิถีวัฒนธรรมต่างๆ และความมั่นคงด้านอาหารเพื่อสร้างความมั่นใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

    นายชาญณรงค์ กล่าวต่ออีกว่า  ตนออกจากบ้าน ที่อำเภอเชียงคาน ประมาณ 9 โมง ถึง พิษณุโลกประมาณ บ่าย 2-3 โมง คาดปลที่จะได้คือการการตรวจพยาธิในปลา และไปตรวจสารปนเปื้อน สารเคมีต่างๆ นั้นจะ รอ อีก 2 สัปดาห์ จึงรู้ผล
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473692&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z937MMLwpqJGUWQHPPFWr

  • เติมพลังการเดินทางในประเทศไทย ด้วยที่พักแบบยืดหยุ่น 24 ชั่วโมง และเครดิตโรงแรมสุดคุ้ม จากแมริออท บอนวอย

    เติมพลังการเดินทางในประเทศไทย ด้วยที่พักแบบยืดหยุ่น 24 ชั่วโมง และเครดิตโรงแรมสุดคุ้ม จากแมริออท บอนวอย

    แมริออท บอนวอย® (Marriott Bonvoy®) โปรแกรมการเดินทางระดับโลกของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งประกอบด้วยโรงแรมชั้นนำกว่า 30 แบรนด์ทั่วโลก พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ง่าย สะดวก และคุ้มค่ายิ่งขึ้น ด้วยโปรโมชันสุดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การ ตั้งแต่การพักผ่อนระยะสั้นในเมือง ไปจนถึงการพักผ่อนริมชายหาด

    โปรโมชั่น “Flexi 24 Hours Stay” มอบประสบการณ์การเข้าพักเต็ม 24 ชั่วโมงในกรุงเทพฯ โดยไม่จำกัดเวลา  เช็กอิน ไม่ว่าผู้เข้าพักจะเดินทางมาถึงโรงแรมที่เลือกในเวลาใดก็ตามภายใต้ข้อเสนอสุดยืดหยุ่นนี้ ผู้เข้าพักสามารถ  เช็กอินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งกลางวันและกลางคืน และเพลิดเพลินกับห้องพักหรือห้องสวีท พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ก่อนเช็กเอาต์ในเวลาเดียวกันของวันถัดไป

    อัตราค่าห้องพักยังรวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ทำให้โปรโมชั่นนี้เป็นทางเลือกที่สะดวกสบาย ไร้ความกังวล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางเพื่อประชุมทางธุรกิจ การเดินทางเพื่อช้อปปิง หรือการแวะพักระยะสั้นในเมือง

    โปรโมชั่นนี้ให้บริการที่โรงแรมในกรุงเทพฯ ที่ร่วมรายการ ภายใต้แบรนด์ระดับ พรีเมียม (Premium), ลองสเตย์ (Long Stay) และ ซีเล็กเซอร์วิส (Select Service)

    เหมาะสำหรับการเดินทางแวะพักระยะสั้น การเดินทางเพื่อช้อปปิง การพักผ่อนในเมืองแบบเร่งด่วน และ สเตเคชั่นที่ต้องการความยืดหยุ่น

    สิทธิประโยชน์สำคัญ:
    • เช็กอินได้ทุกเวลา และเช็กเอาต์ในเวลาเดียวกันครบ 24 ชั่วโมง
    • รวมอาหารเช้าทุกวัน สำหรับ 2 ท่าน
    • สมาชิกแมริออท บอนวอย รับคะแนนสะสมและ Elite Night เครดิตคืนเข้าพัก
    • จองและเข้าพักได้ถึง 30 กันยายน 2569

    โปรโมชั่น “Flexi 24 Hours Stay” เปิดให้บริการ ณ โรงแรมในกลุ่มแบรนด์ พรีเมียม (Premium), ซีเล็กเซอร์วิส (Select Service) และ ลองสเตย์ (Long Stay) ที่ร่วมรายการในกรุงเทพมหานคร สำหรับการจองและการเข้าพักตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

    สามารถตรวจสอบรายชื่อโรงแรมที่เข้าร่วมโปรโมชั่นและทำการจองได้ ที่นี่ https://www.marriott.com/th/offers/24hr-flexi-stays-in-bangkok-off-221742

    แมริออท บอนวอย เชิญชวนสมาชิกคนสำคัญสัมผัสประสบการณ์ “Stay, Spend, Savor” กับโปรโมชั่นใหม่ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อการพักผ่อนอย่างเหนือระดับในประเทศไทย ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การเดินทางของคู่รักและครอบครัวที่ต้องการใช้เวลาวันหยุดอย่างคุ้มค่าในโรงแรมและรีสอร์ทชั้นนำของประเทศ ยกระดับการพักผ่อนให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยเครดิตโรงแรมสุดคุ้ม ข้อเสนอนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้ใช้เครดิตกับประสบการณ์ด้านอาหาร เครื่องดื่มระหว่างวัน ค็อกเทลยามพระอาทิตย์ตกดิน หรือทรีตเมนต์สปาชวนผ่อนคลาย นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังสามารถเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วย อาหารเช้าทุกวันสำหรับ 2 ท่าน รวมอยู่ในอัตราค่าห้องพักที่ร่วมรายการ

    โปรโมชั่นนี้ให้บริการสำหรับโรงแรมและรีสอร์ทในแหล่งท่องเที่ยวกลุ่มลักชูรี่ (Luxury Tier) รวมถึงโรงแรมภายใต้แบรนด์ พรีเมียม (Premium Brands)

    เหมาะสำหรับการเดินทางสุดโรแมนติกของคู่รัก การเดินทางท่องเที่ยวของครอบครัว การพักผ่อนเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ และการเดินทางเพื่อการพักผ่อนอย่างมีระดับ

    สิทธิประโยชน์สำคัญ:
    • รับเครดิตโบนัสมูลค่า 1,000 บาท สำหรับทุกการใช้จ่ายครบ 3,500 บาท เมื่อใช้บริการ อาหาร เครื่องดื่ม      และสปา
    • รับเครดิตโบนัสสูงสุด 2,000 บาท ต่อการเข้าพัก
    • สมาชิกแมริออท บอนวอย รับคะแนนสะสมและ Elite Night เครดิตคืนเข้าพัก
    • จองและเข้าพักได้ถึง 30 กันยายน 2569
    • สมาชิกแมริออท บอนวอย รับคะแนนสะสมและ Elite Night เครดิตคืนเข้าพัก

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.marriott.com/th/offers/stay-spend-savor-off-221775

    โปรโมชั่นนี้ยังครอบคลุมสำหรับโรงแรม ซีเล็กเซอร์วิส (Select Service) ในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ

    เหมาะสำหรับการเดินทางพักผ่อนกับเพื่อน การท่องเที่ยวคนเดียว การท่องเที่ยวสบายๆ และการเข้าพักที่เน้นกิจกรรม

    สิทธิประโยชน์
    • รับเครดิตโบนัสมูลค่า 500 บาท สำหรับทุกการใช้จ่ายครบ 1,500 บาท เมื่อใช้บริการ อาหาร เครื่องดื่ม และสปา
    • รับเครดิตโบนัสสูงสุด 1,000 บาท ต่อการเข้าพัก
    • สมาชิกแมริออท บอนวอย รับคะแนนสะสมและ Elite Night เครดิตคืนเข้าพัก
    • จองและเข้าพักภายในวันที่ 30 กันยายน 2569

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่ https://www.marriott.com/th/offers/stay-spend-savor-in-thailand-off-221768

    โปรโมชั่น “Stay, Spend, Savor” ให้บริการ ณ โรงแรมและรีสอร์ทที่ร่วมรายการสำหรับการจองและการเข้าพักตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เริ่มวางแผนการเดินทางครั้งถัดไปของคุณได้แล้ววันนี้

    ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหาการพักผ่อนระยะสั้นในเมืองหลวงของประเทศไทย การหลีกหนีสู่เกาะสวรรค์อย่างภูเก็ตหรือเกาะสมุย หรือพักผ่อนในวันหยุดริมชายหาดที่เขาหลัก หัวหิน พัทยา หรือระยอง แมริออท บอนวอย พร้อมยกระดับทุกการเดินทางของคุณให้พิเศษยิ่งขึ้นในดินแดนแห่งรอยยิ้มนี้

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแมริออท บอนวอย กรุณาเยี่ยมชม marriottbonvoy.com.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1570364&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q-R1tHHhez5L5zHhNqPi9