© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5055892/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04C12qGix5fax0P05k4-wA

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5055892/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04C12qGix5fax0P05k4-wA

การรถไฟฯ แจงติดตั้งโครงเหล็ก บริเวณสะพานถ้ำกระแซ จ.กาญจนบุรี ทำ “พื้นที่หลบรถ” เน้นความปลอดภัยนักท่องเที่ยว คู่ไปกับการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร
จากกรณีโลกโซเชียลมีการแชร์ภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ขณะกำลังมีการก่อสร้างโครงเหล็ก บริเวณถ้ำกระแซ ทางรถไฟสายมรณะ ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ชื่อดังระดับโลก พร้อมตั้งคำถามว่าสร้างเพื่ออะไร มีการทำประชาพิจารณ์หรือไม่
ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (26 ส.ค. 68) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทำหนังสือชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการติดตั้งโครงสร้างเหล็กบริเวณทางรถไฟสายมรณะ ถ้ำกระแซ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการก่อสร้างจุดชมวิวที่บดบังทัศนียภาพของสะพานถ้ำกระแซ ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ นั้น
การรถไฟฯ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การก่อสร้างดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำ “พื้นที่หลบรถ” บริเวณด้านทิศใต้ของสะพาน เพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว เนื่องจากบริเวณสะพานถ้ำกระแซ เป็นทางรถไฟที่ลัดเลาะไปตามหน้าผา มีความยาวประมาณ 240 เมตร ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และมีชื่อเสียงระดับโลก นอกจากนี้ ยังเป็นจุดหมายที่มีผู้มาเยือนจำนวนมาก และเพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้เป็นพื้นที่ปลอดภัยระหว่างที่รถไฟทำขบวนผ่าน จากเดิมที่หลายคนต้องยืนหลบอยู่บริเวณพื้นที่แคบ ซึ่งเสี่ยงต่อการพลัดตกจากสะพานที่มีความสูงได้
ทั้งนี้ การรถไฟฯ ได้เลือกใช้รางรถไฟเก่ามาปรับเป็นโครงสร้างหลัก เพื่อให้เกิดความกลมกลืนและสอดคล้องกับรูปแบบดั้งเดิมของสะพานมากที่สุด สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเส้นทางรถไฟสายมรณะ ควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่ให้ปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว ซึ่งโครงการก่อสร้างฯ ดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการซ่อมบำรุงโครงสร้างหลักของสะพานถ้ำกระแซในการเปลี่ยนไม้เสาสะพานที่ผุพัง การเปลี่ยนหมอนรองรางที่ชำรุด รวมถึงการปรับปรุงทางเดินระหว่างรางบนสะพาน เพื่อให้สะพานยังคงความมั่นคงแข็งแรง และรองรับทั้งการเดินรถและการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย
การรถไฟแห่งประเทศไทย จึงขอยืนยันว่า การดำเนินงานที่สะพานถ้ำกระแซมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัย” และ “การอนุรักษ์” โดยยังคงให้ความสำคัญต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์และบรรยากาศของเส้นทางรถไฟสายมรณะ ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญต่อทั้งชาวไทยและประชาคมโลกต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/central/2878896&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GO4IG0D84rY2fCUk1lIsU

26 ส.ค. 2025 เวลา 15:14 น.
ครม.ต่ออายุ ผ.อ.กองสลากฯอีก 1 สมัย ไฟเขียวโยกย้ายข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่ง ตามข้อเสนอกระทรวงแรงงาน ศึกษาธิการ
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ต่ออายุ พ.ท.หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ต่อไปอีกวาระ
หลังจากครบกำหนดตามสัญญาจ้าง 26 ส.ค. 68 เพื่อให้สานต่อ โครงการเลขท้ายสลาก N3 เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองเปิดจำหน่ายสลากประเภทนี้
นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบ การโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ตามที่กระทรวงต่างๆได้นำเสนอ ได้แก่ เห็นชอบให้นางมารศรี ใจรังสี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นรองรองปลัดกระทรวงแรงงาน และให้นางบุปผา เรืองสุด ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.)
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน
และนายพิเชฐร์ วันทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานเป็นอธิบดีกรมการจัดหางาน
และนายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ จากตำแหน่งรองอธิบดีกรมการจัดหางาน เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน
สำหรับกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ครม.มีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ราย ได้แก่
1. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
2. นายธนสาร ธรรมสอน ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอัครา พรหมเผ่า)]
3.นายธัญญวัฒน์ พากเพียร ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอัครา พรหมเผ่า)
ครม.ยังอนุมัติ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ และทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
3. นายสุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
4. นายนิยม ไผ่โสภา รองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 3 สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
5. นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
6. นายภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
โดยกรณีการแต่งตั้งข้าราชการลำดับที่ ที่ 1-3 และลำดับที่ 6 ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1195925&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SWhot73QWutA2UsE4gRCe

ตลาดงานทั่วโลกเผชิญภาวะระส่ำในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เมื่อบริษัทข้ามชาติหลายธุรกิจทยอยประกาศการเลิกจ้างครั้งใหญ่ ในขณะที่สถานการณ์การจ้างงานในไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ทั่วโลกเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้า ซึ่งทำให้ประเมินว่าการส่งออกไทยช่วงครึ่งหลังปี 2568 จะชะลอตัว
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาเตือนผ่านรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2568 ถึงภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในระยะที่ผ่านมาทำให้องค์กรและภาคธุรกิจปรับรูปแบบการจ้างงานแบบพนักงานประจำเต็มเวลา เป็นรูปแบบของงานสัญญาจ้างและงานพาร์ทไทม์มากขึ้น
ในขณะที่เริ่มเห็นองค์กรใหญ่บางแห่งเปิดโครงการเกษีญณอายุก่อนกำหนด โดยธนาคารกสิกรไทยเปิดโครงการเฉพาะคราวภายในปี 2568 ภายใต้โครงการ “เกษียณก่อน เกษมสุข” เพื่อให้โอกาสพนักงานที่มีอายุ 45 ปี ขึ้นไปเปลี่ยนอาชีพที่เหมาะสมแก่ตนเองขึ้น
นอกจากนี้ สศช.ยังติดตามสถานการณ์การจ้างงานที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐ โดยสหรัฐเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ไทยถูกจัดเก็บอัตรา 19% รวมทั้งมีมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า และจัดเก็บภาษีเฉพาะในสินค้าบางรายการ ซึ่งทำให้สินค้าไทยแข่งขันยากขึ้น และกระทบการจ้างงานหรือชั่วโมงการทำงานของแรงงาน
ในขณะที่การจดทะเบียนเลิกธุรกิจในช่วง 7 เดือน แรกของปี 2568 มีจำนวน 8,069 ราย ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท รวม 8 บริษัท อาทิ บริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,146 ล้านบาท , บริษัท ทรู ไลฟ์ พลัส จำกัด 2,575 ล้านบาท , บริษัท คิตากาว่า (ประเทศไทย) จำกัด 2,560 ล้านบาท , บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด 1,800 ล้านบาท , บริษัท บางกอกโซลาร์ จำกัด 1,432 ล้านบาท
นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด กล่าวว่า หลังบริษัทใหญ่ประกาศนโยบายลดอายุเกษียณทำงานวัย 45 ปีขึ้นไป สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงมี 3 มิติ ได้แก่ มิติของไทยต้องเปลี่ยนระบบอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนสิงคโปร์เคยทำเมื่อ 10 ปีก่อน เพราะเผชิญปัญหาคนทำงานอายุ 40-45 ปี ค่าตัวแพงเกินไปทำให้ไม่เกิดความต้องการจ้างงานส่งผลให้รายได้มนุษย์เงินเดือนไม่พอศักยภาพ
“รัฐบาลต้องปรับทักษะหรือรีสกิลครั้งใหญ่เป็นวาระแห่งชาติ จัดตั้งศูนย์ต่างๆ ขึ้นมาช่วยเหลือ เช่น คนขับแท็กซี่อายุ 51 ปี เคยมีทักษะเครื่องกล ต่อยอดการซ่อมไฟต่าง โปรแกรมเมอร์อายุ 52 ปี ให้ไปทำโปรเจกต์ต่างๆ ภาพรวมทำให้ระบบเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็ว”
ส่วนมิติองค์กร วันนี้ต้องมาคิดหากบริษัทไม่รับคนเพิ่มหรืออาจลดคนด้วย เพื่อนำ AI มาใช้ แล้วใครจะเป็นผู้บริโภคหรือซื้อสินค้าและบริการ ระยะสั้นอาจลดต้นทุน แต่หากกระทบโครงสร้างประชากร รายได้ จะมีผลต่อเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งองค์กรใหญ่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้
ขณะที่มิติบุคคลหากต้องเกษียณอายุทำงานในวัย 45 ปี แล้วต้องมีชีวิตอยู่ร้อยปี การจะมีเงินใช้ช่วงเวลาที่เหลือเป็นไปได้ยากจึงมองว่าคนทำงานไม่ควรหยุดหรือเกษียณในวัย 60 ปีด้วยซ้ำ ไม่แค่ 45 ปี แต่หากต้องเกษียณ ถึงเวลาที่ต้องมองหาอาชีพที่ 1-2-3 วางแผนตัวเองให้พร้อม
“เราต้องเปลี่ยน หากหวังพึ่งประเทศ คงเปลี่ยนไม่ทัน เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา มีจิตใจเป็นนักเรียน ต้องถ่อมตัวตลอด เราไม่รู้อะไรเลย เพื่อได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ต้องวางหัวโขนเดิมลงให้ได้ บางคนตำแหน่งใหญ่ วางไม่ลง ไปต่อข้างหน้ายาก ที่สำคัญกำลังใจ ต้องสู้ ทั้งประเทศหากต้องการเปลี่ยนแปลง”
นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด (Show No Limit) หรือ BT Beartai กล่าวว่า เวลาที่รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงปรับอะไรใหม่หรือพาประชากรทุกคนเข้าสู่สิ่งใหม่มักมีประโยค “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ฟังดูดี แต่ชีวิตจริงทำไม่ได้ โดยเฉพาะไม่สามารถรอให้ทุกคนพร้อมจะไม่มีวันนั้น สุดท้ายประเทศต้องทิ้งใครสักคนไว้ข้างหลัง เพื่อการก้าวข้ามไปโลกใหม่
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ต้นทุนแรงงานโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-30% ขึ้นกับแต่ละบริษัท แต่มีต้นทุนอื่น เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าไฟและค่าแม่บ้าน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ลดลงได้มาก
ดังนั้น การปรับตัวเช่นนี้เป็นการลดไขมันส่วนเกินที่ไม่จำเป็น ซึ่งทั่วโลกกำลังมุ่งไปทิศทางนี้ ประกอบกับกฎระเบียบโลกในเรื่องภาษีสหรัฐเป็นอีกปัจจัยที่เร่งให้ทุกประเทศต้องรีบปรับตัวเพื่อลดต้นทุน ซึ่ง AI ทดแทนคนได้มาก โดยเฉพาะงานบริหารจัดการ เช่น เลขานุการ หรืองาน Admin ที่เป็นงานซ้ำซากที่ในอดีตต้องใช้คนจำนวนมาก”
ขณะนี้ผู้ประกอบการในไทยกำลังปรับตัวและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่เพื่อประหยัดต้นทุน โดยหันมาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้นไม่ว่าจะเป็น AI หรืออุปกรณ์ดิจิทัล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการใช้แรงงานลงอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สอดคล้องคำทำนายของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกว่าในอนาคต AI จะทำให้คนหลาย 100 ล้านคน ต้องตกงาน เพราะกระแสนี้เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐที่บริษัทใหญ่ลดจำนวนพนักงานลงและนำ AI มาทำงานทดแทนแห่งละหลักพันหลักหมื่นคน
นอกจากนี้ รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้นตั้งแต่ยุคโควิด-19 เช่น การทำงานจากที่บ้านและการจ้างงานแบบเป็นกรณีไป (Project-based) ยิ่งทำให้บริษัทลดต้นทุนได้ ส่งผลให้ในอนาคตอาคารสำนักงานจะมีขนาดเล็กลง เพราะเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนได้มากขึ้น
รวมทั้งตรวจสอบการทำงานทางออนไลน์ได้ว่าพนักงานทำงานจริงหรือไม่ ไม่ต้องเสียค่าเช่าออฟฟิศและค่าโอที ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงขึ้น การลดต้นทุนจะนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานองค์การนายจ้างผู้ประกอบการการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เศรษฐกิจไทย 7 เดือนแรกยังแกร่งกว่าคาด โดยตัวเลขว่างงานต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อนภาคส่งออกยังแข็งแรง แต่เตือนให้จับตาเดือน ก.ย. เป็นต้นไป หลังสต็อกสินค้าสหรัฐฯ หมด คาดตัวเลขส่งออกจะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในปีหน้า
“7 เดือนแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังคงทรงตัวไม่ต่างจากต้นปี โดยมีภาคการส่งออกเป็นเสาหลักสำคัญที่ช่วยพยุงการจ้างงานไว้ การส่งออกเติบโตถึง 14% และตัวเลขการว่างงานล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติอยู่ที่เพียง 0.7% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าและปีที่แล้วทั้งปีที่อยู่ที่ 1%”
ดังนั้น ภาพของไทยตอนนี้ไม่ใช่คนว่างงาน แต่เป็นภาพของการขาดแคลนแรงงานมากกว่า โดยกระทรวงแรงงาน จะต้องเตรียมดึงแรงงานต่างชาติเข้ามาเพิ่ม ทั้งจากกัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และยังเปิดให้แรงงานผิดกฎหมายมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจต้องการคนทำงานจริง ไม่ใช่มีคนตกงานตามที่หลายฝ่ายกังวล
นอกจากนี้ การที่บางส่วนมองว่านายจ้างเปลี่ยนไปจ้างงานแบบพาร์ทไทม์มากขึ้นนั้น ไม่ใช่ความจริง เพราะนายจ้างยังคงต้องการจ้างพนักงานแบบเต็มเวลาอยู่ แต่หาคนได้ยาก เนื่องจากทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่นิยมทำงานอิสระมากกว่าการทำงานประจำ
“ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ปัญหาการขาดแคลนแรงงานของไทยก็ยังคงเป็นทุนเดิมอยู่ เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จำนวนเด็กจบใหม่ลดลงทุกปี และทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบทำงานประจำจะยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงขึ้นในอนาคต ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องของการสร้างงาน แต่เป็นการหาคนเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่ยังคงว่างอยู่”
ตลาดงานทั่วโลกเผชิญภาวะระส่ำในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เมื่อบริษัทข้ามชาติหลายธุรกิจทยอยประกาศการเลิกจ้างครั้งใหญ่ รับความผันผวนทางเศรษฐกิจและการดิสรัปหลายอุตสาหกรรม เช่น “โฟล์คสวาเกน” บริษัทรถยนต์ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมเยอรมนี ประกาศแผนเมื่อปลายปี 2567 และเริ่มปรับโครงสร้างปีนี้ กับแผนเลิกจ้าง 35,000 คนภายใน 5 ปี
ขณะที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น “นิสสัน มอเตอร์” ต้องปรับโครงสร้างใหญ่เช่นกันพร้อมแผนเลิกจ้างพนักงานถึงราว 20,000 คน
ส่วน “งานราชการ” ที่เคยเป็นงานที่มั่นคงกลายเป็นฝันร้ายในสหรัฐ เมื่อกระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล (DOGE) ซึ่งเป็นหนึ่งหน่วยงานในการกำกับของอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอดีตที่ปรึกษาคนสนิทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าเลิกจ้างในหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐทั่วประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อลดรายจ่ายลดการขาดดุลงบประมาณให้สหรัฐ โดยเดอะนิวยอร์กไทม์ส รายงานเมื่อปลายเดือน ก.ค.ว่า มีข้าราชการและลูกจ้างของรัฐถึง 150,000 คนทั่วสหรัฐ ที่ยอมรับข้อเสนอให้ออกจากงาน
สำหรับครึ่งหลังปี 2568 ตลาดงานโดยเฉพาะในสหรัฐ ซึ่งผ่านความตึงเครียดจากสงครามการค้าโลกมาแล้ว กำลังแสดงสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่แรงงานกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือ การเข้ามาแทนที่ของปัญญาประดิษฐ์ (AI)
บริษัทจัดหางานชาเลนเจอร์ เกรย์ แอนด์ คริสต์มาส เปิดเผยรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ช่วง 7 เดือนแรกปี 2568 การนำ AI เชิงสร้างสรรค์ หรือ Generative AI มาใช้จ้างภาคเอกชน เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10,000 ตำแหน่งงาน และ AI ยังเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเลิกจ้างในปี 2568 นี้ด้วย
ตลอดเดือน ก.ค.บริษัทในสหรัฐประกาศลดตำแหน่งงานภาคเอกชนมากกว่า 806,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในช่วงดังกล่าวนับตั้งแต่ปี 2563 ตามข้อมูลของบริษัทฯ
ทั้งนี้ บรรดาการเลิกจ้างเหล่านี้ “ภาคเทคโนโลยี” เป็นกลุ่มได้รับผลกระทบรุนแรงสุด โดยบริษัทเอกชนลดตำแหน่งงานมากกว่า 89,000 ตำแหน่ง หรือเพิ่มขึ้น 36% จากปีก่อน และตั้งแต่ปี 2566 ลดตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ AI ไปแล้ววากกว่า 27,000 ตำแหน่ง
“อุตสาหกรรมนี้กำลังถูกเปลี่ยนโฉมใหม่ด้วยความก้าวหน้าของเอไอและความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับวีซ่าทำงาน ซึ่งส่งผลให้มีการลดจำนวนพนักงาน” รายงานของชาลเลนเจอร์ฯ ระบุ
ขณะที่แฮนด์เชก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการจ้างงานที่มุ่งเน้นกลุ่มเจน Z เปิดเผยว่า ผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานน่าจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ โดยรายชื่อตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่ปกติแล้วจะเป็นของบัณฑิตจบใหม่ มีจำนวนลดลงถึง 15% ในปีที่ผ่านมา และมีนายจ้างที่ใช้คำว่า “AI” ในคำอธิบายตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นถึง 400%
ทั้งนี้ แม้ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของชาวอเมริกัน แต่มีปัจจัยอื่นที่กระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงานมากกว่า ชาลเลนเจอร์รบุว่า มีตำแหน่งงานมากกว่า 292,000 ตำแหน่งที่ถูกปลดออกปีนี้ เพราะการตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง DOGE ของอีลอน มัสก์
นอกจากนี้ การเลิกจ้างยังเร่งตัวขึ้นในภาคค้าปลีกขนาดใหญ่ เนื่องจากภาษีศุลกากรทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น โดยภาคค้าปลีกได้ประกาศลดตำแหน่งงานมากกว่า 80,000 ตำแหน่งจนถึงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 250% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1195975&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U-LRqTiZVnjyacVDr65yP

รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำเดือนกรกฎาคม 2568
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย
————————————————-
สรุปภาพรวมทั่วไปในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
ด้านเศรษฐกิจ
• สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO) ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2568 เป็นร้อยละ 7 ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนเมษายน 2568 ที่ร้อยละ 6.5 ส่วนธนาคารTechcombank คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ดีมากในช่วงที่เหลือของปี 2568 โดยคาดการณ์ว่า GDP ของปี 2568 จะเติบโตร้อยละ 7.68 บริษัทหลักทรัพย์ SSI ระบุว่า ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เวียดนามพยายามดำเนินการปฏิรูปสถาบัน การระดมทรัพยากร และการปรับตัวเชิงรุกให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างรากฐานสำหรับการฟื้นตัวและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปี 2568 และตลอดปี 2569 คาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5-8
• นายกรัฐมนตรี Pham Minh Chinh มีคำสั่งที่ 133/CD-TTg ลงวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินมาตรการเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2568 ที่ร้อยละ 8.3-8.5 โดยสั่งให้กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ส่งเสริมการเติบโตทั้งภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง ภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และการประมง และภาคบริการ ปรับตัวกับนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และรักษาความสมดุลของเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการดำเนินการ ดังนี้ 1) ส่งเสริมการผลิตภาคอุตสาหกรรม และขยายห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่การผลิต 2) ส่งเสริมการผลิตทางการเกษตร ป่าไม้ และการประมงเพื่อการส่งออกและการบริโภคอย่างยั่งยืน 3) ส่งเสริมการพัฒนาบริการ การท่องเที่ยว และการใช้ประโยชน์จากตลาดภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ 4) ส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และ 5) รับมือกับนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจะประสานงานกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อไปเพื่อให้บรรลุพันธกรณีที่ดีที่สุดสำหรับเวียดนาม มุ่งสู่ข้อตกลงการค้าที่ครอบคลุม เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างเวียดนามและสหรัฐฯ ในทิศทางที่สมดุลและยั่งยืน
• กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (Ministry of Industry and Trade- MoIT) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างระเบียบว่าด้วยการกำหนดทิศทางการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E10 ทั่วประเทศแทนน้ำมันเบนซินทั่วไป โดยคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ภายในปี 2574 อาจเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ E15 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริง ในการประชุมดังกล่าว ผู้เข้าร่วมได้หารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ของแผนงานนี้ ระบบมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค ความสามารถในการจัดหาเชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม สมาคมผู้ผลิตยานยนต์เวียดนาม (Vietnam Automobile Manufacturers’ Association- VAMA) ให้ความเห็นว่า รถยนต์รุ่นใหม่ที่ผลิต ประกอบ หรือนำเข้าสามารถใช้งานร่วมกับน้ำมัน E10 ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและการใช้งาน อย่างไรก็ตาม รถยนต์รุ่นเก่า โดยเฉพาะรุ่นที่ผลิตก่อนปี 2543 อาจยังมีผลกระทบอยู่บ้าง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการประเมินอย่างละเอียดก่อนที่จะประกาศระเบียบดังกล่าว
• กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้ออกคำสั่งเลขที่ 2320/QĐ-BCT ว่าด้วยแผนปฏิบัติการของกระทรวง เกี่ยวกับการบูรณาการระหว่างประเทศภายใต้สถานการณ์ใหม่ ตามคำสั่งดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจะมุ่งเน้นดำเนินการในกลุ่มภารกิจสำคัญ ได้แก่ (1) การปรับปรุงและพัฒนาระบบกฎหมายและนโยบายด้านการค้า ทั้งในระดับพหุภาคีและทวิภาคี (2) การส่งเสริมการขยายตลาดส่งออก (3) การพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนและพลังงานที่ยั่งยืน (4) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการค้าอิเล็กทรอนิกส์ (electronic commerce) การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ายังกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้การกำกับดูแล ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงฯ หน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อให้การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ได้มี การมอบหมายหน้าที่และความรับผิดชอบให้แก่สำนักงานกระทรวง กรมนโยบายการค้าพหุภาคี (Multilateral Trade Policy Department: MTD) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
• รัฐบาลเวียดนามจะเสนอแก้ไขมติหมายเลข 18 เพื่อเป็นพื้นฐานในการแก้ไขกฎหมายที่ดินปี 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อจำกัดเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดิน และการควบคุมราคาที่ดินโดยนโยบายเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดผลในทางเชิงบวก กฎหมายที่ดินได้เริ่มดำเนินการ แก้ไขอุปสรรคต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารของรัฐ และมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การรักษาความมั่นคง และการป้องกันประเทศ นโยบายด้านที่ดินยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน อย่างไรก็ตาม นโยบายและกฎหมายที่ดินยังคงมีข้อบกพร่อง และยังไม่สอดคล้องกับแนวทางการจัดโครงสร้างการบริหารราชการระดับท้องถิ่นแบบสองระดับ รวมถึงยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนาประเทศในระยะใหม่ ตัวอย่างเช่น นโยบายเวนคืนที่ดินยังมีความแตกต่างระหว่างโครงการที่ใช้เงินทุนจากภาครัฐและโครงการที่ใช้เงินทุนจากภาคเอกชน ขั้นตอนการเวนคืนที่ดิน การชดเชย การช่วยเหลือ การจัดตั้งถิ่นฐานใหม่ การจัดสรรที่ดิน การให้เช่าที่ดิน และการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินยังคงล่าช้า เป็นต้น
•สำนักงานสถิติเวียดนาม (GSO) ระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 วิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นใหม่มีจำนวนประมาณ 107,710 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 โดยมีทุนจดทะเบียน 928,400 ล้านล้านด่ง (1,144,670 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นในภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และ การประมง จำนวน 949 ราย (+0.7%) ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง 23,600ราย (+3.1%) และภาคบริการ 83,200 ราย (+13.1%)วิสาหกิจ 41,477 รายในเวียดนามลงทะเบียนหยุดดำเนินการ (+16.7%)

ที่มา: https://www.gso.gov.vn/
• ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.11 จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา กลุ่มสินค้าและบริการที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มบ้านพักอาศัยและวัสดุก่อสร้าง (+0.36%) เครื่องดื่มและบุหรี่ (+0.25%) กลุ่มวัฒนธรรม บันเทิง และ การท่องเที่ยว (+0.2%) ธุรกิจร้านอาหารและบริการจัดเลี้ยง (+0.18%) เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายในบ้าน (+0.1%) และยาและบริการทางการแพทย์ (+0.03%) ส่วนกลุ่มสินค้าและบริการที่มีราคาลดลง ได้แก่ กลุ่มไปรษณีย์และโทรคมนาคม (-0.02%) และกลุ่มคมนาคมและการขนส่ง (-0.48%) ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 CPI เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.26 อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.18
ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (IIP) ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 IIP เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 อุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 การผลิตและการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 การจัดการและบำบัดน้ำเสียเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ลดลงร้อยละ 2.7
ที่มา: https://www.gso.gov.vn/
ในเดือนกรกฎาคม 2568 ยอดค้าปลีกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ยอดค้าปลีกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 โดยรายได้จากการขายปลีกสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 รายได้จากที่พักและบริการรับประทานอาหารนอกบ้าน (+15%) บริการการท่องเที่ยว (+20%) และบริการอื่นๆ (+12.4%)

ที่มา: https://www.gso.gov.vn/
ตาราง 1 เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568
|
เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจ |
อัตราการเติบโต (%) |
|
– ดัชนีราคาผู้บริโภค |
3.26 |
|
– ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม |
8.6 |
|
– ยอดค้าปลีกของสินค้าและบริการ |
9.3 |
|
– อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน |
3.18 |
|
– มูลค่าการส่งออก |
14.8 |
|
– มูลค่าการนำเข้า |
17.9 |
ที่มา: https://www.gso.gov.vn/
ด้านการลงทุน
การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 รวม 2,254 โครงการใหม่ ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 10,030 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เงินทุนจดทะเบียนรวมทั้งโครงการลงทุนใหม่ โครงการที่ปรับเพิ่มเงินทุน และซื้อหุ้นในธุรกิจเวียดนามรวม 24,090 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+27.3%) โครงการลงทุนจากต่างชาติมีการเบิกจ่ายเงินทุนประมาณ 13,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+8.4%) ซึ่งสูงที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศที่มีเงินทุนจดทะเบียนใหม่มากที่สุด ได้แก่ สิงคโปร์ จีน และสวีเดน ในส่วนเงินทุนจดทะเบียนใหม่และเงินทุนจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 8 รองจากสิงคโปร์ เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน และสวีเดน
ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 จังหวัดที่มีการลงทุนจากต่างชาติมากที่สุด ได้แก่ Bac Ninh, Ha Noi, Ho Chi Minh, Dong Nai และ Ba Ria – Vung Tau
ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 นักลงทุนต่างชาติลงทุนใน 18 ภาคธุรกิจ โดยภาคการผลิตและแปรรูปมีมูลค่า12,120 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ60.6 รองลงมาคือ ธุรกิจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจด้านวิชาการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 จำแนกตามรายประเทศ
หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐฯ
|
ลำดับที่ |
ประเทศ |
จำนวนโครงการใหม่ |
เงินทุน จดทะเบียนใหม่ |
เงินทุนจดทะเบียน ที่เพิ่มขึ้น |
|
1 |
สิงคโปร์ |
305 |
2,840 |
1,421.7 |
|
2 |
เกาหลีใต้ |
241 |
279.8 |
2,937.6 |
|
3 |
จีน |
695 |
2,272 |
353.2 |
|
4 |
ญี่ปุ่น |
158 |
865.8 |
1,093.1 |
|
5 |
ฮ่องกง |
274 |
721.2 |
452.9 |
|
6 |
ไต้หวัน |
104 |
735 |
367.2 |
|
7 |
สวีเดน |
4 |
1,000 |
20.2 |
|
8 |
ไทย |
19 |
59.4 |
483.7 |
|
9 |
หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน |
26 |
317.1 |
220.1 |
|
10 |
หมู่เกาะคาเมย์ |
5 |
81.5 |
338.7 |
|
อื่นๆ |
305 |
2,840 |
1,421.7 |
|
|
รวม |
241 |
279.8 |
2,937.6 |
ที่มา: กรมการลงทุนจากต่างชาติ
ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 การลงทุนจากประเทศไทยมี 19 โครงการใหม่ ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 59.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีการปรับเพิ่มเงินทุน 476.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 9 โดยมี 776 โครงการ ด้วยมูลค่าเงินทุนจดทะเบียนรวม 15,242 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ลงทุนด้านอุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูป ภาคการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจค้าปลีก เป็นต้น นักลงทุนไทยรายใหญ่ที่ลงทุนในเวียดนาม เช่น SCG Group, CP Vietnam, TCC Group, Central Group, WHA Corporation, Hemaraj, ThaiBev, Amata, B.Grimm Power, Super Energy Corporation, Stark Coporation, Gunkul Engineering, Gulf Energy Development, J.S.T Vietnam เป็นต้น
2. การค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568
ในเดือนกรกฎาคม 2568 เวียดนามเกินดุลการค้า 2,289 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการค้า 82,285
ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.3 จากเดือนก่อน โดยแบ่งออกเป็นมูลค่าการส่งออก 42,287 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+7.0%) และการนำเข้า 39,998 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+9.1%) จากเดือนก่อน การส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้ารวมอยู่ที่ 514,700 ล้านเรียญสหรัฐฯ (+16.3%) โดยการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 และการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.9 มูลค่าการส่งออกสินค้าในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.9 เมื่อเทียบกับเดือนก่อน
ตาราง 7 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐฯ
|
ปี 2567 (ม.ค -ธ.ค) |
อัตราการเติบโต ปี 2567 (%) |
ม.ค – ก.ค 2567 |
ม.ค – ก.ค 2568 |
อัตราการเติบโต (ม.ค – ก.ค 2568) (%) |
|
|
มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ + มูลค่าการส่งออก + มูลค่าการนำเข้า |
786,294 405,531 380,763 |
15.3 14.3 16.7 |
442,448 228,543 213,905 |
514,714 262,462 252,255 |
16.3 14.8 17.9 |
ที่มา: กรมศุลกากรเวียดนาม
ตลาดส่งออกหลักของเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ได้แก่ สหรัฐอเมริกายังคงเป็นผู้นำเข้าสินค้าเวียดนามรายใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่า 85,122 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+27.9%) ตามด้วยจีน มูลค่า 35,022 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+7.8%) เกาหลีใต้ 16,298 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+11.9%) ญี่ปุ่น 15,148 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+10.1%) และฮ่องกง 9,420 (+33.7%) เป็นต้น
ตลาดนำเข้าหลักของเวียดนาม ได้แก่ จีน มูลค่า 101,455 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+27.2%) รองมาเป็นเกาหลีใต้ 33,663 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+5.4%) ไต้หวัน 18,007 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+45.2%) ญี่ปุ่น 13,774 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+89.2%) และสหรัฐอเมริกา 10,535 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+22.7%)
สินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบมีมูลค่า 56,711 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+41.9%) โทรศัพท์และส่วนประกอบมีมูลค่า 32,460 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-0.4%) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 32,198 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+14.6%) สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมีมูลค่า 22,588 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+11%) และรองเท้า 14,086 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+9%)
สินค้านำเข้าหลักๆ ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบมีมูลค่า 81,784 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+37.2%) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 33,487 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+24.5%) ผ้าทุกชนิด 8,754 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+3.2%) วัตถุดิบพลาสติก 5,933 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+19.7%) และโทรศัพท์และส่วนประกอบมีมูลค่า 5,877 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+8.2%)
3. การค้าระหว่างไทย – เวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568
การค้าระหว่างไทย – เวียดนามในเดือนกรกฎาคม 2568 มีมูลค่า 1,798 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.7 จากเดือนก่อน โดยแบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกไปเวียดนาม 1,137 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+6.7%) และมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากเวียดนาม 668 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-8.8%) ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 การค้าระหว่าง ไทย – เวียดนาม มีมูลค่า 12,297 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+8.09%) โดยการส่งออกไปเวียดนามมีมูลค่า 7,457 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+10.5) และการนำเข้าสินค้าจากเวียดนามมีมูลค่า 4,840 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+4.6)
ตาราง 8 มูลค่าการค้าระหว่างไทย – เวียดนามในช่วง 7 เดือนของปี 2568
หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐฯ
|
ปี 2567 (ม.ค -ธ.ค) |
อัตราการเติบโต ปี 2567 (%) |
ม.ค- ก.ค 2568 |
ม.ค- ก.ค 2568 |
อัตราการเติบโต (ม.ค- ก.ค 2568) (%) |
|
|
– มูลค่าการค้า – มูลค่าการส่งออกไปเวียดนาม – มูลค่าการนำเข้าจากเวียดนาม |
20,230 7,783 |
6.6 5.6 8.3 |
11,376 6,749 4,627 |
12,297 7,457 4,840 |
8.09 10.5 4.6 |
สินค้าที่เวียดนามนำเข้าจากไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 เรียงลำดับตามสัดส่วนการนำเข้า ดังนี้
ตาราง 9 สินค้าหลักที่เวียดนามนำเข้าจากไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568
หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐฯ
|
ลำดับที่ |
สินค้า |
ปี 2567 (ม.ค -ธ.ค) |
อัตราการเติบโต ปี 2567 (%) |
ม.ค- ก.ค 2567 |
ม.ค- ก.ค 2568 |
อัตราการเติบโต (ม.ค- ก.ค 2568) (%) |
|
1 |
ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ |
1,320 |
-22.7 |
696.1 |
982.6 |
41.2 |
|
2 |
รถยนต์ทุกชนิด |
1,241 |
8.4 |
628.6 |
821.6 |
30.7 |
|
3 |
เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านและส่วนประกอบ |
643 |
-25.0 |
561.1 |
614.4 |
9.5 |
|
4 |
เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ |
800 |
22.1 |
556 |
600.3 |
8.0 |
|
5 |
ส่วนประกอบและชิ้นส่วน ยานยนต์ |
712 |
13.4 |
360.8 |
431.6 |
19.6 |
|
6 |
วัตถุดิบพลาสติก |
691 |
-1.7 |
377.9 |
392.7 |
3.9 |
|
7 |
สารเคมี |
382 |
6.1 |
217.7 |
212.8 |
-2.3 |
|
8 |
ผลิตภัณฑ์สารเคมี |
379 |
-6.0 |
209.9 |
211.3 |
0.7 |
|
9 |
วัตถุดิบสิ่งทอ เครื่องหนัง |
325 |
19.9 |
186.1 |
194.6 |
4.6 |
|
10 |
น้ำมันทุกประเภท |
1,014 |
11.7 |
224 |
91.2 |
-59.3 |
|
อื่นๆ |
4,940 |
– |
2,731 |
2,904 |
6.3 |
|
|
รวม |
12,447 |
5.6 |
6,749 |
7,457 |
10.5 |
ที่มา: กรมศุลกากรเวียดนาม

สินค้าที่เวียดนามส่งออกไปไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 เรียงลำดับตามสัดส่วนการส่งออก ดังนี้
ตาราง 10 สินค้าหลักที่เวียดนามส่งออกไปไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568
หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐฯ
|
ลำดับที่ |
สินค้า |
ปี 2567 (ม.ค -ธ.ค) |
อัตราการเติบโต ปี 2567 (%) |
ม.ค- ก.ค 2567 |
ม.ค- ก.ค 2568 |
อัตราการเติบโต (ม.ค- ก.ค 2568) (%) |
|
1 |
ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ |
580 |
-19.0 |
422.7 |
875.1 |
107 |
|
2 |
เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ |
1,047 |
13.2 |
568.9 |
607.3 |
6.7 |
|
3 |
โทรศัพท์และส่วนประกอบ |
785 |
-23.0 |
567.7 |
456.2 |
-19.6 |
|
4 |
ยานยนต์และชิ้นส่วน |
688 |
-7.5 |
345.1 |
375.0 |
8.7 |
|
5 |
น้ำมันดิบ |
886 |
48.4 |
526.0 |
296.0 |
-43.7 |
|
6 |
กาแฟ |
170 |
51.7 |
107.3 |
191.8 |
78.8 |
|
7 |
สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม |
278 |
120.6 |
165.4 |
170.4 |
3.0 |
|
8 |
สัตว์น้ำสด แช่แข็ง แช่เย็น แปรรูป และ กึ่งแปรรูป |
377 |
117.9 |
128.5 |
167.3 |
30.2 |
|
9 |
เหล็ก เหล็กกล้า |
289 |
24.0 |
90.1 |
151.0 |
67.6 |
|
10 |
ผลิตภัณฑ์สารเคมี |
259 |
-0.4 |
245 |
76.4 |
-68.8 |
|
อื่นๆ |
2,445 |
– |
1,705 |
1,474 |
– |
|
|
รวม |
7,783 |
8.3 |
4,627 |
4,840 |
4.6 |
ที่มา: กรมศุลกากรเวียดนาม
4. ความเห็น สคต.
แนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายประการ เช่น ความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของเวียดนาม ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จะเป็นช่วงเวลาของการใช้อัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ อัตราภาษีร้อยละ 20 ที่ใช้กับเวียดนามจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 พร้อมกับประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าที่บรรทุกขึ้นเรือแล้ว กำลังอยู่ระหว่างการขนส่งและผ่านพิธีการก่อนวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ยังคงใช้อัตราภาษีเดิมตามคำสั่งที่ 14257 ของสหรัฐฯ อัตราภาษีร้อยละ 20 สำหรับสินค้าเวียดนามสูงกว่าบางประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะลดขีดความสามารถในการแข่งขันและผลกำไรของการส่งออกจากเวียดนามไปยังตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญๆ เช่น ไม้ สิ่งทอ เหล็กและเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และเครื่องจักรและอุปกรณ์ เป็นต้น (จากปัจจุบันภาษีเพียงร้อยละ 10)
แนวโน้มการส่งออกและนำเข้าระหว่างไทยและเวียดนามในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ยังคงเติบโตเป็นบวกจากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม การนำเข้าส่งออกสินค้า การเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐ การลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการบริโภคในประเทศที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เศรษฐกิจเวียดนามยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายประการ เช่น ความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ และแนวโน้มการบริโภคที่ลดลงในตลาดสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของเวียดนาม ซึ่งอาจทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อส่งออกของเวียดนามลดลง รวมทั้งผู้ประกอบการเวียดนามอาจส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าในตลาดในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มการแข่งขันกับสินค้าของไทยด้วย
สิงหาคม 2568
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ybyuqh3mimrhgti1txym4o3h&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uidvkUMz-xkst49QRBlop

ภาพรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ชลอตัว แต่ด้วยความที่โรงแรมในกลุ่มของเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ไม่ได้พึ่งพานักท่องเที่ยวจากจีนมากนัก ทำให้ภาพรวมของโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ หัวหิน ยังสามารถเติบโตได้ดีในแง่ของการเติบโตของรายได้
ส่วนโรงแรมที่อยู่ในโลเกชั่นในเมืองที่มีนิคมอุตสาหกรรม ก็ได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากมีโรงงานบางส่วนปิดตัวลง และโรงงานอีกบางส่วนลดกำลังการผลิต ทำให้ลูกค้าในกลุ่มผู้บริหารที่มาพักโรงแรมเพื่อธุรกิจลดลง
“เคปแอนด์แคนทารี มีลูกค้าหลักใน 2 ตลาด คือ 1.ตลาดเลเชอร์ เราไม่ได้พึ่งตลาดจีนมาก จีนชลอตัวก็ไม่กระทบมาก แต่ยอมรับช่วงโลว์ซีซันนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติชลอตัวกว่าโลว์ซีซันปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้แย่ เพราะปีที่แล้วนักท่องเที่ยวเติบโตมาก ส่วนไฮซีซันที่จะถึงนี้ ถือว่าดีกว่าไฮซีซันปีที่ผ่านมา โรงแรมในเมืองท่องเที่ยว ตอนนี้ยอดบุ๊กกิ้งล่วงหน้าของเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของโรงแรมที่อยู่ในเมืองท่องเที่ยวของเราเกือบเต็มหมดแล้ว 2.ลูกค้าที่มาจากกลุ่มอุตสาหกรรม ก็จะมีผลกระทบจากการไม่มีไลน์การผลิตใหม่ ไม่มีการปรับปรุงโรงงาน ซึ่งเกี่ยวกับธนาคารไม่ปล่อยกู้ โรงแรมก็จะไม่ได้ลูกค้ากลุ่มนี้ที่เข้ามาตรวจโรงงาน ทำให้ลดลงไป เราก็ต้องหันไปพึ่งตลาดสัมมนา กรุ๊ปท่องเที่ยวของบริษัทต่างๆในไทยเข้ามาทดแทน”
โดยประเมินว่าตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มโรงงานจะหายไปราว 20 % ซึ่งชลอไปก่อนจะเกิดกรณีที่มีการเจรจาภาษีทรัมป์ หลักๆเกิดจากเศรษฐกิจในประเทศที่ไม่ค่อยดี เงินบาทแข็งค่า ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นเมืองที่แพงขึ้น ตามมาด้วยความไม่เชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีน ด้านความปลอดภัยในไทย
ส่วนผลกระทบจากภาษีทรัมป์ที่จะตามมา จะยิ่งกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงอาจจะมีกรณีนักลงทุนดึงเงินออกจากตลาดหลักทรัพย์ ท้ายสุดก็จะมีผลด้านจิตวิทยา คนก็จะลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง ก็จะลดการเดินทางท่องเที่ยวลงก่อน ก็จะส่งผลต่อการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ
แต่เราก็หวังว่า โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2568” จะแก้ปัญหาต่างๆได้รวดเร็ว เพื่อทำให้โรงแรมต่างๆที่เข้าร่วมโครงการ มีบุ๊กกิ้งเข้ามากระตุ้นการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในเดือนกรกฏาคมถึงกันยายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซันนี้ เพราะไฮซีซันนี้โรงแรมก็มีลูกค้าจองเข้ามาอยู่แล้ว
สำหรับโรงแรมในเครือเคปแอนด์แคนทารีขณะนี้โรงแรมที่ได้รับการตอบรับที่ดีมาก คือ โรงแรมเคปฟาน เกาะสมุย รายได้ปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 20% ซึ่งเป็นเพราะกระแสการถ่ายทำซีรีส์ The White Lotus Season 3 ขณะที่ภูเก็ตรายได้น่าจะเท่ากับปีที่แล้ว เชียงใหม่ หัวหินก็ดีอยู่
อย่างไรก็ตามแม้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ชลอตัวทั้งในไทยและทั่วโลก อาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมบ้าง แต่ก็ไม่ได้กระทบมากเหมือนตอนช่วงที่เกิดโควิด-19 ก็ตาม
แต่ทางเคปแอนด์แคนทารี ก็ต้องมีแผนในการรับมือ โดยเราต้องเก็บเงินไว้ก่อน ทำให้ตัดสินใจชะลอการลงทุนโครงการโรงแรม บนพื้นที่ 25 ไร่ ติดกับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา จ.ชลบุรี (มูลค่าราว 2,000 ล้านบาท) ออกไป
รวมถึงแผนที่จะสร้างโรงแรมในจังหวัดอุดรธานี และขอนแก่น ที่ทางบริษัทมีแลนด์แบงก์อยู่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา ก็ต้องรอจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งการที่เรามองขยายโรงแรมเพิ่มในอีสาน เนื่องจากภาคอีสานเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และเรามีโรงแรมในโซนนี้ที่นครราชสีมาเท่านั้น
“เราเป็นบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ผู้ถือหุ้น ธุรกิจโรงแรมเป็นของเราเอง ไม่มีใครมากดดันต้องขยายโรงแรมให้โต เราจึงตัดสินใจเองได้ ถ้าเศรษฐกิจยังไม่ดีก็ไม่ต้องรีบก็ได้ เพราะเรามีพนักงานกว่า 2-3 พันคนที่ต้องให้เขาอยู่รอดไปกับเรา และแม้การแข่งขันในธุรกิจโรงแรมจะมีสูง แต่เราเชื่อมั่นคุณภาพและการบริการ รวมถึงโปรดักซ์ที่ดี โดยไม่ต้องลงไปลดราคาแข่งกัน แต่เราเน้นบริการทำให้ลูกค้ามีความประทับใจ เช่นดูเรื่องการอัพเกรดห้องพักให้ลูกค้า การกระตุ้นการขายด้านอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัว”
อีกทั้งเคปแอนด์แคนทารี ยังเน้นเพิ่มเติมในเรื่องของประสบการณ์ท้องถิ่น โดยทำงานใกล้ชิดกับชุมชนในพื้นที่ เนื่องจากเทรนด์การท่องเที่ยวยุคใหม่ นักท่องเที่ยวไม่ได้แค่ต้องการมาพักและใช้บริการโรงแรมอย่างเดียว แต่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น อย่างโรงแรมที่เกาะยาว ในบุฟเฟ่ต์อาหารเช้า เราก็อุดหนุนขนมพื้นถิ่นของชาวบ้าน การส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นต้น”
อย่างไรก็ดีแม้เคปแอนด์แคนทารีจะหยุดการลงทุนสร้างโรงแรมใหม่ชั่วคราวในขณะนี้ แต่บริษัทก็ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาและรีโนเวตโรงแรมต่างๆในเครือที่เปิดให้บริการอยู่แล้วในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกสอดรับกับดีมานด์ของตลาด และสามารถสร้างรายได้และกำไรได้ตามเป้าหมาย
อาทิ โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต อยู่ระหว่างการพัฒนาพูลวิลล่าใหม่ในเดือนตุลาคมนี้ รีโนเวตห้องอาหารโรงแรมแคนทารี เชียงใหม่ เช่นเดียวกับเคป นิทรา หัวหิน ที่เพิ่งรีโนเวต และรีโนเวท โรงแรมแคนทารี รามคำแหง (รามคำแหง 42) เป็นต้น
นอกจากนี้ล่าสุดเคปแอนด์แคนทารี ได้จัดทำโครงการ รอยัลตี้โปรแกรม “Cape & Kantary Card” เป็นครั้งแรก เพื่อสร้างแบรนด์ดิ้ง และตอบแทนและคืนกำไรให้กับลูกค้า และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงแรมกับลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถสะสมคะแนนจากการเข้าพักในโรงแรมทั้ง 23 แห่งในเครือ พร้อมแลกคะแนนสะสมเป็นห้องพักได้ฟรี
โดยทุกการใช้จ่าย 1,000 บาทต่อค่าห้องพักต่อวัน สมาชิกจะได้รับ 1 คะแนนสะสม เมื่อสะสมคะแนนครบ 20 คะแนนขึ้นไป สามารถแลกห้องพักโรงแรมในเครือได้ฟรี 1 ห้อง (1 คืน) พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน (จำนวนคะแนนแลกห้องพักขึ้นอยู่กับโลเกชั่น ช่วงเวลา และโปรโมชั่น) และรับคะแนนสะสม 2 เท่าเมื่อเช็กอินในเดือนเกิด (1 ครั้งในเดือนเกิด) รวมถึงส่วนลดสำหรับบริการต่าง ๆ ได้แก่ ส่วนลด 20% สำหรับบริการซักรีด และส่วนลด 15% สำหรับบริการสปา ณ เคปสปา
ทั้งบริษัทยังมอบโปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิกใหม่ รับคะแนนสะสม 2 เท่าเมื่อสมัครสมาชิกและเข้าพักตั้งแต่วันนี้-30 พฤศจิกายน 2568 (สำหรับการเข้าพักครั้งแรกเท่านั้น) โดยสามารถสมัครฟรี
“เราตั้งเป้าสมาชิก Cape & Kantary Card จำนวน 6,000 คนในปีแรก ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งก่อนจะเปิดรับสมัครสมาชิกในวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เราได้เริ่มทดลองนำ 3 โรงแรมมาลองดำเนินการทดลองระบบก่อน พบว่าได้รับการตอบรับดีมากมีนักท่องเที่ยวสมัครแล้วกว่า 1,000 คน โดยลูกค้าของโรงแรมส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มมาซ้ำ” ธีรวัลคุ์ กล่าว
ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการดำเนินธุรกิจของเคปแอนด์แคนทารี ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจไทยและโลกที่เกิดขึ้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qdN7OUnK3x0J2u6s4Hp98

‘สว.เปรมศักดิ์’ ฉะ ‘กพ.-อว. ‘ ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ ยื่นกระทู้ถามนายกฯ ยกกรณี ‘สืบพงษ์ ปราบใหญ่’ อดีตอธิการบดีรามคำแหง ห่วงอำนาจมืดใช้ระบบตรวจสอบวุฒิฯ เป็นเครื่องมือทางการเมือง
27 ส.ค.2568 – นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้ยื่นกระทู้ถามต่อประธานวุฒิสภาเพื่อนำส่งถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องปัญหาการรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรเข้ารับราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา โดยกระทู้นี้ได้รับเลขรับหนังสือที่ 7146
นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สป.อว.) ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นธรรม ทั้งที่ควรได้รับการพิจารณาตามมาตรฐานสากล
นพ.เปรมศักดิ์ยกกรณี นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจาก Pacific States University สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการรับรองจาก Accrediting Council for Independent Colleges and Schools (ACICS) ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของความไม่เป็นธรรม แม้เขาจะผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและบรรจุเป็นอาจารย์ตั้งแต่ปี 2554 แต่ภายหลังกลับถูกตรวจสอบซ้ำหลายเรื่อง และถูกถอดถอนตำแหน่งอธิการบดี พร้อมเพิกถอนตำแหน่งทางวิชาการ ทั้งที่กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่ามหาวิทยาลัยและหลักสูตรที่ศึกษาได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล
“กรณีนี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อบุคคล แต่ยังสะท้อนว่าระบบการตรวจสอบวุฒิอาจถูกใช้เป็น เวทีเล่นงานคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบราชการและวงการอุดมศึกษาไทย” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว
กระทู้ดังกล่าวตั้งคำถามสำคัญต่อรัฐบาล 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การกำหนดอำนาจหน้าที่ระหว่าง ก.พ. และ สป.อว. ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติและการใช้ดุลพินิจทางการเมือง 2.การจัดทำฐานข้อมูลกลางของสถาบันการศึกษาต่างประเทศและองค์กรรับรอง เพื่อให้การตรวจสอบโปร่งใส รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกัน และ 3.มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมกลไกป้องกันไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้งและเลือกปฏิบัติซ้ำ
“รัฐบาลต้องชี้แจงต่อสาธารณะผ่านราชกิจจานุเบกษา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบการศึกษาไทยจะไม่ตกอยู่ภายใต้เกมการเมืองหรือแรงต้านจากกลุ่มอำนาจเก่า”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/850642/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S9lXGOH9oXty-LWlByl57

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5053409/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hJ9JrItbyPVmIQeByvhX4

“ธีรรัตน์” ลงพื้นที่ตรวจติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน มุ่งส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟื้นฟูป่าชายเลนพื้นที่กรุงเทพมหานครเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน
26/08/2568 | 75 |
วันนี้ (26 ส.ค. 68) เวลา 13.30 น. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน โดยมีผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ได้แก่ นางสาวเกศรัชฎา กลั่นกรอง รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ นางภัสรา นทีทอง ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน นายณทศพล จันทร์ลอย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบระบายน้ำ การสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ สะพานรักษ์ทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ
โครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน ดำเนินการโดยสำนักงานเขตบางขุนเทียน เพื่อป้องกันและรักษาพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งได้มีการดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2559 อาทิ การปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น ปักเสาไฟฟ้ากันคลื่น และปลูกต้นโกงกางกว่า 107,000 ต้น ทำให้สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนได้กว่า 200 ไร่ พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรม “กระบอกไม้ไผ่ 3Rs” เพื่อนำเศษไม้ไผ่มาใช้ซ้ำและลดปัญหาขยะ
นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชนในการปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติม โดยการปลูกกล้าต้นโกงกางด้วยการใช้ท่อซีเมนต์สูง 2 เมตร ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการรอดและสะสมตะกอนดินมากขึ้น รวมทั้งจัดกิจกรรมการดูแลชายฝั่ง เช่น การปลูกต้นโกงกางกว่า 110,000 ต้น การเก็บขยะทะเล การปั่นจักรยานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นต้น ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ชายฝั่งอย่างยั่งยืน
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 587/2568
วันที่ 26 ส.ค. 2568
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/418190&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IwNKhKgseqvXzB2nDNz9L

ดูเหมือนว่าความหวังที่เราอยากให้ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” กลับมาเท่ากับช่วงก่อนโควิดราวๆ 40 ล้านคนต่อปี จะเลือนรางออกไปไกลมากขึ้น เพราะ “ภาวะโลกร้อน” ซึ่งทำให้อุณหภูมิในหลายประเทศ หลายเมือง พุ่งสูงขึ้น บีบให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องปรับตัว
เนื่องจากนักท่องเที่ยวเริ่มเลี่ยงจุดหมายปลายทางที่ “อากาศร้อน” และหันไปมองหาประเทศที่มีอากาศเย็นสบายแทน จนกลายเป็นเทรนด์ “คูลเคชั่น” ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน
สื่อต่างประเทศรายงานว่า กระแสคูลเคชั่นทำให้นักท่องเที่ยวพากันเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ร้อนระอุ หันไปพักผ่อนในภูมิภาคที่อากาศเย็นสบายกว่า เช่น สแกนดิเนเวีย ซึ่งมียอดจองการเดินทางเพิ่มขึ้นถึง 27% โดยเฉพาะสวีเดนที่พุ่งสูงถึง 47% ขณะที่อิตาลีเพิ่มขึ้นเพียง 3% สะท้อนถึง “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยุโรป ซึ่งบ่งชี้ถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
สำหรับประเทศไทย ช่วงที่ผ่านมาเราเผชิญปัญหาที่ทำให้การท่องเที่ยวซบเซาลงไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นข่าวการลักพาตัวนักแสดงชาวจีน ข่าวแผ่นดินไหว ตึกถล่ม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงจำนวนมาก แต่ก็พอมีนักท่องเที่ยวระยะไกลจากฝั่งยุโรปมาชดเชย อย่างไรก็ตาม จากเทรนด์ “คูลเคชั่น” ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องติดตามว่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยมากน้อยเพียงใด
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์คูลเคชั่นสร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อการท่องเที่ยวไทย เนื่องจากไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อนของนักท่องเที่ยวยุโรปและเอเชียที่ต้องการหลบหนีความหนาวเหน็บมาท่องเที่ยวพักผ่อน แต่เมื่อโลกเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงมากขึ้น นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงการเดินทางมายังประเทศร้อนชื้นอย่างไทย ซึ่งสภาพอากาศของไทยอย่างที่เราทราบกันว่าร้อนระอุตลอดทั้งปี โดยเฉพาะหน้าร้อนที่อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายนี้ยังอาจมี “โอกาส” อยู่ หากเราสามารถปรับตัวได้โดยเรียนรู้จากโมเดลต่างประเทศ หลายแห่งพยายามส่งเสริมเรื่อง Green Infrastructure เปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นสีเขียว สร้างทางเดินเท้าที่ร่มรื่น เพิ่มระบบน้ำพุกลางเมืองเพื่อลดอุณหภูมิช่วงกลางวัน หรือแม้แต่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางคืนที่อากาศเย็นสบายกว่าช่วงกลางวัน เช่น เปิดโบราณสถานหรือวัดต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราเชื่อว่าแหล่งท่องเที่ยวไทย ยังไงก็ยังมีเสน่ห์ในตัวเองไม่น้อย!
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1195963&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LCOB0612C9kxmNdtKCIKn